I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 28 : ครั้งที่ 24 ห้ามมอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 49,820
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,538 ครั้ง
    22 ม.ค. 62



ครั้งที่ 24 ห้ามมอง

[หยาง]

ก็อก ก็อก

“ไอ้ธัน เมื่อไหร่มึงจะออกมาวะ”

“เดี๋ยวดิสัส แป๊บนึง”

“มึงแป๊บมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ทำไรอะ... wow เหรอ?”

“wow พ่อมึงสิ กูอาบน้ำโว้ย!” คนข้างในห้องน้ำตะโกนด่าเสียงดังก่อนจะเปิดประตูออกมาเตะขาผมอย่างแรง แหม ความจริงผมก็รู้แหละว่ามันอาบน้ำอยู่ เสียงน้ำชัดเจนขนาดนั้นใครจะไม่รู้บ้างล่ะ

ถึงจะรู้ก็เถอะแต่ผมก็ยังอยากกวนตีนอยู่ดี ก็มันเป็นสันดาน~

“อ้าวเหรอ ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี๊ย”

“ค_ย”

“ด่าคำนี้อีกละ หยาบคายอ่า หัสดินรับไม่ด๊าย” พอพูดจบผมก็ยกหลังมือขึ้นมาปิดปาก กรีดกรายนิ้วให้ดูกระแดะแล้วทำหน้าตาให้เหมือนคุณหญิงแจ่มที่เห็นสามีนอนกกผู้ชายร่างยักษ์บนเตียง ทำเองขำเองอีกแล้ว ตลกฉิบหาย

“ไอ้เวร กูเกลียดท่ามึง เกลียดเสียงเล็กๆ เกลี๊ยด” กูก็เกลียดท่าทางเด็กๆ กับยิ้มสวยๆ ของมึง... ไม่จริง กูโกหก

“ฮะๆ… เฮ้ย ทำอะไรของมึงเนี่ย” เสียงหัวเราะของผมเงียบลงทันทีเมื่อเห็นเส้นผมเปียกๆ และหยดน้ำที่เกาะตามกลุ่มผมสีดำบ่งบอกว่าเมื่อกี้อีกฝ่ายไปทำอะไรกับหัวตัวเองมา ...ให้ตายสิ ถ้าไม่บ้าก็ต้องโง่มั้ง คนเชี่ยอะไรวะหายป่วยปุ๊บสระผมปั๊บ อยากป่วยอีกรอบรึไง นี่หยุดไปตั้งสามวันนะกว่าที่หวัดจะหายดี

สัส... แล้วก็บ่นว่าปวดอย่างนั้น ทรมานอย่างนี้

“ไร?”

“มึงสระผมทำไมวะ” ผมถอนหายใจเซ็งๆ ขณะเดินไปหยิบผ้าผืนเล็กมาเพื่อเช็ดผมให้อีกฝ่าย ถึงว่าล่ะทำไมอาบน้ำนาน ตอนแรกก็คิดว่า ‘เออ เพื่อนมันก็คงอยากจะทำตัวเปื่อยๆ ใช้ชีวิตสุขสันต์ใน toilet สุขขีเพราะหลายวันที่ผ่านมานี้ได้แค่เช็ดตัว’ ที่ไหนได้...

“เอ้า ก็ไม่ได้สระมาตั้งนาน ถ้าไม่สระวันนี้หัวกูก็เน่าแล้วนะเว้ย แม่งมันแพร่บซะยิ่งกว่าน้ำมันพืชผสมเบบี้ออย ออกไปกลางแดดผมกูคงสะท้อนแสงวิ๊บวับ” ดูมันพูด...

“แต่มึงเพิ่งหายป่วยเมื่อวานนี้”

“ไม่เห็นเป็นไร ขึ้นชื่อว่าหายก็คือหายแล้วไง โอ๊ยๆ เช็ดเบาๆ ดิวะไอ้เหี้ยยย” คู่สนทนาโอดครวญ ริมฝีปากสวยยู่ขึ้นทันทีเมื่อผมเพิ่มแรงขยี้ให้มากขึ้น ก็หมั่นไส้อะ ดูปากดิ รู้สึกว่าตั้งแต่ป่วยแล้วจะปากคอจะเราะร้ายขึ้นเยอะเลย นี่ถ้าเตะคนเพิ่งหายป่วยจะเป็นอะไรไหม

“ยังไงก็เพิ่งหาย สระผมเลยแบบนี้กลัวจะไม่กลับไปป่วยอีกรึไง น่าตีว่ะ”

“ไม่หรอก… อย่าทำหน้าดุดิ ทีก่อนหน้านี้ตอนที่กูเพิ่งป่วยมึงยังไล่กูไปอาบน้ำได้เลย เหอะ” ไอ้ธันแสยะยิ้มร้าย ปัดมือผมให้ออกไปจากหัวตัวเอง ไล่ไปอาบน้ำเหรอ… อ้อ จำได้ลางๆ ว่าน่าจะเคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอยู่มั้ง แหม คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่ไม่รู้บ้างสิ

“เอ้า ก็ตอนนั้นกูไม่รู้นี่หว่า”

“งั้นก็ถือซะว่าเรื่องวันนี้กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ต้องซีเรียซหรอกน่า เป่าแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวผมก็แห้งแล้ว” พูดแล้วก็เดินไปเป่าผมเหมือนจะบอกว่าไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้ว กูอุตส่าห์จะเช็ดหัวให้

เออ เรื่องของมึงละกัน กูไปกินข้าวละสัส

ผมลงมาทานข้าวที่ครัวเป็นการรออีกฝ่ายแต่งตัว ยังไม่ได้บอกเลยว่าตั้งแต่ไอ้ธันป่วย ผมก็ไม่ได้กลับไปนอนบ้านตัวเองอีก ...ก็แม่งป่วยอะ จะให้ทิ้งมันได้ยังไง พี่ชายมันอยู่ก็จริงแต่เขาก็มีการมีงานทำ ไม่มีเวลามานั่งเฝ้าทั้งวันส่วนพ่อแม่ก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน เพราะงั้นหัสดินคนดีก็เลยอยู่ดูแลคีรินทร์เพื่อนรักถึงสามวันเต็มๆ ชนิดที่ว่าพยาบาลพิเศษยังต้องอายเนื่องจากผมปรนนิบัติเพื่อนรักดีเชี่ยๆ อย่างเมื่อวานนี้ตอนที่มียุงมาเกาะขามันผมก็ตบให้ทันทีหลังจากที่เห็นเพียงเสี้ยววินาที ตบดังเพี๊ยะ เลือดนี่สาดกระจาย…

ขาคนไข้ก็ขึ้นสีแดงเป็นรอยมือผมชัดเจนเช่นกัน ชัดขนาดที่ว่าเอาไปให้หมอดูดูลายมือชะตาชีวิตของผมได้อะ แม่งเห็นทุกเส้นเลยมั้ง ...อะไรหาว่าผมแกล้งเหรอ? ...บ้า นี่ห่วงกลัวว่าเพื่อนจะเป็นไข้มาลาเรียหรอกถึงได้ตบแรงขนาดนั้น ผมกลัวตบเบาแล้วกล้ามเนื้อยุงยังกระตุกดูดเลือดต่อไปได้ ก็เลยตบครั้งเดียวให้ตายคาที่

คนดีปะล่ะ

ตือดึง

Train : หายหัวไปเลยนะเพื่อนหยางง ไม่มาซงมาซ้อมบ้างเลย เจ๊กอล์ฟบ่นคิดถึงมึงแล้วเนี่ย

Ton : ปล่อยมันไอ้ต้น ตอนได้เมียใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้ทุกคนแหละ โลกไหนเล่าจะสุขเท่าโลกที่มีเมียอยู่ใกล้ๆ เอ้วๆ เอากันได้นะหยางแต่ก็เพลาๆ บ้าง ไม่ใช่ติดต่อกันสามวันแบบนี้ ระวังน้ำจะหมดตัวตายนะเพื่อน

ไม่ได้คุยกันตั้งนาน ยังกวนตีนเหมือนเดิมโดนเฉพาะไอ้ตัวหลัง น้ำหมดตัวเชี่ยไรของมึง กูมาเฝ้าไข้เว้ย ไม่ได้มาทำอย่างอื่น

Yang : ส้นตีนเถอะครับ

Ton : รึจะเถียงล่ะ เอ๊ะ ตกลงมึงเป็นผัวหรือเมียเนี่ย?

Train : ขนาดนี้แล๊วววว หยางต้องผัวดิวะ ถ้าไม่ใช่ผัวไอ้ธันจะอ้อนมันขนาดนั้นเหรอ สงสัยจะเจอของใหญ่เข้าไป จากแมวน้ำถึงได้กลายเป็นแมว... อ๋อ ไม่สิ กูรู้ละทำไมตอนนี้เป็นแมว

Ton : ทำไม?

Train : ก็มันโดนจับรีดน้ำไปแล้วไง หึ

2T ในวันนี้แตกต่างจากเมื่อหลายวันที่แล้วโดยสิ้นเชิง วันนั้นเครียดสัส จะไปเอาเรื่องครูให้ได้ วาจานี่อันธพาลพอๆ กับการกระทำ แล้วดูวันนี้…

เออพูดถึงคลิปที่ไอ้ธันอ้อน

มันเห็นแล้วนะครับ ไอ้แพนโหลดไว้แล้วส่งให้มันดูเมื่อเช้านี้ ผลที่ได้ก็อย่างที่คิดแหละ สวดผมยับ มีตีด้วย มองๆ ไปก็เหมือนองค์ลงเลย ฟาดหัวฟาดหางไปทั่ว สุดท้ายก็จบด้วยการนอนซึมกอดเข่าตัวเองบนเตียง ถ้าเป็นการ์ตูนก็คงมีไอดำๆ กับเส้นขีดๆ เป็นฉากประกอบที่ดูเหมือนตัวละครกำลังจิตตก ปากก็บ่นพึมพำว่า ‘บักหัสดิน บักกินขี้หมา บักหน้าสังคัง บักรังมดแดง บักแปรงขัดหม้อ บักตาต้อลม บักนมสีดำ บักหรรมสองเซน บักเมนส์สีเขียว บักเยี่ยวเป็นก้อน บักดอนอีเหิบกำเริบเกิบสาน บังอาจประจานกูได้’ อะไรจะขนาดนั้นวะ นี่นั่งคิดนานไหมถามจริง ฮะๆ

Yang : 555555

Train : แล้วนี่ไอ้อุ๋งๆ เป็นไงบ้าง

Yang : หายแล้ว ตอนป่วยอย่างร้ายเถอะสัส

Train : กูเชื่อ

Ton : แล้ววันนี้มาซ้อมหลีดปะ

ยังไม่ได้บอกสินะว่านอกจากจะไม่ได้กลับบ้านตัวเองแล้วผมยังไม่ได้ไปซ้อมหลีดอีก ก็นะ บอกแล้วไงว่าปล่อยไอ้อุ๋งๆ อยู่คนเดียวไม่ได้ วันแรกๆ ที่มันป่วยผมเคยลองปล่อยไว้ที่บ้านแล้วไปซ้อมนะครับ พอกลับมาปุ๊บผมนี่ตกใจแทบช็อค ไม่ตกใจได้ไงล่ะในเมื่อกลับมาแล้วไม่เจอใครเลย จำได้เลยว่าตอนนั้นโทรถามทั้งพี่ตุลย์ ทั้งแพน โทรหาทุกคนที่มันสนิท แต่ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ไม่รู้’

พอได้ยินแบบนั้นผมก็เครียดดิ ใจนี่ตกไปอยู่ตาตุ่มเลย หานานมากก็ไม่เจอสักที จนจะไปแจ้งความแล้วนั่นแหละไอ้ตัวปัญหาถึงได้คลานออกมาจากใต้เตียง แม่งบอกว่า ‘ก็บนเตียงมันหนาว on the ground ฟีลกู๊ดกว่าเยอะ’ ตอนแรกก็คิดว่ามันมึนแต่พอเห็นอาการกลั้นขำกับเนื้อตัวสั่นๆ ผมก็รู้เลยว่ามันจงใจแกล้ง

แสบกว่านี้มีอีกไหม

Yang : ไม่ไป

Train : อ้าว ไปไหน นี่จงใจโดดเหรอสัส มึงเจอเจ๊กอล์ฟแน่!

Yang : ค_ย

Ton : เอาดีๆ ตกลงไปไหน ทำไมไม่มาซ้อม

Yang : ไปช่วยไอ้ธันทำคัทเอาท์

วันนี้ผมกะจะไปช่วยไอ้อ้วนทำคัทสักหน่อย อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก (ดีไม่ดีอาจจะช่วยไม่ได้เลย) แต่ก็อยากไปอะเพราะดูท่าแล้วหลังจากวันนี้เป็นต้นไปเจ๊กอล์ฟคงไม่ให้ผมหยุดแล้ว ก็เราเหลือเพลงที่จะต้องซ้อมท่าอีกตั้งหลายเพลง อีกอย่างผมก็หยุดไปหลายวันแล้ว วันนี้หมดโควต้าโดดพอดี โดดมากกว่านี้มีหวังได้เป็นผัวเจ๊แน่ เพราะงั้นเราก็เลยต้องเอาเวลาไปทำประโยชน์ให้คนอื่นบ้าง เผื่อผลบุญจะส่งผลให้ผมไม่โดนเจ๊ลวนลามเป็นการลงโทษ

Train : เหอ

Ton : อ๋อออออ จะไปเฝ้าเมียสุดที่รักก็บอกดีๆ สิ โถ่ ทำไมต้องเอาเรื่องอื่นมาอ้างให้ดูดีด้วยล่ะเพื่อน

Yang : กูไปช่วยจริงๆ ไอ้พวกเวร

Ton : ต๊ายย กล้าพูดนะจ๊ะพ่อรูปหล่อ ‘ไปช่วยไอ้ธันทำคัทเอาท์’ แหม๊ ทั้งๆ ที่ยังวาดปลาเป็นแย้กระหายเลือดอยู่เลยแท้ๆ

มึงก็เวอร์ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย

อย่างน้อยกูก็ได้เกรดสี่ศิลปะทุกเทอมละว้า ไม่เหมือนมึงหรอก ขนาดเป็นวิชาเสริมยังได้เกรดสอง เจริญพรล่ะมึง เรื่องยากๆ ดันเดาได้คะแนนดีแต่พอมาเป็นวิชาง่ายบรม มึงกลับเดาไม่ถูกสักข้อ คนเรานี่แปลกจริงๆ

Yang : เรื่องของกู บอกพี่กอล์ฟด้วยว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปซ้อม แล้วถ้าเย็นนี้ไม่ได้ไปไหนก็จะแวะไปหา

ต้องเอาเครื่องเซ่น นม (ของกิน) ขนมอะไรเทือกนั้นไปทำให้เจ๊ใจเย็นสักหน่อย พรุ่งนี้ไปซ้อมจริงจะได้ไม่โดนด่าเยอะ จากที่สังเกตเขาน่าจะชอบของหวานมั้ง เห็นงอนแฟน (ใหม่) ทีไรแฟน (ใหม่) ก็ง้อด้วยขนมทุกที เอ๊ะ หรือว่านั่นแค่ออเดิฟ จานหลักของการง้อจริงๆ คือหลังจากกลับถึงบ้านแล้ว

...ถ้าเป็นงั้นจริงๆ ก็ปล่อยเจ๊โกรธไปเถอะ ผมไม่ยอมเปลืองตัวแน่

Train : เอออ ถ้าจะมาก็ฝากซื้อแจ่วฮ้อนมาด้วย

Yang : จิ้มจุ่ม? ...พ่อมึงดิ กูจะแบกหม้อไปยังไง รถกูไม่ได้มีตะกร้าหน้ารถนะมึง

Ton : โง่อีกละ ก็ให้ไอ้อุ๋งๆ ถือดิมันเป็นคนซ้อนไม่ใช่เหรอ มีเมียไว้ทำไมวะไอ้หยาง อ๋อ… หรือเป็นพ่อบ้านใจกล้า บูชาเมียบนหิ้ง

Yang : จัญไร อุ๋งๆ ก็ขี่รถของมันดิจะมาซ้อนกูทำไม เฮ้อ กูไม่คุยกับพวกมึงละ เปลืองแรงพิมพ์ เปลืองเน็ต เปลืองสายตา เปลืองสมองที่ต้องคิดคำด่าด้วย สุดท้ายนี้ ไอ้ พวก หัว ฆรวยซ์

พอจบบทสนทนากับเพื่อนสนิททั้งสองผมก็หันมาทานข้าวเช้าต่อ ครั้งนี้ไม่ใช่ข้าวต้มแล้ว วันนี้ผมขี่รถไปซื้อผัดผักกับต้มจืดเต้าหู้ที่ตลาด ตอนไปเดินซื้อของผมรู้สึกว่าตัวเองพ่อบ๊านพ่อบ้าน มือข้างหนึ่งถือตะกร้าหวายบุผ้า ส่วนอีกข้างถือกระเป๋าเงิน พ่อบ้านซะจนแม่ค้ายังแซว โคตรเขิน ฮะๆ

แล้วนี่เมื่อไหร่ไอ้อ้วนจะมาวะ แปดโมงยี่สิบแล้วนะ

“กูพร้อมแล้ววว”

เหมือนรู้ว่าผมกำลังพูดถึง ร่างโปร่งถึงได้ปรากฏตัวพร้อมกับเสียงใส ชุดที่มันเลือกใส่ก็ธรรมดา เสื้อกีฬา กางเกงวอร์มขายาว ก็ไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่ผมใส่อยู่เท่าไหร่ ไม่ได้จงใจใส่คู่กันนะแต่นี่มันสไตล์การแต่งตัวของผู้ชายปกติ ใครๆ ก็ใส่แบบนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่เชื่อลองหันไปมองพ่อคุณสิ พนันได้เลยว่าเหมือนพวกผมเด๊ะ

“อืม ว่าแต่แต่งตัวตั้งนาน หล่อได้แค่นี้เหรอ?”

“อ้าว พูดแบบนี้ต่อยกันไหมล่ะ... มึงก็แต่งตัวไม่ต่างจากกูหรอกไอ้อ้อย เหอะ” คู่สนทนาทำหน้าหมั่นไส้ เอานิ้วดีดติ่งหูของผมอย่างแรง แหม อยากเกาหูให้กูก็ไม่บอก ความจริงไอ้ธันไม่ได้ดูแย่หรอกครับ ก็ปกติของมัน ดูดีปกติ

“เสื้อผ้าไม่ต่าง... แต่ที่กูดูดีเพราะเบ้าหน้าเราต่างกันไง”

“ไอ้เวรหยาง มึงอยากโดนต่อยจริงๆ สินะ”

“โอ๋เอ๋ พูดเล่น” ผมล็อคคออีกฝ่ายด้วยแขนแกร่ง ยกมือขยี้กลุ่มผมสีดำให้ยุ่งเหยิงอย่างจงใจ ฮึ่ย มันเขี้ยว ไอ้ท่าทีหาเรื่องแต่ดูไม่มีพิษภัยนี่มันอะไรกัน ไหนจะออร่าน่าหยิกนี่อีก รู้ไหมตอนที่มันยังอยู่บนเตียงผมต้องห้ามใจตัวเองไม่ให้ก้มลงไปฟัดแก้มมันขนาดไหน แค่เห็นผ่านๆ มือก็สั่นแล้ว

“รู้แล้ว ลองพูดจริงดิ” โห สายตามึงโคตรคาดโทษ ...เป็นอะไรหนูหลงกับพ่อแม่มาเหรอ ให้พี่ชายช่วยพาไปส่งไหม ท่าทางจะหงุดหงิดนะเรา ฮะๆ

“ทำไม ถ้าพูดจริงมึงจะทำไม?”

“กูก็จะบอกพ่อกับแม่มึงว่าใต้เตียงมีอะไร ไฟล์เพลงในคอมมีอะไร”

K.O. มึงวิน

“ยอมจ้า ยอมแล้ว” แม่งเอาเรื่องนี้มาขู่ตลอดอะ แล้วผมก็โง่ไม่เปลี่ยนที่ซ่อนให้มันเอามาต่อรองได้ตลอดเหมือนกัน ความจริงก็อยากจะเปลี่ยนที่นั่นแหละแต่เปลี่ยนไปตรงไหนไอ้นี่ก็รู้ทันตลอด ผมก็เลยไม่เปลี่ยนแม่ง ขนาดที่ที่ผมคิดว่าปลอดภัยที่สุดอย่างฐานใต้ทีวีมันก็หาเจอ โคตรอภิชาตบุตรยอดมนุษย์คนจริง

“อิอิ”

“แล้วนี่ยืนทำไม ลงมานั่งแดกข้าวดิ”

“ไม่อะ เดี๋ยวไปกินที่โน่น กูไปแล้วนะ” ว่าแล้วมันก็โบกมือลา ทำท่าจะเดินไปที่ประตู

กูคงยอมหรอก

หมับ

เจ้าของบ้านเซถอยหลังมาตามแรงที่ผมดึง ตอนแรกกะว่าจะด่าแต่คิดไปคิดมาก็นึกออกว่าผมยังไม่ได้บอกมันเลยว่าจะขอไปที่สาธิตด้วย เออ มัวแต่กินข้าวกับคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ลืมคุยเรื่องนี้เลย

“จะไม่แดกก็เรื่องของมึงนะแต่ยังไงมึงก็ต้องรอกู”

“รอมึงเพื่อ?”

“ก็กูไปด้วย”

“ห้ะ ไปไหน”

“ไปช่วยมึงทำคัทเอาท์ไง” พูดแล้วก็ยิ้มแฉ่ง บอกเลยว่าถ้ามีเพื่อนแบบผม คุณจะเป็นบุคคลที่โชคดีที่สุดในจักรวาลเพราะไอ้หยางคนนี้เป็นทั้งคนดี จริงใจ รักเพื่อน แถมยังหล่ออีก ชาติที่แล้วมึงทำบุญด้วยอะไรวะธันวา ชาตินี้ถึงได้เกิดมามีสหายดี๊ดีอย่างกู อิอิ

“เอ้า ไม่ไปซ้อมหลีดเหรอ ไม่ได้ไปตั้งหลายวันแล้วไม่ใช่รึไง”

“อ่าฮะ แต่กูก็จะไปช่วยมึงอยู่ดี”

“ไอ้เวรรร อยากโดดซ้อมก็บอกมาตรงๆ เถอะไม่ต้องเอากูมาอ้างให้ดูดี มองแค่ขนจมูกกูก็รู้แล้วว่ามึงขี้เกียจ” บ๊า กูบอกแล้วไงว่าอยากไปช่วยมึงด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้ขี้เกียจซ้อมเลยจริงๆ ก็แค่เห็นว่าวันนี้แดดมันแรงเนอะ แล้วเจ๊กอล์ฟก็ให้ซ้อมกลางสนามเนอะ

โถ่... ไม่ได้อยากโดดจริงๆ นะเว้ย

[ธันวา]

“แหมๆๆๆๆๆๆๆ แหมมมมม กูอยากจะแหมให้ถึงกาแลคซี่ หายไปหลายวันพอกลับมาก็ควงผู้ชายมาให้เพื่อนอิจฉาเล่นเลยเชียว เพื่อนกูนี่แรงจริงๆ” เสียงแซวดังขึ้นทันทีที่ผมกับไอ้หยางลงจากรถตัวเองแล้วเดินเข้ามาข้างในโรงอาหาร ไม่ได้เจอตั้งนานพวกคุณจำมันได้ไหม คนที่กำลังล้อผมอยู่คือไอ้เก้า ผู้หญิงที่ผมฟันธงว่าชาตินี้แม่คุณจะต้องไม่มีผัวแน่ๆ ไง

“แรงอะไรของมึง” ถ้าแค่พาเพื่อนมาเรียกว่าแรงแล้วไอ้คนข้างหลังมึงที่เอาแฟนมาด้วยไม่เรียกว่าแรดเลยรึไง โถ่… ก็พาลไปอย่างนั้นเอง ความจริงผมก็รู้แหละว่ามันเล่นๆ

ตอนนี้ผมหายป่วยแล้วนะครับ เนื่องจากตอนที่ป่วยอยู่ไม่ได้มาช่วยเพื่อนทำคัทเลยสักวันผมก็เลยรู้สึกผิดมาก ขนาดที่ว่าเมื่อเช้าจะไม่กินข้าวเพราะอยากมาช่วยเพื่อนเร็วๆ ถ้าไม่ติดตรงที่โดนไอ้หล่อข้างหลังมันจับข้าวยัดปากแทบอ้วกน่ะนะ โหดเกิ๊น ตอนป่วยมันก็ป้อนข้าวผมแบบนี้เหมือนกัน ถ้าผมบอกว่า ‘อิ่มแล้ว’ พ่อคุณเขาก็จะพิจารณาก่อน ถ้าเห็นว่าปริมาณข้าวในท้องผมมันน้อยเกินไป เขาก็จะบีบปากผมแล้วกรอกอาหารเพิ่มลงไปจนกว่าจะพอใจตัวเอง

ไอ้เชี่ยย กูป่วยนะ ต้องได้รับการปรนนิบัติเยี่ยงราชาสิ นี่อะไร ไอ้การทารุณกรรมหนักกว่านักโทษในเรือนจำนี่คืออะไร

“หน้ามุ่ยแล้วๆ กูไม่ล้อก็ได๊ ของแบบนี้มันก็เห็นๆ กันอยู่อะเนอะว่าเป็นอะไรกัน ไปค่ะหยางสุดหล่อ ทางเราได้เตรียมพื้นที่พิเศษสำหรับคุณไว้โดยเฉพาะ เชิญนั่งได้ตามสบาย ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็บอกนะคะ” สาวเซอร์สวมบทบาทบริกรหญิง ผายมือพาไอ้เพื่อนสนิทผมไปในสถานที่ประจำที่เราทำคัทกัน ไอ้เชี่ย เข้าไปปุ๊บมันก็มีเก้าอี้ไม้สีแดงขอบทองตั้งไว้จริงๆ… ไอ้เก้าอี้ที่พระเอาไว้สวดมนต์ไงครับ ที่สูงๆ อะ

“เก้าจะซื้อให้เราเหรอ?” มึงอย่าไปเชื่อมันไอ้หยาง ระดับเก้าไม่มีคำว่าเลี้ยง ขนาดค่าห้องมันยังติดไว้เป็นปีแล้วมั้ง ได้ข่าวมาแว่วๆ ว่าหลักพันตอนปลาย

“เปล่าค่ะ แค่จะบอกว่าถ้าหิวก็ทนเอา”

“เอ้า ฮะๆ”

นั่นไง๊ ผมบอกคุณแล้ว

วุ่นวายอยู่สักพักพวกเราก็เริ่มกลับไปที่จุดวาดภาพของตัวเอง ไอ้หยางไม่ได้นั่งบนเก้าอี้นั่น (แน่ล่ะ เป็นผมก็ไม่กล้า) แต่เลือกที่จะมานั่งกับผม นั่งอย่างสงบเสงี่ยมท่าเทพบุตรด้วยนะ สงสัยไม่อยากกวนละมั้ง

“มึงหายป่วยดีแล้วใช่ปะ” ในระหว่างที่ผมกำลังยิ้มกรุ่มกริ่มเตรียมจะล้อไอ้หัสดิน คนที่อยู่ห่างออกไปนิดหน่อยก็ดึงความสนใจของผมไปซะก่อน ก็เก้าคนเดิมนั่นแหละ

“อ่าฮะ ...โห ไม่ได้มาแค่ไม่กี่วันงานเดินไปเยอะเลยนี่หว่า พวกมึงทำงานเร็วกันฉิบหาย” ผมจ้องมองผืนผ้าใบบนพื้นที่เมื่อสามวันก่อนยังมีแค่สีชั้นเดียว ไม่มีแสงเงา ไม่มีความเด่น ไม่มีเหี้ยอะไรเลย ย้อนกลับไปเมื่ออาทิตย์ก่อนมันก็ยังดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่ตอนนี้ลงสีได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์จนเห็นได้ชัดแล้วว่าส่วนไหนคืออะไร… หมายถึงส่วนของเพื่อนๆ นะครับ ส่วนของผมก็ยังเป็นร่างไร้วิญญาณที่ลงเสร็จไปแค่สีผิวและรายละเอียดส่วนหน้าอีกนิดหน่อยเหมือนเดิม

ต้องรีบแล้วล่ะ

“อะแน่นอน พวกกูเก่งปะล่ะ”

“จ้าๆ”

“ถ้าไม่ไหวก็ให้พวกกูช่วยได้นะ กูพร้อมจะแบ่งเบาภาระเพื่อนเสมอ สามวันมานี้มึงคงโดนมาอย่างหนักหน่วง กูอิจฉา เอ๊ย สงสาร…” มองไอ้อ้อยไปด้วยพูดไปด้วย กูไม่รู้เลยมั้งว่าไอ้หนักหน่วงของมึงคืออะไร พวกสัปดนคนจัญไรนิสัยอุบาท

“ไม่เป็นไร กูไหว พวกมึงทำของตัวเองก็พอ”

“อะ งั้นก็แล้วแต่”

ผมพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปทำงานของตัวเองต่อ เพื่อนคนอื่นเขาก็ทำมามากแล้วถ้าจะให้มาช่วยทำส่วนของผมอีกก็ดูจะเอาเปรียบไป ผมไม่ชอบ อีกอย่างถึงมันจะดูเร็วแต่ผมก็รู้ว่ากว่าจะได้ขนาดนี้พวกมันต้องทนเหนื่อย ทนร้อน ทนอะไรต่อมิอะไรขนาดไหน

จะว่าไปตลอดหลายวันที่ผ่านมาครูศรีก็ไม่โทรมาตามรังควานให้ผมไปซ้อมต่อจริงๆ ด้วยแฮะ เชี่ยหยางนี่บ้าจริงๆ ทำห่าอะไรโคตรเสี่ยง… แต่ช่างเถอะ มันก็ทำไปเพราะผม ขี้เกียจขุดเรื่องนี้มาพูดบ่อยๆ เกริ่นเข้าเรื่องนี้ทีไรอีกฝ่ายก็ตีหน้านิ่งหรือไม่ก็แกล้งไม่สนใจทุกที

ถือซะว่าเป็นโชคดีของผมก็แล้วกัน

ในโรงอาหารซึ่งเป็นสถานที่ทำคัทเอาท์ของเราเงียบลงจนได้ยินเสียงพัดลมบนเพดานหมุน ทุกคนภายในนี้เข้าสู่โหมดส่วนตัว ก้มหน้าลงทำงานไม่สนใจคนรอบข้างอีก ผมก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน… เริ่มจากลงสีตาก่อนก็แล้วกัน ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้พุชเคนเหมือนคนที่พี้กัญชามาหลายหลุมจนตาลอยอะ ปากก็ซีดนะเรา ต้องเติมสีสักหน่อย

สีม่วงไหม ช่วงนี้กำลังมาแรง

...ก็ว่าไป๊ กลัวว่าถ้าทาสีนั้นแล้วพุชเคนจะกลายเป็นพุซซี่อย่างที่ไอ้แพนเรียกจริงๆ

จึกๆ

“อ้วน เพิ่มสีตรงนี้หน่อยดิ กูอยากให้แก้มโพไซดอนเป็นสีแดงๆ อะ มันจะได้ดูมุ้งมิ้ง” จิ้มแขนผมแล้วชี้ไปที่บริเวณดังกล่าว ...เดี๋ยวนะแก้มชมพูเหรอ

“บ้าดิ นี่ผู้ชายนะเว้ย”

“เออน่า ทาสีหัวนมให้มันเลื่อมๆ สีชมพูๆ ด้วยนะ”

“พ่อง นี้เจ้าสมุทรนะไม่ใช่กะเทยหัวโปกที่จะมาหัวนมชมพูแก้มแดง”

“ก็ไม่ได้บอกว่าเป็น กูแค่อยากให้คัทเอาท์สีมึง colorful เด่นสะดุดตากรรมการ ใครจะรู้ ถ้าสีสดกระแทกตาเขาอาจจะพิจารณาเป็นพิเศษก็ได้”

“ไอ้บ้า”

“อิอิ… นี่ กูช่วยปะ”

“ไม่”

“แต่กูอยากช่วยอะ” มันยู่ปาก เขยิบเข้ามานั่งใกล้ผมมากกว่าเดิม เอื้อมมือไปจับพู่กันมาถือไว้เหมือนพร้อมรบเต็มที่ ทำไมคนหล่อทำอะไรก็ดูดีไปหมด มันยู่ปากกับผมยู่ปากนี่คนละเรื่องกันเลย หมายถึงปฏิกิริยาตอบรับจากคนรอบข้างน่ะ เวลาผมทำไอ้พวกที่นั่งอยู่ด้วยกันมันชอบเบะปากใส่ แล้วดูไอ้หยางทำตอนนี้ดิ

...ปิดปากกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่

“แค่มึงนั่งเฉยๆ ก็เป็นการช่วยกูแล้ว”

“น่อววว จะบอกว่าเห็นหน้ากูแล้วมีกำลังใจทำงานล่ะซี่” คู่สนทนายิ้มกว้าง กระแซะไหล่ผมอย่างหยอกล้อ มีการเขยิบหน้าเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวมันด้วย การกระทำของมันทำให้ผมหลุดยิ้ม... แสยะยิ้มน่ะนะ

“เปล่า กูจะบอกว่ามึงนั่งเฉยๆ นี่แหละดีแล้ว เพราะกูขี้เกียจมาระบายสีแก้ใหม่ถ้าให้มึงช่วย ถ้างานกูเละขึ้นมานี่แย่เลย”

“ปากเหรอนั่น… นี่แหนะ”

หือ อะไรวะ...

อ๊าก!

“เหี้ยยยย มึงกล้าดียังไงถึงเอาสีมาป้ายมือกู กูอุตส่าห์พยายามทำตัวสะอาดๆ” ผมยกนิ้วกลางทั้งสองข้างแจกจ่ายคู่สนทนา ก้มหน้ามองรอยเปื้อนสีชมพูที่มืออย่างเสียใจ ให้ตายดิ กะว่าวันนี้จะอบแห้งเนียนไม่อาบน้ำสักหน่อย อดเลยกู… เพราะมึงคนเดียวไอ้หัสดิน “สันดาน เล่นอะไรของมึงเนี่ย”

“กูอยากให้ตัวมึงมีสีสัน ทุกวันของกูจะได้สดใส” มันคลี่ยิ้ม เอาหัวมาซบไหล่ผมเบาๆ อย่างอ่อนโยน พ่อง ดูก็รู้แล้วว่าตอแหล แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พอมันพูดไปแบบนั้นสิ่งที่เราจะได้รับก็คือ

“แค่กๆ แหม… บางทีก็ไม่สนใจคนอื่นไปเนอะ”

“เขารู้ไหมเก้าว่าเรายังนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งหลายคน”

“กูคิดว่ารู้แต่ไม่สนใจนะ เอาเถอะปล่อยพวกมันไป”

“เค กูจะทำเหมือนไม่เห็นก็แล้วกัน เชิญตามสบายเลยนะ”

คือเสียงล้อจากคนที่นั่งอยู่รอบตัว ไอ้พวกเพื่อนเวร นอกจากไม่ช่วยแล้วยังไม่ห้ามอีก

“อิอิ” ไม่ต้องมายิ้มเลวเลยไอ้ตัวการ กวนตีนอย่างนี้ต้องเจอท่าไม้ตายพิฆาต เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับอุ๋งๆ ทำแบบนี้มีประกันชีวิตรึยังพ่อคุณ ถ้ามึงตายแล้วพ่อแม่จะได้เอาเงินไปใช้ได้…

นี่แหนะ

หวืด

“หึ” เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นทันทีที่ผมทำแบบนั้น คุณคงคิดว่ามันมาจากผมสินะ… โนครับ แม่งมาจากอีกฝ่ายต่างหาก ที่มันเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก มีเหตุผลง่ายๆ ที่สรุปใจความได้ว่าทำไมผมเอาสีป้ายไอ้หยางแล้วมันถึงได้ขำ คุณบางคนอาจจะคิดว่า ‘หยางมันคิดว่าแกน่ารักรึเปล่า’ ฮึ ไม่ใช่อะ

ผมวืดลม...

“ไอ้...”

“อย่าๆ อย่ามาด่ากลบเกลื่อน กูรู้ว่ามึงอายยย ว๊ายยยย วืดลม ว๊ายยยยย ป้ายไม่โดนกู ว๊ายยยย กูไม่ได้อะไรเลยนะเว้ยแต่แบบ ว๊ายยยยย ดังวืดอะมึง อยู่กาฬสินธุ์ยังได้ยินเสียงลม ว๊ายยย อยู่ระนองก็มองเห็น ว๊ายยยยย” ปากบอกไม่อะไรแต่แม่งเอาพู่กันมาเลียนแบบท่าผม เริ่มจากตอนแรกที่ยกแขนขึ้นหมายจะเอาสีที่ปลายพู่กันไปป้ายหน้าอีกฝ่าย และจบท้ายด้วยการวืดลมอย่างอัปยศ

โว๊ย!

ไอ้เหี๊ย คุณดูหน้ามันดิ น่าหมั่นไส้กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว อยากจะให้มาเห็นความล้อมาก แม่งทำหน้าปลิ้นปล้อนโยกไปโยกมาเว้ย แล้วคิดว่าคนโดนล้ออย่างกูจะทำยังไงล่ะถ้าไม่ยกหลังมือขึ้นมาปิดหน้าซ่อนความอายเอาไว้ ไหนบอกว่าคนล้มแล้วห้ามซ้ำไง ไอ้เหี้ยนี่กระทืบเลยห่า ครูมึงไม่เคยสอนเรื่องนี้ไง๊?!

“อายอะดี้”

“ไอ้ส้นตีน อย่าให้ถึงตากูบ้างนะ...”

“ตามึงทำไมเหรอ ตามึงก็อยู่กับยายที่ในเมืองนี่ เมื่อวานกูเพิ่งขี่รถไปสวัสดีอยู่ อิอิ”

กูเกลียดอิอิมึงโว้ย

“อะๆ เงยหน้ามาได้ละ กูเลิกล้อแล้ว...” คนพูดแตะไหล่ผมเบาๆ เหมือนอยากปลอบ ถ้าคุณมาเป็นผมหรือไม่ก็อยู่ใกล้ๆ คุณจะรู้เลยว่าแม่งกำลังกลั้นขำอยู่ มือนี่สั่นเชียวนะมึง... ห่า กูจะเห็นแก่งานที่ยังไม่เสร็จ จะยอมเงยหน้ามาทำต่อก็ได้

“ไอ้สัส”

“แต่ว่านะ เสียงลมยัง-”

“ยังไม่หยุดอีก!”

“พูดเล่นเฉยๆ ทำไมต้องทำหน้าดุด้วยล่ะ กูกลัวนะเนี่ย ฮะๆ” หนุ่มหล่อยิ้มกว้าง เอื้อมมือมาหยิกแก้มของผมเบาๆ อะไรของมึง การกระทำกับคำพูดไม่เคยไปทางเดียวกันเลยสัส เมื่อกี้บอกกลัวแต่หยิกแก้มกูอย่างมันเขี้ยว f*ck you ไอ้หัสดิน!

ผมเบะปาก เงยหน้าขึ้นเพื่อกลับไปทำงานต่อโดยไม่สนใจไอ้คนข้างๆ แม่งก็เข้าใจนะ นั่งเงียบๆ ไม่กวนสมาธิผมเลยสักนิด… หมายถึงทางปากน่ะไม่กวนแต่มือนี่สิ เริ่มอยู่ไม่สุกแยกเส้นผมของผมเป็นสามกอแล้วถักไปมาจนกลายเป็นเปียข้าง แม่งถักตั้งแต่ผมก้มหน้าวาดรูปจนมาสุดที่ครึ่งหัว ไอ้หยางคงอยากถักต่อแหละแต่ผมเป็นคนผมสั้นไง ถักมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าสุดๆ ละ

“เออนี่มึง ไอ้เจจับกูไปถือป้ายคณะว่ะ อย่างเลว” พูดพลางเอาหนังยางรัดปลายผลงานตัวเองไว้ไม่ให้มันหลุด ไหนขอลองแตะๆ หน่อยซิ เข้… ฝีมือมึงพัฒนาไปเยอะนี่หว่า จากที่เมื่อก่อนทำได้แค่ม้วนๆ แล้วกลายเป็นก้อนขี้ ตอนนี้มีเทคนิค มีประสบการณ์ ไม่ธรรมดาๆ

“นี่มึง ถ้าจบออกไปแล้วไม่มีงานทำ เราไปเปิดบาร์เบอร์ดีไหมวะ ท่าจะรุ่งนะ” สมัยนี้ผู้หญิงเข้าร้านเสริมสวยบ่อย โดยเฉพาะร้านที่มีเจ้าของร้านกับช่างทำผมหล่อๆ ถ้าผมกับไอ้หยางเปิดร้านจริงๆ ลูกค้าคงมีเยอะพอตัว เอาชื่อร้านอะไรดีวะ ‘อ้อยอ้วน’ ดีไหม หรือ ‘หยางธัน’ ดี

“ไม่เอาอะ ขี้เกียจยืนทำผมให้คนอื่นนานๆ ฮะๆ”

“แล้วทำไมทำให้กูได้”

“ก็ตอนนี้นั่งอยู่ อีกอย่างกูอยากทำเอง ไม่ได้โดนบังคับ ถ้าให้ไปทำตามคำสั่งคนอื่นอย่างนั้นกูไม่ชอบว่ะ”

“ก็เอาเก้าอี้ไปนั่งดิวะ แล้วก็คิดว่าหัวลูกค้าเป็นหัวกู”

“ไม่ได้หรอก ไม่เหมือนกัน กูไม่ค่อยอยากเล่นหัวใครนอกจากหัวมึง”

“ทำไม?”

“เดี๋ยวดิ อย่าเพิ่งพาออกนอกเรื่อง กูกำลังเครียดเรื่องถือป้ายอยู่… กูไม่อยากถือว่ะ กูอยากเดินอยู่ข้างหลังเป็นหน่วยดูแลน้อง” จะผิดไหมที่ผมแอบคิดว่า ...ถ้ากูเป็นประธานคณะสี กูก็จะเอามึงไปถือป้ายเหมือนกัน

“ถือป้ายก็ดีแล้วนี่ คิดดูนะถ้ามึงถือป้ายเพื่อนมึงก็จะคอยวนมาส่งน้ำ ส่งขนม กางร่ม พัดให้ ดีจะตาย” ปีที่แล้วที่ไอ้แพนเป็นคนถือป้ายผมก็คอยดูแลมันเหมือนกัน รายนั้นไม่เห็นจะบ่นเลยว่าไม่อยากทำ มีแต่บอกว่า ‘เออดีว่ะ แค่ถือป้ายแล้วเดินๆ ก็มีคนบริการ ดี๊ดี’

“ไม่อะ แม่งหนักกูไม่อยากถือ”

“ก็ถือซะว่าได้เดินคู่สาวสวย เป็นบุญไง” ถึงโรงเรียนมันจะมีผู้ชายเก้าสิบเปอร์เซ็นและประชากรผู้หญิงมีเป็นส่วนน้อย (มาก) แต่ไอ้ส่วนน้อย (มาก) นั้นก็เปี่ยมไปด้วยสุดยอดสาวงาม พวกเธอคือเป็นเพชรยอดมงกุฎ ตะกรุดยอดขุนพล เป็นบุคคลที่สวยสัสๆ สวยเชี่ยๆ สวยวัวตายความล้มลูกอมแฮรี่พอตเตอร์

“บุญอะไรล่ะ กูเดินคนเดียว”

“อ้าว ทำไมวะ”

“ป้ายคณะสีโรงเรียนกูไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างโรงเรียนมึงนี่ ถือคนเดียวก็เอาอยู่แล้ว” อ้อ เหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ... ของโรงเรียนผมขนาดประมาณไอ้โต๊ะยาวๆ สีขาวที่มันพับเก็บได้อะ (เข้าใจเปล่าวะ) คงยาวสัก 150 x 60 เซนมั้ง ส่วนของโรงเรียนไอ้อ้อยยาวประมาณ 40 x 90

“งั้นมึงก็เดินหล่อคนเดียวเลยดิ”

“คนเดียวที่ไหน”

“อ้าว อะไรของมึง” เมื่อกี้ก็บอกเองว่าถือคนเดียว เมาสีน้ำพลาสติกเหรอวะกูว่ากลิ่นมันไม่ได้เหม็นขนาดนั้นนะ นี่ดมมาตั้งแต่ม.ต้นแล้วยังไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

“มึงเดินด้วยไง”

“พ่อมึงสิ กูคงยอมไปกับมึงหรอก” ผมเบะปากแล้วก้มลงระบายสีต่อ แค่ไปหาตอนซ้อมหลีดทุกวันนี้ก็โดนล้อจะแย่อยู่แล้ว ถ้าไปเดินข้างมันตอนเดินขบวนคงโดนหนักกว่านี้ ประมาณว่าคนข้างหน้าชง คนข้างหลังโห่แซว คนท้ายแถวร้องเพลงแห่ เออ... จริงนะเนี่ย หลังสุดแม่งมีดุริยาง

“ไหนวันนั้นบอกว่าจะไปอยู่ด้วยไง”

“วันไหน?”

“อย่ามาแกล้งลืม หลายวันก่อนเราตกลงกันแล้วว่าถ้ากูตอบคำถามมึงจะไปอยู่เป็นเพื่อน”

“ก็อยู่ด้วยในงานไง ไม่ได้หมายความว่าจะไปเดินขบวนด้วยสักหน่อย”

“อ้าวเฮ้ย”

“ตามนั้นครับ อากาศร้อนจะตายห่ากูคงยอมไปเดินกับมึงหรอก”

“โด่ว ก็ได้วะ ใจร้ายฉิบหาย”

ผมไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วก้มลงมาทำงานต่อ กะว่าสามวันนี้จะเร่งลงสีครึ่งบน หัว ตัว ผมให้เสร็จไปเลยแล้ววันที่เหลือก็เอามาลงสีเกร็ดหางข้างล่าง ผมว่าต้องใช้สีทองว่ะมึงถึงจะเด่น เอาแบบวิ๊บวั๊บๆ ด้วย กระป๋องละไม่เท่าไหร่หรอกมั้งเคยเจอในร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียน เดี๋ยวขอเบิกตังไอ้ประธานไปซื้อ

เราทุกคนทยอยลงสีส่วนของตัวเองไปเรื่อยๆ จนถึงตอนเย็น เพื่อนบางคนทำเสร็จไปแล้วครับ ส่วนสำคัญอย่างโพไซดอนก็เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่าง ลงสีหน้าแล้ว ผมก็เสร็จแล้ว พวกกล้ามเนื้อก็เป็นสัดส่วน เหลือแค่หางที่ยังไม่ได้เริ่มอะไร เฮ้ย ความจริงหนึ่งวันมันก็ทำได้เยอะนี่หว่า สงสัยคงเพราะช่วงแรกผมแบ่งเวลาไปซ้อมแข่งครึ่งวันมั้งงานก็เลยเดินช้า

“เจอกันพรุ่งนี้มึง”

“เออ เจอกันเว้ย”

“พวกมึงกลับบ้านดีๆ นะอย่าจอดแวะเอากันที่ไหน ช่วงนี้เพลาๆ เรื่องนี้ลงบ้าง กูยังไม่อยากได้ยินข่าวเพื่อนตัวเองตายเพราะน้ำหมดตัว” ไอ้เก้า ไอ้เหี้ย ขนาดตอนนี้ฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงส้มแล้วผมยังเห็นชัดเลยว่ามันทำหน้าน่าเตะขนาดไหน ไอ้พวกข้างหลังก็เช่นกัน

“อือ จะพยายามห้ามใจ”

“มึงก็ไปเล่นตามมันเนอะหยาง” เดี๋ยวกูต่อยเลยว่ะ

“ฮะๆ”

เมื่อร่ำลากันเสร็จเราทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง บ้างกลับบ้าน บ้างไปกินข้าวเหมือนผมกับไอ้เจ้าของนินจาที่ขี่รถอยู่ข้างๆ กัน หือ ถามว่าไปเอา yzf มาตอนไหนเหรอ?... ผมไม่ได้ไปเอาหรอก ไอ้หยางจัดการเรื่องทั้งหมดให้เอง ที่บ้านมันไม่ได้มีคนขับรถหรือลูกน้องที่สามารถสั่งให้ ‘ไปเอารถให้หน่อย’ ได้ แต่บ้านมันมีนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

น้องสาว

ครับ มันให้หยินซ้อนรถมันไป แล้วก็ให้เธอขี่ yzf กลับมาให้ผม เธอบ่นอิดออดตลอดทางนะว่าร้อน รถหนัก บลาๆ แต่พอเจอผมก็บอกว่า ‘แค่นี่สบายมาก ไม่หนักเลยพี่’ โคตรน่ารัก

Rrrrr

‘แพน’

“ฮัลโหลมึง” ผมรับสาย เดินตามเพื่อนสนิทไปที่โรงรถ มันก็ดูจะรู้นะว่าใครโทรมา เมื่อกี้ขยับปากบอกผมด้วยว่า ‘มึงโดนล้อแน่’ ไอ้เหี้ย ที่กูโดนล้ออยู่ทั้งวันก็เพราะมึงนั่นแหละ ลงคลิปส้นตีนอะไรก็ไม่รู้ กูดูแต๋วฉิบหายเลย แล้วผมพูดอะไรของผมวะ ไหนจะเสียงงื้อๆ อื้อๆ อ้าๆ แล้วก็ประโยคอ้อนๆ พวกนั้นอีก ขนลุกโว้ย

(เป็นไงบ้างอะ) อ้าว เบอร์ไอ้แพนแต่เป็นเสียงไอ้มิวซะงั้น

“โอเคแล้ว แล้วทำไมอยู่กับแพนได้ล่ะ ไม่ไปซ้อมนักกีฬาเหรอ” เชี่ยมิวช่วงแรกๆ ชีวิตยุ่งกว่าผมอีก เวลานอนไม่ค่อยจะมีเพราะต้องคิดแผนเตรียมฝึกนักกีฬาของคณะสี บางทีผมโทรไปเที่ยงคืนมันยังอยู่ที่ศูนย์กีฬาอยู่เลย ตายๆ ถ้าวันไหนน็อคเป็นผีเฝ้าโรงเรียนไปกูไม่รู้ด้วยนะ

(ไป แต่วันนี้ให้น้องซ้อมกันเอง เด็กกูเก่งตอนนี้ก็เลยไม่รู้จะให้ฝึกอะไรแล้ว อิอิ)

“จ้าแม่คุณ”

(แล้วนี่คัทเอาท์ไปถึงไหนแล้วล่ะ)

“ก็เรื่อยๆ อะมึง” พูดกับปลายสายแล้วหันไปแบมือขอกุญแจรถจากร่างสูง แปลกเนอะรถผมแท้ๆ แต่มันเป็นคนเก็บกุญแจไว้... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผมว่าตัวเองก็ไม่ได้ขี้ลืมแต่ทุกครั้งเวลาไปไหนด้วยกันไอ้หยางจะเป็นคนเก็บตลอด

What?

(เค ไม่ต้องรีบทำมากก็ได้แค่อยากบอกว่าเหลืออีกแค่สิบกว่าวันนะจ๊ะ // มึงจัญไรว่ะ // กูชอบๆ ฮ่าๆ) เสียงท้ายนั่นไอ้ดากับไอ้แพนใช่ไหม นี่อยู่กันครบแก๊งเลยเหรอวะ แล้วก็ไม่บอกว่ารวมตัวกันกูจะได้ไปกวน ตอนป่วยได้คุยกับไอ้หยางแค่คนเดียว เหง๊าเหงา

“ไอ้สัส ฮะๆ”

(งั้นพวกกูไปกินข้าวก่อนนะ มึงก็อย่าลืมหาอะไรแดกก็แล้วกัน // มึงไม่ต้องห่วงมันหรอกมันอยู่กับผัว // เออ ผัวดูแลดีจะตาย ขนาดป่วยนิดๆ หน่อยๆ ยังไปนอนเฝ้าถึงเตียงเลย ถึงตูดด้วยรึเปล่าไม่รู้ อิอิ)

“ฝากด่าพวกมันหน่อย”

(จะด่าให้นะ ฮะๆ)

ติ๊ด

คิดถึงพวกมันว่ะไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วันรู้สึกเหมือนห่างกันน๊านนาน พรุ่งนี้อู้ไปหาดีกว่า... ไม่ได้สิ ต้องให้พวกมันมาหาเพราะท่าทางจะว่างทั้งสามคน เสียงนี่ดี๊ด๊าเชียวแม่คุณ

“ไปกินข้าวร้านไหน อะๆ ห้ามบอกว่าจะไม่แดกนะ วันนี้มึงทำงานมาทั้งวันยังไงก็ต้องแดกข้าวเย็น” เอ่ยดักทางเสร็จก็ขึ้นไปคร่อมบนบิ๊กไบค์คันสวย ข้าวเหรอ… กูไม่ได้หิวและไม่อยากแดกอย่างที่มึงพูดนั่นแหละ แต่ถ้าบอกว่าไม่กินมึงก็ไม่ยอมอยู่ดีใช่ไหมล่ะไอ้ห่า

“ไม่รู้ดิแล้วแต่ กูยังไงก็ได้”

“บอกมาสักอย่างดิ กูอยากแล้วแต่มึง”

“ยังไม่รู้จะแดกอะไรว่ะ” ไม่ใช่ไม่มีร้านข้าวนะครับ แต่เพราะแม่งมีเยอะเกินไปนี่แหละผมถึงไม่รู้จะเลือกร้านไหน

“งั้นเอางี้ ขี่รถไปเรื่อยๆ ถ้านึกออกว่าอยากกินอะไรก็บอกกูแล้วกัน”

สรุปคือยังไงก็จะแล้วแต่กูให้ได้สินะ

เมื่อได้ข้อสรุปเราทั้งคู่ก็ขี่รถของตัวเองออกมาจากโรงเรียนสาธิต มุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่งอย่างไม่มีจุดหมาย ไม่มีจริงๆ นะ ผมขี่ตามรถนินจาของไอ้หยางไปเรื่อยๆ มันเองก็ขี่ตามลมเช่นกัน

“คิดออกยังว่าอยากกินไร” มันเปิดกระจกบังลมมาถามอีกครั้งเมื่อเราเริ่มจะออกห่างจากทางกลับบ้าน อ้อยเอ๊ย ไม่ว่ามึงจะถามตอนไหนกูก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะกินอะไร ...บอกส่งๆ ไปก็แล้วกัน ถ้าไม่บอกเดี๋ยวแม่งขี่เลยไปอีกจังหวัดนี่แย่เลย

“แกงเขียวหวานกับหมูทอด”

“งั้นก็กินข้าวราดแกงใกล้ๆ นี้ก็ได้ กูเคยเดินผ่านอยู่”

“อร่อยเปล่าวะ”

“ไม่รู้ดิไม่เคยแดก แต่คิดว่าน่าจะอร่อยอยู่เพราะขายหมดทุกวันเลย” ว่าแล้วก็ขี่รถนำผมไป ไม่นานก็จอดลงที่ร้านข้าวร้านหนึ่งที่มีลูกค้าเยอะเอาการ โห สงสัยจะอร่อยจริงว่ะ… แต่ก็ไม่แน่ ที่เขาขายหมดอาจจะเป็นเพราะมีคนคิดอย่างไอ้หยางเยอะก็เลยมาซื้อเยอะก็ได้

“ไอ้ธัน”

“ห้ะ”

“มึงรู้ไหมทำยังไงเราถึงจะได้กับข้าวเยอะๆ ทั้งที่จ่ายราคาปกติ”

“ยังไง?”

ร่างสูงไม่ตอบคำถาม เพียงแสยะยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาแม่ค้าเหมือนจะบอกผมว่า ‘คอยดูก็แล้วกัน’ จะทำอะไรไม่รู้แหละ รู้แค่ว่าตอนที่คุยกับผมหน้ามันเลวมาก แต่พอไปอยู่ต่อหน้าแม่ค้านี่อย่างกับลูกแมวน้อยที่ไร้เดียงสา นี่อย่าบอกนะว่าจะอ้อนขออะ มันจะตลกเกินไปละ

“เอาแกงเขียวหวานกับหมูทอดสองจานครับ”

“จ้า” แม่ค้ารับคำ ตักสิ่งที่เราสั่งไปอย่างคล่องแคล่ว เธอน่าจะทำงานนี้มานานแล้วนะครับ ไม่งั้นข้อมือไม่สปริงขนาดนั้นหรอก เดี๋ยว ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ที่ไอ้เพื่อนสนิทของผมต่างหาก ...ก็ปกติหนิไม่ได้มีอะไรพิเศษ ป้าก็ตักปกติไม่เห็นจะ...

“ตักเยอะๆ นะครับป้า จำผมได้ไหมที่มากินบ๊อยบ่อย”

ไอ้ตอแหล มึงไม่เคยมาแดก!

“โหยย จำได้อยู่แล้วมากินบ่อยจะตาย ป้าแถมให้เยอะๆ เลยนะจ๊ะ”

เชี่ยยยย ตอแหลพอกัน

สรุปผมและหัสดินก็ได้ข้าวสองจานที่มีกับข้าวพูนจนเกือบจะล้นออกมา เมื่อกี้ผมกลั้นขำโคตรเหนื่อย คนหนึ่งก็ปั้นหน้ายิ้มจริงใจ อีกคนก็สวมรอยแม่ค้าที่แสนน่ารักจำลูกค้าประจำได้ทุกคน ตลก

“มึงอย่างเลวอะ” ผมด่าขณะหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ เราสองคนเลือกนั่งโต๊ะติดกำแพง ลมเย็นดีครับ พัดลมของร้านยังเป็นแบบโบราณอยู่เลย มันจะตกมาตัดหัวผมไหมเนี่ย

“อ้าว เพื่อความเป็นอยู่”

“คนจัญไร เพราะอย่างนี้มึงถึงได้มีเงินเก็บไปซื้อรองเท้าเป็นตู้สินะ เหอะๆ” กูก็สงสัยมาตั้งนานว่าทำไมมึงมีเงินไปซื้อรองเท้าตลอด

“อิอิ”

ผมส่ายหน้าเอือมๆ ก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าว รสชาติจัดว่าอร่อยเลยทีเดียว กลิ่นเครื่องเทศไม่ได้แรงมากนักแต่หอมติดจมูก ที่สำคัญคือแกงเขียวหวานเผ็ดกำลังดี

“เมื่อวานกูเห็นกล้องอยู่ตรงชั้นหนังสือ ของใครวะ?”

“ของพี่ตุลย์”

“พี่เขาชอบถ่ายรูปเหรอ”

“อืม แม่งบ้าอยู่พักหนึ่งแต่พองานยุ่งก็ไม่ได้จับอีกเลย นี่ก็วางไว้ตรงนั้นเกือบครึ่งปีละ” ยังดีนะที่พ่อผมเอาออกมาใช้บ้างไม่อย่างนั้นกล้องคงพังไปแล้ว “ทำไมอะ”

“เปล่า สงสัยเฉยๆ”

“เออ ไอ้ต้นเคยเล่าให้ฟังว่ามึงก็มีหนิ”

“อือ เล่นอยู่พักหนึ่ง”

“มึงเรียนจริงจังหรือซื้อมาเล่นเองวะ”

“กึ่งเล่นกึ่งจริงจังมั้ง มันเป็นชมรมถ่ายภาพที่โรงเรียนอะ แรกๆ กูก็ไปตลอดนี่แหละแต่พองานเริ่มยุ่งก็ไม่ได้เข้าไปเลย กล้องก็นอนแอ้แม้งอยู่บ้านนั่นแหละ” โอ้โหดูใช้คำ พูดเหมือนมันราคาบาทสองบาทอะไอ้ควาย ...เชี่ยนี่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเหมือนกันนี่หว่า ไหนจะรถ ไหนจะกล้อง

“เอาออกมาใช้บ้างไอ้ควาย ให้มันสมราคาหน่อย”

“รอหมดช่วงกีฬาสีก่อน”

คุยกันต่ออีกนิดหน่อยเราก็หันมาจัดการอาหารต่อ แกงเขียวหวานกับหมูทอดยังคงอร่อยแม้จะเย็นแล้วก็ตามที ป้าแอบใส่กัญชาเข้าไปปะเนี่ย ทำไมแดกแล้วผมรู้สึกอยากอาหารอะ ...ให้ตายสิ สงสัยต้องซื้อกลับบ้านสักอย่างสองอย่าง เอ้อ ซื้อไปฝากคนอื่นด้วยดีกว่า

“กูจะซื้อกับข้าวไปฝากพ่อแม่มึงนะ โทรบอกเขาด้วยว่าอย่าเพิ่งกินอะไร” ผมเอ่ยทั้งๆ ที่ยังก้มหน้าก้มตากินข้าวในจาน ต้องซื้อไปขอโทษพวกท่านสักหน่อยที่ขโมยตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาตั้งหลายวัน ซื้อไปฝากหยินด้วยก็ดี น้องอุตส่าห์ช่วยไปเอารถมาให้

“...”

“ป้าบัวน่าจะชอบพวกแกงกะทิปะ ลุงฟงก็ผัดเผ็ด หยินต้มจืด เนอะ?”

“...” เงียบ

“ไอ้หยาง”

“...” ก็ยังเงียบอยู่

“เฮ้ย ได้ยินไหมเนี่ย ไอ้...” ผมชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าคู่สนทนาแปลกไป ใบหน้าหล่อนิ่งจนน่ากลัว ริมฝีปากบางเหยียดเป็นเส้นตรง

เป็นอะไรวะ

“เป็นไร ข้าวไม่ถูกปากเหรอ?” ก็ไม่น่านะ กูก็ว่าตัวเองไม่ได้เป็นแบบเมื่อก่อนที่กินอะไรก็อร่อย รสชาติข้าวร้านนี้มันเข้าขั้นสุดยอดเลยนะเว้ย

“เปล่า...”

“แล้วทำไมทำหน้างี้ ยิ้มหน่อยสิเดี๋ยวป้าแม่ค้าก็เสียใจเพราะคิดว่ามึงไม่ถูกใจข้าวเขาหรอก อุตส่าห์ตักมาให้ตั้งเยอะ ยิ้มมม” ผมวางช้อนส้อม ใช้มือดึงแก้มทั้งสองข้างของอีกฝ่ายขึ้นให้เกิดเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ไม่นานมันก็ยิ้มออกมาจริงๆ ...ยิ้มก็พอ ไม่ต้องเอื้อมมือมาขยี้หัวกู “อี้ว! อย่าขยี้ มึงแม่งชอบทำเหมือนกูเด็กกว่าทั้งๆ ที่เราอายุเท่ากัน”

“ก็เด็กกว่าจริงๆ นี่” ร่างสูงคลี่ยิ้มบางๆ ขณะเอื้อมมือตัวเองมากุมมือผมไว้ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ปกติมันก็ขี้อ้อนอย่างนี้อยู่แล้ว

“ก็แค่เดือนเดียว อย่างนี้ไม่นับดิวะ” ผมเกิด 2 ธันวาคม ส่วนมันเกิดวันที่ 1 พฤศจิกายน ห่างกันแค่นี้ก็นับพี่นับน้องเหรอวะ ทีหมาเกิดก่อนกันแค่ไม่กี่นาทียังไม่นับพี่นับน้องเลย เอ๊ะ หรือนับแต่เราไม่เข้าใจภาษามันก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วแม่งนับรึเปล่า...

“นับสิ ทำไมจะไม่นับ”

“ไม่เอาไม่นับ ไม่งั้นกูก็เป็นน้องคนเกือบทั้งสายชั้นเลยสิ” ผมเกิดเดือนสุดท้ายของปี ในสายชั้นมีคนอายุน้อยกว่าผมแค่สิบกว่าคนเองมั้ง คิดภาพตอนต้องเรียกพวกมันว่าพี่แล้วขนลุกว่ะ โดยเฉพาะได้แพน ‘พี่แพน’ บรื๋อ

“ไม่ต้องไปนับพี่นับน้องกับคนอื่น นับแค่กูก็พอ”

“ไอ้บ้า” ผมมองบน ใช้ตีนเตะขามันใต้โต๊ะเบาๆ แค่คิดกูก็อายแล้วสัส เหมือนวันนั้นที่แม่งเล่นเป็นหมออะ คนอะไรจัญไรชะมัด เล่นคนเดียวไม่พอยังยัดเยียดให้คนอื่นเป็นคนไข้อีก

“ธันมานั่งนี่”

“ห้ะ ...ทำไม?”

อะไรวะ บรรยากาศเพิ่งจะดีตอนนี้กลับมาแย่อีกแล้ว

“มาเหอะ”

ถึงจะไม่เข้าใจแต่ผมก็เดินอ้อมไปนั่งข้างๆ เพื่อนสนิทแต่โดยดี พอมานั่งนี่แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ นอกจาก… ฝั่งตรงกันข้ามกับเรามีนักศึกษาชายคนหนึ่งกำลังมองมาทางนี้ ผมจะไม่สนใจเลยถ้าไอ้หยางไม่ได้มองไปที่อีกฝ่ายเหมือนกัน

ทำไร แข่งจ้องตาเหรอวะ

ว่าไปนั่น... พิจารณาจากสภาพพวกเขาไม่น่าจะใช่คนรู้จักกันด้วยซ้ำ แล้วดูมองดิ มองอย่างนี้เข้าไปต่อยเขาเลยเถอะไอ้ห่า ความจริงสายตาไอ้หยางไม่ได้ทิ่มแทง หากแต่มองแล้วสัมผัสได้ถึงคำว่า ‘จะเอาเหรอมึง’ ซึ่ง… ถึงมันจะเคยอารมณ์เสียหลายครั้ง

แต่ครั้งนี้แตกต่าง

ด้วยความสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นมีอะไร ทำไมเพื่อนผมถึงแสดงสีหน้าอย่างนี้ ผมจึงจ้องหน้าเขาไม่วางตา สำรวจทั้งรูปหน้าและท่าทางการวางตัว อืม... จมูกสวยดีน่าจะทำมา ปากก็บางยิ้มแล้วมีเสน่ห์ดี ตาขี้เล่น คิ้วบาง รวมๆ แล้วหน้าโคตรพิมพ์นิยม ไหนจะผมทรง-

“กินข้าวไปดิ มองอะไร”

สัส เสียงเย็นขนาดนี้โกรธกูปะเนี่ย...

“...เปล่านี่”

“ไม่ต้องไปมองมัน เข้าใจไหม” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยใบหน้านิ่งๆ กระแสเสียงบ่งบอกชัดเจนว่าไม่พอใจในการกระทำของผมอย่างมาก

เป็นอะไรเนี่ย

“อือ...” ผมรับคำเบาๆ ก้มลงทานข้าวต่อ ตอนแรกที่กินแม่งอร่อยมากแล้วผมก็คิดว่าต้องกินหมดแน่ๆ แต่ไปๆ มาๆ ตอนนี้กลับเริ่มไม่หิว กินข้าวทีละนิดๆ เหมือนพวกกวางเล็มหญ้า… ก็บรรยากาศน่าอึดอัดขนาดนี้ใครมันจะไปกินข้าวลงวะ

“มันมองอะไรนักหนาวะ...”

“มึงรู้จักเขาเหรอ” ผมตัดสินใจเอ่ยถามเมื่อได้ยินคนข้างตัวพึมพำแล้วขมวดคิ้ว ทำไมผมต้องมาทำท่าเกรงใจมันอย่างนี้ด้วยวะ งง

“ไม่ เพิ่งเคยเจอ”

“อ้าว แล้วทำไมมองเขาอย่างนั้น” เท่าที่มองฝ่ายนั้นก็ไม่น่าจะมีพิษภัยอะไรนะ ก็ดูเป็นนักศึกษาชายธรรมดาที่หน้าตาจัดว่าดูดี… เนี่ย เขายิ้มให้ผมด้วย

“ไม่รู้ รู้แค่ว่ามึงห้ามมองมัน”

“...”

“จะแดกไหมข้าวอะ ถ้าไม่แดกจะได้พากลับบ้าน” ไม่พูดเปล่า มันลุกขึ้นแล้วทำท่าจะดึงผมให้ไปด้วยกันจริงๆ คุณคิดว่าผมจะทำยังไงล่ะครับถ้าไม่รั้งมันไว้อย่างสุดแรง

“ใจเย็นนนน ใจเย็นนะสุดหล่อ ...อย่าเพิ่งโมโหสิ นั่งลงแล้วแดกข้าวดีๆ เหอะ”

“ก็ไม่ได้โมโห...”

“เฮ้อ ดี” โล่งอก คิดว่าจะไม่ยอมซะแล้ว...

ที่ไหนล่ะ

“แต่กูไม่หิวแล้ว อยากกลับบ้านตอนนี้” มันลากผมออกจากร้านไปด้วยความเร็ว ก่อนจะไปไม่ลืมที่จะจ่ายเงินให้แม่ค้าด้วย โอ๊ยเชี่ย กูรู้ละทำไมพ่อมึงตั้งชื่อว่าหัสดิน เพราะแรงแม่งช้างอย่างนี้นี่เอง

“ไอ้เชี่ยยย อย่าลากดิเว้ย” แม้ว่าผมจะพยายามสะบัดมือออกหรือรั้งไม่ให้มันเดินต่อได้ขนาดไหนก็ไม่เป็นผลเพราะไอ้บ้านี่มันไม่สะทกสะท้านเลย อีกอย่างตอนนี้เราก็มาถึงรถแล้ว

“ขึ้นรถ”

“อะไร?”

“ขึ้นมา ไปรถกู” มันเอ่ยหลังจากที่ขึ้นไปคร่อมบนนินจาคันสวยของตัวเองแล้ว ห้ะ? หมายถึงให้กูขึ้นไปซ้อนมึงน่ะเหรอ... ปกติก็ทำได้แหละแต่วันนี้

“แล้วรถกูอะ” วันนี้กูเอารถมาโว้ย เนี่ย จอดอยู่ข้างมึงเลย

“ทิ้งไว้นี่แหละ”

เฮ้ย

“ไอ้หยาง คุยกันดีๆ ดิวะ มึงเป็นอะไรทำไมต้องโมโหขนาดนี้ ...กูไม่ชอบเลยนะ” ผมพูดด้วยสีหน้ากังวลขณะวางมือบนไหล่กว้าง ตั้งแต่เป็นพื่อนกันมานี่เป็นครั้งแรกที่มันมีท่าทีอย่างนี้ ปกติมันร่าเริงจะตาย แม่งยิ้มตลอดแหละ ยิ้มให้หมา ยิ้มให้แมว ยิ้มให้ทุกสิ่งที่มันเดินผ่าน แล้วดูตอนนี้สิ ไอ้หน้ามุ่ยนี่มันใครกัน

“เปล่า ไม่ได้โมโห...”

“จริง?”

“...อือ”

“...”

“อากาศร้อนก็เลยหงุดหงิดนิดหน่อยน่ะ อย่าสนใจเลย” เมื่อเห็นว่าผมทำหน้ากังวลมากมันจึงคลี่ยิ้ม ซ้อนฝ่ามือผมแล้วออกแรงบีบเบาๆ เหมือนอยากให้ผ่อนคลาย แอบเห็นมันถอนหายใจพยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลงด้วย ...ยิ่งเห็นผมก็ยิ่งเป็นห่วง

เป็นอะไรวะ

“...งั้นกลับไปที่ร้านได้ไหม จะไปซื้อข้าวให้พ่อแม่มึง”

“...”

“ได้ไหม”

“ได้สิ” มันกลับมายิ้มอีกครั้งก่อนจะพาผมเดินไปที่ร้านเดิม พอมาถึงผมก็รีบสั่งกับข้าวที่ต้องการ ขณะรอใส่ถุงก็แอบชำเลืองมองนักศึกษาหนุ่มที่เป็นประเด็น ที่ผมพามันกลับมาที่นี่เพื่ออาหารจริงๆ ครับ แต่พอมาถึงก็อดไม่ได้ที่จะมองว่าอีกฝ่ายมีอะไรที่ทำให้ไอ้หยางมองแล้วโมโหขนาดนั้น

อะ

“ไม่ต้องมองหรอก เดี๋ยวเขาจะคิดว่าเราหาเรื่องนะอุ๋งๆ” สัมผัสอุ่นๆ จากมือร้อนที่โอบไหล่ผมเอาไว้หลวมๆ ทำให้ผมตกใจเล็กน้อย คราวนี้มันไม่ได้ตีหน้านิ่ง มันกลับมาเป็นไอ้หัสดินคนเดิมที่ยิ้มตลอด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกได้ว่ามันกำลังไม่พอใจ

“อือ”

“ความจริงพ่อกับแม่กูไม่กินข้าวเย็นหรอกแต่ถ้ามึงซื้อไปให้เขาต้องกินหมดแหง แม่งหลงมึงฉิบหาย ฮะๆ”

“เหรอ...”

ตลอดการยืนรออาหารอยู่ที่หน้าร้านข้าวราดแกง นักศึกษาคนนั้นก็มองเราไม่วางตา ไม่สิ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเขาไม่ได้มองไอ้หยางเลย คนที่เขามองคือผมต่างหาก

“ป้าครับ ของผมเท่าไหร่”

ไม่รู้ผมเหม่อไปหรือยังไง ตอนแรกยังเห็นนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะอยู่เลยแต่รู้ตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่ข้างๆ ซะแล้ว… ลุกมาจ่ายเงินทั้งที่ข้าวในจานยังเหลือเกินครึ่ง แหงเลย แม่งตามมาแน่ๆ

“สี่สิบบาทจ้า”

“นี่ครับ”

“กรรม มีแบงค์เล็กไหมไอ้หนุ่ม วันนี้มีแต่คนเอาแบงค์พันกับแบงค์ห้าร้อยมาจ่ายป้าก็เลยไม่ค่อยมีแบงค์ย่อย เนี่ย เหลือแบงค์ยี่สิบแค่สามใบเอง” แม่ค้ามีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มยื่นธนบัตรสีเทามาให้ ไม่ได้ตั้งใจจะแอบมองแต่เมื่อกี้หางตาผมแอบเห็นเงินในกระเป๋าหนังแว๊บๆ ...มันมีสีม่วง ฟ้า หรือกระทั่งสีเขียวก็มี

“อ่า ไม่มีเลยครับ”

โกหก

“แกมีไหม” เธอหันไปถามลูกสาวที่กำลังตักกับข้าวให้ผม

“ไม่มีอะแม่”

“งั้นรอแป๊บนะไอ้หนุ่ม ป้าขอไปแลกร้านอื่นก่อน”

“ครับ ...นานๆ ก็ได้ ผมไม่รีบ” ประโยคหลังเขากล่าวเบาๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม การกระทำดังกล่าวยิ่งทำให้มั่นใจว่าเขาอยากเข้าใกล้ผม ...อึดอัดโว้ย! มึงมีอะไรก็พูดมาสิวะไอ้หน้าพิมพ์นิยม มาจ้องแบบนี้กูคงรู้หรอกว่ามึงต้องการอะไร ไอ้ห่าราก

“ผมมีให้แลกนะครับ”

จังหวะที่หญิงวัยกลางคนกำลังจะไปที่อื่นเสียงทุ้มนุ่มก็ขัดเธอไว้ซะก่อน เจ้าของเสียงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้หล่อที่ยืนยิ้มอยู่ข้างผมนี่แหละ

“จริงเหรอ มีเท่าไหร่ลูก”

“ผมมีแบงค์ร้อย 10 ใบครับ”

“โอ้โห พอดีเลย ขอบคุณมากนะลูก”

“ไม่เป็นไรครับ ...ผมไม่อยากให้พี่เขารอนาน” ร่างสูงใช้มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงขณะที่มืออีกข้างยังโอบไหล่ผม สายตาจับจ้องบุคคลที่สามนิ่งๆ อวัจนภาษาต่างๆ แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร ...อึดอัดฉิบหาย เหงื่อกูตกเลยเนี่ย

การแลกเปลี่ยนเงินตราเริ่มขึ้นและจบลงตอนที่ผมได้ถุงแกงมาถือไว้ รอดแล้วกู ในที่สุดก็จะพ้นจากสถานการณ์หายใจไม่ทั่วท้องสักที

“กลับกันเถอะ”

“อือฮึ”

“อยากกินของหวานไหม เดี๋ยวขากลับพาแวะ”

“ไม่อะหลังสี่โมงเย็นกูไม่กินของหวานโว้ย”

“อย่ามาเสียใจทีหลังนา

“...” สัสเอ๊ย...

“เฮ้ย ไปไหน”

ผมกับเพื่อนสนิทคุยหยอกล้อกันขณะเดินกลับ ปากตอบเรื่องนี้แต่สมองผมกลับคิดเรื่องอื่น ...และสุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวผมจึงเลือกที่จะกลับหลังหันไปสะสางเรื่องที่ค้างคา ...ไม่คิดเหมือนกันว่าจะหันไปสบตากับนักศึกษาคนนั้นพอดี ไอ้เหี้ย ผมไม่ได้คิดไปเองจริงๆ นั่นแหละ

“ขอโทษนะครับ”

“ว่าไง”

“เห็นพี่มองนานแล้วก็เลยสงสัย เรารู้จักกันรึเปล่า… เอ่อ คือผมไม่แน่ใจ” บางทีเราอาจจะรู้จักกันแต่ด้วยความสมองปลาทองผมก็เลยจำพี่เขาไม่ได้ นี่เป็นข้อสันนิษฐานเดียวที่ผมคิดได้

“เปล่าครับ เราเพิ่งเคยเจอกัน ยังไม่รู้จักกันเลย”

“อ่อ”

“แต่พี่อยากรู้จักนะ”

“...”

“ขอโทษนะครับ ...แต่ผมไม่อยากให้รู้จักเท่าไหร่”

คนที่เพิ่งเดินตามมาเป็นฝ่ายต่อบทสนทนา มันยิ้มอ่อนๆ ให้อีกฝ่าย ดวงตาคมแฝงความหมายบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ ...แต่พี่คนนี้กลับเข้าใจซะงั้น ทันทีที่สบตาเขาก็ทำหน้าเสียดายพร้อมลูบท้ายทอยตัวเอง เห็นได้ชัดเลยว่าแอบมีความผิดหวังปนอยู่เล็กน้อย

“อ่า… ของน้องเหรอ”

“อือ”

“โทษทีละกัน ไม่คิดว่าจะใช่”

“ดูไม่เหมือนเหรอครับ” ถามแล้วเขยิบเข้ามาใกล้ผม

“...ก็ไม่เชิงหรอก”

“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะ”

“อือ”

เดี๋ยว คุยอะไรกันวะ?
















__________________________________________________________________________________

เอ้ว หายไปนานเลย

เดี๋ยวพี่จะกลับไปตอบคำถามในเพจนะจ๊ะ ใจเย็นนะสาวๆ 55555

- Mommae -

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.538K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29971 9494 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 12:04
    อ่ะเนาะ เพือ่น พื่เอน
    #29,971
    0
  2. #29951 sillnapp (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 18:06
    เนือ่พ เอนื่พ เนื่อพ สะกดยังไงหรอมมม 🌚
    #29,951
    0
  3. #29920 0984363270 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 19:28
    พื่เอน

    นเอพื่

    เพื่อน
    #29,920
    0
  4. #29659 MoRO66 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 01:40
    มีคนหวง พเอื่น เพื่นอ นเพื่อ
    #29,659
    0
  5. #29656 Pangrumm01 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 22:53
    หวงแบบไลอ่าาาาาาาา เป็นไรกันป่าว ก้ไม่น๊าาาา หวงไมน๊าา โห่ววไหนว่าเพื้อน! หื้อ เห็นย้ำดีจังแต่หวงเหมือนผัวเลยน๊า!!
    #29,656
    0
  6. #29498 N_jkp (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 19:59
    พ่อกูทำตัวเลิ่กลั่กไม่ไหว
    #29,498
    0
  7. #29479 Fl2●$T (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 15:43
    งอง เปรไรกับธันวาหรอ หวงออกหน้าออกตา เพอนื่หรอ
    #29,479
    0
  8. #29423 ciavaai (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 00:53
    จ้าาาา เลยกู
    #29,423
    0
  9. #29306 reluz (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 22:51
    หือออ หืมมมม หือมอมมแม
    #29,306
    0
  10. #29253 123abc456dfg (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 14:49
    ติดอยู่อย่างหนึ่ง หยินขับรถไม่เป็นไม่ใช่เหรอ ?
    #29,253
    2
    • #29253-1 tiwww(จากตอนที่ 28)
      8 เมษายน 2563 / 13:52
      นั้นดิ งง
      #29253-1
    • #29253-2 owen_nrw(จากตอนที่ 28)
      5 พฤษภาคม 2563 / 07:23
      ปังมากแม่555
      #29253-2
  11. #29224 ponnyyyy (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 17:24
    หึงเก่งงงจ้าาาา
    #29,224
    0
  12. #29216 fahneung622 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 13:06
    ยังไงน้ายังไงงงงงง
    #29,216
    0
  13. #29101 psunrise (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 10:29
    หืมมม เขาเป็นของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ หวงสะกดอย่างนี้นะคะคุณหัสดิน แต่เป็นอะไรกับเขาถึงไปหวงอ่า เพอื่นกันก็ต้องหวงกันแหละเป็นธรรมดา //หรี่ตามอง
    #29,101
    0
  14. #29085 Isara Ammarin (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 08:51
    แหมมมมมมมมมมม. มมม ...
    #29,085
    0
  15. #29017 KK-Cloudy (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 08:48
    จ้าหัสดินจ้า
    #29,017
    0
  16. #28764 ParnTiti (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 14:59
    แหมมมมมหัสดิน แหมมมมมม
    #28,764
    0
  17. #28738 Ruanjai (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 14:58
    เชรดดดดแสดงความเป็นเจ้าของสุด////อุ่งๆไม่รู้เรื่องเลยยย
    #28,738
    0
  18. #28664 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 10:01
    😊😊😊
    #28,664
    0
  19. #28650 Kmmbs may (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 15:06
    อู้ยยยยยยยย หึงงงงงง
    #28,650
    0
  20. #28618 noowi (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 12:28
    ฮูยยยย เขาเริ่มหึงกันแล้ว
    #28,618
    0
  21. #28410 Callmeyou (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:29
    แหน๊ เอาเว้ยหยางหยาง
    #28,410
    0
  22. #28377 diizzpop2107 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:32
    มีหึงด้วยเว้ยย
    #28,377
    0
  23. #28372 Meatboll (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:49
    'คุยไรกันวะ' โอ้ย เอ็นดู55555
    #28,372
    0
  24. วันที่ 29 มกราคม 2562 / 16:53
    มั่ยรุ้อ่ะจดีย์แร้วนะธันวา55
    #28,362
    0
  25. #28268 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 22:30
    หวงไมอ่ะยางเป็นเพื่อนกันเฉยๆไม่ใช่ออ
    #28,268
    0