I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 22 : ครั้งที่ 18 เพราะมึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48,270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,369 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 18 เพราะมึง

[ธันวา]

“อีเหี้ยยย ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกด้อยปัญญา นี่กูมาเรียนหรือมาโชว์โง่”

ผมตะโกนเสียงดังหลังจากเดินออกห้องสอบ วิชาสุดท้ายดึงความมั่นใจของผมไปมากโข วิชาประวัติศาสตร์... อย่างเลวเถอะ เอาอะไรมาออกวะ สงครามโมเสกคือเชี่ยอะไร ถังเกาจูฮ่องเต้คือพ่อใครเหรอ ถ้าเป็นข้อกากูจะไม่ว่าเลย นี่ข้อเขียน

ผมยังพอเค้นความจำตอนที่ครูสอนออกมาเขียนได้บ้าง แต่ไอ้ดานี่สิ... 'ครูคะ ในคาบหนูตั้งใจเรียนมาก แต่เพราะอ่านหนังสือมาไม่ตรงกับที่ครูออกสอบ ก็เลยออกจะดูโง่เง่าเบาปัญญาไปนิดหน่อย... (บรรยายความในใจประหนึ่งว่าเขียนเพื่อประกวดเรียงความครูของฉัน) สุดท้ายนี้ถ้าครูไม่เห็นใจหนูก็เห็นใจหมึกปากกาของหนูหน่อยเถอะคะ ซื้อมาแพง'

“มึงๆ จับหัวกูหน่อยดิ” คนที่ผมกำลังพูดถึงทำหน้าอึนๆ ยกมือขึ้นสะกิดไหล่ไอ้แพนที่มีสภาพไม่ต่างกัน

“ทำไมวะ”

“กูรู้สึกหัวเบาเหมือนข้างในไม่มีอะไรอยู่ สงสัยจะทำสมองตกไว้ที่ไหนสักที่ ต้องรีบหาแล้วล่ะ” ว่าแล้วเธอก็ก้มลงทำท่าหาแต่หาได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องหยุดเพราะไอ้แพนห้ามเอาไว้

“ไม่ต้องหาหรอก”

“ไมอะ”

“เพราะมึงไม่มีสมองตั้งแต่แรกแล้ว… เหมือนกู ฮื่อออ” อนาถจิต...

“ไม่ต้องเครียดทุกคน” ในขณะที่พวกเราทั้งห้องตกอยู่ในสภาพเลวร้าย ประธานคณะสีก็เดินเฉิดฉายออกห้องมาเป็นคนสุดท้าย ดูดีเนอะไอ้อิม ทั้งๆ ที่มึงส่งกระดาษเปล่าแท้ๆ เพื่อนกูเป็นคนตลก เหอะๆ “กูรู้พวกมึงเศร้าแต่ยินดีด้วย ปิดเทอมแล้วจ้า ...และที่สำคัญคือพรุ่งนี้เราต้องเตรียมกีฬาสี สะบัดเรื่องสอบทิ้งไปซะ คะแนนก็แค่ตัวเลข เกรดก็แค่ทศนิยม นมก็แค่ไขมันช่วงหน้าอก”

คล้ายๆ ว่ามันจะเป็นประโยคที่ดีในตอนแรก… ก็แค่ตอนแรก

“กูขอชี้แจงอีกทีเผื่อพวกมึงจะลืม หลีดซ้อมที่ศูนย์กีฬาโรงเรียนเรา พวกเตรียมอุปกรณ์ทำที่สนามกีฬาเก่า ส่วนคัทเอาท์ทำที่โรงเรียนสาธิต” โรงเรียนสาธิตเหรอ อืม ที่นั่นค่อนข้างเป็นแหล่งรวมตัวของพวกคุณหนูผู้ร่ำรวยทั้งหลาย ไอ้อิมช่างมีความสามารถจริงๆ ที่ไปขอยืมสถานที่ได้ ที่เราต้องแยกไปคนละที่แบบนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการคุยกันและรบกวนกันเพื่อนกลุ่มอื่นครับ ถามว่าทำไมไม่ทำโรงเรียนที่เดียวเหรอ?

เพราะโรงเรียนผมเล่นใหญ่ จะไม่มีใครเห็นงานของคณะสีอื่นก่อนวันงานเป็นอันขาด

นอกจากคนในสีแล้วคนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะได้มอง ทั้งคัทเอาท์ ชุด หลีด อุปกรณ์ สวยไม่สวยไม่รู้แหละแต่ห้ามไว้ก่อน และพวกผมก็มีความมั่นหน้าว่ามันสวยที่สุดด้วย ฮะๆ

“เริ่มพรุ่งนี้เลยใช่ปะ”

“ใช่ เออไอ้ธันกูได้ผ้าที่สั่งไว้แล้วนะ”

“เป็นไงบ้างวะ ผ้าดีปะ” ผ้าที่พูดถึงคือผ้าที่เราจะเอามาทำคัทเอาท์ครับ อย่างที่บอกว่าโรงเรียนไม่ให้จ้างวาด ไม่ให้ใช้ไม้อัด เราก็เลยต้องวาดบนผ้าแทน แต่ใช้ผ้าก็ดีนะ เคลื่อนย้ายสะดวก ตอนระบายก็ง่าย… ไหมวะ

“ดีอยู่ กูลองคลี่ออกมาดูแล้วด้วย ใหญ่เหี้ยๆ ตอนแรกมองจากอัฒจันทร์ก็รู้แหละว่าใหญ่ แต่พอลองเอามากางกับพื้นแล้วเพิ่งรู้ว่าใหญ่ขนาดนี้”

“ก็นะ ตั้ง 11x4 เมตร” ไอ้มิวเอ่ย

“สู้ๆ นะเว้ย ทีมวาดทุกคนเลย” ได้ยินแล้วก็กลุ้ม เรื่องคัทเอาท์ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เรื่องซ้อมศิลปหัตถกรรมนี่สิ แข่งวันที่ยี่สิบแต่เริ่มซ้อมวันมะรืนนี้แล้ว เวรกรรม ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปซ้อมวะนั่น… ต้องบอกเรื่องนี้กับท่านประธานคณะก่อนสินะ

“อิม กูมีอะไรจะบอก”

“ว่า?”

“มึง… จำเรื่องที่กูเคยพูดเมื่อหลายเดือนที่แล้วได้ปะ” ผมลากร่างบางมาคุยที่ห้องอื่น คุยตรงนั้นไม่ได้ ไอ้แพนยืนอยู่ ถ้าได้ยินต้องไปโวยวายกับครูศรีแน่นอน

“เรื่องไหนวะ เยอะจนกูมึน อ๋อ เรื่องที่มึงบอกว่าเคยเอากับไอ้หยางเหรอ?”

“ต่อยกับกูไหมล่ะสัส กูไม่เคยพูดสักหน่อย”

“ตกลงเรื่องอะไร ฮะๆ”

“เรื่องแข่งศิลปหัตถกรรม...” อยากจะถอนหายใจยาวๆ ไม่รู้จะโทษใครระหว่างตัวผมที่ไม่ไปบอกครูไว้ล่วงหน้า หรือครูที่ทำอะไรไม่เคยขอความเห็นผมก่อน นี่ผมเครียดเรื่องนี้จนปวดหัว บางวันถึงกับนอนไม่หลับเลย

“อ๋อ จำได้ๆ ตกลงได้แข่ง?”

“อือ...”

“น่า แข่งวันเดียวกูให้มึงได้อยู่แล้วเพื่อนเอ๊ย” มันยิ้มกว้างก่อนจะตบไหล่ผมปุๆ ถ้าวันเดียวกูจะไม่มานั่งเครียดแบบนี้เลยอิม

“ไม่… แข่งวันเดียวก็จริงแต่กูต้องซ้อมตั้งแต่วันมะรืนว่ะ”

“ห้ะ ทำไมซ้อมนานจังอะ แข่งวันที่ยี่สิบนี่” คู่สนทนามีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แค่เล็กน้อยก็ทำให้ใจผมแป้วได้ ผมรู้ว่าอิมไม่ด่าผมหรอกแต่ผมก็เกรงใจเพื่อน เหมือนเอาเรื่องส่วนตัวมาก่อนส่วนรวมยังไงไม่รู้ ...เรื่องส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวน่ะ

“อือ กูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตอนแรกกะจะรอปฏิเสธแต่ครูก็ไม่มาหา ไม่บอกอะไร กูก็เลยคิดว่าคงไม่เอากูลงแข่งหรอก แต่มันไม่ใช่… เมื่อไม่นานมานี้ครูเดินมาบอกว่าเอาชื่อกูเข้าแข่งไปแล้ว” ผมยกมือเกาท้ายทอยอย่างลำบากใจไปพลาง คิดถึงภาพเหตุการณ์ไปพลาง จำได้เลยว่าวันนั้นโดนไอ้หยางจับผิดด้วย ดีนะที่ผ่านมาได้ ไม่อย่างนั้นคงแย่... ครูศรีนะครับที่แย่ หยางเคยไว้หน้าใครที่ไหนล่ะ

“ครูศรีบ้าปะ ทำอะไรไม่บอกเด็ก อย่างน้อยๆ ก็น่าจะถามความสมัครใจก่อน”

“อย่าด่าครูเลย ...กูขอโทษนะเว้ย” ผมไม่ชอบตอนเพื่อนด่าครูเลยว่ะ นักเรียนด่าครูบาอาจารย์ดีที่ไหนล่ะ ถึงครูจะทำผิดจริงๆ ก็เถอะ

“ไม่ต้องขอโทษ มึงไม่ผิด ครูต่างหากที่ผิด” ไม่ว่าใครได้ฟังเรื่องนี้แล้วก็ต้องโกรธแทนผมทั้งนั้น เชื่อสิว่าแม้แต่คนอย่างไอ้มิวก็กล้าโกรธครู

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ตกลงมึงให้กูไปซ้อมได้ไหมวะ ถ้าไม่ให้กูจะไปขอครูไม่ซ้อม”

“อย่างครูคนนี้น่ะเหรอจะยอมคน มึงไปซ้อมเถอะไม่ต้องคิดมาก มันเป็นหน้าที่” เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าผมรู้สึกไม่ดี ก็เลยพยายามพูดให้ผ่อนคลายลง อยากย้อนเวลากลับไปสามสี่เดือนก่อน ตอนที่ครูยังไม่ได้ส่งชื่อผมเข้าแข่ง ผมจะวิ่งไปบอกครูว่า 'ไม่ว่าง ไม่อยากแข่ง' แบบไม่สนว่าจะดูอวดดี คิดว่าตัวเองเก่งจนได้ลงแข่งเลย

ถ้าแม่งทำได้จริงก็ดีสิ

“ขอโทษจริงๆ นะเว้ย”

“บอกว่าไม่ต้องขอโทษไงไอ้หรรมน้อย กูเข้าใจ” ลูบหัวผมเสร็จก็ลากกลับไปที่หน้าห้องสอบเหมือนอยากบอกว่า 'เลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ ยิ่งคุยมึงก็ยิ่งคิดมาก' ผมก็ไม่ได้ขัดอะไร... หน้าห้องสอบยังมีศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่แม้จะสอบเสร็จนานแล้ว “ว่าแต่มึงจะไหวเหรอ ทั้งซ้อม ทั้งทำคัท”

“น่าจะ...”

“สู้ๆ นะเว้ย ถ้าไม่ไหวบอกกูได้”

“อืม”

“แล้วนี่กลับยังไง”

“ก็-”

“ก็เมียน่ะสิ” ก่อนที่ผมได้พูดอะไรก็มีเสียงของใครขัดขึ้นซะก่อน จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้สาวสวยนิสัยห้าวเพื่อนสนิทของผม ไอ้แพนเองครับ ...เหี้ย ตกใจหมด ดีนะที่มันเข้ามาตอนคุยกันจบแล้ว

“อ๋อ หยางสินะ วันก่อนเห็นในทวิตว่าพวกมึงไปกุ๊กกิ๊กกันข้างถนน แหม ชอบเปิดเผยก็ไม่บอก” คนที่เดินมาด้วยกันยิ้มเลว นิ้วเล็กอ้วนป้อมแง่งขิง (?) ลากยาวจากหัวนมของผมไปจนถึงปลายสะดือ ถามว่ารู้สึกอะไรบ้างไหมที่โดนเพศแม่ทำแบบนี้... ถ้าเป็นคนอื่นทำอาจจะรู้สึกแต่นี่ไอ้อิมทำไง ผมขยะแขยงไปถึงแบคทีเรียที่เกาะอยู่บนขนหูเลยคุณ

เออ พูดถึงเรื่องทวิต ผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนที่อยู่หน้าร้านหนังสือแล้วล่ะว่าต้องมีคนเอาไปลง แต่ที่คิดไม่ถึงคือคนลงเป็นคนเดียวกับคนก่อนหน้านี้

ผู้มีองคชาตมหึมา ที่สุดในอาณาจักรจิ้งหรีดสามขา เทียบเท่างูอนาคอนด้าแห่งมิคุรานคร

ทำไมกูต้องมาเห็นโมเม้นต์พวกมึงตลอดเลยวะ รู้ว่ากำลังอินเลิฟแต่ไม่จำเป็นต้องมาโชว์เมคเลิฟข้างถนนให้คนอิจก็ได้ม๊างง วันนี้ใส่เสื้อรัดกล้ามเนื้อทั้งคู่ซะด้วย มีความเนื้อแนบเนื้อ นมแนบนม ไข่แนบตูด กูติด #หยางธัน เลยละกัน กูรู้ว่าพวกมึงต้องมีอะไรให้ชาวโลกเห็นอีกเยอะ ไม่กูก็คนอื่นอะที่ต้องเห็น5555

ก็เหมือนเดิม มีภาพเป็นหลักฐานแน่นหนาอะเกน นับถือความโปรเฟสชั่นนอลในด้านการถ่ายภาพของพี่เขาเลย ดีหน่อยที่ครั้งนี้มีภาพเดียว (ไม่นับภาพข้อความ) ...ดีไหมวะ ในภาพผมกำลังหัวเราะ มือข้างหนึ่งจับแขนใหญ่ ส่วนอีกข้างก็ยันถังน้ำมันเอาไว้ ในขณะที่ไอ้หยางกอดผมแน่น ใบหน้าหล่อคลี่ยิ้ม ซุกซอกคอผม ความจริงมันก้มลงมาคุยเฉยๆ แต่ด้วยความที่ช่างภาพมีความสามารถก็เลยดูคล้ายกับกำลังไซร้คอกันก็ไม่ปาน

เวรกรรม ผมควรดีใจไหมที่ตัวเองมีแฮชแท็กในทวิตเตอร์ ติดเทรนด้วย น่ารักที่สุด... ว่าแต่ไอ้พี่องคชาตมหึมาคือใครวะ สงสัยมานานแต่หาตัวไม่เจอสักที

“พ่อง”

“ตกลงกลับกับมันจริงใช่ปะ” ไอ้ดายิ้มร้าย กระแซะไหล่ผมกวนตีนๆ

“ยังต้องถามอีกเหร๊อ ก็มารับมาส่งตลอดอะ”

“นั่นสิ กูลืมไป”

ผมเบะปากแล้วสะพายกระเป๋าเดินออกไปหน้าโรงเรียนทันที ไม่ได้งอนพวกมันนะครับ ก็แค่ไม่อยากอยู่ให้โดนล้อ อีกอย่างไอ้หยางก็ใกล้จะมาแล้วด้วย ตั้งแต่กลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันเรียกได้ว่าผมไม่ใช้บริการเบนซ์ของพี่ตุลย์อีกเลย นั่งเบาะนินจาซะจนไม่ชินรถคนอื่นแล้วเนี่ย ขนาดนั่งรถแม่ผมยังไม่ชอบแปลกๆ เลย

เพราะมึงคนเดียวไอ้หัสดิน

“นั่นไงๆ นินจาของเมียมึง”

ผมหันไปมองบนถนนตามคำบอกเล่าของไอ้มิวที่เพิ่งเดินตามมาถึง ไหนวะนินจา กูเห็นแต่รถกระบะสี่ประตู อ๋อ หลังรถมีบิ๊กไบค์อยู่นี่หว่า

“ไม่ใช่นินจา นั่น yzf รถที่พี่ตุลย์บอกว่าถ้ากูผอมแล้วจะซื้อให้ไง” พูดถึงเรื่องนี้... ผมยังไม่ได้บอกคุณพี่ชายเลยว่าน้ำหนักถึงหกสิบสองแล้ว จะว่าไปไอ้บิ๊กไบค์บนรถกระบะนั่นก็สีเหลืองดำเหมือนรถที่ผมจะได้เลย คนที่จับรถอยู่ก็หน้าเหมือนเพื่อนพี่ชายผม โอ๊ะ คนขับรถก็หน้าเหมือนพี่ตุลย์… เอ๊ะ

เอี๊ยดดดด

เฮ้ย O_O

รถกระบะคันใหญ่หมุนตัวจอดข้างฟุตบาทที่ผมยืนอยู่ รอไม่นานหลังจากรถนิ่งไป ประตูก็ถูกเปิดโดยคนขับ เขาถอดแว่นกันแดดสีชาออก ยกมือเสยเส้นผมตัวเองนิดหน่อยแล้วค่อยเดินมาทางพวกเรา แสงแดดจ้าส่องกระทบใบหน้าทำให้ชายหนุ่มดูดีจนคนที่ผ่านไปผ่านมาแอบกรี๊ด

“เอ่อ พี่ตุลย์สวัสดีค่ะ” เพื่อนๆ รอบกายยกมือไหว้บุคคลที่เพิ่งเดินออกมาจากรถ ทั้งร่างสูง สไตล์การแต่งตัวและหน้าตาทุกอย่างบ่งบอกว่าเขาคือพี่ชายผมจริงๆ ใครก็ได้ช่วยตบหน้าผมที...

“ครับ สอบเสร็จแล้วใช่ไหม?” อีกฝ่ายเดินมาถามผมที่ยืนเอ๋อแดก

“อ อ่าฮะ… แล้วนี่” ผมมองมอเตอร์ไซค์คันสวยที่กำลังโดนยกลงมาข้างล่างด้วยฝีมือของเพื่อนชายทั้งสองของสถาปนิกหนุ่ม คู่สนทนาของผมไม่ได้ตอบอะไร เขาทำเพียงแค่ยิ้มแล้วโยนบางอย่างมาให้ บางอย่างที่ถูกผูกด้วยโบว์สีเหลืองพร้อมแปะข้อความไว้ว่า

‘มันเป็นของมึงแล้วไอ้น้องชาย’

ไอ้เหี้ย พูดไม่ออก...

“รัก” ผมกระโดดกอดเขาแน่นจนตัวผมเองยังสัมผัสได้ รู้สึกดีใจจนหัวใจเต้นแรง ขอบตาร้อนไปหมด ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึงจริงๆ วันที่ผมลดน้ำหนักได้และมี yzf มาไว้ครอบครอง ปริ่มจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนหน้านี้ก็เตรียมตัวดีใจไว้แล้วนะแต่พอมาถึงเวลาจริงๆ ก็ยังดีใจสัสๆ อยู่ดี

ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไงวะ ทั้งๆ ที่ตอนแรกแค่เดินสามก้าวก็เหนื่อย หิวตลอดเวลา แถมยังขี้เกียจออกกำลังกาย... จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผมทำได้ ถ้าอยากเข้าใจความรู้สึกผมก็ลองลดน้ำหนักดูสิครับ ผมพนันได้เลยว่าคุณจะได้อะไรมากกว่าการมีหุ่นดี

“เออ รักเหมือนกัน” มือใหญ่ลูบศีรษะของผมอย่างแผล่วเบา ถึงจะมองไม่เห็นหน้าแต่ผมก็รู้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่

“ฮื่อ ดีใจ”

“อย่าร้องนะมึง ถ้าร้องกูจะยึดรถคืน”

“...” พี่พูดอย่างนี้ผมจะทำอะไรได้นอกจากปิดปาก

“ซื้อให้แล้วดูแลเองนะ น้ำมันก็ต้องเติมเอง ห้ามมาขอตังกู ถ้าหมวกกันน็อคหายก็ไม่ซื้อให้ใหม่ด้วย แพงฉิบหาย” พูดแล้วก็โยนสิ่งที่พูดถึงมาให้ผม สีเหลืองดำเข้ากั๊นเข้ากันกับสีรถ เข้ากับสีชุดไปฟิตเนสผมด้วย ที่เข้ากันขนาดนี้เพราะมันเป็นสีเดียวกันหมดยังไงล่ะ

“อื้อ หอมแก้มหน่อย”

“เป็นเด็กรึไง หือ?” คู่สนทนาเชยคางผมให้เงยขึ้นสบตากันดีๆ ก็รู้ว่าเด็กแต่ก็อยากจะอ้อนพี่บ้างไง เมื่อก่อนเราหอมแก้มกันออกจะบ่อย เวลาพี่เขาทำอะไรให้หรือทำอะไรถูกใจผมก็จะหอมแบบนี้ประจำ เป็นการให้รางวัลไง

“หอมๆ หันแก้มมา”

“หึ ไอ้อ้วน” เขายิ้มกว้าง ก้มหน้าลงมานิดหน่อยให้ผมประทับริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มได้ถนัด แอบได้ยินเสียงหอมดังฟอดด้วยล่ะ น่ารักฉิบ ฮะๆ

“ไหนมาให้หอมบ้างดิ๊” ผมก็รับคำด้วยการหันแก้มให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย จากที่ตอนแรกจะหยุดแค่ครั้งเดียว กลายเป็นว่าเราเปลี่ยนกันหอมจนแก้มเกือบจะช้ำ ผมน่ะหอมเบาๆ แต่พ่อคุณนี่สิ เอาปลายจมูกโด่งกับปากพุ่งชนซะแรง นี่แก้มคนครับ ไม่ใช่ธงแดงของวัวกระทิง ไม่ต้องจริงจังก็ได้ม๊าง

“รักพี่ตุลย์ที่สุดเลย” อยู่ๆ ก็เข้าใจอารมณ์เด็กเสี่ย พวกเธอก็คงจะมีความสุขละมั้งที่ได้ของที่ต้องการ แต่โชคร้ายหน่อยนะที่ต้องแลกมาด้วยการเปลืองเนื้อเปลืองตัวให้คนแก่ โถ่ๆ ที่บ้านพวกเธอไม่มีพี่ตุลย์ล่ะสิ อิอิ

“เออรู้แล้ว กูมาเท่านี้แหละ ไปละ” พอจบประโยคคนที่ใส่เพียงเสื้อกล้ามกางเกงยีนส์ก็ผละออก จากนั้นก็เดินขึ้นรถไปเลย เฮ้ย!

“เอ้า ไปไหนอะ O_O”

“ไปเที่ยวกับเพื่อน” ดูจากสภาพแต่ละคนบนหลังรถก็พอจะเดาออก สภาพพร้อมทุกคน... พร้อมไปเกี่ยวข้าวนะครับ หมวกฟางงี้ ไอ้โม่งคุมหัวงี้ สาบานว่านี่คือกลุ่มสถาปนิกที่ทำรายได้เดือนละหลายแสน พวกพี่ช่วยคีพลุคให้ดูดีเหมือนตอนทำงานหน่อยได้ไหม แล้วไอ้นั่นกระติ๊บข้าวเหนียวกับซึ้งนึ่งสินะ จะไปเที่ยวไหนกันวะเนี่ย

“แล้วรถล่ะ?”

“ที่กูแบก yzf มาถึงนี่คงจะเอามาให้มึงดูเล่นแล้วแบกกลับมั้งห่า มึงต้องขี่กลับสิวะ” พี่ตุลย์โบกหัวผมฉาบใหญ่ อะไร เมื่อกี้ยังรัก ยังหอมกันอยู่เลย

“ห้ะ เฮ้ย ไม่เอาๆ” ยังจำภาพเหตุการณ์วันที่ไอ้หยางสอนขี่บิ๊กไบค์ได้ ช่วงแรกๆ ไม่เท่าไหร่หรอกแต่พอถึงตอนที่รถกระตุกกลางไฟแดงนี่สิ สติผมกระเจิงหมดเลยครับ กระเจิงจนเกือบจะโดนรถไฟชน ดีนะที่ไอ้หยางช่วยชีวิตเราไว้

“ไม่สน ถ้าไม่ขี่กลับบ้านก็เข็นกลับซะ” พี่ลงมาคุยกับผมก่อนได้ไหม คุยอย่างนี้เหมือนผมเป็นพวกขายตัวแล้วกำลังถามพี่ว่าเอาไหมอะ ท่างี้อย่างใช่ เกาะกระจกซะยิ่งกว่าตุ๊กแก ข้างหลังก็มีสมาคมพรรคพวกที่ยืนฟังอย่างสนใจแต่ไม่แสดงออก อืม ดูท่าแล้วพี่ตุลย์ต้องไม่ยอมแน่เลยว่ะ... โกหกไปเลยละกัน

“ธันขี่ไม่เป็น”

“อย่ามาตอแหล ไอ้ต้นบอกว่าไอ้หยางสอนมึงแล้ว” คนที่อยู่บนรถสวนกลับมาอย่างทันควัน เชี่ยต้น ตั้งแต่รู้จักพี่กู มึงรายงานละเอียดยิ่งกว่าสำนักข่าวไทยอีกนะ ทั้งๆ ที่ไม่มีห่าอะไรเลยนอกจากเรื่องออกกำลังกายกับเรื่องแดก ไอ้สารเลว

“ก็ขี่เป็นแต่ไม่แข็งไง อ้าวเฮ้ยพี่ตุลย์!”

บรื๋นนนนนน

ไอ้เชี๊ย แม่งขับรถหนีผมไปแล้ว! ก่อนจะไปมีการฝากโพสต์อิทมากับสายลมด้วยนะ ในนั้นเขียนว่า 'พูดมาก กูบอกแล้วว่าพูดคำไหนคือคำนั้น ...ไปละอีกประมาณสองสามวันถึงจะกลับบ้าน กูจะไปล่องใต้ฉิ่งฉับตลับเมตรกับเพื่อนฝูง โอ่โอปักใต้บ้านเรา แม่น้ำ ภูเขา ทะเลกว้างไกล' เป็นโพสต์อิทที่ยาวและอ่านยากที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมา มีการเอียงข้าง เขียนต่อขอบซะเหมือนขดหอยด้วยนะ

“นี่พวกมึง… ใครขี่บิ๊กไบค์เป็นบ้าง” ผมหันไปหาตัวช่วยสามตัวสุดท้าย

“ไม่เป็นเพราะไม่ชอบบิ๊กไบค์ ...กูชอบฟุตลองชีส”

“เล่นมุขแบบนี้เลิกเป็นเพื่อนกับกูเถอะดา...”

“โถ่ ก็ล้อเล่นเฉยๆ ใครจะไปขี่ได้วะ โรงเรียนเรามีแต่ผู้หญิงห่วงสวยกับกะเทยหัวโปก เขาคงขี่บิ๊กไบค์ให้ลมตีขนตาปลอมปลิว หัวกระเซิงเป็นอีเพิ้งหรอก” ก็จริงอย่างที่มันพูด ส่วนมากนักเรียนโรงเรียนผมจะสนใจเรื่องความงามเป็นหลัก ขี่มอเตอร์ไซค์ทีนี่บิดเบาจนเกือบจะล้ม ก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไปทำไม ในเมื่อพวกเธอก็ต้องวิ่งจนเหงื่อออก หน้าโทรมเพราะเข้าโรงเรียนไม่ทันเข้าแถวอยู่ดี

“งั้นกูทำไงกับรถดีวะ”

“ง่ายๆ ก็รอไอ้หยางมา”

“แล้วไงต่อ?” ผมเลิกคิ้วถามเพื่อนรัก มันอาจจะมีความคิดดีๆ ก็ได้ ต้องลองฟัง

“ให้มันขี่รถสองคันพร้อมกัน” กูขอโทษที่ประเมินมึงสูงเกินไป...

“ตลกแล้วเชี่ย” คิดภาพตามแล้วขำฉิบ ขาข้างซ้ายคร่อมนินจา ข้างขวาคร่อม yzf ขี่แบบนี้ตำรวจจะจับไหมวะ

“ให้พี่ไกด์มาเอารถไปให้ไหมล่ะ”

“ไม่เอาอะ เกรงใจพี่เขา” เวลาจะมาหาแฟนเขายังไม่ค่อยมีเลย จะเอาเวลาที่ไหนมาขนรถให้ผม ถึงมีเวลาผมก็เกรงใจอยู่ดี เข้าใจอารมณ์ที่นานน๊านเขาจะว่างไหมครับ เขาคงไม่อยากเอาเวลามาทำอะไรไร้สาระแบบนี้หรอก

“งั้นจะทำไงล่ะ” อืม... หรือผมจะเข็นกลับตามที่พี่ตุลย์บอกดีวะ บ้านก็ไม่ได้อยู่ไกลมากเท่าไหร่แต่ผมก็ขี้เกียจว่ะ น้ำหนักรถไม่ใช่จะเบา แดดก็แรง เอาขึ้นฟีโน่ไอ้ดากับไอ้แพนได้ไหมวะ แบบ... สองคันช่วยกันแบกไป

“ทำไรกัน?”

ในขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดก็โดนใครบางคนปลุกขึ้นด้วยเสียงทุ้มและสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ พอหันไปก็พบกับนักเรียนชายต่างโรงเรียน ตายยากฉิบ เพิ่งพูดถึงไปเมื่อไม่นานมานี้เอง นี่เพิ่งสอบเสร็จแน่เหรอวะ ทำไมสภาพดูต่างจากผมยังไงไม่รู้ ผมเป็นทรง เสื้อนักเรียนออกนอกกางเกงทำให้ดูดีไปอีกแบบ วุ๊ เบื่อพวกหน้าตาดีตลอดเวลา

“มึงมาพอดีเลย ดูนี่ดิ” ผมชี้ให้หัสดินดูมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตัวเอง

“อ้าวได้แล้วเหรอ แหม เพิ่งเคยเห็นใกล้ๆ สวยฉิบหาย ว่าแล้วว่าทำไมเมื่อเช้าไม่เจอที่อู่ ที่แท้ก็มาอยู่กับเจ้าของนี่เอง” พูดจบก็เข้าไปมองใกล้ๆ มือลูบไล้เหมือนจะขูดเลขเด็ดออกมา เวร ใช่ประเด็นไหมล่ะนั่น “เอ๊ะ ทำไมมึงดูไม่ดีใจที่ได้รถ?”

“เฮ้อ ก็ดีใจอยู่หรอก แต่กูไม่รู้จะเอากลับบ้านยังไง” พวกมึงช่วยพูดอะไรหน่อยได้ไหมสามเกลอ ไม่ใช่เอาแต่แสยะยิ้มหมาๆ มองเหมือนอยากล้อกูด้วยสายตาว่า 'ฮั่นเนาะ กูเห็นน้าาา จู๋จี๋ๆ ดู๋ดี๋ๆ ฮี๋ๆ ฮิ้วๆ' โว๊ะ

“หือ แล้วตอนมามันมายังไงอะ”

“พี่ตุลย์แบกขึ้นกระบะมาแต่ตอนนี้พี่เขาไปเที่ยวแล้ว ทำไงดีวะมึง กูไม่อยากขี่กลับ ตามไอ้เทรนด์มาได้ไหม” เปรตคุงขี่บิ๊กไบค์เป็นครับ ผมเห็นมันยืมรถไอ้หยางไปซื้อตำซั่วหน้าปากซอยฟิตเนสบ่อยๆ

“มันขี่ได้ก็จริงแต่เสียใจด้วย ตอนนี้มันไปเอาของเตรียมกีฬาสีที่จังหวัดข้างๆ กว่าจะกลับก็มืดๆ”

“อยากจะกรีดร้องเป็นภาษาตะกวด... นอกจากมัน มีคนอื่นขี่เป็นอีกรึเปล่าวะ” เพื่อนผมไม่มีคนขี่เป็นแน่นอน มีแค่เพื่อนไอ้หยางเท่านั้นที่มีแววจะขี่เป็น ผ่านโรงเรียนมันทีไรเห็นบิ๊กไบค์ออกมาเป็นขบวน เยอะซะจนคิดว่ามีคาราวาน

“มี”

“เย่ งั้นตาม-”

“แต่ไปกับไอ้เทรนด์ทุกคน เหลือแค่กูคนเดียวนี่แหละที่หนีมาหามึง” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดประโยค 'เย่ งั้นตามมาให้หน่อย' จบ อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นซะก่อน... ถ้าเป็นแบบนี้ทำไมมึงไม่บอกตั้งแต่ตอนแรก ไอ้จัญไร

“จะหนีมาทั้งทีทำไมไม่เอาเพื่อนมาสักคนวะ หรือไม่ มึงก็ไปเอาของแต่หาเพื่อนมารับกูสักสองคน”

“อ้าวค_ย อะไรวะ กูงอนได้ไหมเนี่ย” หนุ่มหล่อแกล้งเบะปาก กอดอกหันหน้าไปมองทางอื่น

“ไม่ได้”

“งี้ตลอด”

“เฮ้อ” ผมจะเข็นกลับบ้านจริงๆ แล้วนะ

“มึงโอเคเปล่าวะไอ้ธัน” ไม่รู้ว่าผมทำสีหน้าแบบไหน ไอ้มิวถึงได้เดินมาถามด้วยความเป็นห่วง ผมว่าตัวเองก็ไม่ได้เครียดมากนะแค่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง

“โอๆ”

“กูขี่ให้ไหม รถกูก็เป็นแบบมีคลัชเหมือนกัน น่าจะพอถูไถขี่ได้บ้าง”

“ไม่เอาอะ มึงเป็นผู้หญิง ให้ขี่รถแบบนี้ได้ไงอันตราย” ถึงจะเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ แต่ผมก็ไม่อยากให้มันขี่เพราะเจ้าตัวไม่เคยลองจับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แบบนี้ด้วยซ้ำ อายไหมละมึง เพื่อนผู้หญิงออกตัวขี่รถให้แบบนี้

“ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอก มึงนั่นแหละขี่”

ร่างสูงเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะออกแรงลากให้ไปที่รถ ในใจผมก็อยากจะทำตามที่มันพูด แต่ผมไม่ค่อยไว้ใจสติตัวเองเท่าไหร่ ถ้าเกิดขี่อยู่ดีๆ รถกระตุกอีก สติผมเตลิดเปิดเปิงขึ้นมาจะทำไง ถึงว่าล่ะทำไมพ่อไม่สอนผมขี่รถสักที คงรู้แหละว่าคนขี้ตกใจอย่างผมไม่ค่อยเหมาะกับเรื่องแบบนี้

“กู...”

“ไม่ต้องกลัวหรอก คราวก่อนมึงก็ขี่ได้ดี แค่ไม่มีสตินิดหน่อยเอง”

“...”

“ครั้งนี้ก็ตั้งสติให้ดี ถ้ารถเป็นอะไรก็ฟังที่กูพูดแล้วทำตาม ไม่ต้องกลัว” คราวที่แล้วผมได้ยินทุกคำที่ไอ้หยางพูดแต่ร่างกายมันรวน บิดโน่น กดนี่มั่วไปหมด ก็รถแม่งกระตุกซะยิ่งกว่าทากาด้า ผมก็กลัวดิ

“พูดง่ายทำยากนะเว้ย”

“ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าเป็นอะไรไปเดี๋ยวเมียมึงก็จัดการเองแหละ” ไอ้แพนตะโกนบอกทั้งๆ ที่ยังเล่นหมากเก็บก้อนหินกับไอ้ดาอยู่ พวกมึงช่วยสนใจเพื่อนอุ๋งๆ ตรงนี้หน่อยได้ไหมครับ เหมือนเพื่อนมิวอ่ะ

“นั่นสิ”

- _ - ...นี่สีหน้าผมเอง

“ตกลงมึงจะขี่เองใช่ปะ” ...ก็คงต้องเป็นแบบนั้น ดูหน้าเชี่ยหยางดิ อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกแล้ว พระเจ้า ท่านใส่ความเปย์เข้าไปในตัวพี่ตุลย์เต็มถัง เหตุใดทำไมไม่ใส่ความเห็นใจน้องเข้ามาสักหยดเล่า

“อือ”

“งั้นลองขึ้นไปนั่งดิ๊ นี่ครั้งแรกที่มึงจะได้ขี่รถสุดที่รักเลยนะ” ไอ้หยางดันหลังผมให้ขึ้นไปบน yzf ที่น่ารัก ผมก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ส่วนหนึ่งเพราะผมอยากลองด้วยแหละ “หนักมากไหม ขาพอรับน้ำหนักไหวรึเปล่า”

“ไม่มากนะ พอๆ กับนินจา” ผมลองขยับซ้ายขวานิดหน่อยเพื่อลองน้ำหนักของรถ ตอนที่ละเมอเพ้อพบว่าได้ขี่มัน คิดว่าต้องหนักกว่านี้ประมาณร้อยเท่าเพราะโครงรถดูใหญ่ ความจริงไม่ใช่แฮะ

“งั้นไปเลยปะ”

อ้าว เสียงมาแล้วตัวล่ะ...

ร่างสูงตอบคำถามในใจผมด้วยการเคลื่อนรถเข้ามาจอดข้างๆ เร็วไปไหม ขึ้นไปบนรถตั้งแต่เมื่อไหร่ สตาร์ทรถตอนไหนวะ

“ต๊าย เดี๋ยวนี้หมดยุคที่ผู้หญิงต้องรอผู้ชายขี่บิ๊กไบค์มารับแล้วสินะ”

“อ่าฮะ นี่เป็นยุคที่ผู้ชายขี่บิ๊กไบค์เคียงข้างกัน”

“วุ๊ เบื่อพวกมึงว่ะ กูไปแล้วนะ” ผมโบกมือไล่พวกชอบแซวทั้งหลายให้ไปพ้นหน้า ก็ไม่ได้เกลียดที่พวกมันล้อหรอก ออกจะขำด้วยซ้ำแต่บางทีมันก็ล้อเกินจริงไปหน่อย

“เอ๊อคนเราอะ มีความรักก็งี้แหละ พวกกูไม่มีช้างให้มึงขี่นี่”

“ส้นตีนเถอะ ไปละพวกเชี่ย” แอบเห็นด้วยหางตาว่าไอ้หล่อข้างๆ ยิ้มขำๆ ด้วยล่ะ ขำอะไร นอกจากจะไม่ช่วยกูด่าพวกแม่งแล้วยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีกไอ้อ้อย

“เออ ไปเล๊ย พวกกูจะไปเที่ยวกันให้มึงอิจฉา”

“ไม่อิจฉาหรอก แบร่” ผมแลบลิ้นใส่ทั้งสามสาว รู้ไหมครับว่ามันตอบกลับมายังไง... ไอ้ดาเอาแขนแนบลำตัวแล้วออกแรงสั่นหน้าอกไปมา ใบหน้าเบะด้วยความหมั่นไส้ ไอ้พวกที่เหลือก็ทำแบบเดียวกัน แม่มึง นี่สามนักเรียนสตรีดีเด่นของโรงเรียนจริงๆ ใช่ไหม ใครเป็นคนให้รางวัลพวกมึงวะ

“ทะเลาะกันโคตรเด็ก ฮะๆ”

ไอ้หยางใช้มือดันหัวผมเบาๆ อย่างหยอกล้อเมื่อไอ้พวกนั้นเดินจากไปแล้ว มันไม่ได้ไปเที่ยวอย่างที่พูดหรอกครับ ไอ้มิวไปซ้อมเด็กที่ลงกีฬา ไอ้ดาไปหาผัว ไอ้แพนกลับบ้านนอน

“เด็กอะไร๊ นี่ผู้ใหญ่ที่สุดตั้งแต่พวกกูทะเลาะกันมา” ต้องเห็นตอนที่เราอยู่ในห้อง มีทั้งยิงขี้มูก จามใส่ เล่นน้ำลาย ป้ายขี้หู สกปรกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

“งั้นกูก็ควรพามึงกับเพื่อนไปหาหมอ” พูดยิ้มๆ ก่อนที่มือใหญ่จะสวมบางอย่างลงมาบนหัวผม บางอย่างที่พี่ตุลย์บอกว่าถ้าหายจะไม่ซื้อให้ใหม่ “ใส่หมวก ขับขี่ปลอดภัย”

“แบบนี้กูจะได้ยินที่มึงพูดเหรอวะ?” อย่าว่าแต่ได้ยินไหมเลย ถามว่าเวลามันพูดผมจะรู้เรื่องไหมดีกว่า ก่อนหน้านี้ที่คุยกันรู้เรื่องเพราะมันซ้อนอยู่ข้างหลังไง แต่ตอนนี้เราขี่รถคนละคันกันแล้ว

“ไม่ค่อยได้ยินหรอก ถ้ามีอะไรกูจะสะกิดแล้วกัน”

“สะกิดยังไงวะเราขี่รถทั้งคู่นะ?”

“งั้นมึงก็อย่าทำให้มันมีอะไรสิ กูจะได้ไม่ต้องสะกิด”

พูดง่ายทำยากอีกละไอ้รกควาย

สุดท้ายผมก็ต้องจำใจขี่รถไปทั้งๆ ที่ไม่อยาก แต่ไอ้หยางก็ดีนะครับ มันจะคอยอยู่ไม่ไกลจากผม เวลามีรถยนต์ที่ขับน่ากลัวๆ มาใกล้ก็จะกันออกไปให้หรือไม่ก็ขี่นำให้ผมไปที่ที่ไม่อยู่ในรัศมีของรถคันนั้น จนตอนนี้ติดไฟแดงก็ยังคงประกบผมไม่ห่าง

จึกๆ

“ว่า?” ผมเปิดกันลมเพื่อสนทนากับร่างสูง เพิ่งสังเกตว่าเราดูดีไม่หยอก ใส่ชุดนักเรียน ขี่บิ๊กไบค์แถมยังหน้าตาดีทั้งคู่อีก แต่แน่นอนว่าผมหล่อกว่าล้านเท่า

“พรุ่งนี้ทำคัทเอาท์เสร็จกี่โมง” เอ่ยถามแล้วเท้าคางบนถังน้ำมัน ที่เราชิลขนาดนี้เพราะไฟแดงตั้งร้อยยี่สิบ... ไม่รู้คุณจราจรใส่เลขผิดรึเปล่า ไฟเขียวมีแค่พริบตาเดียว ผมเข้าใจว่าตรงนี้เป็นย่านการค้า รถผ่านเยอะก็เลยต้องหลีกเลี่ยงความอันตรายด้วยไฟแดง แต่! มัน! นาน! ไป! ไหม! ล่ะ!

“น่าจะเย็นๆ หรือถ้ากูขยันหน่อยก็คงจะมืดๆ มึงเลิกกี่โมงล่ะ”

“หนึ่งทุ่มครึ่ง”

“อืม… ถ้ายังไงเดี๋ยวโทรไปบอกก็แล้วกัน” ไอ้อิมไม่ฟิกเวลาว่าต้องมากี่โมงต้องกลับกี่โมง มันขอแค่คัทเอาท์เสร็จก่อนโรงเรียนเปิดก็พอ แต่ผมอาจจะไปเช้าๆ แล้วกลับมืดๆ เพราะมีเวลาทำไม่นานนัก เฮ้อ ถ้าผมไปซ้อมวาดจริงๆ ก็คงไม่มีกระจิตกระใจหรอก ทิ้งงานไปดื้อๆ แบบนั้นใครจะไปมีอารมณ์ทำอย่างอื่นวะ

“อือฮึ แล้วพรุ่งนี้จะขี่รถไปเองหรือจะให้กูไปรับ”

“มารับหน่อยดิ” ผมยู่ปาก ก้มลงฟุบหน้ากับถังน้ำมัน หันหน้าไปมองคู่สนทนา มุมนี้ผมเห็นสร้อยพระสีดำที่อยู่ใต้คอเสื้อมันด้วย ความหัสดิน ใส่สร้อยพระก็หล่อได้

“แต่กูอยากให้มึงขี่รถเองนะ”

“ไม่เอา ไว้ขี่แข็งก่อน โอ๊ย อย่าบีบเดะ” ผมร้องโวยเมื่อมือใหญ่เอื้อมมือบีบแก้ม เดี๋ยวนี้ไอ้หยางเป็นอะไรไม่รู้ ชอบทำนิสัยแปลกๆ บีบแก้มบ้างล่ะ กัดบ้างล่ะ นอกจากนี้ที่เพิ่งเพิ่มมาสดๆ ร้อนๆ ก็คือกอด มันไม่ใช่กอดธรรมดาที่เคยทำ แต่เป็นกอดรัดอย่างแรง กูอึดอัดครับ ถ้ากูทำบ้างแล้วมึงจะหนาว

“วันไหนละวะ เท่าที่เห็นมึงก็ขี่แข็งแล้วเนี่ย”

“อื้อ ปล่อย ...โยกไปโยกมาแบบนี้แถวบ้านมึงเรียกว่าขี่แข็งเหรอหยาง” ผมปัดมือเพื่อนสนิทออก ก่อนจะตีแขนมันเบาๆ ...คนอื่นทำยังไงไม่รู้แต่ผมว่าการทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายคือการแสดงความสนิทสนมของพวกเรา

“ไม่ได้โยกสักหน่อย มึงคิดไปเองรึเปล่า ...แล้วมันจะสะดวกกว่าไหมถ้ามึงเอารถมาเอง ยังไงกูก็ซ้อมหลีดดึก มึงจะมาหายังไงเพราะกูปลีกตัวไปรับไม่ได้หรอก เคยได้ยินคำนี้ไหม… ‘พี่กอล์ฟไม่เคยปราณีใคร’ แค่กูขอไปเยี่ยวเขายังมองตาขวางเลย เหอะๆ”

“...อือ งั้นเดี๋ยวขี่ไปเองก็ได้” ร่างกายผมบอกว่า 'ไม่มีปัญหา ขี่ได้สบายอยู่แล้ว' แต่ในใจกลับบอกว่า 'อย่าเลย มึงกลัว' ไม่รู้เหมือนกันว่ากลัวอะไร

“ไม่ต้องเครียด ตอนเช้าไปด้วยกัน ตอนเย็นก็ไปด้วยกัน มีแค่ตอนที่มึงขี่รถมาหากูเท่านั้นแหละที่แยกกัน”

เหมือนสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจะทำให้ในใจของผมเปลี่ยนคำตอบจาก 'ไม่ไป' เป็น 'ไป' ได้ในพริบตา

...ผมกลัวเพราะไม่มีไอ้หยางเหรอ?

ก็น่าจะเป็นไปได้ ขนาดตอนนี้นั่งอยู่บน yzf รถในฝันที่รัก ผมยังแอบมองไปที่เบาะหลังของนินจาบ่อยๆ เลย โอ๊ยเชี่ย เพราะมึงแหละที่ชอบหิ้วกูไปด้วยทุกที่ กูติดมึงแจเลยเนี่ยหยาง!

“หวังว่ามึงคงไม่ก่อเรื่องทั้งๆ ที่เป็นระยะทางสั้นๆ แค่ไม่กี่กิโลนะอุ๋งๆ”

“ดูถูก เออออออ คอยดูเถอะมึง”

“ฮะๆ”

“ธัน ตรงนี้กูว่าน่าจะขยับขึ้นไปอีกนิดหน่อยนะ”

“เดี๋ยวกูตีตารางให้ใหม่ อันนี้ดูเคลื่อนจากของจริงไปเยอะเลย” ผมบอกเพื่อนก่อนจะเดินไปตีตารางลงบนแบบคัทเอาท์ ต้องตีทั้งในแบบและผ้าเพื่อความสะดวก

เวลาผ่านไปไวชะมัด ผมยังรู้สึกเหมือนเมื่อกี้เพิ่งคุยกับไอ้หยางที่ไฟแดงอยู่เลย ตอนนี้มาวาดคัทเอาท์ที่สาธิตซะแล้ว อย่างที่บอกว่าเพื่อป้องกันการคุยกันจนงานไม่เสร็จ ไอ้อิมก็เลยแยกกลุ่มงานไปกลุ่มละที่ ที่นี่ก็เลยมีแค่ฝ่ายอาร์ตเก้าคน (รวมผมด้วย) แต่ตอนนี้ยังมีแค่สามคน สงสัยผมจะรีบไป ตอนที่ผมมาภารโรงเพิ่งเปิดประตูเอง

“มึงมาเช้ามากอะธัน ทำไมรีบมาวะ” ไอ้เก้าเอ่ยถาม ตอนแรกมันยังไม่ตื่นด้วยซ้ำแต่พอรู้ว่าผมมาแล้วก็เลยรีบตามมาทันที ตามมาแบบมึนๆ สภาพน่าจะวิ่งผ่านน้ำมาหมาดๆ หัวกระเซิง ตาปิด ขี้ตาเกาะ ...มึงเป็นคนเอางานเอาการซะจนกูรู้สึกผิดเลย

“กูอยากรีบทำให้เสร็จอะ”

“ทำไม… อ๋อ เรื่องครูศรีสินะ”

“เฮ้ย รู้ได้ไงวะ”

“ไอ้อิมบอก คงกลัวว่าพวกกูจะมองมึงไม่ดีล่ะมั้ง ไม่ต้องเครียดหรอกมึง พวกกูเข้าใจ” ว่าแล้วว่าไอ้อิมต้องเป็นคนบอกเพราะผมจำได้ว่าไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากมัน แหม มีความห่วงเพื่อน มีความไปคุยให้ คุณประธานเพื่อนผมน่ารักจริงๆ

“ขอบคุณมากนะเว้ย แล้วก็ขอโทษล่วงหน้าด้วยนะ ถ้ากูไม่สามารถช่วยได้เต็มที่”

“ไอ้สัส พูดอย่างกับพวกนายกมาหาเสียง ฮะๆ” เอ้าไอ้นี่ กูอุตส่าห์พูดออกมาจากใจ

“แล้วซ้อมทั้งวันเลยเหรอวะ” เพื่อนอีกคนเอ่ยถามขณะใช้เชือกเส้นเล็กกางเป็นตารางบนผ้า ตามอัตราส่วนที่ผมเพิ่งเปลี่ยนเมื่อกี้

“ปกติต้องก็เป็นแบบนั้น แต่กูจะขอครูซ้อมแค่ครึ่งวันแล้วอีกครึ่งวันมาทำคัทว่ะ” ผมต้องแบ่งเวลาให้ได้ ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรซ้อม เวลาไหนควรจะทำงานของคณะสี ถึงจะไม่มีอารมณ์ซ้อมผมก็ต้องบิ้วมันขึ้นมาเพราะยังไง... มันก็ถือว่าเป็นหน้าที่

“กูสงสารมึงอะ ถ้าวันไหนไม่ไหวก็ไม่ต้องมานะเว้ย” คู่สนทนาทั้งสองทำสีหน้ากังวลใจจนผมต้องแสร้งปั้นหน้ายิ้มทำเหมือนว่าโอเค กูโอเค...

“ไหวเว้ย นี่กูคีรินทร์นะ เรื่องแค่ขี้มดทำไมจะทำไม่ได้ โด่ววว ฮะๆ”

เนื่องจากคนที่ผมคุยด้วยไม่ใช่ไอ้หยาง พวกเธอจึงเชื่อสิ่งที่ผมแสดงออกไปทั้งหมด แปลกนะ เป็นมนุษย์ มีต้นกำเนิดบรรพบุรุษคือสัตว์ชนิดเดียวกันแท้ๆ แต่ความคิดความอ่านไม่เหมือนกันสักคน นอกจากนี้ความสามารถในการอ่านสีหน้าคนอื่นก็มีไม่เท่ากัน เพราะอะไรวะ มันขึ้นอยู่กับความสนิทด้วยรึเปล่า

ช่างเถอะ… ก็ดีแล้ว

เมื่อเช้าผมมากับไอ้หยาง ถึงเมื่อวานจะเคยแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกโคตรแปลกที่ต้องขี่รถข้างมัน ปกติเวลาไปไหนผมจะเป็นฝ่ายซ้อนตลอด ไม่คุ้นเลยว่ะ แต่การขี่ yzf ก็ทำให้ผมรู้อะไรบางอย่าง ผู้หญิงชอบผู้ชายแนวนี้สินะ ขี่บิ๊กไบค์ ใส่หมวกเท่ๆ ขนาดไม่เห็นหน้าพวกเธอยังจ้องตาเป็นมัน เอ๊ะ หรือว่าเพราะไม่เห็นหน้าวะ ถึงได้จ้องขนาดนั้น

“เอางี้ไอ้ธัน”

“?” ผมเอี้ยวหน้าไปเลิกคิ้วให้ไอ้เก้าที่นั่งขีดเส้นอยู่ข้างๆ ผมคิดเรื่องอื่นจนเกือบลืมไปแล้วว่านั่งวาดรูปอยู่ อ้าว พวกที่เหลืออีกหกคนมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ทำไมผมไม่รู้ตัว

“กูกับเพื่อนคุยกันแล้วว่าจะให้มึงวาดแค่พุชเคน”

“เฮ้ย ไม่เอา” ผมตอบทันควัน พุชเคนที่ว่าคือโพไซดอนที่เป็นตัวหลักของคัทเอาท์ (ไอ้ประธานเป็นคนตั้งเองกับมันสมอง แม่งบอกว่าโพไซดอนเรียกยาก...) เราตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วว่าคนวาดคือผม แต่ตอนนั้นหมายถึงพอวาดพุชเคนเสร็จแล้ว ผมก็ต้องไปช่วยเพื่อนวาดอย่างอื่นต่อด้วย

“ต้องเอา ทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ ไปเถอะ ถ้าเกิดมึงวาดเสร็จแล้วก็จะได้ไปซ้อมวาดรูปได้อย่างสบายใจไง” พวกที่เหลือพยักหน้าเห็นด้วยยิ้มๆ

“แล้วที่เหลือล่ะ”

“ไว้ใจได้ พวกกูจัดการเอ๊ง”

“ไม่เอาอะ เหมือนกูเอาเปรียบพวกมึงแปลกๆ” ผมหลุดตาลงต่ำ มองผืนผ้าที่เหยียบอยู่อย่างกังวล มีผู้ชายที่ไหนเขาปล่อยให้ผู้หญิงทำงานตั้งเยอะทั้งๆ ที่ตัวเองทำนิดเดียววะ ถ้ามี... มันก็ไม่ใช่ผู้ชายแล้ว

“ไอ้ธัน มึงแหกตาดูคัทเอาท์ด้วย ขนาดพุชเคนไม่ใช่น้อยๆ กินพื้นที่ไปตั้ง 4x4 เมตร นี่เรียกว่าเอาเปรียบเหรอ โดนพวกกูใช้แรงงานทางอ้อมแล้วยังไม่รู้ตัวอีก” สาวๆ ต่างกรูเข้ามาขยี้หัวผมจนยุ่ง เมื่อวานรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กเสี่ยแต่วันนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นป๋า มีฮาเร็มส่วนตัว ชีวิตผมจะส่อมาทางนี้มากไปไหม

“ไม่หรอก”

“ไม่ต้องกังวลหรอกน่า พวกกูมีตั้งแปดคน แต่ละคนก็ไปเรียนวาด เรียนลงสีมาตั้งเยอะ งานออกมาสวยแน่นอน นี่ใคร พวกกูคืออนาคตศิลปินแห่งชาติทั้งนั้นนะคะ” พูดจบพวกเธอก็โพสท่านางแบบ... แบบน่าเกลียดให้ผมหลุดขำ เพื่อนผู้หญิงมีฟีลไม่ต่างจากเพื่อนผู้ชายเลยว่ะ พวกไอ้เทรนด์แต๋วหรือพวกมึงแมนวะ ฮะๆ

“อือ ขอบคุณนะเว้ย”

“เออๆ เริ่มวาดเลยดีกว่า เดี๋ยวจะเสียเวลาไปมากกว่า ค่าตัวมึงยิ่งแพงๆ อยู่ พวกกูต้องรีบใช้งานให้หนักก่อนตารางงานมึงจะแน่นไปมากกว่านี้”

ไม่นานนักเราก็แยกย้ายไปวาดส่วนของใครของมัน พอมีคนเยอะงานก็เร็วจนน่าตกใจ ตอนนี้ทุกคนร่างส่วนของตัวเองเกือบจะเสร็จแล้ว ถึงจะยังไม่เสร็จก็ออกมาดีทีเดียว ดีจนเรากลั้นยิ้มไม่อยู่เลย ถ้าคาดคะเนจากความเร็ว ผมว่าอีกประมาณสองอาทิตย์ พุชเคนน่าจะลงสีเสร็จ เอ๊ะ ไม่สิ ต้องลบเวลาที่ไปซ้อมลงด้วยนี่หว่า งั้นก็เกือบๆ เดือนแหละ....

“เที่ยงแล้วเหรอวะ พวกมึงวางมือก่อนๆ ไปแดกข้าวกัน”

เก้าตะโกนบอกพวกเราที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานของตัวเอง เคยมีเพื่อนที่เป็นพวกชอบวาดรูปไหมครับ ถ้ามีคุณจะรู้ว่าโลกส่วนตัวพวกเขาเยอะไม่หยอก ไม่ได้เยอะตลอดเวลาแต่จะเยอะเฉพาะตอนที่กำลังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าได้วาดแล้ว... มันต้องวาดต่อไปเรื่อยๆ อย่าได้มีคนมาขัดเชียว

“พวกมึงไปกินเลยเดี๋ยวกูทำต่ออีกนิดหน่อย”

...และนี่คือเสียงที่พวกเราพูดพร้อมกันทุกคน

“เอ่อ กูก็พอจะเข้าใจอารมณ์ศิลป์อยู่หรอก แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องไหมล่ะ ลุกขึ้นมา ไปแดกข้าว ก่อนที่กูจะทรงกริ้ว” แม่นางเท้าสะเอว มองพวกผมด้วยสายตาราชินี น่ากลัวรองลงมาจากไอ้แพนก็ไอ้เก้านี่แหละ...

“โห่” เพื่อนๆ ทะยอยลุกขึ้นยืนทีละคน ถึงจะเดินไปแล้วก็ไม่วายแอบชำเลืองตามามองงานตัวเองตาละห้อย เชื่อผมสิว่าพวกมันต้องเค้นพลัง กินอาหารหมดภายในพริบตาเดียวเพื่อกลับมาวาดรูปต่อ

“ไม่ต้องมาโอดครวญไอ้พวกสัส อ้าว แล้วทำไมมึงไม่ลุกขึ้นมาด้วยไอ้อุ๋งๆ”

“เดี๋ยวกูอยู่เฝ้าคัทเอาท์เอง รอพวกมึงมาแล้วกูค่อยไปกิน” ได้ข่าวมาว่าที่นี่มีภารโรงที่ชอบเก็บของต่างๆ ไปขายโดยไม่สนว่าเป็นของใคร นอกจากนี้ที่นี่ยังอยู่ใกล้กับกลุ่มเตรียมอุปกรณ์ของคณะสาวิตรีด้วย (สีชมพู) ถ้าทิ้งเอาไว้ดื้อๆ แบบนี้ต้องโดนพวกมันมาแอบดูแน่

...ซะเมื่อไหร่ นั่นก็แค่ข้ออ้าง ผมก็แค่อยากวาดต่อให้เสร็จเร็วๆ

“ธั๊น ช่วงนี้มึงอปป้าฉิบหาย สนใจอยากเป็นสั่มมีย์ของกูไหม” สาวป้อมเพื่อนต่างห้องจับมือผมขึ้นไปแนบแก้มตัวเอง แน่นอนว่าพอโดนทำแบบนั้นผมก็สะบัดมือทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เหอะๆ

“ไม่จ้า”

“กรี๊ด หยาบคาย ปฏิเสธสาวสวยแบบกูได้ไง!”

“สวยกว่ามึง มันก็สะบัดตูดทิ้งมาแล้วค่า” เก้าแสยะยิ้มร้ายเป็นท่าประกอบ

“ใคร!”

“อีน้องนั่นไง ที่แรดๆ อยู่ม.4 สีเราอะมึง”

“อ๋อ อีนั่นปะที่หน้าตาใส๊ใสแต่ใจส้นตีนอะ” การสื่อสารระหว่างเพื่อนผู้หญิงวัยมัธยมเป็นอะไรที่อะเมซิ่งมากๆ พวกเธอสามารถรับรู้ได้ว่าคู่สนทนาหมายถึงใคร เพียงแค่พูดประโยคสั้นๆ ไม่มีใจความเหี้ยอะไรเลย... มึงรู้ได้ไงวะว่าคนไหน

“เอ๊อ อีนั่นแหละ กูนะอย่างสะใจเลยตอนไอ้ธันบอกว่าไม่เอามัน โถ่วว จะอ่อยใครไม่ดูหน้าดูหลังก่อนอีดอก ไม่รู้ซะแล้วว่าเพื่อนกูมีผัวเป็นตัวเป็นตน ถ้าไม่ตาถั่วก็ต้องควายมากๆ อะที่ดูไม่ออก เขามารับมาส่งกันขนาดนั้น มีอัลบั้มรูปในเฟส แถมยังมานั่งเฝ้าตอนประชุมสีอีก ควายเผือกที่แท้ทรูต้องยกให้อีเด็กดอกนั่นค่ะ”

“ใช่มะ ง่าวบรม ง่าวแต้ ง่าวว่า ง่าวบ่มีใขเกิ๋น” โอ๊ยตาย ผมควรบอกเพื่อนว่าผมกับไอ้หยางไม่ได้เป็นอะไรกันก่อน หรือจะสงสารน้องก่อนดี สรุปคือผมเลือกที่จะนิ่งแล้วมองเพื่อนทั้งหลายกอดคอกันนินทาสาวน้อยม.4 คนนั้น ตั้งแต่หน้าประตูไปจนถึงหน้าโรงเรียน เพื่อนผมปากร้ายมาก ปากจัดด้วย จัดชนิดที่ว่ากะเทยต้องอาย

เลิกๆ กลับมาสนใจเรื่องพุชเคนต่อดีกว่า

ตือดึง

เวร ทำไมต้องมีมารมาขัดตลอดวะ

เริ่มวาดต่อไปได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตอนแรกกะจะไม่สนใจ แต่หางตาเหลือบไปเห็นชื่อคนที่ส่งซะก่อน

Yang : ปวดขาฉิบหายยยยยย

Thanwa : บ่นว่ะ ซ้อมๆ ไปเถอะ555

ไอ้หยางซ้อมอยู่ที่มหาลัยใกล้ๆ โรงเรียนมันครับ ก็ไม่ค่อยไกลจากที่ผมอยู่เท่าไหร่หรอก ขี่รถเพลินๆ สักพักก็ถึง เมื่อเช้าพ่อคุณเขาลองพาผมไปเซอร์เวย์มาแล้ว โคตรกว้าง ถึงจะไม่หรูหราอะไรแต่ก็มีความเป็นไทยกับธรรมชาติเต็มเปี่ยม เปี่ยมแบบ... นกยูงเดินข้ามถนนกันลึ่มร่ำ กวางเดินเยื่องย่างเยี่ยงกวางย่องตัดหน้ารถแบบชิลๆ นี่หรือสถานศึกษา นึกว่าสวนสัตว์ดุสิต

Yang : โด่ววว แล้วมึงเป็นไงบ้างอะ ทำคัทเอาท์เละไปแล้วรึยัง

Thanwa : เดี๋ยวกูเตะ ไม่เละสักหน่อย สวยจะตาย

ขนาดแค่ร่างยังงามขนาดนี้ ถ้าลงสีคงงามบรม คนอะไรวะมีพรสวรรค์สุดๆ

Yang : ขี้โม้รึเปล่าาา ไหนถ่ายมาให้ดูดิ๊

Thanwa : ไม่เอาอะ ความลับราชการ ผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่มีสิทธิ์เห็น

หลังจากจบประโยคนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ตอบอีกเลย ที่ไม่ตอบเพราะงอนหรืออะไรนะ ...แม่งโทรมาเลย โถ่ ขี้เกียจพิมพ์ล่ะสิ

(ลับห่าอะไร กูเห็นแบบไปแล้วเถอะ) เอ้า เออว่ะ ลืมไปเลยว่าเคยให้มันดูไปแล้ว

“แล้วจะดูอีกทำไมล่ะถ้าเห็นแล้ว”

(ก็อยากเห็น ถ่ายให้ดูหน่อยๆ)

“ไม่ถ่าย” ผมกดวางสาย... แล้ววีดิโอคอลไปแทน ก็ไม่ได้อยากจะอวดหรอกว่าเพื่อนมันวาดรูปสวยขนาดไหน แค่อยากให้เห็นเฉยเฉ๊ย

(ไม่ถ่ายรูปมาให้ดูแต่คอลมาเลยเนี่ยนะ) พูดแล้วก็ยิ้มขำๆ ดูจากสภาพเหงื่อตามใบหน้า มันน่าจะเพิ่งได้พักละมั้ง เป็นพวกหน้าตาดีก็เหนื่อยหน่อยนะหัสดินเอ๊ย

“อ่าฮะ จะได้ไม่มีหลักฐานเอาไปเผยแพร่ไง อิอิ”

(กูแคปก็ได้ปะ?)

เออว่ะ...

“ค_ย” พอได้ยินแบบนั้นผมก็หมุนกล้องมาหาตัวเองทันที ลืมคิดไปเลยว่าแคปได้ แถมมีใบหน้าผมอยู่ที่มุมภาพด้วย ถ้ารูปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปผมต้องซวยแน่ ไอ้อิมด่าหัวแหง คงจะด่าประมาณว่า 'ให้ผัวดูได้ไง! ไอ้สารชั่ว มั่วแมวน้ำ!!!' เหอะๆ

(ฮะๆ)

“แล้วนี่กินข้าวยัง” ผมตั้งมือถือไว้กับพื้น เงยมุมกล้องให้เห็นใบหน้าตัวเอง มือก็เริ่มลงมือขีดๆ เขียนๆ ตัวละครเด่นของคัทเอาท์อีกครั้ง เติมอีกนิดหน่อยก็เสร็จแล้วมั้ง แค่ร่างไม่ต้องละเอียดมากหรอก เดี๋ยวค่อยไปเก็บดีเทลตอนลงสี

(กินแล้ว มึงอะ)

“ยังเลย”

(อ้าว ทำไมยังไม่กิน นี่จะบ่ายแล้วนะ)

“เฝ้าคัทเอาท์ รอเพื่อนมาก่อนแล้วกูค่อยไปกิน” เขินนิดๆ นะที่ต้องมาวาดซิกแพคผู้ชาย คือมันบอกถึงรสนิยมคนวาดด้วยไง... แล้วไอ้แพคที่ผมกำลังวาดอยู่ก็เหมือนของไอ้หยางเป๊ะๆ มึงโคตรโรคจิตเลยธันวา จ้องหน้าท้องเพื่อนสนิทจนวาดออกมาได้ ถ้าเห็นแล้วมันจะด่าผมไหมวะ

ตอนนี้แค่ร่างด้วยดินสอ ไอ้ปลายสายคงมองไม่ชัดหรอก อย่างมากก็น่าจะเห็นเป็นเส้นบางเบาเหมือนหงอก รอลงสีก่อนนะหยาง ฮะๆ

(ทำตัวพระเอกดีว่ะ ไม่หิวเหรอ?)

“หิวดิ แต่อยากวาดให้เสร็จก่อน”

(ทำไมต้องรีบวะ มีเวลาตั้งหนึ่งเดือน)

“กูอยากให้งานเสร็จเร็วๆ เพราะมีภาระที่ใหญ่กว่ารออยู่ เฮ้อ...” อ้าวกรรม วาดผิด ดันเผลอเติมหนวดให้พุชเคนซะงั้น ตอนแรกว่าเยอะแล้วนะ ตอนนี้เถื่อนหนักเลยมึงเอ๊ย นี่เทพเจ้าหรือโจรเพิ่งแหกเรือนจำออกมาวะ

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...

(อะไรคือภาระที่ใหญ่กว่า?)

ฉิบหาย เผลอหลุดปาก

“เอาคัทเอาท์ขึ้นแสตนไง” ผมแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก้มหน้าวาดโพไซดอนต่อไป พนันได้เลยว่าถ้าอยู่ต่อหน้ามันต้องจับผิดผมได้แน่นอน... ถือว่ารอดไป

(อ๋อ คิดว่าเรื่องอะไร ก็บอกแล้วไงว่าพวกไอ้ต้นจะไปช่วยเอาขึ้น ไม่น่าจะยากนะเพราะยังไงมันก็เป็นผ้าเบาๆ)

“อือฮึ แล้วสีมึงเอาคัทเอาท์ขึ้นวันไหน” ผมเปลี่ยนเรื่องทันทีที่เงยหน้าขึ้น เรื่องครูศรีจะหลุดไปถึงหูเพื่อนสนิทผมไม่ได้สักคน ไม่ว่าจะไอ้ต้น ไอ้เทรนด์ ไอ้หยาง ไอ้แพน ไอ้ดาหรือไอ้มิว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งรู้เรื่องเข้าแล้วเอาไปบอกอีกคนที่เหลือ... คุณครูของผมจะมีสภาพเป็นยังไง

(วันงานนั่นแหละ ไปดูฤกษ์มาแล้ว… ตีห้าของวันงาน อิอิ)

“จะตื่นเหรอมึงอ่ะ” ผมถามกวนๆ ความจริงมันก็เป็นคนหนึ่งที่ตื่นเช้า จะตื่นสายเฉพาะวันที่ง่วงจัดหรือเหนื่อยจัดเท่านั้น ผลวิจัยโดยผมเองครับ

(ตื่นอะไร ไม่นอนแล้ว เอ๊ะมึง กูเพิ่งนึกอะไรออก)

“ว่า?”

(กีฬาสีของกูมีก่อนมึงใช่ปะ)

“อ่าฮะ”

(อย่างนี้ก็เท่ากับว่าตอนที่มึงจะเอาคัทเอาท์ขึ้น กูก็ไม่มีอะไรต้องทำแล้วดิ)

“เออว่ะ จะมาเองเหรอ?” สงสัยตอนที่คุยกันเราจะเบลอทั้งคู่ก็เลยลืมคิดเรื่องนี้ โรงเรียนเราจัดกีฬาสีเดือนเดียวกันตลอด และโรงเรียนไอ้หยางจะเริ่มก่อนตลอดเหมือนกัน ไม่นานมากหรอกครับประมาณเจ็ดถึงแปดวันอะ เหมือนเป็นธรรมเนียมอะไรสักอย่าง ผมจำไม่ได้ ประมาณว่าเมื่อก่อนโรงเรียนไอ้หยางเป็นชายล้วน (แท้ๆ) ส่วนโรงเรียนผมก็หญิงล้วน (แท้ๆ) หนุ่มๆ ก็เลยต้องโชว์สมรรถภาพให้สาวๆ ดูก่อนละมั้ง

(อือ อยากช่วย)

“น่อว มีความแมน...” ผมเอ่ยล้อเสียงเบา มือก็เริ่มกดดินสอเบาลงตามอารมณ์ อากาศน่านอนชะมัด แถมในนี้ยังมีผมแค่คนเดียวอีก อะไรจะเป็นใจขนาดนี้วะ

(จะหลับปะเนี่ย)

“อื้อ เหมือนจะอย่างนั้น...” ผมสะบัดหน้าให้ตัวเองตื่น มึงจะหลับไม่ได้นะเว้ย อุตส่าห์ทนหิวข้าวมานั่งปั่นงาน มึงจะหนีงานไปหลับไม่ได้นะห่า หาวววว

บัดซบ!

(ก็หลับไปเลย อีกสิบนาทีเดี๋ยวกูปลุกเอง) อีกฝ่ายเอานิ้วเคาะนาฬิกาข้อมือตัวเองเป็นท่าประกอบ กูอยากจะบอกมึงจังเลยว่ากูรีบวาดเพราะอะไร ถ้าไม่ติดว่ามึงมีความเสี่ยงจะวิ่งไปดักตบครูกูอะนะ เหอะๆ

“ไม่เอา เหมือนอู้งานยังไงไม่รู้...”

(งั้นเดี๋ยวกูอู้เป็นเพื่อนละกัน) ว่าจบร่างสูงก็ล้มตัวลงนอนบนกระเป๋าใบใหญ่ หันหน้ามามองผมพร้อมยิ้มแฉ่ง

“อย่างนี้ก็ได้เหรอไอ้เชี่ย ฮะๆ” ผมชูนิ้วกลางให้นักเรียนชายต่างโรงเรียน เมื่อกี้แอบเห็นไอ้เทรนด์แว๊บเข้ามาในกล้องด้วย แม่งทำหน้าล้อผม แค่วิเดียวก็ทำให้กูหมั่นไส้ได้ มึงนี่สุดยอดจริงๆ ไอ้เปรต

(นอนๆ ถือว่าพักสายตาไง ข้าวก็ไม่ได้กิน ตื่นก็เช้า นอนพักบ้างจะได้มีแรง)

อืม...

“สิบนาทีนะ อย่าลืมปลุกนะ” สุดท้ายผมก็ยอมทำตามที่เพื่อนสนิทบอก ทิ้งตัวลงนอนกับผ้า ผ้าคัทเอาท์นี่แหละครับ นอนซบอกพุชเคนด้วย

(เออ ตั้งกล้องไว้แถวนั้นแหละ จะได้ได้ยินเสียงกูชัดๆ)

“อือ...” ผมทำตามที่เพื่อนรักบอก โอ๊ย ง่วงว่ะ เมื่อคืนก็นอนดึก ไม่ได้ทำอะไรมีสาระหรอกครับ นั่งดูหน้าฟีดเฟสไปเรื่อย ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเลย กดเลื่อนลงไปอยู่นั่นแหละ ตั้งแต่สามทุ่มยันเที่ยงคืนอะ ไร้สาะจริงๆ แต่ผมมั่นใจว่าไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้ พวกคุณก็ทำใช่ไหมล่ะ...

อืม จะหลับละ

(เราชาวนาอยู่กับควาย พอหมดงานไถ เราจูงฝูงควายคืนบ้าน พออาบน้ำควายสำราญ)

พรืด

ก่อนที่ผมจะได้เข้าสู่ห้วงนิทรา เสียงทุ้มต่ำของปลายสายก็ขัดความง่วง เรียกได้ว่าเป็นการปลุกที่ทำให้ตัวผมไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่เลยก็ได้ ไอ้บรรลัยยยยย

“เพลงเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย ฮะๆ”

“เพลงกล่อมเด็กไง ไม่เคยได้ยินเหรอ” หนุ่มหล่อยักคิ้วกวนตีน โอ๊ย นี่ไม่มีอารมณ์อยากนอนแล้วจริงๆ นะ ผมควรขอบคุณหรือโกรธมันดีวะ

“กล่อมพ่อมึงสิ นี่เพลงเขมรไล่ควายปะ กูตื่นเลยสัส”

(เอ้า ไม่เอาดิ นอนลงไปๆ เดี๋ยวจะร้องเพลงกล่อมดีๆ แล้ว) มือใหญ่ตบพื้นข้างตัวเองเหมือนจะบอกให้ผมทิ้งตัวลงนอนตรงนั้น กูคงจะมุดเข้าไปได้หรอกหัสดิน

“เออๆ”

เอาวะ ลองฟังสักหน่อยเผื่อจะหลับลง ความจริงพ่อคุณเขาเป็นคนเสียงดีนะครับ ได้ข่าวจากไอ้เทรนด์ว่าบางครั้งก็ได้รับเกียรติให้ขึ้นไปเป็นนักร้องบนเวทีที่งานโรงเรียนบ้าง ถ้ามันมีอารมณ์

(แต่เอาจริงๆ กูก็ไม่รู้เรื่องเพลงกล่อมเท่าไหร่ว่ะ รู้แต่แม่กาเหว่า มึงคงขำมากกว่าจะนอนอะ) จริง...

“งั้นร้องเพลงช้าๆ ก็ได้” เนื่องจากผมอยากนอนสักงีบจริงๆ ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น มันเป็นนักร้องถูกไหม เสียงก็ต้องดีพอจะทำให้ผมง่วงได้บ้างแหละถ้าร้องเพลงช้า

(เพลงช้าเหรอ กูร้องเป็นแต่เพลงเศร้าอะ ฟังเนื้อแล้วมึงคงตื่น)

“ไอ้กระโหล่งโป๊ง ไม่ต้องร้องละ กูจะทำงานแล้ว” ผมตัดสินใจยันตัวลุกขึ้นมาวาดท่านพุชเคนต่อ ถึงว่าล่ะขาดอะไรไป ที่แท้ก็ลืมหัวนมที่ไอ้แพนย้ำนักย้ำหนาว่าให้ใส่ 'มึงจะลืมอะไรก็ได้ แต่มึงจะลืมหัวนมท่านพุซซี่ไม่ได้' พุชก็พอมั้ง ไม่ต้องเติมซี่หรอก...

(เออๆ ทำไป แต่มึงร้องให้ฟังหน่อยดิ กูจะหลับ)

“ใช่เรื่องไหมหยาง กูจะทำงาน!”

(เร็วดิ ร้องให้ฟังหน่อย… เออ เอาสากลนะ) ผมขมวดคิ้วมองหนุ่มหล่อที่ปิดเปลือกตาพริ้มเหมือนพร้อมหลับเต็มที่ ได้ข่าวว่าตอนแรกกูง่วงแล้วมึงก็เลยจะนอนเป็นเพื่อน แล้วตอนนี้มันอะไร แล้วนี่... เป็นพ่อกูเหรอสั่งอยู่นั่นแหละ อยากให้โทรศัพท์มีระบบเทเลพอตฉิบ ผมจะยัดตีนเข้าไปเตะมันเป็นอันดับแรกเลยคอยดู

เฮ้อ กูร้องก็ได้วะ

“ไม่เพราะนะ เพลงสากลที่กูรู้จักก็ไม่ได้เยอะอะไรด้วย” ที่ยอมเพราะรู้ว่าถ้าไม่ร้องไอ้หยางต้องงอแง ตื๊อผมจนถึงที่สุด ถ้ามันว่างหน่อยก็อาจจะฮึดขี่รถมาหาเลยก็ได้ เชี่ยหยางชอบเล่นใหญ่

(อือ ได้หมดแหละ... เพลงเร็วก็ได้แต่ร้องช้าๆ นะ)

ผมนั่งเท้าคางนึกเพลงสากลที่รู้จัก ไอ้เราก็เป็นประเภทนิยมเพลงไทย ไม่ฟังชาติอื่นด้วยสิ อ้อ มีอยู่เพลงหนึ่งนี่หว่าที่ผมรู้จักและร้องได้ แปลเนื้อเพลงได้ด้วยนะ เนื้อหาในเพลงสื่ออารมณ์ได้ดีมาก มากซะจนผมไม่รู้ว่าถ้าร้องไปแล้วจะดีรึเปล่า

มึงจะชอบไหมวะหยาง...

...

“Old Macdonald had a farm , E-I-E-I-O

And on his farm he had a cow , E-I-E-I-O

With a "moo-moo" here and a "moo-moo" there

Here a "moo" there a "moo"

Everywhere  a "moo-moo"

Old Macdonald had a farm, E-I-E-I-O”

(เพลง : Old Macdonald)

(ไอ้ฉิบหายธัน ฟังลุงแมคแล้วกูคงนอนหลับได้หรอก ค_ย... ตื่นเลยกู)

อ้าวไม่ได้เหรอ ตอนเด็กๆ พี่ตุลย์ร้องเพลงนี้กล่อมกูทุกวันเลยนะ เนี่ย เนื้อเพลงสื่ออารมณ์ได้โคตรดี ลุงแมคมีฟาร์ม มีวัว วัวร้องมูๆ ฮะๆ







____________________________________________________________________________________

เอ้ววววว

เมื่อไหร่จะเสาร์อาทิตย์ว๊าาาา

แต่ไม่เป็นไร... พรุ่งนี้วันศุกร์

เย่!!!!!!!!

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มาซะเช้าวันใหม่เลย โทษๆ เพลินมือไปนิดส์

สำหรับคนที่สงสัยว่าเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการวัดว่าเท่านี้คือกี่เปอร์เซ็น

...ไม่รู้ แล้วแต่ว่าตอนนั้นอยากให้เป็นกี่เปอร์555


เมื่อวานนั่งอ่านคอมเม้นท์ มีแต่คนถามว่า 'เมื่อไหร่เขาจะได้กัน'

...จะแอบตอบให้ก็ได้นะ

...นี่ความลับสุดยอดเลยนะเว้ย

...อย่าเอาไปบอกใครเชียวล่ะ

...



"วรั้ยยยยย ไม่บอกหรอก ปล่อยให้งง อริอริ"

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.369K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29965 9494 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 01:40
    สุดจะแฟนนนนน
    #29,965
    0
  2. #29650 MoRO66 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 13:12
    เพื่อนที่ใช้ชีวิตเหมือนคู่ชีวิตอ่ะเนอะ
    #29,650
    0
  3. #29649 Pangrumm01 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 11:09
    รักกันอะ แต่ไม่รู้ตัววว
    #29,649
    0
  4. #29205 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 02:22
    เพอื่น
    #29,205
    0
  5. #29039 psunrise (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 00:05

    ไหนใครมองว่าเป็นเพื่อนกัน! ไหน!

    #29,039
    0
  6. #28705 Shipnielong (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 12:49
    เกลียดเพลงอ่ะ55555
    #28,705
    0
  7. #28403 Callmeyou (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:10
    คือไปเปิดเพลงฟัง รู้เรื่อง!! จำทำนองได้แต่จำเนื้อไม่ได้ไง
    #28,403
    0
  8. #28402 Callmeyou (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:10
    คือไปเปิดเพลงฟัง รู้เรื่อง!! จำทำนองได้แต่จำเนื้อไม่ได้ไง
    #28,402
    0
  9. #28401 Callmeyou (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:10
    คือไปเปิดเพลงฟัง รู้เรื่อง!! จำทำนองได้แต่จำเนื้อไม่ได้ไง
    #28,401
    0
  10. #28400 Callmeyou (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:09
    คือไปเปิดเพลงฟัง รู้เรื่อง!! จำทำนองได้แต่จำเนื้อไม่ได้ไง
    #28,400
    0
  11. #28252 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 20:57
    เหน่ยกับทอล์คไรต์มาก5555 ขำจรเหน่ย
    #28,252
    0
  12. #26547 sirinunk (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 17:59
    พีคกว่าเนื้อเรื่องก็ทอล์คของไรท์นี่ล่ะ555
    #26,547
    0
  13. #25962 Chiori (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 00:37
    พีคไปอีกกก ถถถ
    #25,962
    0
  14. #25307 Piszerel (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 17:04
    ก็นั่งลุ้นว่าเพลงอะไร โถ่~
    #25,307
    0
  15. #25301 FAHYs (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 14:29
    อ๊าาาาาา ขำลั่นเลย
    #25,301
    0
  16. #25211 WayVe❤ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 00:23
    บั่บนี้ก็นึกว่าจะมีร้องเพลงรักจีบกันนิดนึง กะคือกลายเป็นเพลงลุงแมคมีฟาร์ม เหยดโด้! ผมนี่ลุกเลย 55555
    #25,211
    0
  17. #25193 Phailom888 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 21:38
    เอิ่ม ขอลักพาพี่ตุลย์กลางทางได้มั้ย เป็นบุคคลที่แจ่มที่สุดตั้งแต่อ่านเรื่องนี้มาเลย
    #25,193
    0
  18. #22764 thitirat yoschart (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 19:03
    ใจบาปกะบพี่น้องคู่นี้โว้ยย โคตรละมุนอ่ะ ?? ที่บ้านไม่มีพี่ตุลย์อ่ะ ขอได้ไหม ทั้งหล่อ ทั้งสายเปย์ อยากได้อ่ะ ฮื่อออ
    #22,764
    0
  19. #21267 Chopoom94 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 21:40
    พี่น้องคู่นี้จะตลกไปไหน.. เนี้ย! ดูทำเข้าดิคอลกัน ค่ดแฟนพรี่บอกน้องเลย แฟนกันก็บอก
    #21,267
    0
  20. #21223 ana julia (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 15:12
    นี่อ่านจบตอนแล้วก็มองบนกะความแฟน นี่มันแฟนนนนนนนน แฟนกันชัดๆ 55555
    #21,223
    0
  21. #20846 มูตี้ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 / 13:21
    ^______^
    #20,846
    0
  22. #18848 KIMDS (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 08:32
    อ่านมาถึงจุดนี้.... เขาก็ยังไม่ได้จูบเจิบกันเลยค่ะ กระซิก

    ธันวาหล่อมากอะ หล่อกว่าพระเอกเราอีก........
    #18,848
    0
  23. #18210 momosonoerung (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 18:00
    อย่าว่าแต่ได้กันเลย กูขอให้มันจูบกันให้ได้ก่อนเถ้อะะะ
    รออยู่ตรงจนกว่าจิถึงวันนั้น กระซิก
    #18,210
    0
  24. #18025 MookMooktapa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 13:58
    โง้ย อยากได้พี่ตุลย์~
    #18,025
    0
  25. #16738 hh_9094 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 22:11
    ลุ้นๆ ทั้งคู่สนิทกันมาก รอดูว่าจะชอบกันตอนไหน
    #16,738
    0