I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 31 : ครั้งที่ 27 โชว์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64,882
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,543 ครั้ง
    22 ม.ค. 62



ครั้งที่ 27 โชว์

[ธันวา]

ค_ย

กูจะไม่ออกไปจากตรงนี้เด็ดขาด ไอ้พวกบ้า ทั้งครูทั้งนักเรียนเลยสัส อย่าให้กูตัวถึกกว่านี้นะ พ่อจะจับทุ่มรายตัว

“อุ๋งๆ ทำไมมึงไปนั่งตรงนั้นวะ”

“เออ ออกมาข้างนอกเห็นแสงเดือนแสงตะวันบ้าง นี่คิดจะหลบอยู่ในกล่องจนตายเลยรึไง มึงมุดอยู่ในนั้นมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะเว้ย” กูก็ไม่ได้อยู่ทั้งยี่สิบสี่ชั่วโมงไหมล่ะ ก็แค่พอมาถึงสนามกีฬากูก็เข้ามาหมกในกล่อง ได้เวลากลับบ้านก็คลานออกมา อีกอย่างอยู่ตรงนี้ก็มองเห็นแสงแดดกับคน อย่ามาใส่ร้ายทำเหมือนกูหลบอยู่ในหลุมลึก

“เสือก พวกมึงไม่ต้องมายุ่งกับกู...” ผมชูนิ้วกลางแจกจ่ายไอ้ 2T ที่กำลังนั่งยองๆ คุยกับผมในกล่อง

ครับ คุณอ่านไม่ผิด

ตอนนี้ผมกำลังนั่งกอดเข่าหมกตัวอยู่ในกล่องกระดาษแข็งขนาดใหญ่ที่คาดว่าน่าจะเป็นกล่องเครื่องซักผ้า มันตั้งอยู่ในซุ้มข้างๆ อัฒจันทร์เชียร์คณะสีแดงของพวกมัน ความจริงเขาเอาไว้ให้น้องสต๊าฟม.4 นั่ง แต่ผมยึดที่นี่มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ในซุ้มก็เหลืออยู่เยอะนะ (ผมใช้แค่ตรงกลางประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์เอง) แต่น้องๆ ก็ไม่เข้ามานั่งกัน แม่งเกรงใจผมมั้ง หนีไปนั่งใต้ต้นไม้กันหมดเลย

อะไรของพวกมันวะ

ช่างเถอะ คุณคงสงสัยสินะว่าผมเข้ามาอยู่ในนี้ทำไม…

ก็เรื่องเมื่อวันก่อนไงครับ ที่พวกเวรสีแดงมันรุมแกล้งผม ยุให้ไอ้เชี่ยหยางทำเรื่องเวรๆ แล้วมันก็ดันทำจริงๆ คนทั้งโรงเรียนนี้ก็เลยมองผมแปลกๆ ผมประจักษ์เลยว่า ‘ถ้าพวกมันเห็นตัวกู แม่งต้องล้อแน่เลยว่ะ’ เพราะฉะนั้นก็เลยมาซ่อนตัวอยู่ในนี้ safety ปลอดภัย ไม่มีใครมารังควาน

ยกเว้นไอ้สองตัวนี้

“ทำไมขี้งอนจังอะคนดี พวกกูก็หยอกเล่นตามภาษาเพื่อนฝูง ออกมามะ” หนุ่มเหล็กดัดยิ้มบางๆ ใช้มือข้างหนึ่งประคองแก้มผมไว้อย่างเบามือ แน่นอนว่าผมปัดออและเบะปากใส่ทันที ทำไมกลุ่มนี้ชอบถึงเนื้อถึงตัวตลอดเลยวะ คนเขาแซวกันสนุกปากหมดแล้วว่าผมมีสองผัว

“ไม่ต้องมาแตะกู”

“ดุจริงวุ๊ย” กูดุได้มากกว่านี้ถ้ามึงยังไม่เลิกทำเหมือนกูเป็นแมว (น้ำ) หลงทางที่ถูกคนใจร้ายเอามาทิ้งไว้ในกล่อง เออ พวกจัญไรนี่มันเอาดอกหญ้ามาเล่นกับผมด้วย เอามาถูแก้ม ถูคอ ทำอย่างกับกูจะตะครุบ

กูเป็นคนโว้ย

ผมเปลี่ยนท่าเป็นขัดสมาธิ มองออกไปในสนาม ตอนนี้กำลังมีการแข่งขันกีฬาประเภทลาน แข่งเยอะเลยครับทั้งการวิ่งกระโดดไกล กระโดดสูง ทุ่มน้ำหนัก ขว้างจักร แล้วก็พุ่งแหลน

“ว้า ง้อมานานแล้วไม่หายงอนสักที ทำไงดีวะไอ้เปรต”

“กูว่าต้องเอาผัวมันมาง้อแล้วว่ะ”

“...ผัวพ่อมึงน่ะสิ”

“โหปากร้ายว่ะธันวา เดี๋ยวนี้เล่นถึงพ่อกูเลยเหรอ กูเสียใจนะเว้ย” คู่สนทนายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง แสร้งตีหน้าเศร้าอย่างสุดซึ้ง เมื่อก่อนกูเคยบอกสินะว่าอยากให้มึงทำหน้าอื่นนอกจากหน้ากวนตีนกับหน้านิ่ง ตอนนี้กูเปลี่ยนใจละ เพิ่งรู้ว่าทำหน้านิ่งแม่งดีกว่าหน้าจัญไรเยอะ

“เออ อย่างนี้ไม่ใช่แมวน้ำที่ดีเลยนะเว้ย”

“เหอะ ไอ้พวกฉิบหาย”

“ออกมาเร็วมึง ไม่มีใครล้อแล้ว”

“ตอแหล” แค่ชำเลืองมองกูยังรับรู้ได้เลยว่ามีคนจ้องจะล้อกูเกือบสิบ เวร... ผมไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนนะเว้ยแต่พวกมันมองมากไปอะ มองเหมือนอยากจะทะลุเข้ามาในตัวผม มองเหมือนผมเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่ต้องได้เห็นก่อนตาย เชื่อดิว่าใครโดนมองแบบนี้ต้องหงุดหงิดทุกคน

“เออน่า ออกมาเหอะ”

“ไม่...”

“งั้นกูอุ้มก็ได้” ร่างสูงเข้ามาใกล้กว่าเดิม ใช้มือสองข้างสอดเข้าที่ใต้รักแร้ของผมแล้วออกแรงยก แน่นอนว่าเพราะกำลังที่ต่างกันเกินไปทำให้ตัวผมลอยหวือติดมือมันไปอย่างง่ายดาย อ๊ากสัส! กูอยากจะเทเลพอร์ตน้ำหนักเมื่อก่อนมาไว้ตอนนี้จริงๆ เวรเอ๊ย ทำไมมึงต้องเล่นเวทจนมีกล้ามด้วยวะ! อย่าทำให้กูดูบอบบางได้ไหมไอ้เหี้ยเทรนด์!

“ปล่อย! อย่าดิวะ”

“โอ๋ๆ ไม่เอา อย่างอแง เดี๋ยวกูก็ไม่อยู่แล้วเนี่ย ออกมานั่งเล่นเป็นเพื่อนหน่อยดิ” ไม่พูดเปล่า มือใหญ่ยกขึ้นมาลูบหัวผมเป็นท่าประกอบด้วย นี่เอ็นดูมากปะถามจริง โว๊ะ

“ปล่อยกูไอ้จัญไร!” ผมใช้มือทุบอกกว้างแรงๆ หลังจากที่มันเปลี่ยนมาอุ้มผมท่าคุณพ่ออุ้มลูกสาว อี้ว! น่าอายกว่าการโดนแซวเรื่องไอ้หยางก็การโดนมึงอุ้มนี่แหละ

“อย่าโวยวายสิอุ๋งๆ กูกับไอ้เปรตกำลังช่วยชีวิตมึงให้หลุดพ้นจากความเสี่ยงโรคเก็บตัวและไบโพล่าอยู่นะ”

“พ่อง กูไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ปล่อยเลยไอ้ควาย!”

“ไม่ต้องไปฟังมัน แบกไปเลยเพื่อน ...น้องๆ พี่วานเอากล่องนี่ไปเก็บหน่อยดิ เออ แล้วก็บอกให้เพื่อนมึงมานั่งให้เต็มด้วย บักห่านี่มันจะได้กลับมานั่งไม่ได้” เจ้าของเวสป้าแดงสั่งรุ่นน้องที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ คือกะไม่ให้กูกลับไปได้เลยใช่ไหม... กูอุตส่าห์ลากกล่องมาจากคณะข้างๆ เลยนะ นี่รู้รึเปล่าว่าลำบากขนาดไหนกว่าจะลากมาแบบไม่ให้มีคนเห็นได้

“อยู่นี่เลยมึง”

ไอ้หนุ่มเหล็กดัดจัดการวางผมลงบนม้านั่ง ไม่นานมันกับเพื่อนสนิทก็ตามลงมานั่งขนาดข้างไว้เพื่อปิดทางหนี แม่งเอาขามาเกี่ยว เอามือมาจับแขนผมไว้คนละข้างเหมือนนักโทษจากคุกอัซคาบันด้วย ไม่จำเป็นต้องคุมแน่นหนาขนาดนี้ก็ได้มั้งพ่อคุณ

คิดว่าเอากูออกมาจากบ้านทรายทองได้แล้วกูจะยอมหายโกรธพวกมึงเหรอ

No way

“...” ผมทำหน้านิ่ง ทำเหมือนไม่สนใจสองหน่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ...แหนะ ผมเห็นนะครับว่าครูถือไมค์ยิ้มๆ เตรียมจะล้อ วันนี้ไม่ได้แดกหรอก ตัวชงอยู่ไม่ครบองค์ประชุม ตัวโดนชงก็ไม่อยู่ด้วย

“เอ้า ลากออกมาได้แล้วยังจะงอน ตีหน้านิ่งเงียบต่ออีก”

“มึงนี่ง้อยากเหมือนกันนะ”

“ทำไมตอนที่งอนในฟิตเนสมึงง้อง่ายจังล่ะ”

“...” กูไม่ตอบ

“ก็ตอนนั้นไอ้หยางง้อ”

“เอ้า แล้วทีนี้ทำไงอะ ต้องรอให้ไอ้หยางมาง้อเหรอ อีกนานเลยนะนั่น”

ตอนนี้คนที่เราพูดถึงมันกำลังไปเตรียมตัวเรื่องการโชว์หลีดที่จะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ ไอ้เทรนด์ก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ชายหน้าตาดีที่เป็นหลีดแต่ที่มันยังไม่ได้ไปเพราะ... เพราะแม่งยังไม่อยากไป อีกอย่างชุดมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร มีไอ้หยางคนเดียวที่ต้องไปปรับขนาด เห็นว่ามันติดๆ ตรงเป้ากางเกงรึยังไงนี่แหละ เจ๊กอล์ฟก็เลยเรียกไปแก้ใหม่เป็นการส่วนตัว พวกเปรตแคระแม่งแซงใหญ่ บอกว่าจู๋แม่งใหญ่ขึ้น

ไร้สาระ มันก็แค่แดกมากไปจนตูดใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง

“เดี๋ยวนั่งๆ ไปมันก็หายงอนเองแหละ ใช่ไหมคีรินทร์” ไม่พูดเปล่า ไอ้แคระเอานิ้วจิ้มแก้มผมเป็นท่าประกอบ

“จะไปไหนก็ไปเลยพวกมึง”

“พวกกูจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนทั้งนั้น...”

น่อวววว

“นี่อยากให้กูหายโกรธขนาดนั้นเลย?” ผมเลิกคิ้วถาม ขอน่อวในใจหน่อยเถอะ ประโยคที่ไอ้ต้นพูดเมื่อกี้แม่งมีความหล่อระดับสิบ ได้ยินแล้วต้องแอบกลั้นยิ้มเลยทีเดียว ถ้าจะมีความใส่ใจทุ่มเทเพื่อเพื่อนแบบนี้ผมก็เลิกงอนดีกว่าว่ะ… อ่าฮะ ผมคงทำแบบนั้นไปแล้วถ้าไม่ได้ยินประโยคถัดมา

“เปล่า พวกกูไม่มีที่ไป”

พวกหัวค_ย

Rrrrr

‘ไอ้เหี้ยหยาง’

ในขณะที่ผมกำลังปวดหัวกับ 2T ที่นั่งขนาดข้างอยู่นั้นโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขึ้นส่งสัญญาณบอกว่ามีคนโทรเข้ามา และเนื่องจากเราอยู่ใกล้กันมาก ทำให้ไอ้สองตัวเจ้าปัญหามันยิ้มกริ่มเพราะเห็นว่าใครโทรมา ทำไมต้องยิ้มเลว ทีมันโทรมาหาพวกมึงกูยังไม่ยิ้มเชี่ยไรเลย ก็เฉยๆ เปล่าวะ เพื่อนกัน

“ผัวมันโทรมาง้อละ เราไม่ต้องทำอะไรแล้วเพื่อนรัก”

“เออ ดีเหมือนกันว่ะ”

“เบื่อพวกมึงฉิบหาย กูไปละสัส”

หมับ

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ลุกไปไหนอย่างที่หวัง ก็มีมือสองคู่ฉุดให้ผมนั่งลงกับที่ซะก่อน ไม่ต้องมองหาไกลว่าใคร แหงล่ะ ก็ไอ้คนทำแม่งตีเนียนเอาตีนมาเกี่ยวขาผมไว้ไม่ให้เดินไปไหนเนี่ย เล่นอะไรของพวกมึง

“จะไปไหนไอ้ธัน ถ้าจะคุยก็คุยตรงนี้ดิ”

“เออ ไหนว่าเพื่อนกันไง ถ้าแค่เพื่อน… พวกกูก็เพื่อน ไม่เห็นจำเป็นต้องออกไปคุยกันสองคน ถูกไหม?” เอ่ยกวนประสาทพร้อมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้า (เกือบ) จริงจัง ...คือแม่งจริงจังแบบตอแหล ไม่ได้จริงจังจริงๆ นี่ขนาดเพิ่งเป็นเพื่อนกันแค่หกเจ็ดเดือนกูยังดูพวกมึงออกขนาดนี้ ถ้าอยู่กันไปเรื่อยๆ กูไม่ดูออกถึงไส้ถึงพุงเลยเหรอวะ

ฮ่วย0

“ฮัลโหล” กูคุยตรงนี้ก็ได้ ยังไงก็ไม่มีความลับอะไรอยู่แล้ว เมื่อกี้ที่จะลุกไปคุยที่อื่นก็แค่ไม่อยากอยู่ที่เสียงดัง ผมกลัวไม่ได้ยินเสียงปลายสาย อีกอย่างเวลาคุยโทรศัพท์แล้วมีคนมาจ้องแม่งไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอก เหมือนตอนนี้ไง ทั้งสายตาไอ้เปรตแคระ ทั้งสายตาคนอื่น

อึดอัดโว้ยยยยยย

(หายงอนยัง)

“...”

สิ่งที่เพิ่งได้ยินส่งผลให้ผมกรอกตาไปมาโดยอัตโนมัติ หายแล้วมั้งสัสดูหน้าด้วยดิ โห่เหี้ย นอกจากจะทำให้กูเจอเรื่องอย่างนี้แล้วยังทิ้งกูไว้กับบรรดาฝูงลิงฝูงค่างอีก แม่งจะรู้ไหมวะว่าผมต้องโดนอะไรบ้าง

“มึงยอมเหรอวะไอ้หยาง แม่งกรอกตามองบนใส่เลยนะเว้ย”

“เออ ถ้ากูเป็นมึงกูจะไม่ยอมนะ”

“ใช่มะไอ้เปรต โคตรหยามเลยเนอะ”

“เออ บ้าไปแล้ว จิตใจมึงทำด้วยอะไรวะอุ๋งๆ”

ไอ้พวกบ่างช่างยุ...

ผมเท้าคางมองพื้นเซ็งๆ เงียบฟังไอ้สองตัวผลัดกันกรอกเสียงลงมาที่โทรศัพท์ เอาเลยเพื่อน จะทำอะไรก็ทำเลย กูยอมแล้ว ...นี่ผมลืมไปได้ไงวะว่าไม่ได้นั่งอยู่ที่ม้านั่งคนเดียว ผมยังมีโทรโข่งของโรงเรียนชายประจำจังหวัดอยู่ข้างๆ ตั้งสองตัว

(ยังไม่หายงอนเหรอ ฮะๆ)

“ค_ย...”

ลองมาโดนทำแบบที่กูโดนดิ ทั้งขึ้นคร่อม ทั้งโดนคนทั้งโรงเรียนล้อ หยามเกียติรชาติชายนายคีรินทร์ของกูฉิบหาย นี่ยังไม่รวมที่มีตัวผู้เข้ามาอ่อยผมอีกนะ โคตรแย่ แม่งเล่นมุขอย่างเสี่ยวฟังแล้วเยี่ยวกูเหนียวเลยเหี้ย คือผมไม่ได้รังเกียจพวกนี้นะเว้ยแต่ไอ้คนที่เข้ามาจีบผมมันน่ากลัวจริงๆ ถ้ามีคนเดินมาหาคุณแล้วบอกว่า ‘ขอโทษนะครับ อย่าเดินแรงได้ไหม คุณกำลังเหยียบหัวใจผมอยู่’ แล้วทำหน้าเหมือนพี่โจ๊กโซคูลชูมือไอเลิฟยูคุณจะรู้สึกยังไง คนอื่นยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่ากู...

บรื๋ออออ กูขนลุก!!

ช่วงนี้เสน่ห์แรงฉิบายเลยกู… กับเพศเดียวกันน่ะนะ

(ขอโทษษษ) ปลายสายส่งเสียงออดอ้อนจนผมอดรู้สึกหมั่นไส้ไม่ได้ มันต้องกำลังทำตัวอ่อนๆ เกาะโน่นเกาะนี่อยู่แน่ๆ ถ้าผมอยู่ใกล้ๆ มันก็คงเข้ามากอด เข้ามาคลอเคลีย เชี่ยนี่มันวอแว... แล้วมาขอโทษอะไรตอนนี้ มึงรู้ว่ากูโกรธตั้งแต่เมื่อวันก่อนตอนสิบเอ็ดโมง แต่มึงเพิ่งมาขอโทษวันนี้ตอนเที่ยงครึ่ง

ฟัคยู

“...”

(ไม่ทันแล้วเหรอ?)

“เออ” นี่... ถ้าพวกมึงจะเขยิบเข้ามาใกล้ขนาดนี้ก็เอาโทรศัพท์กูไปเปิดลำโพงให้ได้ยินกันทั้งคณะสีเลยดีไหม แหม่ จะรวมร่างกับกูอยู่แล้วเนี่ยไอ้ 2T มีการทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เหมือนตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย โอ๊ย อะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมาเป็นเพื่อนกับพวกมันวะ

(ถ้าพูดขอโทษไม่ทัน งั้น... บอกรักเลยละกัน เผื่อความสัมพันธ์จะดีขึ้น)

ไอ้เวร

“...อี๋” เพราะไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรทำนองนี้จากปากเพื่อนสนิท ร่างกายของผมก็เลยส่งเสียงแขยงสุดตัวโดยอัตโนมัติ แต่ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้คิดอย่างที่ส่งสียงออกไปเลยสักนิด แถมยังรับรู้ได้ว่ามุมปากมันยกขึ้นยังไงไม่รู้ ไอ้เชี่ย ประโยคน้ำเน่าอะไรของมึง

(ยิ้มอยู่อะดี้)

“พ่อมึงสิ”

“เป็นไรอะธัน ทำไมต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ในสนามมันมีอะไรให้น่ายิ้มเหรอ” ไอ้เทรนด์ ถ้ากูเตะจนมึงขาหักก่อนขึ้นโชว์นี่ไอ้เจจะด่ากูไหม? ทำตัวน่าเตะเหลือเกินพ่อคุณ อยู่นิ่งๆ ก็ได้ไหม เห็นอะไรก็ไม่ต้องพูดออกมาทั้งหมดหรอก บางคนเขาเสียหาย

“นั่นสิ ไหนดูซิ” คนตัวเล็กรับมุขก่อนจะหันไปมองโซนที่มีการแข่งขัน ไม่นานนักมันก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างโอเวอร์ “...คุณพระคุณเจ้าช่วย เดี๋ยวนี้ริอ่านมองบุรุษหรือแม่นาง ข้าจักฟ้องท่านขุนพล จะยุให้เขาลงโทษท่านให้หลาบจำเสียด้วย”

“ยังไงรึ”

“โล้ให้ขาอ่อน”

“เหี้ยเกิ๊น ไอ้พวกเชี่ย” ผมตบหัวพวกมันไปคนละฉาบข้อหาพูดจาทุเรศ ถึงอย่างนั้นพวกแม่งก็ไม่สะทกสะท้าน ไม่มีทีท่าว่าจะหุบปากเลยด้วย

“ตกลงมันเป็นใครวะ”

“นักกีฬาสีตองอ่อน กูเห็นไอ้ธันมองมาตั้งแต่เมื่อเช้าละ”

“เหรอ… แล้วทำไมต้องทำหน้าปลื้มขนาดนี้ด้วยวะธัน กลัวพวกกูไม่รู้เหรอว่าปลื้มมัน”

“เออ มองแบบนี้มึงเดินเข้าไปกระโดดกอดมันเลยดีกว่าไหม โห่ ไม่ดีเลยๆ หยางไม่อยู่แล้วเป็นอย่างนี้เหรอ กูไม่คิดเลยนะว่ามึงจะเป็นคนอย่างนี้”

What

อะไรของพวกมึง กูยังไม่ทันมองใครเลย ถึงในสนามจะมีผู้ชายแข่งกีฬากันอยู่จริงๆ แต่กูก็ไม่เห็นความหล่อของพวกมันสักคน ...แล้วไหนสีตองอ่อน?

(มองใคร)

“เสือก”

(บอกแล้วว่าอย่ามอง แดดมันแรงเดี๋ยวสายตาเสีย)

“ตอนนี้แดดไม่ได้แรง ร่มแล้ว” พอจบประโยคผมก็เงยหน้ามองก้อนเมฆลูกใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนตัวมาบดบังแสงแดดให้เราเมื่อไม่นานมานี้ เออดีว่ะ พอมีเมฆมาปกคลุมปุ๊บบริเวณนี้ก็ร่มรื่นขึ้นเยอะ ไม่ต้องทรมานร่างกายแล้วนะเหล่านักกีฬาทั้งหลาย โถ สงสัยพระเจ้าคงเห็นใจไม่อยากให้พวกมึงเป็นมะเร็งผิวหนัง จบกีฬาสีก็ไปทำบุญกันด้วยล่ะ

(ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...)

“มีอะไร”

(เปล่า... นี่ มาอยู่กับกูไหม ที่แสตนไม่มีอะไรทำหรอก มานั่งเล่นกับกูดีกว่า)

“ร้านเจ๊กอล์ฟน่ะเหรอ”

(อือ คนไม่เยอะเหมือนที่สนามกีฬาด้วย มึงจะได้ไม่ต้องโดนล้อไง ตอนนี้กูอยู่คนเดียวโคตรเหงาเลยเนี่ย มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อยดิ) ก็จริง มันก็เป็นข้อเสนอที่ดีนะ แต่...

“ไม่เอาอะ เมื่อเช้าไม่ชวนกูเอง”

(นี่โกรธ?)

“เปล่า” กูแค่เคืองๆ เมื่อเช้าผมขี่รถมาจอดที่โรงรถก็เอะใจว่าทำไมไม่มีนินจาสีเขียว แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่ามันคงไปซื้อของหรือไม่ก็ยังมาไม่ถึง แต่พอเดินมาถึงอัฒจัรรย์แล้วไอ้เทรนด์บอกว่า ‘มันไปอยู่ร้านเจ๊กอล์ฟตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่ได้บอกมึงเหรอ’ หน้าผมนี่ชาไปเลย

ไอ้หัวค_ย...

(โอ๋เอ๋ งั้นยิ่งต้องมาหา กูจะได้ง้อไง)

“ไม่เอา”

(น่า มาเหอะ อยากอยู่ให้โดนล้อเหรอ นี่อีกเดี๋ยวพี่กะเทยก็จะไปคุมน้องบนแสตนแล้วนะ ดูจากเมื่อวานมึงก็น่าจะรู้แล้วมั้งว่าถ้าอยู่แล้วจะเจออะไร) กะเทยที่เราพูดถึงคือคนคิดเสตปมือให้น้องๆ บนแสตน เธอเป็นเพื่อนของเจ๊กอล์ฟ หน้าโหดมาก โหดชนิดที่ว่ามองแล้วขนลุก

เมื่อวานผมก็นั่งเล่นกับพวกไอ้หยางปกติ จะไม่ปกติก็ตรงที่มีเธอล้อทุกๆ สองวินาที แว๊บๆ เดี๋ยวก็เข้าเรื่องผมกับไอ้หยาง แว๊บๆ ก็เข้าเรื่องแฮชแท็กในทวิต (ที่กูไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรเลย) แม่งชอบพูดว่า ‘ที่นี่อากาศดีเนอะ กลิ่นความรักฟุ้งกระจายดี สงสัยต้นรักจะอยู่แถวๆ นี้ แหมดีจังเลย มีแฟนมาหาถึงที่ ดูแลดีถึงใจ ใส่ใจสุขภาพ เป็นลาภอันประเสริฐ’

ไอ้หัสดิน คิดว่าเอาเรื่องนี้มาอ้างแล้วกูจะยอมไปหามึงรึไง

เออ ยอม

“…แล้วพวกไอ้ต้นอะ ไปด้วยรึเปล่า” ขอโทษครับ ผมไม่สามารถอยู่ร่วมสถานที่เดียวกับพี่กะเทยคนนั้นได้จริงๆ เขาน่ากลัวเกินไป แม่งชอบล้อเยอะจนเอียน

(ไม่ต้องเอามาหรอก พวกมันต้องดูน้อง)

“อือ... แต่กูก็ไม่อยากลุกไปไหนแล้วว่ะ ขี้เกียจ” ใจหนึ่งก็อยากจะไปก่อนพี่เขามา แต่อารมณ์ ณ ตอนนี้แม่งเหมือนฝังรากไปแล้ว จะขยับ จะเขยื้อนอะไรก็ลำบากไปหมด ความรู้สึกที่ทำให้เราเหมือนเป็นง่อยมากที่สุดทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรเลยน่าจะเป็นความรู้สึกขี้เกียจนี่ล่ะมั้ง เหอะๆ

(เออน่า มาเร็ว ขี่รถมา)

“โห่ จะให้ไปหาแล้วยังจะให้ขี่รถไปเองอีก”

(เอ้า อยากให้ไปรับเหรอ?)

“ถ้าบอกว่าอยากแล้วจะมารับไหมล่ะ” อีกฝ่ายส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อได้ยินประโยคตอบกลับของผม เอ้ายังจะขำอีก นี่กูขี้เกียจจริงๆ นะเว้ย

(ไม่อะ หึ)

“มึงก็แบบเนี้ย… กูไม่คุยกับมึงละ”

(ตกลงจะมาไม่มา เมื่อกี้กูเห็นพี่กะเทยขี่รถผ่านหน้าร้านไป ไม่รู้ว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว)

“เออสัสเดี๋ยวกูไป _   _” นี่คือการเร่งแบบเนียนๆ สินะ เหอะ... ถ้าไม่ติดว่ากูกลัวพี่เขา กูก็ไม่ทำตามที่มึงสั่งหรอกไอ้หอยโข่งลูกโป่งบิน

(ร้านชื่อ ‘ยายปลิด’ อยู่แถว xxx นะ ก่อนจะมาถึงที่ร้านมันจะมีเซเว่นอะ ฝากซื้อขนมมาด้วย ที่ร้านไม่มีไรแดก)

“โว๊ะ ใช้ว่ะ นี่เพื่อนถูกปะ”

(ความจริงก็อยากเป็นมากกว่านั้นนะ)

“...”

ผมชะงัก ตกใจกับคำพูดของปลายสายเล็กน้อย แต่ก็ตกใจได้ไม่นานเพราะไอ้คนที่ทำให้ผมตกใจนั่นแหละที่ทำให้ผมหายจากอาการนั้นเอง ไอ้เหี้ย ชอบพูดอะไรกำกวมดูมีเลศนัยอยู่เรื่อย เดี๋ยวพ่อก็ก้านคอ

(เป็นเจ้านายไง กูจะได้ใช้มึงได้ทั้งวัน ฮะๆ)

“จัญไร เออแค่นี้แหละ” ไม่รอให้มันตอบรับหรือปฏิเสธผมก็กดวางสายแล้วลุกขึ้นเพื่อเตรียมเดินไปที่รถตัวเอง โรงรถแม่งอยู่ห่างจากนี้ตั้งเยอะ ทางโรงเรียนเขากลัวว่านักเรียนร้ายๆ ของเขาจะทำให้สถานที่ของจังหวัดเลอะก็เลยให้ไปจอดที่ริมสุดของสนามกีฬา ซึ่ง… ขึ้นชื่อว่า ‘สนามกีฬาจังหวัด’ เนื้อที่มันก็ไม่น้อยถูกไหม เดินขาลากแน่ผม ตอนนี้แดดแม่งกลับมาร้อนแล้วด้วย

อะไรวะ ถ้าจะร่มก็ร่มทั้งวันเลยดิ

“ไปไหนวะไอ้ธัน” เจ้าของรถเวสป้าสีแดงเอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นความอยากรู้อยากเห็นที่รู้อยู่แล้ว มึงได้ยินไอ้สัส ไม่ใช่แค่ได้ยินหรอก ถึงจะเห็นด้วยหางตาแต่ผมก็มั่นใจว่าไอ้ต้นขยับปากบอกพวกไอ้เจอย่างไม่มีเสียง ทุกประโยคที่ผมและไอ้หยางคุยกันถูกส่งผ่านไปให้ไอ้พวกนั้นรู้หมดแล้ว พอพวกมันรู้ปุ๊บแม่งก็ยิ้มเลวส่งข้อความกลับไปล้อไอ้คนที่โทรมา

ทำงานกันเป็นระบบดีนี่...

“จะไปไหนล่าา ขนาดนี้แล้วก็ต้องไปหาไอ้หยางสิ”

“อ๋อๆ โอเคๆ ไปเถอะๆ เราจะไม่รั้งเอาไว้”

“แต่น่าน้อยใจเนอะ ไอ้หยางมันไม่ให้พวกเราไปว่ะ มันบอกว่าเราต้องอยู่เฝ้าน้องอะ...” ไอ้เหล็กชมพูห่อไหล่ ...แล้วไม่จริงอย่างที่มันพูดรึไง พวกมึงต้องเฝ้าน้องก็ถูกแล้ว

“อย่าน้อยใจเลยมึง เวลามีแฟนใครๆ เขาก็อยากจะอยู่กับแฟนทั้งนั้นแหละ โลกมันสดใสหัวใจสีชมพู มันไม่ต้องการให้ 2T อย่างเราไปเป็นก้างขวางคอหรอก”

“โว๊ะ เบื่อขี้หน้าพวกมึงว่ะ กูไปละสัส” ผมลุกขึ้น ฟาดเสื้อกันหนาวลงไปที่ตัวมันเบาๆ

“โอ๊ย!!!! เจ็บนะธัน...”

...ผมตีเบา แต่ไอ้คนโดนมันกลับร้องดังซะงั้น

“...เวอร์ว่ะเทรนด์ ความแรงระดับนี้ตียุงยังไม่ตายเลย” สาบานด้วยเกียรติแห่งลูกเสือหมู่ปลวกมฤตยู ผมไม่ได้ออกแรงมากไปกว่านั้นจริงๆ

“อ่าฮะ กูไม่เจ็บหรอก” ไม่พูดเปล่า มันไหวไหล่กวนประสาทเป็นท่าประกอบด้วย กวนตีนฉิบหาย...

“แล้วมึงร้องดังไปเพื่ออะไร”

“เพื่อเรียกร้อง”

“เรียกร้องเหี้ยไร”

“เรียกร้องที่มึงลำเอียง พวกกูเป็นคนยุแต่โดนงอนเหมือนเป็นผู้กระทำ แต่ไอ้คนทำอย่างไอ้หยางกลับได้รับการให้อภัยอย่างง่ายดาย มึงไม่คิดว่ามันไม่อยุติธรรมไปหน่อยเหรอ”

“กูไม่ได้ให้อภัยมันสักหน่อย”

“แล้วที่กำลังทำอยู่นี่เรียกว่าอะไร พวกกูต้องฉุดกระชากลากแบกดึงมึงออกมาจากรัง แต่ไอ้หยางชวนแค่นิดเดียวมึงก็จะขี่รถไปหามันเองอะ ความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหนว้า”

“กูไปละ ขี้เกียจฟัง”

ตามนั้นครับ

“ขนมอะ”

“อะไร เจอหน้าก็ถามหาขนม ไม่ถามหน่อยเหรอว่ากูขี่รถมาร้อนไหม เสียน้ำมันไปเท่าไหร่... กูคิดเงินมึงสิบเท่าดีกว่า ค่าน้ำมันบวกค่าเหนื่อยตอนเดินหาขนมในเซเว่น” ผมแกล้งตีหน้านิ่งใส่คู่สนทนา ในร้านไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเรา เห็นว่าเจ๊กอล์ฟแยกพวกหลีดไปแต่งหน้าอีกที่ (ที่นี่ใช้สำหรับแก้เสื้อผ้าที่ไม่พอดีเท่านั้น) เมื่อกี้พวกไอ้เทรนด์เพิ่งโดนพี่กะเทยลากไปห้องนั้น ต้องใช้คำว่าลากนะถึงจะสมกับการกระทำ คำว่าจูงหรือพาไปแม่งดูซอฟไป…

สมน้ำหน้า หึ

“อะไรก็ด้ายยย ตอนนี้หิวจริง...” อีกฝ่ายทำหน้าหิวโซ ใช้มือเกี่ยวตัวผมให้ไปอยู่ใกล้ๆ แล้วโอบเอวผมไว้หลวมๆ

พูดอย่างเดียวก็ได้รึเปล่า

“อย่ามาเกาะแกะวอแว รำคาญ”

“ทำไมเดี๋ยวนี้ปากร้ายวะธันวา กูแตะนิดหน่อยเอง” มันพูดแล้วตีหน้าเศร้าเหมือนหมาหงอย ออกแรงดึงให้ผมเข้าไปใกล้ตัวเองมากกว่าเดิม ยิ่งอยู่ด้วยกันกูก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้มึงว่ะ

อะ แต่งหน้าแล้ววะ

เพิ่งเห็นว่าบนใบหน้าหล่อมีเครื่องสำอางตกแต่งเพิ่มความดูดี ชุดหลีดของมันออกแนวนักรบๆ ที่ดูทันสมัย มันสวยนะดำแดงทองล้วนทั้งตัวเลย ผมอธิบายไม่ถูกว่ะ รู้แค่ว่ามันเป็นแนวเสื้อผ้าที่พวกเชียร์หลีดเดอร์เขาใส่กัน ดูแพงและมีราคาทั้งคนทั้งชุด

“ไม่ชอบ ออกไป”

“มึงจะโหดร้ายกับกูมากไปละ” ถึงจะโดนด่ามันก็ยังตีเนียนต่อไปไม่คิดจะปล่อยมือ เออ เรื่องของมึงละกัน… ร่างสูงเลิกคิ้วมองถุงขนาดใหญ่ในมือผมอย่างสงสัย สงสัยอะไร ไม่เห็นรึไงว่ามันมีโลโก้เซเว่นแปะอยู่ “ซื้ออะไรมาเยอะแยะ”

“ของกินของมึงไง”

“มึงซื้อมาเลี้ยงคนทั้งซอยเหรอไอ้บ้า”

“เปล่า ซื้อมาเยอะๆ จะได้บวกค่าน้ำมัน ตีราคาเพิ่ม กูจะได้มีตังไปกินขนมเยอะๆ” ฉลาดไหมล่ะ ขอบคุณพ่อกับแม่ที่เลี้ยงผมมาด้วยอาหารมากหน้าหลายตาที่ทรงคุณค่าทางโภชนาการ สมองผมก็เลยดีขนาดนี้ นี่ผมเลือกที่เป็นโปรโมชั่นทั้งนั้นเลยนะ ซื้ออันนั้นคู่อันนี้ถูกกว่าราคาจริงตั้งหลายบาท… แต่ผมจะคิดราคาเต็มกับไอ้หยาง เต็มไม่พอผมบวกเพิ่มค่าน้ำมันด้วย อิอิ

“หิวเหรอ อยากกินอะไรก็บอกดิ เดี๋ยวพาไป”

น่อว คำถามสายเปย์

“เลี้ยง?”

“แน่นอนว่าไม่”

เปย์ปลอม…

“งั้นไม่ต้องแดก ไม่ต้องมาคุยกับกูด้วย” ผมไหวไหล่ สลัดไอ้ตัวโตออกแล้วไปนั่งเล่นโทรศัพท์ที่โซฟา ความจริงไม่ได้มีอะไรทำหรอกครับ คนคุยก็ไม่มี เกมก็ไม่ได้โหลดไว้ ผมก็นั่งกดปิดหน้าจอแล้วปลดล็อค เลื่อนดูแอพ กดดูรูปภาพคนอื่นในไอจีไปเรื่อย

“ล้อเล่น อยากกินไรอะ เดี๋ยววันนี้พาไปกิน”

โว้ว คนจริงว่ะ

เจ้าของบิ๊กไบค์คันสวยตามมานั่งข้างๆ มือใหญ่เลื่อนไปแตะที่… ถุงขนม แหม กูไม่รู้เลยมั้งว่าตามมานั่งข้างๆ ทำไม เก็บปากหน่อยหยาง น้ำลายจะหกแล้ว

ผมทำเป็นไม่สนใจ นั่งส่องไอจีคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ นี่ไอจีใครไม่รู้ เมื่อกี้มันลงรูปหมาหน้าตากวนตีนผมก็เลยกดเข้ามาส่องแม่ง ในไอจีมันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากรูปหมาปั๊กตลกๆ ตัวหนึ่ง ...อ๋อ รู้สึกไอ้หมาตัวนี้จะชื่อ Doug มั้ง มันเป็นหมาเซเลปที่ชอบเลียนแบบ Kim Kardashian จนดัง ผมเพิ่งนั่งอ่านข่าวมันจากเว็บกระปุกเมื่อวานนี้เอง ขำดีๆ ตาโคตรโต

“ธัน...”

ทำเสียงอ่อนอย่างนี้คุณคิดว่ามันหงอยรึเปล่า

ไม่มีทาง

แม่งทำตัวเหมือนไอ้หมาที่ผมกำลังส่อง มันเลียนแบบทุกท่าทางของผม ถ้าผมกอดอกมันก็กอดอก ถ้าผมขมวดคิ้วมันก็จะทำตาม ทำตามทุกอย่างแม้กระทั่งคำพูด ถ้าคนไม่เคยโดนแม่งจะไม่รู้เลยว่ามันน่าโมโหขนาดไหน ทำไมวันนี้ผมเจอแต่อะไรแบบนี้วะ วันปวดกระบาลเหรอ

“อะไร”

“อะระ”

“จะเอา?”

“เจา?” นี่จะดัดเสียงให้ดูแอ๊บแบ๊วกับทำท่าทางเด็กๆ เพื่ออะไร อี้ว!... ด้วยความหมั่นไส้ผมจึงใช้นิ้วกระทำการสุดแสนจะรุนแรงกับเพื่อนสนิท คุณคงเดาไม่ออกหรอกว่าผมจะทำอะไรลงไป จะบอกให้ก็ได้ ถ้ารู้แล้วอย่าตกใจล่ะ...

ผมบีบแก้มมันไปหนึ่งที!

แต่แปลกชะมัด การกระทำนั้นไม่ได้ทำให้ร่างสูงแสดงความเจ็บปวดออกมาเลยสักนิด ตรงกันข้ามเลย พอโดนทำแบบนั้นแล้วมันกลับคลี่ยิ้มออกมาแล้วดีดปลายจมูกผมเบาๆ เหมือนชอบใจซะมากกว่า

“เอ๊ะ ไอ้หยาง” โคตรเหี้ย โดนกูทำร้ายร่างกายแล้วยังยิ้มได้อีก...

“เอ๊ะ อั้ยหยัง”

โว้ยยยยยยยยยยยย

“พ่อง!”

“พุ่ง”

พรืด...

“พุ่งพ่อมึงสิไอ้บ้า” ผมหลุดยิ้มออกมาเมื่อทนความทุเรศของมันไม่ไหว กะจะตีหน้านิ่งโกรธต่ออีกสักหน่อยก็คงไม่ได้แล้ว ใครใช้ให้มันมาทำตัวอย่างนั้น... อีกฝ่ายหลี่ตาลงจนตาแทบจะปิด ยิ้มกว้างแบบไม่เห็นฟันแล้วเอานิ้วชี้กดริมฝีปากทั้งสองลงมา หน้าตาเหี้ยมากกกก เหี้ยสุดๆ หล่อแค่ไหนทำหน้าแบบนี้ก็เหี้ยทั้งนั้น ปากนี่เป็นตัววีเชียวมึง ฮะๆ

“หายงอนยัง” คู่สนทนาเอียงหัวมาซบไหล่ เงยหน้ามองอย่างออดอ้อน น่ารำคาญ!!

“เออ ขี้เกียจคุยกับมึงละ”

“อิอิ แล้วตกลงจะกินอะไร”

“ไม่กิน กูพูดเล่น เอาไปแดกสักทีไอ้สัส กูถือไว้จนมือเปื่อยแล้ว” พูดจบผมก็โยนถุงขนมให้มัน พอได้ของกินปุ๊บแม่งก็ผละออกไปจากตัวผมปั๊บ ไอ้เห็นแก่แดก…

แต่ก็ดี เมื่อกี้ใกล้จนกูจะหายใจไม่ออกแล้ว

ในขณะที่อีกฝ่ายกินขนมไป ผมก็กวาดสายตามองไปทั่วร้าน ร้านเจ๊กอล์ฟเป็นเหมือนร้านเสริมสวยธรรมดาที่มีหุ่นหัวใส่วิก เครื่องมือต่างๆ จะต่างกับร้านอื่นนิดหน่อยก็ตรงที่ไม่มีเก้าอี้เลย มีแต่เสื่อกกกับกระจกทึบๆ คือคุณครับ นี่เขาตัดผมยังไงวะ แล้วระดับความสูงของกระจกกับเสื่อมันต่างกันขนาดนี้คนตัดมองเห็นเหรอว่าผมของลูกค้าอยู่ตรงไหน

เดี๋ยวสิ กระจกทึบอย่างนี้ถึงอยู่ระดับเดียวกันก็มองไม่เห็นอยู่ดี นี่กะให้ลูกค้าเซอร์ไพรส์ทีเดียวตอนที่จ่ายเงินออกไปนอกร้านแล้วว่างั้นเถอะ...

“อร่อยว่ะ งึ่มๆ” จ้า รู้แล้วว่าอร่อย ไม่ต้องกินดังก็ได้

“ไอ้หยาง มึงไม่ซ้อมเหรอ”

“ซ้อมไร?”

“ซ้อมหลีด จะแสดงแล้วไม่ใช่รึไง” ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอีกแค่ชั่วโมงเดียวมั้ง ได้ยินพวกไอ้เจมันคุยกันอยู่ แต่ถึงจะเหลือเวลาไม่มากพวกมันก็ยังชิล ดูไม่ค่อยสนใจที่จะเผื่อเวลาแต่งตัวเท่าไหร่ ขนาดว่าชุดอลังการต้องใช้เวลาในการใส่นะนั่น ไหนจะแต่งหน้าทำผมอีก ไอ้พวกหัวดอ มึงจะสบายกันไปละ

ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าพวกมันมั่นใจว่าจะชนะสีอื่นนะครับ มันเป็นเพราะความขี้เกียจและความเอื่อยส่วนบุคคลล้วนๆ

“ไม่อะ ขี้เกียจ” นี่ไง ผิดจากที่ผมพูดที่ไหน

“คิดว่าจะได้ที่หนึ่งปะ”

“ไม่อยากเข้าข้างตัวเองนะ แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะได้ อิอิ” คู่สนทนายิ้มจนตาหยี ยกมือขึ้นถักเปียให้ผมอย่างมีความสุข ...ผมก็ว่าอย่างนั้น เท่าที่เคยแอบไปเห็นมา (ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ พวกนั้นมันซ้อมที่โจ่งแจ้งเอง) ผมว่าหลีดสีไอ้หยางนี่แหละดูดีและน่าได้ที่หนึ่งสุด แต่เราก็ต้องดูกันต่อไป บางทีเขาอาจจะซุ่มก็ได้

“ก็ขอให้ได้ละกัน”

อะ

ผมหันไปมองเจ้าของนิ้วที่กำลังเกลี่ยเส้นผมที่ปรกลงมาบังตาของผม ใบหน้าคมคายดูอ่อนโยนพอๆ กับรอยยิ้ม ผมชอบมองหยางยิ้มนะแต่รู้สึกว่าช่วงนี้รอยยิ้มของมันไม่เหมือนเดิมยังไงไม่รู้ เมื่อก่อนจะมองกี่ครั้งผมก็ไม่รู้สึกอะไรแต่เดี๋ยวนี้ผมกลับรู้สึกว่าไม่อยากจะมองนานๆ ไม่อยากสู้สายตามันด้วย...

ใครแปลกวะ ผมหรือมัน

“นี่ ถ้าสีกูได้ที่หนึ่งมึงจะให้อะไร”

“...ให้อะไรล่ะ ไม่มีอะไรจะให้ทั้งนั้นแหละ” ตอนที่พูดประโยคเมื่อกี้ดวงตาของมันระยิบระยับเจ้าเล่ห์สุดๆ ความจริงผมก็อยากจะตบรางวัลให้งามๆ นั่นแหละ แต่ช่วงนี้งบประมาณในพระคลังค่อนข้างอ่อนแรง หมดไปกับค่ากีฬาสีเยอะพอสมควร ขนาดสีผมเป็นสีที่เสียเงินน้อยที่สุดในบรรดาสีทั้งหมดแล้วนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่าสต๊าฟสีอื่นจะใช้ชีวิตอยู่กันยังไง

“ไม่ได้ดิ ปกติมึงต้องป๋าบอกว่า ‘อยากได้อะไรล่ะจ๊ะ’ ดิวะ” ปกติอะไรใครบอกมึงว่าปกติ มันเป็นคำพูดของพวกคนรวยเว้ย ไม่ใช่ยาจกอย่างกู

“ไม่อะ กูรู้ว่ามึงต้องได้ที่หนึ่ง ไม่ต้องมีของรางวัลมาล่อมึงก็ทำได้สบายๆ อยู่แล้ว”

...how to ปฏิเสธการเลี้ยงเพื่อนอย่างไรให้ดูดี

“อืม ขอบคุณ” แหม่ ถือว่าผลของคำพูดผมมันได้ผลดีเยี่ยมทีเดียว เพราะหลังจากที่ได้ยินคุณหัสดินเขาก็อารมณ์ดี อิ่มทิพย์เลิกแดกขนมไปเลย เฮ้ยๆ แดกแล้วอย่าลืมจ่ายเงินคืนกูนะมึง ครั้งนี้ขอจริงๆ ถ้ามึงไม่จ่ายเพื่อนมึงต้องอดอยากไปทั้งเดือนแน่ “เออลืม วันนี้สีกูจะนัดกินเลี้ยงที่ร้านหมูกระทะว่ะ มึงไปด้วยปะ”

“เลี้ยงเหรอ... ไม่เอาอะกูไม่ได้อยู่สีมึง ถ้ากูจะไปมันก็ดูเสร่อๆ ยังไงไม่รู้ว่ะ” อย่าว่าแต่สีเล๊ย ไม่ได้อยู่โรงเรียนเดียวกันด้วยซ้ำ

“เสร่อพ่อมึงสิ พวกมันอยากให้มึงไปจะตาย”

“อ่าฮะ เพื่อนมึงอยากล้อกูจะตาย”

“นั่นแหละ ไปนะ”

“ไม่เอาโว้ย วันนี้ไอ้อิมนัดประชุมเรื่องกีฬา ความจริงมันนัดตั้งหลายวันละแต่กูหนีมาหามึง เพื่อนด่าหัวไปแล้วมั้ง” บอกแล้วก็ปัดมือใหญ่ออก ไม่ลืมที่จะแก้เปียสวยๆ บนหัวตัวเองด้วย ...ที่พูดน่ะไม่จริงหร๊อก ผมก็โกหกไปอย่างนั้นเอง ไอ้อิมไม่เคยเรียกคุยอะไรเลย พอดีว่าสีผมไม่มีปัญหาหรือเรื่องน่าปวดหัวเลยอะนะ เราก็เลยไม่มีอะไรต้องคุยกัน นี่เจอหน้าเพื่อนครั้งสุดท้ายวันไหนวะจำหน้าไอ้ดาไม่ได้แล้วเนี่ย

ถุ้ย...

ไม่มีปัญหาส้นตีนอะไรล่ะ เมื่อวานไอ้มิวจะตบกับหลิงอยู่ เหอะๆ

“เอ้า ไหนๆ วันนี้ก็หนีมาแล้วอะ มึงจะอยู่ต่อจนหมดวันเลยไม่ได้รึไง” ร่างสูงทำเสียงอ่อน ทำท่าจะเขยิบเข้ามาใกล้แต่ผมใช้ตีนยันไม่ให้มันกระเถิบเข้ามา ใกล้กว่านี้ก็ฟิวชั่นกันเถอะสัส ขนเราจะพันกันเป็นเปียเก็บอยู่แล้วไอ้สารเลว

“ไม่ได้ เพื่อนนัดคุยตอนค่ำๆ ไอ้อิมย้ำด้วยว่าถ้าวันนี้กูไม่โผล่หัวไปประชุมมันจะตามไปขยี้คอถึงที่บ้าน” ขอแอบอ้างชื่อหน่อยนะอิมเอ้ย กูไม่รู้จะใช้ใครแล้ว ถ้าอ้างว่าเป็นพวกไอ้แพน บักห่าหยางมันต้องโทรไปโอดครวญใส่แน่ เพราะงั้นผมก็เลยเลือกสาวใสวัยตีนที่มีชื่อเฟสสุด clean ว่า ‘อ่าห์ คิมูจิ’

“โห่ งั้นหลังจากวันนี้ก็จะไม่ได้เจอกันเลยเหรอ เพื่อนมึงใจร้ายจังวะ ทำคัทเอาท์ให้แล้วก็พอแล้วดิ ไม่ต้องไปฟังอะไรแล้ว...”

“งอแงว่ะ ห่างกันสักพักคงไม่ตายมั้ง” ถ้านับจากวันนี้จนถึงกีฬาสีของผม เราไม่ได้เจอกันเลยมันก็เป็นระยะเวลาแค่ไม่กี่วันมั้ง หนึ่ง สอง... สี่วัน นี่ถือว่าเร็วมากนะเว้ย เวลาแค่นี้ลูกอ๊อดยังเปลี่ยนเป็นกบไม่ได้เลย มึงทำหน้าหงอยเพื่อเชี่ยไรวะหยาง

กูเป็นอากาศเหรอ ขาดแล้วจะตายงั้นสิ เหอะๆ

“ไม่ตายหรอก แต่อยากอยู่ด้วยไง นี่เพิ่งเจอมึงได้ไม่กี่วันเอง”

“เมื่อก่อนก็ไม่เจอตั้งหลายปี มึงไม่เห็นงอแงแบบนี้เลย”

“ไม่เหมือนกันเหอะ”

มันบ่นอุบอิบแต่ที่สุดแล้วก็ยอมนั่งสงบปากสงบคำ พอเห็นอย่างนั้นผมก็เลยเปิดทีวีให้ร้านมันมีเสียงบ้าง ตอนแรกก็กะจะเปิดไม่ให้บรรยากาศมันน่าอึดอัด แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเราทั้งคู่นั่งดูหนังกันเพลินจนลืมดูเวลา ถ้าเจ๊กอล์ฟไม่มาตามไอ้หยางก็คงโดนไอ้เจด่าหัวเพราะมาช้า มีผลทำให้คณะสีโดนตัดคะแนนแน่ๆ ...เชี่ย โคตรหวิด เมื่อกี้พอก้าวเท้าเข้ามาถึงสนามกีฬาจังหวัดคุณครูพละแม่งประกาศออกไมค์พอดีว่า ‘อีกห้านาที ถ้าสีพวกมึงยังไม่พร้อมกูจะตัดสิทธิ์แล้วนะ’

“แฮ่ก เพราะมึงแหละ เปิดหนังอะไรให้กูดูไม่รู้” คนที่ผมกำลังพูดถึงตะโกนด่าขณะวิ่งไปตามทาง อีกนิดเดียวจะถึงสนามแล้วครับ ทางโรงเรียนให้พวกหลีดแสดงที่กลางสนามจะได้เท่าเทียมกัน เมื่อก่อนเห็นว่าแสดงหน้าอัฒจันทร์ของแต่ละสีแล้วบางสีมันมองไม่ชัด

“เอ้า ใครจะรู้วะ แฮ่ก ว่ามันจะสนุก” เปิดมาตอนแรกไม่มีความน่าสนใจสักนิด เป็นเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่องอะไรไม่รู้ แต่แม่งเดินมาถึงกลางเรื่องกลับสนุกมาก สนุกจนผมละสายตาไปจากจอโทรทัศน์ไม่ได้เลย

“มึงนี่นะ”

“กูไม่ผิดนะเว้ย แฮ่ก หนังต่างหากที่ผิด ...จะว่าไปมึงก็ด้วย ใครใช้ให้มึงมาดูล่ะโว้ย” เหนื่อยฉิบหาย แดดจะร้อนไปไหน!

“เออๆ ยอมๆ กูไปก่อนนะ” อีกฝ่ายหยุดวิ่ง หันมาโบกมือลาเมื่อเรามาถึงข้างสนาม ต่อจากนี้มันต้องวิ่งไปคนเดียวแล้วครับ เพราะผมจะไม่ยอมไปส่งกลางสนามให้เป็นเป้าสายตาของคนทั้งโรงเรียน (มัน) แน่ อีกอย่างผมก็ไม่เห็นประโยชน์ของการทำอย่างนั้นเลย มีแต่จะทำให้เพื่อนเสียเวลามากกว่าเดิม ไหนจะต้องรอผมวิ่งไปแล้วก็ต้องรอผมวิ่งกลับมาที่ข้างสนามอีกรอบ กว่าจะเริ่มแสดงได้คงหมดเวลาพอดี

“เออ สู้ๆ ทำให้เต็มที่”

ผมชูสองนิ้วเป็นกำลังใจให้ แอบสำรวจใบหน้าของเพื่อนสนิทนิดหน่อย ...เวรละ คงเพราะวิ่งมาเหนื่อยมั้ง เหงื่อถึงได้ออกเยอะขนาดนี้ ดีนะที่เมคอัพกันน้ำก็เลยไม่ได้เลอะ พอเห็นดังนั้นผมก็เลยใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองซับหยดเหงื่อตามใบหน้าขาวออกจนหมด วงเล็บว่า ‘ด้วยความเร็วสูง’ ด้วย นาทีนี้ไม่มีทะนุถนอมแล้วครับ ผมซับเร็วจนหน้ามันสั่น เสียงนี่ดังแปะๆๆ

ตลก ฮะๆ

“โอ๊ย แกล้งปะเนี่ย” คนโดนกระทำเบ้หน้า จับมือผมไว้ไม่ให้ทำต่อ

“แกล้งอะไร อุตส่าห์หวังดี”

“นี่เจ็บจริงนะ หน้าช้ำเลย” หนุ่มหล่อในชุดหลีดสีแดงเอามือข้างหนึ่งทาบแก้มตัวเอง แสร้งทำท่าเจ็บจนผมเบะปาก อะไรจะขนาดนั้นพ่อคุ๊ณ ใส่ชุดนี้แล้วออกจะดูเข้มแข็งนักรบไทยในตำนาน โถ่ไม่น่าเลย ...นิสัยคนใส่ไม่น่ากระแดะขนาดนี้เลย

“อย่ามากระแดะ กูมือเบาจะตาย” ด้วยความหมั่นไส้ผมจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมมัดเป็นปมแล้วฟาดลงไปที่แผ่นอกของมัน ครั้งนี้แหละเจ็บจริง กูได้ยินเสียงดังปั่ก

สมน้ำหน้า

“โอ๊ย ไอ้ธัน มึงกล้า-”

(ยังอีก... ยังไม่เลิกจีบกันอีก เห็นไหมเนี่ยว่าเขามองกันทั้งสนามแล้ว คิดว่าครั้งนี้กูจะบวกคะแนนเพิ่มให้รึไง วันนี้อากาศมันร้อนนะเว้ย เห็นคนรักกันแล้วกูหงุดหงิด)

(เออ นี่พวกมึงทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วเหรอ รักกันอยู่ได้ ...เหม็นกลิ่นความรัก)

เสียงประกาศออกไมค์ของคุณครูพละทั้งสองก้องไปทั่วบริเวณ มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมันทำให้ผมรู้ว่า ณ ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน ส่วนข้อเสียคือมันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำเรื่องน่าอายขนาดไหน ...สายตาหลายพันคู่จากผู้คนในที่นี้จับจ้องมาที่ผมและเพื่อนสนิทเป็นตาเดียว พวกเขามองนิ่งๆ บ้างก็ยิ้ม บ้างก็ยกมือถือกับกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บเอาไว้

ไอ้เชี่ย นี่ผมทำบ้าอะไรอยู่วะ...

“อิจอะดี้ ไม่มีแฟนแล้วโวยวายเหรอครับครู” แทนที่จะสำนึก รีบวิ่งไปหาเพื่อนที่รออยู่กลางสนาม ไอ้ร่างสูงข้างตัวผมกลับยิ้มขี้เล่น ป้องปากตะโกนกลับไปซะงั้น แน่นอนว่าการกระทำของมันทำให้ผมรีบยกมือขึ้นไปฟาดไหล่มันแรงๆ โดยอัตโนมัติ

ค_ย!

“ไอ้เหี้ย ชอบพูดอะไรให้กูโดนล้อ”

“อิอิ”

“ไปเลยสัส เพื่อนมึงรอจนปวดแขนละ” คนอื่นอาจจะไม่เห็นเพราะมีฉากกั้นบังอยู่ แต่ที่ผมอยู่มันเป็นแนวเฉียงๆ กับที่พวกมันอยู่ไงก็เลยเห็นทั้งหมด ทุกคนเขาจัดท่าจัดทางเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว คนอื่นไม่เท่าไหร่ เพื่อนไอ้เจที่ตัวเล็กๆ นี่ล่ะลำบากสุด โดนยกตั้งแต่เริ่มเลย โถ่ถังชีวิต...

“อือ ดูกูด้วยนะ”

จบประโยคฝ่ามืออุ่นๆ ก็แปะเข้าที่กลางศีรษะของผม มันไม่ได้ทำแค่แปะไว้ แม่งออกแรงขยี้จนหัวผมยุ่งไม่เป็นทรงเป็นการปิดท้ายก่อนจะติดสปีดออกวิ่งไปที่กลางสนาม ไม่รู้ว่าไปเพราะกลัวเพื่อนรอหรือกลัวผมวิ่งไปเตะกันแน่ เหอะ

...ไอ้เหี้ย ขยี้แบบนี้ตัดหัวกูไปเล่นบ้านเลยเถอะ

(เย่ ในที่สุดก็พร้อมสักที กูรอจนไข่ย้อยละพวกบรรลัย)

เป็นอีกครั้งที่เสียงจากไมโครโฟนทำให้ผมอายจนต้องรีบวิ่งไปที่หน้าอัฒจันทร์สีแดง ผมรู้ว่าถ้าอยู่ที่นั่นก็ต้องโดนล้อหนัก แต่แม่งก็ดีกว่าการยืนโง่ๆ โดดเดี่ยวเดียวดายให้คนทั้งโรงเรียนมอง บอกแล้วไงว่ามันตรงกันข้ามกับอีกฝั่งที่มีพวกแสตนกับคุณครูพอดี ...อย่างน้อยๆ ถ้าไปที่แสตนผมก็มีไอ้ต้น มันอาจจะทำให้ผมรู้สึกอายน้อยลง

ที่ไหนล่ะ

“พวกมึงรออะไรกันวะ ปรบมือให้เกียรติคุณคีรินทร์เขาสิโว้ย นี่พี่สะใภ้พวกมึงเลยนะ”

สิ้นเสียงสั่งของร่างเล็กเจ้าของเวสป้าสีแดง ประชาชนประเทศสีแดงทั้งหลายก็พร้อมใจกันปรบมือและส่งเสียงแซว เป่าปาก เคาะขวดจนก้องไปทั่วบริเวณ ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อกี้... เปลี่ยนจากการเดินมาที่นี่เป็นการเดินออกไปข้างนอก แล้วขี่รถกลับบ้านไปเลย

ไอ้พวกฉิบหาย

“อิอิ เป็นไงเพื่อนมาแล้วเหรอ ส่งสามีเป็นไงบ้าง” ไม่ต้องมาจับกูเลยไอ้เตี้ย

“ไอ้เวร เงียบไปเลยมึง”

“ล้อนิดล้อหน่อยเองน่า”

(เอาล่ะๆ ทุกสีอยู่ในความสงบด้วย... ต่อไปนี้จะเป็นการแสดงของสีแดง หากมีสีไหนส่งเสียงรบกวนทางผู้ตัดสินจะตัดคะแนนโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ) คุณครูพละคนเดิมกระแอมไอสั่งนักเรียนทั้งหมด เชื่อไหมแค่เขาพูดแค่นั้นทั้งสนามก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรอีกเลย

เชรดโด้ โคตรระเบียบ

ผมกับพวกที่เหลือที่ไม่ได้อยู่บนแสตนแต่ถูกจัดให้ย้ายไปนั่งข้างๆ ต้องนั่งเป็นแถวเรียงสวยงามด้วยนะ ไม่งั้นจะโดนหักคะแนน นี่ผมทำตัวกลมกลืนไปไหม ใส่เสื้อแดงเลือดหมูมาหลายวันแล้วเนี่ย เกือบลืมไปเลยนะว่าที่จริงแล้วอยู่สีฟ้าของอีกโรงเรียน

“แหนะ แอบทำอะไรกันในร้านกูรึเปล่า... ก็ไม่ได้ห้ามหรอกนะ แค่จะบอกว่าถ้าทำแล้วกลับไปทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วย” โห่เจ๊ กะจะขอบคุณสักหน่อยที่มาตาม มากระซิบอย่างนี้ผมหมดอารมณ์ขอบคุณเลย

“ใครจะไปกล้าวะเจ๊ กระจกที่ร้านใสขนาดนั้น”

“พูดอย่างนี้แสดงว่าฉันติดฟิลม์ทึบพวกแกจะทำงั้นสิ?”

“ฮ่วย ไม่คุยด้วยละ”

เสียงเพลงบรรเลงเริ่มดังขึ้นตามลำโพงแต่ละตัว มันไล่เป็นลำดับเหมือนจงใจให้ผู้ชมตื่นเต้นไปกับจังหวะของดนตรี เสียงกลองสะบัดชัยค่อยๆ แทรกเสียงปี่และฉิ่งมาทีละนิด เมื่อมันเริ่มดังขึ้น เสียงจากเครื่องดนตรีชนิดอื่นก็เบาลงจนในที่สุดก็เหลือแค่เสียงกลองอย่างเดียว เนื่องจากสถานที่นี้เงียบมาก เสียงของกลองจึงก้องกังวานไปทั่วราวกับว่าเป็นการตีเพื่อเรียกขวัญกำลังใจของอะไรบางอย่าง

บรรยากาศแบบนี้แม่งทำให้ผมเกร็งโดยไม่รู้ตัว ถ้าหลับตาฟังแค่เสียงจะเหมือนคุณเข้าไปอยู่ในหนังพระนเรศวรตอนใกล้จะออกรบ เขาตีกลองเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญในการต่อสู้ให้ได้ชัยชนะปะ เห็นมีฉากรบทีไรต้องได้ยินเสียงประมาณนี้ทุกที

อลังการ

(เมื่ออดีตนานมาแล้ว อาณาจักรไทยของเราได้ชื่อว่ามีนักรบที่แข็งแกร่งมากมาย จะออกรบกับเมืองใดก็คว้าชัยกลับมาทุกครั้ง...) น่อวไอ้สัส มาเป็น story โรงเรียนให้เล่นแค่สิบบาท มึงเล่นซะร้อยล้าน ...พวกมันเจ๋งดีว่ะ ทำออกมาดีทุกอย่างตั้งแต่คัทเอาท์ยันการแสดง

เริ่มแล้วๆ

ผมมองฉากกั้นลายไทยขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเปิดหลังจากที่เสียงบรรยายเงียบลง เมื่อไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางทิวทัศน์ข้างหลังก็ปรากฏให้เราเห็น ...สเตจเรียงรายเป็นชั้นตามลำดับความสูง บนเสตจมีหลีดสีแดงตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่แล้วด้วยท่าทางทะมัดทะแมง

“ไอ้ธัน... กูกรี๊ดได้เปล่าวะ”

“ได้ แต่มึงจะดูเป็นกะเทยไปเลยนะ...”

“แต่กู... เชี่ยเอ๊ย” คนพูดกัดริมฝีปาก ก้มหน้าลงไปกรี๊ดกับมือตัวเองเบาๆ แม่งไม่ใช่การกรี๊ดเหมือนสาวๆ แต่มันคือการแสดงออกถึงความรู้สึกบางอย่างของชายชาตรี (?) พอเห็นพวกไอ้เจปุ๊บ ทั้งโรงเรียนชาย (เกือบล้วน) ก็มีสภาพเหมือนกันหมดครับ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน...

“ฮิ้ว!!!!!”

“กรี๊ดดดดดดดดดด”

“ไอ้สัส แม่งเอาว่ะ!!!”

“ค_ยเอ๊ย นี่กีฬาสีหรือ thai supermodel contest!!”

“ยอมแล้วจ้า ยอมเป็นเมียแล้ว...”

อ๊ากกกก ไอ้พวกเหี้ย พวกมึงหล่อฉิบหาย!

ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิททั้งสองของผมเท่านั้นที่ดูดีแต่มันรวมถึงคนทั้งเสตจหลีด ทุกคนถูกจับแต่งหน้าให้ดูน่าค้นหา สวมชุดเหมือนกันทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ดูโดดเด่นในสไตล์ของตัวเอง โดยเฉพาะคนตรงกลางที่ยืนอยู่ล่างสุด มันจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจากคนที่ผมเพิ่งซับเหงื่อให้เมื่อกี้

“กรี๊ดดดดด พี่หย๊าง!!!”

“โอ๊ยอีเหี้ย กูไม่ไหวแล้ว... กูอยากได้เขาเป็นผัว”

“ทำยังไงกูถึงจะได้เขามาเป็นแฟนวะ”

“หล่อแบบนี้เลิกเรียนแล้วไปขายหน้าตาเถอะกูขอร้อง... อยู่ใกล้ๆ แล้วกูใจไม่ดี” เสียงกรี๊ดร้องจากบรรดาสาวๆ ทั้งหญิงแท้และหญิงเทียมไม่ได้มีผลกระทบให้บุคคลที่เป็นหัวข้อการสนทนาฉายรอยยิ้มออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว มันยังคงตีหน้านิ่ง คงไว้ซึ่งลุคคูลๆ สมธีมของคณะสีตัวเอง

อย่างที่เคยบอกว่าผมชอบตอนมันยิ้ม

แต่ตอนที่มันไม่ยิ้มก็ไม่ได้แย่อะไร...

ตอนแรกผมคิดว่าพวกมันยืนเฉยๆ ก็หล่อพอแล้ว... แต่พ่อคุณทั้งหลายเขาทำให้ผมรู้ว่า ‘ยังหล่อได้อีก’ ตอนที่เสียงกลองตีเป็นจังหวะ น้องบนแสตนเริ่มร้องเพลงและพวกมันก็เริ่มที่จะขยับร่างกาย บ้าไปแล้วครับ กูดูพวกมึงซ้อมทุกวัน จำได้ทุกท่า เมื่อกี้ก็เห็นเมคอัพของแต่ละคนมาแล้ว แต่ทำไมกูถึงได้รู้สึกเหมือนว่าไม่เคยเห็นสักอย่าง แถมยังตื่นตาตื่นใจไปกับทุกๆ คำร้องของน้องบนแสตนอีกด้วย

“ชื่อเสียงเลื่องลือระบือนาม

ใครมาหยามเกียรติของเรา

เราเข้าสู้เพื่อสีแดง สีแดงของเรา

เราต้องเชิดชูเพื่อนำเอาชัยมา

มันผู้ใดไม่เกรงมาข่มเหงดูหมิ่น

สู้จนเลือดหมดสิ้นไม่ยอมให้ใครลบหลู่

เกียรติศักดิ์นักกีฬาของเราย่อมรู้ รู้

เป็นตายจะสู้ สุดลมหายใจ!”

ทุกการเคลื่อนไหวไม่มีใครในที่นี้ส่งเสียงพูดออกมาเลย แม่งเท่จนผมเกือบหยุดหายใจ ผมไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย

ครับ ผมไม่สามารถละสายตาไปจากไอ้เจ้าของนินจาสีเขียวได้เลย

โดยปกติสายตาของเรามักจะพุ่งเป้าไปที่คนนำเต้น ...แต่ไอ้หยางไม่ได้เป็น

ผมรู้ด้วยว่าใครเป็นคนนำ... แต่ถึงอย่างนั้นไอ้เจที่เป็นคนนำก็ไม่สามารถดึงดูดสายตาของผมได้อย่างที่ไอ้หยางทำ ตำแหน่งไม่มีส่วนเกี่ยวเลย ไม่ว่าร่างสูงจะอยู่ซ้าย ขวา ข้างล่างหรือข้างบนผมก็มองตามตลอด สงสัยเมื่อกี้คงเป็นประโยคคำสั่ง ไม่ใช่ประโยคขอร้อง

‘ดูกูด้วยนะ’

เพราะมึงแหละ กูก็เลยไม่ได้มองใครนอกจากมึง

การแสดงของทั้งหลีดและน้องบนอัฒจันทร์ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพลงแล้วเพลงเล่า ไม่ว่าจะเพลงช้าหรือเพลงเร็วพวกเขาก็ทำได้ดีจนผมอยากจะปรบมือให้รัวๆ โคตรทุ่มเท เมื่อกี้มีท่าที่ต้องโยนเพื่อนตัวเล็กคนหนึ่งไปไว้ที่มือของไอ้เทรนด์ด้วย คือถ้ารับไม่ได้นี่ตกลงมาพิการอย่างเดียวเพราะความสูงไม่ใช่เล่นๆ แต่เพื่อนผมรับได้ครับ สวยงามเหมือนจับวาง

วี้ววว เพื่อนเทรนด์

อะ

ในขณะที่ผมกำลังยิ้มในความสามารถของเพื่อนเหล็กดัด ก็มีเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้นจนหัวใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ร่างสูงของหัสดินพลาดตกลงมาบนพื้น แต่มันก็รีบกระโดดขึ้นไปประจำที่ของตัวเองในเวลาไม่นาน เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเลิกสนใจท่าเชียร์ แล้วจ้องไปที่ข้อเท้าของอีกฝ่ายแทน

ผมว่ามันแปลกๆ

“ไอ้เหี้ย กูตกใจหมดเลย ดีนะที่สเตจอันนั้นไม่สูงมาก”

“มึงว่ามันเจ็บไหมวะไอ้ต้น” ผมสะกิดไหล่เพื่อนข้างๆ ตามองที่ข้อเท้าของร่างสูงไม่ละไปไหน สเตจไม่สูงก็จริงนะแต่ก็ไม่ใช่ว่าตกลงมาแล้วจะไม่เจ็บ

“มันก็ดูปกตินี่ มึงคิดมากไปมั้ง... แหนะ แฟนก็งี้แหละ ห่วงตลอด”

เหรอวะ...

เมื่อการแสดงสิ้นสุดลง สีแดงก็ได้รับเสียงปรบมือจากคนทั้งสนามกีฬาเพราะโชว์ที่อลังการสมกับที่รอคอย และเนื่องจากแสดงครบทุกสีแล้ว (ไม่น่าดูหนังเพลินเลย อดดูของสีอื่นเลยกูเอ๊ย...) ทางคณะกรรมการจึงให้ทุกสีพักเหนื่อยเป็นเวลายี่สิบนาที หลังจากนั้นถึงจะประกาศรางวัล ที่ให้พักเนี่ยเพราะเขาขอเวลาไปรวบรวมคะแนนทั้งหมดเพื่อตัดสินว่าใครจะได้ที่หนึ่งด้วย

เวลาประกาศเขาไม่ได้ประกาศแค่รางวัลสองรางวัลนะครับ เขาประกาศหมดตั้งแต่เริ่มแข่งมาวันแรกจนวันนี้ ผมว่ารายการมันต้องเยอะมากแหงๆ ครูแม่งหัววุ่นกันแน่

มาที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ถือว่าซ้อมเจอกีฬาสีจริงไปด้วย

“เอื้อออ กูจะตายแล้ว...”

“อย่าๆ อย่าเพิ่งตาย ถ้าจะตายก็มาตายในนี้ ฉันขี้เกียจลากศพพวกแก”

“เจ๊กอล์ฟฟฟ โหดร้ายว่ะ”

“อ๊ากก ร้อนฉิบหาย กูขอน้ำหน่อยดิไอ้แคระ” ไอ้เทรนด์กับพวกหลีดวิ่งเข้าร่มมาด้วยสภาพผ่านการรบมาหลายครั้ง ทุกคนทิ้งตัวลงนอนกับพื้น ไม่นอนก็นั่งเหม่อไร้วิญญาณ รอบกายมีพี่กะเทยคอยปรนนิบัติให้ความสะดวกอยู่ไม่ห่าง ดูพวกพี่แกจะภูมิใจกับโชว์เมื่อกี้มาก แหงล่ะ อลังซะ ...จะว่าไป ผมเห็นแล้วสงสารเลยว่ะ อากาศร้อน ชุดหนัก แถมยังต้องทำอะไรที่ต้องเสียเหงื่ออีก

“เอาน้ำไรอะ” คนตัวเล็กกว่าวิ่งไปดูกระติกน้ำตามที่เพื่อนสนิทสั่ง นานๆ ทีมันจะพูดกันดีๆ เห็นแล้วปราบปลื้ม ผมควรถ่ายคลิปไว้

“มีไรมั่ง”

“อืมมมมม เดี๋ยวดูก่อนนะ”

“เอาไรก็ได้ ขอสดชื่นๆ ตอนนี้กูหิวน้ำสัสๆ...” หน้ามันล้าตามเสียงจริงๆ น้ำเอาไม่อยู่แล้วล่ะ ระดับนี้ต้องใช้ผ้าเย็น หรือไม่ก็เอาน้ำแข็งมาห่อผ้าไว้แล้วแปะหน้า ไม่งั้นพวกมันต้องเป็นลมแน่ๆ ยิ่งไอ้เพื่อนตัวเล็ก (เมื่อเทียบกับหลีดคนอื่น) ที่โดนยกขึ้นบ่อยๆ นั่นยิ่งต้องให้ของเย็นกว่าคนอื่น ทางที่ดีผมว่าเอาพวกน้ำออกมาจากถังแล้วโยนมันเข้าไปจะเป็นทางช่วยที่ดีที่สุด

“...สรุปมีน้ำอะไรบ้างไอ้ต้น”

“น้ำลาย น้ำปลา น้ำเกลือ”

“ค_ย เดี๋ยวกูก้านคอ...”

“โหดเหรอมึง อะ น้ำเปล่า”

“ในกระติกก็มีแค่นี้? แล้วมึงจะถามเพื่อ”

“กวนตีนไง” โอเค กูคิดผิด สงสัยทั้งชาติพวกมึงคงไม่มีวันคุยกันดีๆ

แปะ

“กูทำได้ดีปะ” แรงจับที่ไหล่ทำให้ผมเลิกสนใจเพื่อนทั้งสองคนแล้วหันมามองเจ้าของมือแทน มันไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็คนที่เมื่อกี้ทำให้สาวๆ เสียเสียงกรี๊ดมากที่สุดนั่นแหละ... เชื่อปะ ถึงจะฝ่าร้อนฝ่าเหงื่อ ฝ่าอะไรมาหลายๆ อย่างหน้ามันก็ยังคงความหล่อไว้เสมอ ใจคอเจอแดดขนาดนั้นมึงจะไม่ดำเลยใช่ไหมหัสดิน

“อือ คนกรี๊ดมึงโคตรเยอะ”

“แล้วมึงกรี๊ดไหม”

“ไม่มีทาง”

“โกหก น้องบนแสตนบอกว่าเสียงมึงดังมาก”

“กูแหกปาก ไม่ได้กรี๊ด”

“เหมือนกันแหละ กูหล่ออะดี้” เจ้าของรอยยิ้มสวยทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งก่อนจะยกนิ้วลูบคางตัวเองเป็นท่าประกอบ ปกติถ้ามันทำแบบนี้ผมจะพูดว่า ‘ไอ้หลงตัวเอง’ หรือไม่ก็ด่า แต่ครั้งนี้ไม่ว่ะ

“เจ็บไหม”

“หือ เจ็บอะไรวะ?”

“ข้อเท้า”

“...ไม่เจ็บ ชิลๆ ฮะๆ”

ผมก้มลงมองข้อเท้าของอีกฝ่าย เพราะอยู่ใต้กางเกงตัวยาวผมจึงมองไม่เห็นว่าแดงขนาดไหน บางทีมันอาจจะไม่แดง หรือไม่ก็อาจจะไม่ได้เจ็บเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เชื่อในเซ้นส์ของตัวเอง เพราะงั้น...

จึก

“โอ๊ยๆ ธัน! กูเจ็บนะเว้ย” คู่สนทนาแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อนิ้วของผมกดลงบริเวณตาตุ่ม สาบานได้ว่าผมไม่ได้ออกแรงมาก ไม่มีทางเลยที่จะทำให้ใครเจ็บ ...แต่ในกรณีที่อีกฝ่ายบาดเจ็บอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความเจ็บที่มันได้ก็น่าจะไม่ใช่น้อยๆ

“ไหนบอกไม่เจ็บ ไอ้ตอแหล”

“...”

ทีอย่างนี้ล่ะเงียบ

“อะไร ไอ้หยางเจ็บข้อเท้าเหรอ?” เจ๊กอล์ฟรีบวิ่งมาหาเมื่อสังเกตเห็นอาการของรุ่นน้อง ตอนแรกเขาทำท่าจะเข้ามาช่วยแต่ผมโบกมือห้ามไว้ซะก่อน คุณก็ดูเหงื่อเขาดิ พี่เขาวิ่งวุ่นดูแลไอ้พวกที่นอนอยู่บนพื้นจนตาเหลือกแล้ว ถ้าให้มาดูไอ้นี่อีกคงไม่ไหวหรอก น่าสงสาร

“ครับ แต่ไม่เป็นไรพี่เดี๋ยวผมดูเอง พี่ไปดูคนอื่นเถอะ” ตัวอย่างเช่นไอ้เทรนด์ที่กำลังหัวเสียหน้าดำหน้าแดงเพราะไอ้ต้นไม่เลิกกวนตีน... นี่ก็น่าสงสารพอกัน

“จะดีเหรอวะ มึงรู้เหรอว่าต้องทำไง”

หมายถึงเนี่ยน่ะเหรอ?

“โอ๊ยสบ๊าย เห็นอย่างนี้แต่ตอนม.4 ผมก็ได้รับหน้าที่อันใหญ่หลวงนะครับ รู้จักเปล่าหน่วยพยาบาลอะ” ผมยักคิ้วให้ พอเห็นว่าเจ๊กอล์ฟยอมแล้วจึงค่อยๆ นั่งคุกเข่าลงหน้าเพื่อนสนิท เอื้อมมือไปจับข้อเท้ามันมาใกล้ๆ แล้วเริ่มเลิกขากางเกงขึ้นเพื่อปฐมพยาบาล

เวร ข้อเท้าโคตรแดงเลยเหอะ

“อุ๋งๆ คือกูไม่ได้เป็นอะไรมาก มึงไม่ต้องทำขนาดนี้หรอก”

“ขนาดไหน?” ถามแล้วก็หันไปขอน้ำแข็งจากน้องสต๊าฟม.4 ที่ทำหน้าที่หน่วยปฐมพยาบาล พอได้สิ่งที่ต้องการแล้วผมก็เอามาประคบที่ข้อเท้าไอ้อ้อย ปกติเวลามีคนข้อเท้าแพลงผมจะใช้ถุงประคบเย็นที่สีฟ้าๆ แต่ไอ้น้องที่อยู่ข้างหลังอัฒจันทร์แม่งเอาไปเจาะเล่นกันหมดแล้ว เราก็เลยต้องใช้น้ำแข็งแทน

เด็กเวร

“ก็ที่ทำอยู่ไง มันมากไปว่ะ ลุกเหอะ...”

“มากตรงไหนวะ”

“มากดิ... แค่ประคบไว้ใช่ไหม เอามานี่เดี๋ยวกูทำเอง มึงหลีกไปเหอะ” หนุ่มหล่อทำหน้ากังวล พยายามเอื้อมมือมาแย่งน้ำแข็งในมือผม แต่มีเหรอจะยอม ผมเบี่ยงตัวหลบแล้วตบหน้ามันไปหนึ่งที (เบาๆ) ใช้มือข้างที่จับตีนมันนั่นแหละ กูหมั่นไส้ โดนส้นตีนตัวเองตบหน้าเลยมึง เป็นไงล่ะรสชาติส้นตีนตัวเอง หรอยจังฮู้ไหม

“มึงหุบปากแล้วนั่งนิ่งๆ ไปเลยไอ้หัสดิน”

ปีที่แล้วที่ผมถือกล่องพยาบาลนะคุณ หนักที่สุดคือมีน้องนักกีฬาในสีโดนแท่งเหล็กหล่นมาเฉือนเนื้อตรงท่อนแขน วุ๊ว ตอนนั้นกูยังผ่านมาได้ด้วยดี กับอีแค่นั่งคุกเข่าปฐมพยาบาลข้อเท้าแพลงไม่ได้มากเกินไปหรอก เทียบไม่ได้กับประสบการณ์เอกซ์คลูซีฟที่ผมได้ทดลองเป็นหมอครึ่งชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ พูดแล้วขนลุกว่ะ ภาพเนื้อสดยังติดตาอยู่เลย แม่งเต้นดุ๊บๆ ด้วย

บรื๋ออ สงสารจับใจ

“...”

“มึงจะเกร็งทำไม” ผมเลิกคิ้วถามคนที่กำขากางเกงแน่น นั่งตัวตรงดิ่ง รู้สึกเหงื่อมึงจะมากกว่าเดิมด้วย หรือกูคิดไปเอง?

“ไม่รู้... คือกู”

“บ้าปะเนี่ย แล้วนี่เจ็บมากไหม” ระหว่างที่ถามไปก็ประคบน้ำแข็งต่อ บางคนเข้าใจผิดว่าถ้าข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงก็ต้องใช้ยานวด ความจริงไม่ใช่นะ ห้ามทำอย่างนั้นเด็ดขาดเพราะตัวยาจะกระตุ้นเลือดให้ไหลเวียน เป็นการเพิ่มอาการบวมให้มากขึ้น นอกจากนั้นตัวยายังมีฤทธิ์แสบร้อน ทำให้คนเจ็บมีอาการปวดบริเวณที่พลิกมากขึ้นอีก

แหม่ ขอบคุณครูลูกเสือตอนประถมที่สอนผมมาดี

“...ไม่มาก”

“เอาดีๆ หยาง อย่าโกหก”

“ไม่ได้เจ็บมากจริงๆ แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หายแล้วเนี่ย มึงอะเวอร์” มันไม่พูดเปล่า เบะปากแล้วใช้นิ้วชี้ดันหน้าผากผมให้หงายไปข้างหลังแรงๆ ด้วย โอ๊ยไอ้นี่ กูคุกเข่าอยู่นะเว้ย ท่าแม่งไม่ได้สมดุลมากเลย ถ้ากูหงายท้องลงไปนอนกับพื้นขึ้นมาจะทำไง

“ก็มึงร้องดังอะ”

“กูร้องดังเพราะมึงจิ้มตรงที่กูเจ็บเถอะสัส”

“กูไม่ได้จิ้มแรงเลยนะ ที่มึงร้องเพราะมึง-”

“พอๆ เลิกทะเลาะกันได้ละไอ้ผัวเมียคู่นี้ กูตามครูห้องพยาบาลมาแล้ว” ก่อนที่เราจะเถียงกันมากกว่านี้ไอ้ประธานคณะสีก็เข้ามายืนค้ำหัว ข้างหลังมีผู้หญิงค่อนข้างมีอายุคนหนึ่งยืนยิ้มๆ อยู่ ที่แขนของเธอมีปลอกแขนแปะสัญลักษณ์บวกสีแดงไว้ด้วย มึงไปตามตอนไหน เมื่อกี้ยังนอนหมดสภาพที่พุงไอ้เทรนด์อยู่เลย “อัญเชิญหลีกไปหน่อยครับคุณเพื่อนธันวา กูจะให้คุณครูดูอาการผัวมึง”

เออ ตามมาก็ดี

“ครูขอดูหน่อยนะคะ”

“เชิญครับ”

ผมหลีกทางให้อีกฝ่ายนั่งลงดูอาการร่างสูง เธอนั่งลงที่เดิมของผมแล้วเริ่มจับโน่นจับนี่ มองซ้ายมองขวา ดูเยอะอย่างนี้แสดงว่ามันเป็นหนักใช่ไหม... ผมว่าแล้ว แล้วก็ทำมาเป็นแอ๊บไม่เจ็บมาก โด่วไอ้สัส นี่ชีวิตจริงนะไม่ใช่อนิเมะโรแมนติก มึงไม่ต้องมาพระเอกทำเป็นตอแหลว่าทนได้หรอกเพราะมันไม่ได้มีประโยชน์ห่าอะไรเลย หลีดก็โชว์ไปแล้ว เหลือแค่รอประกาศผลกับไปกินเลี้ยงกับเพื่อนเนี่ย จะเดินกระเผกไปก็ไม่มีใครด่าหรอกไอ้หน้าหนังหมาขี้ตาเปียกสำเนียกตัวเองผิดเวลา

“มันเป็นไงบ้างครับ”

“...”

แหนะ จับคางตัวเองอย่างนี้ชัวร์เลย เป็นหนักแน่ๆ

“ต้องไปหาหมอใช่ไหมครับ... เย็นนี้ก่อนจะไปกินเลี้ยงกับเพื่อนมึงไปคลินิกกับกูก่อนเลยนะไอ้หยาง” ประโยคแรกผมพูดกับคุณครูห้องพยาบาล ส่วนประโยคหลังผมชี้หน้าคาดโทษคนเจ็บ ซึ่งมันก็ไม่ได้เถียงอะไร ทำแค่ยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยตัวเอง

“กูไม่คิดว่ามันจะเป็นหนักนี่... ความรู้สึกมันไม่ได้เจ็บมากเลยนะเว้ย แค่รู้สึกว่าข้อเท้ามันกึ๊ดๆ เอง”

“กึ๊ดๆ อะไรของมึง นั่นเสียงกระดูกลั่นรึเปล่า”

“ไม่มั้ง กูไม่ได้เจ็บมากจริงๆ นะ” มันยังคงโบกมือปฏิเสธ แถมยังมีการยกเท้าขึ้นมาโยกโชว์ให้ผมเห็นอีกว่าไม่ได้เป็นอะไร อ๊าก ไอ้สังคัง! ข้อเท้าแพลงพ่อมึงเขาให้ขยับเหรอ

“ยังจะเถียงอีก ก็ครูบอกว่า-”

“เปล่าจ้ะ ไม่เป็นไรมากหรอก ข้อเท้าแพลงนิดหน่อย ประคบน้ำแข็งสักชั่วโมงก็น่าจะหายแล้ว”

...อ้าว

เหมือนเกิดสุญญากาศขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงของหญิงที่นั่งอยู่ไม่ห่างกัน ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เงียบแต่รวมถึงคนที่ดูเหตุการณ์นี้อยู่ทั้งหมดด้วย เฮ้ยครูครับ... จะพูดอะไรทำไมไม่พูดเร็วๆ ล่ะ ทำอย่างนี้ผมเดือดร้อนนะ

ผมหน้าแตก

“อ้อ เอาผ้ามาพันไว้ด้วยนะจ๊ะ เซฟไว้ก่อน”

“...เหรอครับ” ครูแม่งยังพูดต่อได้ชิลๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตัดภาพมาที่ผมดิ หน้านี่ร้อนเป็นไฟ คือ... อายว่ะสัส ถ้ารู้ว่าจะเป็นงี้ผมจะไม่โวยวายสักแอะ

“กูบอกมึงแล้ว บอกไม่เจ็บๆๆ แม่งก็เถียงว่าเจ็บๆๆ อยู่นั่นแหละ”

“ก็กูไม่รู้... ใช่เหรอครับครู แต่ข้อเท้ามันแดงมากเลยนะ”

“จ้า ก็รองเท้ารัด บวกกับต้องออกแรงขยับร่างกายมากมันก็แดงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว” เธอบอกพร้อมกับส่งยิ้มใจดีมาให้ “อะ หมดหน้าที่ครูละ ที่เหลือปล่อยให้แฟนเขาทำดีกว่า ท่าทางจะห่วงมาก นี่ขนาดแค่ข้อเท้าแพลงนะเนี่ย ฮะๆ”

ผมขอถอนคำพูด เธอไม่ได้ใจดีเลยสักนิด

“น่อวววววววว แซวเก่ง”

“ใช่ไหมล่ะผมก็ว่างั้น แฟนกันก็เงี้ย ห่างเป็นตาย เห็นเขาไม่สบายก็จะเป็นลม”

หลังจากเหตุการณ์หน้าอาย ผมก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับข้อเท้าไอ้อ้อยอีก เหตุผลง่ายๆ มีแค่ข้อเดียวคือกูอายครับ ไม่อายได้ไง โวยวายเต็มที่สุดท้ายเพื่อนตัวเองไม่ได้เป็นอะไรมาก... ดูเหมือนไอ้ต้นจะสงสารผม มันก็เลยเข้ามาจัดการแทนทุกอย่าง แต่ก็ยังคงความเป็นมันด้วยการแซวไม่หยุดปากเหมือนกัน

จนตอนนี้จะเข้าช่วงประกาศผลรางวัลแล้วมันยังไม่หยุดล้อผมเลย ไอ้หยางก็ยิ้มตลอด ไม่รู้ยิ้มเชี่ยไรนักหนา มียักคิ้วแล้วขยับปากบอกว่า ‘กูบอกแล้วว่ากูไม่ได้เป็นอะไร’ ด้วย

(เอาล่ะ มาถึงช่วงเวลาสำคัญ)

(ครับ ไหนดูซิ... โหสัส พวกมึงแข่งอะไรกันนักหนา กูขี้เกียจประกาศนะเว้ย ปีหน้าลดให้เหลือแค่เชียร์อย่างเดียวก็พอละ เปลืองน้ำลายพิธีกร)

แบบนี้ก็ได้เหรอ

และก็อย่างที่ทุกคนคิดไว้ ที่หนึ่งของการแสดงได้แก่สีแดง ส่วนพวกกีฬาก็สลับกันได้ไปแต่รวมๆ แล้วสีไอ้หยางก็ได้เยอะที่สุดอยู่ดี

บ้าชะมัด มึงจะเก่งไปซะทุกด้านไม่ได้นะเว้ย

“มึงจะไม่ไปกับกูจริงเหรอวะ”

“เออ บอกแล้วไงว่าต้องไปประชุม มึงก็เบาๆ หน่อยล่ะ พยายามอย่าเดินเยอะเดี๋ยวข้อเท้ามันจะเจ็บ” ไอ้ต้นเพิ่งพันข้อเท้าให้ได้ไม่นานก็ต้องขยับอีกแล้ว โดยสันดานมันเป็นพวกไม่ชอบอยู่นิ่งๆ ด้วยสิ ตอนไปกินหมูกระทะแม่งต้องเดินทุกๆ สองนาทีแน่ เหอะๆ

“อือ... ไปส่งไหม”

“ไม่ต้อง มีมือมีตีน กูไปละสัส” ขาเดี้ยงแล้วยังจะทำซ่าอยากไปส่งอีก

“เดี๋ยวโทรหานะ”

“วอแว น่ารำคาญ ไปกับเพื่อนมึงเลยไป” ผมปัดมือไล่ขณะขึ้นไปนั่งบนรถตัวเอง เพื่อนยืนอยู่เป็นสิบยังจะกล้าวิ่งมาทำหน้าหงอยๆ อ้อนให้กูไปด้วยอีก... จะว่าไปช่วงนี้รถผมสกปรกๆ ยังไงไม่รู้ น่าจะถึงเวลาต้องพาไปอาบน้ำแล้วมั้ง

หมับ

“ธัน ไปกับกูเหอะ โกหกอิมว่ามึงป่วยก็ได้” ก่อนที่ผมจะได้ออกรถก็มีมือใหญ่ของใครบางคนมาฉุดตัวผมไว้ซะก่อน ไม่ต้องบอกมั้งครับว่าใคร สูงๆ หน้าขี้อ่อยโดยกรรมพันธุ์แบบนี้มีคนเดียวแหละ ...กรรม กูคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องตั้งแต่ครั้งแรกแล้วซะอีก

“ไอ้หยาง มึงติดกูมากไปปะเนี่ย”

“ไม่ได้ติด”

“อย่ามา นี่แหละเรียกว่าติด ติดโคตรๆ ด้วย”

“แล้วไง ถึงกูติดมึงจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ไม่มีใครตายสักหน่อย... ไปกับกูเหอะ อยากให้ไปด้วย” มันไม่ยอม คราวนี้แม่งเกาะเสื้อผมไว้แน่นเลยครับ โอ๊ยๆ ไอ้บ้า ถ้ารถล้มแล้ว yzf กูเป็นอะไรขึ้นมากูจะกระโดดกัดหูมึงจริงๆ นะบักห่า

“ไอ้ต้นมาเอาเพื่อนมึงออกไปดิ๊” เมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะยอม ผมจึงหาตัวช่วยที่อยู่ใกล้มือที่สุด มันกำลังยืนกินไอติมกับเพื่อนอย่างสุขสันต์เลย พวกมึงช่วยบ่นไอ้หยางหน่อยได้ไหม ด่ามันบ้างสิวะ...

“ไม่เอา เรื่องผัวๆ เมียๆ กูไม่อยากยุ่ง”

“ช่ายๆ งึ่มๆ อันนี้อร่อยว่ะ”

“ใช่มะ กูคัดสรรมาอย่างดี”

“คนขายไหม ไม่ใช่มึง”

ช่วยกูหน่อยโว้ย!

“หยางปล่อย” ผมกลับมาสนใจไอ้ปลิงที่เกาะตัวอยู่ มันเพิ่มแรงมากกว่าเดิมอีก อย่างนี้กูจะไปมีแรงแกะออกได้ยังไงล่ะห่า

“ไปด้วยกันแล้วจะปล่อย”

“บอกว่าต้องไปคุยเรื่องกีฬาสีกับเพื่อนไง” ใครเอ่ยโกหกได้เนียนและจริงจังที่สุด แทแด ผมเองครับ นี่หัวคิ้วมันขมวดเองโดยธรรมชาติด้วยนะ เจ๋งสุด สงสัยสกิลความตอแหลของผมจะเพิ่มขึ้นแล้ว ไอ้หยางถึงจับไม่ได้... ก็คงจะจับได้หรอก เอาแต่งอแงก้มหน้าก้มตามองแต่พื้น ไม่มองหน้ากูเล๊ย

“จะไม่ไปกับกูจริงดิ”

“เออ ไม่ไป”

“...” ดูๆ ดูมันทำหน้าทำตาเข้า หลงทางกับพ่อแม่เหรอครับน้อง ทำไมทำหน้าหงอยอย่างนั้น “กูโกรธมึงละสัส”

โคตรตุ๊ด

คิดว่าผมจะทำหน้าเอ็นดูแล้วพูดว่าน่ารักจริงๆ เหรอ ...no way กูนี่ขี่รถออกมาจากสนามกีฬาจังหวัดด้วยความเร็วระดับนักแข่งรถเลยครับ เหอะๆ

“ไอ้เหี้ย ง้อกูดิโว้ย!”

วุ๊ว ก่อนจะไปได้ยินเสียงไอ้หัสดินโวยวายด้วยล่ะ

อิอิ นี่สิความสุข

หลังจากหนีมาได้ผมก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินดูของในตลาดนัด มันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นไปมากกว่าอาหาร เสื้อผ้าและเครื่องประดับหรอก แต่เพราะปกติผมไม่ค่อยมาเดินจริงๆ จังๆ อย่างนี้ไง ทุกอย่างก็เลยดูแปลกใหม่น่าค้นหาไปซะหมด คิดถูกจริงๆ ที่เอาเงินมาเยอะ วันนี้ผมก็เลยได้ของไปฝากคนที่บ้านเยอะเลย นี่ซื้อขนมไปฝากหยินกับพ่อแม่ไอ้หยางด้วย พวกเขาต้องชอบแน่

Rrrr

‘ไอ้เหี้ยหยาง’

แหนะ พูดถึงไม่ได้

“โหล” ผมกดรับสายแล้วเดินตามทางไปเรื่อยๆ คนที่นี่ค่อนข้างเยอะทีเดียว อาจจะเป็นเพราะมันอยู่หน้ามหาลัยด้วยละมั้ง ก็เลยเหมือนแหล่งรวมนักศึกษากับนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียน ตอนนี้ก็หนึ่งทุ่มแล้วผมควรกลับบ้านได้แล้วล่ะ... โอ๊ะ ขนมครกร้านนั้นน่ากิน

(...)

“มึง”

(...) เงียบ

“มึง”

(...) ยัง ยังเงียบอยู่อีก

“ถ้ามึงไม่พูดกูจะวางจริงๆ นะ” ผมแกล้งขู่ ทั้งที่ความจริงไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้นเลยสักนิด นี่เดินตรงหลี่เข้ามาหาขนมก่อนเลย ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย ฮะๆ

(...ง้อดิ อุตส่าห์โทรมาให้ง้อ)

หือ

ผมยกหลังมือขึ้นบังรอยยิ้มของตัวเองหลังจากที่ได้ยินประโยคบอกเล่า (หรือคำสั่ง?) ของปลายสาย กูถึงกับหลุดยิ้มเลยทีเดียว... สรุปที่โทรมาแล้วเงียบนี่เพราะอยากให้ง้อสินะ แปลกดีว่ะ ปกติฝ่ายกูไม่ใช่เหรอที่ต้องโทรไปหา แล้วไอ้เรื่องแค่ไม่ยอมไปด้วยเนี่ยมันทำให้มึงงอนได้เลยเหรอ

ถึงว่าล่ะทำไมเงียบไป ฮะๆ

“อะๆ ง้อๆ”

(แค่เนี๊ย?)

“เออ แค่นี้แหละ”

(โห่เหี้ย คิดว่ากูจะหายงอนเหรอวะ // เออ เพื่อนกูไม่ได้ง่ายนะมึง ) ได้ยินเสียงไอ้เทรนด์แทรกขึ้นมาด้วย นอกจากนั้นก็ยังได้ยินเสียงกรุ๊กกริ๊งๆ ของน้ำแข็งกระทบแก้ว กับเสียงโวยวายของพวกผู้ชาย เท่าที่เงี่ยหูฟังมาไม่มีเสียงผู้หญิงเลยสักคน หมูกระทะร้านไหนวะทำไมไม่มีผู้หญิงเลย?

“แล้วหายงอนไหม?”

(เออ หาย // ใช่ ไอ้หยางมันไม่ได้ง่าย... มันง่ายมากต่างหาก ไอ้จัญไรหยาง มึงช่วยเล่นตัวอีกสักนิดได้ไหมวะ)

“ไอ้บ้า” ผมส่ายหัวก่อนจะมองขนมครกตรงโต๊ะไม้ที่ตั้งขายอยู่ ถุงละยี่สิบแต่ได้โคตรเยอะ ข้างในก็มีแต่ไส้ข้าวโพดที่ผมชอบด้วย ซื้อเลยดีกว่า... “ปะ-”

(ประชุมกับเพื่อนเสร็จแล้วเหรอ)

กึก

เชี่ย ลืมไปเลย...

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากบอกแม่ค้าว่า ‘ป้าครับ ผมเอาอันนี้ถุงหนึ่ง’ คู่สนทนาก็พูดประโยคที่ทำให้ผมหยุดนิ่ง รีบวิ่งไปที่ที่ไม่ค่อยมีเสียงทันที อยากให้คุณมาเห็นสภาพผมจัง ไม่ต่างจากโจรวิ่งราวเลย นี่ดีนะที่ยังไม่ได้สั่งป้าเขา ไม่อย่างนั้นคงมีซาวน์เอฟเฟคว่า ‘ไอ้หนู อย่าเพิ่งไป!’ เพิ่มความโจรด้วย

แฮ่ก

“เปล่า ตอนนี้กูมาเข้าห้องน้ำ อีกฟากของกำแพงแม่งเปิดเพลงตั้งวงแดกเหล้ากันด้วย เสียงโคตรดังเลยห่า...” ผมค่อยๆ พูดหลังจากที่คิดว่าห่างไกลจากแสงเสียงพอสมควร นี่แอบพูดดักทางก่อนว่าทำไมเมื่อกี้เสียงดัง ฉลาดปะละ ...ว่าแล้วก็แอบแลบลิ้นทำหน้ากวนตีนกับความอัจฉริยะของตัวเองสักหน่อย ข้างโรงเรียนอะไรล่ะ วงแดกเหล้าอะไรล่ะ มีแต่ร้านค้ากับร้านค้า

(อือ แล้วจะเลิกประชุมเมื่อไหร่)

พูดอย่างนี้แสดงว่ายังไม่เลิกคิดจะให้กูไปหา

“ดึกๆ ถึงสี่ทุ่มเลยมั้ง”

(โห่ ประชุมไรมากมายวะ มึงโกหกปะเนี่ย) ใช่แล้ว กูโกหก

“ไม่ได้โกหก ไม่เชื่อมึงจะคุยกับไอ้แพนไหมล่ะ”

กรรม หลุดปาก...

ผมตบปากตัวเองไปหนึ่งที (เบาๆ) ข้อหาพูดอะไรไม่คิด เชี่ย นี่ถ้ามันตอบมาว่าเออแล้วผมจะทำไงวะ อย่าว่าแต่ไอ้แพนเลย ตรงที่ผมยืนอยู่ไม่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเลยด้วยซ้ำ อ๊ากไอ้ควาย ปลาหมอตายเพราะปากจริงๆ...

(ไม่เอาอะ ขี้เกียจฟังเสียงมันบ่น)

เชรดโด้ แต้มบุญกูโคตรสูง

“ด่าเพื่อนกูไอ้สัส” พอเริ่มออกเรื่องเดิมแล้วผมก็ถือโอกาสชวนมันคุยนอกเรื่อง ออกทะเลจนจำไม่ได้เลยว่าตอนแรกเราคุยกันเรื่องอะไร จนมันวางสายไปเมื่อกี้นี้แหละถึงจำนึกออก ส่งข้อความมาหาผมว่า ‘เห็นสีดีกว่าเพื่อน แค่นี้หนีมากินเลี้ยงไม่ได้เลยรึไง ...ไอ้คนเลวร้าย โป้ง’ โป้งพ่อง คนเลวร้ายพ่อง

บอกไอ้แพนก่อนดีกว่า

Thanwa : ไอ้แพน ถ้าไอ้หยางโทรหาหรือทักมามึงไม่ต้องรับนะ ไม่ต้องตอบข้อความมันด้วย

ตอนนี้มันคงกำลังซ้อมหลีดอยู่มั้ง ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไอ้แพนจะเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในวันงาน สวยจนพี่ไกด์ต้องคอยมาคุยเลยล่ะ

Pan Sp : ทำไม?

Thanwa : กูโกหกมันว่าเรามีประชุมกัน

Pan Sp : เอ้าไอ้เชี่ย แล้วตอนนี้มึงอยู่ไหน

Thanwa : ตอนนี้กูอยู่ตลาดนัดหน้ามอ

Pan Sp : แล้วมึงโกหกมันทำไมวะ

Thanwa : เออน่ากูมีเหตุผลของกู แค่นี้แหละ ถ้าเป็นไปได้มึงก็ไลน์บอกพวกไอ้มิวกับไอ้ดาด้วยละกัน ไอ้อิมด้วยๆ

เชี่ยอิมนี่ตัวดี ถ้าไอ้หยางทักมาถามเรื่องประชุมมันต้องบอกไปหมดแน่ว่าความจริงเป็นยังไง ไม่มีจะเอะใจอะว่าทำไมถึงถูกถาม คือถ้าเป็นผมหรือพวกไอ้ดาก็จะมีเอะใจ คิดในใจสักนิดว่าทำไมมันถึงถาม แล้วก็จะตอบกลางๆ อย่าง ‘เราไม่รู้ว่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหนหรือติดต่อใคร นี่เขาทำอะไรกันก็ไม่เคยรู้เรื่อง5555’ แต่ถ้าเป็นเชี่ยอิมนะคุณเอ๊ย ‘ประชุมอะไร ไม่มี วันนี้ไม่มีประชุม กูไม่เคยเรียกใครประชุมด้วย’

เหอะๆ

Pan Sp : ตายละ สารภาพมาซะดีๆ ว่าความจริงแล้วมึงแอบหนีไปมีชู้แต่ไม่อยากให้ไอ้หยางรู้เรื่อง

Thanwa : มโน

พิมพ์ตอบไปแค่นั้นผมก็เก็บโทรศัพท์เข้ากางเกงทันที เอาล่ะ ตอนนี้หนึ่งทุ่มสี่สิบแล้ว มันได้เวลาที่เด็กมัธยมปลายอย่างผมต้องกลับบ้านไปอาบน้ำนอนแล้ว วันนี้พ่อแม่พี่อยู่กันครบองค์ประชุมด้วย ถ้ากลับบ้านช้าพวกเขาต้องเป็นห่วงแน่ แหงสิ ผมน่ะเป็นน้องเล็กของบ้านนี่นา

ถุ้ย... ไม่จริงหรอก

ไปดีกว่าว่ะ ถึงบ้านแล้วผมจะได้สบายใจ

ผมเดินออกไปจากซอกที่ตัวเองอยู่ กะว่าจะไปที่รถแล้วกลับบ้านเลยแต่ก็ต้องสะดุดเมื่อพบกับใครบางคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอตอนนี้ ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะมาอยู่ที่นี่...

“พี่เต?”

ผมจ้องมองร่างบางในชุดนักเรียนชายที่กำลังก้มหน้ากอดเข่าตัวเองอยู่ ถึงตรงนี้จะไม่ค่อยมีแสงแต่ผมก็มั่นใจว่าไหล่บางๆ สั่นเล็กน้อย

เฮ้ย เป็นไรวะ

“ไอ้ธัน...” ตอนแรกอีกฝ่ายมีทีท่าตกใจเล็กน้อยที่มีคนมาทักตัวเอง แต่พอเห็นว่าเป็นผมเขาก็รีบใช้หลังมือเช็ดหยดน้ำตาที่ข้างแก้มเร็วๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามอง

“เป็นไรพี่ ทำไมมานั่งร้องไห้ตรงนี้”

“เป็นไรล่ะ กูไม่ได้เป็นไร”

ยังจะโกหกอีก

“พี่ไหวเปล่า” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างรุ่นพี่ พี่เตเป็นรุ่นพี่ที่ผมรู้จัก ค่อนข้างสนิททีเดียวแต่ที่ไม่เคยพูดถึงเลยเพราะไม่ค่อยอยู่ให้พูดถึงสักเท่าไหร่ เห็นตัวเล็กๆ ไม่มีพิษมีภัยอย่างนี้ร้ายนะเออ ว่างเป็นหลับ ขยับเป็นโดด มีเรื่องกับพวกเทคโนไม่เว้นแม้แต่ละวัน แถมยังเป็นแชมป์ผู้ครองสถิติไม่เข้าแถวเคารพธงชาติบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์โรงเรียน ได้ฟังกิตติศักดิ์แล้วคิดเลยล่ะสิว่าผมมาสนิทกับคนแบบนี้ได้ยังไง ทั้งที่เราคนละขั้วกัน

ก็อย่างที่บอกว่าโรงเรียนนี้นักเรียนชายมันน้อย

เราก็เลยต้องเกาะกลุ่มกันไว้ ปัจจุบันผมว่ามันเริ่มมีเยอะขึ้นแล้วนะ ต้องย้อนกลับไปตอนที่ผมเข้ามาม.4 ใหม่ๆ ตัวผู้น้อยม๊าก น้อยชนิดที่ว่าผมจำได้เลยว่ามีใครบ้าง เพราะงั้นมีใครเราก็ต้องจับไว้เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมในโรงเรียน แล้วโชคดีของผมที่ไปเจอกับพี่ตั้งเต

โชคดีเปล่าวะ

เจอกันครั้งแรกก็ตอนที่พี่เขาไม่มีเงินจ่ายค่าไส้กรอกอีสานก็เลยวิ่งมายืมเงินคนที่ใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน ครับ ไอ้นั่นน่ะผมเอง

“เปล่านี่...”

“พี่อย่ามาโกหก”

“เออน่า แล้วมึงมาที่นี่ทำไมดึกๆ ดื่นๆ” เจ้าตัวพยายามเปลี่ยนเรื่อง ยกมือขึ้นมาเช็ดหยดน้ำใสๆ ที่แก้มตัวเองอีกครั้ง คงไม่อยากให้ผมเห็น ...อยากจะตะโกนออกไปว่า ‘ไม่ทันละ ผมเห็นนานแล้วพี่’ แล้วดูสถานที่ดิ ไม่รู้เลยมั้งว่าเศร้าอยู่ นั่งกอดเข่าอยู่ซอกตึกมืดๆ งี้

คนแฮปปี้กับชีวิตเขาไม่ทำอะไรแบบนี้กันหรอก

“มาซื้อของครับ แล้วพี่อะ”

“จอดรถเช็ดตา เมื่อกี้แมลงแม่งบินเข้าตากู แสบฉิบหาย”

“อ่อ… เหรอครับ” ไม่เนียนเลยว่ะ จอดรถเช็ดตาอะไรล่ะพี่ขี่รถไม่เป็นด้วยซ้ำ ข้ามถนนยังไม่เป็นเลย จะมาจงมาจอดอะไรเดี๋ยวผมหนุมานถวายแหวนเลยนี่

เอาเถอะ

ถ้าพี่เขาไม่บอกผมก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ ถ้าร้องไห้ทำตัวทุกข์ขนาดนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องความรักนั่นแหละ

คุณพี่ชายคนนี้เขามีคนที่ดูใจอยู่หนึ่งคน ผมไม่ค่อยรู้มากนัก ส่วนใหญ่จะฟังมาจากปากคนอื่นซะมากกว่า ได้บินว่าอีกฝ่ายเป็นนายตำรวจที่ช่วงนี้มาทำหน้าที่เป็นจราจรให้ที่หน้าโรงเรียน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นที่พูดถึงในโรงเรียนมากเพราะพวกเขาไม่น่าจะเข้ากันได้ คนหนึ่งตำรวจ ส่วนอีกคนก็ร้ายอย่างกับมาเฟีย

ที่พูดมาเนี่ยเขายังไม่ใช่แฟนกันนะครับ น่าจะกำลังอยู่ในช่วงดูใจหรือไม่ก็จีบมั้ง

“แหน่ ทะเลาะกับแฟนมาเหรอพี่”

“แฟนอะไร กูโสดโว้ย”

“แล้วคุณตำรวจนั่นล่ะ หล่อขนาดนั้นไม่ใช่แฟนเหรอ” แซวสักหน่อยดีกว่า อิอิ

“เดี๋ยวเตะปากเลยว่ะ ใช่แฟนที่ไหนล่ะไอ้หัวค_ย...” พี่เตพูดเสียงเบาจนเกือบจะกลายเป็นกระซิบ ก้มหน้าลงมองเท้าตัวเองนิ่งๆ ชัดเลย อาการอย่างนี้แสดงว่าเรื่องที่ผมคิดไว้มันถูกแน่ๆ

“อ้าวเหรอ โทษครับๆ ฮะๆ”

พูดแล้วเราก็เงียบไป ไม่รู้เหมือนกันว่าคู่สนทนาเงียบเพราะอะไรแต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่ผมเงียบ... ผมเงียบเพื่อรอฟังว่าพี่เขาจะพูดอะไรต่อ แน่นอนว่าผมจะไม่ทิ้งเขาไว้ที่นี่คนเดียว ถึงเขาจะนักเลงแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นแค่นักเรียนม.ปลาย ตัวก็ไม่ได้สูงมาก หน้าตาก็จิ้มลิ้ม แถมตอนนี้ยังดู sensitive สุดๆ ถ้าเกิดมีโรคจิตเดินผ่านมาแถวนี้แม่งต้องฉุดพี่ชายผมไปทำมิดีมิร้ายแหง

“นี่ไอ้ธัน ...มึงว่างปะ ไปเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ”

เอ้ว ในที่สุดก็ยอมพูด

“ก็ว่างนะ ไปไหนอะพี่”

“...ช่วงนี้คอมันแห้ง”

หลังจบประโยคนั้นร่างบางก็ซ้อนรถผม ชี้ทางให้ขี่รถไปในย่านที่เด็กมัธยมไม่สมควรมาเท่าไหร่ แถวนี้ร้านเหล้าผับบาร์แม่งเยอะ ผมเคยขี่ผ่านแค่สองสามครั้งเองมั้ง มันไม่ใช่แนวอะ ปกติผมดื่มเหล้าที่ไหนล่ะแค่ได้กลิ่นก็จะอ้วกละ

“พี่เต ผมไม่ดื่มนะ”

“เออรู้แล้ว กูให้มึงมานั่งเป็นเพื่อนคุยเฉยๆ” พูดจบอีกฝ่ายก็ให้ผมนั่งลงที่โต๊ะมุมสุด เขาเดินไปคุยกับเจ้าของร้านสองสามประโยคเราก็ได้ขวดสีน้ำตาลเข้มมาสามขวด กับแก้วอีกสองใบ ไม่ต้องห่วงครับ แก้วแรกน่ะมีแต่น้ำแข็ง แต่อีกใบน่ะมีน้ำโค้ก

“ถามจริง เคยมาปะ”

“ไม่ครับ” อย่าว่าแต่เคยมาเลยพี่ ผมไม่เคยคิดจะเข้าใกล้สถานที่แบบนี้เลยด้วยซ้ำ คุณดมกลิ่นดิ มีแต่กลิ่นน่าเวียนหัว ทั้งกลิ่นเหล้าเอย กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงเอย พวกเธอจะฉีดมาประลองกันรึไง นี่ร้านเหล้าใช่ไหม ถ้าไม่บอกนี่คิดว่าอยู่ช็อปคริสเตียน ดิออร์

“กูว่าแล้ว มึงมันไก่อ่อน ...มึงต้องหัดแดกเหล้าไว้บ้างนะเว้ย พอขึ้นมหาลัยยังไงก็ต้องแดกอยู่ดี เลี่ยงไม่ได้หรอก” พี่เตพูดด้วยท่าทางชิลๆ กรอกเหล้าเข้าปากตัวเองสบายๆ

ความจริงผมเคยแตะแอลกอฮอล์นะ

ตอนนั้นรู้สึกจะสิบขวบมั้ง... เด็กผู้ชายทุกคนแม่งจะมีวัยแก่นๆ ของตัวเองที่คิดว่าการดื่มเหล้าคือเรื่องเท่ ผมก็เป็นหนึ่งในบรรดาบอยๆ ที่คิดอย่างนั้น วันหนึ่ง (ที่ประจวบเหมาะมากเพราะพ่อแม่พี่ไม่อยู่บ้าน) ผมก็เลยแอบเข้าไปจิบยาดองสีแดงตราเสือ 11 ตัวที่แม่หมักไว้ให้ตาในห้องครัว

รสชาติเหี้ยมากกกกก

เหี้ยชนิดที่ว่าต้องใช้มือบีบคอตัวเองเอาไว้เพราะรสชาติแม่งยังติดอยู่ที่ลำคอ เป็นรสชาติที่ผมสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ขอลิ้มลองมันอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นอย่าทำเป็นเล่นไป เหล้าแค่หยดเดียวก็สามารถล้มผู้ชายอย่างผมได้

“ปีหน้าค่อยว่ากันพี่” พูดไปงั้นแหละ...

“มึงพูดไปงั้นแหละ ความจริงไม่คิดจะแตะหรอก”

บ๊ะ ทำไมรู้วะ

ผมสบตากับดวงตากลมโต เขามองผมด้วยท่าทีที่บอกว่า ‘หน้ามึงมันฟ้อง’ ขนาดนั้นเลยเหรอวะ… ก็แหม ผมไม่อยากนี่หว่า แล้วนี่เรามาจบที่ร้านเหล้าได้ไง เมื่อกี้ผมจำได้นะว่าตัวเองกำลังจะกลับบ้าน ก่อนหน้านั้นก็จำได้ด้วยว่าตัวเองกำลังจะซื้อขนมครก ไหนอะขนมครก มีแค่ขวดเหล้าขวดเบียร์ ถ้าไอ้หยางโทรมาตอนนี้ผมต้องซวยแน่ๆ

“แต่มึงไม่กินนั่นแหละดีแล้ว”

“ตกลงยังไงแน่พี่ เมื่อกี้ยังบอกให้ผมกินอยู่เลย”

“กินแล้วมีแต่เรื่อง...” กล่าวจบก็เท้าคางมองออกไปนอกร้านด้วยสายตาเหม่อลอย คนที่กำลังจะขึ้นมหาลัยเขาต้องมีออร่าแบดๆ แบบนี้ทุกคนเลยปะ นี่ขนาดหน้าตาพี่เตกระเดียดไปทางสวยๆ น่ารักๆ แล้วแต่ในบางมุมก็ยังมีความแบดบอยได้อีก ยอมใจเลยว่ะ

“พี่เป็นไร”

“โคตรเหี้ยเลยว่ะ”

“?”

“กูไม่น่าเจอมันเลย”

“...” มาถึงจุดนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกที่จะเงียบแล้วเป็นผู้ฟังที่ดี อีกฝ่ายก็เหมือนจะรู้ว่าผมรับรู้แล้ว เขาจึงเริ่มที่จะบ่นให้ผมฟัง ไม่ได้เป็นเรื่องราวว่าใครทำอะไรยังไง มันคือการพูดในสิ่งที่อยากจะพูด ไม่มีแก่นสารแต่คนฟังก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของผู้พูดผ่านทางน้ำเสียงและสีหน้า

หน้าพี่จะร้องไห้แล้วเนี่ย

“ไอ้ธัน... ขอโทษนะที่ต้องให้มึงมานั่งฟังอะไรไม่ลื่นหูอย่างนี้ แต่กูไม่ไหวจริงๆ ว่ะ ถ้าไม่ระบายกับใครสักคนกูต้องอกแตกตายแน่”

“ไม่เป็นไรพี่ ผมเข้าใจ อยากพูดอะไรก็พูดมาเลย ผมเป็นน้องพี่ ผมฟังได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว”

“มึงแม่ง... โคตรดีเลยว่ะไอ้ธัน” กล่าวจบเขาก็สวมกอดผมแน่น มันสร้างความรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยแต่ผมทนได้ ถ้ามันแลกกับความสบายใจของพี่ชายคนนี้ ผมไม่ได้พูดปลอบ ทำเพียงแค่ยกมือขึ้นมาลูบแผ่นหลังเป็นการให้กำลังใจเท่านั้น

ผมไม่รู้ว่าน้ำตาของร่างบางไหลออกมารึเปล่าเพราะเขาวางใบหน้าตัวเองลงกับแขนที่โอบรอบคอผมเอาไว้ นั่นหมายความว่าถ้าหากน้ำตาจะหยด มันก็จะโดนแค่แขนของพี่เขา

อย่างนี้เรียกว่าเตรียมการมาดีสินะ กะไม่ให้น้องรู้เลยมั้งว่าตัวเองเสียใจ

“อยู่กับมันกูอึดอัดฉิบหายเลยว่ะ”

“เขาทำอะไร ทำตัวแย่ใส่พี่เหรอ” เป็นถึงตำรวจแต่ทำนิสัยไม่ดี พวกเปลือกนอกดีแต่เนื้อในเลวเหรอ อ่า คนแบบนี้ก็มีเยอะแยะนี่นา

“ไม่ มันทำดีทุกอย่าง...”

ห้ะ

“เอ้า แล้วพี่จะ-”

“กูเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ไม่ได้อยากมีแฟนเป็นผู้ชาย แม่งไม่เข้าใจเหรอวะว่ากูไม่ได้ต้องการให้มันอยู่ในฐานะแฟน... กูอยากให้มึงเป็นพี่ ไอ้ควายพี่ธัช” คนในอ้อมแขนขัดก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค ฟังแล้วบีบหัวใจชะมัด ...ทำไมพวกที่มีปัญหาด้านความรักชอบมาปรึกษาคนไม่เคยมีความรักและพร้อมจะบวชทุกเมื่ออย่างผมวะ คราวที่แล้วก็ไอ้แพน ไอ้หยาง คราวนี้ก็พี่เต

“พี่ คือผม...” ผมไม่รู้จะปลอบยังไง

“...มึงไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ฟังกูก็พอ”

“...”

ผมทำตามที่เขาบอก นั่งเงียบลูบแผ่นหลังบางต่อไปขณะเดียวกันก็ฟังสิ่งที่เขาระบายไปด้วย ถึงจะไม่ได้หันไปมองแต่ผมรับรู้ได้เลยว่าตอนนี้ทั้งร้านต้องมองเราอยู่แน่ๆ ไม่มองดิแปลก ปกติผู้ชายที่ไหนมันจะมากอดกันกลมในที่สาธารณะวะ คนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนมัธยมด้วย (โคตรห้าวเหอะใส่ชุดสถาบันมาร้านเหล้า) ดีนะที่หน้าผมไม่ได้แก่ไปกว่าพี่เต ไม่งั้นผมคงดูเหมือนเสี่ยเลี้ยงต้อย

ผมไม่ได้พูดเกินจริง คุณดูพี่เขาสิ ตอนนี้ดูอ้อนเชี่ยๆ เอวบางร่างน้อยงี้ กอดผมกลมงี้ ส่งเสียงหงุงหงิงๆ ข้างหูงี้...

น่ารัก

“...จะอยู่กันแบบพี่น้องเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เหรอวะ” เจ้าของใบหน้าขาวกำเสื้อของผมแน่นกว่าเดิม น้ำตาซึมกับคำพูดตัวเอง ถ้ามันซึมมาถึงเนื้อผมได้แสดงว่าพี่เขาต้องร้องไห้หนักมาก ให้ตายสิ คนประเภทไหนวะน้ำตาไหลแต่ไม่มีเสียงสะอื้นสักแอะ

เขาก็นิสัยห้าวเป้งนี่เนอะ

คงไม่ชอบให้ใครมาเห็นตอนที่ตัวเองร้องไห้หรอก ขนาดที่นั่งตอนนี้เขายังเลือกนั่งที่มุมสุดเพื่อหลบสายตาคน เวลาร้องไห้ก็หันหน้าเข้ากำแพงไม่ให้ใครเห็น สรุปคือ ณ ตอนนี้มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเขากำลังมีน้ำตา

พี่แม่ง... แมนสุดๆ เลยว่ะ

ผมตัดสินใจหยุดมือที่ลูบหลังบางแล้วเปลี่ยนเป็นกอดอีกฝ่ายไว้แทน ไอ้หยางชอบทำอย่างนี้ตอนผมเศร้า มันบอกผมว่าการกอดคู่สนทนาเอาไว้มันถ่ายทอดความรู้สึกได้มากกว่าการกระทำอื่นๆ ถ้าเราพูดปลอบบางทีมันอาจจะไม่เข้าหู เพราะงั้นเราถึงต้องกอดเขาเอาไว้ เขาจะรู้ว่ายังมีเราอยู่ข้างๆ

ผมเห็นด้วยอย่างแรง สภาพพี่เตตอนนี้ฟังอะไรก็ไม่เข้าหูหรอก

อะ

“...”

ระหว่างที่ผมครุ่นคิดเรื่องรุ่นพี่ตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอด สายตาที่เลื่อนไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายก็บังเอิญสบตาเข้ากับชายคนหนึ่ง ซึ่งผมเพิ่งพูดถึงไปเมื่อกี้ มันกำลังเอนหลังพิงพนักม้านั่ง มองผมด้วยสายตานิ่งๆ รอบตัวมีเพื่อนรายล้อมอยู่เต็มไปหมด ทุกคนทำสีหน้าแบบเดียวกันคือ อึดอัดและต้องการให้ผมไปเคลียร์ด่วน

ไอ้เชี่ยยยย ทำไมต้องมาเจอกันด้วยวะ...

หัสดิน

หน้าแบบนั้นอีกฝ่ายคงโกรธที่จับได้ว่าผมโกหก เอาไงดีวะ จะตอแหลแถต่อไปบอกว่า ‘ไม่ใช่แบบนั้น กูประชุมแล้วเลิกแล้วต่างหากถึงมาที่นี่ได้’ ก็ไม่ได้เพราะผมเพิ่งวางสายจากมันไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แถมก่อนหน้านั้นยังบอกอีกว่าประชุมเลิกดึกมาก โถ ชีวิตกู จะไปคุยกับมันตอนนี้ก็ไม่ได้อีก พี่เตแม่งกอดแน่น แค่ขยับตัวยังลำบากเลย

...เอาวะ ทำเป็นมองไม่เห็นไปก่อนละกัน

ตอนนี้เราต้องให้ความสำคัญกับคนที่มีเรื่องทุกข์ใจมากกว่า อีกอย่างถึงเดินไปหามันตอนนี้ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรอยู่ดี ขอเวลานั่งคิดก่อนละกัน

“โอเคขึ้นยังพี่”

“ยัง...”

“โอเคๆ ระบายออกมาเลย ผมพร้อมรับฟัง” ฟังแล้วถ้าหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นก็วานพี่ช่วยหน่อยละกันนะพี่เต ผมมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่และบังเอิญว่าทุกครั้งที่มีลาง มันก็มักจะเป็นจริงซะด้วยสิ ตายแล้ว ทำไมวันนี้มีแต่เรื่อง

Rrrrr

โอ้ว บอกผมทีว่าแรงสั่นที่กระเป๋ากางเกงนั่นไม่ใช่สายเรียกเข้าจากไอ้คนที่กำลังใช้สายตานิ่งๆ จ้องผมอยู่ ต้องเอาออกมาดูชื่อไหม... ไม่ๆ ไม่ต้องทำหรอกไอ้ธัน ถ้าเป็นไอ้หยางจริงๆ มึงต้องเจอมองด้วยสายตานิ่งๆ ที่มีค่าแรงกดดันมากกว่าเดิมแน่ เพราะนอกจากมึงจะจงใจเมินมันแล้ว มึงยังจงใจไม่สนใจสายที่มันโทรมาอีก

จากการพิจารณา

มึงควรทำเหมือนว่าปิดเสียงเอาไว้ ทำเหมือนว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น...

ตอนนี้เหมือนสติผมไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว จากอารมณ์รุ่นน้องที่น่ารัก ทำหน้าที่นั่งปลอบรุ่นพี่ให้หายทุกข์ได้อย่างดีก็เปลี่ยนเป็นคนที่ทำได้แค่กอดพี่เขาไว้เพราะไม่รู้ต้องทำตัวยังไง สิ่งที่เขาพูดมาก็ไม่เข้าหูผมเลยสักคำ ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของผมแม่งอยู่ที่ไอ้หล่อหน้านิ่งฝั่งตรงข้ามหมดแล้ว สัสหมา อุตส่าห์พยายามทำเป็นไม่สนใจแล้วนะ

“เหี้ย...” ครับพี่ ต่อจากนี้ชีวิตผมต้องเหี้ยแน่...

“สันดานเสีย...” ใช่พี่ ผมนี่สันดานเสียจริงๆ ถ้าไม่โกหกตั้งแต่แรกเรื่องก็ไม่น่าจะบานปลาย...

“ฉิบหาย...” แม่นแล้วพี่ ต่อจากนี้ชีวิตผมต้องฉิบหายแน่ๆ

ไม่เอาๆ ต้องเลิกคิดถึงเรื่องไอ้หยางแล้วหันมาให้ความสนใจพี่เตเพราะพี่เขากำลังเครียด ไอ้หยางมันก็แค่งอนแบบเด็กๆ แป๊บเดียวก็หายแล้ว

“ไปขี่รถเล่นกันไหมพี่ เผื่ออะไรจะดีขึ้น พ่อผมบอกว่าการไปขี่รถรับลมช่วยให้เราผ่อนคลายได้นะ” เปล๊า พ่อผมไม่ได้กล่าว แล้วก็ไม่มีทฤษฎีไหนบอกไว้อย่างนั้น ที่พูดไปน่ะเพราะไม่ค่อยอยากอยู่ที่นี่ เนื่องจากผมคิดวิธีง้อไอ้หยางไม่ออกเลย ทางที่ดีเราควรเปิดไพ่ใบสุดท้าย

ชิ่ง

“ไม่เอา... กูจะอยู่นี่”

“อ่อ โอเคครับ” ผมโอเค พี่ต่อเถอะแต่ก็อย่างที่บอกไปเมื่อกี้... ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมวานพี่ช่วยจัดการด้วยนะครับ จะต่อยมันก็ได้แต่ช่วยเบาๆ หน่อย ผมไม่อยากให้มันเจ็บมาก มันยังต้องใช้หน้าตาหากินอีกนาน อีกอย่างเรื่องนี้ผมก็ผิดเต็มประตู...

“...ถ้ามีผู้ชายมาจีบมึงจะทำไงวะ”

กึก

“...ผมเหรอ?”

“อือ สมมิตว่ามันหน้าตาดีมาก นิสัยดีมากแล้วก็ท่าทางจะจริงจังกับมึงมากด้วย” โจทย์ที่เพิ่งได้มายากจนผมแอบขมวดคิ้ว

อืมมมมม

“คงรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่ทำไรมั้งพี่”

“ทำไม ชอบเหรอ... อ้อ กูก็ลืมไป มึงมีแฟนเป็นผู้ชายนี่หว่า ไอ้เด็กหยางอะไรนั่นใช่ปะ เห็นพวกสาวๆ แชร์รูปผัวมึงว่อนหน้าฟีดเฟสกูเลย” แหนะ ขนาดเศร้าอยู่ยังแซวได้อีก เอาดิคนเรา ยิ้มร้ายเชียวนะพี่

“ไม่ใช่แฟนครับเพื่อนกัน คนอื่นแม่งชอบพูดมั่วให้พวกผมเสียหาย อย่างเบื่อเลยเหอะ”

“เหรอ... เข้าเรื่อง ทำไมมึงไม่ทำอะไร”

“ไม่รู้ดิพี่ สำหรับผม ผมคิดว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวเขาก็เหนื่อยแล้วไปเองนั่นแหละ”

“กูบอกว่า ‘สมมติว่าท่าทางมันจะจริงจังกับมึงมาก’ ไง”

จริงจังเหรอ

“อืม... คงให้เพื่อนผมไปต่อยมั้ง ฮะๆ” ผมพูดติดตลก แอบคิดถึงหน้าบุคคลที่คาดว่าน่าจะได้ทำหน้าที่นักเลงไปต่อยคนอื่นให้ผมด้วย ตอนนี้มันจะทำหน้ายังไงอยู่วะ หวังว่ามันจะดูออกว่าพี่เตกำลังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้โอเคมากนัก ผมก็เลยต้องมานั่งโอ๋เอ๋...

“หึ น่าสน”

“แหน่ ขำได้แล้ว ดีขึ้นยังพี่”

“อือ” ในที่สุดลิงที่เกาะผมอยู่นานก็ยอมผละออกมา แต่ไม่ได้ออกมาแบบโผงผาง เขาก้มหน้าแล้วเช็ดน้ำตาก่อน พอมั่นใจแล้วว่าไม่มีหยดน้ำตาติดบนหน้าถึงได้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม โอ๊ยตาย ตาแดงจมูกแดง น่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้ บางทีพี่ก็ไม่ต้องน่ารักมากก็ได้ปะ พี่เป็นผู้ชายอะ “กูเหมือนเด็กเลยสัส ...เพราะมันคนเดียว”

“ผมถามได้ปะ”

“อือ”

“ทำไมพี่ไม่ลองเปิดใจกับเขาดูบ้างล่ะ พี่บอกว่าเขาดีกับพี่ทุกอย่างไม่ใช่เหรอ” ผมเคยดูหนังที่พระเอกแม่งดีกับนางเอกเวอร์ๆ ตอนแรกนางเอกก็ปฏิเสธบอกว่าไม่เอาๆ ฉันไม่ชอบนาย แต่สุดท้ายพอเขาดีมากๆ ก็ยอมตกลงรักกับอีกฝ่าย ชีวิตจริงมันก็ต้องมีแบบนี้บ้างดิวะ

“...”

“ว่าไงพี่”

“ไม่รู้ดิ ความรู้สึกกูมันบอก”

“บอกว่า?”

“บอกว่ากูกับมึงนิสัยต่างกันเกินไป อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก-”

“รู้ได้ไงว่าอยู่ไม่ได้ ลองแล้วเหรอ”

เสียงทุ้มนุ่มมาพร้อมกับแรงจับที่หัวไหล่... ของคนบนตักผม ไอ้บ้า มึงจับแรงไปปะ กูนี่รับรู้ได้ถึงแรงสะเทือน 9.8 ริกเตอร์จากทาง 96 องศาลิปดาเหนือ หืออะไรนะหาว่าผมมั่ว?... ก็ใช่อะดิ นี่นักเรียนนะไม่ใช่กรมอุตุ ใครจะไปบรรยายได้ถูกต้องขนาดนั้น

พอ กลับมาๆ

ผมมองบุคคลที่เพิ่งมาใหม่ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีท่าทางภูมิฐาน อาจจะบรรยายเวอร์ไปแต่ความเป็นจริงเขาไม่ได้ผิดจากที่ผมเอ่ยเลยสักนิด ผมเคยเห็นคนคนนี้ ค่อนข้างบ่อยเลยละ

ก็คนนี้แหละที่เขาลือกันว่าเป็นคนรักพี่เต แล้วก็น่าจะเป็นคนที่พี่เตด่าทออยู่เมื่อกี้ด้วยละมั้ง ผมได้ยินคำว่า ‘ไอ้ตำรวจฉิบหาย’ กับ ‘ไอ้จัญไรพี่ธัช’ บ่อยๆ

“พี่ธัช...”

“มาทำไรที่นี่ พี่เคยบอกเราแล้วไงว่าห้ามเฉียดเข้าร้านแบบนี้” คุณตำรวจพูดด้วยท่าทางใจเย็น ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะเจือไปด้วยความขุ่นเคืองก็ตามที เขามีกลิ่นอายความเป็นคนดีจัดอย่างที่พี่เตบอกจริงด้วยวะ คนไรวะแค่มองก็รู้สึกเลยว่าเป็นคนดี

บ้าไปแล้ว...

“...เรื่องของผม พี่ไม่ต้องมายุ่ง” โห ไม่ธรรมดานะสัส นอกจากจะมีออร่าคนดีแล้วยังสามารถทำให้พี่ชายห้าวๆ นิสัยห่ามๆ คนนี้กลายเป็นเด็กน้อยน่ารัก ขมุบขมิบปากด่าเสียงเบากว่าเสียงกระซิบได้อีก พี่เตเวอร์ชั่นนี้ตะมุตะมิฉิบ

“...”

“พี่มาทำไม”

“มาตามเราไง กลับบ้านไปกับพี่นะ” สุภาพบุรุษคนเดิมออกแรงดึงให้รุ่นพี่บนตัวผมลงไปยืนกับพื้น ต้องเน้นคำว่าพื้นข้างๆ เขาด้วย ไม่ค่อยจะแสดงความเป็นเจ้าของเลย... แล้วนี่ผมมานั่งทำอะไร เป็นกว้างขวางคอชาวบ้านเขาเหรอ บทจะพูดก็ไม่มี

“ผมไม่กลับ ถ้าจะกลับพี่ก็กลับไปคนเดียว”

“อย่าดื้อสิ”

ผมนั่งเอ๋อฟังทั้งคู่ทะเลาะกันอยู่นาน สมองโง่ๆ ของตัวเองก็นึกขึ้นได้ว่าเราไม่ควรมาโหวกเหวกโวยวายกันที่ร้านเหล้าอย่างนี้ เราควรไปทะเลาะกันข้างนอกหรือไม่พวกพี่ก็ควรจะไม่ทะเลาะกันเลยเพราะคนกลางอย่างผมอึดอัดมาก คนหนึ่งก็พยายามจะเข้ามาหาผมให้ได้ ส่วนอีกคนก็เริ่มมองผมด้วยสายตาแปลกๆ แล้ว

เวรกรรม

“คือ ผมว่า-”

“มานี่ อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่น”

ยังไม่ทันที่จะได้พูดจบ ร่างทั้งร่างของผมก็ถูกใครบางคนกระชากแรงๆ จนตัวลอยไปติดกับแผ่นอกกว้าง ผมจะด่าละถ้าจำกลิ่นประจำตัวของมันไม่ได้ ค_ย เล่นไร กระชากแรงขนาดนี้มึงกะจะดึงให้แขนกูหลุดไปเลยรึไง

“ไอ้บ้า กูเจ็บนะเว้ย”

“ก็ทำให้เจ็บ... มานี่”

“เฮ้ย เดี๋ยวดิ พี่เขามากับกู ถ้ากูไปแล้วพี่เขาจะกลับยังไง” ผมรั้งตัวไว้ เอาพี่ชายคนสนิทที่กำลังวุ่นอยู่กับการแกะมือปลาหมึกของคนข้างตัวมาอ้างไม่ให้ไอ้หยางลากไปไหนตามใจชอบ ผมไม่ได้ไม่อยากไปกับมัน แต่ตอนนี้มันน่ากลัวเกินกว่าที่ผมจะอยากเข้าไปใกล้

“ไม่ต้องห่วงครับ พี่บอกแล้วไงว่าพี่มารับเขา น้องไปเถอะ”

“...” ไอ้...

“นั่นไง ที่นี้ก็มากับกูได้แล้วใช่ไหม”

สวรรค์แม่งไม่เคยเห็นผมในสายตา....

หลังจากนั้นก็เป็นไปตามสเต็ป ผมโดนไอ้อ้อยลากมาที่โต๊ะ แม่งจัดการจับผมนั่งลงข้างตัวหลังจากนั้นก็ไม่คุยกับผมอีกเลย อืม พวกคุณคงรู้แล้วเนอะว่าบนโต๊ะมีเพื่อนมันนั่งทำหน้า (พยายามฝืน) ยิ้มอยู่ก่อนแล้ว ทำไมเป็นคนเลวอย่างนี้วะหยาง ทำเพื่อนอึดอัดได้ไง...

หยอกนะจ๊ะ พี่หยอกเล่น

“อ้าว ไงไอ้ธัน เจอกันอีกแล้วเนอะ ฮะๆ...” แห้งมาก มึงขำแห้งมากเลยเพื่อนเจ

“อือ ฮะๆ”

กูก็ขำแห้งไม่แพ้กัน เติมน้ำผึ้งมะนาวกันหน่อยไหมเราสองคน เผื่อลูกคอตอนขำจะดีขึ้นกว่านี้ นี่ให้ควายพิการทางหูมาฟังมันยังฟังออกเลยว่าฝืน...

เงียบ

“แดกไหมมึงอร่อยนะ” ไอ้เจคนเดิมพยายามทำให้ความอึดอัดหายไปด้วยการชวนผมคุยอีกครั้ง ครั้งนี้มันยื่นแก้วเบียร์มาให้ คือผมไม่ใช่ตัวการทำให้บรรยากาศน่าอึดอัด แต่ก็เป็นคนทำให้ ‘ไอ้ตัวการ’ ตีหน้านิ่งจนคนอื่นอึดอัด ไอ้เจที่รู้เรื่องนั้นก็เลยพยายามที่จะชวนผมคุยเผื่ออะไรจะดีขึ้น

“ไม่ดีกว่า” ถึงจะรู้ก็เถอะ... แต่กูไม่ดื่มแอลกอฮอล์โว้ย มึงช่วยยื่นน้ำอย่างอื่นมาแทนได้ไหมวะ

“เอาเหอะ ตังสีพวกกูไม่ได้จ่าย ฮะๆ”

อีกฝ่ายยังไม่เลิกที่จะคะยั้นคะยอ มันยื่นแก้วใสที่มีของเหลวหน้าตาละม้ายคล้ายเยี่ยวมาให้ ...ผมว่ายังไงก็ต้องรับว่ะ ไม่งั้นบรรยากาศในโต๊ะจะน่าอึดอัดกว่าเดิม คิดได้ดังนั้นก็ยื่นมือไปข้างหน้า หมายจะรับแก้วมาจากไอ้เพื่อนเก่า

หมับ

“...”

แทนที่นิ้วของผมจะได้สัมผัสถึงความเย็นจากแก้วเบียร์ มันกลับได้รับไออุ่นจากฝ่ามือใหญ่ซะงั้น ไม่ใช่แค่มือนะที่ห้ามไม่ให้ผมจับแก้วใส สายตาคมๆ ของมันก็ห้ามผมไว้เหมือนกัน ‘ลองแตะสิ’ คือสิ่งที่มันสื่อออกมาทางอวัจนภาษา ...ครับ เลิกทำให้กูรู้สึกเหมือนตัวเองสูงแค่สองเซนเถอะ

“กูว่า... ไม่ต้องแดกนั่นแหละดีแล้ว เบียร์มันไม่ได้มีไว้ให้ไก่อ่อนอย่างมึงแดก ฮะๆ”

“งั้นเหรอ เออๆ กูก็ว่างั้น ฮะๆ”

“ใช่ๆ มึงอย่าแดกเลยไอ้ธัน ฮะๆ”

พวกมึงขำแห้งมาก แห้งทั้งโต๊ะเลย

สถานการณ์ในโต๊ะตึงเครียดกว่าเดิมเมื่อไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก ไอ้ตัวการก็เอาแต่กอดอกมองออกไปข้างนอก ตอนนี้เรียกได้ว่าเหมือนงานศพมากกว่างานเฉลิมฉลอง อาหารต่างๆ บนโต๊ะดูไม่น่าทานสักอย่าง

จนกระทั่ง...

ปัง

“พวกมึงจะทำหน้าเครียดกันทำไมเนี่ย”

“...”

ไอ้แคระ มึงจะมาเป็นฮีโร่ของเราใช่ไหม

“นี่เรื่องผัวเมีย เราไม่ได้เกี่ยวสักหน่อย แดกๆ ของพวกนี้ไปแล้วคิดซะว่าไม่มีพวกมันอยู่ในโต๊ะ พวกมึงก็เหมือนกัน คิดซะว่าในโต๊ะมีแค่พวกมึงสองคนก็แล้วกัน”

สงสัยกูจะคิดผิด

ถึงจะไม่ค่อยชอบใจแต่คำพูดของมันก็สามารถทำให้คนอื่นคล้อยตามได้ สรุปว่าตอนนี้ทั้งโต๊ะเหมือนเหลือแค่ผมกับไอ้หล่อข้างๆ เนื่องจากคนอื่นทำเป็นไม่สนใจ มองไปทางอื่นกันหมดแล้ว ก็ดีเหมือนกัน... ตอนแรกที่พวกมันจ้องมาผมนี่ตัวแข็งพูดอะไรไม่ออกเลย

อืม...

ผมแอบมองเพื่อนสนิทตอนที่มันเผลอ ใบหน้าคมคายยังคงนิ่งเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ดูท่าแล้วถ้าผมไม่เริ่มก่อนชาตินี้มันก็ไม่ยอมปริปากพูดแน่เลยว่ะ

เอาวะ

“ไอ้หยาง มึง-”

“ไหนว่าประชุมกับเพื่อน จะกลับบ้านดึกๆ ทำไมมาอยู่ที่นี่ซะละ”

อื้อหือ... เปิดมาก็เจอดอกใหญ่เลย

ผมตัวแข็งทื่อ กำชายเสื้อตัวเองแน่นเนื่องจากเผลอสบตากับคู่สนทนา ผมไม่สามารถอ่านสิ่งที่อยู่ในนัยตาของมันได้ แต่เพราะไม่รู้นั่นแหละผมถึงได้ทำตัวไม่ถูก ที่รู้แน่ๆ คือมันมีความโกรธ แต่ผมว่านอกจากความโกรธแล้วมันยังมีอีกอย่างที่ผมไม่มั่นใจว่ามันคืออะไร

“คือกู...”

“...”

“เออๆ กูโกหกมึง ความจริงไม่มีประชุมอะไรนั่นหรอก ไอ้อิมไม่เคยเรียกประชุมเลยสักครั้ง” สุดท้ายเพราะทนความอึดอัดไม่ไหวผมจึงตัดสินใจพูดความจริงออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำให้ร่างสูงโกรธน้อยกว่าเดิมหรือโกรธมากกว่าเดิมเพราะอย่างที่บอกว่ามันยังคงตีหน้านิ่ง ไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลย

ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยแฮะ

ผมไม่ชอบที่มันนิ่งใส่ ไม่ชอบที่มันไม่ยอมพูดด้วย ไม่ชอบที่มันเป็นแบบนี้...

“...หยาง”

“...”

เฮ้อ

“ขอโทษ” ผมเอนศีรษะลงซบไหล่กว้าง ทำแค่นั้นแหละไม่ได้ทำอะไรอีก สาเหตุหลักเลยคือผมไม่รู้จะทำยังไงต่อ เราเป็นเพื่อนกันมานาน ผมรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนตัวเองนิสัยยังไง มันเป็นคนโกรธยากหายยาก สรุปคือถ้ามันโกรธเพราะผมทำผิด สิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คืออยู่นิ่งๆ รอมันหายโกรธเท่านั้น

“โกหกทำไม”

อะ ยอมพูดด้วยแล้ว

“ก็กูไม่อยากมานั่งให้ไอ้พวกนี้ล้อนี่หว่า... เข้าใจกูเนอะ” ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดความจริงออกไปจนหมดเปลือก ก็ลองโกหกอีกสิ คุณหัสดินเขาไม่ยอมคุยกับผมทั้งชาติแน่ บางทีการยอมมาที่นี่กับมันตั้งแต่แรกอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้ ถึงจะโดนล้อก็เถอะแต่มันก็ยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

“ไม่”

“...”

“ก็แค่ล้อ มันไม่ใช่ความจริงมึงจะไปคิดอะไรมากวะ”

“...ขอโทษ” เป็นอีกครั้งที่ผมเสียงอ่อน เลื่อนมือทั้งสองข้างลงล่างแล้วเกาะเอวของเพื่อนสนิทไว้หลวมๆ ตอนแรกผมคิดว่าการกระทำนี้คงไม่สามารถทำให้ใครหายโกรธได้ แต่ผมก็ต้องกลับความคิดตอนที่อีกฝ่ายตอบรับด้วยการใช้มือข้างหนึ่งโอบไหล่ผมไว้

“กูไม่ได้โกรธมากแต่อย่าทำแบบนี้อีกนะ ไม่ชอบ”

“อือ...”

“ไม่อยากไปก็บอกว่าไม่อยากไป ไม่ต้องโกหก” ผมเงียบเพื่อฟังมันพูด ขณะเดียวกันก็นิ่งรับสัมผัสที่มันมอบให้ นิ้วยาวทั้งห้าสอดเข้าไปใต้กลุ่มผมก่อนจะออกแรงสางอย่างนุ่มนวล ปกติเวลาผู้ชายถูกผู้ชายด้วยกันทำแบบนี้เขาต้องรู้สึกยังไง ต้องรู้สึกแปลกไหม

สำหรับผม ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันทำให้ผมรู้สึกยังไง รู้แค่ว่ามันสบายดี ไม่ได้แปลก แล้วก็... ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่อย่างนี้นานๆ

“ถ้าบอกแล้วจะยอมเหรอ”

“ไม่”

“นั่นไง”

“มีปัญหารึไงล่ะ” คู่สนทนาชักสีหน้านิดๆ แค่นิดๆ ก็ทำให้ผมยอมแล้วครับ กูไม่ได้กลัวมึงนะ แค่... ตอนนี้มึงกำลังอยู่ในโหมดงอนๆ อยู่ กูก็เลยไม่อยากขัดใจ ขี้เกียจเสียแรงง้อด้วย

“ก็เปล่านี่... ยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

“เออ แดกไปเหอะ” มันลูบหัวผมเป็นการปิดท้ายก่อนจะตักอาหารมาไว้ในจานให้ทาน พูดเหมือนปล่อยให้ผมเป็นอิสระแล้ว… แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ผมน่ะปล่อยมือที่กอดมันไปแล้ว แต่มันน่ะยังไม่ยอมเอามือออกจากไหล่ผม

เอาเถอะ

“ไม่ต้อง เดี๋ยวตักให้ จะกินไร” ช่วงนี้ช่วงโปรครับ เราต้องบริการดีหน่อย ถ้าพ่อคุณเขาโกรธขึ้นมาอีกรอบนี่ยุ่งเลย ครั้งนี้ที่ผ่านมาได้นี่ก็ถือว่าบุญมากแล้ว

“แดกไปเหอะ ทำเองได้”

“บอกว่าจะตักให้ไง”

“งั้น... ” มันไม่บอกแต่ชี้ไปที่จานตรงหน้าเรา สิ่งที่ไอ้เพื่อนรักผมมันอยากกินคือเฟรนฟรายธรรมด๊าธรรมดาที่ราคาไม่ธรรมดา สงสัยมานานละทำไมอาหารที่ร้านมันต้องราคาแพงด้วยวะ ทั้งๆ ที่มันก็ใช้เฟรนฟรายถุงยี่ห้อเดียวกับที่เราซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ราคาถุงใหญ่มันร้อยกว่าๆ เอง ร้านแม่งเอามาแบ่งขายจานนึงราคาเกือบเท่าราคาทุน แต่ก็แปลกอีกนั่นแหละที่ผมคิดว่ารสชาติมันอร่อยกว่าที่เราเอาไปทอดกินเอง

คิดไปพลางส่งแท่งมันฝรั่งทอดให้หนุ่มหล่อไปพลาง

“ไม่มีส้อมอะ ใช้มือแทนละกัน” ไม่ต้องห่วงน่า ผมไม่ได้เอามือไปจับอะไรสกปรกมาหรอก... มั้ง เอ๊ะ ตอนเข้ามาร้านนี้ผมล้างมือยังหว่า

“อือ”

“เอาอีกปะ”

“อืม” หนุ่มหล่อพยักหน้าตอบ พอได้ยินอย่างนั้นผมก็ส่งเฟรนฟรายเข้าปากมันเรื่อยๆ เมื่อคนในโต๊ะเริ่มเห็นว่าเราดีกันแล้วพวกมันก็เริ่มผ่อนคลายถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วกลับไปกินเหล้ากินเบียร์ของตัวเองต่อ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...

“ไหนตอนแรกบอกว่าไปร้านหมูกระทะ”

“พวกมันเปลี่ยนใจ บอกว่าอยากเมา” พูดแล้วก็ชี้นิ้วไปที่จานไส้กรอกทางขวามือ

“แล้วเจ้าของร้านให้เข้ามาได้ไง อายุยังไม่ถึงยี่สิบเลย” ผมถามหลังจากที่ส่งไส้กรอกเข้าปากมันไปแล้ว นี่สงสัยตั้งแต่พี่เตละ ไม่ใช่ว่ากฎหมายกำหนดไว้ว่าคนที่จะเข้าสถานที่แบบนี้ได้ต้องมีอายุถึงยี่สิบปีบริบูรณ์เหรอวะ เห็นเด็กมัธยมวิ่งเข้าออกร้านเหล้าเป็นว่าเล่น

“มันเป็นร้านนั่งชิล”

“มันต่างจากร้านเหล้าปกติยังไง?”

“ไม่รู้สิ เข้ามาทุกครั้งกูก็ไม่เคยถามคนอื่นเหมือนกัน รู้แค่ว่าเข้าได้ก็เข้า”

“มาบ่อยเหรอ... เลอะเล่า” ผมใช้ทิชชู่เช็ดมุมปากให้คู่สนทนา ผมผิดเองแหละ เมื่อกี้ตอนที่ป้อนมันผมเผลอทำซอสเปื้อนปาก

“เปล่านี่ นานๆ ที” ยิ้มอะไรของมึง

“เหรอ” ถึงมันจะบอกอย่างนั้นก็เถอะ แต่เชื่อผมดิว่าแม่งตอแหล หนุ่มหล่อกับร้านเหล้ามันเป็นของคู่กันอยู่แล้ว โดยเฉพาะหล่อเจ้าชู้อย่างไอ้หัสดิน เมื่อก่อนมันมีสาวคุยด้วยเยอะจะตาย เป็นไปไม่ได้หรอกที่มันจะมาจากเฟสกับโรงเรียนอย่างเดียว มันต้องมาจากที่อื่นด้วย สาวๆ แต่ละคนของมันแซ่บจะตาย คงสอยได้จากที่ประมาณนี้แหละ

“นานๆ มาที”

“อือฮึ”

“นานๆ มาที” เอ๊ะ ไอ้นี่

“เออ รู้แล้วไง”

“บอกว่านานๆ มาทีไง” คนพูดจ้องผมด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่พูดประโยคอื่นนอกจากนั้นเหมือนมีคนกดปุ่มรีเพลย์เอาไว้ ไม่พอยังลูบหัวไหล่ผมเบาๆ อีกด้วย

มึงกวนตีนกูเหรอวะ

“กูก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

“หน้ามึงมันบอก” หน้ากู?... หน้าคนนะเว้ยไม่ใช่หน้าหนังสือ มันมีตัวอักษรเขียนไว้รึไงไอ้ห่า

“ว่า?”

“‘กูไม่เชื่อมึงหรอก’”

“...”

ผมก็ลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือไอ้หัสดิน คนที่ดูผมออกจนทะลุปรุโปร่ง เฮ้อ แบบนี้ก็ลำบากสิ กูคิดอะไรมึงก็รู้หมด มนุษย์ทุกคนสมควรมีความลับนะเว้ย อย่างน้อยๆ ก็ความคิดลับๆ ที่กูรู้คนเดียว...

“ปกติกูก็อยู่กับมึง ไม่ค่อยมีเวลาไปทำอย่างอื่นหรอก”

“เออรู้แล้ว กูไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“จริงๆ นะ...”

“เอออ รู้แล้วโว้ย” ผมยัดอาหารเข้าปากมันเป็นการตัดบท และพยายามยัดเข้าไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ปากว่าง จากตอนแรกที่แค่ตักอาหารให้ ตอนนี้มันก็ลามไปถึงการชงเหล้า รินเบียร์ ทำทุกอย่างที่ร่างสูงต้องการ บางทีมันก็ไม่ได้สั่งหรอกแต่ผมเป็นคนทำเองก็มี อย่างการเช็ดปากเหมือนเมื่อกี้ แม่งบ้าไปแล้ว พอกินเลอะก็ปล่อยไว้อย่างนั้นไม่คิดจะเช็ดเลย ปกติมึงไม่ใช่คนกินเลอะนี่ ทำไมวันนี้เหมือนเด็กเลยวะ

ช่างไอ้หยางเถอะ ถามสารทุกข์สุขดิบพี่ชายตัวเล็กสักหน่อยดีกว่า โดนคุณตำรวจตัวโตลากไปแล้วจะโดนทำอะไรบ้างเนี่ย

ตือดึง

Tangte : โทษที ทำมึงลำบากเลย

เชรดโด้ ทักมาเหมือนรู้ทันว่าผมจะทักไป

Thanwa : ไม่ลำบากพี่ๆ แล้วพี่เป็นไงบ้าง คุณตำรวจเขาทำอะไรรึเปล่า

Tangte : ไม่กล้าทำหรอก

ทำไมอยู่ๆ ผมก็นึกถึงแฮชแท็กพ่อบ้านใจกล้าขึ้นมา...

“โอ๊ยๆ ไอ้ธันๆๆๆๆ”

“หือ?” ผมหันไปสนใจคนข้างๆ... หมายถึงอีกข้างที่ไม่ใช่ไอ้คุณหัสดินน่ะ

“อ๊าก เหล็กกูหลุดปะ” มันพูดทั้งที่มีน้ำตาคลอหางตานิดๆ อ้าปากหยี่ฟันให้ผมมองภายในปากชัดๆ อ่อ ไอ้เหล็กหลุดที่ว่านี่มันหมายถึงการที่เหล็กยึดหลุดออกใช่ปะ

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็...

“ก็ไม่นะ”

“จริงอะ ทำไมกูเจ็บจังวะ”

“ไหน” ผมหลี่ตามองอีกครั้ง ครั้งนี้ผมเข้าไปใกล้แล้วพยายามเอียงหน้ามองทุกซอกทุกมุมด้วย... ก็ปกติอะ ฟันยังเรียงตัวสวย ไม่มีเลือดออกภายในปาก บนเหล็กก็-

อ่อ กูรู้ละทำไม

“ผักบุ้งเกี่ยวเหล็กมึง...”

บนเหล็กที่ติดอยู่ตรงฟันมุมขวาของมันมีผักเส้นยาวๆ สีเขียวเกี่ยวอยู่ มันเกี่ยวทั้งตรงเหล็กและเข้าไปในซอกฟันด้วย ดูจากสภาพถ้ามันเคี้ยวหนึ่งครั้งคงเกิดอาการเจ็บไม่เบา ผักบุ้งนี่น่ากลัวชะมัดเส้นใยเหนียวสุดตีน เคยมีข่าวคนตายเพราะผักบุ้งติดคอด้วย...

“ไอ้เชี่ยยย เอาออกดิ๊ กูไม่น่าแดกผักบุ้งไฟแดงเลย” โห งั้นถือว่าโชคดีแล้วล่ะที่มันติดแค่ผักบุ้ง ไม่มีพริกติดมาด้วย ไม่งั้นสภาพมึงจะดูอนาถจิตมาก

“อี๋ ไม่เอาอะ สกปรก”

“อุ๋งๆ ขอเหอะ ครั้งนี้กูเจ็บจริง...”

“เออๆ รู้แล้วๆ - _ -” สุดท้ายผมก็จัดการใช้ไม่จิ้มฟันเกี่ยวเอาผักสีเขียวออกไปจากฟันของมัน เชื่อไหมว่าพอออกไปปุ๊บไอ้เทรนด์ก็ดีใจน้ำตาไหลเลย

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแม่ยังไงไม่รู้

“แล้วเมื่อกี้นี้ใคร”

หือ

“ถามว่าไรนะ?” มัวแต่บ่นไอ้เทรนด์จนไม่ได้ฟังบักหยางที่นั่งหล่ออยู่

“คนเมื่อกี้นี้ที่มึงนั่งกอดด้วยน่ะใคร”

“อ่อ... พี่”

“ทำไมกูไม่รู้จัก”

“กูไม่เคยแนะนำให้มึงรู้จักนี่ พี่เขาไม่ค่อยอยู่กับที่เท่าไหร่” ผมมีที่ประจำที่จะนั่งใช่ไหม ของพี่เตก็มีนะครับแต่พี่เขาไม่ค่อยนั่ง แต่ถึงไม่มาก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปนั่งอยู่ดีเพราะคนส่วนใหญ่กลัวพี่เขา ก็นะ อย่างที่บอกว่ากิติศักดิ์ของพี่เตเลื่องระบือลือหึ่งๆ ชื่อเสียงในทางไม่ดีนี่กระฉ่อนไปไกลถึงโรงเรียนข้างๆ

แต่ผมก็ยังยืนยันว่าพี่เตเป็นคนดีนะ

“อืม”

“เป็นไร” ผมเลิกคิ้วถามคู่สนทนา มันกลับมาทำหน้านิ่งๆ อีกแล้ว... เมื่อกี้ผมยังไม่ได้ทำอะไรน่าขัดใจเลย ตรงกันข้ามเลยสิ่งที่ผมทำน่าจะทำให้มันพอใจมากกว่าขัดใจอีก

What the f*ck...

“อย่าไปทำอะไรแบบนั้นอีกล่ะ” คนที่ผมกำลังพูดถึงเอ่ยเบาๆ ขณะยกน้ำขึ้นมาจิบ ...แปลก ไอ้พวกที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่แม่งกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ทุกคน โดยเฉพาะไอ้ต้นกับไอ้เทรนด์ อะไร เห็นกูทุกข์ใจแล้วมีความสุขเหรอ ลืมบุญคุณที่กูเอาผักบุ้งออกให้แล้วเหรอไอ้เหล็กดัด

“แบบไหน?”

“กอด”

อ๋อ นั่นน่ะเหรอ

กูก็นึกว่าทำอะไรให้มึงขัดใจ...

“ทำไม?”

“ก็เห็นแล้วนี่ว่าเขามีแฟน ถ้าขืนเข้าไปยุ่งกับแฟนเขามากเดี๋ยวก็โดนเกลียดขี้หน้าเข้าหรอก” พูดไปพลางลูบหัวผมไปพลาง ไอ้รอยยิ้มอบอุ่นนี่หมายถึงกำลังห่วงว่าผมจะโดนพี่ธัชต่อย? ...มึงนี่เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ เห็นยิ้มอย่างนี้ตั้งแต่บอกให้กูเลิกมองพี่นักศึกษาครั้งก่อนละ

ไม่ต้องห่วงๆ เพื่อนมึงเอาตัวรอดเก่ง

“ไม่ใช่แฟนเว้ย นั่นคนที่กำลังตามจีบพี่เขาอยู่ต่างหาก”

“นั่นแหละ เอาเป็นว่าเชื่อที่กูบอกเถอะ”

“ไม่เอาอะ นานๆ เจอกันทีกูก็อยากกอดพี่เขาบ้าง” หาตัวย๊ากยาก เจอกันแต่ละครั้งนี่เกือบจะลืมหน้าตาไปแล้ว เพราะงั้นเลยต้องกอดให้หายคิดถึงสักหน่อย ปกติถ้าไม่ใช่วันที่อยู่ในโหมดเศร้า เขาจะวิ่งเข้ามากระโดดกอดผมทันทีเลย

“...”

“มึงรู้ปะ พี่เตโคตรดี นอกจากน่ารักแล้วยังชอบเลี้ยงข้าวกูอีก ถึงตัวเองจะถังแตกไม่ค่อยมีเงินกินข้าวก็เถอะ” พูดแล้วก็อยากจะหัวเราะให้ความน่ารัก ครั้งก่อนที่เจอกันพี่เขามีเงินแค่หกบาทผมก็เลยบอกว่าไม่ต้องเลี้ยงหรอก แล้วรู้ไหมครับว่าเขาทำไง

เขาวิ่งไปซื้อลูกอมมาแบ่งกับผมคนละเม็ดเว้ย ฮะๆ

“กูก็เลี้ยงได้”

หือ

“ก็รู้แล้ว มึงเลี้ยงกูออกจะบ่อย”

“หยางกับพี่เขาใครเลี้ยงธันบ่อยกว่ากัน”

หยางกับพี่เตเหรอ

ก็ต้อง...

“หยางสิ” บอกแล้วว่าพี่เตไม่ค่อยอยู่กับที่ ต้องเป็นวันพิเศษหรือไม่ก็ต้องโชคดีจริงๆ นั่นแหละถึงจะได้เจอพี่เขา ในโรงเรียนว่าเจอยากแล้วนะ เจอนอกรั้วโรงเรียนนี่ยากยิ่งกว่า โอกาสมีแค่สี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เหอะๆ

“เหรอ กูสินะ... หึๆ”

“เป็นไรวะ?”

“เปล่า มึงกินได้ละ อันนี้อร่อย” พอจบประโยคหน้าที่ของเราก็เปลี่ยนกันทันที จากที่ผมเป็นคนดูแล มันก็กลายเป็นคนดูแลผมแทน มือผมไม่ได้ขยับไปจากโต๊ะเลยสักนิด มีแต่มือมันนั่นแหละที่หยิบโน่นจับนี่เข้ามาใส่ปากผมทั้งที่ผมไม่ได้อยากกินอะไรเลย

อะไรของมันวะ ฮัมเพลงด้วย

ตกลงเป็นไบโพล่าจริงๆ เหรอ





______________________________________________________________________________________


เอ้ว มาต่อแล้วแก

อย่าโกรธที่เราหายไปนานนะ . _ .;;;

//ทำตาปริบๆ แล้วเอาความยาวของตอนเข้าแลก

and

...To day is my birthday!!!!!

เย่!!!



++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่ไหวแล้ว... ขอนอนแปป

เพิ่งกลับมาจากทัศนศึกษาที่กรุงเทพ ขอเวลาประมาณสามสี่ชั่วโมงเดี๋ยวเรามาต่อ

คิดซะว่านี่คือการเจิมละกัน ยังไม่ถึงห้าเปอร์เลยด้วยซ้ำ555555

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.543K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29987 CHECK224 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 19:36
    หยาง หยางต้องใจเย็นนะพี่เตเขาแค่ไม่ค่อยอยู่กับที่เว่ย
    #29,987
    0
  2. #29977 9494 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 22:18
    เห้อ รอวันที่นังหยางจีบธันติดนะคะ
    #29,977
    0
  3. #29953 sillnapp (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 19:44
    งึห หงึ งึห สะกดยังไงคะ แบบอะไรคือวงหเนื่อพ สะกดไม่เป็นอีกและ อิอิ
    #29,953
    0
  4. #29720 BACHA (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 17:59
    hbdย้อนหลังค้าบ🥺ล่วงหน้าด้วยๆๆๆ
    #29,720
    0
  5. #29719 BACHA (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 17:58
    หวง เพ่อน เพื้อร เพืทอน
    #29,719
    0
  6. #29662 MoRO66 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 04:30
    เพ่ืนอ พเนื่อ
    #29,662
    0
  7. #29389 anna96422 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 01:38
    เมื่อไหร่ธันจะรู้ว่าหยางชอบนะ
    #29,389
    0
  8. #29152 psunrise (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 23:34

    คนมีความรักมักจะ—ร้องไงนะ5555555 ชอบสะกดอย่างงี้ค่ะลูก หวงสะกดอย่างงี้ แต่เข้าใจว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป สู้ๆ !

    #29,152
    0
  9. #28740 Ruanjai (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 18:46
    แงงน้องธันของหนูจะรู้สึกแบบเดียวกับพี่หยางป่ะเนี้ยยย
    #28,740
    0
  10. #28712 Shipnielong (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 16:10
    เมื่อไหร่น้องธันจะรู้ว่าหยางชอบบบบ
    #28,712
    0
  11. #28667 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 16:16
    😊😊😊
    #28,667
    0
  12. #28638 POPPYON-E (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 21:46

    ชอบความย้ำ 'นานๆทีไง'

    #28,638
    0
  13. #28460 Berrymint_ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 22:56

    ฮือออ อ่านตอนนี้แล้วอินมากๆๆ เพราะปีที่แล้วอยู่สีธีมพระนเรศวรพอดี เพลงเชียร์ก็เหมือนกันอีกก เสียอย่างเดียวไม่มีหลีดดดด อยากมีพี่หยางในโรงเรียนจังเลบค่ะ ค่อกแค่กๆๆ
    #28,460
    0
  14. #28453 gigaa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 23:28
    อาการมันออกแล้วหยาง
    #28,453
    0
  15. #28417 Callmeyou (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:32
    ตอนที่หันไปเจอหยางได้แต่อุทานว่าอีเ-้ย แต่หยางชัดเจนจนเพื่อนรู้หมดละ
    #28,417
    0
  16. #28306 mintewanlaya (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 19:48
    HBD ค่ะไรท์55555ทันมั้ย เพิ่งมาอ่าน
    #28,306
    0
  17. #28275 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 23:48
    หยางจะจีบก็จีบเลยได้ป่ะ ไม่ไหวอ่ะ เป็นแฟนกันซักทีโว้ย
    #28,275
    0
  18. #27456 inggy2550 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 16:41
    ความรู้สึกของคนที่อ่านเรื่องของตั้งเตมาแล้วมันจะเป็นแบบนี้นี่เอง-- ฟฟฟ
    #27,456
    0
  19. #27247 Choco'l Pis (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 19:15
    หย๊างงงงงงงงงงงงงงง ชอบตอนที่ย้ำว่า นานๆ ที อะ น่ารักจังโว้ยยยยยยย พ่อคุ๊ณณณณ
    #27,247
    0
  20. #27186 loocbomb (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 19:01

    หย๊างงงง ไม่ไหวแล้ซโว้ยยย

    ต้องเขินขนาดไหนถึงพอ

    #27,186
    0
  21. #26523 kuro4444 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 23:22

    ตั้งเตกับพี่ธัช งือ~ ไม่คิดว่าจะมาโผล่เรื่องนี้ด้วย

    #26,523
    0
  22. #26473 ciavaai (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 18:23
    เขาง้อกันน่ารักดีนะคะ -///- อร้ายยยย เขิน
    #26,473
    0
  23. #26428 Nanthara (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 06:40
    แหม่ๆๆๆๆๆอิหยางดีใจใหญ่เลยน้า5555555555
    #26,428
    0
  24. #26086 Chompoo_mg (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 23:42
    อื้อหื้อ ชบตอนนี้สุด ขำแถบทั้งตอนจุใจเวอร์///กราบอกหม่อม
    #26,086
    1
    • #26086-1 Chompoo_mg(จากตอนที่ 31)
      11 พฤษภาคม 2561 / 23:43
      ชอบ****
      #26086-1
  25. #26026 MPWh (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 12:22
    มีหึงด้วย น่ารัก ตอนนี้ยาวมากเวอร์ อ่านชั่วโมงนึงเห็นจะได้ จุใจไปอีกกกกกก
    #26,026
    0