I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 24 : ครั้งที่ 20 ภาระที่ใหญ่กว่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39,318
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,204 ครั้ง
    22 ม.ค. 62







ครั้งที่ 20 ภาระที่ใหญ่กว่า

[ธันวา]

“แฮ่ก มาแล้วครับ” ผมวิ่งเข้าไปในห้องทัศนศิลป์ด้วยสปีทที่คิดว่าเร็วกว่าเสือชีตาร์ ที่ต้องรีบขนาดนี้เพราะเลยเที่ยงมายี่สิบนาทีแล้ว ครูศรีต้องด่าผมแหงๆ ไม่น่าระบายสีเพลินเลยกูเอ๊ย

“เหรอ ก็นั่งสิ”

เสียงเย็นๆ และสายตาเหยียดๆ ของคุณครูคนดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกไม่ดี ผมไม่ชอบที่ครูทำแบบนี้เลยว่ะแต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งข้างๆ รุ่นน้อง

เฮ้อ

ผมซ้อมได้เจ็ดวันแล้วครับ ทั้งซ้อมทั้งทำคัทเอาท์เลย ผมขอครูว่าช่วงเช้าผมจะไปทำคัทเอาท์และจะมาซ้อมแข่งตอนเที่ยงถึงหนึ่งทุ่ม ซึ่งครูก็ตกลงแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ ตอนนั้นผมเอาไอ้อิมมาคุยไง คุณก็คงจะรู้เนอะว่าคุณประธานนิสัยแรงขนาดไหน มันมองจิกครูด้วยล่ะ… นี่ขนาดเป็นไอ้อิมนะ ถ้าเป็นไอ้หยางจะขนาดไหน

พูดถึงไอ้หยาง นอกจากจะทำคัทตอนเช้าและซ้อมตอนเที่ยงแล้ว หลังจากซ้อมเสร็จซึ่งก็คือตอนหนึ่งทุ่ม ผมก็ยังต้องรีบขี่รถไปดูไอ้หยางซ้อมหลีดจนถึงสามทุ่มอีก แล้วก็ต้องไปแบบไม่ให้มันจับได้ด้วยนะครับว่าก่อนหน้านั้นไปไหนมา ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ สุดๆ

“ระบายสีเสร็จรึยัง”

“ครับ” ผมพยักหน้า หยิบกระดานวาดรูปที่มีรูปวาดแปะไว้ออกมาให้คู่สนทนาดู นี่ทำทั้งคืนเลยนะ ความจริงถ้าผมไม่ง่วงมันคงเสร็จนานแล้ว แต่ผมทั้งเหนื่อย ทั้งล้า ก็เลยช้ากว่าปกติ ผมว่างานออกมาดีเลยทีเดียว  ตอนแรกคิดว่าจะเละซะแล้ว ฮะๆ

“นี่ศิลป์สร้างสรรค์นะ เขาให้ใช้เทคนิคสีหลายๆ อย่าง ใช้แค่สีน้ำแบบนี้คืออะไร จะบอกว่าไม่อยากแข่งใช่ไหม?”

“...ครับ?” ประโยคที่ได้ยินทำให้ผมเลิกคิ้ว พูดเรื่องอะไรของเธอวะ ครูบอกตอนไหนว่าให้ใช้สีหลายชนิด ผมว่าเราไม่เคยคุยเรื่องนี้กันด้วยซ้ำ

“ตอบ ทำไมใช้แค่สีน้ำ”

“ค… คือผมไม่รู้ว่ารายการนี้ให้ใช้สีหลายชนิด ก็ตอนแรกครูไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร ผมก็เลยคิดว่าคงจะใช้สีน้ำเหมือนเดิม” ปกติผมจะได้ลงแข่งสีน้ำ แข่งมาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว ชื่อการแข่งขันก็เปลี่ยนไปทุกปี ก็เลยคิดว่าปีนี้จะใช้สีน้ำเหมือนกัน ...เฮ้ย ไม่สิ ก่อนหน้านี้ครูบอกผมเองว่าให้ใช้สีน้ำ

“ถ้าเป็นสีน้ำก็ต้องชื่อหัวข้อสีน้ำสิ ปัญญาอ่อนรึไง”

“...”

“ไม่รู้แหละ เติมสีชนิดอื่นเข้าไป จะชอล์ก จะสีไม้ จะสีโปสเตอร์ห่าเหวอะไรก็ได้ ที่คิดว่าตัวเองมีปัญญาระบาย” เธอสั่งแค่นั้นแล้วก็เดินไปดูคนอื่นต่อ เป็นแบบนี้มานานแล้วครับ ดูเจ้าตัวจะเคืองผมเล็กน้อยก็เลยทำเหมือนไม่เห็นผมในสายตา ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็แค่รู้สึกไม่ดี เคยโดนด่าซ้ำๆ ไหม รู้ใช่ไหมว่ามันแย่ขนาดไหน

...นี่ผมผิดอีกแล้วเหรอวะ เฮ้อ

ช่างเถอะ มาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า

ขออธิบายนิดนึงนะครับว่าครูส่งนักเรียนเข้าแข่งแปดรายการ แบ่งเป็นม.ต้นและม.ปลายอย่างละสี่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยมีคนที่มีชะตากรรมเดียวกับผมอยู่เจ็ดคน ทุกคนเป็นผู้หญิงที่นิสัยน่ารักมาก รั่วๆ เป๋อๆ อะ จะบอกว่าพวกเธอทำให้ผมผ่อนคลายตอนอยู่ที่นี่ก็ได้ ถ้าไม่มีพวกนี้ผมคงอึดอัดจากสายตาครูศรีตายห่า เหอะๆ

“พี่ธัน พี่ผอมลงได้ไงอะ บอกเค้าหน่อยดิ” ข้าวฟ่าง น้องม.ต้นที่ซ้อมด้วยกันเอ่ยถาม ในบรรดาคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ผมสนิทกับเธอที่สุด เธอเป็นสาวอ้วน ใส่แว่นหน้าตาเนิร์ดๆ นิสัยโคตรฮา ตอนที่ผมยังอ้วนอยู่เวลาเดินด้วยกันเราเหมือนพี่น้องเด๊ะๆ

“ออกกำลังกายดิ ทำไมจะลด?”

“อือๆ อยากลดบ้าง YG จะได้เห็นความงามของฟ่างสักที ตอนนี้เหนียงมันบดบังรัศมีความไอดอลของฟ่างอยู่ พวกเขาก็เลยยังไม่สนใจ” เคยมีเพื่อนที่พูดจาตลกแต่หน้านิ่งไหมครับ นั่นแหละไอ้ฟ่างเลย

“YG คืออะไรวะ ....YODGATHIN ยอดกระถินเหรอ?”

“โอ๊ยพี่ธัน ไปอยู่ไหนมาเนี่ยทำไมไม่รู้จักวายจี”

“อ้าว ก็พี่ไม่ค่อยเปิดทีวีอะ มันคืออะ-” ก่อนที่ผมจะได้ทันพูดจบประโยค ก็มีเสียงเข้มขัดขึ้น ทำให้รอบข้างเกิดสุญญากาศ

“เงียบๆ อย่าชวนน้องคุย”

“...ครับ” ผมก้มหน้ารับคำแล้วลงมือวาดภาพต่อ ถามว่าโกรธไหมที่โดนด่าแบบนี้ ก็… ก็นิดหน่อยแต่มันก็เป็นความจริงไง อีกอย่างผมก็ชินแล้ว เชื่อผมสิว่าอีกเดี๋ยวเธอจะด่าผมเป็นชุด

“ถ้าจะคุยเดี๋ยวจะจับแยกให้ไปนั่งคุยคนเดียวข้างนอก”

“...” นี่ไง บอกแล้ว

“ครูรู้ว่าเธอไม่อยากมาแต่ถ้ามาแล้วช่วยตั้งใจหน่อย ไม่ใช่เอาแต่คุย คุยคนเดียวไม่พอยังชวนคนอื่นคุยให้เสียสมาธิอีก”

“ขอโทษครับ...” อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเดินเข้าห้องตัวเองไปเลย เหมือนเป็นการตัดจบและบอกเป็นนัยๆ ว่าไม่อยากจะคุยด้วย เมื่อไหร่จะถึงวันแข่งวะ ผมจะได้หลุดจากอะไรแบบนี้สักที เหนื่อยกายจากทำคัทแล้วยังต้องเหนื่อยใจกับครูอีก เครียดฉิบหายเลยว่ะ

“ขอโทษนะพี่ธัน ฟ่างคนชวนคุยเองแท้ๆ...”

“ฮึๆ ไม่เป็นไรหรอก ก็พี่ชวนแกคุยต่อไง ฮะๆ” ผมขยี้หัวสาวน้อยตรงหน้า มันทำหน้าเศร้า ดวงตารู้สึกผิดจนผมยิ้มนิดๆ ทุกคนในที่นี้สงสารผมหมดแหละครับ มีแต่ครูศรีเท่านั้นแหละที่ไม่สงสาร

“พี่แม่งโคตรแมนเลยว่ะ สงสารจับใจ...”

“พี่เหนื่อยไหม พักสักแป๊บก็ได้นะ”

“ไม่เอาอะๆ พี่ไหวเว้ย” ผมบอกปัด ยิ้มให้ทุกคนที่เป็นห่วง

“มึงไม่ต้องฝืนหรอกไอ้ธัน ดูตาตัวเองบ้างปะว่าแดงขนาดไหน นี่ได้นอนบ้างไหม?” พี่นก พี่ใหญ่สุดถามพร้อมกับจ้องลึกเข้ามาในตาผม ถามว่าได้นอนไหมเหรอ… ก็นอนนะ นอนตอนตีสอง แล้วก็ตื่นตอนหกโมงเพื่อไปทำคัท ก็ผมมีเวลาทำไม่มากนี่นา ถ้ามัวแต่ชักช้ามันจะไม่เสร็จก่อนเปิดเทอม

“นอนพี่ๆ ตาแดงเพราะลมมันเข้าตาตอนขี่รถ วุ๊ ห่วงเวอร์ไปปะเนี่ย ฮะๆ” ถึงจะไม่ชอบการโกหกแต่เพื่อทำให้คนรอบข้างสบายใจ มันก็จำเป็นต้องทำ

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หน้ามึงดูเหนื่อยๆ จริงๆ นะเว้ย”

“ดารางานเยอะก็เงี้ยแหละ เสร็จจากงานนี้ผมยังต้องไปเดินแบบที่ลอนดอนต่ออีกนะเนี่ย อิอิ” ผมแสร้งทำหน้ากวนตีนให้คนอื่นคิดว่ายังโอเค ซึ่งมันก็ได้ผลเหมือนทุกที

“ไอ้เชี่ย ฮะๆ” รุ่นพี่ขำนิดหน่อยก่อนจะเริ่มพูดต่อในเรื่องที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ “แต่พี่ว่าครูทำเกินไปว่ะ แม่งด่าเยอะเกินปะวะ บางเรื่องมึงไม่ได้ทำอะไรก็หาเรื่องด่า ไม่ชอบเลยว่ะ”

“เออ ใช่มะ หนูก็คิดว่าคิดไปเอง”

“ครูควรเข้าใจที่มึงมีงานของคณะสีอ่ะ กีฬาสีนี่เป็นงานหลักของม.5 เลยนะเว้ย” อาจจะเพราะเคยผ่านมาแล้ว พี่เขาถึงดูโกรธกว่าคนอื่น ก็จริงอย่างที่เธอพูดนะ ขนาดครูที่สอนยังเข้าใจเลย...

“เอาน่าพี่ ไม่เป็นไรหรอก”

“ไม่เป็นไรได้ไงวะ”

“จุ๊ๆ เดี๋ยวครูออกมาด่า ผมโอเค๊ เห็นไหมว่ายังแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย อิอิ… แล้วนี่พี่วาดหัวข้ออะไรนะ” ผมเบี่ยงประเด็นไปที่เรื่องอื่นเพื่อให้ทุกคนลืมเรื่องก่อนหน้านั้น คุยกันอีกนิดหน่อยเราก็ก้มหน้าลงทำงานของตัวเอง หัวข้อที่ผมได้เกี่ยวกับศาสนา ซึ่งถือว่าแหวกธีมที่สุดตั้งแต่แข่งขันมา ก็ไม่ได้ถือว่ายากอะไรเพราะยังไงก็เป็นเรื่องใกล้ตัว ภาพโอเคแต่ตอนลงสีนี่สิ

ผมใช้สีชนิดอื่นไม่เก่ง ไม่เก่งขนาดที่เรียกว่าเละได้เลย แล้วดันได้แข่งอะไรที่ต้องใช้หลายสีซะงั้น บัดซบจริงๆ ชีวิตกู...

“ฟ่าง สีชอล์กระบายยังไงวะ” ผมหันไปหาตัวช่วยข้างๆ ไอ้นี่มันเก่งสีชอล์ก ผลงานดียิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนอีก โคตรอัฉริยะ เด็กบ้าอะไรไม่รู้

“หมายถึงอะไรพี่ พี่จะระบายอะไรอะ?”

“เอาท้องฟ้าก็ได้” ต้องเลือกส่วนที่ดูท่าจะง่ายเพราะถ้าใช้สีที่ไม่ถนัดระบายพระพุทธรูป คนหรืออะไรที่มีรายละเอียดยิบย่อยคงไม่ไหว งานออกมาเละแน่ถ้าผมเป็นคนทำ

“พี่ก็เอาสีขีดๆ รวมๆ กันให้ดูเหมือนสีท้องฟ้า จากนั้นก็ใช้มือเกลี่ยๆ”

“ห้ะ คือยังไงวะ”

“เดี๋ยวฟ่างสอน” กล่าวจบรุ่นน้องก็ลุกมาสอนเทคนิคต่างๆ ให้จนหมด พอเธอไปผมก็ลองทำตามที่เธอบอก ขีดๆ สีโทนเย็นรวมกันให้ดูเหมือนท้องฟ้าที่มีเมฆลอยอยู่ มันก็ดูไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่… เกลี่ยๆ แล้วคงจะดูดีขึ้นละมั้ง

ฟืดๆ

ผมใช้นิ้วเกลี่ยสีบนกระดาษให้เป็นเนื้อเดียวกัน เริ่มแล้วๆ สีเริ่มรวมกันแล้วครับ… น๊าน เริ่มเห็นลางท้องนภาอันงดงาม แหนะๆ เมฆเป็นคลื่นสวยเชียว

...เอ๊ะ ทำไมพอมามองภาพรวมแล้วไม่มีเหี้ยอะไรสวยเลยวะ

“ข้าวฟ่าง มันไม่ได้ท้องฟ้าว่ะ แม่งเหมือนแดกไอติมวนิลากับบลูฮาวายเข้าไปพร้อมกันแล้วอ้วกออกมาอ่ะ” ผมไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะครับ มันเหมือนจริงๆ

“ไหน… นี่พี่ทำอะไรเนี่ย = _ =”

“ก็ใช้ไม่เป็นอ่ะ กระซิก ทำให้ดูหน่อยดิ” ผมกอดแขนคู่สนทนาอ้อนๆ พร้อมกับทำหน้าเหมือนหมาหงอย ผมทำไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่มีคนทำให้ดูก่อน ไม่สิ ถึงจะมีคนทำให้ดูแล้วก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะทำได้ไหม ฮื่ออ

“อ่ะๆ จะเห็นแก่ความหล่อนะ ทำเสร็จแล้วพี่ต้องยอมเป็นผัวฟ่างนะ” เธอดันแว่นขึ้น เอ่ยวาจาหยาบโลนด้วยใบหน้าเรียบเฉย ถึงจะดูเล่นๆ แต่งานที่มันทำออกมาไม่เล่นนะเว้ย ปลายนิ้วเล็กเกลี่ยสีให้ผสมกันได้อย่างเรียบเนียนไม่มีผิวขรุขระ หนำซ้ำยังเข้าใจเลือกสีที่อยู่ด้วยกันแล้วน่าสนใจ ทำให้ภาพดูน่าค้นหา

“เชรดโด้ โคตรสวย มึงนี่มีพรสวรรค์จริงๆ ไอ้ฟ่างน้องรัก” นี่มันผลงานระดับอาจารย์ชัดๆ กูไม่คิดเลยนะว่าเด็กที่ชอบแคะขี้มูกแล้วเอามาดมอย่างมึงจะมือทองคำขนาดเนี้ ผมจะเอาภาพที่มันวาดไปขายต่อให้ฝรั่งแล้วจะเอาตังมากินหนม

“พี่ก็ชมไป๊ ฟ่างก็ได้แค่สีชอล์กนี่แหละ สีอื่นก็เละเหมือนพี่แหละ”

โถ่ เราสมควรเป็นพี่น้องกันจริงๆ

หลังจากที่ได้คำแนะนำและการสาธิตของรุ่นน้อง ผมก็เริ่มฝึกการใช้สีชอล์กไปเรื่อยๆ จนมือเต็มไปด้วยสี ผลของความพยายามคือได้ภาพที่ดูคล้ายท้องฟ้าขึ้นมานิดหน่อย ไม่ได้สวย ไม่ได้ขี้เหร่ ก็พอไปได้อะ ...นี่แหละสุดๆ ของผมแล้ว มันสวยไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ไม่ได้ดูถูกตัวเองแต่ทุกคนรู้ลิมิตตัวเองดี ผมก็เหมือนกัน

“แล้วพี่จะใช้สีอะไรอีกอะ” รุ่นน้องอีกคนเอ่ยถามขณะชะโงกหน้ามามองผลงานที่ผมเพิ่งทำไป เสียกระดาษไปเยอะเหมือนกันนะกว่าจะได้ขนาดนี้... กระดาษไอ้ฟ่างนะครับ ฮะๆ

“สีไม้มั้ง ดูท่าจะง่าย” ผมตอบน้อง มือก็ยกขึ้นมาจับคางทำท่าคิด ผมควรเพิ่มเรื่องราวเข้าไปอีกเพื่อบดบังท้องฟ้าที่ไม่ได้เรื่อง หรือไม่ก็ควรใช้สีชนิดอื่นให้ดีกว่านี้ เผื่อมันจะลดข้อด้อยนี้ลงมาบ้าง

“งั้นเดี๋ยวพี่สอนเอง”

“ถ้าพี่จะใช้สีโปสเตอร์เดี๋ยวหนูสอนให้” ทุกคนในห้องต่างกรูเข้ามาหาผมเพื่อสอนเทคนิดการใช้ต่างๆ รู้สึกโคตรดีเลยว่ะที่ทุกคนใจดีขนาดนี้ แอบอายนิดหน่อยด้วยที่ต้องให้น้องมาสอน เหมือนตัวเองไม่มีความสามารถเลยว่ะ เอาเถอะ

Rrrrr

‘ไอ้หยาง’

“โคตรตรงต่อเวลา บ่ายสองปุ๊บพ่อก็โทรมาเลย” ไอ้ฟ่างเอ่ยเสียงเนือยๆ เมื่อโทรศัพท์บนโต๊ะสั่นและขึ้นว่าใครโทรมา ไม่น่าวางไว้บนโต๊ะเลยกู “ดีอะ มีแฟนเอาใจใส่”

“เดี๋ยวเตะด้วยหลังตีน เพื่อนโว้ย”

“วุ๊ ปิดทำไม๊ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย พี่ก็แค่มีแฟน แฟนพี่ก็แค่คนดัง แฟนพี่ก็แค่คนหล่อ แฟนพี่ก็แค่คนที่ฟ่างแอบปิ๊ง แฟนพี่ก็แค่พี่หยาง ก็ไม่ได้อะไร... ฟ่างก็แค่อยากได้บ้าง ก็เลยอยากถามว่าพี่หามาจากไหน” หน้ามึงตายมากฟ่าง ช่วยมีอารมณ์ในการพูดมากกว่านี้หน่อยได้ไหม

“แถวๆ นี้แหละ เก็บได้ตอนเดินเล่น... จะรับโทรศัพท์แล้ว เบาๆ กันนิดนึงนะ” เนื่องจากทุกคนในที่นี้รู้ว่าผมไม่อยากให้ไอ้หยางรู้เรื่องซ้อมแข่ง พวกเธอจึงพร้อมใจพยักหน้ารับแล้วเงียบปาก ถึงจะมีอาการยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่นิดหน่อยก็เถอะ ไอ้ฟ่างนี่แซวแบบไม่มีเสียงด้วย ‘แซว แซว แซว แซว’ ไอ้เด็กกวนตีนเอ๊ย

(ฮัลโหลมึงงงง)

“ว่า”

(ตอนนี้อยู่ไหนวะ ไม่มีเพื่อนกินข้าวเลย มากินเป็นเพื่อนหน่อยดิ)

“พ่อมึงอะ กูทำคัทเอาท์อยู่ที่สาธิต แล้วทำไมยังไม่ได้กินข้าว” ปกติไอ้หัสดินจะเป็นคนที่โทรมาเย้ยผมว่า ‘แดกข้าวแล้วน้าาา’ ก่อนเที่ยงทุกวัน ไหงวันนี้บ่ายสองแล้วยังไม่ได้กินข้าว

(ก็พี่กอล์ฟทะเลาะกับผัวใหม่แล้วเอามาลงที่พวกกูก็เลยปล่อยช้า… เหอะ มากินข้าวด้วยกันแป๊บนึง ไอ้เชี่ยเทรนด์มันทิ้งกูไปกินซกเล็กกับไอ้ต้นละ อย่างเลว) อ้อ ที่เขาลือกันว่ามีผัวใหม่นี่จริงเหรอ ทำไมหาได้เร็วจังวะ เพิ่งเลิกกันคนเก่าไปได้แค่อาทิตย์เดียวเอง... เจ๊มีดีอะไร

“ไม่ได้ ทำงานอยู่”

(แป๊บเดียวเอง ยี่สิบนาที) ยี่สิบนาทีก็ไม่ได้ไอ้ห่า ตอนนี้ทุกวินาทีของกูมีค่า สำนึกซะที่กูอุตส่าห์เจียดเวลามาคุยด้วย

“นาน”

(งั้นสิบห้า)

“ไปไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้น้ำมันรถหมด” ในเมื่อบอกว่าไม่อยากไป มันก็ไม่ฟัง ทำงานอยู่มันก็ไม่ฟังเพราะฉะนั้นผมจึงเลือกที่จะอ้างอะไรที่เป็นการปิดทาง

(เดี๋ยวไปรับ)

“ฮ เฮ้ย ไม่ต้องมา” เพราะได้คำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้ ผมจึงรนนิดหน่อย หวังว่ามันจะไม่ผิดสังเกตนะ ขอให้มันฟังไอ้ ‘ฮะ’ ครั้งแรกเป็นเสียงอุทานทีเถอะ

(...ถ้าไม่ไปรับแล้วมึงจะมาหากูยังไง)

ดูเหมือนยังพอแถได้แฮะ

“ก็ไม่ไปไง มึงไปแดกข้าวคนเดียวเหอะ โตเป็นควายแล้วยังให้คนอื่นไปนั่งกินเป็นเพื่อนอีก แค่นี้แหละกูต้องไปทำคัทต่อแล้ว ชิ้วๆ” ความจริงคือกูจะไปวาดรูปต่อ เมื่อกี้มัวแต่ฝึกระบายจนไม่ได้เริ่มวาดจริงสักนิด ถ้าครูศรีกลับมาเห็นต้องวีนกว่าเดิมร้อยเท่าแน่

(เอ๊อ มึงก็ทิ้งกู ไอ้เพื่อนไม่รักดี เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ กูไปแดกหญ้ากับพวกไอ้เจก็ได้ แค่ นี้ แหละ)

ติ๊ด

“เฮ้อ” ตอนโกหกคนจับผิดเก่งนี่เหนื่อยฉิบหายเลยว่ะ ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าถ้าพูดประโยคนี้ไปแล้วมันจะจับได้รึเปล่า ถ้าพูดประโยคนั้นแล้วจะเป็นยังไง

เอาเถอะ ถือว่ารอดไปอีกวัน

[หยาง]

แปลก… ทำไมไม่ให้ไปหา เสียงก็ดูรนๆ เหมือนถ้าผมไปที่นั่นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นแหละ มันมีอะไรวะ ก่อนหน้านี้ก็เคยไปแล้วครั้งหนึ่งเพื่อนๆ ก็ปกติ แซวบ้าง เล่นบ้าง คัทเอาท์ก็ปกติไม่มีอะไรแปลก

“ไอ้หยาง เป็นอะไรวะ ทำไมทำหน้าเหมือนหมาขี้ไม่ออก?” ไอ้ประธานคณะสีเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เปล่า แล้วนี่พวกมึงจะไปแดกข้าวที่ไหนกัน”

“ร้านป้าปิ๊ดหน้ามอ มึงไปด้วยกันปะ ได้ยินพี่ๆ ที่เดินผ่านเขาบอกว่าอาหารร้านนี้อร่อยสัสๆ ...อีเจ๊กอล์ฟนะอีเจ๊กอล์ฟ ทำกูหิวไส้กริ่วแล้วหนีไปไหนไม่รู้ เดี๋ยวพ่อก็ไม่ให้ตังค่าหลีดเลยว่ะ” คู่สนทนาเบะปาก มองบนอย่างนึกแค้น นับวันมึงยิ่งซึมซับนิสัยพี่กอล์ฟมาจนน่ากลัว...

“ไปด้วยดิ ตอนนี้กูเหลือตัวคนเดียวละ กระซิก”

“ไปดิๆ ไปหมดนี่แหละ คนเยอะยิ่งสนุก” เพื่อนที่เหลือเดินเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนา สงสัยจะเป็นเพราะโดนเจ๊ซ้อมโหดทุกวันละมั้ง เดี๋ยวนี้เราถึงได้มีภูมิคุ้มกันโรคปวดเนื้อปวดตัวต่างๆ แถมยังรู้สึกเหมือนอึดขึ้นกว่าเดิมประมาณล้านเท่า ขอบคุณหรือโกรธดีล่ะเนี่ย พวกกูต้องโตไปเป็นทหารที่ดีได้แน่...

“แดกข้าวหรือตั้งคณะชวนยิ้ม จำเป็นต้องสนุกด้วยเหรอ”

“มึงไม่เข้าใจ แดกข้าวแล้วขำจนข้าวติดคอเป็นสีสันของชีวิตนะเว้ย”

“สีสันเหี้ยไร ตายไปใครจะรับผิดชอบ เหอะๆ” สุดท้ายผมก็เลือกที่จะไปกินข้าวกับคณะตลกทั้งหลายแล้วทิ้งเรื่องที่ค้างคาใจไว้ข้างหลัง เอาเถอะ ถ้าเรื่องที่ไอ้ธันกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องไม่ดี… เดี๋ยวอีกไม่นานผมก็รู้เรื่องเองแหละ

ป้าบ

“ไปไหนไม่เคยชวนกู” ผมตบหัวไอ้คนที่กำลังนั่งกินผักบุ้งสดอย่างสบายใจ จะใครที่ไหนล่ะครับถ้าไม่ใช่ไอ้เตี้ยที่ช่วงนี้หายหน้าไปนาน พอโผล่มาอีกทีก็ลากไอ้เปรตไปกินข้าว เหลือไว้แค่ผมคนเดียวที่เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย แหม บังเอิญหรืออะไรที่มากินข้าวร้านเดียวกัน สงสัยพระเจ้าคงอยากให้กูมาลงทัณฑ์มึง

“อ้าววว ก็ปกติเห็นไปแดกกับอุ๋งๆ ตลอด” ตอแหลลล หน้ามึงไม่มีความน่าเชื่อถือเลยไอ้สัส

“ตลก ช่วงนี้กูกับมันไม่ค่อยได้กินข้าวด้วยกันเลยเถอะ” ผมด่ามันแล้วก็ส่งสัญญาณมือบอกพวกไอ้เจว่าจะนั่งโต๊ะเดียวกับไอ้เทรนด์ ให้พวกมันไปก่อนเลย

“อ้าวเหรอ นี่กูทิ้งเพื่อนไว้คนเดียวเหรอเนี่ย โอ๋ๆ เพื่อเป็นการไถ่โทษเดี๋ยวกูเลี้ยงกะหล่ำปลีซีกหนึ่งเลยเอ้า” ว่าแล้วก็ดันจานผักดังกล่าวมาให้ผม โอ้โห กูรู้สึกซาบซึ้งใจมากถึงมากที่สุด นี่ผักที่ได้มาจากป้าเจ้าของร้านเลยนะเนี้ย มันต้องอุดมไปด้วยสารอาหารและขี้มือป้าแน่นอน ถุ้ย

“เขาแถมมากับลาบอยู่แล้วปะไอ้หัวค_ย”

“ช่างเถอะ… มึงๆๆๆๆ สาวโต๊ะนั้นมองกูด้วยอะ” มึงช่วยสำนึกผิดที่ทิ้งกูไว้หน่อยได้ไหมไอ้ต้น... อย่างน้อยๆ ก็กล่าวขอโทษกูสักนิ๊ด พอให้จิตแจ่มใส มึงไม่รู้เหรอว่าตอนไปขี้แล้วกลับมาไม่เจอเพื่อนสนิทนี่โคตรหว่าเว้ กูก็อุตส่าห์ร๊อรอ รอจนกว่าเชี่ยเปรตจะมา แล้วเกิดอะไรขึ้น? ...มึงโผล่มาจากไหน มึงมาลากมันไปได้ไงเนี่ย แล้วทำไมไม่บอกกูสักคำ

“ก็มองธรรมดา สายตาเหมือนมองขี้” หนุ่มเหล็กดัดยิ้มร้ายก่อนจะไหวไหล่ไม่สนใจ ถ้าผมกับไอ้ธันทำร้ายร่างกายกันเป็นงานหลัก กวนตีนกันก็คงจะเป็นงานประจำของไอ้พวกนี้

“ไอ้สัส พูดแบบนี้ต่อยกันไหม?”

“กูพูดความจริง”

“ไอ้ขิงดองติดฟัน!” โคตรเหี้ย มึงล้อสีเหล็กเพื่อนได้ไงวะ ถึงสีจะเหมือนก็เถอะ หึ

“ด่าตลอด มึงเป็นคนเลือกสีเองแท้ๆ”

“ก็โง่ใส่ตามทำไมล่ะ ฮะๆ” ปล่อยพวกมันไป…

ผมเท้าคางคิดถึงใบหน้าของเพื่อนสนิทอีกคน ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าว่าช่วงนี้ไอ้ธันดูอิดโรยเหมือนคนไม่ได้นอน ท่าทางก็ดูเหนื่อยสัสๆ ทำคัทมันเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ

“ไอ้หยาง สาวโต๊ะนั้นมองมึงอะ”

“ก็มองไปดิ” ตอบแล้วก็ก้มลงมองเมนูอาหาร กินอะไรดีวะ ตอนนี้ไม่อยากกินพวกลาบหรือส้มตำเท่าไหร่เพราะยังไงก็ต้องไปซ้อมหลีดต่อ ถ้าท้องเสียขึ้นมานี่แย่เลย

“ไม่สนใจหน่อยเหรอ?”

“ไม่”

“หนักแน่นเว๊ยยย ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่ได้ไลน์ เฟส เบอร์ อินสตราแกรมหมดแล้วนะเนี่ย” ก็บอกไปแล้วว่าจะทำตามที่ไอ้ธันขอ อีกอย่างกูเหนื่อยจากซ้อมหลีดขนาดนี้จะเอาแรงที่ไหนไปคุยกับคนอื่น แรงจะเดินเข้าห้องน้ำที่บ้านกูยังไม่ค่อยจะมีเลย เหอะๆ

ผมเปิดเมนูไปเรื่อยๆ จนเจอเข้ากับภาพวิวของสถานที่หนึ่ง เฮ้ย ทำไมมาอยู่ในเมนู... ช่างเถอะ ยังไงมันก็ทำให้ผมนึกอะไรได้บางอย่าง

“พวกมึง ปิดเทอมใหญ่ไปภูกระดึงกันไหม”

“บ้านปู่ย่ามึง?”

“อือฮึ” ความจริงช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปหาพวกท่านเท่าไหร่ ไปล่าสุดเมื่อปีที่แล้วมั้ง ก็พ่อกับแม่นั่นแหละ มัวแต่ไปปั้มลูกจนไม่มีเวลาพาผมกับไอ้หยินไป นี่ยังคิดถึงตอนที่ปู่พาเดินลุยป่าไปเก็บหน่อไม้บนเขาอยู่เลย วิถีชิวิตบ้านสุดๆ ข้างบ้านมีบ่อน้ำธรรมชาติที่สามารถเล่นน้ำได้ด้วย ผมชอบนอนลอยคอตุ๊ปป่อง ทำตัวโง่ๆ เหมือนสาหร่ายอยู่ที่นั่นทั้งวัน พาไอ้ธันไปเปลี่ยนสายพันธุ์ด้วยกันดีกว่า ฮะๆ

ต้องขอบคุณปู่กับย่านะที่ทำให้ผมเป็นคนที่ทำอะไรเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่ทำอาหารไปจนถึงการซ่อมแซมสิ่งของ ผมต้องโตไปเป็นสามีที่ดีได้แหงๆ

“อืมมมม ต้องดูก่อนอะว่าพ่อกับแม่กูจะพาไปไหนรึเปล่า” บ้านไอ้ต้นเป็นครอบครัวรักการเดินทาง ปิดเทอมทีไรก็จะมีแพลนไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ตลอด ...เออผมก็ลืมไปว่ะ ไอ้เตี้ยคงไม่ได้ไปแล้วมั้ง

“กูคิดว่าไม่น่าจะไปได้ว่ะเพราะพ่อกับแม่จะไปซื้อหนังสือล็อตใหม่ช่วงนั้น กูก็เลยต้องอยู่เฝ้าร้าน” บ้านไอ้เทรนด์เปิดร้านหนังสือ ค่อนข้างเป็นกิจการใหญ่และเป็นที่รู้จักในจังหวัดเพราะพ่อกับแม่มันจะไปซื้อหนังสือหายากที่เมืองนอกมาให้คอร์หนังสือตลอด ...เอ้า ไอ้นี่ก็อีกคน

“เหรอ”

“แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงอยากชวนไปอะ?”

“ก็เคยสัญญากับไอ้ธันไว้ไงว่าถ้ามันผอมแล้วจะพาไปวาดรูปที่ภูกระดึง แล้วไอ้ธันมันก็อยากให้พวกมึงไปด้วย” ดูท่าทริปนี้คงจะมีแค่อ้อยอ้วนตามเคย สมน้ำหน้าไอ้ 2T ไปครั้งนี้กูอุตส่าห์จะเลี้ยง ว๊าย ไม่มีบุญได้ความเมตตาจากกู

“โอ้โห ถ้าไอ้ธันไม่พูดขึ้นมามึงจะมาถามพวกกูไหมว่าอยากไปด้วยรึเปล่า ใช่ซี่”

“เออนี่ไอ้เตี้ย มึงรู้ปะ วันแรกที่มาซ้อมหลีดไอ้หยางหอมแก้มไอ้ธันด้วย ตานี่พริ้มเชียว” พูดแล้วก็ยิ้มเลวโชว์เหล็กดัดสีชมพู อะ เอาเลย

“ห้ะ กูไม่อยู่แป๊บเดียวมึงลวนลามเพื่อนกูขนาดนี้เลยเหรอ ไอ้สารเลว”

“พี่ครับเอาข้าวผัดกระเพราไก่ใส่ไข่ดาวหนึ่งจาน” ผมยกมือสั่งข้าวด้วยท่าทีปกติ ก็แค่ไม่อยากคุยเรื่องเดิมซ้ำๆ เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งโดนไอ้เทรนด์ลากไปคุยเรื่องนี้มานี่นา

“อ่าวเฮ้ย มึงกล้าเมินกูเหรอ”

“มึงแดกอะไร จะได้สั่งทีเดียว”

“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิวะ”

“กูเอาข้าวผัดไข่” ไอ้เทรนด์ปิดปากหาว สั่งด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ

“อ่าว ไหนว่าจะกินซกเล็ก”

“เปลี่ยนใจแล้ว ช่วงนี้ท้องไส้ไม่ค่อยดี”

“เสียใจว่ะ เมินคนเดียวยังพอว่า นี่สองคนเลย…”

หึๆ

“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด!” เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณของพวกเราทำให้พี่กอล์ฟยกยิ้ม ไม่ยิ้มได้ไงล่ะ ตั้งแต่ซ้อมมารอบนี้ดีที่สุด ขนาดผมยังแอบยิ้มเลย เคยทุ่มเททำอะไรสักอย่างด้วยตัวเองแล้วออกมาดีมากไหม มันรู้สึกตื้นตัน ตื่นเต้นแล้วก็ดีใจสุดๆ เลยล่ะ

ตอนนี้เราได้ท่าสามเพลงแล้ว ถือว่าเร็วพอสมควรเพราะเพิ่งเริ่มซ้อมได้แค่แปดวัน ทุกเพลงท่ายากหมด มีแค่เพลงสองนั่นแหละที่ออกจะซอฟไปนิดเมื่อเทียบกับเพลงอื่น เห็นว่าเราต้องซ้อมอีกสามเพลงก็คือเพลงสถาบัน เพลงมาร์ชแล้วก็เพลงอะไรสักอย่างที่ไอ้เจบอกว่าน่าจะเป็นท่าที่ยากที่สุด

“มึง เมื่อวานใครเห็นหลีดสีชมพูแบบกูบ้าง” ไอ้ประธานสีเอ่ยถามขณะโยนเพื่อนขึ้นไปบนฟ้า มึงจะชิลไปไหม…

“กู”

“เออ มึงกลับทางเดียวกับกูเนอะไอ้หยาง… กูสงสารพวกมันว่ะ”

“กูก็เหมือนกัน” เมื่อวานตอนกลับบ้านผมกับไอ้เจเผลอไปป๊ะเข้ากับกลุ่มเชียร์หลีดเดอร์สีชมพู ไม่ได้แอบดูแต่ผมไม่คิดว่าพวกนั้นจะไปซ้อมที่เทศบาลที่คนผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ

ผมว่าสีตัวเองอลังแล้วนะ พอไปเจอสีนี้เข้าไปสีผมดูเบบี๋ไปเลย มีทั้งบันได พัด ธง ร่ม สารพัดสิ่งของที่เสริมเป็นพร็อพแล้วดูแพง… ก็แพงแค่ของ หลีดยังเก้ๆ กังๆ อยู่เลย สงสารว่ะ ที่เป็นแบบนั้นเพราะพี่กะเทยคนที่ซ้อมให้พวกมัน นอกจากโหดแล้วยังสอนไม่รู้เรื่องอีก พูดอะไรของเขาไม่รู้ ‘หนึ่ง สอง หนึ่ง หนึ่ง’ เหี้ยอะไรไม่มีจังหวะสักนิด ส่วนการสอนก็ทำให้ดูแค่ครั้งเดียวแล้วให้หลีดแกะท่า ณ ตอนนั้น มันจะได้เรื่องไหมล้าววว

“ทำไมวะ” เพื่อนที่ผมยกอยู่ถามทั้งๆ ที่ยังคงฉีกขา เชิดหน้ามองฟ้า ...ยอดเยี่ยมมากเพื่อน ระดับความขี้เสือกแต่ทำงานมีประสิทธิภาพของมึงคือระดับแพลตตินั่ม

“พี่คนซ้อมโหดแต่ไม่ได้เรื่อง”

“เอ้า อย่างนี้ก็ได้เหรอวะ”

“เออ ได้ข่าวว่าค่าจ้างแพงที่สุดด้วยนะไอ้คนเนี้ย” เงินที่เสียไปทั้งหมดของคณะสีมีผลต่อการนับคะแนนว่าใครจะได้ที่เท่าไหร่ในกีฬาสี กรรมการจะมีเกณฑ์การตัดคะแนนถ้าเงินเกินจำนวนที่ตั้งไว้ เท่าไหร่ไม่รู้แหละ รู้แค่ว่าแค่พี่ซ้อมหลีดของสีชมพูก็เกินเกณฑ์ไปมากกว่าครึ่ง นี่ยังไม่พูดถึงค่าคัทเอาท์ ค่าขบวน ค่าชุดอีกนะ ...ไม่ได้ที่หนึ่งแน่เลยว่ะ น่าสงสาร

“โห่ หลอกแดกตังฉิบหาย”

“ใช่ไหมล่ะ ดีนะที่พวกเราได้เจ๊กอล์ฟ อิอิ”

“คุยอะไรกัน ตั้งใจซ้อมหน่อย!” บุคคลที่เราเพิ่งกล่าวถึงป้องปากตะโกนดังจนไข่พวกผมสะเทือน ถึงโหดแต่มีคุณภาพ ที่แหละคุณค่าที่สีแดงคู่ควร

“แล้วนี่ขบวนเราเตรียมไปถึงไหนแล้ววะ” เป็นผมบ้างที่ถามขึ้นพร้อมกับยกเพื่อนขึ้นไปบนฟ้า เพลงนี้โยนกับยกเยอะฉิบหายเลย ถ้าเผลอทำตกลงมานี่มีขาหักอะเพราะเราโยนไม่เบา สตรองนิดนึงนะเพื่อนๆ เจ๊คงอยากเห็นคนไทยบินได้ เหอะๆ

“ไอ้ต้นบอกว่าพวกป้ายเศรษฐกิจพอเพียงเสร็จแล้ว แต่ไม่รู้ว่าป้ายยาเสพติดที่ให้สตาฟม.4 ทำเสร็จรึยัง” ไอ้เทรนด์ตอบคำถามทั้งๆ ที่มือยังคงยึดเพื่อนให้ยืนตรงได้ พูดถึงไอ้เตี้ย ตั้งแต่กินข้าวเสร็จมันก็ไม่ไปไหนอีกเลย นั่นไง นอนอยู่ที่อัฒจันทร์ข้างสนามน่ะ หมาจะเลียหน้าอยู่แล้วยังไม่รู้สึกตัวเลย

“อ๋อ… โทรไปถามดีปะ”

“ไม่ต้องหรอก รอสักกลางเดือนค่อยโทรไปถาม ถ้าโทรตอนนี้เดี๋ยวน้องมันจะหาว่าเราเร่ง กูกลัวงานออกมาแบบชุ่ยๆ ว่ะ” เพื่อนที่เป็นฐานเหมือนกันพูดแทรกขึ้นมา บรรดาฐานทั้งหลาย เราจะชิลกันไปไหมวะ กูเสียวไส้แทนคนที่อยู่ข้างบน แอบเห็นว่าขามันสั่นนิดๆ ด้วย

“โอเคๆ”

“จะว่าไปสีเราก็ทำงานเร็วเหมือนกันนะ กูคิดว่าจะไม่ทันเปิดเทอมซะอีก ที่ไหนได้… ยังไม่ถึงสิบวันก็จะเสร็จหมดละ” ก็จริงของมัน แต่นั่นก็เป็นเพราะว่า...

“เพราะเราไม่ได้ทำงานใหญ่เองไง”

“หมายถึงอะไร?”

“คัทเอาท์” คนอื่นมองว่าอะไรหนักที่สุดสำหรับการเตรียมกีฬาสีผมไม่รู้ แต่ผมมองว่าคัทเอาท์คืองานที่โคตรใหญ่และโคตรหนักหนาสาหัส มันเป็นสิ่งแรกบนแสตนที่คนอื่นจะมอง คนวาดก็เลยต้องรับภาระเครียดแล้วก็กดดัน… แบบธันวา

“อ๋อ เออจริงว่ะ ถ้าทำเองคงไม่ทันเปิดเทอมอะ เผลอๆ อาจจะไม่ทันกีฬาสีด้วยซ้ำเพราะสีเราไม่มีคนวาดรูปเป็นเลย วาดแมวยังเป็นเห็บอยู่เลยกูอะ”

“ได้ข่าวว่าโรงเรียนไอ้ธันไม่ให้จ้างวาดเหรอ ตอนนี้เป็นไงบ้างวะ”

“ที่ไปดูล่าสุดก็เริ่มลงสีนิดหน่อยแล้ว แต่ยังไม่เห็นแววเสร็จเลย” ล่าสุดของผมก็เมื่อสามสี่วันก่อน ตอนนั้นอยากไปดูไอ้อุ๋งๆ วาดก็เลยขอพี่กอล์ฟไป ตอนแรกเจ๊จะด่าล่ะแต่คงนึกได้แหละว่าเคยตกลงกับผมไว้ว่าถ้าผมยอมเป็นหลีด จะมีสามสี่วันที่ผมสามารถไปหาเพื่อนได้

มาพูดถึงคัทที่ผมเห็นดีกว่า ก็ร่างดินสอจนเห็นเค้าโครงทั้งหมดแล้วล่ะ แต่สีเพิ่งลงได้แค่นิดหน่อยเพราะขนาดมันใหญ่สัสๆ นี่ขนาดเป็นคณะสีที่มีคนวาดเยอะที่สุดแล้วนะ แล้วสีอื่นที่มีคนวาดแค่สามสี่คนจะเป็นยังไง

“ไอ้ธันก็วาดใช่ปะ”

“อือ”

“เป็นไงบ้างอะ เห็นช่วงนี้ดูเหนื่อยๆ”

“มึงดูออกด้วยเหรอ” ...กูคิดว่าคิดไปเองคนเดียวซะอีก

“เออดิ ขอบตาดำขนาดนั้นใครจะดูไม่ออกบ้าง ...ทำไม๊ มึงทำอะไรมัน มันถึงดูไม่ได้นอน” ยิ้มเหี้ยแบบนี้คือเตรียมล้อแล้วสินะ จะให้กูทำอะไรมันล่ะบ้านก็อยู่คนละหลัง นอนก็ไม่ได้นอนด้วยกัน แถมพอกลับบ้านกูก็อาบน้ำนอนเลยไม่ได้โทรไปหาหรือส่งข้อความไปกวน

“พูดจาจัญไร”

“แล้วตกลงมันดูเหนื่อยเพราะอะไร ทำคัทเหรอ?”

“น่าจะใช่”

“มันไปตั้งแต่กี่โมงวะ ทำไมหน้าเหนื๊อยเหนื่อย”

“ไม่รู้ว่ะ กูตื่นทีไรมันก็ไปถึงที่แล้วทุกที” ช่วงนี้เราไม่ได้ไปพร้อมกันแล้วเพราะผมตื่นสิบโมงตลอด ก็เหนื่อยอะ อีกอย่างก็ไม่มีผลต่อการซ้อมหลีดเพราะเริ่มซ้อมสิบเอ็ดโมง เมื่อก่อนก็ซ้อมเช้านี่แหละแต่เดี๋ยวนี้เจ๊กอล์ฟสงสารก็เลยยืดเวลาให้พวกเราพักผ่อน

“หกโมง เมื่อเช้ากูไปซื้อเต้าหู้นมสดหน้าสาธิตแล้วเจอไอ้ธันกำลังเปิดประตูเข้าไปในโรงเรียนพอดี”

ประโยคที่ได้ยินทำให้ผมเผลอลดระดับมือลงมา ส่งผลให้เพื่อนที่อยู่ข้างบนเกือบจะหล่น ดีนะที่ผมจับไว้ทันไม่อย่างนั้นแย่แน่… ไอ้ห่า เกือบไปแล้ว

“เฮ้ยๆ ไอ้เชี่ยหยางมึงจะฆ่ากูเหรอ”

“ขอโทษๆ… เมื่อกี้มึงบอกว่ามันไปตั้งแต่กี่โมงนะ?” ผมหันไปถามเพื่อนคนเดิม เมื่อกี้มีรถวิ่งผ่านมาพอดี ผมก็เลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าฟังถูกรึเปล่า

“หกโมงเช้า กูเห็นหลายวันละ มันขยันดีนะ มาก่อนภารโรงตลอดอะ บางวันเช้าแบบเช้ามืดก็มี เช้าจนต้องปีนเข้าไปในโรงเรียนเองเพราะภารโรงยังไม่มา” บ้านไอ้นี่อยู่แถวสาธิตครับ… ถึงว่าล่ะทำไมดูเหนื่อยๆ ทำตั้งแต่ตอนนั้นถึงหนึ่งทุ่ม รวมแล้วก็ประมาณสิบสี่ถึงสิบห้าชั่วโมงหรือพูดอีกอย่างก็คือมากกว่าครึ่งวัน มึงหักโหมมากไปปะวะ มีเวลาตั้งหนึ่งเดือน จะรีบไปไหน

“...บ้ารึไง”

“แต่ไม่ต้องห่วงๆ พอเที่ยงๆ มันก็กลับบ้านแล้วล่ะ”

“?” เป็นอีกครั้งที่ผมเลิกคิ้วด้วยความสงสัย จะเลิกเที่ยงได้ไงในเมื่อหนึ่งทุ่มมันก็มาหาผม แล้วทุกครั้งที่มาหามันก็จะบอกว่าเพิ่งไปทำคัทเอาท์มา

นอกซะจากว่ามันโกหก

“ก็ตอนพักเที่ยงกูกับเพื่อนชอบไปกินก๋วยเตี๋ยวที่แถวๆ ประตูสาธิตทุกวัน เห็นเที่ยงปุ๊บไอ้ธันก็รีบขี่ yzf ออกจากโรงเรียนปั๊บ สงสัยจะรีบไปนอนมั้ง ฮะๆ” ถ้ามันไปนอนจริงก็คงไม่มีสภาพเหมือนศพแบบนี้หรอก

“มึงแน่ใจนะว่าเป็นไอ้ธัน” ไอ้เทรนด์คงจะเห็นว่าผมกำลังขมวดคิ้ว ก็เลยถามเพื่อนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“เออ ทำไมกูจะจำหน้าหล่อๆ คิ้วเข้มๆ ของมันไม่ได้ ไหนจะบิ๊กไบค์โคตรเท่ของมันอีก กูจำได้ยันทะเบียนรถอะสัส ก็เล่นมาหาไอ้หยางทุกวันแบบนั้นใครจะจำไม่ได้บ้างวะ”

“ไม่ได้ไปนอนหรอก มันขี่รถไปซื้อของละมั้ง อย่างพวกสี พู่กัน” ไอ้เจพูด

“เออว่ะ น่าจะเป็นงั้นมั้งเพราะกูก็แดกข้าวแล้วกลับมาซ้อมหลีดเลย ไม่ได้อยู่ดูต่อว่ามันขี่รถกลับมาไหม”

ก็อาจจะเป็นไปได้ที่มันไปซื้อของแต่... มันจะไปซื้อทุกวันเลยเหรอวะ ผมซ้อมต่อไปเรื่อยๆ  ภายนอกอาจจะดูปกติแต่ความจริงผมกำลังคิดเรื่องเพื่อนสนิทอยู่… ดูเหนื่อยๆ ขี่รถออกไปตอนเที่ยงตลอด วันนี้บอกว่าจะไปรับก็ไม่ให้ไป แถมมีท่าทีร้อนรน

‘กูอยากทำงานให้เสร็จเร็วๆ เพราะมีภาระที่ใหญ่กว่ารออยู่’

ขณะที่ผมกำลังเอาเรื่องทุกอย่างมารวมกัน อยู่ดีๆ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาในหู มันคือประโยคที่ไอ้ธันเคยหลุดพูดออกมาก่อนหน้านี้

อะไรล่ะ...

“อะ วันนี้พวกแกทำดีมาก… จะปล่อยก่อนสักวันละกัน” เสียงประกาศลั่นของพี่กอล์ฟทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง ตอนนี้เป็นเวลาหกโมง ซึ่งปกติเจ๊จะไม่ปล่อยก่อนสามทุ่ม ก็กำลังจะถามนั่นแหละว่าทำไมปล่อยก่อนแต่พอหางตาเหลือบไปเห็นแฟนใหม่ที่ยืนอยู่ข้างสนามผมก็เข้าใจ

“ปล่อยตอนไหนเจ๊”

“ตอนนี้แหละ จะไปไหนก็ไป... แค่วันนี้วันเดียวนะเว้ย เห็นว่าพวกแกทำดีแล้วก็ดูเหนื่อยๆ เถอะ ถึงได้ยอมปล่อย”

“โด่ว ทำเป็นอ้างโน้นอ้างนี่ จะไปเที่ยวกับแฟนก็บอกก”

“เออ นั่นแหละ ไปล๊าาา”

“วี๊วววว เบาๆ นะพี่ พรุ่งนี้เจ๊ต้องกลับมาซ้อมให้พวกผมต่อ ถ้าสีผมไม่ชนะจะโทษพี่คนเดียวเลยนะ”

“ฮิ้วววว ทำได้แต่อย่าแรง กลัวเจ๊จะไม่มีแรง อิอิ” หลังจากแซวกันอีกนิดหน่อย ทั้งสองคนนั้นก็เดินจากเราไป เหมือนฟ้าเป็นใจเลยว่ะ ผมกำลังคิดว่าจะขอพี่กอล์ฟเลิกซ้อมอยู่พอดี...

“ตอนเช้าเจ๊เพิ่งอารมณ์เสีย ตอนนี้อารมณ์ดีซะละ ไอ้ผู้คนใหม่ของเจ๊นี่ท่าจะเด็ดจริง”

“ใหม่ๆ ก็รั๊กกก ใหม่ๆ ก็ดี๊”

“ช่างเถอะ ว่าแต่พวกมึงไปไหนกัน ไปดูเพื่อนทำอุปกรณ์กันปะ กูอยากลองใส่ปีกเทวดาว่ะ ท่าจะออกมาเป็นเทพบุตร อิอิ” ฟังพวกมันไปพลาง ผมก็เก็บของไปพลาง คนอื่นจะไปไหนก็เรื่องของเขา ตอนนี้ผมมีจุดหมายที่อยากจะไปแล้ว...

“ส้นตีนเถอะ ออกมาเหมือนนกเป็ดน้ำล่ะสิไม่ว่า”

“พูดแบบนี้กับประธานคณะสีได้ไงวะ กูตัดเงินเดือนมึงสิบเดือน!”

“ไอ้สัส กูไม่ใช่พนักงานประจำ แล้วมึงก็ไม่ใช่เจ้าของบริษัท มึงก็แค่ประธานสีจนๆ”

“ชิ ตกลงไปกันปะ”

“ไปๆ ไอ้หยางมึงไปปะ”

“...ไม่อะ กูจะไปสาธิต” ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นใจขนาดนี้ ทำไมผมไม่ลองไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อยล่ะว่าธันวาทำคัทอยู่ที่นั่นจริงไหม แล้วตอนกลางวันมันออกไปซื้อของจริงๆ หรือว่าไปที่อื่น

หรือบางที… อาจจะไปทำ ‘ภาระที่ใหญ่กว่า’ ของมัน

“มึงโอเคไหมวะ ทำไมดูเครียดๆ” ไอ้ต้นเอ่ยถามหลังผมเดินมาถึงอัฒจันทร์ เพิ่งสังเกตว่าตอนนี้เหลือแค่ผม กับ 2T ส่วนพวกที่เหลือขี่รถออกไปแล้ว นี่ผมเหม่อขนาดนั้นเลยเหรอวะ

“กูโอเค ไม่... จริงๆ ก็ไม่โอเคเท่าไหร่”

“มีเรื่องอะไรกับไอ้ธันรึเปล่า กูเห็นมึงแปลกไปตั้งแต่ตอนที่ไอ้ไนท์พูดเรื่องมัน”

“กูไม่มีเรื่องกับมันหรอก แต่ไม่รู้มันมีเรื่องกับใครอยู่รึเปล่า”

“พูดอะไรกำกวมกูไม่เข้าใจโว้ย แปลทีดิ๊ไอ้เปรต”

“ไอ้ธันกำลังลำบาก ถูกต้องไหม”

“ไม่รู้เหมือนกัน” พูดตามตรงทุกอย่างเป็นแค่ลางสังหรณ์กับการเดาล้วนๆ ...แต่ผมไม่สบายใจ เรื่องนี้รบกวนจิตใจจนทำให้ไม่มีสมาธิ เมื่อกี้ก็เกือบจะทำเพื่อนตก ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อแย่แน่

“ก็เลยจะลองไปดูให้เห็นกับตาเหรอ”

“อือ”

“งั้นพวกกูไปด้วย”

“ไม่ต้องหรอก บางทีกูอาจจะคิดมากไปเอง… กูจะไปคนเดียว”

“จะเอาแบบนี้เหรอ”

“อืม”

“ถ้ามีอะไรก็รีบโทรมาละกัน พวกกูพร้อมบวก” ให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อนผม ไม่รู้เรื่องอะไรก็พร้อมบวกตลอด

“อันธพาล หึๆ”

“ก็พอๆ กันนั่นแหละ หึ”

ผมขี่รถมุ่งหน้าไปที่จุดหมายปลายทาง ในหัวก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ถ้าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ส่งผลร้ายต่อเพื่อนผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกแต่นี่มันดูเหนื่อยเกินไปไง เหนื่อยทั้งกายแล้วก็ดูเหนื่อยใจด้วย เวลามันมาเฝ้า ผมมักจะแอบเห็นไอ้ธันถอนหายใจหรือทำหน้าเศร้าบ่อยๆ ในเมื่อคัทออกมาดีแล้วมันจะเครียดเรื่องนี้ทำไม ถูกไหม

อะไรที่ทำให้มึงเครียดวะ

“อ้าวหยาง มาหาธันเหรอ” เสียงทักจากด้านหลังดังขึ้นหลังจากที่ผมจอดรถเรียบร้อยแล้ว ต้นเสียงคือสาวสวยประธานคณะสีไอ้ธัน

“อือ มันอยู่ไหนอะอิม”

“ไม่รู้เหมือนกัน เค้าก็เพิ่งมานี่แหละ เดินไปพร้อมกันเลยก็ได้” ถึงว่าล่ะทำไมถึงถือถุงขนมมาเต็มไม้เต็มมือ สงสัยจะเอามาให้เพื่อนละมั้ง ผมอาสาถือถุงให้เธอแล้วเดินเข้าไปในโรงอาหารสถานที่ที่ไอ้ธันทำคัทเอาท์ พอก้าวเท้าเข้าไปข้างในพวกผมก็พบกับ...

ความว่างเปล่า

ในนี้ไม่มีใครอยู่สักคน มีแค่กองผ้าหลายกองบนคัทและพัดลมที่เปิดทิ้งเอาไว้ ไปไหนกันหมด?

“อ้าว ไปไหนกันวะสัส” คนที่เดินมากับผมเดินหาเพื่อนตัวเองตามซอกต่างๆ เมื่อไม่เจอก็ก้มหน้าพิมพ์ข้อความส่งไปให้ใครสักคนแบบรัวๆ ถ้าเดาจากการเมมชื่อก็น่าจะเป็นเก้า ในระหว่างที่อิมพิมพ์ไป ผมก็เดินสำรวจต่อ ยังมีกระเป๋าวางอยู่ที่พื้น รองเท้าก็แอบอยู่ข้างเสา ซึ่ง... ถ้าพวกเธอออกไปข้างนอกก็คงไม่ทิ้งของมีค่าไว้แบบนี้ ไหนจะรองเท้าอีก เดินไปทั้งๆ ที่ไม่ใส่อะไรเหรอ เป็นไปไม่ได้มั้ง

ตือดึง ตือดึง ตือดึง

เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้พวกเราก้มลงไปมองต้นเสียง มันดังมาจากกองผ้าที่อยู่บนคัทเอาท์ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ พอดูดีๆ แล้วไอ้กองพวกนี้มันเหมือนจะขยับนิดหน่อยนะ เป็นจังหวะด้วย...

นอนอยู่ใต้ผ้า?

“อืออออ เชี่ยอิมมม กูรู้แล้วววว”

“มึงนอนอยู่ในนี้เหรอไอ้เก้า?” ผมกับอิมเดินเข้าไปใกล้กองผ้าที่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งถ้าเดาจากเสียงแล้วคิดว่าน่าจะเป็นสาวห้าวฝ่ายอาร์ตของสี กองข้างๆ ก็น่าจะเป็นสาวอวบเพื่อนเธอละมั้ง ถ้าดูจากขนาดกองแล้ว

“เอออ พักสายตาเป็นหมู่คณะะะะ”

“เอ่อ… โอเค งั้นนอนไปเถอะกูแค่เอาขนมมาให้ วางไว้ที่หัวเสานะ”

“อืออออ เดี๋ยวพวกกูคลานไปแดกเองไม่ต้องห่วงงงง” กองผ้าอีกกองตะโกนบอก

“เออ เหอะๆ”

“แล้วธันอะ” ผมก้มลงถามกองผ้ากองเดิม ไอ้เหี้ย เหมือนผมกำลังคุยกับอัปดุลในงานวัดไม่มีผิด เคยเห็นปะที่แม่งจะคลุมผ้าเอาไว้ เวลาอยากรู้อะไรก็เอาไมค์ไปจ่อแล้วพูดว่า 'อับดุลเอ๊ย ถามอะไรตอบได้'

“ไม่อยู่แล้ววว ไปตั้งแต่เที่ยงแล้ว อย่ากวนเด้ งืมๆ”

“ไปไหน?” ผมถามต่อ

“งืมๆ ไปที่นั่นไงง เหมือนทุกวันอะ”

“น่าสงสารฉิบหายย มาทำคัทแล้วยังต้องไปทำอย่างอื่นอีกก แจ่บๆ”

“ถ้าไม่พักอีกเดี๋ยวก็น็อค โถ่เพื่อนกู คร่อก”

เสียงตอบจากกองผ้าทุกสารทิศทำให้ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมพวกเธอพูดเหมือนรู้เรื่องแต่ผมไม่รู้อะไร ทำไมบอกคนอื่นได้แต่ไม่บอกผม ถ้าไม่ใช่เรื่องที่บอกคนอื่นไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่บอกผมไม่ได้คนเดียวก็มีอยู่เรื่องเดียวแหละ ...ต้องเป็นเรื่องที่ไอ้ธันโดนเอาเปรียบหรือไม่ดีต่อมันแน่นอน

“อ๋อ ตอนนี้หกโมงแล้วนี่หว่า มันคงไปที่นั่นล่ะมั้ง” อยู่ๆ อิมก็เป็นอีกคนที่พูดจาคล้ายกับว่าเธอเรื่องนี้ดี

“อิมรู้เหรอว่าไอ้ธันไปไหน?”

“ก็ไปซ้อมศิลปะที่โรงเรียนไง”

“...ซ้อมอะไร”

“อ้าว มันไม่ได้บอกเหรอ ที่มันโดนครูบังคับส่งชื่อให้แข่งห่าเหวอะไรนั่นทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจอะ อื้อหือ พูดแล้วขึ้น นอกจากครูจะไม่ขอความสมัครใจเด็กแล้วยังจะด่าอีก นี่เราเพิ่งไปขอครูให้ไอ้ธันซ้อมแค่ครึ่งวันเมื่อไม่นานมานี้เอง แม่งจะให้ซ้อมทั้งวันบ้าเปล่าวะ ไอ้ธันก็ใจดีเกิ๊น โดนเขาเอาเปรียบ โดนเขาด่าแบบไม่มีเหตุผลยังจะก้มหน้ารับอีก แกบอกมันหน่อยนะว่าถ้าไม่ไหวก็พักผ่อนบ้าง เดี๋ยวมันจะไม่ไหวเอา ตอนเช้าทำคัท ตอนเที่ยงซ้อมแข่ง ตอนกลางคืนก็ไม่ค่อยได้นอนเพราะมัวแต่วาดไอ้ภาพซ้อมแข่งนั่นให้เสร็จ เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่หรอกแต่เหนื่อยใจนี่โคตรแย่”

“...” สิ่งที่เพิ่งได้ยินเหมือนเป็นคำตอบของคำถามที่ผมสงสัยทุกอย่าง ที่มาเช้าเพราะมีเวลาทำคัทเอาท์แค่ครึ่งวันสินะ ที่ขี่รถออกไปตอนเที่ยงก็เพื่อไปซ้อมแข่ง ที่ท่าทางกลุ้มใจก็เพราะโดนครูด่า ที่ดูหน้าตาอิดโรยก็เพราะไม่ค่อยได้นอน และที่ไม่บอกผมก็คงกลัวว่าผมจะโกรธจนด่าครูของมัน

...อย่างที่เป็นอยู่

เหี้ย

“วุ๊ พูดแล้วอยากจะขี่รถไปปล่อยยางรถครูที่ห้องทัศนศิลป์”

“อยู่ที่นั่นเหรอ...”

“อือฮึ อยู่ที่นั่นแหละ ทั้งครู ทั้งไอ้ธันเลย ...อ้าวเฮ้ย หยางไปไหน?”

ไปไหนงั้นเหรอ...

ไปทำสิ่งที่ไอ้ธันกลัวไง






_______________________________________________________________________________


รู้สึกทุกคนจะอินกับครูศรี... 

ใจเย็นนะคนดี นี่เป็นแค่ความมโนของเราเอง

ครูศรีไม่มีตัวตนอยู่จริงในชีวิต55555

แต่ก็นะ นี่แต่งเองยังแบบ...


'ตอนหน้านะป้าศรี เดี๋ยวรู้เลย...'




+++++++++++++++++++++++++++++++++

เหอะๆ ขอโทษนะเว้ยที่เป็นเสาร์อาทิตย์แต่ก็ยังลงได้แบบครึ่งๆ ไม่เต็มตอน

งานเยอะมากเบย 

_(; 3 J L )_


สภาพตอนถ่างตาแต่งนิยาย...


-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.204K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29967 9494 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 07:53
    ไฟท์เลยพี่หยาง แม่งเอ้ย ธันไม่สู้ให้ตัวเองเลย มันก็ต้องให้แฟนสู้แทนให้
    #29,967
    0
  2. #29653 MoRO66 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 14:46
    หยางลุยหยางงงงง
    #29,653
    0
  3. #29652 Pangrumm01 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 14:19
    ครูแบบนี้ในชีวิตจิงก้มีน๊าาาา หึหึ
    #29,652
    0
  4. #29618 Who are me (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 16:49
    คนเขียนเก่งมาก เขียนให้เกลียดครูศรีได้ขนาดนี้
    #29,618
    0
  5. #29543 Oijiko (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 12:19
    ครูศรีก็เกิ๊นพุดละโมโหหึ้ยย ครูผมก็เป็นนะแต่เเก่มีเหตผล ไม่ด่าหยาบแบวนี้ !!! ของขึ้น----
    #29,543
    0
  6. #29464 Fl2●$T (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 05:16
    ปังมากหยาง เริ่ดที่สุด แม้แต่ส้มก็หยุดไม่ได้
    #29,464
    0
  7. #29419 pincake (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 18:56
    หยางใจเย๊นนน
    #29,419
    0
  8. #29415 Azisa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 11:09
    อารมณ์แบบครูโรงเรียนเปี๊ยบ
    #29,415
    0
  9. #29397 Aernlovetay (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 22:05
    ครูไม่ได้เลย
    #29,397
    0
  10. #29347 ซันฟราย (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 21:41
    กลับมาอ่านอีกรอบก็ยังอินกับครูศรี ครูแบบนี้มันมีอยู่จริงๆเจอมากับตัวโคตรเ-้ย
    #29,347
    0
  11. #29287 Sun_Kun (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 08:52
    ครูที่ชื่อศรีนี่แม่งเป็นเหมือนกันทุกคนป่ะวะ นี่เจอมากับตัว พูดแล้วขึ้น😡 หยางไปฆ่ามันนนน!!!!!
    #29,287
    0
  12. #29207 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 02:51
    เอาแล้ววววว
    #29,207
    0
  13. #29160 everybny (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 03:04
    อีศรีแล้วป่ะ ท่ดๆนรกกินหัว555555
    #29,160
    0
  14. #29089 psunrise (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 09:12
    ครูเฮงซวยมาก พี่หยางต้องจัดการนะคะ(แต่อย่าแรงมาก เป็นห่วง) แล้วก็ลงโทษน้องธันด้วยข้อหาปิดบัง สิ่งสุดท้ายคือทุกคนต้องใจเย็นนนนๆ
    #29,089
    0
  15. #28791 masahiro12 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 16:19
    ความเหมือนครูเราเลยยย~ คิดละขึ้นนน
    #28,791
    0
  16. #28706 Shipnielong (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 14:36
    อิครูศรีแม่งก็เกินไปจริงๆอ่ะ อยากตบสักป้าบ
    #28,706
    0
  17. #28437 Krittanat14701 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:19
    อีศรี อีDog
    #28,437
    0
  18. #28405 Callmeyou (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:41
    ...สารภาพบาปกับตัวเอง พึ่งกินไก่ทอดกับข้าวไป ฮืออ มันหิววมันห้ามบ่ออยู่ นึกถึงตอนน้องอยากกินไก่อ่ะ คือไก่มันห้อยอยู่ตรงหน้าเราไง แง พังหมดวันนี้ที่ยอมเดินกลับหอ
    #28,405
    0
  19. #28326 CarrotSirirvarin (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 23:33
    หยางใจร่มๆ
    #28,326
    0
  20. #28259 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 21:33
    หยางใจเย๊น
    #28,259
    0
  21. #28044 VKK42 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 21:35
    ครูศรี...สมควรโดนสักดอก
    #28,044
    0
  22. #27160 loocbomb (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 19:03

    หย๊างงงงง ใจเย็นนะลูกก

    #27,160
    0
  23. #26030 Smileu (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 19:31
    บางทีธันก็ต้องอธิบายเหตุผล และอยู่กับความเป็นจริงอ้ะะ #อินจัด
    #26,030
    0
  24. #25346 milkysmile (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 01:24
    เอาเลยยยย จัดแม่งง
    #25,346
    0
  25. #25312 Piszerel (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 19:09
    โอ๊ยยย รักหยางอ่ะ~ เดี๋ยวจะได้รู้กันครูศรี หึ!

    เธอพักสายตากันแบบนั้นหรอ ไม่เหม็นสีเร้ออออ
    #25,312
    0