I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 36 : ครั้งที่ 32 สำคัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73,927
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,149 ครั้ง
    22 ม.ค. 62



ครั้งที่ 32 สำคัญ

[ธันวา]

Yang : กินข้าวยัง

Thanwa : กำลังจะกิน

Yang : อือ งั้นไปกินข้าวเถอะ

Thanwa : ไม่รั้ง?

Yang : ทำไมต้องรั้ง

Thanwa : ก็กูเห็นเวลาพี่ไกด์จะไปแดกข้าวทีไรไอ้แพนก็ชอบงอแง

ไม่ใช่แค่เวลาพี่เขาจะไปกินข้าวหรอก เรียกว่าเกือบทุกเวลาที่อีกฝ่ายขอวางสายไปทำอย่างอื่นเลยมากกว่า ไม่เข้าใจเลยทำไมคนอื่นถึงเรียกการกระทำพวกนี้ว่าน่ารัก ผมเป็นเพื่อนมันแท้ๆ ยังอยากจะร้องว่ารำคาญโว้ย

Yang : ไอ้แพนปัญญาอ่อนอย่าโง่ทำตามมันมาก ถ้ามึงไม่แดกข้าวแล้วเสือกตายขึ้นมากูจะจีบใคร?

นี่กูต้องเขินไหม หรือว่ายังไง

ประโยคเหี้ยไรไม่มีความหวานเลยสักนิด มีแต่คำหยาบและคำด่า ไม่รู้สึกถึงเศษเสี้ยวความอยากได้ผมเป็นแฟนเลยด้วย …หรือนี่จะเป็นวิถีคนแมน

Thanwa : เออ กูไปแดกข้าวละสัส

ผมกดล็อคหน้าจอแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวผมอยู่กันพร้อมหน้า ซึ่งนานๆ ทีเราจะได้ทานข้าวเช้าพร้อมกันทุกคนแบบนี้ พ่อกับแม่ผมกลับมาจากการไปหาผ้าไหมที่เชียงรายเมื่อวานนี้เอง พวกท่านอารมณ์ดีใหญ่เลยบอกว่าได้ของดีมา ส่วนพี่ตุลย์ก็เพิ่งทำโปรเจคใหญ่เสร็จตอนนี้พ่อคุณเขาก็เลยว่างยาวยันปีหน้า ...ล้อเล่นครับ ว่างไม่กี่วันหรอกเดี๋ยวก็มีงานเข้ามาอีก

“แม่ครับ มีอะไรกินบ้าง”

“ขาหมู ต้มจับฉ่ายแล้วก็ไก่ทอด ธันวามาพอดีเลย หยิบทิชชู่ให้แม่หน่อยสิเมื่อกี้แม่เผลอทำน้ำจิ้มหก”

“ครับ” ผมหยิบสิ่งที่เธอต้องการให้แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ พี่ชายสุดหล่อ วันนี้พี่เขาอยู่ในชุดสบายๆ เสื้อกล้ามกางเกงบอล รวบผมหน้าไว้ด้วยยางรัดข้าวแกงสีแดงเป็นทรงน้ำพลุที่เด็กชอบทำ อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวพี่จะดูทุเรศแล้ว ขอบคุณผมสีควันบุหรี่กับเบ้าหน้าที่บรรพบุรุษให้มาซะเถอะที่ทำให้พี่ยังดำรงตำแหน่งความหล่อเอาไว้ได้

หือ

“พี่ตุลย์ สีเปื้อนหน้า”

“เหรอวะ สงสัยติดมาเมื่อคืนมั้ง”

“วาดรูปเล่น?”

“ประมาณนั้น... เปื้อนตรงไหน” ถามพลางใช้หลังมือเช็ดไปมั่วๆ เอ่อ มันไม่ได้เฉียดเลยพี่

“เดี๋ยวธันเช็ดให้” เป็นผมเองที่ทนมองไม่ไหว เอื้อมมือไปเช็ดรอยเปื้อนตรงแก้มขาวให้ นี่พี่วาดภาพหรืออาบสี ทำไมเปื้อนเต็มหน้าแบบนี้วะ ถึงว่าทำไมเมื่อคืนผมได้ยินเสียงเพลงทั้งคืน พี่ตุลย์เปิดบิวท์อารมณ์นี่เอง “เมื่อเช้าพี่ไม่ล้างหน้าเหรอ”

“ล้างทำไม ยังเช้าอยู่เลย” อีกฝ่ายไหวไหล่ไม่สนใจ ตักข้าวเข้าปากช้าๆ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผมกำลังวุ่นอยู่กับการเช็ดหน้าเขาอยู่ เดี๋ยวเถอะไอ้พี่คนนี้

“เหอะๆ”

“วันนี้จะไปส่ง”

“ส่งธัน?” ผมเลิกคิ้วมองสถาปนิกหนุ่มที่หลับตาพริ้มเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ...นี่มันคุยกับผมหรือแม่ซื้อวะ?

“เออ วันนี้ว่าง”

“แล้วตอนเย็นธันจะกลับไงอะ”

“อย่าโง่ กูไปส่งได้กูก็ต้องไปรับได้ดิ” กรรม เพิ่งเจ็ดโมงก็โดนด่าว่าโง่สองรอบแล้วกู

“ทำไมจู่ๆ ถึงอยากไปส่ง”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่มึงผอมกูก็ไม่เคยไปส่งที่โรงเรียนเลย” จบประโยคฝ่ามือใหญ่ก็ดึงให้ผมลงไปนั่งบนตัก จับเอว จับแขน จับไหล่สำรวจร่างกายผมไปเรื่อย ไม่อายสายตาพ่อแม่ที่มองขำๆ อยู่เลยสักนิด โว้ย ไอ้พี่ตุลย์ “ผอมไปปะ น้ำหนักเท่าไหร่วะไอ้อ้วน”

“ผอมที่ไหน พี่ยังเรียกธันว่าอ้วนอยู่เลย”

“ส้นตีน อ้วนเป็นชื่อเล่นมึง ถึงมึงจะแห้งเป็นเด็กเอธิโอเปียกูก็ยังเรียกว่าอ้วนอยู่ดีนั่นแหละ”

“ตาตุลย์ ปล่อยน้องได้แล้วลูก เดี๋ยวน้องก็ไปโรงเรียนสายหรอก ฮะๆ” แม่เป็นผู้ช่วยชีวิตที่ทำให้ผมนึกออกว่าตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรที่จะแดกข้าวเสร็จและไปโรงเรียนได้แล้ว พูดตรงๆ ถ้าเป็นวันปกติผมคงถึงโรงเรียนแล้วด้วยซ้ำ

“ไม่เอาอะ นานๆ ทีตุลย์จะได้เล่นกับมัน” ไม่ว่าเปล่า คุณคณินวาดวงแขนกอดผมแน่น ไม่หมดเท่านั้นยังเอาคางเกยไหล่ผมเหมือนจะบอกว่าให้ตายยังไงก็ไม่ปล่อยอีก ตลกดีครับ อย่างกับเด็กประถม

“โตจนทำงานทำการแล้วนะเรา ยังติดน้องอยู่อีก”

“ไม่ใช่แค่ติดหรอกคุณ มันหวงด้วย”

“ถ้าน้องมีแฟนขึ้นมา เราไม่กีดกันตายเลยเหรอ”

“ไม่หรอกแม่ พี่ตุลย์อยากให้ผมมีแฟนจะตาย” ตอนที่ยังเป็นแมวน้ำอยู่พี่มันพร่ำบอกผมตลอดว่าถ้าผอมแล้วให้รีบมีแฟน ถึงช่วงนี้จะไม่เคยได้ยินประโยคพวกนั้นก็เถอะแต่เขาก็คง...

“เมื่อก่อนอยากแต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว”

?

“ก่อนหน้านี้ไหนบอกว่าอยากให้ธันรีบมีแฟน”

“ความคิดคนเราก็เปลี่ยนได้ตลอดนั่นแหละ แดกข้าวไปมึง” กล่าวแล้วคนพูดก็ปล่อยตัวให้ผมกลับไปนั่งที่ ถึงจะยังสงสัยอยู่บ้างแต่ผมก็ไม่ได้ถามต่อ ก็จริงอย่างที่พี่มันพูด เมื่อก่อนผมก็คิดว่าไอ้เทรนด์สุขุมดีแต่พอเวลาผ่านไปผมก็คิดว่ามันเหี้ย และมันก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ

เหมือนกันละมั้ง

ฮ่าาาาห์

ขอเอฟเฟคเสียงสวรรค์กับประกายระยิบระยับที่รถหน่อยครับ ขอเทวดาเด็กโชว์จู๋บินวนรอบตัวรถด้วย

“อุบาทว์ว่ะไอ้ธัน ทำหน้าอะไรของมึง”

“ก็ธันไม่ได้แตะรถพี่นานแล้ว” ผมมองรถคันสวยของพี่ชายด้วยตาแวววาว ครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งคือเมื่อไหร่วะ พี่ไปทำอะไรกับรถมารึเปล่าทำไมรู้สึกเหมือนมันสวยกว่าเดิม หรือเป็นเพราะล้างรถใหม่ เอ๊ะ หรือไปเคาะสีมา หรือซื้อใหม่วะ ดูดีสาส “เวอร์ฉิบหาย ขึ้นมาเร็วเดี๋ยวก็สายจริงๆ หรอก”

“เออว่ะ ลืม”

“อุ๋งๆ?”

แทบจะทันทีหลังจากที่ผมเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ เสียงทุ้มนุ่มจากด้านหลังก็เรียกให้ผมหันไปมอง เจ้าของเสียงคือร่างสูงในชุดนักเรียนที่กำลังคร่อมนินจาสีเขียวดำ ที่หลังสะพายกระเป๋าเป้ใบโปรดของตัวเอง

“ไอ้หยาง”

“จะไปไหน?”

“เรียน เอ้า กูลืมบอกมึงเลยว่ะว่าวันนี้พี่ตุลย์จะไปส่ง” ลืมไปว่าทุกวันผมจะขี่รถไปโรงเรียนพร้อมมัน วันนี้เป็นอะไรวะ ลืมโน่นลืมนี่ตลอด ดูแป๊บ นี่ผมลืมใส่กางเกงในด้วยรึเปล่า รู้สึกเย็นๆ ตูดยังไงไม่รู้… สัส ไอ้พี่ตุลย์แม่งเอา cool pack มาวางทิ้งไว้ที่เบาะ กูก็คิดไปไกล

“อ่อ ไม่เป็นไร พี่ตุลย์สวัสดีครับ”

“เออ”

“งั้นวันนี้ขี่รถไปโรงเรียนคนเดียวนะไอ้น้อง พี่มีสารถีส่วนตัว” ผมยักคิ้วกวนตีนให้ ไม่ลืมที่จะกอดอกคาดเข็มขัดและสะบัดผมเหมือนพวกเศรษฐี แหม่ อยากจะลองทำแบบนี้มานานละแต่กลัวคนอื่นมองว่าบ้า

“หึ ไอ้สัส”

“ไปละ เดี๋ยวสาย”

“อือ”

เราคุยกันอีกนิดหน่อยผมก็โบกมือลาเพื่อนสนิท คุณสถาปนิกหนุ่มที่ทำหน้าที่คนขับก็ออกรถทันที บ้านค่อยๆ ห่างตาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มองไม่เห็น วิวที่เห็นต่างไปจากทุกวันโดยสิ้นเชิง ปกติผมต้องมองข้างหน้าตลอดเพราะต้องดูรถ วอกแวกมองทางอื่นแค่แป๊บเดียวก็สามารถทำให้คุณไปเฝ้ายมบาลได้สบายๆ แต่วันนี้ผมมองข้างทางได้เพราะเป็นผู้โดยสาร ดีชะมัด

“ปกติเวลาขี่รถไปด้วยกันไอ้หยางไปส่งมึงที่โรงเรียนเหรอ”

“ประมาณนั้นมั้งครับ โรงเรียนธันอยู่ก่อนโรงเรียนมัน ก็เลยเหมือนมันมาส่งทุกวัน” ถึงจะไม่ถึงขั้นจอดส่งก็เถอะ เวลามาถึงโรงเรียนผมแล้วเราก็จะชะลอรถลงทั้งคู่ ผมชะลอเพื่อเลี้ยวเข้าโรงเรียน ส่วนมันชะลอเพื่อโบกมือบ๊ายบาย แบบนี้เรียกว่ามาส่งรึเปล่าวะ “พี่ถามทำไม”

“มันยังตามอยู่เลย”

“ใคร…”

เฮ้ย

ไม่ต้องรอให้พี่ชายอธิบาย ผมก็ได้คำตอบทันทีที่มองผ่านกระจก ถึงจะใส่หมวกกันน็อคจนมองไม่เห็นหน้าตาแต่ผมก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทที่ชื่อหัสดิน ไอ้บ้า ผมคิดว่าแม่งถึงโรงเรียนแล้ว ตามมาทำด๋อยอะไรเนี่ย

“บอกให้มันขี่นำหน้าไป ไม่งั้นสายแน่”

ผมรับคำด้วยการกดโทรออกหานักเรียนชายต่างสถาบันที่ขี่นินจาตามหลัง ครั้งแรกโทรไปมันไม่รับ ครั้งที่สองผมจึงเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปพร้อมโทรศัพท์ให้มันรู้ว่าคนที่โทรไปคือใคร พอเห็นอย่างนั้นร่างสูงจึงกดรับและขับรถอย่างระมัดระวังด้วยมือข้างเดียว เอ้า มันขี่รถอยู่นี่หว่า ผมลืม!

(ว่าไง)

“ว่าไงส้นตีนอะไรล่ะ ขี่รถตามมาหาพ่อมึงเหรอ ขี่นำไปดิวะเดี๋ยวก็สายหรอก”

(ไม่เป็นไรกูชิล)

“ถ้ากูจอดรถลงไปด่าตอนนี้มึงยังจะชิลอยู่ไหม”

(ฮะๆ) ปลายสายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วเพื่อมาอยู่ในระดับเดียวกับผม มีการเคาะกระจกแล้วชูสองนิ้วให้ด้วย ไอ้เด็กเวร

“ไม่ต้องมาขำ แล้วทำไมขี่รถเร็ว พ่อมึงเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเหรอ”

(เอ พ่อเคยเป็นรึเปล่าวะ)

“ไอ้... กูนับถึงสามถ้ามึงไม่ขี่นำขึ้นไปกูจะเปิดประตูให้รถมึงล้มไปเลย” ตอนนี้ไอ้หยางขี่รถใกล้ประตูฝั่งผมมาก ถ้าผมเปิดจริงๆ มันต้องรถล้มแน่ เหอะๆ

(โหดว่ะ... แต่กูไม่กลัวนะ ฮะๆ)

“ไอ้ค_ย”

(สัญญาณไม่ดีเลยธันวา แค่นี้แหละ จุ๊บๆ)

“มึง-”

ติ๊ด

ยังไม่ทันที่ผมจะด่าจบ อีกฝ่ายก็ชิงวางสายไปซะก่อน... สัญญาณไม่ดีเหี้ยไร อยู่ใกล้กันแค่นี้ถ้ามึงสัญญาณไม่ดีกูก็ต้องไม่ได้ยินเสียงอะไรสิ เนื่องจากความหมั่นไส้ผมจึงเปิดกระจกชูนิ้วกลางให้มันไปเต็มๆ แทนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกสำนึก มันกลับส่งจูบมาให้ผมแทน โว้ยยย!

“มันว่าไง”

“มันไม่ยอม”

“ทำไม”

“มันบ้า” แหนะ ยังจะส่งมินิฮาร์ทมาให้อีก เบื่อขี้หน้าว่ะ ปิดกระจกหนีแม่ง

“เหรอ”

“พี่ขับเร็วๆ หน่อยละกัน มันจะได้ไม่สาย” นาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลา 7:35 น. หมายความว่าเรามีเวลาแค่สิบห้านาทีในการเดินทางไปโรงเรียน ผมน่ะยังไงก็ทันแต่ไอ้ห่านี่สิ ไหนจะต้องขี่ตาม ไหนจะต้องรอรถติด มึงบ้าไปแล้ว ถ้าเป็นกูจะไม่มาเสียเวลาแบบนี้หรอก มันทำไปเพื่ออะไรวะเนี่ย

“ได้”

บรื๋นน

!

ร่างของผมแนบชิดเบาะอย่างกะทันหันเนื่องจากคนขับเหยียบคันเร่งจนมิด แซงหน้ารถทุกคันที่ขวางทาง หักซ้าย เลี้ยวขวาเหมือนไม่สนว่าจะโดนคันหลังด่ารึเปล่า หัวใจผมเต้นแรงทุกครั้งที่พี่ตุลย์แซงรถคันใหญ่ บอกตามตรงว่ากลัวมาก

เฮ้ย!

“พี่ทำอะไรเนี่ย ขับเร็วขนาดนี้เดี๋ยวก็โดนตำรวจเขียนใบสั่งหรอก!”

“ยอม... ถ้าจับกูได้นะ” จบประโยคเจ้าของผมสีควันบุหรี่ก็ยิ้มร้าย เท้าข้างขวายังคงเหยียบคันเร่งไว้ไม่ปล่อยจนเกิดเสียงเครื่องยนต์ที่ดังไปทั่ว เมื่อก่อนตอนได้ยินผมคิดว่ามันเท่ดี เคยคิดด้วยว่าอยากจะลองทำแบบนี้สักครั้งแต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว… ใครก็ได้เอากูลงไปที

“พี่ตุลย์ เบาหน่อย”

“เอาไงแน่ เมื่อกี้บอกให้กูขับเร็วๆ”

“ก็นี่มันเร็วไป ไม่มีรถคันไหนกล้าเข้าใกล้พี่แล้วเนี่ย!” พวกเขาคงคิดว่าคนขับโดฟยามาหรือไม่ก็ดีดม้าแน่ๆ ถึงขับเร็วในที่ใกล้สถานศึกษา ดีไม่ดีอาจมีคนแจ้งตำรวจแล้วก็ได้ เวรเอ๊ย รู้งี้ผมมาเองก็ดี

“มี ทำไมจะไม่มี”

“…”

ในระหว่างที่รถคันอื่นต่างพากันหลีกทางและไม่อยากเข้ามาใกล้รถคันนี้ กลับมีบิ๊กไบค์คันหนึ่งที่เร่งความเร็วขึ้นมาอยู่ข้างหน้าเรา ทะเบียนและสีรถคุ้นตาจนไม่ต้องเดาให้เปลืองสมองว่าอีกฝ่ายคือใคร กรรม กูจะดีใจหรือเสียใจดีที่เห็นมึง

“ตื๊อจังนะเด็กสมัยนี้”

“พี่แกล้งมันเหรอ”

“เปล่านี่ ก็บอกแล้วว่ากูแค่ทำตามที่มึงบอก ‘ขับเร็วๆ หน่อยละกัน มันจะได้ไม่สาย’ ไง”

“พี่แม่ง! ถ้ามีรถมาตัดหน้าเดี๋ยวมันก็รถล้มตายหรอก”

“บ่นว่ะ ไม่ตายหรอก มันขี่แซงกูได้ก็ถือว่าไม่เบา ถ้าเกิดมีรถตัดหน้าขึ้นมาก็คงหลบได้ชิลๆ ...หมายถึงในกรณีที่ไม่ใช่รถคันใหญ่ๆ น่ะนะ” สถาปนิกหนุ่มไหวไหล่ ยกนิ้วก้อยแคะขี้หูแล้วเป่าทิ้งเหมือนเรากำลังนั่งอยู่บนเรือแจวในบ่อบัวแสนสงบสุข ซึ่งความจริงไม่ใช่ไง!

“พี่ตุลย์!”

เอี๊ยด!

โป๊ก!

“ถึงละ”

คนขับตัดบทด้วยการเหยียบเบรกกะทันหัน ทำให้ผมหัวโขกหน้ารถอย่างจัง ความเจ็บแม่งแล่นผ่านหน้าผากมาจนถึงเส้นเลือดฝอยในรูจมูก ไอ้เชี่ย เจ็บจนไม่รู้จะร้องว่าเจ็บตรงไหนดีระหว่างหน้าผากกับจมูก ทำได้แค่เงยหน้าขึ้นมามองอึ้งๆ ขอพูดอะไรหน่อยเถอะ

ต่อให้พี่อ้อนวอนขอไปส่งผมยังไงแต่ถ้าขับแบบนี้… ไม่มีครั้งหน้าแน่นอน

“พี่ทำอะไรเนี่ย”

“จอดรถส่งมึงไง ดูไม่ออกเหรอ?” เขายังคงความกวนประสาทเอาไว้ตลอดเวลา เพียงแค่ครั้งนี้อยู่ในรูปหน้าตาปกติเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โอ้โห! โกรธจนด่าไม่ออกแล้วสัส ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้นะครับว่าผมเป็นอะไร เจ้าตัวก็เลยผายมือไปที่ประตูพร้อมกับทำตัวนอบน้อม “เชิญลงครับคุณหนู”

“...โว้ย!”

ไอ้พี่บ้า

ผมเปิดประตูลงรถอย่างหงุดหงิด ตอนแรกจะด่าสักดอกแต่หูก็ดันแว่วเสียงเพลงประจำสถาบันก็เลยต้องรีบวิ่งไปเข้าแถว ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้พี่ตุลย์

“ไงมึง เมื่อเช้าเจอเรื่องดีๆ เหรอ หน้าหงิกมาเชียว” เมื่อเดินมาถึงแถว เพื่อนสาวทั้งสามคนก็พร้อมใจกันหันมามอง ไอ้ดา กวนตีนนะมึง ก็รู้อยู่ว่าถ้าเจอเรื่องดีกูจะไม่หน้าย่นเป็นกระดาษใช้แล้วอย่างนี้

“เหอะ ดีกับผีน่ะสิ”

“เป็นไร เล่า”

“วันนี้ไอ้พี่ตุลย์มาส่งกู”

“ก็ดีหนิ มีหนุ่มหล่อมาส่งถึงโรงเรียนไม่ดีตรงไหน”

“ก็ตอนแรกมันขับรถช้า กูก็เลยบอกให้มันขับเร็วหน่อย ไอ้หยางที่ตามมาข้างหลังจะได้ไปโรงเรียนเร็วๆ” พูดแล้วขึ้น ต้องยกมือขึ้นมาลูบจมูกปรอยๆ แดงเลย ดีที่เลือดกำเดาไม่ออก ดั้งไม่หัก ถ้าจมูกที่ผมแสนจะภาคภูมิใจเป็นอะไรขึ้นมาเรื่องนี้ถึงหูแม่แน่

“ป๊าด มีผู้สองคนว่ะเฮ้ย มันเอาว่ะ”

“เอ๊ะ มึงนี่” อีกคนพี่ชายแท้ๆ กูไหมล่ะ ไปตรวจดีเอ็นเอได้เลยสัส

“เล่าต่อดิๆ”

“เออ มันก็ขับเร็วขึ้น… เร็วเชี่ยๆ เร็วจนกูได้ยินเสียงเครื่องยนต์ ม๋านนนนน ม๋านๆๆๆๆๆ ม๋านนนนน แบบเนี้ยไอ้สัส กูกลัวฉิบหายคิดว่าจะตายซะแล้ว” ทำเป็นเล่นไป ใจผมยังเต้นแรงอยู่เลย มีครั้งหนึ่งที่พี่มันแซงรถบรรทุกปุ๋ย ไอ้บ้า ผมนี่โคตรเสียว กลัวพลาดชนกันแล้วเละทั้งคู่

“กูจะเกลียดก็ตรงที่มึงเลียนแบบเสียงได้น่าเกลียดมากนี่แหละ”

“แล้วไอ้หยางเป็นไง ขี่ตามทันไหม”

เอ้า ลืมไอ้หยาง เป็นไงบ้างวะนั่น

“ถามแป๊บ” ก่อนหน้านี้ความเคืองแม่งครอบงำจนผมไม่ได้สนใจเรื่องอื่น ลืมไปเลยว่าร่างสูงขี่รถตามมา ตอนนี้มันเป็นไงบ้างวะ ไม่ใช่ว่าโดนคันอื่นสอยกลางทางนะ

Thanwa : มึงถึงโรงเรียนยัง

Yang : ถึงแล้ว

คิดว่าพี่ชายผมจะเป็นฆาตรกรซะแล้ว...

Thanwa : เออ เมื่อกี้ขอโทษนะเว้ย พี่ชายกูมันขี้แกล้ง

Yang : ไม่เป็นไร555555

Thanwa : มึงไม่น่าบ้าจี้ตามมัน ถ้าตายขึ้นมากูจะขำให้

ถึงจะรู้ว่ามันเก่งก็เถอะแต่ยังไงมันก็เด็กธรรมดา ถ้าโดนชนขึ้นมาจริงๆ ก็มีแต่ตายกับตาย ยิ่งขี่รถเร็วแบบนี้ด้วยยิ่งอันตราย

Yang : 555555

Thanwa : - _ -

Yang : แต่ถ้าครั้งหน้าพี่ตุลย์ทำอีก กูก็จะขี่ตามนะ

Thanwa : ขี่ตามทำไม มึงบ้าปะเนี่ย

Yang : เซ้นส์

“เหี้ยไรวะ” ผมเลิกคิ้วมองข้อความของอีกฝ่าย จะบอกว่าเซ้นส์ตัวเองดีว่างั้นเถอะ เหอะ ถ้าเซ้นส์มึงดีจริงมึงจะไม่ขี่รถตามพี่กูเลยเพราะมันเป็นการกระทำที่โง่มาก ใครบอกวะว่าตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด กูจะเถียงให้ใจขาดดิ้นเลย

Thanwa : อะไรของมึงวะ

Yang : ไปเข้าแถวไป เล่นโทรศัพท์ในแถวเดี๋ยวครูก็หักคะแนนหรอก

Thanwa : เออๆ

“เป็นไงบ้างวะ มันตายยัง” ถ้ามันตาย มันจะพิมพ์ตอบมาได้ไหมล่ะแพน

“ยังอยู่ดี”

“น่าเสียดายว่ะ ปากหมาอย่างมันน่าจะตายๆ ไปซะ กูจะได้หาผู้ชายให้มึงใหม่ ตั้งแต่มึงเปิดใจให้มันกูก็รู้สึกว่าตัวเองคิดผิดมากที่เสี้ยมให้มึงได้กับมัน เฮ้อ มึงน่าจะรออีกนิด น่าจะรอน้องชายพี่ไกด์โตอีกหน่อย น้องทั้งน่ารัก มีใจโอบอ้อมอารี เมื่อวานก็เพิ่งแบ่งขนมที่ตัวเองเลียแล้วให้กู… ใจกูสั่นเลยมึง”

“เกรทอายุแค่แปดขวบเอง มึงใจบาปมากไอ้เหี้ย”

“แล้วไง ก็ดีกว่าไอ้หยางละกัน”

“รู้ได้ไงว่าดีกว่า” ผมเท้าคางถามหลังจากประธานนักเรียนสั่งให้นั่งลง การปฏิบัติกิจกรรมหน้าเสาธงวันนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ในความคิดผม ผมท่องบทสวดมนต์แค่สองคำคือ นะ กับ โม ที่เหลือลอยหายไปกับลมแล้ว เลวไปอีก

“ต๊ายยยยย โดนเขาจีบได้ไม่เท่าไหร่ก็ออกตัวรับแทนซะแล้ว ต๊ายยยยย ต๊ายยย คีรินทร์!”

“กูบอกมึงแล้วว่าอีธันมันร้าย! ภายนอกดูไม่เผ็ดแต่ภายในจัดว่าเด็ดกูบอกเลย!!”

“มึงเคยเหรอดา?”

“ไม่เคย กูเดาจากการกระทำหยางเอา แหม๊ ตามต้อยๆ ชะนีมีหอยอย่างกูนี่อายเลย”

“ถุ้ย มึงก็พูดไปเรื่อย”

“กูพูดอย่างที่เห็น” ผมเลิกสนใจเพื่อนสนิททั้งสามคนแล้วหันกลับมาสนใจครูที่กำลังพูดอยู่หน้าเสาธงแทน เขาก็พูดเรื่องทั่วไปนั่นแหละครับ เข้าแถวไม่เป็นระเบียบเลย ทิ้งขยะไม่เป็นที่เลย เวรประจำวันไม่ค่อยทำเลย บางทีผมก็เบื่อนะที่ต้องฟังทุกวัน แต่ที่เบื่อกว่าคือการที่คนอื่นไม่ยอมแก้ไขสิ่งที่ครูพูด เวลาเห็นคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ผมนี่โคตรเกลียด อยู่ใกล้แค่นั้นมันเดินไปหยิบแล้วทิ้งไม่ได้เหรอวะ เหอะๆ

การใช้ชีวิตของผมวันนี้ไม่ต่างจากทุกวัน เรียนหนักเหมือนเดิม จะมีบ้างที่เวลาว่างไอ้หยางทักมาคุยด้วยแต่ก็ไม่นานหรอกเพราะมันเองก็เรียนหนัก เผลอแป๊บๆ ก็ห้าโมงละ

“บายมึง เจอกันพรุ่งนี้”

“เออ เจอกัน" ผมโบกมือลาเพื่อนๆ ที่ขี่รถออกไปไกลเรื่อยๆ ผมพยายามถ่วงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะยังไม่อยากเจอหน้าไอ้พี่ชายตัวดี นี่ผมทำหมดเลยนะ จัดบอร์ดห้อง ทำเวรประจำวัน (ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวรตัวเอง) และอะไรต่อมิอะไร นี่กะว่าจะขึ้นไปซ่อมหลังคาศาลาธรรมด้วย แต่กลัวตกลงมาคอหักก็เลยเหลือหน้าที่ให้ลุงภารโรงทำบ้าง

Rrrr

‘พี่ตุลย์’

พูดถึงก็โทรมาพอดี ตายยากจริงๆ

(กลับกี่โมง)

“พี่ไม่ต้องมารับธัน ธันจะให้เพื่อนไปส่ง” โง่เอ๊ย เมื่อกี้ก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้เพราะมัวแต่เคืองพี่มัน ลืมไปเลยว่าถ้าไม่มีใครไปส่งผมก็ต้องให้พี่ตุลย์มารับอยู่ดี กรรม...

(ทำไม)

“ยังจะถามอีก!”

(อ๋อ เรื่องเมื่อเช้าเหรอ นี่มึงยังไม่หายงอนอีก?)

“เออดิ แค่นี้แหละ”

(หึๆ)

ติ๊ด

“ไอ้พี่บ้า...” ผมกดวางสายอย่างหัวเสีย เตะก้อนหิน เตะใบไม้ระบายอารมณ์ไปเรื่อย พออารมณ์เย็นลงแล้วก็เกิดคำถามสำคัญขึ้นในหัว

แม่ง แล้วทีนี้ผมจะทำยังไงต่อวะ

ไอ้ดาไม่ว่างแน่นอนเพราะทุกวินาทีของมันสละให้ผัวคนเดียว ไอ้แพนก็ต้องไปรับแม่ ไอ้มิวก็เรียนพิเศษ ถ้าเป็นพวกไอ้ต้นไอ้เทรนด์มันจะว่างไหมวะ นี่ผมต้องเดินกลับจริงดิ…

“ไปไหนน้อง ให้พี่ไปส่งไหมครับ”

ระหว่างที่ผมกำลังคิดหาวิธีกลับบ้าน ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง รูปประโยคฟังคล้ายวินมอเตอร์ไซค์ เสียงท่อก็บ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังขี่รถอยู่แต่ถ้าฟังดีๆ คุณจะพิจารณาข้อแตกต่างของคนคนนี้กับวินได้ หนึ่งเลยคือวินไม่เสียงหนุ่มขนาดนี้หรอก สองคือรถคันนี้เสียงท่อทุ้มมาก แสดงว่าไม่ใช่รถคันเล็กเหมือนเวฟที่พี่วินนิยมขี่กัน และข้อสุดท้ายคือไม่มีวินมอเตอร์ไซค์ที่ไหนเขาจะเข้ามาทักลูกค้าแบบนี้หรอก มันดูล่อลวงเกินไป

“คิดเท่าไหร่ครับ” ผมหันไปถามอีกฝ่ายที่ยังอยู่ชุดเดิมเมื่อเช้า ต่างกันแค่ตอนนี้มันเอาชายเสื้อออกนอกกางเกงและปลดกระดุมเม็ดที่สองออกเผยให้เห็นไหปลาร้านิดๆ

“ไม่แพงครับ คนกันเอง”

“เท่าไหร่”

“จูบเดียว”

“คิดราคานี้มึงลงมาตัวต่อตัวกับกูเลยดีกว่า” กูจะฟ้องศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร

“ฮะๆ”

“ไปส่งบ้านหน่อยดิ ไม่อยากกลับกับไอ้พี่ตุลย์” ยังเคืองมันอยู่เลยที่เมื่อเช้าขับรถอย่างนั้น ไหนจะเรื่องที่ทำหัวผมโขกอีก เจ็บจริงนะเว้ย หัวโนเลย

“ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ” คู่สนทนาทำเป็นมองนิ้ว มองเล็บเหมือนต้องการจะต่อลองอะไรบางอย่าง แต่มีเหรอผมจะยอม เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีทำไมผมจะมองมันไม่ออก อย่าหวังจะได้เอาเปรียบกูเลย

“อย่ามาลีลาหยาง กล้าพูดไหมว่าที่มึงมาที่นี่ไม่ใช่เพราะจะมารับกู”

“เบื่อว่ะ รู้ทันตลอด”

หึ

และเรื่องก็จบด้วยการที่ผมได้ซ้อนบิ๊กไบค์กลับบ้าน ...ครับ ตอนแรกก็คิดว่ามันจะพากลับแต่พอมองทางไปเรื่อยๆ ก็รู้ว่าคงไม่ใช่เพราะไม่ได้ใกล้ทางกลับบ้านเลย กรรม ผมจะโดนพาไปฆ่าข่มขืนในป่าละเมาะไหม ไอ้บ้านี่มันยิ่งหื่นๆ อยู่ด้วย ผมไม่น่าไว้ใจมันเลย

“กูรู้นะว่ามึงคิดอะไร กูไม่ได้เหี้ยขนาดนั้นปะธัน” ผมคิดดังไปหรือว่าหน้าตาผมบอกทุกอย่าง

“อ้าวเหรอ คิดว่าเหี้ยกว่านั้นซะอีก”

“ปากดี ระวังปากเอาไว้” ป๊าด วาจาเราะร้าย

“จะต่อย?”

“กัด” ไม่พูดเปล่า มันเอี้ยวหน้ามาก่อนจะยื่นมาใกล้ปากของผมแล้วทำท่าเหมือนจะกัด ไอ้เชี่ย ตกใจหมด เสียงฟันกระทบกันดังกึกเลยอะ กูขอสาปแช่งให้ฟันมึงร้าว

“ไอ้ซาดิสม์ ขี่รถไปเลยมึง” ผมตีอีกฝ่ายไปหนึ่งครั้งก่อนจะใช้มือบิดหน้ามันให้หันกลับไปมองทางเพราะไฟเขียวแล้ว ตกใจล่ะสิ คุณคิดว่าคนอย่างมันจะหันมาเล่นกับผมทั้งๆ ที่ขับรถอยู่เหรอ เห็นอย่างนี้แต่คุณเขาห่วงชีวิตตัวเองนะครับ… ยกเว้นเมื่อเช้า เหอะๆ “ตกลงจะพาไปไหน”

“ไปเดินเล่น”

“เห็นกูเป็นหมาเหรอ ทำไมต้องพาไปเดินเล่น”

“เป็นอะไร ชอบมองว่าตัวเองเป็นหมาอยู่เรื่อย ครั้งที่เล่นชักเย่อก็ครั้งหนึ่งแล้ว” ส่ายหัวเหนื่อยๆ แล้วเลี้ยวเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่มันเคยมาซ้อมหลีด อ๋อ ที่บอกว่ามาเดินเล่นคือที่สนามนี้เหรอ ไม่ได้มาที่นี่นานแล้วคิดถึงสมัยที่ต้องมารอมันทุกวันเลย… ไข้เลือดออกจะแดกไอ้สัส “ไม่มีอะไรหรอก วันนี้อากาศดี”

“คนไม่ค่อยเยอะเลยว่ะ”

“ดีแล้ว” คนขับคลี่ยิ้ม ตามองหาที่จอดรถไปพลาง ฮัมเพลงไปพลาง มีความสุขอะไรขนาดนั้น

“กูได้ข่าวว่าช่วงนี้มีพวกนักเรียนหัวโจกยกพวกตีกันบ่อยๆ ตอนกลางคืนก็มีวิญญาณออกมาเร่รอนให้คนเห็นตลอดด้วย”

“ไอ้ธัน ครูไม่เคยสอนเหรอว่ามือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ กูกำลังสร้างบรรยากาศโรแมนติกอยู่ อย่ามาพังมันทิ้งในพริบตาได้ไหม”

“อ้าวเหรอ โทษๆ ฮะๆ”

“มึงแม่ง” ผมหัวเราะขำๆ ขณะลงมาจากรถ ต่างจากคนขับที่พอลงจากรถแล้วก็เดินนำไปเลย ปากขมุบขมิบตลอดเวลาเหมือนจะเคืองไม่น้อย คนผ่านไปผ่านมาก็มองมันไม่วางตา ตลกอะไอ้เชี่ย ฮะๆ

เราเดินเข้ามาภายในสนามกีฬากลางขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก คนส่วนมากที่อยู่ที่นี่ก็เป็นพวกนักบอลกับนักศึกษาที่นี่แหละครับ มีประปรายที่เป็นบุคคลภายนอกอย่างผมและไอ้หนุ่มเชื้อจีนที่ยังคงบ่นโน่นบ่นนี่

“วิ่งได้ปะ ไม่ได้ออกกำลังกายนานแล้ว” รองเท้านักเรียนชายก็วิ่งได้อยู่มั้ง ยังไงก็ผ้าใบเหมือนกัน

“ไม่ วันนี้มาคุยกัน”

“วิ่งไปคุยไปก็ได้นี่หว่า”

“ไม่เอา วิ่งทีไรมึงชอบไม่สนใจกูทุกที มาเดินตรงนี้” กล่าวจบมือใหญ่ก็ดันหลังให้ผมมาเดินข้างกัน ปกติถ้ามีไอ้บ้ามาเดินเอื่อยๆ บนลู่วิ่งแบบนี้คนข้างหลังจะมองแรงมาก ถ้าโหดหน่อยก็ด่าแต่วันนี้ไม่ค่อยมีคน เราก็เลยทำได้ “ช่วงนี้เป็นไงบ้าง”

“หมายถึงเรื่อง?”

“โรงเรียน เพื่อน อะไรก็ได้ อยากเล่าอะไรก็เล่ามา”

อ่อ... นี่คืออยากรู้เรื่องของผม?

“ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ กับเพื่อนที่โรงเรียนก็ดีไม่ได้ทะเลาะกัน ครอบครัวกูก็สุขสันต์ดี อะ เมื่อเช้านี้กูไปเจอเรื่องตลกมาด้วย” ผมค่อยๆ เล่าเรื่องที่เพิ่งเจอมาให้เพื่อนสนิทฟัง หมาที่โรงเรียนผมชื่อไอ้สเตฟาน เมื่อก่อนก็น่ารักเวลาเรียกก็มาหา เวลาให้ข้าวก็สวัสดีนี่แหละ แต่เดี๋ยวนี้มันชอบไปนอนบนโต๊ะอาหาร เพื่อนผมก็เลยเอากระดาษมาแปะที่ตัวมันพร้อมกับข้อความว่า ‘ตั้งแต่มีพรบ.เธอก็เปลี่ยนไป’ ไอ้สัส แล้วสเตฟานก็มองเหมือนรู้ด้วยนะ หน้างี้ยิ้มเชียว ฮะๆ

“แล้วใครเอากระดาษไปแปะที่ตัวมัน”

“เชี่ยแพนดิ อย่างเลว”

“เออ ฮะๆ” เรายังคงคุยกันต่อ เท้าก็ก้าวเดินไปช้าๆ มองอีกฝ่ายบ้าง มองข้างหน้าบ้าง การได้เดินช้าๆ ฝอยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับใครสักคนเป็นอะไรที่สบายใจดีนะครับ ถึงตอนนี้สถานะเราจะเรียกว่าเพื่อนได้ไม่เต็มปากก็เถอะ แต่ความจริงที่ว่าเราคือเพื่อนสนิทกันก็ไม่เปลี่ยนแปลง

“แล้วมึงล่ะ มีเรื่องอะไรจะเล่าไหม”

“กูเหรอ อืม ความจริงช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรใหม่ๆ เท่าไหร่ ถ้ากะคร่าวๆ ก็เรียนแปดชั่วโมง กินข้าวสองชั่วโมง ทำการบ้านหนึ่ง เวลาที่เหลือก็ยกให้มึง” เป็นการจีบที่มานิ่งๆ เรียบๆ ทำแค่ยิ้มมุมปากกับตัวเอง ไม่ได้มองมาที่ผมแต่ก็รับรู้ได้ว่าอยากบอกอะไร

“เหรอ ตกลงไม่มีอะไรจะเล่า?”

“อือ”

“งั้น-”

“จับมือได้ไหม”

ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ ร่างที่เดินอยู่เคียงคู่กันก็เอ่ยเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน ฟังดูเหมือนไม่ค่อยกล้าแต่ก็อยากทำ ย้องแย้งไหม นี่ครั้งแรกเลยนะที่มันเอ่ยปากขอ ตั้งแต่จบกีฬาสีมันก็ไม่ค่อยแตะตัวผม เรื่องจับมือนี่ห่างไกล ความจริงมันอยากทำนั่นแหละ เห็นชอบมองมือผมตลอดแต่ก็ไม่เคยพูดอะไร ...เดี๋ยวนี้พัฒนาว่ะ

“จับทำไมเป็นเด็กหลงทางเหรอ”

“อือ ถ้าเป็นแล้วมึงยอมให้จับกูก็จะเป็น”

“กูไม่ได้ง่ายนะเว้ย” ผมแลบลิ้น แกล้งเขยิบหนีเหมือนมันเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของสังคม ผมชอบนิสัยมันตรงไหนรู้ไหม ชอบตรงที่พอผมทำแบบนี้แล้วแม่งเบะปากมองบนแทนที่จะอ่อยต่อเหมือนที่ใครหลายคนทำ แมนๆ คุยกันดี

“จีบมาสองอาทิตย์แล้วง่ายบ้างก็ได้มั้ง”

“ถ้าครั้งนี้กูยอมครั้งหน้ากูก็ต้องยอมสิ”

“ก็ดีดิ ครั้งหน้ากูจะได้ขอเย็_”

ไอ้...

“ก้มลงให้กูเหยียบเดี๋ยวนี้ ไอ้คนชั้นต่ำ”

“ฮะๆ” ร่างสูงในชุดนักเรียนหัวเราะชอบใจกับประโยคเมื่อครู่ ขณะเดียวกันมือใหญ่ก็เอื้อมมาคว้ามือผมไปกุมเอาไว้ มงลงที่มึงแล้วหัสดิน แต่เป็นมงอภิมหาคนเนียนประจำพุทธศักราชนี้นะ

“อย่ามาเนียน กูยังไม่ทันให้เลย”

“ไม่รอแล้ว รอมึงอนุญาตเดี๋ยวกูหมดวัยผสมพันธุ์”

“พูดจาทุเรศว่ะหยาง เขาเรียกวัยเจริญพันธุ์โว้ย”

“ภูมิใจไว้ กูพูดแบบนี้กับมึงคนเดียว” ไม่ว่าเปล่า มันกระตุกมือให้ผมเข้าไปใกล้กว่าเดิมแล้วยักคิ้วอย่าง proud to present ขอสัมภาษณ์ได้ไหมว่ามึงไปเอาความมั่นใจผิดๆ แบบนี้มาจากไหน แล้วนี่อายบ้างไหม ชาวบ้านชาวช่องเขามองกันตรึม

“ต้องดีใจเหรอ?”

“อือ มากๆ เลย”

“ไอ้เวร ยังจะยิ้มอีก หึ” ผมกระตุกมือกลับเพื่อลองดูว่ามันจะหลุดไหมแต่ไม่ว่ากระตุกอีกกี่ครั้งฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่ายก็ยังเกาะมือผมแน่นยิ่งกว่าทากาวตราช้าง หลังๆ ผมก็เลยปลงแล้วปล่อยให้มันจับไป พอเห็นอย่างนั้นพ่อคุณก็ได้ใจยิ้มไปแกว่งมือไปเหมือนเด็กๆ

ไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ที่เราเดินมาถึงเส้นสีขาวที่เป็นจุดเริ่มต้น รู้แค่ว่าน่าจะเกินสิบรอบ ที่รู้อีกอย่างคือมือที่กุมกันไว้เริ่มชื้นเหงื่อบ้างแล้วแต่ถึงอย่างนั้นร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเลย มีแต่กระชับให้แน่นกว่าเดิม

ยิ้มอะไร มันรู้สึกดีขนาดนั้นเลยเหรอ

ผมมองรอยยิ้มจากเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิท ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนบนใบหน้าหล่อก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม เช่นเดียวกับดวงตาคมที่ฉายแววมีความสุข ไม่รู้เป็นอะไร เวลาเห็นแล้วมุมปากผมต้องยกยิ้มตามทุกที ผมบ้ารึเปล่าวะ

อะ

“เชี่ย... ดวงโคตรซวย”

จังหวะก้าวเดินของผมและไอ้หยางหยุดชะงักเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เดินวนในสนามตั้งหลายรอบผมเห็นทุกครั้งเลยนะว่ามันมีหลุมโคลนอยู่ และทุกครั้งผมก็จะเดินเลี่ยงมาได้สบายๆ แต่สงสัยครั้งนี้จะเหม่อไปหน่อย พอก้มลงไปมองรองเท้านักเรียนอีกทีมันถึงได้จมอยู่ในขี้โคลน สภาพเรียกว่ายิ่งกว่าเละ ไอ้เหี้ย เปลี่ยนอารมณ์กูทันทีเลยห่า...

“ไอ้อุ๋งๆ เดินยังไงของมึง”

“ก็ไม่เห็นนี่หว่า”

“มานี่เลย” อีกฝ่ายลากผมให้เดินไปด้วยกัน จุดหมายของเรามาจบลงที่ก๊อกน้ำข้างสนาม พอมาถึงแล้วผมก็นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเล็กข้างก๊อก มองอาลัยลูกรักอย่างอนาถจิต ฮื่อ พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกเปื้อนแบบนี้

“ถือว่าโชคดีที่เลอะข้างเดียว มึงนี่นะ”

!

“เฮ้ยๆ กูทำเองได้” ผมสะดุ้งทันทีที่อยู่ๆ ก็มีมือมาป้วนเปี้ยนแถวเท้า ถ้ามันแตะเฉยๆ ผมจะไม่โวยวายเลย นี่แม่งแก้เชือกรองเท้าออกแล้วค่อยๆ ถอดรองเท้าออกมาให้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังทำท่าจะล้างคราบโคลนออกให้อีกแต่ผมห้ามเอาไว้ก่อน เชี่ย ตกใจหมด

“อยู่นิ่งๆ ไปมึง”

“ไอ้บ้า มึงแหละอยู่นิ่งๆ กูทำเลอะเองกูล้างเองได้” ผมพยายามแย่งรองเท้ามา แต่ไม่ว่าจะเร็วขนาดไหนก็ช้ากว่าตลอด แม่ง ใช่เรื่องไหมที่ต้องมาให้คนอื่นทำแบบนี้ให้ กูโตแล้วโว้ย

“แต่กูอยากทำให้”

“อะไรของมึง”

“กูรักของกู รักแล้วกูก็อยากดูแลดีๆ”

“...”

ดวงตาคมจ้องลึกมาในตาผม ไม่รู้เพราะความจริงจังหรืออะไรที่ทำให้ผมไม่กล้าพูดอะไรต่อ ไม่สิ ความจริงคือผมไม่รู้ว่าจะต้องตอบกลับไปด้วยประโยคไหนมากกว่า ผมรู้ตัวเลยว่าตัวเองนิ่งไปนานมาก ไม่ได้ตกอยู่ในภวังค์แต่อย่างใด ผมยังมองเห็นทุกการกระทำของอีกฝ่าย เห็นมันถอดเชือกรองเท้าออกจนหมด เห็นมันใช้แปรงที่วางอยู่ข้างก๊อกขัดรองเท้าผมจนสะอาด เห็นมันใช้ผ้าเช็ด เห็นทุกอย่าง

แต่ขัดไม่ได้…

“จะกลับบ้านเลยรึเปล่า”

“...กลับเลยก็ได้”

“แต่รองเท้ายังไม่แห้งว่ะ” มันมองรองเท้าข้างหนึ่งของผมที่วางอยู่บนพื้นหญ้าข้างเรา ตั้งแต่ทำความสะอาดเสร็จเราก็ย้ายมานั่งบนหญ้าเพื่อรอมันแห้งแต่เวลาผ่านไปนานแล้วรองเท้าเจ้ากรรมก็ไม่มีทีท่าว่าจะแห้งสักที ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้วด้วย

“ช่างเหอะ กูใส่ได้”

“ไม่เอา ใส่รองเท้ากู”

“เฮ้ยไม่”

“ใส่ไปเถอะ” เป็นอีกครั้งที่มันไม่ยอมฟังสิ่งที่ผมพูด จัดการถอดรองเท้าอีกข้างของผมออกแล้วแทนที่ด้วยรองเท้าของตัวเองทั้งสองข้าง ส่วนตัวมันก็ยัดเท้าเข้าไปในรองเท้าของผม โว้ย ดีไปกูก็ทำตัวไม่ถูกนะเว้ย!

“มึงนี่ยังไง กูบอกว่าจะใส่ของตัวเอง”

“กูก็บอกว่าจะให้มึงใส่ของกูเหมือนกัน”

“ดีๆ ดิวะ เอารองเท้ากูมา”

“ก็มันเปียกเนี่ย” มันลุกขึ้นยืนพร้อมกับชี้นิ้วไปที่รองเท้าที่ตัวเองใส่อยู่ ผมเองก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับมันเช่นกัน เรื่องนี้ยอมไม่ได้ครับ

“เปียกก็ช่างมันดิ ใส่แล้วปอดกูจะบวมรึไงไอ้เหี้ย”

“ปอดมึงไม่บวมหรอกแต่กูไม่ชอบ”

“ไม่ชอบอะไร ตีนก็ตีนกู” เดี๋ยวพ่อตบด้วยสายยาง...

“เรื่องของกูเถอะ อย่างอแงบอกให้ใส่ก็ใส่”

“ถ้ากูไม่ใส่ล่ะ” ผมกอดอกมองหน้าร่างสูงอย่างท้าทาย มันดูแลผมได้แต่มากไปผมก็ไม่ไหว เหมือนเอาเปรียบมันยังไงไม่รู้ ดูอย่างตอนนี้ดิ ถึงไซส์เราจะใกล้กันก็เถอะแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าไอ้หยางจะสามารถยัดตีนเข้าไปในรองเท้าผมได้พอดี ความจริงก็ยัดได้แหละแต่ต่อให้พยายามยังไงรองเท้าก็เล็กไปอยู่ดี สุดท้ายมันก็ต้องใช้วิธีเหยียบส้นรองเท้า นอกจากเดินลำบากแล้วยังไม่สบายตีนอีก สู้ให้ผมใส่ไปไม่ดีกว่าเหรอวะ

“กูก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะยังไงกูก็ไม่คืนรองเท้ามึงอยู่ดี”

“จิ๊” ผมส่งเสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจ

“ใส่ๆ ไปเหอะ เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้วเนี่ย สัญญาจะขี่เร็วๆ สิบนาทีถึง” กล่าวจบก็จูงมือผมเดินไปที่รถ มันยังคงยิ้มทั้งๆ ที่จังหวะก้าวเดินไม่ได้บ่งบอกว่าถนัดเลยสักนิด ผิดกับผมที่ถึงจะทำหน้าบึ้งแต่ก็เดินได้อย่างถนัดไม่สะดุดสักก้าว

“มึงชอบทำให้กูรู้สึกผิด”

“แล้วมึงจะรู้สึกผิดทำไมล่ะ ฮะๆ”

“มึงก็ดูที่ตัวเองทำดิวะ!”

“โอ๋เอ๋ๆ ไม่งอแงนะ ขึ้นรถมาเดี๋ยวพี่หยางพาน้องธันไปส่งบ้านเอง” พอขึ้นไปนั่งบนรถแล้วมันก็กระดิกนิ้วเรียกอย่างน่าเตะ เหอะ

“ไอ้จัญไร”

“ขึ้นดีๆ ระวังลื่น” ในขณะที่ผมเหยียบที่พักเท้าเพื่อขึ้นไปนั่งบนเบาะ คนข้างหน้าก็เอี้ยวตัวมามอง มือใหญ่จับมือผมไว้แน่นเหมือนกลัวว่าผมจะตก พอผมนั่งเรียบร้อยแล้วนั่นแหละพ่อคุณถึงจะยอมปล่อย ท่าเมื่อกี้แม่งไม่ต่างจากองค์หญิงกับองครักษ์เลย

“โอ๋กูมากไปรึเปล่า”

“แถวบ้านไม่ได้เรียกโอ๋ เขาเรียกดูแล”

“นั่นแหละ”

“ก็ไม่นะ กูว่าปกติ”

พอมันตอบอย่างนั้นผมก็หมดคำพูด ...เพิ่งเข้าใจคำกล่าวที่ว่าถ้าเราสำคัญกับใคร เราจะสัมผัสได้ถึงจุดยืนและความสำคัญของตัวเองผ่านทางการกระทำของเขา ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องถามหาความชัดเจน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองสำคัญกับไอ้หยางขนาดไหน รู้แค่ว่าผมมีจุดยืนแน่นอน ไม่ใช่แค่อากาศหรือคนที่มันอยากเล่นๆ ด้วย

“เฮ้อ” ผมถอนหายใจขณะพิงหัวลงกับแผ่นหลังกว้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีไหม ผมรู้แค่ว่ามันไม่ค่อยดีต่อหัวใจผมเท่าไหร่ มันเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ไอ้หยางใส่ใจหรือดูแลผมดีๆ แต่ผมก็ไม่ได้เขินนะ ...นี่เป็นอาการระยะแรกของโรคร้ายที่เรียกว่าความรักรึเปล่า

“ไอ้ธัน เป็นไร?”

“เปล่า ขี่รถไปเถอะ...”

“อย่าเผลอหลับนะ”

“อือ ถึงหลับกูก็ไม่ตกรถหรอกน่า” ผมส่งเสียงอู้อี้กับแผ่นหลังคนขับ ตามองใบหน้าหล่อผ่านกระจกรถ... ผมก็มองหน้ามันได้ปกติ ไม่ได้อายม้วนหน้าแดง เวลาอยู่ใกล้มันเหมือนตอนนี้ใจก็ไม่ได้เต้นแรง แต่ทำไมวะ ทำไมเวลามันแสดงความเป็นห่วงทีไรใจผมต้องอยู่ไม่สุขทุกที แม่งอธิบายไม่ถูก...

“เปล่า กูไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น แค่จะบอกว่าถ้ามึงเผลอหลับกูจะลากขึ้นเตียงทันที”

ไอ้...

“กูด่ามึงว่าอะไรดีวะ”

“ด่าว่าที่รักสิ กูจะเจ็บมากเลย”

“...”

“อิอิ”

รู้ไหม… กูเกลียดทุกคำที่หลุดออกมาจากปากมึง





_____________________________________________________________________________






หึ แต่แค่นี้ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก พี่เหนือกว่าพวกน้องเยอะ ดูรอยยิ้มตอนท้ายได้...

ใครยังไม่มีแว่นมาทางนี้จ้า ฉันมีขายเป็นรังเลย
ไม่เชื่อดู


สนใจอันไหนโทรจิตมาได้เลย ถ้าส่งโทรจิตมาถึงฉันจะส่งแว่นไปให้ที่บ้านแกฟรีๆ
แท่มแท๊ม

สงสัยล่ะสิว่าฉันหายไปไหน 
ไม่ได้หายไปไหนหรอกแต่ช่วงนี้ปวดฟันมาก
ชีวิตไม่ค่อยมีความสุขเลยกินอะไรก็ไม่ค่อยได้ เคี้ยวอะไรก็เจ็บไปถึงกระดองใจ 
กินข้าวหนึ่งจานใช้เวลากินร่วมชั่วโมง เคี้ยวได้หนึ่งทีก็ต้องหยุดแล้วกุมฟันห้านาที...
พรุ่งนี้จะไปหาหมอฟัน... ซึ่งหมอไม่เคยเอ็นดูฟันเราเลย กระซิก...

กว่าจะแต่งตอนนี้ได้นี่ต้องเปิดเพลงฟีลกู๊ดฟังทุกวันเพื่อบิ้วอารมณ์
แต่มีความสุขได้ไม่นานพอก้มลงมองโทรศัพท์ก็เครียดอีก เฮ้อ หน้าจอ
จะเอาไปเปลี่ยนก็อายช่าง เขาจะมองฉันยังไงวะ อึ้งๆ หรือด่าว่าโง่ 
ประมาณว่า 'อีดอก มึงไปทำอะไรมา... ทำไมหน้าจอมันแตกแต่ฟิล์มกระจกมันยังอยู่' 
กูก็อยากรู้เหมือนกันค่ะ...

6/08/60
-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.149K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29667 Pangrumm01 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 22:01
    ขอเยตรงๆเลยหรอค่าบบ

    5555
    #29,667
    0
  2. #29666 MoRO66 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 21:10
    คบค่ะ!!
    #29,666
    0
  3. #29492 Fl2●$T (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 04:49
    น้องธนต้องด่านายหยางว่า -เพื่อนีก สิ แบบนี้นายหยางเจ็บแน่ ฮิๆ
    #29,492
    0
  4. #29418 mylalisa_ohsehun (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 16:43
    มุกอีพี่หยางนี่คือทะลึ่งมากชอบบบบ😂
    #29,418
    0
  5. #29256 GubGif1146 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 16:51
    โอ้ยขออนุญาตเกลียดการบ่นของไรท์55555
    #29,256
    0
  6. #28750 Ruanjai (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 09:29
    ฮั่นแหน่ดึงรั้งศีลธรรมไว้แปปคิดดีมิได้พี่น้องท้องเดียวกัน555555
    #28,750
    0
  7. #28716 Shipnielong (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 18:54
    เกลียดความหยอด หยอดเก่งงงง
    #28,716
    0
  8. #28673 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 09:44
    😊😊😊
    #28,673
    0
  9. #28428 Callmeyou (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:03
    ของดขาดีจริงไงงง555
    #28,428
    0
  10. #28294 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 15:31
    หยางคือน่ารักโว้ยยย ใส่ใจธันมากอ่ะ
    #28,294
    0
  11. #28274 minixiuminseok (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 23:20
    หยางคือดีมากอะ อยากได้ๆๆๆ
    #28,274
    0
  12. #27898 MaiNatkamon (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 22:52
    หยางคือกวนมากดูแลดีมาก ยอมมม
    #27,898
    0
  13. #27783 inggy2550 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 17:46
    ดูแลกันดีเกิน กูเหม็น เหม็นความฟรุ้งฟริ้งของพวกแก /////
    #27,783
    0
  14. #27769 mookba030 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 13:51
    ชอบทั้งนิยายทั้งtalkทุกที
    #27,769
    0
  15. #27628 supamas1845 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 12:25
    =_=! พี่ตุลกับหยางคู่นี้มันจะไปซิ่งรถแข่งกันเหรอเห็นใจธันหน่อยยยย
    #27,628
    0
  16. #27193 loocbomb (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 11:28

    มันกร๊าวใจ555555

    #27,193
    0
  17. #26110 Chompoo_mg (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 19:12
    กำลังอินตามหยานทันเลยไรท์มาหลุดขำตอนทอล์คไรท์ทุกที555
    #26,110
    0
  18. #26075 2ph2z (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 01:02
    กำลังฟีลกู๊ดกับหยางธัน ก็ต้องเปลี่ยนมาลั่นกับทอล์คของไรท์ทุกที 5555555
    #26,075
    0
  19. #25400 pangza300 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 19:14
    ไรท์ตลกไปไหนนน. 5555
    #25,400
    0
  20. #25359 Lillygirlblood (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 14:11
    คือก็อยากจะเม้นอะไรที่มันเกี่ยวกับเนื้อเรื่องนะคะ แต่ไม่ไหวก็ทอคของไรท์จริงๆค่ะ 5555555555555555
    #25,359
    0
  21. #24944 gaia05 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 21:22
    ใจบางไปหมดแล้วค่าาา
    #24,944
    0
  22. #24695 PareWaPkh (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 11:46
    เขินมากมายย
    #24,695
    0
  23. #24634 TwinBear (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 19:47
    พี่ตุลย์ งุ้ยยย อิฉันใจบางง
    #24,634
    0
  24. #24576 สล๊อตโลรี่ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 10:39
    คิดถึงง ไรท์จะตลกไปไหนน
    #24,576
    0
  25. #23851 Yok-Wnl (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 19:13
    คิดถึงงงงงงงงงงง // แต่เขิลมากเลยย
    #23,851
    0