I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 23 : ครั้งที่ 19 ตามที่ขอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45,211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,286 ครั้ง
    22 ม.ค. 62





ครั้งที่ 19 ตามที่ขอ

[ธันวา]

“กูออกจะชอบบบบ” ได้ยินเพลงลุงแมคมาตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม ครูฝรั่งชอบเอามาสอน ร้องอยู่เพลงเดียวนี่แหละ มีออกสอบด้วยนะเว้ย จำได้เลยว่ามันออกว่า 'ข้อใดคือชื่อเพลงที่มีเนื้อร้อง อี ไอ อี ไอ โอ' แล้วผมกับเพื่อนก็จำแต่เนื้อเพลงไง ผลก็เลยกลายเป็นว่าผิดกันทั้งสายชั้น หัสดินก็ผิดนะ แม่งลอกผม ฮะๆ

(กูไม่นอนแล้ว) อีกฝ่ายลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ เบะปากมองมาทางผม เห็นไหม บอกแล้วว่าเราเป็นมารของกันและกัน มันทำผมตื่น ผมก็ทำให้มันนอนไม่ได้ เรื่องจบที่ไม่มีใครหลับ แฮปปี้

“ถ้าไม่นอนแล้วจะทำอะไร?”

(คุยกัน)

“เรื่อง?” ผมจับดินสอเป็นครั้งที่สองล้านแปด สัญญาว่าครั้งนี้จะวาดผมโพไซดอนให้เสร็จจริงๆ คุยกับไอ้หยางทีไรไม่มีสมาธิทำงานทุกที คุยสองคำ ขีดไปได้ครึ่งเส้น ส้นตีนเถอะ กว่าโพไซดอนจะเสร็จทั้งตัวก็คงจะเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ

(ไม่รู้ว่ะ  ขอคิดแป๊บ อืม... ตอนนี้ผอมแล้วนี่ อยากขออะไรล่ะ)

“อ้อ เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย อืมมม เอาอะไรดี แล้วขออะไรได้บ้างอะ”

(ได้หมด สิ่งของก็ได้แต่ห้ามแพงมาก ไม่มีปัญญาเปย์)

“ใจดีนี่หว่า แต่... กูคงไม่อยากได้สิ่งของ” ความจริงผมมีอะไรที่อยากจะขอไอ้หยางตั้งนานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าขอไปแล้วมันจะทำได้รึเปล่า อีกอย่างผมก็กลัวว่าถ้าขอไปแล้วจะดูไม่ดี เหมือนไปยุ่งเรื่องชาวบ้านยังไงไม่รู้

(จะให้กูเลิกคุยกับคนอื่นใช่ไหม)

อ่าฮะ นี่แหละที่ผมอยากจะขอ...

“ทำได้ไหมล่ะ” ผมจับโทรศัพท์ขึ้นมาถือเองเพื่อมองหน้าเพื่อนสนิทชัดๆ มันก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่ได้แสดงท่าทีไม่สบอารมณ์หรืออะไรทำนองนั้น แต่ใครจะรู้ ความจริงมันอาจจะไม่ชอบอยู่ในใจก็ได้ ไอ้หยางโกหกเก่งจะตาย ทั้งสีหน้า ทั้งคำพูดเลย

(ถ้ามึงขอก็จะทำให้)

“จะทำได้จริงๆ เหรอวะ” โดยทั่วไปเพื่อนสนิทเขาคุยเรื่องแบบนี้กันไหมผมไม่รู้ ผมรู้แค่ว่าผมห่วงเพื่อนตัวเอง มีอย่างที่ไหนคุยเป็นสิบยี่สิบคนในเวลาเดียวกัน แถมยังคุยเล่นๆ ไม่คิดจริงจังกับใครสักคนอีก ผมกลัวว่าวันหนึ่งพวกเธอจะไม่พอใจแล้วมาทำร้ายมันเข้า เอ๊ะ แต่ก็น่าจะให้ลองโดนสักครั้งนะ เผื่อมันจะเปลี่ยนนิสัยไปเลย

(บอกว่าถ้ามึงขอก็จะทำให้ได้ไง)

“ไม่เอาละ ขอเรื่องอื่นดีกว่า” สักวันมันก็คงจะคิดได้เองละมั้ง ถ้าจู้จี้มากๆ เดี๋ยวจะมองว่าผมน่ารำคาญ สู้ขอเรื่องอื่นที่มีความเป็นไปได้มากกว่านี้ดีกว่า

(เอ๊ะไอ้ธัน จะขอก็ขอมาเลยดิวะ กูไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย)

“ไม่เอาอะ ดูละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของมึงยังไงไม่รู้”

(กูเต็มใจให้ละเมิด)

“...”

(ตกลงขอเรื่องนี้นี่แหละ กูอุตส่าห์เตรียมใจเป็นหนุ่มติ๋มมาตั้งนาน ถ้ามึงมาเปลี่ยนกลางคันแบบนี้กูรู้สึกเหมือนที่ทำไปศูนย์เปล่ายังไงไม่รู้ เหอะๆ) มีการเตรียมตัวแบบนั้นด้วยเหรอวะ ทำไมกูไม่เห็นความต่าง มึงก็ยังยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับใครตลอดอะ ขี้โม้ปะเนี่ย

“มึงพูดเองนะว่าจะทำ… ความจริงไม่ต้องเลิกคุยกับทุกคนก็ได้ แค่ลดลงก็พอ”

(อือ)

“พวกกูกลับแล้วนะ” เก้ากับเพื่อนโบกมือลาผมหยอยๆ วันนี้ทั้งวันเราทำคัทจนมือหงิก นี่ขนาดแค่วันแรกนะ เออยังไม่ได้บอกเลย รู้ไหมว่าไอ้พวกนี้กินข้าวเสร็จแล้วกลับมาตอนไหน... บ่ายสองครับ ไส้กูกริ่วมาก กูหิว กูกุมท้องจนไอ้หยางถามว่าปวดขี้เหรอ ผิดคาดเชี่ยๆ ที่พวกมึงกลับมาช้า คิดว่าอยากกลับมาวาดต่อไวๆ พวกมึงหลอกกู

“อ่าฮะ เจอกันพรุ่งนี้”

“มึงจะไม่กลับพร้อมกันจริงดิ ตอนนี้ก็หกโมงครึ่งแล้วนะธันวา อากาศหนาวจะตาย อีกอย่างภารโรงที่นี่ก็น่ากลัว” เพื่อนอีกคนเท้าสะเอวพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง ก็จริงอย่างที่มันบอก ภารโรงที่นี่นอกจากจะชอบลักของคนอื่นไปขายแล้วยังน่ากลัวด้วย น่ากลัวในที่นี้หมายถึงเขาชอบมาเดินด้อมๆ มองๆ ตอนเราทำคัทเอาท์ มาแบบ… หลบหลังเสาโผล่หน้ามาซีกเดียว ขนลุกฉิบหาย แต่ถึงจะขนลุกผมก็ต้องทนอยู่เพื่อทำงานต่อ ฮื่ออ

“เออน่า กูอยู่ได้ กูเป็นผู้ชายนะเว้ย”

“ผู้ชายโดนดักตีหัวไม่ได้รึไง”

เสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกบทสนทนา มันไม่ใช่เสียงของไอ้พวกที่ยืนอยู่แน่นอนเพราะไอ้พวกนี้มีแต่เสียงแหบๆ ตามฉบับแฟนคลับฮาร์ดคอร์ชอบอังกอร์อปป้า

“ก็ได้ แต่กูว่าไม่โดนหรอก มึงก็ห่วงเวอร์ว่ะ” ผมโยนยางลบก้อนเล็กใส่บุคคลที่เพิ่งมาใหม่ ทั้งชุดและสภาพบ่งบอกได้ว่ามันเพิ่งไปซ้อมหลีดมา หน้ามึงดูเหนื่อยๆ นะ พี่กะเทยใช้งานหนักไปเหรอ…

แพน

ตอนแรกมันจะได้เป็นฝ่ายอุปกรณ์ครับแต่บังเอิ๊ญ วันนั้นพี่มิ๊งที่เป็นคนซ้อมหลีดเดินผ่านมาเจอพอดี หลังจากนั้นเพื่อนแพนก็โดนจับไปเป็นหลีดด้วยความไวแสง

“วุ๊ งั้นเรื่องของมึงเลย กลับกันเถอะพวกเรา ปล่อยแม่งให้ผีแดกหัว” ไอ้เก้าชูนิ้วกลางให้ผมก่อนจะลากเพื่อนให้เดินไปด้วยกัน ถึงจะไปแล้วหูผมก็ยังไม่วายได้ยินบทสนทนาที่ไม่ค่อยน่าพิศมัยของพวกมัน

“ผีแดกหัว… ไม่นะ ธันไม่มีไอ้นั่นสักหน่อย”

“มึงจะผวนทำไมล่ะสัส” เสียงพวกมึงดังหรือกูหูดีวะ

“มึงจะอยู่ถึงตอนไหน” สาวสวยทิ้งตัวนั่งลงข้างผม เชี่ยแม่ง… มึงกล้าดียังไงมานั่งทับหัวพุชเคนกูวะ กูทุ่มเทวาดทั้งวันเลยนะสัส ลงสีเนื้อไปชั้นหนึ่งแล้วด้วย ไอ้เลววว กูขอให้สียังไม่แห้ง ขอให้สีติดตูดมึงไปชั่วกัปชั่วกัลป์

“เดี๋ยวก็กลับแล้ว ไอ้แพนมึงลุกเลย หยามเกียรติท่านพุชฉิบหาย สามหาวนักเจ้าอิสตรีบรรลัยไร้ไขมันช่วงหน้าอก” พอพูดจบผมก็ใช้ตีนถีบมันออกไป ไม่แรงมากหรอกครับ แค่กลิ้งเอง

“โอ๊ยย นิดๆ หน่อยๆ พุซซี่ไม่ด่ากูหรอก” คนโดนกระทำลูบตูดตัวเองปรอยๆ แล้วเริ่มพูดต่อ “อย่าให้เกินหนึ่งทุ่มละกัน ไม่งั้นกูจะโดดซ้อมหลีดมาตบหัวมึง”

“ที่ทำอยู่ยังไม่เรียกว่าโดดอีกเหรอวะ”

“ไม่ได้โดด นี่เรียกว่าแวะมาเยี่ยว” ไอ้แพนไหวไหล่ไม่สนใจ พูดแบบนี้มันต้องบอกพี่มิ๊งว่ามาเยี่ยวแน่เลย ไอ้นี่มันเหลี่ยมจัด เคยมีอยู่วันหนึ่งที่มันขี้เกียจเรียนก็เลยโกหกครูว่าป่วย เรื่องดูธรรมดาไม่มีอะไร... แต่แม่งพีคตรงที่มันไปยืนให้ลมร้อนจากเครื่องระบายความร้อน พัดจนหน้าผาก on a fire นางบอกว่า 'พูดปากเปล่าเขาอาจจะคิดว่ากูตอแหล ต้องมีหลักฐานเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ อิอิ' เลวเอ๊ย

“จำเป็นต้องมาถึงนี่ไหม ได้ข่าวมึงซ้อมหลีดที่โรงเรียนปะ ที่นั่นไม่มีห้องน้ำเหรอ”

“ความสุขกู ใครจะทำไม”

“จ้าๆ”

“ตอนหนึ่งทุ่มกูจะคอลมา ถ้าเห็นว่ายังอยู่ที่นี่ กูเตะมึงไส้แตกแน่” อย่างโหด ตอนที่ไดเอทอยู่คิดว่าไอ้ต้นเป็นคนที่โหดที่สุดแล้วนะ พอมาถึงตอนนี้ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดผิด ไอ้แพนนี่แหละเป็นเดอะเบสออฟความโหด เพื่อนสนิทกูมีคนที่ไม่โหดบ้างไหม

ไม่นานนักเพลงพิณก็กลับไปซ้อมหลีดต่อ ตอนแรกนางจะอยู่ต่อด้วยซ้ำแต่ไอ้อิมโทรมาตาม ต้องขอบคุณเสียงสวรรค์จากเพื่อนอิม ให้ตายสิ มันพูดขนาดนี้ผมคงต้องกลับหนึ่งทุ่มจริงๆ กะจะกลับสักสองทุ่มครึ่งสักหน่อย

“หล่อจังวะ” ผมเอ่ยชมผลงานของตัวเอง คือหล่อแบบมีอายุอะ โคตรมีเสน่ห์ ...มองซิกแพคมึงแล้วนึกถึงไอ้หยางเลยไอ้พุช

วี่ วี่

เพี๊ยะ

“อ้าวกรรม เผลอตบยุง” อื้อหือ ศพคามือเลยกู ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยตบยุงนะครับ สงสารมัน อยู่ได้ไม่นานเดี๋ยวก็ต้องตายเพราะอายุไขสั้น หรือถ้ามีกรรมเยอะหน่อยก็โดนคนตบ แผ่เมตตาให้สักหน่อยละกัน ยังไงเราก็คล้ายๆ กัน ก่อนจะมาเป็นยุงแบบนี้นายก็ต้องเป็นลูกน้ำมาก่อน ก่อนเราจะมาเป็นธันวาทุกวันนี้เราก็เป็นแมวน้ำมาก่อน น้ำๆ เหมือนกัน เลิกแล้วต่อกันเนอะ

“เพิ่มสีตรงหน้าผากดีกว่า จะได้ดูแก่ลงอีกนิด เดี๋ยวโดนครูด่าว่าอนาจาร” ว่าแล้วก็ปาดสีเนื้อลงที่ดังกล่าว ตัวใหญ่ฉิบหาย ใช้เวลาทั้งวันผมเพิ่งลงสีเนื้อได้ชั้นเดียว นี่ต้องลงเงา ลงอะไรอีกเยอะแยะหลายชั้นเพื่อความงาม จะเสร็จวันไหนวะเนี่ยยยย

วี่ วี่

เพี๊…. ไม่ๆ ไม่ตบ นี่เพื่อนร่วมโลก

วี่ วี่

ผมนั่งระบายสีต่อไปโดยทำเป็นไม่สนใจไอ้จุดดำๆ เล็กๆ ที่บินอยู่รอบกาย อย่าไปสนใจ มึงไม่สงสารมันเหรอวะธัน อยู่ได้แค่เจ็ดวันแม่งก็ตายห่าแล้ว ถ้าตัดเรื่องเป็นภาหะนำโรคออกไปมันก็ถือเป็นแมลงที่น่าอนาถชนิดหนึ่งเลยนะเว้ย

วี่ วี่ วี่ วี่

อืม… เหมือนจำนวนเยอะขึ้นเลยนะ

วี่ วี่ วี่ วี่ วี่ววววววว

เยอะขึ้นจริงๆ ใช่ไหม...

หึ่งงง

ไอ้เหี้ย เยอะขึ้นจริงๆ ด้วย! มึงจะมากไปละไอ้พวกหมาหมู่! ทั้งแทง ทั้งดูดเลยฉิบหาย จะบินมึงก็บินไปสิวะ มึงจะมาวิ๊งๆ งุ้งงิ้งๆ ข้างหูกูเพื่อส้นตีนอะไร!

ลอบกัดแบบนี้ต้องเจอกูสังหารหมู่

แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ!

และแล้วมหกรรมตบยุงก็เกิดขึ้น…

Rrrr

‘แพน’

“แหนะ จัญไร เพราะมัวแต่ตบพวกมึงแหละ แม่กูโทรมาแล้วเนี่ย” สรุปคือผมสนุกไปกับการวิ่ง กลิ้ง กระโดด บัลเล่ต์ตบยุงทั่วโรงอาหารจนไม่ได้สนใจโพไซดอน และตอนนี้ก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว หมดกันความขยันของกู อุตส่าห์ตั้งใจจะทำงาน ไอ้แมลงหัวครวย

ห่า ตบซะลืมไปเลยว่าตัวเองกลัวเลือด

(ทำไมยังอยู่สาธิต) ปลายสายขมวดคิ้วทันทีมันเห็นสถานที่ที่ผมอยู่ จะกดตัดสายไปก็กระไรอยู่ เหอะๆ

“กำลังเก็บของออกโรงเรียนแล้ว” กูโกหก ถ้ามึงมองดีๆ มึงจะเห็นเลือดและปีกยุงที่ฝ่ามือกู นี่เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่เพิ่งได้มา กูคือนักฆ่ายุงผู้เลือดเย็น มิสอาเจนติน่า!

อ้าว โทษๆ เมื่อคืนดูมิสแกรนด์เยอะไป

(ดีมากกก) คุณเธอยิ้มพอใจขณะ… กำลังทำสะพานโค้ง ไอ้เหี้ย กูคิดว่าผีเฟื้อย เสือกเอาโทรศัพท์วางไว้ข้างหน้าด้วยไง นี่มึงจงใจแกล้งกูปะถามจริง

“งั้นวางสายนะ” วางสายแล้วทำงานต่อ ไอ้แพนคงไม่มาหาหรอกถ้าเห็นว่าผมเตรียมตัวออกจากโรงเรียนแบบนี้ อ่าห์ ในที่สุดเราก็จะได้ลงสีอีกชั้นให้นายแล้วพุชเคนที่รัก เราจะเติมขนที่หัวนมให้นายด้วยนะจะได้ดูแมน เติมขี้กากด้วยดีปะจะได้รู้ว่าติสท์ไม่ชอบอาบน้ำ เอ๊ะ โพไซดอนเป็นเทพเจ้าน้ำนี่หว่า

(ไม่เอา ตั้งกล้องเอาไว้ จะทำอะไรก็ทำ) ไอ้สัส...

“เอ้า แบตใกล้หมดแล้วว่ะ” ผมแสร้งทำท่าตกใจ เลื่อนๆ กดๆ หน้าจอทั้งๆ ที่แบตยังเหลือมากกว่าครึ่ง พ่อเคยสอนว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี อิอิ

(แบตมึงเหลือเจ็ดสิบเปอร์ ก่อนจะไปกูแอบดูมาแล้ว ในกระเป๋ามึงก็มีพาวเวอร์แบงค์ด้วย แบตหมดก็ชาร์ตใหม่ ง่ายนิดเดียว)

ยอม... ยอมแล้วจ้า

ผมต้องถือโทรศัพท์ไม่ห่างตัว มันไม่ให้ผมวางสายเลย แม่งบอกว่าให้ถือไว้จนกว่าผมจะขี่รถออกไปถึงไฟแดง มีการให้ไปตามภารโรงมาปิดประตูโรงเรียนด้วย ไอ้เชี่ยเอ๊ย กูกลัวเขาจะตายยังให้เดินไปหาอีก แต่สุดท้ายกูก็ต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก ฮื่อออ

(ถึงไฟแดงละ บายย)

ติ๊ด

“กูพูดอะไรดีวะ… ไม่สิ ต้องถามว่าจะด่ามึงว่าอะไรดี” ผมก็ขี่รถตามที่ปลายสายบอกไปเรื่อยเพราะไม่ค่อยออกจากบ้าน ไม่รู้ทางเท่าไหร่ พอมาถึงเท่านั้นแหละ... บึ้มมมม ไฟแดงที่พูดถึงคือไฟแดงหน้ามหาลัยที่ไอ้หยางมาซ้อมหลีด มันไม่ไกลจากสาธิตก็จริง แต่ที่นี่รถติดจนมือใหม่อย่างผมไม่อยากจะย้อนกลับไปทางเดิม นักศึกษาเยอะ คนเยอะ รถก็เยอะ การจราจรก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

...ขอโทษนะพุชเคน เราคงกลับไประบายขนนมนายไม่ได้แล้วว่ะ

ผมตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปในมอเพื่อไปหาไอ้หยางเลย มันบอกว่าเลิกสองทุ่ม ตอนนี้เพิ่งหนึ่งทุ่มกว่าๆ ผมจะเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรดีครับ ตดเล่นไหม หรือว่านอนกลิ้งให้เสื้อเปื้อนเล่นดี

หืม

ซื้อไอ้นั่นไปให้มันสักหน่อยดีกว่า

ผมแวะไปซื้อสิ่งที่ต้องการจากเซเว่น พอได้แล้วก็ตรงไปที่สนามกีฬากลาง สถานที่ซ้อมของเพื่อนสนิท ไม่รู้สีมันคิดอะไรอยู่ มาหลบซ้อมในมหาลัยก็ดีอยู่หรอกแต่มึงซ้อมกลางแจ้งเนี่ยนะ ถ้าเกิดสีอื่นผ่านไปผ่านมาก็เห็นเลยดิวะ what... กูไม่เข้าใจ

“หยางงง ผัวมาหาาาาาา”

ไอ้เจตะโกนดังลั่นทันทีที่เห็นปลายตีนของผมแตะพื้นสนาม… ไอ้เชี่ย แหกปากดังจนคนที่อยู่รอบข้างหันมามอง ช่วงนี้กูกับมันยิ่งเป็นข่าวกันอยู่ แล้วไอ้พวกพี่ในมหาลัยนี่ตัวดีเลยห่า

กลางสนามเป็นศูย์รวมของชายหนุ่มกว่ายี่สิบชีวิต ขึ้นชื่อว่าเป็นหน้าเป็นตาของคณะสีก็คงไม่ต้องบอกมั้งว่าแต่ละคนหนังหน้าเป็นยังไง หลังจากที่ไอ้เจตะโกนไปแบบนั้นทุกคนก็หยุดการซ้อมแล้วหันมามอง ไม่สิ ดูจากสภาพน่าจะเล่นกันมากกว่า อีกอย่างผมก็ไม่เห็นพี่กอล์ฟคนสอนพวกมันด้วย

“มาแล้วเหรอ” ร่างสูงวิ่งมาหาผม เราไม่ได้เดินคนละครึ่งทางเหมือนในนิยายหรอกนะ ผมคงเดินไปให้เพื่อนมันล้อหรอก แหนะ ถึงไม่เดินไปหา พวกมันก็วิ่งกรูเข้ามาอยู่ดี เดินเรียงหน้ากระดานตามหลังไอ้หัสดินอย่างกับมาเฟียเซี่ยงไฮ้ ไอ้พวกบ้า

“ยังไม่มา นี่ร่างแยกของกู” ผมยักคิ้วกวนตีน ยกมือขึ้นประสานกันเหมือนพวกนินจา

“อ๋อ เหรอ… กัดแล้วร่างแยกจะกลายเป็นควันใช่ปะ งั้นกัดนะ” ใบหน้าหล่อยื่นเข้ามาใกล้ ริมฝีปากบางอ้าออกจนเห็นฟันครบทุกซี่ มันพุ่งเข้ามาหมายจะกัดหัวไหล่ผม ไอ้เหี้ย หนียุงปะอ้อย! (หนีเสือปะจระเข้)

“เฮ้ย อย่าๆๆๆ อย๊าา”

“เอ้า ไมอะ ไหนบอกว่าเป็นร่างแยก ไม่ใช่ร่างจริงเพราะฉะนั้นไม่มีความรู้สึกหรอก” หลังจากระบายยิ้มเลวมันก็ก้าวขาเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผมคงอยู่ให้แม่งกัดหรอก อยากให้คุณมาเห็นท่าอ้าปากเมื่อกี้ฉิบ กว้างกว่ากำปั้นผมอีก สาบานว่านั่นปากคน

“ไอ้เทรนด์ช่วยกูด้วยย” ผมเลือกที่จะวิ่งไปหลบหลังร่างที่สูงกว่าไอ้หยาง ถ้าไอ้ต้นอยู่ผมก็จะไปหลบหลังมันแต่ตอนนี้ไม่อยู่ไง มันเป็นทีมเตรียมขบวนหรือทีมว่างงานนี่แหละจำไม่ได้ จำได้แค่ว่ามันทำตัวว๊างว่าง

“ไม่ อย่ามายุ่ง เรื่องผัวๆ เมียๆ อย่ามาเอากูไปเกี่ยว ครั้งที่แล้วก็ทำกูเหน็บชาไปทีละ เข็ดแล้วห่า”

“เอ้า กูเพื่อนมึงนะ”

“เพื่อนก็ส่วนเพื่อน แฟนก็ส่วนแฟนสิ” มันไหวไหล่ แกะมือผมออกจากเอวตัวเอง พอมันพูดแบบนั้นคนอื่นก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่งสายตาล้อเลียมาแบบไม่ปิดบัง อยากจะพาตัวเองออกไปจากตรงนี้เหลือเกินพี่บัวลอยจ๋า...

“แฟนพ่อมึงอะ ไอ้หัวครวยยย”

หมับ

แรงดึงจากด้านหลังทำให้ร่างผมปลิวไปกระทบแผ่นอกใหญ่ของใครบางคน มันก้มลงมาข้างหู แกล้งเอาฟันกระทบกันจนเกิดเสียงให้ผมขนลุกเล่น อ๊าก! กูได้ยินนะว่ามึงแอบหัวเราะ ไอ้ชั่วหัสดิน

“ไหนเอาร่างแยกมากัดซิ พวกกูกำลังอยากได้ควันมาซ้อมหลีดอยู่พอดี”

“โอ๊ยเหี้ยย อย่าเข้ามา กูล้อเล่นๆ นี่กูเองโว้ย! ร่างยงร่างแยกอะไรไม่มีหร๊อก” เชี่ย… เหมือนตอนนี้ผมเป็นหนูทดลองตัวขาวเล็กๆ กำลังถูกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องตัวใหญ่บึ้มยี่สิบคนล้อมไว้ไม่มีทางหนี จำเป็นไหมที่พวกมึงต้องปิดทางหนีกูขนาดนี้ จะเล่นอะไรก็เล่นกันไปสิวะ

[หยาง]

“อ้าวเหรอ ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ย ฮะๆ” ผมแสร้งทำหน้าตื่นเต้น ค่อยๆ ปล่อยร่างโปร่งให้เป็นอิสระแล้วโบกมือส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ เลิกล้อม นี่แหละข้อดีของการมีเพื่อนเยอะ พวกมันช่วยเราได้ถ้าเราอยากแกล้งใคร

“สัส!”

“โอ๋เอ๋ ไม่งอแงนะ ฮะๆ” ผมโครงหัวไอ้อุ๋งๆ เล่นสองสามครั้งก็ปล่อยแล้วเอ่ยถามบางอย่างที่สงสัย “จอดรถไว้ที่ไหนอะ”

“โรงรถ” อ๋อ ถึงว่าล่ะทำไมไม่เห็นอยู่แถวนี้เลย จอดที่นั่นดีแล้วครับ ปลอดภัยไม่โดนยกไปไหน เมื่อเช้าไอ้ประธานเจเพิ่งโดนคุณตำรวจจราจรมาลากรถไปเพราะจอดไม่เป็นที่ สม

“ตอนขี่มารถล้มบ้างปะ” ผมเอ่ยถามอีกครั้ง ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่าไอ้ธันยังขี่รถไม่แข็งก็เลยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ถามว่าผมเป็นห่วงมันไหมเหรอ? ห่วงสินี่เพื่อนผมนะ แต่… ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้รถล้มสักครั้ง จะมีประสบการณ์ขึ้นมาบ้าง ฮะๆ

“ก็ไม่ แต่หน้ามอรถติดฉิบหาย” เรื่องนี้ปกติอยู่แล้ว ได้ข่าวว่ามีรถชนกันบ่อยๆ ย่านการศึกษาก็งี้แหละครับ พวกแม่ค้าจะชอบมาตั้งร้านแถวๆ นั้น ทำให้รถขับขี่ไปมาไม่สะดวก

“วี๊วว เมื่อเช้ายังมองสาวกับกูอยู่เลย ทำไมตกเย็นถึงมีหนุ่มมาหาวะหยาง”

“เออ มองกันตาหยาดเยิ้มด้วย มึงจะทิ้งน้องเขามาหาหนุ่มคนนี้เหรอออออ”

“เจ้าชู้นะเราเนี่ย ให้เบอร์สาวน้อยไปแล้วด้วยไม่ใช่เหรอ”

“โถ่ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้กูคงคาบไปแดกเอง ไม่น่าหลีกทางให้มึงเล๊ยยย ที่จริงน้องเขามองคนหล่ออย่างกูหรอกแต่กูเห็นว่ามึงมองตาเป็นมันก็เลยยกให้” เสียงล้อจากบรรดาเพื่อนๆ ทำให้ผมยกนิ้วกลางแจกจ่ายทุกคน ส้นตีนเถอะ เมื่อตอนบ่ายกูเพิ่งรับปากไอ้ธันว่าจะคุยกับคนอื่นให้น้อยลง พวกมึงนี่ปากหมาจริงๆ ใส่ความกูด้วยไอ้เหี้ย

“ไอ้ธันเป็นเพื่อนกูเว้ย แล้วเมื่อเช้ากูก็แค่มองเฉยๆ” เมื่อเช้าผมมองเธอจริง แต่ไม่ได้คิดอะไร แค่มองว่า ‘เออ น่ารักดี’ แค่นี้แหละแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก ไม่ได้ขอเบอร์แลกไลน์อย่างที่ไอ้พวกนี้พูดเลยสักนิด

“เพื่อนแน่เหร๊อ ถ้าเป็นแค่เพื่อนทำไมต้องแก้ตัวด้วยอะแกรรรรร” ถ้าเตะประธานสีจะมีใครด่าผมไหม

“กูไม่ได้แก้ตัว กูแค่พูดความจริง”

“ความจริงที่ไหน กูเห็นกับตาเลยว่ามึงให้เบอร์ผู้หญิงคนเมื่อเช้าไป” พวกตอแหล กูไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย เดี๋ยวศอกเรียงตัวเลยว่ะ ไอ้เทรนด์ก็อยู่ในเหตุการณ์นะแต่ทำไมมึงไม่ช่วยกูพูดวะ

“เหรอ?” ร่างโปร่งเลิกคิ้วถาม สีหน้ามันยังคงไม่เปลี่ยนไป ไม่ได้บอกว่าเชื่อและไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อเหมือนกัน นี่ผมดูไม่มีความน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอวะ

“เปล่า กูไม่ได้ทำ”

“จริง?”

“เออดิ”

“ถึงมึงทำจริงๆ กูก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ก็บอกแล้วว่าถ้าทำตามที่ขอไม่ได้ก็ไม่เป็นไร” พูดแล้วก็หัวเราะเบาๆ การกระทำนั้นทำให้ผมไม่พอใจเล็กน้อย เหมือนมันสื่อออกมาจากสีหน้าอีกฝ่ายว่า 'กูว่าแล้ว ว่ามึงต้องทำไม่ได้' ผมไม่ชอบ...

“ฟังบ้างดิวะ กูบอกว่าไม่ได้ทำไง”

“เออๆ” ดูท่าคู่สนทนาจะจับกระแสเสียงที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผมได้ มันจึงเดินเข้ามาจับมือผมให้ใจเย็นและตอบปัดๆ เหมือนไม่อยากคุยเรื่องนี้อีกต่อ

“ตอบแบบขอไปทีอย่างนี้คือเชื่อหรือไม่เชื่อ” ผมเป็นคนหนึ่งที่นิสัยเสีย เพื่อนสนิทจะรู้เรื่องนี้ดี นอกจากความรักเพื่อนสัสๆ แล้วก็มีความ 'ไม่ชอบที่เพื่อนไม่เชื่อ' ถ้าพูดเล่นทั้งคู่ก็ไม่เป็นไรหรอกแต่ถ้าผมไม่เล่นแล้วมันไม่เชื่อ... ผมจะเคืองนิดหน่อย ไม่สิ ต้องบอกว่าระดับความโกรธขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเรื่องและความรักที่มีให้เพื่อนคนนั้นด้วย

“เฮ้ยๆ อย่าทะเลาะกัน พวกกูแค่พูดเล่น ไอ้หยางมันมองเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย”

“เออ มองแป๊บเดียวด้วย เหมือนควายมองต้นหญ้าข้างถนนอะ”

“จริงๆ นะ ที่พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้เราก็แค่แกล้งเฉยๆ อย่าเก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาทะเลาะกันเลย”

พอเห็นท่าไม่ดีไอ้ตัวการทั้งหมดก็เข้ามาขอโทษขอโพย แก้ตัวทีละคน ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะกำลังปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ไอ้ธันคงเห็นพฤติกรรมเจ้าชู้ๆ ก่อนหน้านี้ของผมจนติดตาละมั้งถึงได้ไม่มีทีท่าจะเชื่อว่าผมสามารถเลิกคุยกับคนพวกนั้นได้ ...มึงคอยดูเลยห่า หยามกูมากไอ้คีรินทร์

“ตกลงมึงเชื่อที่พูดปะเนี่ย”

“เชื่อดิ”

“...”

“หยางอย่าทำหน้างอออออ กูไม่ชอบบบบบ” ธันวาฝ่าฝูงเพื่อน ลากผมมานั่งที่อัฒจันทร์ข้างสนาม มือขาวทั้งสองข้างประกบแก้มผมไว้แล้วดันขึ้นให้เกิดรอยยิ้ม เล่นอะไรดูหน้ากูด้วย หน้ายิ้มแต่คิ้วขมวด กูดูแฮปปี้มากมั้ง...

“เพราะมึงแหละ”

“เออ ขอโทษได้ไหมล่ะ... มึงลำบากไหมวะที่ต้องทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ถ้ามึงอยากคุยกับใครก็คุยไปเลยนะ กูไม่ได้ว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัวของมึง แต่อย่ามากถึงยี่สิบคนก็พอ” ไอ้ธันเป็นโรคอะไร ทำไมต้องให้พูดเรื่องเดิมซ้ำๆ หรือเมื่อกี้ผมบอกไม่ชัดเจนพอ

“ฟังดีๆ นะไอ้ควาย ตอน นี้ กู ไม่ อยาก คุย กับ คน อื่น ถ้าเข้าใจแล้วก็ห้ามพูดเรื่องนี้อีก บอกแล้วว่าถ้าขออะไรกูก็จะให้”

“ขี้ตู่เปล่าา บอกไม่อยากคุยกับคนอื่นแล้วที่กำลังคุยกับกูคืออะไรวะ” เจ้าของรอยยิ้มสวยเลิกคิ้วถามอย่างกวนประสาท

“มึงไม่ใช่คนอื่น”

“แล้วกูเป็นอะไร”

“เป็นคนที่กูอยากคุยด้วย”

“...”

“ไร เงียบทำไม?”

“มึงชอบพูดแบบเนี้ย คนอื่นได้ยินจะคิดยังไง” ร่างโปร่งเบะปาก มือขาวฟาดลงมาที่หัวไหล่ของผมอย่างไม่ออมแรง โอ๊ย ไอ้เหี้ย เจ็บนะเว้ย นี่มือคนหรืออุ้งตีนหมี

“ทำไม พูดแบบไหน?” ถามแล้วก็ตบหัวมันไปหนึ่งครั้ง ยอมกันไม่ได้ครับ บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ

“ก็แบบเมื่อกี้อ่ะ แบบที่แฟนคุยกัน”

“เอ้า ก็กูอยากคุยกับมึงจริงๆ หรือมึงไม่อยากคุยกับกู?” ผมก็แค่พูดไปตามความรู้สึก ไม่ได้สนใจเรื่องคนอื่นสักหน่อย เขาจะมองยังไงก็ช่างสิ

“ก็อยาก...”

“น่ะ เห็นไหมล่ะ แล้วอย่างนี้มึงจะคิดเยอะทำไมในเมื่อมันคือความจริง” ผมยิ้มขำๆ ก่อนจะยกมือขึ้นไปขยี้หัวเพื่อนสนิทจนหัวมันยุ่ง

“เออๆ แล้วนี่พี่กอล์ฟไปไหน”

“ไปทำธุระอะไรไม่รู้ นางบอกว่าไปแป๊บเดียวเดี๋ยวกลับ แต่ตอนนี้ครึ่งชั่วโมงละ ไม่มาแล้วม๊าง” จำตอนที่เจ๊เขาเดินออกไปได้เลย เหมือนจะทะเลาะกับแฟนหนุ่มล้ำบึกของตัวเองมั้ง ตะโกนซะลั่นสนาม ‘อีแจ็ค!!! หอยกระพือมึงกล้ามีชู้เหรอ มึงรอกูอยู่ที่นั่นเลยนะ เดี๋ยวกูจะไปเอาเลือดอีดอกนั่นออกมา เลือดหัวมึงด้วย!!’ คือถ้าพี่เขาทะเลาะกับแฟนจนไม่กลับมาซ้อมให้พวกผมก็ดีไป แต่ถ้ากลับมา… พวกผมจะต้องพบกับความโหดคูณร้อยแน่ อารมณ์โกรธต้องค้างอยู่ในตัวพี่กอล์ฟแหงๆ อย่ากลับมาเลย ขอร้อง

“งี้พวกมึงก็เริงร่าเลยสิ”

“ดูจากตรงนั้นก็รู้แล้วมั้ง” ผมเพยิดหน้าให้มันมองกลุ่มชายหนุ่มรูปงามลากไส้ไร้สติที่กำลังนอนคว่ำกับพื้นสนาม จากตรงนี้มองไม่ชัดหรอกว่าทำอะไรกันแต่ถ้าให้เดาจากบทสนทนา พวกมันน่าจะกำลังแข่งกันอยู่ว่ามดของใครจะวิ่งได้เร็วที่สุด ‘มดกูๆ มดกูแซงมดไอ้เจแล้วโว้ยยย’ ‘ไอ้ส้นตีน มึงโกงนี่หว่า กูเห็นนะว่ามึงเอาหญ้าให้มดกิน! กัญชาใช่ไหมล่ะไอ้เลววว’ ‘พ่อมึงสิ กูจะไปหามาจากไหนล่ะโว้ย ว๊ายยย แพ้แล้วพาล!’

“เหอะๆ แล้วซ้อมเป็นไงบ้างอะ ได้ท่าเยอะยัง”

“จบไปหนึ่งเพลงละ แต่เป็นเพลงที่สั้นที่สุดนะ ถึงจะสั้นแต่ท่ายากฉิบหาย แหกแข้งแหกขาซะจนไข่กูจะกระเด็นออกมาจากกระโปก” ที่พูดไปไม่เกินจริงสักคำ กางเกงไอ้เทรนด์เป้าแตกไปสองตัวแล้ว แหกขนาดไหนถามใจเธอดู ท่าผู้ชายสมควรจะดูแมนปะครับ นี่มาซะเต็มเชียว

“อย่างเหี้ย ฮะๆ”

“มึงต้องเห็นไอ้สัส เพลงนี้กูกับไอ้เทรนด์ต้องเป็นฐานให้เพื่อนเหยียบหนึ่งคน โคตรปวดแขน” เพื่อนคนที่เราต้องยกไม่ได้ตัวใหญ่หรอกแต่ไอ้พี่กอล์ฟน่ะสิ ให้ยกขึ้นยกลงตั้งร้อยกว่ารอบ แม่งบอกว่าเพิ่มความแข็งแรงและความเคยชิน ชินกับผีสิ

“น่าฉงฉาน ฮ่าๆ”

“ขำออกได้ไงวะ นี่เรื่องคอขาดบาดตายนะมึง”

“โถ่ โตเป็นควายแล้ว เป็นเหี้ยอะไรก็ต้องอดทนเว้ย”

“ดูพูดเข้า” ผมยกตีนขึ้นมาเตะขาของอีกฝ่ายเบาๆ รู้ว่าโตแล้วแต่บางทีมึงก็ควรจะแสดงความเป็นห่วงเพื่อนบ้างไหมล่ะ เอ๊ะ พอมาคิดดีๆ ตอนที่ไอ้ 2T บ่นว่าเจ็บปวดอะไรผมก็ซ้ำเติมแบบนี้นี่หว่า

“นี่ถามจริง ทำไมตอนนี้มึงยอมง่ายจังวะ เมื่อก่อนกูขอให้เปลี่ยนสันดานเรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ก็ไม่เห็นมึงจะเปลี่ยน” วันนี้เราจะไม่หลุดประเด็นเรื่องนี้ใช่ไหม

“เบื่อ”

“เบื่อกู?”

“เบื่อพวกที่กูคุยด้วยต่างหาก” ผมศอกมันไปหนึ่งครั้งข้อหาโง่ ก็เพิ่งบอกไปว่ามึงเป็นคนที่อยากคุยด้วย กูจะเบื่อมึงเพื่อ

“ทำไมอะ?”

“ก็มีแต่คนด่ามึง กูเบื่อ” เมื่อก่อนพวกที่ผมคุยด้วยจะคุยสนุกทุกคน แต่เดี๋ยวนี้ชักน่ารำคาญ น่าหงุดหงิด เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่ผมกับธันมีข่าวกัน พวกเธอก็เข้ามาวีนใส่ คงรับไม่ได้และเสียหน้าละมั้งที่คนที่ตัวเองคุยด้วยไปมีข่าวซุบซิบกับผู้ชาย

ด่าผม ผมไม่ว่า แต่ด่าเพื่อนผม... ผมไม่ยอม

“เอ้า ด่ากูไม กูทำอะไรให้เขาไม่ชอบวะ”

“คงคิดว่ามึงเป็นแฟนกูมั้ง ด่าแรงฉิบหาย กูอ่านแล้วโคตรขึ้น” ไม่รู้จริงแล้วยังมาด่าคนอื่นเสียๆ หายๆ คนแบบนี้ไม่น่าเกิดมาบนโลก สวะสังคม

“แล้วมึงทำยังไง”

“ด่ากลับดิ” ผมไม่ได้พิมพ์กลับไปด่านะครับ โทรไปเลยต่างหาก... แล้วทุกคนก็รับซะด้วย คงจะคิดว่าผมโทรไปง้อละมั้ง ปัญญาอ่อน... ผมด่ากลับอย่างสุภาพแต่คงไว้ซึ่งความรุนแรงชนิดที่ว่าคนฟังไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรต่อเลย

“อย่างเลว”

“ด่าเพื่อนกูก่อน ช่วยไม่ได้” ในขณะที่ผมกำลังอารมณ์ร้อน หัวคิ้วขมวดจนเกือบจะผูกเป็นปม คู่สนทนากลับคลี่ยิ้ม แม้กระทั่งดวงตาก็ยิ้ม

“ยิ้มอะไร ชอบให้คนอื่นด่าตัวเองรึไงไอ้สัส” ผมใช้นิ้วดีดหน้าผากมนเบาๆ ถึงจะโดนทำแบบนั้นมันก็ยังคงยิ้มอยู่ ...เพราะผมชอบริมฝีปากของไอ้ธันอยู่แล้วรึเปล่าวะ ถึงได้มองว่านี่เป็นยิ้มที่น่ามองจนไม่อยากหันไปมองอย่างอื่น

“เปล่า... ไม่รู้ว่ะ อยากยิ้มก็ยิ้ม ฮะๆ”

“เป็นบ้าละมั้ง เข้าโรงบาลเมื่อไหร่บอกด้วยนะ จะไปเยี่ยม” ด่าแต่มุมปากผมก็ยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว ชอบตอนอยู่กับมัน เหมือนคนบ้าสองคนมาอยู่ด้วยกัน

“ถ้าจะเข้าก็เข้าพร้อมกันนี่แหละ อยู่ในโรง'บาลคนเดียวมันเหงา”

“ไอ้หยาง! มาซ้อมหลีดได้แล้ว อย่ามัวแต่อี๋อ๋ากับแฟน!!!”

เสียงแมนจากกลางสนามทำให้ผมสะดุ้ง ...นี่มันเสียงเจ๊กอล์ฟนี่หว่า สงสัยพระเจ้าคงไม่เข้าข้างผม ฉิบหายละ ดูจากสีหน้าแล้วพี่เขาคงอารมณ์บ่จอยมากๆ ผมกับเพื่อนจะโดนอะไรบ้างวะเนี่ย

“ครับพี่!” ผมป้องปากตะโกนกลับไปก่อนจะหันมาพูดกับเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างๆ ความสุขของผมมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงจริงๆ กระซิก ต้องกลับไปปวดขา ปวดแแขนอีกแล้วกูเอ๊ย “กูไปก่อนนะ ถ้าเบื่อก็เล่นอะไรรอไปก่อน แดกหญ้ารอก็ได้ หญ้าแม่งเริ่มยาวบาดขากูละ”

“ส้นตีนเถอะ คนนะไม่ใช่ควาย”

ผมออกวิ่งด้วยความเร็ว หูก็แว่วเสียงด่าของไอ้ธันตามหลังมา อยากจะหันหลังไปคุยด้วยนะแต่... ฉิบหายละ ไอ้พวกนั้นจัดแถวกันหมดแล้วเหลือแค่ผมที่ยังไม่ไปประจำที่ ทำไมพวกมึงไม่เรียกกูวะไอ้เชี่ยเอ๊ย คอยดูนะกูจะไล่เตะตูดทีละตัวเลย

หมับ

“ลืมบอก อะ กูซื้อมาให้”

ในขณะที่ผมวิ่งมาเกือบถึงกลางสนาม คนที่วิ่งตามมาตอนไหนไม่รู้ก็จับแขนผมไว้ นี่มึงวิ่งตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย เหงื่อออกเยอะเชียว ...ผมก้มลงมองสิ่งที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ ตรงนี้มืดก็เลยมองไม่ค่อยเห็น เห็นลางๆ ว่าเป็นขวดพลาสติกใสขนาดเท่าขวดยา ข้างขวดมีฉลากและโลโก้สินค้า กลิ่นหอมสมุนไพรของสิ่งนั้นทำให้ผมเลิกคิ้ว กลิ่นคุ้นๆ นะ

“สเปรย์กันยุง?”

“อือ ยุงเยอะก็เลยซื้อมาให้”

“ง่อว มีความใจดี แล้วนี่ซื้อมาให้กูคนเดียวจำเป็นต้องซื้อขวดใหญ่ปะ ซื้อเป็นซองก็ได้มั้ง” เอาใจใส่คนอื่นเป็นอีกหนึ่งนิสัยของไอ้ธันที่ผมโคตรชอบ ลองเปลี่ยนเป็นไอ้ต้นดิ ไม่มี๊ไม่มีที่จะคิดแบบนี้

“เอาไปให้ไอ้เทรนด์ด้วยไง แบ่งเพื่อนด้วยก็ได้”

“อ่าฮะ ขอบคุณนะเว้ย” ผมกล่าวขอบคุณมันอีกนิดหน่อยแล้วก็รีบวิ่งไปกลางสนามพร้อมกับรอยยิ้มและขวดใสในมือ นี่เรียกว่าโชคดีบนโชคร้ายปะที่พี่กอล์ฟเดินออกไปรับโทรศัพท์พอดีก็เลยไม่ด่าผม

แต่ก็น่าจะเป็นโชคร้ายบนโชคดีบนโชคร้ายอีกนั่นแหละที่คนรอบข้างผมเป็นไอ้พวกนี้

“แหมๆ น่ารักว่ะ คุยกันกระหนุงกระหนิง แถมเอายากันยุงให้ด้วย”

“สงสัยจะหึงที่ยุงมาดูดเลือดแฟนตัวเอง อุอิ”

“มึงเห็นตอนพวกมันเล่นกันปร๊าาาา อย่างแฟนอ่ะมึง”

“แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าแค่เพื่อน ตอแหลที่สุด”

“ก็เพื่อนไง ไอ้พวกจัญไร” ผมเท้าสะเอว โบกหัวทุยๆ ไปคนละป้าบ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนะพวกมึงอะ กูอุตส่าห์ทำเป็นลืม สงสัยอยากให้คิดบัญชี

“เหรออออออ เหรอหยางเหรอออ เพื่อนที่ไหนเขาทำกันแบบนี้วะ”

“เพื่อนสนิทไง” ตอบแล้วก็ฉีดยากันยุงที่ขาตัวเอง ผมก็บ้าเนอะ อยู่ได้ตั้งนานโดยไม่ฉีดยา ทั้งๆ ที่ยุงมีเยอะจนเรียกได้ว่าเป็นฝูง แต่ถ้าผมบ้าไอ้พวกนี้ก็ต้องบ้าเหมือนกันเพราะไม่มีใครพูดถึงเรื่องยากันยุงสักนิด เหอะๆ

“ไอ้ต้นก็เพื่อนสนิทอะ มึงเคยทำแบบนี้กับไอ้ต้นปะล่ะ?” ไอ้เจถามด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ จะซ้อมหลีดไม่ใช่เหรอ นี่กลายเป็นงานแถลงข่าวกูตั้งแต่เมื่อไหร่

“ไม่เคย”

“เห็นมะ-”

“แต่ไอ้ธันทำแบบนี้กับเพื่อนสนิททุกคน อะเทรนด์ ไอ้ธันฝากมาให้มึงด้วย” ผมยื่นขวดใสไปให้อีกฝ่าย อ่าห์ ฉีดแล้วค่อยโล่งขึ้นมาหน่อย ลาก่อนนะไอ้พวกชอบลอบกัด

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ แต่มึงไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอวะ เล่นถึงเนื้อถึงตัวกันขนาดนั้น”

“ไร้สาระ บอกว่าเพื่อนไง” ผมไหวไหล่ไม่สนใจคำพูดอีกฝ่าย

“แต่กู-”

“คุยอะไรกัน! จัดแถว!!” ก่อนที่ไอ้ประธานจะทันได้พูดอะไรเสียงเข้มก็ดังขึ้น เชื่อไหมว่าเสียงนี้สามารถทำให้คนที่อยู่อีกฟากของสนามสะดุ้งได้ ดูความทรงพลัง พลังเสียงตอนกะเทยโกรธช่างน่ากลัวนักท่านแม่

แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิด...

พี่กอล์ฟโหดกว่าเดิมประมาณเจ็ดล้านเท่า สั่งลุกนั่งเป็นว่าเล่น ผิดนิดหน่อยก็เริ่มใหม่ทั้งหมด ไอ้เชี๊ยยย ซ้อมหลีดหรือว่าเกณฑ์ทหาร นี่ยังไม่ได้พูดถึงที่เขาสั่งให้เราแหกแข้งแหกขาสามร้อยหกสิบองศาอีกนะ บ้าบอ กายกรรมกวางซีชัดๆ ร่างกายผมอ่อนล้ายิ่งกว่าไปรบมา เหงื่อออกมากกว่าตอนเล่นเวท อื้อหือ กูจะจดจำวันนี้เอาไว้

“แฮ่ก ไอ้เหี้ย เหนื่อยกว่านี้มีอีกไหม”

“มึงดูมือกูดิ แฮ่ก สั่นจนจับขวดน้ำไม่อยู่” ไอ้เจยกมือตัวเองให้ผมดู สั่นจริงๆ ครับ ผมก็ไม่ต่างจากมันเท่าไหร่เพราะเป็นฐานเหมือนกัน มือชาเหมือนไม่มีกระดูกอะ

“มือไม่เท่าไหร่ ดูขากู ไม่มีแรงจนต้องนอน แฮ่ก” ไอ้เทรนด์ที่นอนอยู่กับพื้นเอ่ย ทุกคนมีสภาพไม่ต่างกัน นอนหงายบนพื้นหญ้า เหงื่อโชก สภาพเหมือนอยากซึมซับความเป็นธรรมชาติมาก ใครสนใจเอาพวกเราไปเป็นพรีเซนเตอร์ติดต่อหลังไมค์นะครับ รับทุกงานยกเว้นงานเสียตัว

“ทำไม แฮ่ก ทำไมวันนี้ซวยอย่างนี้วะ”

“เพราะไอ้พี่แจ็ค ผัวเห็งซวยของเจ๊กอล์ฟนั่นแหละแม่งหนีไปเอากรี่เว้ย กูได้ยินมากับสองหู” ไอ้ประธานพูดด้วยสีหน้าคับแค้นใจ

“โถไอ้สัส อย่าให้กูเจอหน้าแม่งนะ จะต่อยให้คว่ำเลย”

“ต่อยเพราะมันทำเจ๊เสียใจใช่ปะ?”

“เปล่า เพราะมันทำอีเจ๊โกรธแล้วมาลงกับเรา ดกทงพอกันทั้งผัวเมีย กูกระทืบคู่เลยดีกว่า....” โถไอ้เทรนด์ กูก็คิดว่าเป็นคนดี

“อุ๋งๆ กลับแล้ว” ผมสะกิดคนที่กำลังปิดปากหาว ทำท่าจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ มันสตรองดีนะครับ รอผมนอนเล่นกับเพื่อนตั้งชั่วโมงกว่า ไม่ลุกไปตาม ไม่ว่าด้วย

“อือออ” ร่างโปร่งงัวเงียลุกขึ้นยืน แบบนี้จะขับรถกลับบ้านไหวไหมวะ ...ก่อนที่จะได้เดินไปไหน หางตาของผมก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติของเพื่อนสนิท

“แก้มเป็นไร?”

“ไหน อ๋อ… ยุงกัดด”

“กัดกี่ตัววะ ทำไมมีหลายตุ่ม ฮะๆ” มาเป็นกลุ่มดาวแอนดรอเมดาเลยสัส ความจริงไม่ได้เยอะมากขนาดนั้นหรอกแต่ค่อนข้างแดงพอตัว มันคงจะเผลอเกาละมั้ง มีรอยเล็บเป็นทางด้วย

“เป็นฝูง ...เพราะมึงแหละ มัวแต่นอนคุยกับเพื่อน กูจะไปตามก็ไม่กล้าเพราะกลัวพวกแม่งล้อ เดี๋ยวหาว่าตามเมียกลับบ้านอีก ฮ่วย” อ้าว เรื่องมันเป็นอย่างนี้เองหรอกเหรอ กูก็คิดว่ามึงอยากให้กูอยู่กับเพื่อน

“โทษๆ ไหนเอามาดูดิ๊” ผมชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เพื่อมองตุ่มที่แก้มคู่สนทนา ก็ตรงนี้ไม่ได้ฉีดสเปรย์กันยุงนี่เนอะ ไอ้ยุงนี่หน้าด้านชะมัด เขาฉีดไม่ให้เข้าใกล้ก็ยังจะมายุ่งอีก เอ๊ะ หรือรากศัพท์ของคำว่ายุงจะเป็นยุ่ง?

“คันว่ะ ...ผิวหนังคนเรานี่ก็แปลก ตอนไม่รู้ว่ามีตุ่มก็ไม่คันนะ พอรู้ว่ามีเท่านั้นแหละคันเลยห่าราก”

“อย่าเกานะเว้ย เดี๋ยวมันเป็นแผล”

“ก็ กู คัน ...หึ” พอพูดจบก็ยักคิ้วกวนตีน ยกมือขึ้นเกาแก้มตัวเองแบบสโลโมชั่นเหมือนต้องการเย้ยผม 'กูจะเกา ใครจะทำไม' แหม๊ เดี๋ยวพ่อตบด้วยรองเท้า หน้ามึงจะกวนตีนเกินไปละ

“มึงต้องเอาเล็บจิกให้เป็นดอกจันทร์เว้ย อย่างมัน กูทำบ่อย บรรเทาอาการคันได้ดีเยี่ยม” ไอ้เทรนด์ที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นตุ่มยุงกัด

“ไม่ต้องทำเลย ไม่ต้องเกาแล้วด้วยไอ้เหี้ย” ผมใช้มือตัวเองจับข้อมือขาวเอาไว้เพื่อไม่ให้มันเกา ไอ้หยินเคยทำแบบที่เชี่ยเปรตพูดครับ เป็นรอยเลย ตอนนั้นแม่คุณโวยวายใหญ่ บอกว่าจะเป็นนางสาวไทยไม่ได้แล้วอะไรก็ไม่รู้

หือ

ผมก้มลงมาสนใจใบหน้ามนตรงหน้า กี่เดือนแล้ววะที่หน้ามันไม่มีแก้มย้วยๆ น่าหยิกนั่น แอบคิดถึงนิดหน่อยนะ ไม่น่าลดความอ้วนเร็วเลยเนอะ น่าจะอยู่ให้ผมกัด อยู่ให้ผมบีบนานๆ... แต่ก็อย่างที่เคยบอกแหละ ถึงไม่มีแก้มแล้วไอ้ธันก็ยังน่ามันเขี้ยวอยู่ดี

“เฮ้ย ก้มหน้าลงมาทำไม อย่ากัดนะไอ้สัส!”

ผมอ้าปากขึ้นหมายจะกัดเหมือนทุกที แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นใบหน้าตื่นๆ ของอีกฝ่าย ผมก็เปลี่ยนเป็นปิดปากลง ก่อนจะจรดมันลงบนแก้มขาวอย่างแผล่วเบา

มึงน่าหอมว่ะไอ้ธัน

จุ๊บ

ค้างไว้ไม่นานนักผมก็ถอยออกมามองหน้าเพื่อนสนิท มันดูตกใจไม่น้อยที่โดนทำแบบนั้น ผมก็แอบตกใจตัวเองนิดๆ นะ แต่ทำไงได้อะ ก็มันน่าหอมจริงๆ

“ธัน” ผมใช้ช้อนยาวสะกิดไหล่คนที่นั่งอยู่ข้างกัน ตั้งแต่ออกนอกมหาลัยมามันก็ไม่คุยกับผมสักคำ ผมรู้ว่าท่าทีแบบนี้คือ ‘งอน’ ก็เลยต้องชวนมากินข้าวต้มปลาด้วยกัน จะได้หาเวลา 'ง้อ'

“...”

“ธันวา”

“...”

“โกรธเหรอวะ” ผมจิ้มหลังมือขาวๆ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงทำหน้านิ่ง ไม่สนใจผมแม้แต่นิดเดียว ทำไงดีล่ะ เผลอทำอุ๋งๆ โกรธซะแล้ว

“...”

“แค่หอมเองน้าา”

“มึงใช้คำว่าแค่เหรอวะ” คราวนี้มันหันมาสบตากัน หัวคิ้วขมวดบ่งบอกว่าไม่ค่อยถูกใจประโยคเมื่อกี้สักเท่าไหร่

“อือฮึ” ก็จริงไหมล่ะ ก็หอมเฉยๆ

“ไอ้... โอ๊ย กูไปเยี่ยวเล่า คุยกับมึงทีไรปวดเยี่ยวทุกที!” สิ้นประโยคมันก็ลุกกขึ้นไปเข้าห้องน้ำทันที อะไรคือการที่มึงพูดแบบนั้นวะ หมายถึงกูหน้าเหมือนโถส้วมเหรอ

“ไอ้หยาง แปลกๆ แล้วนะมึงอะ” คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้นหลังจากที่ไอ้ธันเดินจากไปแล้ว ลืมบอกไปเลยว่านอกจากผมกับไอ้ธันแล้ว ก็ยังมีไอ้เทรนด์ด้วย ตอนแรกก็กะจะมากันสองคนแหละ แต่คิดได้ว่าไอ้อุ๋งๆ คงไม่ยอมมาด้วยกันแน่ก็เลยอ้างว่าไอ้เปรตหิวข้าว

“ไร?”

“กัดแก้ม บีบแก้มกูยังพอเข้าใจเพราะกูกับไอ้ต้นก็ทำ ...แต่นี่หอมแก้ม”

“มึงจะพูดอะไรก็พูดมาเลย”

“ก็แค่จะบอกว่าเพื่อนธรรมดาเขาไม่ถึงเนื้อถึงตัวกันแบบนี้หรอก”

“เพื่อนสนิทไง คิดมากว่ะ มึงไม่เคยเห็นไอ้แพนเล่นกับเพื่อนมันเหรอ” ไอ้แพนเคยอัดคลิปที่เล่นกับดาลงเฟส มีทั้งกอด ทั้งหอม จุ๊บปากก็มี ทีอย่างนั้นไม่เห็นมีคนพูดอะไรเลยวะ

“ไม่เหมือนเว้ย นั่นผู้หญิง”

“ผู้หญิงหรือผู้ชายต่างกันตรงไหนวะ ยังไงก็คนเหมือนกัน” จะบอกว่าผู้หญิงทำอันนั้นได้แล้วผู้ชายทำไม่ได้... มันก็แปลกๆ มั้ง

“อย่ามาแอ๊บใส กูรู้ว่ามึงเข้าใจ… ทุกเรื่อง”

“...”

เออ กูรู้ตัวน่า ไม่ต้องพูดมาก

“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ผมเอ่ยถามคนที่เพิ่งกลับมา นานพอสมควรนะกว่ามันจะมา ไหนบอกไปเข้าห้องน้ำ ทำไมไปนานจัง แถมยังทำหน้าเครียดๆ กลับมาอีก

“กู... ขี้ไม่ออก ฮะๆ”

“เหรอ” ผมทำเป็นพยักหน้าเข้าใจ หันไปกินอาหารต่อทั้งๆ ที่ความจริงรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องไม่สบายใจ มันเป็นแบบนี้มาสักพักแล้วครับ ตั้งแต่วันที่มาหาผมที่โรงเรียนแล้วบอกว่ามีเรื่องละมั้งถ้าจำไม่ผิด มันบอกว่าเครียดเรื่องคัทเอาท์ แต่ผมว่าไม่ใช่แค่นั้นหรอก มันน่าจะมีเรื่องที่น่าเครียดกว่านี้เพราะมันชอบหลุดพูดประโยคแปลกๆ ให้ผมได้ยินประจำ อย่างเมื่อเช้าก็ ‘มีภาระที่ใหญ่กว่ารออยู่’

ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องปิด แต่ถ้ามันไม่อยากพูด ผมเองก็จะไม่ถาม

“แล้วนี่ไอ้ต้นทำฝ่ายไหน ทำไมกูเห็นมันว่างฉิบหายเลย” วิธีจับโกหกไอ้ธันง่ายๆ คือถ้ามันไม่อยากให้พูดเรื่องนี้ เจ้าตัวจะเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นทันที ผมดูออกมาตั้งแต่ป.4 แล้ว ดูเป็นการโกหกที่ไม่ค่อยเนียน... แต่เพราะบุคลิกและนิสัยไม่ค่อยโกหกทำให้คนอื่นเชื่อสนิทใจ

คนอื่นที่ไม่ใช่ผม

“เป็นฝ่ายจับฉ่าย ใครเรียกให้ไปทำไรก็ทำ”

“โถ่ น่าสงสาร ฮะๆ”

“แล้วทำคัทวันนี้เป็นไงบ้าง” ผมลองเกริ่นถามในสิ่งที่มันบอกว่าเป็นประเด็นความเครียด ถ้ามันตอบคำถามด้วยใบหน้าไม่สบายใจ สิ่งที่กลุ้มใจอยู่ก็คงจะเป็นเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่... ก็ต้องมีเรื่องอื่น

“ก็ดีนะ อิอิ”

อ๋อ ดีงั้นเหรอ... มีเรื่องอื่นจริงๆ ด้วยสินะ

“ได้ข่าวว่าสีมึงดี๊ดี มีคนวาดตั้งเก้าคนในขณะที่สีอื่นมีแค่สองสามเหรอไอ้อุ๋งๆ”

“โชคดีก็เงี้ย ดวงผู้ชนะไงเปรตคุง”

“โถ ก็แค่คัทเอาท์ สีอื่นอาจจะมีดีเรื่องอื่นก็ได้ หรือไม่… คัทเอาท์เขาอาจจะซุ่มก็ได๊ อาจจะมีคนวาดเก่งอยู่อีกแต่ไม่เผยตัวตน เป็นนักวาดเงาไรงี้”

“มึงอ่านการ์ตูนมากไปละ อย่ามาทำให้กูเครียดโว้ย” สิ่งที่ทั้งคู่คุยกันไม่ได้เข้าหูผมแม้แต่ประโยคเดียว ถึงจะบอกเองว่า 'ถ้าไม่อยากบอก ก็จะไม่ถาม' ก็เถอะ แต่จะให้ผมมองข้ามความทุกข์ของเพื่อนได้ไงวะ แล้วความทุกข์อะไรกันที่ทำให้มันต้องปิดผม

ตือดึง

Pim : ทำไมช่วงนี้หยางไม่คุยกับเราเลยยยย *ส่งสติ๊กเกอร์กระต่ายหงอย*

ขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็แจ้งเตือนพร้อมกับข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ แน่นอนว่าไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องเห็น แต่ถึงเห็นแล้วมันก็หันไปตักข้าวต้มกินเหมือนไม่เห็นอะไร แทนที่จะตอบสาวๆ ผมก็เลือกที่จะมองแก้มขาวนั่นขยับตุ้ยๆ ไปมา

จึก

...จิ้มแม่ง

“ไร” คนที่กินอาหารอยู่หันมามองผมอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก นิสัยคนอ้วนไง ไม่ชอบให้ใครมาขัดตอนกิน ขนาดผอมแล้วยังติดนิสัยเดิมเหรอ

“สาวทักกูมาอะ”

“อือฮึ ตอบดิ”

“ตบนะ พูดอะไรไม่เคยจำ ก่อนหน้านี้บอกว่าไง”

“มึงพูดว่า 'สาวทักกูมาอะ'”

เพี๊ยะ

ผมเปลี่ยนมือที่จิ้มแก้มขาวอยู่ เป็นแบมือออกแล้วตบลงไปเบาๆ เหมือนเราโรคจิตทั้งคู่อะ ผมก็ชอบย้ำเรื่องเดิมๆ อีกคนก็ชอบลืมเรื่องเดิมๆ ไม่สิ ไม่ได้ลืมจริงหรอก แม่งตอแหลแกล้งกวนตีน

“โอ๊ย ไอ้หยาง ไอ้เหี้ย!”

“โทษทีพอดีมือลั่น”

“ลั่นพ่อมึงสิ”

“หึ”

“สัส...”

“กูไม่ตอบหรอก น่ารำคาญ” ผมกดลบข้อความของเธอคนนั้นทิ้งเป็นท่าประกอบ พอลบเสร็จแล้วก็หันมาคุยกับเพื่อนสนิทต่อ “แก้มมึงนุ่มว่ะ”

“ก็ปกติ ไม่ต้องมาจับเลย ช่วงนี้มึงชอบลวนลามกู ไอ้อ้อยกาม” คนพูดเบะปาก ขยับตัวหนีโดยอัตโนมัติ แอบเห็นด้วยหางตาว่าไอ้เทรนด์ยิ้มเยาะด้วย เหอะ

“ก็มึงน่ามันเขี้ยว”

“มึงจะทำอะไรก็ได้แต่ห้ามหอมแก้ม กูไม่ชอบ” หัวคิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากกระจับบ่นอุบอิบ ดวงตาคู่สวยก็ชำเรืองมองผมอย่างหวาดระแวง

“ทำไม”

“ยังจะถามอีกเหรอวะ ก็มันดูแฟน กูไม่ชอบให้คนอื่นมองแบบนั้น” พอจบประโยคก็ก้มลงไปกินข้าวต้มต่อ ผมรู้ดีว่านั่นเป็นการตัดจบไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก ตามปกติผมก็ต้องเลิกคุยเรื่องนี้แหละ แต่ตอนนี้ไม่อยากว่ะ... ก็ครั้งก่อนๆ ไอ้ธันไม่น่าแกล้งแบบนี้นี่

“อะไรเป็นอะไรเราก็รู้อยู่”

“เรารู้แต่คนอื่นไม่ได้รู้ด้วยไงควาย”

“ไอ้เทรนด์มึงรู้ป่ะว่ากูกับไอ้ธันเป็นอะไรกัน” ผมถามเพื่อนสนิทอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ดูมันจะไม่ค่อยอยากสนใจเราเท่าไหร่ ขนาดตอนนี้คุยกับผมยังทำหน้าเนือยๆ เลย

“รู้ ...ตอนนี้น่ะรู้” ช่วงท้ายมันจงใจพูดให้เราได้ยินกันสองคน ร้ายนักนะมึง

“เห็นไหม บอกแล้วว่ารู้”

“ก็มันเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน จะไม่รู้ก็กระไรอยู่ม๊าง”

“เอาน่า ไม่ต้องไปซีหรอก กูก็ไม่ได้จะทำบ่อยสักหน่อย”

“พูดอย่างนี้แสดงว่าจะทำอีกเหรอ ส้นตีนเถอะ ต่อไปนี้มึงไม่ต้องเข้ามาใกล้กูเลย” คราวนี้มันขยับไปนั่งกับไอ้เทรนด์เลยครับ นี่ผมน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ ก็แค่อยากหอมเอง ไม่ได้รึไง

“ก็มันเขี้ยวอะ ดูแก้มมึงดิ” อยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ใช่ปัญหาสำหรับการบีบแก้มของผม โต๊ะไม่ได้ใหญ่มากและผมก็ไม่ได้มือสั้น หนีไปก็เปล่าประโยชน์ หึ

“โอ๊ยๆ อย่าบีบโว้ย”

“ฮะๆ”

“เจ็บโว้ยยย ไอ้หยางปล่อย!”

“ไม่ปล่อย ไหนร้องอุ๋งๆ ซิ ไม่ได้ยินนานละ ฮะ-”

“...อย่าแกล้งเพื่อนกู”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคก็โดนพูดขัดขึ้น ขณะเดียวกันฝ่ามือผมก็โดนปัดออกโดยคนที่มีแรงพอๆ กัน หรือบางทีอาจจะมีมากกว่า… ไอ้ตัวการแสยะยิ้ม ใช้มือโอบไหล่มนเข้าไปหาตัว ไม่ต้องมีบทสนทนาระหว่างเราก็สามารถรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไร

กวนตีน

“โหไอ้เทรนด์ วันนี้มึงยืนหนึ่งว่ะ โคตรพระเอก”

“ปกติกูก็ปกป้องมึง”

“เออ เพื่อนที่ดีเดี๋ยวกูเลี้ยงเอง ส่วนมึง… จ่ายเอง”

เหอะ กัดแม่ง

“โถ่ งอนอีกละ” ผมแซวร่างโปร่งที่ลงจากรถไปเปิดประตูบ้านตัวเอง ผมลงทุนขี่รถตามมันมาถึงบ้านเลยนะ เชี่ยธันนี่ร้ายว่ะ ขี่ไม่แข็งแต่บิดจนผมเกือบตามไม่ทัน ไม่กลัวรถยนต์คันใหญ่ด้วย แซงไปซ้ายที ขวาทีซะกูคิดว่าเป็นแสตนอินฟาสแปด

“ดูแก้มกูดิ ไม่โกรธก็แปลกไปมั้ง” ไม่เห็นมีอะไร ก็แค่มีรอยฟัน มึงควรภูมิใจนะที่กูกัดแก้มมึงจนเป็นรอยแบบนี้ กับคนอื่นกูไม่ทำนะเว้ย

“โอ๋เอ๋”

“ค_ย กูจะเข้าบ้านละ กลับบ้านมึงไปเลยไป ขอให้เจอผีบ้า ขอให้เจอป้าโรคจิต ขอให้เจอมิตฉาชีพ ชิงทรัพย์ หั่นตับ สับไต ไถตา ปาปอด ถอดหัวใจ” โอ้โห แช่งขนาดนี้มึงมาต่อยกับกูเลยไหม แช่งไม่พอมีการโยนกิ่งไม้มาใส่หัวกันด้วย

“ทำไมนายชอบทำร้ายร่างกายเราจังวะ เราออกจะเป็นมิตร”

“ถุ้ย! กลับบ้านมึงไป”

“เอ๊อ ถ้านายไม่ต้องการเราแล้วเราไปก็ได้...” ผมแสร้งทำหน้าเศร้า ขี่รถออกไปช้าๆ หวังให้เพื่อนสนิทเดินมาง้อสักนิด แต่ไม่อะ ไม่มีเลย แม่งกำลังจะเดินเข้ารั้วบ้านแล้วด้วย อย่างเลว

เอ้า ลืม

“ไอ้ธัน!” ผมเรียกเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์คันสวยไว้ก่อนที่มันจะเข็นรถเข้าบ้าน ดูความรักรถของมันดิ แม่งบอกว่าไม่อยากใช้งานลูกรักหนัก แหม๊ ที่ขี่รถหนีกูก่อนหน้านี้ไม่ใช้งานหนักเลยมั้ง

“อะไร”

“ที่จะไปภูกระดึงมึงจะเอาไอ้ต้นกับไอ้เทรนด์ไปด้วยปะ” ที่ไม่พูดถึงไม่ใช่เพราะลืมนะครับ เป็นเพราะรู้ว่าถึงคุยตอนนี้ กว่าจะได้ไปจริงๆ ก็อีกนานไงถึงไม่พูด ทำให้อยากเปล่าๆ

“เอาไปด้วยก็ได้ จะลำบากปู่กับย่ามึงไหมล่ะ”

“ไม่หรอก อยู่ที่ว่าพวกมันอยากจะไปไหมเท่านั้นแหละ” บ้านปู่กับย่าไม่ได้หรูหราอลังกาล มันเป็นบ้านสองชั้นขนาดกลางที่ทำด้วยไม้ทั้งหลังตั้งอยู่ที่ตีนภูกระดึง พวกท่านชอบอยู่อย่างพอเพียง ไม่ค่อยเปิดทีวี ไม่ค่อยใช้ไฟฟ้า เปิดไฟแค่ตอนไปเข้าห้องน้ำดึกๆ ค่าไฟก็เลยเดือนละร้อยบาท พอเพียงขนาดไหนถามใจเธอดู

“กูอยากให้ไปนะ  คนเยอะก็ยิ่งสนุก”

“เหมือนกัน เดี๋ยวค่อยชวนก็ได้ ยังไงเราก็ไปตอนปิดเทอมใหญ่อยู่แล้ว” ไปช่วงนี้ไม่ไหวหรอก งานเยอะ ทั้งกีฬาสีทั้งอะไรรวมกันจนยุ่งไปหมด

“อยากไปเร็วๆ ว่ะ อยากวาดรูปปป”

“เออ กูยังไม่เคยดูสมุดวาดรูปมึงเลย” จะดูหลายรอบละแต่ไอ้เจ้าของมันไม่ยอมให้ดู แม่งหลบเร็วด้วยไง จะคว้าทีไรก็วืดลมทุกที เร็วนักนะมึง

เอ๊ะ เคยเห็นภาพหนึ่งนี่หว่า วันนั้นไงที่ไป the forest ไอ้ธันยังเป็นแมวน้ำอยู่เลย จำได้ว่าไอ้ต้นไปลากมันมาจากดงดอกไม้ที่เป็นแหล่งรวมตัวของจิตกร ลากเขามาแล้วก็ไม่ยอมให้มันกลับ เพราะแบบนั้นเพื่อนรักของผมก็เลยต้องจำใจนั่งวาดรูปต่อ

ไม่ได้เห็นชัดๆ นะแต่ตอนที่มันพลิกกระดาษผมแอบเห็นแว๊บๆ น่าจะเป็นฝูงผีเสื้อหรืออะไรทำนองนั้น ตอนมันวาดก็เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บางทีก็ขมวดคิ้ว บางทีก็หัวเราะ โคตรหลากอารมณ์... อยากเห็นชะมัดว่าเป็นภาพแบบไหน

“ไม่ ให้ ดู”

“ทำไมวะ ในนั้นมีอะไร วาดคนโป๊ไว้เหรอ” ผมยิ้มเจ้าเล่ห์ จอดรถข้างรั้วที่กั้นระหว่างเรา กะจะคุยแค่แป๊บเดียวทีไรจบด้วยเรื่องยาวทุกที

“พ่อมึงดิ”

“แล้วทำไมไม่ให้ดูล่ะ จำได้ว่ามึงเคยวาดกูลงไปด้วย” ที่ตึกคหกรรมโรงเรียนมัน ตอนนั้นผมโดดเข้าไปแล้วแจ็คพอตเจอมันนอนวาดอยู่พอดีก็เลยไปยืนเป็นแบบให้พักใหญ่ๆ เล่นเอาเหน็บชาเลยเหมือนกัน

“ไม่มี๊ กูวาดนกวาดไม้”

“ตอแหลลลล”

“ซื้อรถให้กูเหมือนที่พี่ตุลย์ทำดิ กูให้ดูทั้งเล่มเลย” คนที่อยู่หลังรั้วยักคิ้วกวนตีน ในความกวนตีนมีความจริงจังอยู่นะครับ โถไอ้เหี้ย ตังซื้อรองเท้ากูยังไม่ค่อยจะมีเลย จะเอาตังที่ไหนไปซื้อรถให้มึงล่ะครับ










_________________________________________________________________________________

อืมมม

พวกแกควรเริ่มขยับความสัมพันธ์กันได้ละ

ก่อนที่ฉันจะลากสถานะเพื่อนไปไกลกว่านี้5555

ปวดหัวกับตัวเอง บางทีก็ลืมว่าเป็นคนแต่ง ยังบ่นอยู่เลยว่า

'เมื่อไหร่แม่งจะได้กันวะ'

55555555

#ความเนิบนี้...


ปล.มีแต่คนถามว่า '75' คือลดหรือเพิ่ม

...เพิ่มค่ะ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เอาจริงๆ ป่ะ

ตอนแรกวางพล็อตในสมองคล่าวๆ ไว้ว่า

'เรื่องนี้ 20 ตอนจบเนอะ ไม่อยากแต่งยาวมาก'

ก็คิดแหละว่าตอนแต่งจริง เรื่องจะต้องขยาย

แต่ไม่คิดว่าจะขยายขนาดที่... 19 ตอนแล้วพระนายยังไม่รักกัน

ไม่ได้ขยันเขียนนะเว้ยแต่เป็นคนที่ชอบความสัมพันธ์เนิบๆ ค่อยเป็นค่อยไป

...ไปไหมล่ะ

ไอ้เลวปามมม มึงทำอะไรอยู่ ปั่นจักรยานให้เหมือนกันปั่นนิยายได้มั้ยวะ

เออนี่มีไรจะบอก...

น้ำหนัก 75 แล้วนะ


สาบานว่าแต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นกำลังใจในการลดน้ำหนักตัวเอง...




เมื่อแม่เรียกไปกินขนม...

แม่ : ปาล์ม แดก

me : ไม่เอาแม่ ปาล์ม on a diet!!!!!

แม่ : แล้วแต่มึง กูอุตส่าห์ซื้อมาให้ เนี่ยมีแต่ของดี วุ๊ เด็กไม่รู้จักคุณค่าของอาหาร

2 นาทีต่อมา

....



'ค่อยลดพรุ่งนี้ละกัน วันนี้เราต้องรู้จักคุณค่าของอาหาร...'


และวันต่อๆ ไป...



-Mommae-


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.286K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29966 9494 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 02:04
    ค่ะหยาง หยางยอมรับตัวเองในใจแล้วใช่มั้ยคะะ 🌚🌚🌚🌚🌚
    #29,966
    0
  2. #29651 MoRO66 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 14:17
    เพน่ือ นเพอื่ เพืน่อ
    #29,651
    0
  3. #29395 Aernlovetay (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 19:30
    ก็ปกตินะคะธัน ปกติ~~~~~~
    #29,395
    0
  4. #29206 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 02:41
    พึ่งรู้ว่าเด็กผู้ชายเล่นกันงี้
    #29,206
    0
  5. #29140 lcandyl (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 19:38

    ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปเนี้ยแหละค่ะ อยากเห็นสองคนอยู่ด้วยกันนานๆ
    #29,140
    0
  6. #29086 psunrise (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 08:51
    เด่กผู้ชายก็เล่นกันแบบนี้ ไม่แปลกเลยจีงๆ
    #29,086
    0
  7. #28997 คลื่นน~ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 22:45
    แต่เราแบบชอบไปช้านะ ชอบเขยิบสถานะไปทีล่ะนิดๆอ่ะ ยิ่งสถานะเพื่อนรู้ว่าไปช้าแหละดีแล้ว ชอบอะไรที่แบบเกินเพื่อนแต่ยังไม่รู้ตัวอ่ะ
    #28,997
    0
  8. #28798 angela15mastang (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 20:21
    ค่ะหม่อม ฉันกำลังจะบ่นเรื่องที่หม่อมคิดเลย ดำเนินเรื่ิองมา20กว่าตอนละ ความรักยังไม่กระเตื้อง ยังนิ่งๆเพื่อนสนิทเหมือนเดิม ตอนอ่านเหมือนไม่อ่านนิยายวาย เหมือนอ่านนิยายแบบสโลวไลฟ์ในรั้สโรงเรียน คือ อ่านแค่ชีวิตประจำวันกับคำว่า เพื่อนๆๆๆๆๆๆๆแล้วก็เพื่อน อ่านแล้วหงุดหงิดค่ะ บอกตรงๆเลย ดีที่ตอนนี้เกจเริ่มขยับละ แต่น้อยมาก(น้อยจริงๆ) รอให้เทรนด์เป็นแม่สื่อทำให้รักกันเร็วๆด้วยเทอญ ปล.นี่ถ้าตอนต่อไปหม่อมแม่แต่งให้เกจความรักมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งไม่ขยับเลยนะ เลิกอ่าน.-.
    #28,798
    0
  9. #28619 POPPYON-E (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 21:16

    อืมมมม หอมแก้มกัน เพื่อนเนอะ...หรอมมม

    #28,619
    0
  10. #28404 Callmeyou (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:42
    หยางงงงง ไม่ปงไม่ปิดมันแล้วมั้งงง
    #28,404
    0
  11. #28258 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 21:19
    แหมๆๆๆๆๆ
    #28,258
    0
  12. #28042 minixiuminseok (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 21:25
    แค่เพื่อนนนนน หรอคะ?😊
    #28,042
    0
  13. #27886 MaiNatkamon (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 16:12
    โอ้ยหยางงงงง เพื่อนที่ไหนหอมแก้มกันนนนน
    #27,886
    0
  14. #26554 iczing_cookies! (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 23:20
    ฮือออออเขรินนนนน แต่แบบอ่านเรื่องนี้ละมีกำลังใจลดเลย เราเริ่ม นน ลงแล้วววววเย้
    #26,554
    0
  15. #26446 feeeeemm (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 22:09
    เพื่อนไม่หอมแก้มกันนะหยางงงง ฮืออออออ
    #26,446
    0
  16. #26041 PCS_73 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 08:53
    อ่านแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า
    'เพื่อนกันเขาไม่ทำกันอย่างเนนนนนนนนน้!!!!' ไรต์ชื่อเหมือนเราเลย55555
    #26,041
    0
  17. #25361 KUMAKUMIN (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 16:33
    จะมีฉากดราม่าป่ะไรท์ อยากให้มีมาก5555
    #25,361
    1
    • #25361-1 Sksk (จากตอนที่ 23)
      24 มกราคม 2562 / 02:05
      โรคจิตหรอไงมึง
      #25361-1
  18. #25308 Piszerel (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 17:28
    เรากลัวอ่ะ จริงๆนะ...
    แบบ... เห็นตอนนี้แล้วกลัว กลัวมีพวกฉากเศร้าๆ ตัดเพื่อน ไรงี้ ไม่อยากให้มีง่ะ T^T หวังว่าพอถึงเวลาจะรู้ใจตัวเองไวๆ
    #25,308
    0
  19. #25233 WayVe❤ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 11:54
    ขนาดนี้ละก็ยังเพื่อนโนะหยางโนะ อยากหอมแก้มเขาก็คือเพื่อนโนะ โอเคๆ เพื่อนๆๆๆๆ /เราชอบความสัมพันธ์ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้นะ ค่อยๆเติบโตไปอะ แต่บางเรื่องช้าไปเรากะว่าเนิบ แต่เรื่องนี้คือไม่เลยค่ะไรท์ คือชอบมากๆ ถึงเค้าจะยังไม่รู้ตัวกัน แต่การกระทำมันล้ำหน้าอ่ะ แบ่บไม่มากมายแต่ชุ่มชื่นหัวใจละเกิน สำหรับเราคือไม่เนิบไม่อืดใดๆ ย้ำว่าดีต่อใจจริงๆทิงเกอร์เบลอ่าฮะอ่าฮะ
    #25,233
    0
  20. #24713 Rainbow_Jang (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 15:34
    นี้มันความผัวเมียชัดๆ
    #24,713
    0
  21. #24604 nichaponjay (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 14:42
    มาลดน้ำหนักไปด้วยกันค่ะ ไรท์
    #24,604
    0
  22. วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 10:16
    เอาแล้วหยางยังไงๆ หึหึ
    #22,921
    0
  23. #22732 ปุยน้อย (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 08:16
    เป็นกำลังใจไรท์ลดน้ำหนักนะคะ อิอิ
    #22,732
    0
  24. #21477 App_sai (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 13:30
    จริงอย่างที่ไรท์ทอล์ก คือ เห้ยเมื่อไหร่เขาจะคบกัน 555 คือเรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อนสนิทแบบเพื้อนเพื่อน?? ใสใสงี้
    #21,477
    0
  25. #21268 Chopoom94 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 22:26
    นี่ๆ เพื่อนชงจนไม่รู้ว่าจะชงยังไงละ โหยยยยย เหนื่อยใจแทรนะคะ ฮืออออออ เราชอบภาพกิ้ฟของไรท์มาก555555
    #21,268
    0