I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 25 : ครั้งที่ 21 ป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44,065
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,279 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 21 ป่วย

[ธันวา]

“พี่ธันๆ ตรงนี้พี่ต้องทำให้มันเข้มกว่านี้อีกนิด กดสีไปเลย มันไม่เจ็บหรอก ฮะๆ” ผมทำตามที่รุ่นน้องบอกอย่างตั้งใจ ตั้งแต่เที่ยงวันนี้ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากฝึกเทสสีกับสาวๆ ฝึกจนมือชาอะ ไม่คิดว่ามันจะต้องออกแรงเยอะขนาดนี้ ปกติผมใช้สีน้ำไง ลงน้ำหนักมือมากสุดก็แค่ตอนที่ผสมสี

อืม ปวดหัวว่ะ

“เป็นไรพี่ธัน?” ข้าวฟ่างถามเมื่อเห็นว่าผมยกมือขึ้นมานวดขมับ… ไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน มันปวดขมับแปลกๆ เหมือนเส้นเลือดตรงนั้นเต้นได้ แล้วปวดอยู่ที่เดียวด้วย เป็นอะไรของผมวะ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

“เก๊กท่าเท่ๆ ไปงั้นแหละ ฮะๆ” โกหกอีกแล้วเรา... ก็ถ้าบอกไปว่าปวดหัวพวกนี้ก็ต้องให้ผมพักแน่นอน ผมจะพักได้ยังไงในเมื่อยังทำงานไปไม่ถึงไหนเลย บอกว่าจะวาดตั้งแต่ไอ้หยางวางสายไปแต่เอาเข้าจริงก็มัวแต่ฝึกใช้สีจนงานไม่ค่อยเดินเท่าไหร่ นี่เพิ่งทำไปได้สี่สิบเปอร์เซ็นต์เอง เหลืออีกแค่หนึ่งชั่วโมง ต้องรีบแล้ว

“โห่ ไอ้เราก็นึกว่าอะไร”

“ฮะๆ” คุยกันอีกนิดหน่อยผมก็เริ่มลงมือระบายสีต่อบนกระดาษขนาดเอสอง ขนาดของกระดาษก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผมใช้เวลาทำทั้งคืน

“ไอ้ธัน กีฬาสีปีนี้มีเมื่อไหร่วะ”

“ไม่แน่ใจอะพี่ รู้แค่ว่าหลังโรงเรียนชายหนึ่งอาทิตย์” โรงเรียนบอกแล้วล่ะครับแต่ผมนี่แหละลืมเอง ก็ไม่ค่อยมีเวลาสนใจเรื่องอื่นเท่าไหร่นี่นา แค่เรื่องตอนนี้ก็วุ่นวายจนสมองจะระเบิดแล้ว

“อ๋อ แล้วสีมึงใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ววะ”

“น่าจะหมื่นนิดๆ”

“ไอ้เชี่ยยย โคตรน้อย ของพี่หมดไปตั้งหลายหมื่น มึงทำไงวะ”

“ก็ทำเองหมดเลยอะพี่ พี่ซ้อมหลีดก็เป็นคนรู้จักของไอ้อิม เขาก็เลยคิดถูกมาก” พี่คนนั้นใจดีเวอร์ ถึงหน้าตาจะออกแรงนิดๆ ก็เถอะ

เหี้ย! ลืมเอากระดาษลองมือ สีชอล์คเลอะหมดเลยเวรเอ๊ย!!

“ไอ้ฟ่างสีเลอะว่ะ ทำไงดีวะ”

“ขูดออกเลยพี่ สีชอ์คมัน… เฮ้ย!” คู่สนทนารีบลุกขึ้นมาดูงานของผมด้วยท่าทีตกใจ ไม่ให้ตกใจได้ไงล่ะ คือถ้าภาพมันเป็นสีชอล์คทั้งหมดก็คงแก้ได้ง่ายแต่นี่คืองานที่เอาสีหลายๆ ประเภทมารวมกัน แล้วไอ้ส่วนที่เลอะก็ดันเป็นส่วนของสีน้ำอีก

เละยิ่งกว่าเละ

“เช็ดออกๆ ลองเช็ดออกก่อน”

“ครับ” ผมรับทิชชู่จากพี่นกมาเช็ดงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่เช็ดไปได้ไม่นานก็ต้องสะดุ้งเพราะคนที่อยู่ข้างๆ ร้องเสียงดังลั่นแล้วจับมือผมแน่น

“เฮ้ย พี่อย่าใช้ทิชชู่เช็ดดิ ยิ่งเช็ดยิ่งเละนะเว้ย”

“อ้าวเหรอ ขอโทษ พี่ไม่รู้”

ผมก้มลงมองกระดาษขนาดเอสองบนกระดาน เมื่อกี้มัวแต่ก้มเช็ดเพราะคิดแค่ว่า ‘ออกสักทีสิวะ’ ไม่ได้ดูผลของการกระทำตัวเอง พอมามองตอนนี้แล้วรู้เลยว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ จากตอนแรกที่เลอะแค่นิดเดียว ตอนนี้มันเปื้อนเป็นทางยาวจนเลอะไปหมด

“หนูว่านะ… ทำใหม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”

“อือ พี่ก็ว่างั้น… ดวงไม่ดีเลยว่ะ ฮะๆ” นี่เป็นการขำที่ฝืนที่สุดในชีวิต จากตอนแรกที่เหนื่อยอยู่แล้วตอนนี้หนักเลย ความพยายามเกือบหกชั่วโมงของผมต้องจบลงเพราะความโง่ของตัวเอง

ไม่เป็นไร ยังมีแรงอยู่ ทำใหม่ก็ได้

“พี่โอเคนะ หนูสงสารว่ะ…” ข้าวฟ่างตบไหล่ผมเป็นการปลอบใจ คนอื่นก็เดินเข้ามาปลอบเช่นกัน

“เชี่ยแม่ง ถ้าเป็นหนูร้องไห้ไปแล้ว”

“พวกหนูทำให้ไหม”

“เออใช่ ถ้าเราช่วยกันน่าจะทันอยู่ ออกมาสวยด้วยนะ เอาไหมไอ้-”

“ไม่เอา งานใครงานมัน พวกแกก็ทำงานตัวเองไปเถอะพี่ทำไหว เหลืออีกตั้งหนึ่งชั่วโมง ทั๊นนน เดี๋ยววันนี้อยู่ถึงสองทุ่มก็ได้” ไม่รอให้พวกเธอพูดจบผมก็พูดแทรกก่อน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะรีบตอบตกลงแต่ไม่ใช่สำหรับผม ‘งานของเรา’ ก็บอกอยู่แล้วว่า ‘เราเป็นคนทำเอง’ ถ้าให้คนอื่นทำให้มันจะเป็นงานของเราได้ยังไง

อีกอย่างผมก็คิดเผื่อไว้ตั้งแต่แรกแล้ว คิดว่าถ้าทำเสร็จไม่ทันหกโมงเย็นก็จะโทรไปบอกไอ้หยางว่ามีธุระต้องไปทำก็เลยไปดูมันซ้อมหลีดไม่ได้ เฮ้อ สักวันจมูกผมจะยาวออกมาไหม ช่วงนี้โกหกเยอะยิ่งกว่าพินอคคิโอซะอีก

“จะดีเหรอพี่...”

“ดีดิ แกเห็นว่าพี่อ่อนแอขนาดนั้นเลย? นี่ใครครับ แกคิดว่าพี่อ่อนด๋อยเหรอ” ผมเบ่งกล้ามให้คู่สนทนาดูพร้อมกับทำหน้าหล่อกลบเกลื่อนอารมณ์ภายในใจ

“เอ๊อ เอาให้ทันนะเว้ย ถ้าแกยังทำไม่ถึงครึ่งพี่ก็จะไม่เริ่มทำงานต่ออะเอาดิ ถ้าจะโดนด่าก็ต้องโดนไปด้วยกันเพราะพี่ผิดเองที่บอกให้แกเอาทิชชู่เช็ด” พี่นกวางสีไม้ในมือแล้วกอดอกมองงานผมเหมือนจะบอกว่า ‘รีบทำ รออยู่นะ’

“งั้นหนูก็ผิดที่บอกพี่ช้า”

“หนูผิดด้วยที่ลืมบอกพี่ว่าให้เอากระดาษลองมือตอนระบาย”

“พวกบ้า ทำงานของตัวเองไปเลยไป๊ หลับตาพริบเดียวพี่ก็ทำเสร็จละ เสร็จก่อนพวกแกด้วย ถ้าไม่อยากโดนแซงก็ระวังไว้ให้ดี๊” ผมจี้เอวน้องๆ กับพี่นกเล่นให้พวกเธอหัวเราะ แอบดีใจที่ทุกคนเป็นห่วงผมขนาดนี้

“โอ๊ย พี่ธันอย่าจี้ ฮะๆ”

“อย่าโว้ย พุงฟ่างสั่นหมดแล้วเนี่ย ฮ่าๆ”

“แค่กๆ พี่! ฮ่าๆ”

“ไอ้คนขี้โม้ วุ้ยยย”

เราหยอกล้อกันอีกนิดหน่อยก็เริ่มกลับไปทำงานใครงานมัน ทุกคนทำไปได้เยอะมากแล้วมีแต่ผมนี่แหละที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้น เอาน่า คิดซะว่าเมื่อกี้เป็นการซ้อมใหญ่ของซ้อมเล็กของซ้อมเล็ก...

แปลบ

“อื้อ...”

อาการปวดแปลบที่ขมับข้างเดิมทำให้ผมรีบวางสี ยกมือขึ้นกุมขมับแน่น รู้สึกไปเองหรือว่ามันลามมาที่เบ้าตาวะ ...เชี่ยเอ๊ย ทำไมต้องมาเป็นอะไรเอาตอนนี้ด้วย นี่งานยังไม่เสร็จเลย ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ ไว้เสร็จแล้วค่อยปวดได้ไหม

“ไอ้ธัน เป็นอะไร ไม่ใช่เก๊กแล้วมั้ง” พี่นกเข้ามาดูอาการของผม พอพี่ใหญ่ลุกขึ้นมา น้องคนอื่นก็พลอยลุกขึ้นมาดูด้วย

“นิดหน่อยพี่ ไม่เป็นไรๆ”

“มึงอย่ามาโกหก ครั้งนี้มึงปวดจริง กูดูออก”

“ปวดนิดเดียวครับ น่าจะเป็นเพราะจ้องกระดาษนานมั้ง” ผมคลี่ยิ้ม พยายามทำตัวให้ดูไม่เป็นอะไรมากที่สุด ทั้งๆ ที่ปวดขมับจนแทบบ้า รู้สึกเหมือนเส้นเลือดตรงนั้นจะแตกให้ได้ อะไรของมึงเนี่ย กูเป็นเจ้าของร่างกายนะเว้ย เชื่อฟังสักนิดเหอะ

“มึงปวดยังไง”

“ก็… ขมับกับเบ้าตา”

“พักผ่อนเพียงพอรึเปล่า”

“...”

“นอนสักแป๊บเถอะ กูรู้ว่ามึงเป็นอะไรเพราะกูเคยเป็นมาก่อน เวลาเครียดแล้วนอนไม่พอจะเป็นแบบนี้แหละ” เธออธิบายไปพลาง ทำหน้ากังวลไปพลาง… เพราะแบบนี้เองเหรอ ถึงว่าทำไมไม่เคยเป็นเลย

“ไม่เอาพี่ ผมไหวเว้ยแค่นี้เอง”

“ไม่เอา พักเหอะพี่พวกหนูโคตรห่วงเลยรู้ไหม” ไอ้ฟ่างจับไหล่ผมด้วยสีหน้าจริงจัง ทำไมจะไม่รู้ว่าห่วงล่ะ เพราะรู้ไงพี่ถึงต้องโกหกตลอด

“ถ้าไม่พักอีกไม่นานมึงจะป่วย”

“หนะ รีบนอนเลยนะพี่ธัน”

“...งั้นขอวาดไปได้ครึ่งหนึ่งก่อนแล้วพักได้ไหม” ผมต่อรอง

“ทำไมมึงดื้อจังวะ”

“นะ”

“เฮ้อ เอางั้นก็ได้” สุดท้ายผมก็เลือกที่จะฝืนตัวเอง ไม่พักแล้วก้มหน้าก้มตาวาดรูปต่อ เริ่มจากการเลือกระบายสีที่ผมถนัดที่สุดก่อนแล้วค่อยไล่มาเรื่อยๆ ตามความถนัด ครั้งนี้ผมระวังเป็นพิเศษ ไม่ลืมที่จะเอากระดาษลองมือตอนระบายสีชอล์คด้วย

อาจจะด้วยแรงฮึดที่นานๆ ทีจะมีก็ได้มั้งที่ทำให้ผมสามารถวาดและระบายสีได้อย่างรวดเร็ว เร็วซะจนผมตกใจ

“มึงทำได้จริงด้วยอะ เก่งฉิบหาย”

“พี่ธัน พี่คือดาวินชีกลับชาติมาเกิด”

“ไอ้พวกเวอร์ ฮะๆ” ผมโครงหัวคนข้างตัวไปมาก่อนจะก้มลงมองผลงานตัวเองอย่างภูมิใจ มันอาจจะไม่สวยเท่าภาพแรกแต่มันก็ถือว่าดูดีเมื่อเทียบกับเวลาที่ผมใช้ แค่หนึ่งชั่วโมงเองนะเว้ย ผมทำงานเสร็จไปห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยเวลาแค่ชั่วโมงเดียว

ทุกคนเข้ามาร่วมดีใจกับผม ชมบ้าง ยอบ้าง บางทีมันก็เกินจริงไปแต่นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกดีที่มีคนชอบ...

“ดังอะไรกัน”

“...”

ทุกคนในห้องทัศนศิลป์พร้อมใจกันเงียบโดยไม่ได้นัดหมายเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา พวกข้าวฟ่างค่อยๆ หุบยิ้มแล้วรีบกลับไปนั่งที่ตัวเอง ตอนนี้ผมกำลังนั่งตัวตรงดิ่งเพราะครูศรียืนอยู่ข้างหลัง ...ไม่เป็นไร งานได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ครูน่าจะชมบ้างแหละ ถึงไม่ชมก็น่าจะพูดอะไรที่ดีบ้าง ครูไม่ได้เลวร้ายอะไร

“บอกให้ใช้สีประเภทอื่นด้วยก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าให้ใช้มั่วจนงานออกมาดูไม่ได้แบบนี้ นี่ตั้งใจทำรึเปล่า ทำไมทำได้แค่นี้”

“...”

“ทำไมตรงส่วนของสีชอ์คถึงกลายเป็นแบบนี้ นี่ม.5 แล้วนะ ทำไมทำงานเหมือนเด็กอนุบาล ประสบการณ์ที่ครูจับเธอไปแข่งตั้งแต่ม.ต้นไม่ได้สั่งสมฝีมืออะไรเลยรึไง”

“ขอโทษครับ...” ผมกำมือตัวเองแน่นจนเส้นเลือดขึ้น ก็โกรธ… แต่น้อยใจมากกว่าที่ครูไม่เห็นความพยายามของผม เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าผมใช้สีอื่นไม่เป็น ที่ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าสุดๆ ของความสามารถแล้ว ทำไมไม่เห็นความพยายามของผมบ้างวะ

แปลบ

ไอ้หัวนี่ก็ปวดจังเลยโว้ย

“ครูคะ ธันเพิ่งเคยลองใช้ค่ะ นี่ก็เพิ่งทำเป็นแผ่นที่สองด้วย ลองดูแผ่นอื่นๆ ไปก่อนไหมคะตอนนี้น้องกำลังพัฒนา” พี่นกยกมือขึ้นพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ เธอคงทนเห็นผมโดนด่าไม่ไหวแล้ว

“ทำงานของตัวเองไปนก ไม่ต้องสนใจเรื่องคนอื่นเดี๋ยวจะเสียเวลาเพราะเรื่องไม่สำคัญ”

“ครูคะ...”

“ก็อย่างที่พูด ถ้าทำได้แค่นี้ก็อย่าทำเลย ตอนแข่งก็ไปนั่งวาดรูปโง่ๆ ไร้สาระของเธอสิ ไอ้คัทเอาท์อะไรนั่นน่ะ” เธอโยนรูปที่ผมวาดลงโต๊ะเสียงดัง แน่นอนว่านั่นทำให้ผมสะดุ้งจนตัวโยน นอกจากจะตกใจแล้วก็ยังรู้สึกว่าขอบตามันเริ่มร้อนแปลกๆ เจ็บกว่าการโดนด่าก็การโดนดูถูกนี่แหละ

...เชี่ยแม่ง ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว

“พูดจาแบบนี้เหมือนซื้อใบประกอบวิชาชีพครูมา ไม่ค่อยมีความน่าเคารพเท่าไหร่เลยนะครับ”

เสียงทุ้มต่ำที่ดังมาจากประตูทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ที่เป็นแบบนั้นเพราะผมจำได้ดีว่านั่นเป็นเสียงของใคร

...มาได้ไงวะ

“นี่เธอ กล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับฉัน”

“ทีครูยังพูดจาหมาๆ ใส่เพื่อนผมได้เลย” ร่างสูงไหวไหล่ไม่สนใจ ใส่รองเท้าเดินเข้ามายืนข้างผม ก้อนเนื้อด้านซ้ายของผมเต้นแรงเพียงแค่เห็นใบหน้าอีกฝ่าย ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วได้ยินอะไรไปบ้าง แต่ทั้งหัวคิ้วที่ขมวดเป็นปม ดวงตา ริมฝีปากเหยียด ทั้งหมดบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังโกรธสุดๆ

ใครบอกเรื่องนี้กับมันวะ

“เด็กไร้สัมมาคารวะ” คุณครูที่ยืนอยู่ตรงหน้าแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ ชี้หน้าด่าเพื่อนสนิทผมอย่างรุนแรง

“สัมมาคารวะน่ะมี แต่ผมเลือกปฏิบัติกับคนที่สมควร”

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง!”

“ก็หมายความตามที่พูด ความจริงผมก็ยังมีมารยาทอยู่นะ” มันแสร้งทำหน้าใสซื่อ ยกมือขึ้นมาแคะเล็บเหมือนเรากำลังคุยเรื่องเล็กนิดเดียว จากตอนแรกที่บรรยากาศมาคุอยู่แล้วตอนนี้หนักยิ่งกว่าเดิมอีก อึดอัดจนพวกข้าวฟ่างยืนตัวแข็งไม่กล้าส่งเสียงอะไรสักคำ

“นี่น่ะเหรอมารยาทที่นักเรียนควรจะมีกับครู”

“อ่าฮะ นี่แหละครับเรียกว่ามี เพราะถ้าไม่มี… คงจะขึ้นกูมึงไปแล้ว”

“ปากเหรอนั่น! เด็กโรงเรียนไหนเนี่ย ฉันจะสั่งให้ครูตัดคะแนนพฤติกรรม!”

“โรงเรียนข้างๆ นี่แหละครับ อ้อ ถ้าจะหักก็บอกครูปกครองว่าชื่อหัส-”

“พอแล้ว!” ผมจับแขนแกร่งเพื่อให้หยุดพูด ทันทีที่มันทำท่าจะบอกชื่อตัวเอง บ้ารึไง ครูเขาหักคะแนนได้จริงๆ นะเว้ย ด่าขนาดนี้ไม่หนึ่งร้อยก็สองร้อยคะแนนนั่นแหละ ติดลบขนาดนี้ต้องเข้าสถานปฏิบัติธรรมเป็นเดือนนะมึง

“เงียบไปเลยมึงอะ” ดวงตาคมตวัดมามองเพียงแวบเดียว แวบเดียวก็ทำให้ผมสะดุ้งได้ “ได้ข่าวว่าส่งชื่อนักเรียนเข้าไปแข่งทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถามเขาสักคำเหรอ ตลกเนอะ ทำแบบนี้ก็ได้ด้วย?”

“...”

“นอกจากจะทำอะไรไม่บอกแล้วยังจะหาเรื่องด่าเขาอีก บ้าปะครู” ร่างสูงเท้าสะเอว ริมฝีปากยังคงพ่นคำด่าออกมาเรื่อยๆ การกระทำของมันทำให้ผมเหงื่อตก ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยพูดจาแบบนี้กับครูเลย นี่มันไม่ดีนะ...

“นี่เธอ!”

ไม่ไหว...

“ขอโทษครับ มึงกลับเหอะ” ผมไม่อยากให้เรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจตัดบท คว้าข้อมือใหญ่หมายจะลากออกจากห้องทัศนศิลป์เพื่อหนีเรื่องวุ่นวาย แต่ไอ้คนที่ผมลากมันไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น มันยื้อตัวไว้สุดแรงแล้วหันไปมองครูศรีด้วยหางตา

“มึงจะขอโทษมันทำไม”

“อย่าพูดแบบนั้น!”

แปลบ

ยิ่งตะเบงเสียงก็ยิ่งปวดขมับ รู้สึกได้เลยว่าเส้นเลือดตรงนั้นเต้นแรงกว่าเดิมหลายเท่า

“ก็จริงไหมล่ะ ก็เห็นอยู่ว่าครูมึงทำตัวเหี้-”

“อย่า ให้เกียรติหน่อย นี่ครู” ผมตะโกนเสียงดังเพื่อหยุดไม่ให้มันพูดจนจบประโยค ผมรู้ดีว่ามันจะพูดคำว่าอะไร และเพราะรู้ ผมถึงยอมให้พูดออกมาไม่ได้ ถึงจะเป็นความจริงก็เถอะแต่นี่ครูบาอาจารย์ ถึงไม่ใช่ครูมัน… แต่เธอเป็นครูของผม

“จะคุยกันอีกนานไหม ฉันจะตัดคะแนนทั้งคู่เลย คนหนึ่งก็ไร้สัมมาคารวะ อีกคนก็ไม่ได้เรื่อง ทำอะไรเหยาะแหยะไร้สาระเหมือนเด็กอนุบาล นี่คงจะอยากถ่วงเวลาเพราะไม่อยากทำงานล่ะสิท่า”

ประโยคที่ได้ยินทำเอาผมอ่อนแรง รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกายด้านชา อะไรวะ ยิ่งพูดก็ยิ่งดูแย่ ทำอะไรก็ดูไม่ดี มีความพยายามก็เหมือนไม่มีเพราะอีกฝ่ายไม่คิดจะสนใจ

ปวดหัวว่ะ…

“จะมากไปแล้วมั้ง! มันปกป้องขนาดนี้ยังจะกล้าด่าอีก มีจรรยาบรรณครูบ้างปะวะ หรือว่าแก่จนหูหนวก ไม่ได้ยินอะไร หรือเมนส์ไม่มา… อ้อ ลืมไป รุ่นนี้คงหมดเมนส์ไปแล้วมั้ง” ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจว่าไอ้หยางจะทำสายตาเหยียดหยามใส่ครูศรีขนาดไหน เพราะตอนนี้ผมกำลังกุมขมับอย่างทรมาน ปวดฉิบหาย...

“ไอ้เด็กนี่!”

“ถ้าจะเอาไอ้ธันมาด่าแบบนี้ผมขอมันคืน” พูดแล้วมือใหญ่ก็ดันตัวผมให้ไปหลบข้างหลังตัวเอง ก็ดีใจอยู่หรอกที่มันโกรธแทนขนาดนี้แต่อย่างที่บอกไงว่าผมไม่ชอบ...

“จะมากไปแล้วนะ เธอไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้ ฉันเป็นครูเขา!”

“ผมก็เพื่อนมัน”

“แต่ฉันส่งชื่อเข้าแข่งไปแล้ว!”

“ไม่-”

“พอเหอะ” ผมใช้แรงอันน้อยนิดจับชายเสื้อของคนข้างหน้าเอาไว้ เสียงของพวกเขาดังซะจนผมต้องขมวดคิ้ว ตอนนี้ผมอยากไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่

“ส่งชื่อไปได้ก็ถอนชื่อออกได้เหมือนกัน” มันไม่สนใจแม้แต่จะหันมามองผม การกระทำนั้นยิ่งทำให้ผมปวดหัวหนักกว่าเดิม กูอยากออกไปจากที่นี่ ไม่มีใครเข้าใจเลยรึไงวะ... “ตามนั้นนะครับ ถอนชื่อไอ้ธันออกด้วย ถ้าผู้จัดการแข่งขันขอเหตุผลก็บอกไปว่ามันเหนื่อย หรือถ้าเหตุผลเท่านั้นไม่พอก็บอกไปว่า… ผมต้องการแบบนั้น”

“บ้ารึไง ไม่ได้! ยังไงก็ไม่ได้”

“มีประโยชน์อะไรที่จะส่งมันไป ในเมื่อครูก็บอกเองว่าถ้ามันทำได้แค่นี้ก็ให้ไปนั่งวาดรูปคัทเอาท์ตอนแข่ง ถ้าทำแบบนั้นยังไงก็ไม่ชนะไม่ใช่รึไง สู้ถอนตัวซะแต่ตอนนี้ดีกว่า”

“มันก็เรื่องของฉัน นี่นักเรียนของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้”

“ที่พูดมานั่นนักเรียนหรือขี้ข้าที่จะสั่งอะไรก็ต้องทำตาม เหี้ยไปแล้วมั้งครู พ่อแม่ส่งให้มันมาเรียนไม่ได้ส่งมาให้โดนด่ากับเอาเปรียบแบบนี้”

“มึง...” ผมห้ามเสียงเบาซะจนเกือบจะกลายเป็นกระซิบ แรงที่ว่ามีน้อยอยู่แล้วตอนนี้คล้ายกับว่ามันละเหยออกไปจากร่างกายจนหมด ใจหนึ่งก็อยากจะเดินออกไปจากที่นี่ให้รู้แล้วรู้รอดแต่อีกใจก็ห่วงเพื่อนสนิทที่กำลังยืนโต้ฝีปากกับคุณครู

“จะขี้ข้าหรือนักเรียนอะไรก็ช่างเถอะ นักเรียนโรงเรียนอื่นเกี่ยวอะไรด้วย!”

“จะโรงเรียนเดียวกันรึเปล่าเกี่ยวกันยังไง ในเมื่อครูกำลัง-”

เลิกทะเลาะกันสักที…

หมับ

“หยาง… กลับเถอะ” เป็นอีกครั้งที่ผมเข้าไปห้ามร่างสูง แต่ครั้งนี้มันยอมหยุด ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร เพราะอ้อมกอดของผม เพราะผมเสียงสั่น หรือว่าเพราะน้ำตา ไม่มากหรอกนะที่ผมจะร้องไห้ให้คนอื่นเห็น แต่ครั้งนี้มันสุดๆ จริงๆ ทุกเรื่องมันรุมเร้าจนทนไม่ไหว

“...ธันเป็นไร” อีกฝ่ายเอี้ยวหน้ามามองใบหน้าของผม มันดูทำอะไรไม่ถูกเท่าไหร่ตอนที่เห็นหยดน้ำใสๆ ที่ข้างแก้มทั้งสองข้าง

“กลับเหอะ… นะ”

“แต่... อือ” ไอ้หยางพยักหน้า จับมือผมเดินออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าครูได้พูดอะไรไหม จะครูศรี จะคัทเอาท์ จะซ้อมแข่ง จะอะไรก็ช่าง ตอนนี้ผมปวดหัว ผมอยากไปจากที่นี่ อยากไปที่เงียบๆ อยากนอน อยากหลับ อยากพักผ่อน

ถึงแม้จะเดินออกมาจากห้องนานแล้วมือเราก็ยังคงกุมกันไม่ปล่อย ความอุ่นจากมือใหญ่ทำให้ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เป็นอย่างนั้นมาเรื่อยจนกระทั่งเดินมาถึงบิ๊กไบค์ทั้งสองคันที่จอดอยู่ข้างกัน

“จะขี่รถเองหรือไปด้วยกัน”

“...ไม่อยากขี่”

“อือ งั้นขึ้นมา” ผมตอบรับด้วยการขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังของนินจาสีเขียวดำ พอขึ้นมาได้ก็ไม่รอช้า ซบหน้าลงบนไหล่กว้างทันที เหนื่อย เหนื่อยจนไม่อยากจะทำอะไร จะขยับปากผมยังไม่ค่อยอยากทำเลย

[หยาง]

“เป็นอะไรไหม” ผมถามเมื่อขี่รถไปได้สักพัก คนข้างหลังก็มีอาการขยับยุกยิก ริมฝีปากส่งเสียงครางเบาๆ เหมือนกำลังเจ็บปวด

ก่อนหน้านี้ผมเพิ่งไปด่าครูศรีอะไรนั่นมา ก่อนจะเข้าไปด่าก็ยืนฟังแม่คุณแร็พใส่ไอ้ธันอย่างไม่มีเหตุผล ตอนนั้นผมโกรธมาก โกรธสุดๆ โกรธจนไม่ทันมองว่าเพื่อนตัวเองมีสภาพยังไง ตอนที่หันมาเห็นหยดน้ำใสๆ ผมตกใจจนทำตัวไม่ถูก นี่ครั้งแรกเลยนะที่เห็นน้ำตาของมัน

อธิบายความรู้สึกไม่ถูกว่ะ ทั้งอยากปลอบ ทั้งอยากกอด รู้แค่ว่าไม่อยากเห็นอีก

“ปวดหัว…” เสียงตอบของมันทำให้ผมชะลอรถลง มองเสี้ยวหน้าขาวจากกระจกรถ

“มากไหม”

“อือ เหมือนจะระเบิด”

ผมจอดรถข้างทาง เอี้ยวตัวไปมองร่างโปร่งที่กำลังกุมขมับตัวเอง ผมเอื้อมมือไปแตะหน้าผากมนด้วยความเป็นห่วง สิ่งที่ได้กลับมาคืออุณหภูมิที่ร้อนจนน่าตกใจ ถ้าจะให้พูดตามตรงก็ไม่แปลกหรอกที่มันจะป่วย ฟังจากที่อิมบอกและดูจากสภาพแล้วไม่ป่วยสิแปลก หักโหมเกินตัว ไอ้ควาย...

“ตัวร้อน เดี๋ยวกลับบ้านไปกินยานอนเลย”

พอพูดจบผมก็รีบขี่รถต่อไปทันที จุดหมายของเราคือบ้านมัน ที่บ้านผมไอ้หยินเอาเพื่อนมาทำงานอะไรสักอย่าง คนเต็มบ้านเลย กลัวว่าพวกน้องจะเสียงดังจนไอ้ธันไม่ได้นอน

เฮ้อ เพราะมึงไม่ห่วงตัวเองกูก็เลยต้องห่วงมึงแบบนี้

นิสัยของมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้คิดมากหรอกเพราะตอนนั้นยังเด็ก ไม่ค่อยมีคนมาเอาเปรียบจากความใจดีของมันเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว...

ใช้เวลาไม่นานนักเราก็มาถึงที่หมาย ในบ้านไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเรา เมื่อกี้แอบเห็นกระดาษที่แปะอยู่หน้าบ้านแว๊บๆ ว่า 'แม่กับพ่อไปซื้อผ้าไหมนะจ๊ะ กลับมาดึกๆ' บ้านมันเปิดกิจการร้านผ้าไหมนี่เนอะ จำได้ลางๆ ว่าพวกท่านชอบตะลอนไปซื้อผ้าสวยๆ จากทุกสารทิศเพื่อมาขาย

ช่างเถอะ ถึงไม่มีใครผมก็ดูแลธันวาได้

“คราวหลังไม่เอาแล้วนะ ทำอะไรเกินตัว คิดถึงแต่คนอื่นไม่คิดถึงตัวเอง” ผมพยุงให้เพื่อนสนิททิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม หลังจากนั้นก็จัดการคลุมผ้าห่มขึ้นถึงหน้าอก แม่งร้อนไหมไม่รู้แหละ ตอนนี้ผมเป็นหมอ ผมทำอะไรก็ถูก คนไข้มีหน้าที่ฟังคำสั่งหมอแล้วทำตามก็พอ

“อือ...”

“เข้าใจจริงรึเปล่า” ถามขณะเดินไปหายาที่ลิ้นชักเล็กๆ บนหัวเตียง ไม่รู้หรอกว่าเอาไว้ไหนแต่โดยปกตินิสัยไอ้ธันจะเก็บของจำพวกนี้ไว้ใกล้ตัวเสมอ ถ้าไม่กระเป๋าตังก็ลิ้นชัก…

“...อื้อ”

“ต่อไปนี้มึงไม่ต้องไปซ้อมวาดรูปอะไรนั่นเลยนะ” ขึ้นฉิบหาย อยากจะขี่รถกลับไปด่าต่อจริงๆ ผมยังไม่ทันด่าแบบจริงๆ จังๆ เลย นั่นเพิ่ง intro ...ชิ ไอ้ตัวดีน่ะสิดันมาห้ามเอาไว้ซะก่อน คนแบบนั้นจะไปปกป้องทำไมวะ เด็กรักฉิบหายยังจะด่า ยังจะว่าแบบไม่สนใจว่าอะไรเป็นอะไร ครูแบบนี้น่าโดนไล่ออกจริงๆ

“ไม่ได้...”

“ไม่ได้ก็ต้องได้ ใครมันจะทำไม ก็กูไม่ชอบ” เสียงผมแข็งขึ้นตามอารมณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง พูดไม่ดูสภาพตัวเองเลย จะตายห่าอยู่แล้วยังจะพูดแบบนี้อีก

“อือ... ครูก็พูดไปงั้นแหละ ไม่ได้ด่าจริงจังหรอก”

“ขนาดนี้แล้วยังจะเข้าข้างมันอีก! ครูแบบนั้นมีอะไรดีให้ปกป้องวะ นอกจากจะเหี้-”

“หยาง บอกว่าอย่าด่าครูไง...” มือขาวตบเบาๆ ที่ริมฝีปากของผม อย่าเรียกว่าตบเลย เรียกว่าแตะดีกว่า บางเบาซะจนผมแทบจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บ สิ่งที่รู้สึกได้มีเพียงความร้อนที่มากกว่าคนปกติ อยากจะให้ครูมาเห็นสิ่งที่ตัวเองทำไว้จริงๆ

“หยางจะด่า และจะด่ามากกว่านี้อีกถ้าธันลงแข่งให้มัน”

“...”

“เงียบแบบนี้หมายความว่ายังไง” ผมขมวดคิ้วมองร่างบนเตียง ถ้ามันไปหาครูศรีครูหมีอะไรนั่นอีกผมจะเตะยอดหน้าทั้งครูทั้งนักเรียนเลยคอยดู คนหนึ่งก็หัวค_ยไม่มีเหี้ยอะไรดี อีกคนก็จำเลยรัก ยอมโดนเขาทำร้าย ยอมโดนเขาเอาเปรียบ ...เดี๋ยวเถอะพวกมึง ถ้ากูโกรธมากๆ แล้วจะไม่รอดสักคน

“...ธัน” มันทำหน้าลำบากใจ ไม่นานนักก็เริ่มเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผมโกรธยิ่งกว่าเดิม “...ไม่ได้ว่ะหยาง ธันบอกครูไปแล้วว่าจะแข่งให้”

“รู้ไหม หยางโคตรขัดใจนิสัยธันเลย ใจดีได้นิดหน่อยหยางไม่ว่าหรอกแต่นี่เกินไปว่ะ เขาไม่ใช่แม่ธันนะ ไม่ต้องไปสนใจขนาดนั้นก็ได้ ทีเขายังไม่สนใจธันเลย” มาถึงก็ด่าๆ ด่าเสร็จก็เดินออกไป อยากให้แก้ทุกอย่างแต่ไม่แนะนำสักอย่าง พอไม่พอใจก็ด่าอีกรอบ ไม่ดีไม่ได้ก็โวยวายไร้สาระ เกลียดครูคนนี้เข้าไส้จริงๆ

“เอาน่า… อื้อ”

“เอาน่าอะไรของมึงล่ะ ยิ่งมึงยอมมันก็ยิ่งได้ใจ ถ้าครั้งหน้า-”

“...หยางพอเหอะ ไม่อยากคุยแล้ว ฮึก”

เป็นอีกครั้งที่ร่างโปร่งหยุดผมได้ด้วยหยดน้ำตา โอ๊ยไอ้ธัน ถ้ารู้ว่าป่วยแล้วจะร้องไห้บ่อยขนาดนี้กูจะไม่ยอมให้มึงป่วยอีกเลย กูไม่ชอบน้ำตาของมึง!

“โอเคยอม ไม่คุยแล้ว ...ธันอย่าร้องสิ” ผมใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำใสๆ ที่ไหลออกมาจากดวงตาสวย แม่งไหลออกมาไม่หยุดเลยว่ะ

“ฮึก...”

“โอ๋ๆ นอนๆ ไม่คุยแล้ว” เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงผมจึงทิ้งตัวลงไปนอนกับอีกฝ่าย ดึงมันเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนเป็นการปลอบประโลม ให้ตายสิ ถ้ากับผู้หญิงผมรู้นะว่าต้องทำยังไง แต่กับไอ้ธันผมไม่รู้จริงๆ ผมเหมือนคนไร้สติ ทำอะไรไม่ถูกสักอย่างเพียงเพราะน้ำใสๆ แค่ไม่กี่หยด

“ไม่พูดแล้ว ...ฮึก จริงนะ”

“อือ” ที่จริงก็อยากจะด่าครูศรีอะไรนั่นอีกสักหน่อยแต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ผมคงไม่ค่อยมีทางเลือกเท่าไหร่ เออออไปก่อนละกัน... เดี๋ยวค่อยกลับไปจัดการ

“แน่นะ” มันถามย้ำด้วยใบหน้าที่ผมคิดว่าเหมือนเด็กที่สุด จมูกแดงเลยไอ้อุ๋งๆ เอ๊ย

“อือ ไม่พูดแล้ว” ผมจับศีรษะอีกฝ่ายเข้ามาไว้ตรงซอกคออีกครั้ง ปลอบไปพลาง ก็ลูบเส้นผมนุ่มไปพลาง เสียงสะอื้นในตอนแรกเริ่มเงียบลงแล้ว

ตอนแรกผมคิดว่ามันหลับแต่เปล่าแฮะ

“พอแล้ว... อื้อ อึดอัด” คู่สนทนาดันตัวผมออกก่อนจะยกท่อนแขนขึ้นมาก่ายหน้าผากขณะหอบหายใจถี่รัว เหงื่อไหลชุ่มเสื้อยืดเป็นวงกว้างแถวคอเสื้อ หัวคิ้วที่ขมวดกับริมฝีปากที่พร่ำส่งเสียงเจ็บปวดทำให้ผมรู้ว่าเขายังไม่ดีขึ้น

“ปวดหัวอยู่ไหม?”

“...อือ”

“นอนดิ ไม่นอนอะ”

“อยากนอนแต่นอนไม่หลับ” เอ้าเวร ดูเหมือนหมอจะดูแลคนไข้ผิดวิธีนะ ปกติเขาไม่ได้ดูแลคนป่วยด้วยการจับมานอนกอดแล้วห่มผ้าหรอกเหรอ ก็เห็นในหนังชอบทำแล้วหายอะ

“งั้นรอแป๊บ” ผมเดินไปหาตัวช่วยที่ดีที่สุด… มันคืออินเทอร์เน็ต ตอนแรกคิดว่าจับให้นอนก็คงดีขึ้นแต่ดูจากอาการเมื่อกี้แล้วไม่น่าจะได้ผลแฮะ ต้องเข้าไปถามผู้รู้ ...มีเว็บเยอะเลยแฮะ แต่เดี๋ยวนะ กูพิมพ์ว่า ‘การดูแลผู้ป่วย’ แม่งขึ้นมาเยอะก็จริงแหละแต่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการดูแลคนไข้ทางจิตทั้งนั้นเลย

เว็บนี้ๆ

อย่างแรกต้องทำความสะอาดร่างกายก่อน ให้ดื่มน้ำเยอะๆ ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่หนาจนเกินไป อยู่ในที่อากาศถ่ายเท ไม่ควรอยู่ในที่หนาวเย็นและให้กินยาลดไข้ ตายห่าเมื่อกี้เพิ่งลุกไปเปิดแอร์... ปิดแป๊บ

“ธันถอดเสื้อ”

“...?” ยังจะมาทำหน้างงอีก นี่ไม่เคยดูแลคนป่วยเลยล่ะสิมึง ไม่รู้รึไงว่าถ้าป่วยแล้วก็ต้องทำความสะอาดร่างกาย โถ่ ถ้าไม่รู้ก็ดูจากหมอหัสดินนะครับ เดี๋ยวหมอสอนเอง...

“ถอดเสื้อแล้วไปอาบน้ำ”

นี่แหละวิธีการ ‘ทำความสะอาดร่างกาย’ ที่ถูกต้อง รู้สึกฉลาดจัง นี่ขนาดเพิ่งอ่านวิธีการดูแลได้ไม่กี่บรรทัดผมยังรู้ขนาดนี้ ถ้าอ่านจบเว็บผมไม่กลายเป็นหมอเลยเหรอ วุ๊ว อัจฉริยะ

“ไอ้… จัญไร แฮ่ก ตัวร้อนขนาดนี้ถ้าไปอาบกูได้ชักแน่”

“อย่าเถียงกูดิ กูเป็นหมอนะเว้ย”

“หมอตำแยล่ะสิมึงอะ… มึงลองอ่านดีๆ เขาให้ทำอะไรกับคนไม่สบาย” ผมก้มลงอ่านบทความเดิมอย่างละเอียด หูก็แว่วเสียงเพื่อนสนิทบ่นพึมพำว่า ‘แล้วก็พูดเหมือนทำเป็น...’ แบบนี้เรียกดูถูกปะ

‘ไม่ควรให้ผู้ป่วยอาบน้ำ ควรเช็ดด้วยผ้าสะอาด’

อ้าวเฮ้ย

“เฮ้อ… ไม่ต้องทำอะไรแล้ว กูง่วง” ไม่รู้ว่าเพราะผมช้าไปหรือว่ายังไงมันถึงได้พลิกตัวไปอีกข้าง ยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคางเป็นการตัดบท

“ไม่ได้ อย่าเพิ่งนอน เดี๋ยวกูไปเอาผ้ามาเช็ดตัวมึงให้” ในเน็ตบอกว่าถ้าไม่เช็ดตัวคนไข้จะไม่ดีต่อร่างกาย การเช็ดตัวเป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกาย วิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้น ต้องไปเตรียมผ้าสะอาดกับกะละมังน้ำซะแล้ว

“ไม่เอา...”

หือ...

“อะไรนะ” ผมถามคนพูด ก็ได้ยินแหละว่าไอ้ธันพูดว่าอะไรแต่เมื่อกี้ผมได้ยินอะไรบางอย่างที่มากกว่าคำว่าไม่เอา

“ไม่เอา...”

“อีกทีดิ๊” เอ่ยขณะเดินเข้าไปนั่งขอบเตียงข้างๆ คนไข้ ถึงจะเป็นเสียงที่เบาซะจนเกือบจะกลายเป็นกระซิบแต่ผมก็ยังได้ยิน เสียงนั้น...

“เมียว!”

...

“เสียงมึงเหมือนแมวเลยว่ะ ฮะๆ” ผมเอื้อมมือไปจับแก้มขาว ออกแรงบิดไปมาเล็กน้อยเพราะความมันเขี้ยว นอกจากเสียงจะน่ามันเขี้ยวแล้ว ใบหน้าแดงระเรื่อนี่ก็น่ากัดซะจนผมต้องจิกมือห้ามตัวเองไว้ ไม่ให้ทำรุนแรงกับคนป่วย

“อื้อ อย่าบีบนะ”

“แค่แตะๆ น่า”

“อื้ออ ปล่อย มือเย็น” ไอ้แมวน้ำที่ตอนนี้กลายร่างเป็นแมวร้องครางอ่อน ยกมือที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาจับแขนผมไว้เป็นการห้าม

“ตัวมึงต่างหากที่ร้อน รออยู่นี่แหละ กูไปเอาของแป๊บเดียวเดี๋ยวจะกลับมาเช็ดตัวให้” ผมลุกขึ้นเดินไปหาของที่ต้องการ ก่อนจะไปไม่ลืมดีดปลายจมูกโด่งเบาๆ ด้วย สาบานได้ว่าถ้ามันไม่ป่วยผมจะกัดแก้มให้เป็นรอยฟัน ช่วงนี้รู้สึกไอ้ธันน่ามันเขี้ยวกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย มันไปทำอะไรมาวะ…

“อยู่ไหนวะน่ะ”

บ้านไอ้ธันก็ไม่ได้ใหญ่ไปมากกว่าบ้านผมเลยนะ ของก็จัดเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ทำไมผมหาอะไรไม่เจอเลยวะ เจอแต่รูปไอ้ธันตอนเด็ก… คิดถึงแก้มย้วยๆ จังเลย น่าจะมีเครื่องย้อนเวลากลับไปเนอะ ผมจะได้ย้อนเวลากลับไปกัดมันวันละสามครั้งหลังอาหาร ฮะๆ

เหยด… นี่รูปคู่ผมกับมันนี่หว่า

ผมจ้องมองรูปภาพบนฝาผนัง ในนั้นมีเด็กชายตัวเล็กสองคนกำลังกอดคอกัน ยืนยิ้มจนตาปิดให้กล้อง ทั้งคู่อยู่ในชุดบัณฑิตน้อยสีฟ้าขาว บนหัวมีหมวกบัณฑิตสีเดียวกัน นี่มันตอนอนุบาลนี่หว่า

เห็นแล้วนึกถึงตอนเด็กๆ ชะมัด ถ่ายเก็บไว้สักหน่อยละกัน ผมไม่มีรูปนี้ ตอนจบม.6 จะกลับมาถ่ายรูปแบบนี้อีกที เอาไว้เป็น before after

ว่าแต่เมื่อไหร่จะเจอของวะเนี่ย

เนื่องจากหากะละมังไม่เจอสักที ผมจึงประยุกต์ใช้อะไรที่พอใช้งานแทนกันได้ สิ่งนั้นเป็นอะไรที่ทุกคนมีในบ้าน ไม่สิ บางบ้านอาจจะไม่มีแต่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้เห็นมันมาบ้าง อาจจะเคยกินอาหารที่ผ่านการใส่ภาชนะนี้มาแล้วด้วย

แอ๊ด

“หยาง…”

ร่างโปร่งเอ่ยเรียกผมทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง ไอ้เชี่ยธันเสียงมึงโคตรแหบ แดกอะไรเข้าไปเนี่ยทำไมเสียงถึงกลายเป็นแบบนี้ ก่อนหน้านี้ยังดีอยู่เลย ไม่ได้การ อย่างนี้ต้องรีบเช็ดตัว รีบให้กินยา รีบให้เข้านอน

“?”

“กูเอาตำไทยไม่เผ็ดนะ...”

“ได้… ได้พ่อมึงสิ เดี๋ยวกูฟาดด้วยครกไม้” ผมยกภาชนะในมือมาทำท่าจะทุ่มใส่คู่สนทนา ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ในมือผมคือครกไม้ที่เอาไว้ตำส้มตำ ผมรู้ว่ามันทุเรศที่เอามาใช้แต่ในบ้านไม่มีอะไรที่จะพอใช้แทนกะละมังได้แล้ว จะเอาถ้วยมาก็ตลกๆ ปะ

“ก็มึง แค่กๆ”

“เอ้า คราวนี้ไอด้วยเวรแล้วไงมึง ถอดเสื้อออกมาเลย” บอกไปพลาง บิดผ้าสะอาดให้หมาดไปพลาง เหตุผลที่กลับมาช้าอีกอย่างก็เพราะผมมัวแต่อ่านวิธีการดูแลคนไข้ที่ถูกต้องอย่างละเอียด ไม่อยากดูโง่เหมือนก่อนหน้านี้ คราวนี้ผมไปนั่งอ่านของกระทู้พันทิปมา บรรเทิงเลยมึงทีนี้… อ่านคอมเม้นท์คนอื่นเถียงกันจนเกือบลืมไปเลยว่ามาเพื่อหาข้อมูลอะไร

“อายว่ะ”

หือ?

“อายอะไร ถอดออกมา รีบเช็ดจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ”

“อื้อ… มึงไม่เคยอ้วนมึงไม่เข้าใจหรอกสัส แค่กๆ... ถึงจะผอมแล้วแต่กูก็ยังติดนิสัยไม่ชอบโชว์หุ่นให้ใครดู” พูดแล้วก็เอาผ้าห่มคลุมโปง มึงบ้าปะไอ้ธัน ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่ทุกวันนี้มึงก็ใส่ชุดรัดกล้ามเนื้อไปฟิตเนสทุกวันนะ ไอ้นั่นน่ะไม่ต่างจากถอดเสื้อเลย ยิ่งเวลามึงเหงื่อออกนี่ยิ่งกว่าถอดเสื้ออีกมั้ง

“เร็ว ถอดเสื้อออกมา”

“ไม่เอา...”

“จะเอาใช่ไหมไอ้แมวน้ำ” ผมเท้าสะเอวมองไอ้ก้อนผ้าห่มกลมๆ บนเตียง กล้าดียังไงมาขัดคำสั่งหมอหัสดิสวะ ไม่รู้เหรอว่าจะโดนอะไรบ้าง

“เดี๋ยวกูเช็ดเอง แค่ก มึงจะไปไหนก็ไป...”

“ไม่เอาอะ กูเป็นหมอนะเว้ย มึงจะมาขัดคำสั่งหมอไม่ได้ ไม่เคยได้ยินคำบอกที่ว่าหมอคือพระเจ้าเหรอวะ” พูดพร้อมกับดึงผ้าห่มออก เมื่อก่อนไอ้ธันอาจจะพอยื้อไว้ได้แต่เพราะวันนี้มันป่วย แรงน้อย ตอนนี้ก็เลยไม่มีแรงพอจะยึดอะไรไว้ได้ ร่างภายใต้ผ้าห่มของอีกฝ่ายชุ่มไปด้วยเหงื่อที่มากกว่าเดิม ใบหน้าก็แดงก่ำ ทั้งหมดนี่น่าจะเป็นเพราะอยู่ใต้ผ้าห่มนานจนเกือบจะขาดใจ ไอ้เวร โง่หรือโง่มากวะ

“ค_ย แค่กๆ”

“อยู่เฉยๆ ให้หมอดูแลนะครับคุณคีริทร์” ผมสวมบทนายแพทย์หนุ่ม จับเสื้อของอีกฝ่ายไว้ก่อนจะเริ่มปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องหยุดเพราะโดนห้ามโดยมือร้อน ดูท่ามันจะอายจริงแฮะ หัวคิ้วนี่ขมวดเชียว… น่าแกล้ง

“อื้อ ไอ้เหี้ย… ไม่เอา”

“กรุณาปล่อยมือหมอด้วยครับ จับไว้แบบนี้หมอถอดเสื้อไม่ถนัดเลย ถ้าไม่ถอดเสื้อแล้วหมอจะทำอย่างอื่นต่อได้ยังไงล่ะ” ผมยังคงแกล้งต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับระบายยิ้มเลว คิดว่าจะแกล้งมันไปอีกสักหน่อย พอแม่งฮึดฮัดแล้วค่อยเลิก ผมคิดอย่างนั้นจนกระทั่ง...

“ไม่เอา… นะ”

ร่างบนเตียงส่งสายตาเว้าวอนขอร้อง มือขาวจับฝ่ามือผมไปแนบแก้มตัวเอง เรี่ยวแรงที่จางหายไปส่งให้เสียงพูดเบาจนเกือบจะกระซิบ

ตึกตึก

อะไร… เต้นแรงทำไม

ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายเต้นแรงผิดจังหวะเพียงเพราะภาพตรงหน้าและความร้อนจากแก้มของคนป่วย จู่ๆ ผมก็ประหม่าขึ้นมาดื้อๆ

“...ไม่ได้”

“แต่กู เฮ้ย” ผมไม่รอให้คู่สนทนาปฏิเสธ จับมันถอดเสื้อแล้วเช็ดตัวอย่างรวดเร็ว...ระหว่างที่เช็ดตัวผมก็หันหน้าไปทางอื่นเป็นพักๆ เพราะมองผิวเนื้อขาวๆ ตรงหน้าทีไรก็อยากจะก้มลงไปกัดทุกที







______________________________________________________________________________

ช่วงนี้งานเยอะชรุง งานค้างตั้ง 18 งานแหนะ

นี่สถิติใหม่เลยนะเนี่ยยย!

...

'ร้องไห้สิรออะไร'



'นี่ยังไม่จบหรอกนะป้าศรี รอเราแป๊บ รอเราปั่นงานแป๊บ....'


...


หลีกกก เรือพี่มาแล้วววว

ขึ้นมาเร็วสหาย!!!!!

แจวมาแจวจ้ำจึก


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ใจเย็นนะ รอแป๊บ วันนี้ขอนอนก่อน....

.

.

.

พรุ่งนี้เราสอบ

'โคตรเหี้ยยยย... ไม่เป็นไร ขนมจะเยียวยาทุกอย่างเอง'


-Mommae-












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.279K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29968 9494 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 08:37
    ในทิสุดดดดดด!!! มุแงงงง
    #29,968
    0
  2. #29715 BACHA (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 15:24
    ไอต้าวเอ้ยยยย โฮร ละมุน
    #29,715
    0
  3. #29654 Pangrumm01 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 16:05
    ไม่กัดอะ โห่ววววว
    #29,654
    0
  4. #29507 PinkpanterJIN (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 19:19
    เป็น 'เพรี่ยน' 'เพี่ยน' 'เพื่ลน' กันดีเเล้ว
    #29,507
    0
  5. #29495 N_jkp (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 17:43
    เป็นไข้แล้วพูด เมียว คือที่สุดแล้วเว้ยแก
    #29,495
    0
  6. #29474 Fl2●$T (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 13:08
    หยาง เทอไม่ไหวแล้วนะ อาการเทอหนักขึ้นทุกวัน //พูดด้วยน้ำเสียงมาดามไปรยา
    #29,474
    0
  7. #29421 gusigle (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 23:36
    เพอื่น!!!!!!
    #29,421
    0
  8. #29398 Aernlovetay (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 22:19
    ธัน!!!!!!! โอ๊ย!!!!! เด็กนี้ !!
    #29,398
    0
  9. #29396 โพนี่ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 21:34
    หลงเค้าแล้วล่ะ ดูออกนะหยางงงง
    #29,396
    0
  10. #29307 0984363270 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 11:59
    ครูนี่รร.กุเลยค่ะไรท์บ้าบอ!!
    #29,307
    0
  11. #29302 reluz (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 17:10
    หยาง!! แบบนี้เขาเรียกว่าเพื่อนไม่จริงง!!!
    #29,302
    0
  12. #29229 sulasoh (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 20:09
    เจอเค้าเรียกแทนชื่อกันถึงกับไม่กล้าอ่านต่อแล้ว แงงงงงงงง น่ารักมาก!!!!!
    #29,229
    0
  13. #29228 GubGif1146 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 19:14
    โอ้ยชอบไรท์วะ55555พูดโครตจะตรงช๊อบชอบ
    #29,228
    0
  14. #29208 pooh0410 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 02:55
    เห้ยยย ครูนี่เหมือนใครในรร.ฉันนะ เอ๊ะๆๆๆๆๆ????? ครุ่นคริสสสสสสสสสสส
    #29,208
    0
  15. #29091 psunrise (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 09:29
    จริง! จริงมาก! ครูแย่แบบนี้ควรเคารพตรงไหน? แต่แบบตอนสุดท้ายคืออุดปากกรี๊ด เด็กผู้ชายใจเต้นกับเพื่อนก็เป็นเรื่องตกกะปิ
    #29,091
    0
  16. #28774 Callmeyou (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 20:18
    ครกเนี้ยนะ!!! 5555
    #28,774
    0
  17. #28743 หนังไข่ลิงผู้เจิดจรัส (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 01:41
    จะฟินมันก็ฟินแหละนะแกร๊ ....แต่บั่บยังค้างกับอิศรีอยู่ง๊ายยยย!!!
    #28,743
    0
  18. #28707 Shipnielong (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 14:46
    ธันอ้อนแล้วน่ารักมากเลยอ่ะ ฮือออ//หยางเอาเลย ด่าอิครูที่ไม่มีจรรยาบรรณคนนี้นให้เข็ดไปเลย!
    #28,707
    0
  19. #28646 Kmmbs may (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 18:59

    คนอื่นหัวร้อนแทนธัน แต่เรากลับโฟกัสตอนป่วย ฮรืออออ ธันนน หยางคือเอะอะก็อยากกัด เอ็นดูอะ ธันมีการแบบขี้แงขี้อ้อนตอนป่วย น่ารักอะ เราเป็นหยางเราก็ตายอะ ฮื่อออออ
    #28,646
    0
  20. #28613 noowi (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 02:02
    อยากจะเดินไปตบกระโหลกครูจริง ๆ
    #28,613
    0
  21. #28459 Berrymint_ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 21:49
    หยางไม่เอาไม่ด่าครูนะ! //ในใจ ด่าอีก ด่าอีก!!
    #28,459
    0
  22. #28457 Callmeyou (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 17:08
    ครกมันหนักกว่าถ้วยอีกหยางงงง
    #28,457
    0
  23. #28406 Callmeyou (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:02
    อื้อหืออออ มันไฟเยอร์มากๆ ลุกจนดับไม่ทันเลยครับ
    #28,406
    0
  24. #28302 mew_2 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 18:49
    สนุกกมากไรท์นี่อ่านรอบสอง
    #28,302
    0
  25. #28260 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 21:44
    โอ้ย เขินว้อย แพ้น้ำตาธันด้วยอ้ะ
    #28,260
    0