I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 27 : ครั้งที่ 23 เคลียร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46,459
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,282 ครั้ง
    22 ม.ค. 62





ครั้งที่ 23 เคลียร์

[ธันวา]

“อื้อ...”

ผมลืมตาตื่นขึ้นเพราะความรู้สึกชาที่ฝ่ามือ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าหล่อๆ ของเพื่อนสนิทและต้นเหตุที่ทำให้มือผมชา… ครกไม้สังคังที่ไอ้หยางเอามาใส่น้ำเช็ดตัวผมนั่นแหละ แม่งกลิ้งมาทับมือซะจนเลือดไม่เดิน อ้าว เวรตะไล น้ำหกเต็มเตียงอีก

“หยา-...” ไม่เอาๆ ปล่อยให้มันนอนต่อไปดีกว่า ท่าทางจะเหนื่อย ดูสภาพดิ กอดอกหลับคาเก้าอี้ ในมือถือผ้าขาวผืนเล็กที่ใช้เช็ดตัวผม อีกอย่างถึงปลุกขึ้นมาตอนนี้ผมก็เจ็บคอจนไม่อยากพูดอะไร

ดื่มน้ำสักหน่อยดีกว่า อาจจะช่วยได้

แปลบ

เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็ลุกขึ้นไปรินน้ำมาดื่มแม้อาการวิงเวียนศีรษะและอาการปวดขมับจะยังอยู่ก็ตามที ได้ดื่มน้ำแล้วค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย เพิ่งรู้นะว่าการป่วยมันทรมานขนาดนี้ ทรมานทั้งเรา ทั้งคนรอบข้างเลย

“คร่อก”

นี่ถ้าผมไม่ตื่นมาเห็นก่อนก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หัสดินมันจะเป็นตะคริวไหม... สาบานว่านี่หลับ ผมจะอธิบายท่าทางของร่างสูงคร่าวๆ นะครับ พ่อคุณเขานั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ขาข้างซ้ายเหยียดยาวมาบนเตียง ส่วนอีกข้างปล่อยให้ตกลงไปกับพื้น

ถ่ายไว้แบล็คเมล์ดีกว่า

แชะ แชะ

“พรืด” ผมต้องใช้ความพยายามในการกัดปากกลั้นขำระดับสิบ ไอ้เหี้ย อย่างฮา อ้าปากหวอด้วย มึงจะทุ่มเทกับการเฝ้าไข้กูมากไปละมั้ง นอนเฝ้าเฉยๆ กูก็โอเคแล้วไอ้เกลอเอ๊ย

กูว่าท่ามันยังไม่ได้ว่ะหยาง อย่างนี้ต้องจัดท่าจัดทาง

ผมจัดการจับมือเพื่อนสนิทขึ้นมาสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเอานิ้วชี้ออกมาเพื่อทำให้องค์ประกอบภาพดูดี นี่ไม่ได้แกล้งนะแค่อยากให้ภาพสมบูรณ์แบบ… ด้วยการให้ไอ้อ้อยแคะขี้มูกตัวเอง โอ๊ยตาย มีเสียง ‘คร่อก’ เหมือนหมูด้วยอะ ตลกกว่านี้มีไหม ลาก่อนนะภาพลักษณ์อันหล่อเหลาเกาเหาบนหัวของมึง ฮะๆ

“อืม... ไรวะ”

ฉิบหาย สลายตัวด่วน!

ฟึบ!

ด้วยความไวแสง พอได้ยินเสียงครางเหมือนจะตื่นปุ๊บร่างกายของผมก็ตอบสนองอัตโนมัติ ร่างทั้งร่างเสมือนไร้เรี่ยวแรงล้มตัวลงนอนกับพื้นทันที เคยแอบพ่อแม่ดูการ์ตูนตอนดึกๆ แล้วพวกท่านเข้ามาตรวจไหม ถ้าเคย คุณจะรู้ว่าท่าเบสิคมันเป็นยังไง ...สัสเอ๊ย ลืมเก็บหลักฐานสำคัญ โทรศัพท์คามือเลยไอ้เหี้ย

ขอให้ไม่เห็นทีเถอะ...

“อื้อ…”

ถึงยังหลับตาอยู่แต่ฟังจากเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันก็รู้ว่าเพื่อนสนิทกำลังขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ นอนเหอะ จริงๆ… กูไม่ได้ล็อครหัสมือถือเอาไว้ แล้วสิ่งสุดท้ายที่เปิดไว้คือรูปมันไง ถ้าแม่งเปิดไปเจอโทษของผมคือตายสถานเดียว

“อะไรวะ มึงลงมานอนตรงนี้ได้ไงเนี่ยไอ้อ้วน” อย่าสนใจเลย กูแค่กระดึ๊บผ่านมา อีกไม่นานกูจะกระดึ๊บผ่านไป กลับเก้าอี้อันทรงเกียรติของมึงไปเถอะ

“แล้วโทรศัพท์ไปอยู่อะไรตรงนั้น...” มึงไม่รู้เหรอว่าในโทรศัพท์มีจีพีเอส แล้วจีพีเอสก็จำเป็นต่อการเดินทาง ถ้าไม่มีนี่แย่เลยนะเว้ย กูคงกระดึ๊บต่อไปไม่ได้

“แล้วครกไม้กูไปไหน” ไปเที่ยวดาวอังคาร อีกไม่นานก็กลับ มันฝากมึงดูแลไอ้สากไม้ เมียมันในห้องครัวด้วย

“แล้วนี่น้ำอะไรวะ” น้ำอมฤตแค่คิดก็สดชื่น ดื่มแล้วหื่นเครื่องฟิตสตาร์ทติดง่าย

“นี่อย่าบอกนะว่ามึง...” เปล่าๆ กูไม่ได้ตื่นขึ้นมาถ่ายรูปแบล็คเมล์มึง กูไม่ได้แกล้งหลับเพื่อหนีความผิด ไม่ได้กำลังเหงื่อตกเพราะกลัวมึงจับได้ ไม่ได้เป็นแบบนั้นจริงๆ

“มึงเยี่ยวใส่ที่นอนสินะ… โถ่ ไม่น่าเลยเพื่อนกู คงหนาวมากล่ะสิ”

ไอ้ค_ย เยี่ยวพ่อมึงสิ!

“ว่าไปนั่น… นอนละเมอมั้ง” เออ แบบนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย กูคิดว่ามึงพูดจริงซะอีก นี่ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามันถ่ายรูปไปประจานหน้าเฟสแล้วผมจะเหลืออะไร หลักฐานแม่งฟ้องขนาดนี้ น้ำหกเป็นดวงเลยห่า...

วืด

!

ยังไม่ทันที่ผมจะตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็ถูกท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้างช้อนขึ้นจากพื้น การกระทำดังกล่าวทำให้ผมตกใจจนเกือบจะตะโกนด่าไปแล้วแต่ยังดีที่พอจะยั้งตัวเองทัน ไอ้บ้า ตัวกูไม่ใช่น้อยๆ มึงยกอย่างกับเป็นนุ่น ...นี่ครั้งแรกเลยรึเปล่าวะที่ผมโดนผู้ชายอุ้มท่าเจ้าหญิง

อายฉิบ...

“นอนอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวก็ป่วยหนักกว่าเดิมหรอกไอ้ควาย” ขนาดกูหลับมึงยังกล้าด่าเหรอ ใจมึงจะหมาไปละ

ผมยังคงแกล้งหลับต่อไป คือตอนนี้ไม่ได้กลัวว่ามันจะรู้เรื่องภาพ แต่ที่ยังแกล้งหลับอยู่เพราะผมอยากจะดูว่ามันจะทำอะไรต่อต่างหาก เผื่อแม่งแอบจัดท่าแบล็คเมล์เหมือนที่ผมทำเมื่อกี้ ผมจะได้แอ๊บตื่นขึ้นมาเห็นพอดี หลังจากนั้นก็โกรธมัน โกรธแบบหวังผลให้มันทำอะไรสักอย่างให้น่ะ

เอาอะไรดีวะ ให้แม่งเลี้ยงเนื้อย่างดีไหม

“เตียงเปียกนี่หว่า งั้นไปนอนที่อื่นก็แล้วกัน” ว่าแล้วมันก็อุ้มผมไปที่ที่หนึ่ง ถ้าเดาจากทิศทางแล้วน่าจะเป็นโซฟาข้างชั้นหนังสือ ซึ่งก็จริง… มันวางผมลงอย่างแผล่วเบาก่อนจะเดินไปเอาผ้าห่มมาคลุมตัวให้ ไม่นานนักก็แทรกตัวเข้ามานอนด้วยกัน เข้ มีความเป็นเพื่อนที่ดี ที่นอนเปียกก็หาที่นอนใหม่ให้เพื่อน อยากจะยกเหรียญคนดีศรีสมอ้อยให้มึงจริงๆ รอก่อนนะๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะเอาผักเหลือๆ มาทำรางวัลให้ อยากได้เหรียญแบบไหนล่ะ กลมๆ หรือ-

“ตัวหนักใช่เล่นนะมึง”

เสียงทุ้มนุ่มข้างหูและสัมผัสอุ่นๆ ที่ศีรษะทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ก็แค่ลูบหัว… มึงจะตกใจทำไมล่ะเว้ยไอ้ธัน กัดหัวก็เคยทำมาแล้ว ไอ้หยางมึงก็อีกคน จะกระซิบทำไม อยากให้ตื่นขึ้นมามองรึไงไอ้บ้า

ตึก ตัก

“กูชอบเล่นผมมึงว่ะ นุ่นดี” พอพูดจบประโยคอีกฝ่ายก็สอดปลายนิ้วทั้งห้าเข้ามาลูบเส้นผมที่ท้ายทอยของผม เลิกคุยคนเดียวสักที จะทำอะไรก็ทำไปเลยเหอะ มึงพูดไปด้วยทำไปด้วยแบบนี้กูรู้สึกแปลกๆ แปลกที่ความรู้สึก แล้วก็แปลกที่ได้ยินเสียงหัวใจของมึงด้วย มึงรู้ตัวไหมเนี่ยว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงขนาดไหน...

เป็นอะไร ติดหวัดกูเหรอวะ

ช่างแม่ง นอนเหอะ

ปิ้วๆ

...หือ

ปิ้วๆๆๆ ปะดิ้วปิ้ว

หือ?

ปะปะปะปะดิ้วปิ้ว ปิ๊บๆๆ

เหี้ยไรเนี่ยยยย

ผมงัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะหูแว่วเสียงประหลาดดังอยู่ไม่ไกล เสียงอะไรวะ น่ารำคาญฉิบ ข้างบ้านเปิดเพลงหมอรำเต้นกันอีกแล้วเหรอ บอกแล้วไงว่าให้เกรงใจกันบ้าง เมื่อครั้งก่อนพี่ตุลย์ก็เพิ่งปารองเท้าไล่ไปครั้งหนึ่งแล้ว นี่ยังไม่เข็ดรึไงวะ...

ปะดิ้ว ปิ้ว ปิ้วๆๆๆ

โอ๊ยไม่ไหวแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย!

อ้าว...

ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไว้แฮะ

ผมมองใบหน้าของเพื่อนสนิทในระยะประชิดและเกมบนมือถือของมัน ...มึงนี่เอง ไอ้เชี่ยหัสดิน คนจะหลับจะนอนมาดิ้วๆ ติ้วๆ ห่าอะไร

“ไอ้หยาง ไอ้บ้า เบาเสียงหน่อยกูจะหลับ...” พอพูดจบผมก็พลิกตัวไปอีกด้านที่เป็นพนักพิงเพื่อหนีเสียงรบกวน รู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มทั้งๆ ที่มั่นใจว่าตัวเองนอนเกินเจ็ดชั่วโมงแท้ๆ สงสัยร่างกายจะเหนื่อยสะสมละมั้ง นี่ครั้งแรกในรอบหลายวันเลยนะที่ผมได้นอนครบเจ็ดชั่วโมง ขอบคุณหรือด่าไอ้คนข้างหลังดีล่ะ มันอุตส่าห์ดูแลตอนผมป่วยแถมยังนอนเฝ้าตลอดอีก

“อือฮึ” ขอบคุณพระเจ้าที่มันพูดรู้เรื่อง

ปะดิ้วปะดิ้ว! ดิ้วๆๆๆๆๆ ดิ้ว ดิ้ว!!!!

ที่ไหนล่ะ

“อื้อออ ไอ้ช้างไม่มีกระดอ เงียบๆ ดิวะ กูง่วง!”

“มึงจะนอนเยอะไปไหนวะ ลุกขึ้นมาแดกข้าวก่อน ข้าวต้มที่กูซื้อมาให้เย็นหมดแล้วสัส ลุกขึ้นมาเร็ว” คู่สนทนาวางโทรศัพท์ลง กลิ้งมาทับผมทั้งตัว แอ่ก… ไอ้เลว ถ้ารู้ว่าผอมแล้วมึงจะมาทารุณกรรมกูขนาดนี้ตอนที่ยังอ้วนอยู่กูน่าจะทับมึงให้แบนก่อน หนักโว้ย!

“ยังไม่หิวว” ผมขมวดคิ้วยุ่ง โบกมือปฏิเสธอีกฝ่าย ตอนนี้ท้องว่างก็จริงแต่ผมขี้เกียจขยับตัว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะบดๆ ปั่นๆ อาหารทั้งหมดแล้วสอดสายยางเข้ามาในปากทีเดียว ขี้เกียจอะไรขนาดนั้นวะกู เหอะๆ

โครกกกก

อะ ไอ้ท้องเวร

“โกหกไอ้ห่า ท้องร้องอย่างกับสิงโตคำราม”

“บ้า ท้องมึงรึเปล่า...”

“ก็กูได้ยินอยู่ ลุกเร็วๆ กินข้าวเสร็จจะได้รีบไปทำคัทเอาท์ นี่เที่ยงแล้ว”

“ชิ บ่นว่ะ…” สุดท้ายเพราะทนเสียงรบกวน + ทนหิวไม่ไหวผมจึงลุกขึ้นมานั่งมึนๆ บนโซฟา นอนมากไปมั้งสมองมันก็เลยตื้อ รู้สึกรอบตัวหมุนติ้วๆ ยังไงไม่รู้ นี่ยังไม่รวมอาการเจ็บคอนิดหน่อยด้วยนะ หายสักทีเถอะไอ้หวัด กูยังมีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

“ถ้าไม่บ่นแล้วมึงจะยอมทำตามไหมล่ะสัส ลงไปแดกข้าวต้มเลย อุตส่าห์ขี่รถไปซื้อให้ ร้านอยู่โคตรไกล”

“หือออ ร้านไหน?”

“ร้านข้างไปรษณีย์” เดี๋ยวนะ… จำเป็นไหมที่มึงต้องลงทุนขี่รถไปไกลขนาดนั้น จากบ้านกูไปที่นั่นห่างกันเกือบจะสี่กิโล มึงอยากแดกเองปะเนี่ย ร้านข้าวต้มแถวบ้านเราก็มี

“โง่ แถวบ้านก็มีดันไม่ซื้อ” ด่าแล้วก็ผลักหัวอีกฝ่ายแรงๆ ...แรงสำหรับผมแต่คงไม่แรงสำหรับมัน แม่งไม่กระดิกสักนิด

“ก็เคยไปกินด้วยกันแล้วมึงบอกว่าไม่ชอบ”

กึก

“...จำเป็นต้องให้กูชอบด้วยเหรอวะ ตอนป่วยแดกอะไรก็รสชาติเหมือนกันทั้งนั้นแหละ” เหมือนด่านะแต่ความจริงผมกำลังยิ้มอยู่ มันเป็นเรื่องน่ายิ้มเปล่าวะ ไม่รู้… อยู่ดีๆ ปากก็ยกยิ้มเอง หรือสันนิบาตจะขึ้นหน้าผม ทำให้กล้ามเนื้อขยับเอง?

“จำเป็นดิ ก็มึงแดกไม่รู้รสแต่คนที่รู้รสคือกูนี่หว่า ใครๆ ก็อยากแดกของอร่อยเป็นข้าวเช้าทั้งนั้นแหละ”

อ้าวหอย สรุปแล้วก็ซื้อมาให้ตัวเองแดกแต่เอากูมาอ้างให้ดูดีนี่เอง

“เหอะ กูไปแดกข้าวละสัส” คือขี้เกียจคุยกับมันด้วยแหละ แล้วก็หิวด้วย ท้องมันแสบจนเหมือนไส้จะขาดแล้ว ข้าวต้มร้านป้าวิเหรอ ไม่ได้กินน๊านนาน เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งบ่นกับตัวเองว่าอยากกินพอดี โชคดีอะไรอย่างนี้ อิอิ

...เอ๊ะเดี๋ยวนะ เหมือนผมลืมเรื่องสำคัญไป

ไอ้หยางบอกว่าตอนนี้กี่โมง

“ตอนนี้กี่โมงนะ?!” ผมวิ่งเข้าไปหาเพื่อนสนิทที่นอนอยู่บนเตียง หัวใจผมเต้นแรงเพราะกลัวว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ขอเหอะ ขอให้ผมฟังผิดเถอะ

“เที่ยงครึ่ง เกือบจะบ่ายละ” อ๊ากกกก จริงๆ ด้วย!!!!

ผมเตรียมวิ่งเข้าห้องน้ำทันทีที่สมองประมวลผลประโยคเมื่อกี้ได้ เวรละไง ไปไม่ทันทำคัทไม่เท่าไหร่หรอก นี่เลยเวลาซ้อมวาดภาพมาตั้งครึ่งชั่วโมง ครูศรีแดกหัวผมแน่!

หมับ

“ไปไหน” ก่อนที่ผมจะได้เข้าไปในห้องน้ำ มือใหญ่ก็จับแขนผมไว้เพื่อไม่ให้ไปไหน อะไรของมึงเนี่ย ก็เมื่อกี้บอกให้กูลุก พอกูลุกก็มารั้งไว้ วุ๊ คนยิ่งรีบๆ อยู่

“ไปซ้อมวาดรูป ตอนนี้สายแล้วเดี๋ยวโดนครูด่า!” โอ๊ยตายละๆ มันไม่ใช่ครึ่งธรรมดาอะ มันเป็นครึ่งแบบอีกหนึ่งนาทีจะสี่สิบ ถึงว่าล่ะทำไมโทรศัพท์ถึงมีสายเรียกเข้าจากพวกพี่นกตั้งหลายสาย นี่แสดงว่าครูกำลังแร็พให้ฟังสินะ หมดกันชีวิตผม

“ไม่ต้องไป”

“อะไรของมึงหยาง ไม่ไปไม่ได้เว้ย กู-”

“กูพูดคำไหนคือคำนั้น” ดวงตาคมฉายแววจริงจังจนผมปิดปากไม่กล้าพูดต่อ ไม่รู้เหมือนกันว่าสำหรับคนอื่นเรียกการกระทำนี้ว่าอะไรแต่สำหรับผมสิ่งนี้เรียกว่า 'บังคับ' บังคับแบบไม่ให้ต่อต้านด้วย

“แต่กู...”

“มึงทำไม?”

“กู... กูกลัวครูด่า”

“ไม่ด่าหรอก กูไปเคลียร์มาแล้ว”

ห้ะ...

“อะไร มึงไปทำอะไร นี่อย่าบอกนะว่าไปด่าครูมาอะหยาง” ผมขมวดคิ้ว ทำหน้ากังวล ก็อยากจะโกรธแต่ความเป็นห่วงมันมีมากกว่า ทำไมมันเข้าใจยากจังวะ ถ้าครูตัดคะแนนมันไม่ได้ผมจะไม่เครียดเลย

“ไม่ด่าแต่ใช้วาทะศิลป์และสมอง” ร่างสูงไหวไหล่ไม่สนใจก่อนจะลุกขึ้นยืน ใช้มือจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่เหมือนเราคุยเรื่องลมฟ้าอากาศกัน ไอ้เหี้ย

“หมายความว่าไง”

“หมายความว่าเขายอมแล้ว”

“...”

“กูเก่งไหม”

“เอาดีๆ มึงทำอะไรครู” ขนาดครูด้วยกันครูศรียังไม่ยอมเลย นี่มันเป็นนักเรียนแถมยังต่างโรงเรียนอีกต่างหาก การที่ครูยอมแบบนี้แสดงว่ามันต้องมีข้อต่อรองหรืออะไรสักอย่างที่มากพอจะให้ครูกลัว น่าจะออกแนวบังคับเลยล่ะ ถ้ามองจากใบหน้าร้ายๆ และนิสัยของไอ้เพื่อนสนิทคนนี้

“ก็...”

[หยาง]

“มึงแน่ใจนะว่ากูไปตอนนี้แล้วครูจะอยู่ ไม่ใช่ว่ากูมาเสียเที่ยวนะไอ้ต้า”

(เออดิ มึงไม่เชื่อใจกูเหรอวะ กูเป็นสภานักเรียนนะเว้ย กูรู้หมดแหละครูคนไหนนิสัยเป็นยังไง เจ๊ศรีน่ะมาเช้าจะตายห่า แกชอบมายืนบ่นเป็นหมีกินผึ้งที่หน้าห้องตัวเองตัลหลอดดด เชื่อกู๊ กูได้ยินบ่อย บ่นงุ้มงั้มๆ น่ากลัวยิ่งกว่าบทสวดผี) ก็พอจะนึกภาพออก

“เออๆ แค่นี้แหละ ขอบคุณมาก” ผมเอ่ยขอบคุณเพื่อนเก่าขณะเลี้ยวรถเข้าไปในรั้วโรงเรียนหญิง (เกือบล้วน) ประจำจังหวัด ตอนนี้เป็นเวลา 6:01 น. ฟ้าเพิ่งจะสาง สภาพอากาศนั้นไม่ต้องพูดถึง หมอกลง หนาวยันไข่ นี่คือที่อยู่คนหรือถิ่นกำเนิดเพนกวิน หนาวขนาดนี้ไม่กลัวว่ากูจะแข็งตายเลยรึไง บรื๋ออ พระอาทิตย์อยู่ไหน ทำไมไม่ออกมาทำงานสักที

เข้าเรื่องเถอะ

ที่ผมต้องทนหนาว ขี่รถออกจากบ้านไอ้ธันตั้งแต่เช้าแบบนี้เพราะมีเรื่องต้องทำนิดหน่อย มันเป็นธุระที่คุณก็น่าจะเดาออกว่าคืออะไร ผมไม่อยากปล่อยไว้ให้มันคาราคาซัง แม่งน่ารำคาญ

(เออๆ จะทำอะไรก็อย่าให้เรื่องมันบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ล่ะ เอาไฟล์จากกล้องวงจรปิดไปโดยไม่ได้รับอนุญาตโดนตัดคะแนนความประพฤติตั้งห้าสิบคะแนนแหนะ ถ้าโดนจับได้กูต้องไปสถานปฏิบัติธรรมเลยนะเว้ย ดีไม่ดีมึงอาจจะโดนด้วยเหมือนกันโทษฐานที่ก่อความวุ่นวายทำให้ครูศรีระคายเคือง เหอะๆ)

ไม่หรอก เดี๋ยวก็จบแล้ว

ผมขี่รถไปในเส้นทางเดิมที่เคยมาเมื่อวาน จุดหมายปลายทางคืออาคารทัศนศิลป์ ตอนนี้เหมือนเรากำลังอยู่ในเกมต่อสู้ ยัยครูศรีเป็นบอสใหญ่ ส่วนผมก็เป็นนักเดินทางที่กล้าหาญชาญชัย อีกฝ่ายมีอาวุธที่น่ากลัวคือความขี้วีนและอำนาจที่จะส่งผมเข้าสถานปฏิบัติธรรมเมื่อไหร่ก็ได้

ถามว่าผมมีอะไร?

อืมมม ก็ไม่มีอะไรหรอก นอกจากอาวุธลับ หึ

เอาล่ะ มาถึงหน้าห้องบอสใหญ่สักที... ฟังจากเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากประตูบานใหญ่ก็น่าจะมีคนอยู่แบบที่ไอ้ต้าบอกจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช่คนที่ผมต้องการมาเจอรึเปล่า เปิดเข้าไปแม่ง

Rrrr

ก่อนที่นิ้วมือของผมจะสัมผัสลูกบิดประตู โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นเป็นสัญญาณว่ามีคนโทรเข้ามาซะก่อน ถ้าเป็นคนอื่นผมคงตัดสายทิ้งไปแล้วล่ะ แต่นี่...

‘ตัวอ้วน :P’

“ฮัลโหล ตื่นแล้วเหรอ” ผมเลี่ยงเดินออกไปที่อื่นเพื่อรับสายเพื่อนสนิท ดูจากไข้กับสภาพร่างกายแล้วผมคิดว่ามันจะตื่นสายกว่านี้ซะอีก รู้อย่างนี้น่าจะใส่ยานอนหลับลงไปในน้ำแล้วกรอกปากมันก่อนจะมาที่นี่ เอาให้ตื่นอีกทีวันมะรืนเลย

(อืออออ หยางง... กูบอกว่าอย่าใส่พริกในข้าวต้มปลาไงงง)

ห้ะ

“อะไรของมึง?” เสียงที่มันเอ่ยงัวเงียติดจะแหบนิดๆ แถมยังพูดไม่รู้เรื่องซะจนผมต้องเลิกคิ้ว นี่ตื่นรึยังวะ แล้วพูดเรื่องอะไร ข้างต้มปลาอะไร แต่... เวลากินข้าวต้มผมจะชอบใส่พริกลงไปจริงๆ นั่นแหละ

(แหนะ ยังไม่หยุดอีกไอ้เหี้ยยย แดงเถือกแบบนั้นมึงไม่กลัวเวลาขี้จะแสบตูดบ้างเลยรึไงว้า)

“ไอ้อ้วน มึงตื่นยังเนี่ย”

(ค_ยยยยยย ยังไม่หยุดอีกไอ้บ้าา นี่ร้านป้าวินะเว้ยยย ทำไรเกรงใจป้าบ้างงง ร้านป้าไม่ค่อยมีพริ๊กกก พริ๊กมั๋นแพ๋งงงง) นี่รู้ไหมว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ผมว่า... ไอ้ธันนอนละเมอโทรมาหาผม

อย่าหัวเราะนะครับ

เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นไอ้ธันกำลังลดน้ำหนักช่วงแรกๆ ไม่รู้พ่อคุณเขาเก็บกดหรือโมโหหิวจนเก็บไปฝัน แม่งละเมอโทรมาหาผมตอนตีสองกว่าๆ บอกว่าให้ไปซื้อเนื้อย่างมาเซ่นมันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นมันจะกัดจมูกผมให้ขาด พอพูดจบแล้วแม่งก็วางสายไปเลย คิดแล้วก็เพลีย ผมตกใจอยู่ตั้งนาน ดีนะที่พี่ตุลย์โทรมาบอกทีหลังว่าไอ้แมวน้ำมันนอนละเมอ

ตลกว่ะ

“ร้านป้าวิไหน ป้าวิแถวข้างไปรษณีย์อะเหรอ?” ถามแล้วก็คลี่ยิ้ม ช่วงนี้ผมยิ้มโคตรบ่อย เพราะเชี่ยธันแหละ ชอบทำตัวตลกๆ ให้ผมหลุดขำ หลุดยิ้มอยู่เรื่อย ไม่รู้ว่าสักวันหนึ่งผมจะเป็นบ้าตายไหม ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นจริงๆ มึงต้องรับผิดชอบนะเว้ย ไปอยู่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนกูเลย

(เออออ วินั้นแหละะ ก็นั่งอยู่ด้วยกันแล้วเนี่ยมึงจะถามทำเหี้ยอะไร มีตาไว้ประดับหน้าไง๊? หล่อแต่โง่ฉิบหายยย ควายเอ๊ยยยย) แรงนะเนี่ย เคยได้ยินแต่เมาแล้วกร่าง นี้ละเมอแล้วกร่างเหรอไอ้อุ๋งๆ เดี๋ยวจะเจอไม่ใช่น้อย

เอาเถอะ จะถือว่ามึงไม่ค่อยมีสติก็แล้วกัน

“จ้าๆ แล้วอยากกินไร ข้าวต้มปลาหรือข้าวต้มหมู” เก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะขนาดนี้มันก็บอกได้ชัดแล้วมั้งว่าเจ้าตัวอยากกินสุดๆ ซื้อไปเอาใจคนป่วยสักนิดก็แล้วกัน สงสารเสียงแหบๆ กับจมูกแดงๆ

เออ เมื่อคืนไอ้ปลายสายนอนละเมอกลิ้งไปอยู่ที่พื้นด้วยล่ะ ตอนตื่นมาแล้วไม่เจอมันผมนี่ตกใจแทบแย่ คิดว่าหายไปไหน นอกจากนี้น้ำในครกไม้ก็ดันหกเลอะที่นอนซะจนนอนไม่ได้ เพราะแบบนั้นเราก็เลยต้องระเห็จตัวเองไปนอนที่โซฟาตัวเล็ก ตอนแรกผมกะจะนอนที่พื้นแต่คิดไปคิดมาก็กลัวไอ้ธันจะละเมออีกก็เลยดันร่างโปร่งนั้นให้ติดกับพนักพิง ส่วนผมก็นอนกันมันไว้ไม่ให้ตก ท่าโคตรพระเอกนางเอก

(วุ๊ ถามเยอะจริงไอ้อ้อย กูลดความอ้วนอยู่ไงจำไม่ได้เหรอออ จะสั่งของอ้วนๆ มาทำไมเล่าา...เอาหมู! พิเศษใส่กุ้งด้วยนะ เฮลตี้สุดๆ อิอิ) healthy พ่อมึงสิ

“อือๆ จะซื้อไปให้ก็แล้วกัน”

(ซื้ออะไร ก็นั่งแดกด้วยกันอยู่เนี่ยย มึงเมาเหรอไอ้หยางง ละเมอไง๊ วุ๊วววว)

“มึงนั่นแหละที่ละเมอ... เออแค่นี้แหละ” พอจบประโยคผมก็กดวางสายทันที ไม่ใช่อะไรนะครับ เวลาคุยกันไปนานๆ แล้วผมไม่ค่อยอยากวางสายไอ้ธันเท่าไหร่ ต้องรีบตัดจบก่อนจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น

นี่เกือบลืมไปเลยนะว่าผมมาที่นี่ทำไม

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เคาะประตูสักหน่อยก็แล้วกัน เผื่อคนในห้องไม่ใช่ครูศรีหมีอะไรนั่น เขาจะหาว่าผมไม่มีมารยาท ก็บอกแล้วว่าผมน่ะมีมารยาทเสมอแต่จะเลือกปฏิบัติกับคนที่สมควร แล้วบังเอิญว่าครูไอ้ธันไม่ได้อยู่ในลิสรายชื่อคนที่สมควรซะด้วยสิ

“ใครคะ เข้ามาเลย ไม่ได้ล็อค”

อ้าว lucky...

“ครับผม~ ” ผมยิ้มร้าย ดันประตูเข้าไปข้างในด้วยท่าทียียวน สงสัยคุณครูจะจำผมได้เหมือนกัน ก็พอเงยหน้ามาเห็นผมปุ๊บเธอก็ขมวดคิ้ว ตีหน้ายักษ์ปั๊บเลย แหมๆ ดีใจจัง ผมเป็นที่จดจำของผู้ใหญ่

“เธอมาทำไม”

“มาคุยเรื่องที่เราคุยกันค้างไว้เมื่อวานไงครับ” เอ่ยพร้อมกับนั่งลงบนโต๊ะข้างตัว บนใบหน้าของผมไร้ซึ่งรอยยิ้ม คนแบบนี้ไม่สมควรได้รับรอยยิ้มจากผม ไม่ว่าจะยิ้มแบบไหน

“ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอ บอกธันด้วยว่าให้มาซ้อมเร็วๆ วันนี้ห้ามสาย เมื่อวานทำคนอื่นวุ่นวายไปหมด มาถึงเมื่อไหร่ฉันจะลงโทษทันที” คู่สนทนาใช้นิ้วดันแว่นให้เข้าที่ก่อนจะนั่งลงเซ็นเอกสารที่โต๊ะของตัวเองดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรจะพูดอีก

อื้อหือ รู้สึกได้เลยว่าระดับความโกรธของผมเริ่มขยับขึ้นมาหนึ่งระดับ กะว่าวันนี้จะมาคุยแบบดีๆ แล้วนะ

“ผมคิดว่าครูเข้าใจแล้ว”

“อะไร?”

“ก็ผมบอกไปแล้วไงว่าจะไม่ให้ไอ้ธันแข่ง” ไอ้ท่าทางนิ่งๆ ทำเป็นมองไม่เห็นกันเนี่ยเรียกว่ากวนประสาทปะ เพิ่งเคยเห็นคนแก่ขนาดนี้ทำนิสัยเด็กๆ ตลกดีว่ะ ...จะว่าไปผมก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ผิด ครูที่นิสัยไม่ดี เอาเปรียบนักเรียน ด่านักเรียนโดยไม่มีเหตุผลตลอด หรือไอ้นักเรียนที่ยอมโง่ให้ครูเอาเปรียบ ให้ครูด่าเสมอ

ช่างแม่ง ใครจะผิดก็ช่างเถอะ ผมรู้แค่ว่าไม่ชอบที่เพื่อนสนิทโดนทำอย่างนี้

“เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งฉัน”

“ครูก็เหมือนกันครับ ครูไม่มีสิทธิ์จะสั่งเพื่อนผม” ผมไหวไหล่ไม่สนใจ

“มีสิ บอกไปแล้วไงว่าฉันเป็นครูเขา ฉั-”

“ฉันจะทำอะไรกับเขาก็ได้... ใช่ไหม?” ผมพูดแทรกก่อนที่เธอจะพูดจบ มันเป็นประโยคที่เธอเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ได้ยินทีไรก็ขัดหูทุกที อยากจะรู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนสัมภาษณ์ตอนจะรับคุณครูคนนี้เข้ามาสอนในโรงเรียน เหอะ ไม่ได้เรื่อง จรรยาบรรณครูติดลบสัสๆ

“ก็จำได้หนิ”

“แล้วครูล่ะครับ จำได้ไหมว่าผมตอบกลับไปว่าอะไร”

“...เธอชื่ออะไร อยู่โรงเรียนชายข้างๆ สินะ” เธอกำลังขู่ผมรึเปล่า

“ครับผม บอกครูปกครองไปว่าชื่อหัสดิน ไม่ต้องบอกห้องหรอกเพราะทั้งโรงเรียนมีชื่อนี้แค่คนเดียว หรือครูจะเอาห้อง ชื่อพ่อ ชื่อแม่ ชื่อน้องสาว เลขที่บ้านผมด้วย ผมบอกได้นะ เอาไหมล่ะ?”

“ไม่คิดจะกลัวบ้างรึไงไอ้เด็กนี่!!”

ตุบ!

เพล้ง!!

เสียงแหลมบ่งบอกถึงความโกรธมาพร้อมกับวัตถุแข็งทรงสี่เหลี่ยมที่ปลิวเฉียดใบหน้าผมไปนิดเดียว ต้องขอบคุณทักษะหลีดจากพี่กอล์ฟแล้วล่ะที่ทำให้ผมหลบเครื่องเหลาดินสอทัน ถ้าโดนตรงๆ มีเจ็บหนักนะเนี่ย ยิ่งคุยด้วยนานเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้ว่าครูคนนี้เธอไม่มีจรรยาบรรณขนาดไหน สงสารนักเรียนโรงเรียนนี้ฉิบหาย

“กลัวทำไมล่ะครับ... อย่าเพิ่งเบี่ยงประเด็นสิ เรากำลังคุยเรื่องถอนชื่อไอ้ธันออกจากการแข่งขันอยู่นะ”

“ฉันบอกว่าไม่ก็ไม่ไง พูดไม่รู้เรื่องรึไง!”

“ครูนั่นแหละที่พูดไม่รู้เรื่อง ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก คนแก่วัยหมดเมนส์เป็นแบบนี้ทุกคนรึเปล่าหรือว่าครูเป็นคนเดียว... แต่ผมว่าน่าจะเป็นคนเดียวมั้ง อายุก็ปูนนี้แล้วปล่อยวางได้แล้วมั้งครับ ยิ่งด่าก็ยิ่งแก่ ยิ่งด่าก็ยิ่งตายเร็วนะ ผมเตือนด้วยความหวังดี” ผมลงมาคุยกับคู่สนทนาดีๆ อันที่จริงก็ไม่ดีเท่าไหร่ ก็รู้ว่าพูดแบบนี้แล้วบาปแต่ผมก็อดไม่ได้ว่ะ เป็นคุณจะทนไม่ด่าได้ไหมถ้าคนตรงหน้าทำนิสัยเสีย ด่าเพื่อนรักของคุณสารพัดทั้งๆ ที่เพื่อนคุณโคตรจะปกป้องเขา ทำทุกอย่างให้เขาพอใจ

นี่คิดแล้วผมก็พาลโกรธไอ้ธันไปด้วย กลับบ้านไปมึงเจอแน่ ...ตอนนี้กูขอเคลียร์ตรงนี้ก่อน

“เด็กเวร ปากแบบนี้ฉันขอตบสักทีเถอะ”

“เชิญ ถ้าถึง” ผมไม่ได้ส่งสายตากวนประสาทหรือทำท่าทางกวนตีนประกอบคำพูด แต่แค่นี้คู่สนทนาก็ควันขึ้นหัวทำท่าโกรธจัดซะแล้ว

“ฮึ่ย! ฉันจะส่งชื่อแกให้โรงเรียน ตัดคะแนนสักสองร้อย เอาให้เรียนซ้ำชั้นไปเลย!”

“เหรอ ช่วงนี้ผมว่าตัวเองไม่ค่อยเข้าใจบทเรียนเท่าไหร่ ได้เรียนซ้ำอีกสักปีคงทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น”

“ไอ้...! แกออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้เลย” ดูท่าเธอจะทนไม่ไหวแล้วสิ ถึงขั้นจิกแขนแล้วลากผมไปที่ประตูเลย เจ็บนะเนี่ย

“ผมไม่ไป จนกว่าครูจะยอมถอนชื่อเพื่อนผมออกจากการแข่ง”

“ฉันบอกว่าไม่ไง ฉันส่งชื่อไอ้ธันไปแล้ว!”

“ผมก็บอกไปแล้วเหมือนกันว่าส่งไปได้ก็ต้องถอนชื่อออกได้” ผมสะบัดมือของคนที่อายุมากกว่าออก ก่อนจะก้มลงมองรอยที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ เลือดซิบเลยแฮะ กลับบ้านแล้วมันจะยังอยู่รึเปล่าเนี่ย... ให้ตายสิ คนอะไรวะสักแต่จะด่า สักแต่จะเถียง พอเถียงไม่ขึ้นก็ใช้อำนาจ ใช้กำลัง

แต่เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยโกรธเรื่องนี้เท่าไหร่นะ สงสัยคงเป็นเพราะผมผิดครึ่งหนึ่งละมั้ง

“บอกว่าไม่ก็ไม่สิ! ถ้ามันไม่ลงแข่งแล้วฉันจะเอาเกียรติบัตรนักเรียนที่ไหนมาทำผลงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน! เหอะ ฉันอุตส่าห์เอามาฝึกตั้งแต่ม.ต้น คิดว่าโตขึ้นมาแล้วจะใช้งานได้ แล้วดูซินี่อะไร... ไม่ได้เรื่อง! เห็นเรื่องไม่เป็นเรื่องสำคัญกว่าช่วยให้ครูตัวเองได้ดี เด็กสมัยนี้เป็นแบบนี้ทุกคนเลยรึไง ไร้สาระ อกตัญญู!!”

โอเค ตอนนี้ผมโกรธมาก

มากๆ ด้วย

“นี่รู้อะไรไหม...ผมจะด่าป้าว่าเหี้ย ยังกลัวเหี้ยจะโกรธเลยว่ะ” นี่เป็นความจริงจากใจ ผมไม่สามารถมองคนตรงหน้าเป็นครูได้แล้ว เข้าใจคำว่า ‘เกลียดไปแล้ว’ กับ ‘อคติไปแล้ว’ ไหม ทำยังไงแม่งก็กลับไปคิดดีไม่ได้ ไม่มีทาง ผมว่าเธอควรไปพบจิตแพทย์ ประโยคเมื่อกี้ไม่ได้มีส่วนไหนบอกว่าเธอปกติเลย

“นี่แก!”

“เรามาทำให้เรื่องมันจบๆ ไปเหอะ ผมขี้เกียจคุยกับป้าแล้ว” ผมล้วงเอาบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า ผมอยากทำให้จบเร็วๆ นี่พูดจริงๆ นะว่าถ้าผมอยู่ที่นี่นานกว่านี้ครูศรีได้เข้าโรงพยาบาลแน่ ถ้าครูเป็นผู้ชายก็ดีดิ ผมจะต่อยไม่ยั้งเลย

“ต๊าย พูดเหมือนตัวเองใหญ่อย่างนั้นแหละ จะบอกให้นะว่าถ้าแกไม่ใช่ระดับสูงๆ ฉันก็ไม่ฟังหรอก”

“เสียดายจังที่ผมไม่ใช่ระดับสูงๆ แบบที่ป้าพูดถึง... แต่ผมมีนี่ ไม่รู้ว่าดูแล้วป้าจะยอมคุยกับผมดีๆ ไหม”

พอจบประโยคผมก็วางโทรศัพท์ที่เปิดวีดิโอหนึ่งค้างไว้ให้คู่สนทนาดู บนจอปรากฏร่างของคนสามคน เป็นนักเรียนชายสองคน อีกคนเป็นครูแก่ๆ อ่าฮะ มันคือผม ไอ้ธันและครูศรี

เนื้อหาในวิดีโอเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ที่เธอด่าไอ้ธันแบบไม่มีเหตุผล นอกจากนี้ยังมีคลิปที่เธอทุบตีนักเรียนคนอื่นด้วยอารมณ์ล้วนๆ อีกเป็นโหล ตอนแรกที่ผมให้ไอ้ต้าไปหาก็กะจะเอาแค่คลิปเมื่อวานแหละ แต่บังเอิญเพื่อนต้าไปค้นเจอคลิปพวกนี้ด้วย ถือเป็นดวงไปละกัน

ดวงดีของผม ดวงไม่ดีของเธอ

“ไม่รู้ว่าถ้าคลิปนี้ถูกส่งไปให้ผู้อำนวยการแล้วครูจะถูกสอบวินัยไหม หรือโดนไล่ออก ยังไงดีล่ะ”

“...”

“ตกลงกันดีๆ เถอะผมไม่อยากจะคุยกับคุณไปมากกว่านี้แล้ว ถ้ายอมทำตามที่ผมขอ คลิปนี้ก็จะไม่ถูกส่งไปไหน เรื่องจะไม่ถึงหูผู้อำนวยการ คุณจะไม่โดนสอบวินัย ไม่โดนไล่ออก จบแบบแฟร์ๆ ทั้งสองฝ่าย” ผมกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย ใบหน้าไร้อารมณ์ ผิดกับอีกฝ่ายที่เหงื่อเริ่มไหลลงมาตามข้างแก้มและหน้าผาก “ถอนชื่อธันวาออกจากการแข่ง แล้วก็เลิกยุ่งกับมันซะ”

“แค่นั้นใช่ไหมที่เธอต้องการ...”

ถือว่าการเจรจาสำเร็จ

“เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ” ผมไหวไหล่ไม่สนใจก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ อ่า ปวดตัวชะมัด พวกเราก็มีความสามารถดีแฮะ นอนเบียดกันได้ทั้งๆ ที่มีพื้นที่แค่นิดเดียว เมื่อคืนตอนเห็นโซฟาผมคิดว่าจะนอนไม่ได้แล้วซะอีก

“ไอ้เหี้ยหยาง! มึงบ้าปะเนี่ย”

“ไปแดกข้าวกัน หิวจะตายแล้ว” ผมเลือกที่จะตัดบทด้วยการลากอีกฝ่ายลงมาที่ห้องครัว ระว่างทางมันก็พยายามดิ้นให้หลุด ด่าบ้าง ตีบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมปล่อยอยู่ดี ผมรู้น่าว่ามันจะพูดอะไร เพราะรู้ไงถึงไม่อยากฟัง เพราะรู้ไงถึงได้หนีไปจัดการเรื่องนี้คนเดียวโดยไม่บอกมัน

หมับ

“เดี๋ยวดิวะ... คุยเรื่องครูก่อน!”

แรงรั้งจากข้างหลังและเสียงสั่นๆ คล้ายกับจะร้องไห้ของร่างโปร่งทำให้ผมหันไปมอง หัวคิ้วสวยขมวดด้วยความกังวล ใบหน้ามนแดงนิดหน่อยด้วยฤทธิ์ไข้ที่ยังคงเหลืออยู่ นั่นยิ่งทำให้มันดูเหมือนจะร้องไห้เข้าไปใหญ่

...ให้ตายสิ

“มันไม่มีอะไรให้คุยเลยนะธัน สรุปง่ายๆ คือมึงไม่ต้องไปซ้อมศิลปะอะไรนั่นอีก แล้วสาเหตุที่กูให้ครูศรีเอาชื่อมึงออกเพราะกูไม่อยากเห็นมึงมีสภาพแบบที่เป็นอยู่ ถ้ามีคำถามกูจะให้ถามได้นะแต่ให้แค่คำถามเดียว มากกว่านั้นกูไม่ตอบ”

“ไอ้เหี้ย”

“ขอบคุณครับ” ผมยักคิ้วกวนประสาท ลากมันมาที่โต๊ะอาหาร จากนั้นก็กดให้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ผมคิดไว้แล้วว่าไอ้อุ๋งๆ ต้องตื่นเวลาประมาณนี้ เมื่อห้านาทีก่อนที่มันจะตื่นผมก็เลยลงมาอุ่นข้าวต้มไว้ให้ โนๆ ไม่ได้ตั้งหม้อ ยืนคนเหมือนในหนังหรอก ผมขี้เกียจ เดี๋ยวนี้เขามีนวัตกรรมที่เรียกว่าไมโครเวฟแล้วเว้ย ใส่เครื่อง หมุนๆ เครื่องร้องติ๊งก็ได้แดกแล้ว

“เอาดีๆ ดิวะ”

“ก็ดีๆ ไง ถามมาดิแต่อย่าลืมนะว่าถามได้แค่คำถามเดียว เป็นเพื่อนกันมานานมึงก็น่าจะรู้เนอะว่ากูพูดจริงทำจริง”

“...”

“คิดได้เมื่อไหร่ก็ถามแล้วกัน... อะ กูอุ่นข้าวต้มไว้ให้” ผมเดินไปเปิดไมโครเวฟก่อนจะหยิบถ้วยข้างในออกมาวางไว้ตรงหน้าเพื่อนสนิท ข้าวต้มของผมไม่ต้องเวฟหรอก เทใส่ถ้วยแล้วกินได้เลย เน้นความเผ็ดครับไม่เน้นความร้อน

“...”

“เป็นไรกินดิ” ในขณะที่ผมกินอาหารเช้า (ตอนเที่ยง) อย่างเอร็ดอร่อย คนข้างๆ กลับทำหน้ามุ่ย มองกุ้งตัวส้มๆ เสมือนว่ากุ้งตัวนั้นได้สังหารพ่อ ฆ่าแม่ แล่เนื้อยายของมันเมื่อชาติปางก่อน แต่ดูๆ ไปมันก็ตลกดีนะ เหมือนเด็กขี้งอน หึ

“ก็มึง...”

“กูทำไม หือ?”

“ก็มึงอะ... แม่ง” เนื่องจากเป็นเพื่อนกันมานาน ผมก็เลยดูออกว่าถ้ามันเริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า 'ก็มึงอะ' คือแม่งโกรธแต่คิดคำด่าไม่ออก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมควรทำคือการนั่งกินข้าวต้มรอฟังคำด่าไป ไม่นานนักมันก็เงยหน้ามามองผม สงสัยจะถามแล้ว ผมต้องเตรียมตัวตอบสักหน่อย นี่เป็น the best of คำถาม ที่คีรินทร์คัดสรรมาจากหลายร้อยคำถามเลยนะ แต่เชื่อผมว่ายังไงก็หนีไม่พ้นคุณครูสุดที่รักของมัน

“...มึงโดนตัดคะแนนความประพฤติรึเปล่า”

ประโยคที่เพิ่งได้ยินทำเอาผมชะงัก หันหน้าไปมองคู่สนทนาทันที ...จะว่ายังไงดีล่ะ ไม่ใช่ว่าผมมองไอ้ธันเป็นเพื่อนที่ไม่ดี ไม่รักเพื่อนหรืออะไรแต่ปกติมันจะถามแต่เรื่องครู ผมก็เลยคิดว่าครั้งนี้มันจะถามแนวๆ นั้นอีก พอสุดท้ายผลออกมาไม่เหมือนที่คิดไว้ผมก็เลยออกจะตกใจนิดหน่อย

“ทำไมถามเรื่องนี้ นึกว่าจะถามเกี่ยวกับครู”

“ควายไง๊... ที่ถามก็ต้องเป็นเพราะห่วงมึงดิ” ร่างโปร่งเอ่ยทั้งๆ ที่ยังคงมุ่ยหน้าอยู่ มือขาวกำขากางเกงตัวเองแน่นจนยับ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำแบบนั้นเพื่ออะไร แต่... ผมชอบ เวลามองแล้วรู้สึกดีแปลกๆ ผมว่าผมไม่ได้คิดไปเองแล้วล่ะ ไอ้ธันมันมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วย

“ไม่โดน หึ” ผมคลี่ยิ้ม ยกมือขึ้นไปขยี้หัวอีกฝ่ายเบาๆ ผมพอจะรู้นะว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปของไอ้อุ๋งๆ คืออะไร ตอนแรกก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่เพราะมันเป็นผู้ชาย แต่มาถึงขนาดนี้แล้วผมว่าใช่ว่ะ...

แม่งน่ารักขึ้น

ไม่ได้หมายถึงหน้าตาน่ารักออกแนวผู้หญิง สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักคือบรรยากาศรอบตัวมัน นิสัย และการกระทำของมันต่างหาก ไม่รู้ดิ อธิบายไม่ถูก บอกได้แค่ว่าน่ารัก น่ารัก น่ารัก แล้วก็น่ารัก

“แล้วครูทำอะไรมึงรึเปล่า”

“เกินหนึ่งคำถามแล้วนะ” ผมแกล้งหันกลับไปกินข้าวต้มต่อ ทั้งๆ ที่หางตายังคอยสังเกตว่าเพื่อนสนิทจะทำอะไร ทำไงดีวะ อยู่ใกล้แล้วอยากแกล้งทุกที อยากบีบแก้มด้วย ฮึ่ย

“ตอบๆ มาเถอะน่า”

“ตอบได้แต่มันก็ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยน~”

“อีกละ!... กูขอฟังข้อแลกเปลี่ยนก่อน” อ้าว แบบนี้ก็ได้เหรอ ...อืม เอาอะไรดีล่ะ ถึงจะบอกว่าต้องมีข้อแลกเปลี่ยนก็เถอะแต่นั่นผมก็พูดไปงั้นเอง ยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะเอาอะไร ไม่มีของที่อยากได้ด้วยสิ

อะ ไอ้นั่นละกัน

“อืมมม... กีฬาสีจะถึงแล้วเนอะ มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อยดิ”

“หมายถึง?”

“เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนหน่อย” โรงเรียนผมไม่ซีเรียซเรื่องเอานักเรียนโรงเรียนอื่นเข้ามาตอนมีงานกีฬาสี หือ ถามว่าเอาคีรินทร์มาอยู่เป็นเพื่อนทำไมเหรอ ก็... ใครๆ ก็อยากให้เพื่อนสนิทอยู่ใกล้ๆ ทั้งนั้นแหละถูกไหม ขนาดไอ้ต้นกับไอ้เทรนด์ตัวยังติดกันเป็นปาท่องโก๋เลย ถ้ากีฬาสีตัวพวกมันยังไม่แยกกันผมก็ต้องนั่งกร่อยอยู่คนเดียวดิ เพราะฉะนั้นต้องหาเพื่อนมาอยู่ด้วย

“พ่อง เพื่อนมึงมีตั้งเยอะ อีกอย่างกูเป็นคนนอกจะเข้าไปได้ไง”

“ทำไมจะไม่ได้ ผอ.ยังเอาเมียเข้ามาได้เลย” นี่ยังไม่รวมอาจารย์ที่พกเมีย พกผัวมาด้วยนะ

“ไอ้บ้า ไม่เหมือนกันไหมล่ะ”

“ไม่สน กูจะเอามึงเข้าไป ใครก็ขัดไม่ได้ทั้งนั้น”

“เอาแต่ใจจริงๆ พ่อคุณ”

“แล้วตกลงอยากรู้ไหมว่ากูโดนทำอะไรรึเปล่า” ผมถามซ้ำขณะยกน้ำขึ้นมาจิบ พยายามทำหน้าให้นิ่งที่สุดเพื่อให้ไอ้ธันดูไม่ออกว่าผมมีอาการเจ็บปวดตรงไหนรึเปล่า ต้องขอบคุณเสื้อกันหนาวที่ช่วยปกปิดเนื้อหนังของผมไว้ ไม่ให้มันรู้ว่ามีแผลที่ไหนไหม ฮะๆ

“ไม่อยากแล้ว!”

“เหรอ...” ผมพยักหน้ารับเบาๆ แกล้งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นการเสริมความลังเลให้ไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ พรืด... แม่งทำหน้าตาตลกมากอะ ทำไงดีวะ ผมจะหลุดขำแล้ว

“...” ยัง ยังนิ่งได้เว้ยๆ

“...” กูก็นิ่งได้เหมือนกัน

“...” เชื่อดิว่าอีกไม่นานมึงจะทนไม่ไหว กูรู้

“...”

.

.

.

“...เออ! กูยอมแล้ว บอกๆ มาสิไอ้ควาย” สุดท้ายคนที่ทนความอึดอัดไม่ไหวก็คือคุณคนไข้ มันกัดปาก ขมวดคิ้วเหมือนยอมทั้งๆ ที่ไม่อยากยอม หึ กูวิน

“อิอิ กูไม่โดนทำอะไรทั้งนั้นแหละ”

“กูว่าแล้ว!!!”

ผมมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มก่อนจะค่อยๆ ขยับมือข้างที่เป็นแผลไว้ข้างหลังเพื่อหลบให้พ้นสายตาธัน ไม่จำเป็นต้องให้เขารู้หรอก รู้แล้วมีแต่จะทำให้เครียดเปล่าๆ เพื่อนผมคนนี้เป็นคนคิดมากซะด้วยสิ ความจริงไอ้แผลนี่มันก็เจ็บอยู่เหมือนกันนะแต่ถ้าแลกมาด้วยความสบายใจของไอ้ธัน...

ก็คุ้มดี





______________________________________________________________________________________

งุงิ ลงไม่ทันเที่ยงคืน... ขอโทษษษษษ

ตอนประมาณห้าทุ่มเราแต่งได้ 60% แล้วล่ะ แต่ก็อยากลงทีเดียวจบ 100% ไง

ก็เลยนั่งแต่งต่อกะว่าคงไม่เลทจากเที่ยงคืนมาก แต่มันก็เลยเวลาไปเยอะเลย กระซิก


ปล.หากฉันหายไป โปรดรู้ไว้ว่ากีฬาสีของฉันใกล้เข้ามาแล้ว

ก็อย่างที่รู้ว่าปีนี้มันวุ่นวาย บ้านเมืองมีปัญหานิดหน่อย

ครูก็เลยอยากให้กีฬาสีปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างให้เข้ากับสถานการณ์ เหอะๆ

ได๋ค่ะ... หนูไหว

ดูหน้าหนู หนูไหว

_( ; 3 J L )_


-Mommae-


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.282K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29970 9494 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 11:18
    มีคนปิดทองหลังพระว่ะ ทำดีไม่ยอมบอกเมีนว่าเจ็บตัว อ่ะเหนาะ
    #29,970
    0
  2. #29693 Phing-Phing (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 16:36
    น้องธันไม่ควรทน เชียร์ให้พี่หยางส่งวีดีโอให้ผอ. ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย =□=###!!!
    #29,693
    0
  3. #29658 MoRO66 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 00:51
    ครูก็เกิ้นนนน หยางทำดีมากค่ะ รักนะ
    #29,658
    0
  4. #29309 0984363270 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 12:43

    ไรท์ยังเรียนยุช่มั่ยคะระดับใหนแล้วความสามารถไร ์เหลื อล้นมากเลยค่ะจะเก่งเกินไปแล้ว!!
    #29,309
    0
  5. #29305 reluz (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 22:21
    ไม่ใช่ครูละอะขนาดนี้
    #29,305
    0
  6. #29098 psunrise (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 10:03
    ครูศรีบังอาจทำร้ายพี่หยางของชั้น!! ชั้นจะแจ้ง!!! ชั้นจะแจ้ง!!!!!!
    #29,098
    0
  7. #28744 หนังไข่ลิงผู้เจิดจรัส (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 02:10
    สะใจโว้ยยยยยยยยยยยยยยยนน วะฮะฮ่า!!!!!
    #28,744
    0
  8. #28742 malin964 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 05:09
    อ่านไปพอถึงบรรทัดอิครูศรีกุหนิแบบมองข้างเลย
    #28,742
    0
  9. #28709 Shipnielong (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 15:05
    อยากจะแหมมมมม หยางกู่ไม่กลับแล้วนะ อาการเเบบนี้คืออาการลุ่มหลง! เธอว์กำลังลังหลง...รักธัน!//ครูคือเลวมาก -
    #28,709
    0
  10. #28649 Kmmbs may (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 23:08
    หยางง แง้งงงงง มีแต่คำว่าน่ารักเต็มหัวไปหมดดด ธันวาก็น่าเอ็นดู ฮืออออ เรือแล่นแล้ววววว
    #28,649
    0
  11. #28409 Callmeyou (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:47
    ขนาดนี้ไม่ควรเป็นครูต่อแล้วนะ
    #28,409
    0
  12. #28331 CarrotSirirvarin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 11:25
    หยางนายหล่อมาก
    #28,331
    0
  13. #28262 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 22:10
    หยางคนดี
    #28,262
    0
  14. #27759 mookba030 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 22:13
    มันมีอันซ้ำอ่ะค่ะ
    #27,759
    0
  15. #27743 jjuinne (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 01:06
    เอ๊ะ มันซ้ำกันปะคะ หรือเป็นแค่ของเรา
    #27,743
    1
    • #27743-1 62846290016(จากตอนที่ 27)
      24 ตุลาคม 2561 / 13:59
      เราก็เป็นค่ะ
      #27743-1
  16. #25351 Piszerel (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 06:54
    ใจเต้นแล้ว อั๊ยยยย

    ทำไมละเมอน่ารักจังคะลูกกกกก

    รักกันน่ารักดีอ่ะ ความจริงอยากให้โดนสอบวินัยไปเลยมากกว่านะ
    #25,351
    0
  17. #25257 WayVe❤ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 18:22
    หยางทำดีๆๆๆๆๆๆๆ รัวมือ! 👏 /ไรท์ค่ะ เนื้อเรื่องมันซ้ำ2รอบเด้อ
    #25,257
    0
  18. #24691 sttks.p2h (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 10:13
    เตงงง55 ทำไมมันมีซ้ำแบบนี้555 #26April18
    #24,691
    0
  19. #22943 ArisaSeemata (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 06:32
    เริ่มเเล้วอิอิ😇
    #22,943
    0
  20. #22838 ปุยน้อย (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 16:51
    พี่หยางคนดี 2017
    #22,838
    0
  21. #22776 thitirat yoschart (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 10:45
    เมื่อไหร่จะเป็นแฟนกัน
    #22,776
    0
  22. #21491 App_sai (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 22:15
    การมองเพื่อนสนิทผช.ว่า น่ารักๆๆๆๆๆๆ คืออัลไลคะพ่อหยาง หึหึ
    #21,491
    0
  23. #21233 ana julia (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 17:42
    นี่ก็เลยวัยมานาน มาอ่านเรื่องนี้ถึงซึมซาบว่าสำหรับม.ปลายกีฬาสีนี่เป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ

    ครูศรีนี่ภาวะจิตใจไม่ปกติแล้วล่ะ เอาจริงๆคือถ้ามีหลักฐานทำร้ายร่างกายจิตใจเด็กโดยไม่สมควรกับสาเหตุนี่ควรถูกสอบ
    มนุษย์แบบนี้จะอนุรักษ์ไว้ในโรงเรียนทำไม ถึงส่งตรวจแล้วไม่ถึงขั้นจิตเภทหรือเป็นอันตรายก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะเป็นครูอยู่ดี
    #21,233
    0
  24. #20858 มูตี้ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 00:19
    ^________^
    #20,858
    0
  25. #20054 hayleo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 20:53
    เขินกว่านี้ไม่มีแล้ว
    #20,054
    0