I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 21 : ครั้งที่ 17 สอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52,588
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,417 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 17 สอน

[หยาง]

“ตกลงมึงกับไอ้ธันเป็นแฟนกันเหรอวะ”

“แฟนพ่อมึงสิ”

“เอ้า ก็เห็นในทวิต คนรีตั้งหลายพัน” พูดจบก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดูเป็นท่าประกอบ หน้าจอปรากฏสิ่งที่ผมเห็นจนเบื่อ ไม่เบื่อได้ไง มีคนแคปมาให้ดูเป็นร้อย ขนาดไอ้หยินยังไม่เว้นเลย 'กูว่าแล้ว เพื่อนที่ไหนเขาป้อนขนมกันมุ้งมิ้ง ซื้อรองเท้าคู่ ไปรับไปส่งกันทุกวัน คอลกันตลอด กอด กัด ฟัด ขยี้ ทั้งๆ ที่อยู่คนละโรงเรียน... เวรเอ๊ย จะเอาเพื่อนตัวเองก็ไม่บอก ปล่อยให้กูมโนตั้งนาน' เธอว่างั้น... ขยี้ที่พูดถึงน่าจะเป็นขยี้ผมมั้งครับ เหอะๆ

“มึงจะไปเชื่ออะไรโซเชียล เชื่อกูนี่ กูเพื่อนมึง” ผมโยนขวดเปล่าใส่ไอ้ต้นเพื่อบอกว่า 'ดึงสติตัวเองหน่อยเพื่อน' ผมมีความสามารถว่ะ วิ่งอยู่บนลู่แท้ๆ แต่ยังสามารถขว้างขวดไปโดนตัวมันได้

“ทำร้ายร่างกายกูตลอด กูไปเล่นเวทกับไอ้เปรตดีกว่า ชิ”

หลังจากเมื่อวานที่มีรุ่นพี่ (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใคร) ทวิตข้อความลงทวิตเตอร์แนวๆ ว่าผมกับไอ้ธันเป็นแฟนกัน คนอื่นก็เข้ามาถามเรื่องนี้กับผมเยอะจนน่ารำคาญ ก็ถามอยู่นั่นแหละ แต่ละคนห่างกันแค่วิเดียวเองมั้ง นี่ขนาดว่าผมโพสต์ในเฟสแล้วนะว่า 'ผมกับไอ้ธันเป็นเพื่อนกันครับ5555' ก็ยังมีคนมาถาม...

ตือดึง

Bee Sananya : หยางคะ นี่อะไร *ส่งภาพในทวิต*

เนี่ย อีกคนละ

กูบล็อกให้หมดเลยวะ ขี้เกียจตอบ

ผมไม่ได้หยิ่งหรือโกรธนะ แค่รำคาญเฉยๆ ถ้าคุณไม่เคยต้องมานั่งตอบคำถามเดิมซ้ำๆ มากกว่ายี่สิบรอบคุณจะไม่เข้าใจความรู้สึกผมเลย มันเบื่อ เซ็ง ขี้เกียจตอบ ผมต้องก็อปข้อความ 'ไม่ได้เป็นอะไรกันครับ เป็นเพื่อนกันเฉยๆ' เอาไว้เลยนะ เวลามีคนทักมาก็กดวาง ตลกจริงๆ

“เป็นไร”

เสียงเอ่ยถามดังมาจากร่างโปร่งที่กำลังวิ่งอยู่บนลู่ข้างๆ จะใบ้ให้ว่าใคร… มันคือคนที่มีชะตากรรมเดียวกับผม เคยอ้วน มีพี่ชายสายเปย์ บอกแค่นี้ก็รู้แล้วมั้ง

“อีกแล้ว” ผมตอบก่อนจะชูหน้าจอให้อีกฝ่ายดู พอมันเห็นปุ๊บก็เบะปากทำหน้าเซ็งปั๊บ นี่แหละครับปฏิกิริยาของคนที่เข้าใจความรู้สึกผมโดยถ่องแท้ ดูจากท่าไอ้ธันก็ไม่น่าจะต่างจากผมเท่าไหร่ คงมีคนเข้ามาถามเยอะพอสมควรละมั้ง ดีไม่ดีอาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำเพราะอย่างผมก็ยังบอกได้ไม่ชัดไงว่า 'หยาง' ที่เขาเอ่ยถึงคือหยางนี้รึเปล่าเพราะไม่มีรูปยืนยันตัวตน แต่ไอ้ธันนี่สิ... มาเป็นรูปชัดเจน

“กูเข้าใจ เหอะๆ”

“แล้วนี่โรงเรียนปิดให้อ่านหนังสือ ไม่ไปอ่านอะ” ถามแล้วก็กดเพิ่มความเร็วของลู่วิ่ง ผมว่าตัวเองวิ่งเร็วแล้วนะแต่ไอ้ธันเร็วกว่าอีก เร็วแต่เสียงไม่สั่น แถมยังคุยกับผมได้ปกติ มึงจะเก่งไปแล้วมั้ง

“มึงก็เหมือนกันแหละ”

“ก็ไม่มีสมาธิอ่าน” ไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้ไม่ได้สอบวิชายาก มีแค่วิชาพื้นๆ ชิลๆ ส่วนมากมันจะไปหนักเอาวันสุดท้าย ครูกะจะฆ่าให้ตายไม่เหลือซากเลยไง โหดร้ายว่ะ จิตใจทำด้วยอะไร

“เหมือนกัน” ผมมองหน้าคู่สนทนา ภายนอกก็ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแต่ใครจะรู้ ข้างในใจมันอาจจะกำลังแย่อยู่ก็ได้... ตอนเช้าเครียดเรื่องคัทเอาท์ พอตกเย็นมาก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้อีก ถ้าเป็นผมคงเบื่อโลกสัสๆ สงสารธันว่ะ

“เครียดปะที่มีข่าวแบบนั้น”

“นิดหน่อยแต่ไม่มากหรอก ชินแล้วที่โดนล้อ กูออกจะขำด้วยซ้ำ เราเหมือนแฟนกันขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”

“คิดว่าเหมือนอยู่นะ ไม่มากก็น้อยอะ” เราใกล้ชิด หยอกล้อกันเป็นปกติไม่ได้คิดอะไร แต่คนอื่นอาจจะคิดว่าไม่ปกติก็ได้ มันอยู่ที่คนมองว่ะ ดูอย่างตอนที่ผมกัดแก้มไอ้ธันดิ พวกพี่ๆ ในฟิตเนสมองแล้วโคตรคิดแต่พวกไอ้เทรนด์ไม่เห็นว่าอะไร เข้ามารุมกัดด้วยซ้ำ

“ไร้สาระ แฟนที่ไหนไม่เคยจูบกันสักครั้ง”

“ไม่เห็นเกี่ยว เป็นเพื่อนกันก็จูบกันได้”

“แบบนั้นไม่เรียกเพื่อนแล้วมั้ง ชอบกันแต่อึนไม่รู้ตัวทั้งคู่รึเปล่า”

“ไม่รู้สิ” ผมกดหยุดเครื่องตัวเอง ก้าวขาลงไปยืนคุยกับเพื่อนสนิทที่ยังคงอยู่บนลู่วิ่งดีๆ ความจริงก็ไม่ดีเท่าไหร่หรอกเพราะผมกำลังแกล้งมันด้วยการกดเพิ่มสปีด เอาสักเจ็ดสิบห้าละกัน ระดับเสือชีตาร์ ฮะๆ

“เฮ้ย!! อย่าแกล้งดิไอ้ แฮ่ก เหี้ย!” มันด่าขณะพยายามวิ่งตามสปีด ก็ยังทันอยู่ว่ะ เหมือนเปลี่ยนจากเดินเร็วเป็นวิ่งเฉยๆ (ในระดับความเร็วสูง) เก่งไม่เบานะเราเนี่ย

“อะไรนะ ไม่ได้ยินเลย เพิ่มอีกเหรอ?” ผมแกล้งเอียงหน้าถามอย่างใสซื่อ มือก็กดเพิ่มความเร็วไปอีกสองระดับ ยาวไปยาวไป ไหวอะเปล่า baby

“หย๊างงง กูวิ่ง... แฮ่ก ไม่ทันแล้วโว้ยย”

“หือ อ๋อๆ ...เพิ่มอีก หึ” วุ๊ว แกล้งเพื่อนวันละนิดจิตแจ่มใส

“ไอ้เวรหย๊างงงง!!” หน้ามันโคตรฮา คิ้วขมวด รูจมูกขยายเหมือนหายใจไม่ทัน (อาจจะเพราะโกรธผมด้วยละมั้ง) แขนทั้งสองข้างแกว่งไปมาเร็วจนมองแล้วมีหลายข้าง ผมก็กระเซอะกระเซิงยิ่งกว่ารังนก โอ๊ย ตลกเด้อ ชอบๆ ฮะๆ

พรืด

ตุบ

“เฮ้ย O_O!” ในขณะที่ผมกำลังสนุกกับการกดเพิ่มสปีด เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อร่างโปร่งวิ่งไม่ทันเครื่อง ทำให้ไหลไปตามลู่ด้วยความเร็วสูงและกระเด็นไปในที่สุด เชี่ย!

“โอ๊ย” เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังจนคนทั้งฟิตเนสหันมามอง ผมนี่รีบวิ่งไปหาเลยครับ ไม่คิดว่าจะเร็วจนทำให้ตกจากเครื่อง แต่… คนที่ร้องไม่ใช่คีรินทร์

“ขอโทษๆ กูไม่คิดว่าจะแรงขนาดนี้”

“เออๆ มึงก็ไปแกล้งมันไอ้สัส” หนุ่มเหล็กดัดชมพูตบหัวผมฉาบใหญ่ ก่อนจะก้มลงมองร่างในอ้อมกอดตัวเอง ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ไอ้เทรนด์เดินมาตอนที่ไอ้ธันหล่นจากเครื่องพอดี ท่าอย่างสวย อย่างกับพระเอกกับนางเอกซีรี่ย์เกาหลี

“นิดหน่อยเอง เจ็บมากเปล่าวะ” คราวนี้ผมถามคนที่มุ่ยหน้าบ้าง

เพี้ยะ

“ไม่ต้องมายุ่งกับกูเลยไอ้เหี้ย...”

อีกฝ่ายขมวดคิ้ว ปัดมือผมออกไปเหมือนไม่อยากให้แตะ ดูเหมือนผมจะทำให้มันโกรธไม่ใช่น้อย งานเข้าละไง  รู้งี้หยุดแกล้งตั้งแต่ครั้งแรกที่มันด่าก็ดี อย่างน้อยๆ ก็อาจจะโดนแค่บ่น

“โอ๋เอ๋ โกรธเหรอวะ คนจริงเขาไม่โกรธอะไรง่ายๆ แบบนี้นะเว้ย มึงคนจริงรึเปล่าาาา เอ้วๆ” ผมเข้าไปใกล้กว่าเดิม ยื่นนิ้วไปจิ้มแก้มนุ่มข้างหนึ่งเป็นการหยอกล้อ เพื่อนกันไม่ต้องง้อมากหรอกครับ ทำให้อีกฝ่ายหลุดขำได้เป็นพอ

“อย่ามาแตะ”

อ้าวเวร ไม่มีทีท่าจะยิ้มเลยแฮะ

“อุ๋งอุ๋งงงงง”

“ไม่ต้องมาคุยกับกู” พูดจบก็ก้มหน้าลงซบไหล่ไอ้เทรนด์ก่อนจะยกมือกอดคอมันแน่น ถ้าคุณคิดภาพไม่ออกให้นึกถึงลูกลิงที่กอดแม่ลิง เหมือนเด๊ะ

“เอ้า เรื่องผัวเมีย ลากกูไปเกี่ยวซะงั้น”

“มึงก็ห้ามคุยกับมัน!” ตะโกนบอกทั้งๆ ที่ยังซุกหน้าอยู่ ตอนนี้คนเริ่มหันมามองเราขำๆ แล้วครับ เป็นผมก็ขำนะ ชายคนหนึ่งนั่งยองๆ ง้อชายอีกคนที่กำลังกอดชายอีกคน (?) บนพื้น มันดูแล้วมุ้งมิ้งไม่เหมือนที่ผู้ชายเขาทำกัน

...แต่น่ารักดีนะ ผมชอบ

“เล่นไรของพวกมึงวะ” ไอ้ต้นเดินมาสมทบหลังจากที่เพิ่งเล่นเวทเสร็จ ช่วงนี้มันสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังเตี้ยที่สุดในกลุ่มอยู่ดี เห็นว่าโดนไอ้เปรตล้อมากก็เลยขึ้นหรือไงนี่แหละ

“ไอ้ธันงอนกู” บอกไว้เผื่อมันอาจจะช่วยได้บ้าง ไอ้แคระมีความสามารถเรื่องทำให้คนหายโกรธนะครับ เวลามันทำอะไรผิดไม่เคยโดนแม่ด่าสักครั้งอะ มีแต่ทุบกับตี...

“เรื่องไร?”

“ก็… เรื่องธรรมดาๆ ทั่วไปอะ”

“เชี่ยหยางแกล้งไอ้ธัน มันกดสปีดลู่วิ่งเกือบร้อยอะสัส ถ้าไม่หล่นมาทับกู ไอ้ธันคงหน้าแหกไปแล้ว” เอ้าไอ้ห่าเทรนด์ กูอุตส่าห์เลี่ยงที่จะพูดไม่ให้ตัวเองดูเลว แบบนี้ไอ้แคระจะยอมช่วยกูไหมล่ะโว้ย

“โถ สมควรโดนโกรธ กูไม่ช่วยมึงนะ กูทีมไอ้ธัน” ว่าแล้วก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามทันที เออ ไอ้พวกเพื่อนไม่ดี เพื่อนมีปัญหาแล้วไม่คิดจะช่วย กูง้อเองก็ได้วะ

“จัดการผัวมึงเลยไอ้หยาง ...ไอ้อุ๋งๆ ปล่อยกูเหอะกูร้อนโว้ย” เป็นผมก็คงโวยวายแบบนี้แหละ ไอ้ธันกอดโคตรแน่น แน่นชนิดที่ว่าเส้นเลือดขึ้นข้อมืออะ มึงจะกอดแน่นอะไรขนาดน๊าน ตัวก็ไม่ใช่จะน้อยนะนั่น

“อุ๋งๆ” ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอีกครั้ง

“อย่ายุ่งกับกู”

“เฮ้ย ดีกันๆ”

“กูไม่ใช่เด็ก ไม่ต้องมาง้อแบบนี้” จ้า ไม่เด็กเลย กอดคอไอ้เทรนด์แน่นไม่ยอมปล่อยแถมยังงอนกูอีก ไม่เด็กเลย ขมวดคิ้ว ไม่มองหน้าเหมือนอยากพูดว่าโป้งก็ไม่เด็กเลยยยย

เอาแบบนี้ละกัน...

“อุ๋ง อะไรเอ่ย เป็นแท่งๆ แทงแล้วเจ็บ เวลาแทงมีน้ำด้วย” ถามคำถามกวนตีนไปเรื่อยๆ ละกัน เดี๋ยวต้องมีสักมุขแหละที่ทำให้มันหัวเราะ ไม่ต้องกลัวว่ามุขจะหมดครับ ผมมีเป็นร้อย ไม่ใช่อะไรนะ... ค้นในทวิตทั้งนั้น ฮะๆ

“...ทะลึ่ง”

“ตอบดิ”

“ง่ายฉิบหาย ค_ยไง” ไอ้เหล็กดัดไหวไหล่ตอบ พอมันทำแบบนั้นก็ส่งผลให้หัวทุยๆ ของไอ้ธันโยกไปตามไหล่ นี่มึงจงใจเปล่าวะเทรนด์ มาเป็นเวฟเชียว

“ผิด… เข็มฉีดยา”

“จัญไร” เอ้า นอกจากจะไม่ยิ้ม ไม่ขำแล้วยังหันมาชูนิ้วกลางใส่ผมอีก อะไรวะ ตอนผมทายมุขนี้กับพ่อนี่ขำกันจนน้ำหูน้ำตาไหล สงสัยไอ้ธันจะเคยได้ยินละมั้ง โด่ว ไม่เอาดิ แบบนี้ก็ยิ่งง้อยากสิวะ

“นักร้องคนไหนเป็นเจ้าของโรงเรียน” มุขนี้มึงต้องหลุดขำแน่นอน ล้านเปอร์เซ็น!

“...”

“โจ๊ก scool”

“โจ๊ก so cool ไอ้สัส ก็อปมุขเขามาก็ให้เครดิตเขาด้วย _ _” ครับอย่างที่ไอ้เทรนด์บอก แฮชแท็กดาราคนไหน ในทวิต...

“นักร้องคนไหนลามก”

“...ใคร”

“โทนี่ hee”

“มุกเลว โทนี่ผีไหมละไอ้เหี้ย” ในขณะที่คนรอบข้างยิ้มกันจนแก้มจะแตก ไอ้คนที่ผมนั่งง้อยังไม่มีท่าทีจะกระตุกมุมปากแม้แต่นิดเดียว สงสัยพูดอย่างเดียวคงไม่ได้มั้ง

“จังหวัดอะไรน่ารัก” ผมเดินไปด้านหลังไอ้เทรนด์เพื่อเผชิญหน้ากับคู่สนทนาตรงๆ เราสบตากันแต่มันก็ไม่ได้พูดอะไร ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพี่ชาย กำลังเล่นกับน้องชายที่พ่ออุ้มอยู่เลย จะว่าไปคำตอบของคำถามนี้ก็คงทำให้เหมือนเข้าไปใหญ่

“...ตรัง”

“ผิด” คิดไว้แล้วว่ามันต้องตอบผิด อย่าว่าแต่มันเลย ผมยังคิดไม่ถึงเล๊ย.... ผมคลี่ยิ้ม ยกมือปิดหน้าตัวเองก่อนจะเปิดออกมาแล้วแลบลิ้น “แบร่”

ผมว่าตัวเองทำได้ดีนะ ไม่อย่างนั้นคู่สนทนาคงไม่มีปฏิกิริยาแบบนี้หรอก

“แพร่ปะ มึงกลับไปเล่นบ้านไป๊ หึ” มือขาวดันหน้าผมให้ออกไปไกลๆ แหมๆ ทำแบบนี้ไม่อยากให้กูเห็นว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่ล่ะซี่ ไม่ทันแล้วเว้ย

“ยิ้มแล้วๆ กูถือว่าดีกันแล้วนะ” ผมทำหน้ากวนตีนเป็นท่าประกอบ กวนตีนขนาดที่ไอ้ต้นกับไอ้เทรนด์เบะปากมองบน อะไร ไม่ช่วยแล้วยังทำหน้าแบบนี้อีก เดี๋ยวพ่อตบด้วยรองเท้าวิ่ง

“วุ๊ เออๆ” ในที่สุดมันก็ยอมปล่อยไอ้เทรนด์ เมื่อเคลียร์กันแล้วพวกเราทั้งหมดก็ย้ายถิ่นฐานไปนั่งที่โซฟาข้างๆ แทน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เชี่ยเทรนด์เป็นตะคริว หามกันแทบไม่ทัน...

“ไหนมาดูดิ๊ เจ็บตรงไหนรึเปล่า?”

ผมคุกเข่าลงตรงหน้าเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่บนโซฟา เอื้อมมือไปจับข้อเท้าตรงหน้ามาดู กะว่าจะดูแผลเลยแต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นยิ้มที่ได้เห็นรองเท้าคู่ที่อีกฝ่ายใส่ ไหนบอกว่าไม่อยากได้ ซื้อมาแล้วจะเอาไปเก็บไว้ไม่เอาออกมาใช้ไง ไอ้ขี้ตู่ธันวา แล้วที่ใส่อยู่นี่เรียกว่าอะไร รกควายเหรอ?

เสียดายชะมัดที่วันนี้ผมไม่ได้ใส่คู่นั้นมา

“ควรถามกูไหมล่ะ กูเป็นคนรับมันนะเว้ย แถมยังโดนกอดจนคอจะหักอีก”

“มึงไม่เป็นไร กูรู้” ตัวถึกขนาดนี้รถสิบล้อพุ่งชนไม่รู้จะตายรึเปล่าเลย

“เหอะ เกลียดพวกที่สนใจแค่คนของตัวเอง” หนุ่มเหล็กดัดเอ่ยก่อนจะเอี้ยวหน้าไปถามคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างตัว “ไม่คิดจะถามหน่อยเหรอว่ากูเป็นอะไรไหม?”

“จำเป็น?” คู่สนทนาแสยะยิ้ม

“เชี่ยแคระ เดี๋ยวกูฟัดตายเลยว่ะ...”

“เจ็บปะ” ผมเลิกสนใจเพื่อนสนิททั้งสองแล้วก้มลงมามองข้อเท้าขาวต่อ ดูจากภายนอกก็ไม่ได้มีแผลอะไร ถือว่ามันโชคดีมากที่ตกลงมาแต่ยังโอเคอยู่ แต้มบุญสูงฉิบหาย

“ไม่อะ”

“ขอโทษนะเว้ย”

“กูก็ขอโทษที่ขว้างยางลบไปโดนตอนที่มึงฝันพอดี เหอะๆ” อื้อหือ พูดแล้วกูโคตรอาย เมื่อวานผมคงง่วงมากก็เลยเผลอหลับ ตอนแรกกะว่าแค่พักสายตาเฉยๆ แม่งเผลอหลับเฉยเลย ฝันด้วยนะ ฝันว่าไอ้ห่าธันแย่งไอติม เรื่องเป็นยังไงต่อพวกคุณคงรู้แล้ว

“กูยังแค้นมึงอยู่เลย บังอาจมาแดกไอติมของกูได้” ผมเปลี่ยนจากมือที่จับข้อเท้าไปชี้หน้ามัน

“ก็แค่ฝันปะวะ เออมึงกูมีเรื่องจะขอ”

“ว่า?”

“ก็เร็วๆ นี้กูน่าจะได้ yzf แล้วใช่ปะ” อื้อหือ เกลียดหน้ามั่นใจในตัวเองนั่นฉิบหาย น่ามันเขี้ยวอะ ดูปากดิ ยิ้มกว้างซะจนตาหยี น่าหยิกให้แก้มช้ำจริงๆ

“ก็คงงั้นมั้ง ทำไม?” ผมถามพร้อมกับลุกขึ้นไปนั่งเบียดมัน ที่จริงโซฟาใหญ่สัสๆ นั่งได้ประมาณหกเจ็ดคนแต่ที่ต้องเบียดกันเพราะวันนี้มีหมามานอนเหยียดสองตัว กลายเป็นว่าพวกผมต้องหลบให้หมานอนแล้วเบียดกันเอง ไม่หลบได้ไง นี่หมาพี่แบงค์ ดูปลอกคอมันดิ โคตรทรงอิทธิพล 'พ่อกูใหญ่ ใครจะทำไม?'

“กูก็เลยดีใจ”

“เท่านี้? ไอ้กระโปกควาย กูอุตส่าห์ตั้งใจฟัง”

“ไม่ๆ ยังไม่จบเว้ย” อีกฝ่ายยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเหมือนไม่กล้าพูด จะขออะไร ทำไมต้องทำท่าแบบนี้? “กูจะบอกว่าจะได้รถแล้ว... ก็เลยอยากให้มึงมาช่วยสอน”

“สอนอะไรวะ?”

“สอนขี่รถไง ลืมแล้วเหรอว่ากูยังขี่ไม่เป็น”

“เออว่ะ งั้นไปเลยก็ได้” เราออกกำลังกายมาตั้งแต่เก้าโมงเช้าแล้ว ถ้าออกมากกว่านี้ได้เหนื่อยจัด พรุ่งนี้ไม่มีแรงสอบแน่ อีกอย่างน่าจะใช้เวลาสอนขี่รถนานพอสมควร ขนาดผมยังใช้เวลาฝึกกับศูนย์รถตั้งนานเพราะงั้นเริ่มตั้งแต่ตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เอ๊ะหรือให้ไอ้อุ๋งๆ ไปฝึกกับศูนย์ดีวะ...

ไม่ดีกว่า ผมว่าผมน่าจะสอนง่าย เข้าใจได้พอๆ กับที่ไปเสียเงินเรียน ไม่ได้มีหลักสูตรอะไรมากมายหรอกครับ ต่างกันที่สถานที่และความปลอดภัยเท่านั้นเอง ฮะๆ

“ไปเลย? ไม่เร็วไปหน่อยเหรอวะ… น้ำหนักกูเท่าไหร่ยังไม่รู้เลย ไม่ต้องรีบหรอกมั้ง สอบเสร็จก่อนก็ได้”

“ไม่เร็วหรอก ดูจากสภาพตอนนี้มึงน่าจะถึงหกสิบสองแล้ว”

“จริงอะ อิอิ” ร่างโปร่งยิ้มกว้างก่อนจะลุกขึ้น หมุนตัวมองตัวเองหน้ากระจก… มีการเก๊กท่าหล่อด้วย นั่นๆ ขึ้นไปโพสต์ท่าบนเครื่องออกกำลังกายแล้ว บางทีมันก็ไม่มีความมั่นใจในตัวเองนะ แต่บางครั้งก็มีมากเกินจนผมงง

-  _ - นี่คือสีหน้าพวกผม

“ลองไปชั่งกันๆ” อีกฝ่ายเดินกลับมาจับมือผม กระตุกๆ ให้ไปด้วยกัน ในขณะที่มันทำท่าดี๊ด๊าสัสๆ คนโดนกระตุกมืออย่างผมกลับเอาหลังพิงพนักโซฟา มองด้วยสายตาเนือยๆ

“ไม่ต้องชั่งหรอก ยังไงก็ถึงอยู่แล้ว” ไอ้เทรนด์พูด

“เออ ดีไม่ดีอาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ดูแค่ตาก็รู้แล้วเนี่ยสัส” ไอ้ต้นกระโดดข้ามตัวพวกผมมาเพื่อตบเอวของไอ้ธัน ไอ้ธันเป็นคนที่ผอมแล้วโครงร่างกายนายแบบฉิบหาย นิ้วยาว ไหล่ไม่กว้างไม่แคบ หลังตรง แถมช่วงเอวก็เว้าแบบสวยๆ ยิ่งใส่เสื้อรัดกล้ามเนื้อแบบนี้ก็ยิ่งดูดี เฮ้ ทั้งมึงทั้งไอ้เทรนด์เลย เด็กมัธยมจำเป็นต้องหุ่นดีขนาดนี้ไหม? (หนูด้วยไหมล่ะลูก - _ - : หม่อมแม่)

“แต่กูก็อยากชั่งอะ”

“ก็ไปดิ” ผมเอ่ยแล้วหันมาเล่นโทรศัพท์ อย่าเข้าใจผิดคิดว่าคุยกับสาวครับ ผมคุยกับหยินต่างหาก

(ไอ้) น้องหยิน : พี่หยาง วันนี้หยินกลับเย็นๆ นะ จะไปซื้อหนังสือกับเพื่อน

(ไอ้) พี่หยาง : แกเนี่ยนะซื้อหนังสือ?

ดูพวกผมตั้งชื่อให้กัน บ่งบอกถึงความรักกันฉันพี่น้องที่มากเกินบรรยาย

(ไอ้) น้องหยิน : เออ หยินนี่แหละ มีปัญหารึไง กวนตีนแบบนี้อยากให้หยินบอกแม่ว่าพี่ซื้อรองเท้าใหม่?

(ไอ้) พี่หยาง : โอ๋เอ๋ พี่ก็หยอกเล่นตามภาษาพี่ชายน่ะครับ

นี่ไม่ได้กลัวแม่รู้นะเว้ย จริงๆ นะ... แค่ไม่อยากให้มันบอกก็แค่นั้นเอง

(ไอ้) น้องหยิน : เออ ให้มันรู้ซะบ้าง

(ไอ้) พี่หยาง : ครับๆ

ช่วงนี้ผมเพลาๆ เรื่องคุยกับสาวๆ ลงบ้างแล้วครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะอยากเตรียมตัวไว้และคิดได้ไงว่าอีกไม่นานก็ต้องทำตามข้อตกลงที่ไอ้ธันขอไว้ ‘คุยกับคนอื่นได้ แต่ห้ามเยอะ’ ที่จริงมันยังไม่ได้บอกแน่ชัดหรอกว่าอยากขออะไร แต่ผมมีความมั่นใจสัสๆ ว่าต้องขอเรื่องนี้

อะไร ใครบอกว่าผมทำไม่ได้?

ทำได้ดิ ไม่ได้คุยกับสาวๆ ผมก็ไม่ตายหรอก บอกแล้วไงว่าที่คุยเพราะไม่มีอะไรทำ ตอนนี้ผมมีแล้วนี่ ทั้งซ้อมหลีด เตรียมกีฬาสี ออกกำลังกาย สอบ หรือถ้าเหงาก็คุยกับเพื่อนก็ได้ แต่ความจริงตอนนี้ผมคุยกับไอ้ธันมากกว่าผู้หญิงอีก คุยโคตรเยอะ ถ้าเอาตัวหนังสือในแชทออกมาใส่หน้า word ก็คงได้ประมาณพันหน้าละมั้ง ไม่รู้คุยอะไรกันเยอะแยะ ยังไม่รวมที่โทรหากันอีก

“ไม่เอา ตรงเครื่องชั่งมีแต่สาวมีกระปู๋ กูกลัวโดนลวนลาม”

“เขาไม่ลวนลามหรอกถ้ามึงไม่อ่อย”

“ไอ้ห่า มึงนี่ไม่รู้อะไร เมื่อเช้ากูไปซื้อน้ำพี่ลินพวกพี่เขาก็เข้ามาแต๊ะอั๋ง ฮื่อ”

“แล้วจะให้กูทำไง?”

“ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ”

“ไม่เอา เหนื่อย ขี้เกียจเดิน” เคยทำอะไรมาเหนื่อยๆ แล้วได้นั่งที่สบายๆ ไหมครับ ถ้าเคย คุณจะรู้ว่ามันรู้สึกยังไง มันเอื่อยๆ ไม่อยากลุกแล้วอะ อยากอยู่กับที่

“เหอะไอ้หยาง แป๊บเดียวเอง” มันใช้มือดึงข้อมือผม เท้าก็สะกิดต้นขาผมยิกๆ เปื้อนไหมล่ะห่า ทำอะไรไม่เคยเกรงใจความ (พยายามจะ) สะอาดของกู

“อ้อนไม่น่ารักเหมือนที่กูทำเลย” ตอนผมทำนี่โคตรจะน่าเอ็นดู

“มึงอ้อนตอนไหน?”

“ก็ก่อนหน้านี้ไง ที่พื้น ที่มึงงอนอะ”

“นั่นเรียกง้อปะ ไม่ได้เรียกว่าอ้อน โถ่วววว โถ่ววววว กล้าเรียกว่าอ้อน โถ่วววววว มึงก็แค่ยิงมุขควายๆ ให้กูขำ แล้วกูก็เสือกขำ โถ่ววววว อ้อนนนน โถ่ววววว โถ่ๆๆๆๆๆ” คู่สนทนาเบะปากใส่ นิ้วเรียวดันหน้าผากผมจนติดกับกำแพง มึงหยามกูมาก… แบบนี้ต้องเจอไม้ตายลับ

“กูไม่ไปเป็นเพื่อนละ มึงไปเองเลย”

เท่านั้นแหละ...

“เฮ้ย กูไม่ได้พูด คนพูดวิ่งไปโน่นแล้ว ให้กูตามไปกระทืบมันไหม โอ้โห พูดกับหัสดินเพื่อนกูแบบนี้ได้ไงวะ เพื่อนกูอ้อนออกจะน่ารัก เนอะๆ”

อื้อหือ เปลี่ยนสีเร็วยิ่งกว่าไฟแดงที่สามแยกก็มึงนี่แหละ

สุดท้ายผมก็เป็นคนพาคีรินทร์ไปเพราะไอ้ 2T บ่นว่าอยากนอนเปื่อยอยู่ที่โซฟา ช่วงนี้ชวนไปไหนก็ไม่ไปแต่เห็นทีไรก็อยู่ด้วยกันตลอด อย่างเลว

“...น่ากลัวฉิบหาย”

คนข้างๆ พึมพำกับตัวเองเมื่อเห็นกลุ่มสาวประเภทสองที่นั่งอยู่ตรงโซฟา ความจริงสวยทั้งนั้นเลยนะแต่เสียงนี่แมนกว่าพ่อผมอีก พวกเธอชอบเข้ามาเล่นมุขจีบผมกับไอ้เทรนด์ ตลกดี เข้าใจฟีลที่สาวประเภทสองคุยกันไหมครับ มันฮา ไม่รู้ว่ะ อธิบายไม่ถูก

“ฮาดี กูชอบนะ ฮะๆ”

“รู้ว่าฮาแต่บางทีกูก็กลัวไง พวกพี่เขาชอบแอบมองตูดกูเหมือนจะเขมือบเข้าไป อ๊ะ” ร่างโปร่งสะดุ้งเฮือกเพราะสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่บั้นท้าย ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก… ผมเอง หึ

“กูไม่ได้ทำเว้ย คนทำวิ่งไปโน่นแล้ว” ผมแสร้งทำหน้าใสซื่อ ชี้นิ้วไปทางบันไดอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนพ่อคุณเขาจะไม่ชอบเท่าไหร่นะที่โดนเลียนแบบมุข ถึงได้ยกเท้ามาให้ผมดูด้วยความรัก ฮะๆ

“กวนตีน เดี๋ยวกูยันเลย”

“อ้อ... รองเท้าสวยนะเนี่ย ไหนบอกซื้อมาแล้วจะไม่ใส่ไง?” เป็นอีกครั้งที่ผมแกล้งทำหน้าใสซื่อ ก้มลงไปมองรองเท้าคู่สวยอย่างสนใจ ผมเลือกให้มันเองแหละ บังเอิญในร้านมีสองคู่ที่เหมือนกันพอดี แถมขนาดยังเท่าเท้าพวกเราเป๊ะ โชคดีสุดๆ

“ก็ไม่ได้อยากใส่หรอก แต่พอดีเมื่อวานกูเอารองเท้าที่พี่ตุลย์ซื้อให้ไปเหยียบโคลนมาไง วันนี้ก็เลยต้องจำใจใส่ของมึงมา ไม่ได้อยากใส่จริงๆ นะ”

“ตอแหลลลล”

“วุ๊ กูไปชั่งน้ำหนักละห่า” พูดแล้วก็ทำท่าจะเดินเข้าไปในวงสาวน้อย แต่มันคงลืมไปละมั้งว่าทำไมถึงชวนผมมาด้วย...

“กล้าเดินไปคนเดียวเหรอ” พูดแค่นั้นก็ย้อนกลับมาแล้วจับมือผมให้ไปด้วยกันทันที หึ คิดว่าจะแน่

“อุ๊ย สวัสดีค่ะน้องหยางน้องธัน วันนี้มาหาพี่มีอะไรรึเปล่า… คิดถึงเหรอ หรืออยากได้คนเลี้ยง พี่เปย์เราได้นะ ฮิฮิ” พี่ที่ดู่มดู๊มใหญ่ที่สุดเอ่ยหลังจากที่พวกผมก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตของพวกเธอ ถ้าให้พูดตามความรู้สึกที่นี่เป็นทั้งที่ที่น่าเข้ามาและไม่น่าเข้ามา พวกเธอหน้าตาดีก็เลยน่าเข้ามา… แต่พอมองดีๆ ก็มีกลิ่นอายบางอย่างที่บอกว่า ‘อันตราย’ เหมือนกัน ฮะๆ

“มโนอีดอก! มึงเห็นไหมว่านี่อะไร นี่เครื่องชั่งค่ะ น้องเขามาชั่งน้ำหนัก เป็นกะเทยต้องฉลาดนะคะเพื่อน ดักดานแบบนี้เอาตังที่ผ่าจิ๋มไปซื้อยาบำรุงสมองดีกว่าไหม” พี่คนที่พกสากกะเบือไว้ในกางเกงชี้ไปที่ตรงกลางวง ซึ่งมีเครื่องชั่งน้ำหนักตั้งอยู่ ผมบอกแล้วว่าฟังพวกเธอเถียงกันมันบันเทิง

“โว๊ะ กูก็รู้มะ แต่ให้กูมีความสุขกับการมโนหน่อยไม่ได้รึไงล่ะจักรพงศ์”

“ไม่ได้ค่ะเฟรนด์ ถึงเราจะหิวขนาดไหนแต่เราจะไปแทรกกลางระหว่างคนมีคู่ไม่ได้” พี่สาวอีกคนเอ่ยขึ้น จมูกเธอนี่โด่งยิ่งกว่านอด้วงเฮอร์คิวลิสอีก อย่างแรร์เหอะ นี่ทำมากี่ร้าน หมอยัดซิลิโคนให้กี่ตัน ปั้นยังไงถึงโด่งขนาดนี้ มีความสามารถใช้ได้

“ทำไมวะ แฟนน้องเขาไม่รู้หรอก เรากินกันแค่วันสองวันเนอะ น้องธันจะไม่ไปบอกแฟนใช่ไหม” พี่ดู่มดู๊มใหญ่เดินเข้ามาใกล้เจ้าของชื่อ แน่นอนว่ามันสะดุ้งแล้วรีบหัวเราะแห้งๆ ทันที ผมจะไม่มีส่วนร่วมกับบทสนทนานี้นะ ฟังคนอื่นคุยกันมันจะตาย

“โอ๊ย ชโนทัย ผัวน้องเขายืนหัวโด่อยู่นี่ไง!” พอพูดจบเธอก็ชี้มาที่…

ผมเหรอ?

“ตลก เขาเพื่อนกัน กูเห็นมาตั้งแต่เข้าฟิตเนสวันแรก” พี่ด้วงเฮอร์คิวลิสแย้ง มือเรียวเอื้อมไปบิดหน้าอกเพื่อนหนึ่งครั้งเพื่อความสะใจ เห็นแล้วนึกถึงเพลงที่ไอ้หยินชอบฟังเลย ร้องว่าอะไรนะ... อย่าบิดเต้านมนะ มันเจ็บแล้วมันเสียวนะ อ่าห์ ถ้าเธอกล้า อะ อะ อะ อะ อะ อา (BTS : blood sweat tears)

“ก็เห็นตลอดไหมล่ะว่าเขาเล่นกันยังไง เมื่อกี้ก็จะฟัดกันอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยจะผสมพันธุ์กันกลางฟิตเนส เปิดหูเปิดตาาาา มึงไปอยู่ไหนมาอีด็อคคึทง”

“ไปชั่งน้ำหนักดิ” ผมเตือนสติเพื่อนสนิทก่อนที่เรื่องจะยาวไปมากกว่านี้ พอได้ยินอย่างนั้นมันก็หันมามองหวาดๆ มือขาวจับชายเสื้อของผมลากให้เดินไปด้วยกัน จะกลัวอะไรมากมายวะ พวกพี่เขาไม่กระโดดกัดคอมึงหร๊อก อย่างมากก็แค่ลูบตูด ฮะๆ

“เห็นไหม กูบอกแล้วว่าเขามาชั่งน้ำหนัก แล้วก็… เห็นมือไหม เห็นไหม เห็นรึเปล่ารอบตัวพวกน้องมีออร่าความแฟนขนาดไหน เห็นนัยน์ตาที่อีกฝ่ายมองอีกฝ่ายไหมคะ นี่ยิ่งกว่าสายตาที่รามนรงค์มองชเยศอีกนะมึง”

“เรื่องน้องกูพอเข้าใจ… แต่รามนรงค์กับชxคืออะไร แล้วพวกมันคือใคร”

“ชเยศค่ะ ศอ ศาลา!... กูก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่อยากให้ชื่อดูไทยเท่านั้นแหละ” พี่ชโนทัยไหวไหล่ไม่สนใจ โอ๊ย มองแล้วโคตรบันเทิง ฮะๆ

จึกๆ

หือ

ในขณะที่ผมกำลังมองภาพตรงหน้าด้วยอารมณ์ขัน หัวไหล่ก็ถูกใครบางคนจิ้มให้หันไปมอง แน่นอนว่าเป็นคนที่ยืนอยู่บนเครื่องชั่ง

“ว่าไง ได้เท่าไหร่?”

“...” ไม่ตอบแต่แสยะยิ้มคืออะไรวะ… ไม่ได้แบบธรรมดาด้วยนะ ยิ้มกวนส้นตีนสัสๆ คุณลองเข้าไปในกูเกิ้ลแล้วพิมพ์คำว่า ‘แสยะยิ้ม’ คุณจะเห็นหมาชิวาว่าตัวหนึ่ง ไอ้อุ๋งๆ ทำหน้าแบบนั้นเลยครับ

“เท่าไหร่?” ผมถามซ้ำอีกรอบ

“อิอิ”

“ลีลาว่ะ ตกลงเท่าไหร่” คือรู้แล้วล่ะว่าต้องแตะ 62 แล้วแน่ๆ แต่ทำไมมันทำท่าดีใจสัสๆ แบบนี้วะ หรือจะน้อยกว่านั้น?

“ไม่ต้องบอกหรอกว่าเท่าไหร่ ไม่ต้องรู้หรอกว่าลดน้ำหนักได้ยังไง รู้ไว้แค่ว่าน้ำหนักเราเป็นที่น่าพอใจก็เพียงพอ...”

“เอาดีๆ เหี้ยธัน เดี๋ยวกูโบกด้วยเครื่องชั่ง”

“ทายยยยย” ด้วยความหมั่นไส้เสียงและท่าทีของอีกฝ่าย ผมจึงแง้มมองหน้าปัดแต่มันเสือกรู้ทัน รีบใช้ตีนตัวเองปิดตัวเลขเอาไว้… ไวนักนะมึง “คิดจะโกงเหรอสัส ไม่ได้แดกกูหรอก”

“ป๊าดดด ไม่ได้แดกอะไร๊ ดูจากสภาพน่าจะแดกกันมาหลายรอบแล้วนะ” แว่วเสียงเรไรจากรอบข้าง...

“ทายถูกแล้วได้อะไร” ผมกอดอกถาม เนื่องจากอุ๋งๆ ยืนบนเครื่อง ทำให้ความสูงของเราเกือบจะเท่ากัน มุมนี้ก็ดีนะ ผมมองเห็นไอ้ปากน่าหยิกนี่ชัดเจนเลย

“กูซื้อเครื่องออกกำลังกายให้เลยอ่ะ”

“ไม่อยากได้ เหนื่อย” ที่บ้านก็มี ถึงไม่มี ผมก็ไม่คิดจะซื้อหรอก ลำพังแค่เล่นอยู่ในฟิตเนสก็เหนื่อยจะตายแล้ว ไปต่อที่บ้านคงเหลือแค่วิญญาณ

“น้องจะสื่อว่า ‘ไม่อยากเพลียแต่อยากเลียให้เธอล้ม’ สินะมึง” เป็นอีกครั้งที่ผมแว่วเสียงเรไร บางทีก็สงสัยนะว่าเรามาชั่งน้ำหนักหรือมายืนเล่นกันให้พวกเธอวิจารณ์ พี่ด้วงนี่ลงมานั่งชันเข่าดูที่พื้นแล้วครับ บางทีพี่ก็สบายไป

“ทายๆ ถ้าทายถูกเดี๋ยวกูพาขี่รถเที่ยวเลย อิอิ” คีรินทร์ยังคงพยายามที่จะให้ผมทายต่อ

“ซ่าเหรอ ยังขี่รถไม่เป็นเลย” ผมเบะปากใส่คู่สนทนา คือไม่ใช่อะไรนะ ผมไม่มีโชคเรื่องเดาๆ ทายๆ ไง ตัวเลขอะไรนี่อย่าหวังเลย ถึงมีตัวเลขแค่สองตัวก็ทายไม่ถูกอยู่ดี

“น๊าน ซ่าได้ทุกที่ เต็มที่ได้ทุกท่า” ไอ้พวกนี้ก็มุขเยอะจริงเว๊ย

“ทายดิทายยย กูอยากอวดน้ำหนักตัวเอง” นี่ก็คะยั้นคะยอซะจนกูอยากถีบ มึงอยู่เฉยๆ ได้ไหมวะ ไม่ต้องดีด ไม่ต้องแสยะยิ้มหมาๆ

“ดูข้อเสนอก่อน ทายถูกแล้วได้อะไร”

“อยากได้อะไรล่ะโว้ย” ถึงเสียงติดจะรำคาญนิดๆ แต่ผมก็ถือว่านั่นเป็นเป็นประโยคทำนองว่า 'อยากได้อะไรล่ะเพื่อนรัก เดี๋ยวจะหามาให้'

“น่อว ศรีที่ดี มีความป๋าเปย์ผัว” พี่ครับ พอเถอะ พวกกูคุยกันไม่รู้เรื่องเลย ใช่เรื่องไหมที่ผมต้องคอยคุยกับเพื่อนแล้วก็ต้องคอยขำพี่ด้วยอ่ะ ฮะๆ ผมหยุดคิดความต้องการของตัวเอง ถ้าถามว่าอยากได้อะไร... ตอนนี้ผมไม่อยากได้สิ่งของหรอกเพราะกำลังเห่อรองเท้าใหม่ มันอิ่มเอมใจจนหัวใจอิ่มตัว (?)

อืม เอาเป็นไอ้นั่นละกัน

“ตอนปิดเทอมถ้าวาดรูปเสร็จแล้วมารอกูซ้อมหลีดหน่อยดิ กลับบ้านพร้อมกัน” ผมยื่นข้อเสนอแล้วเอามือไขว้หลัง มองหน้าธัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากให้มันไปหา... อยากเจอมั้ง

“อืมมมม เอาดิ ถ้ามึงทายถูก กูจะไปนั่งรอทุกวันเลย ย้ำว่าถ้านะ” คู่สนทนาพยักหน้าตกลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์ กระดิกเท้าที่ปิดตัวเลขไว้กวนๆ “กูให้สิทธิ์แค่สามรอบนะ เริ่มทายได้ จุดทศนิยมต้องเป๊ะ อิอิ”

ผมกำลังจะโวยวายว่า 'ตัวเลขมีเป็นล้านให้กูทายแค่สามครั้ง มึงบ้ารึเปล่า' แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นปากพี่จักรพงศ์ที่นั่งอยู่ข้างล่าง เธอกำลังขยับช้าๆ ให้ผมอ่านปากได้ชัดๆ ผมก็ลืมไปว่าตัวเองไม่มีโชคเรื่องเลขแต่มีโชคเรื่องผู้หญิง อยู่ดีๆ ก็มีพรายกระซิบซะงั้น

“มึงโหดร้ายไปรึเปล่าวะ ก็รู้นี่ว่ากูไม่มีโชคเรื่องแบบนี้” ผมแสร้งสวมบทหนุ่มน้อยผู้ไม่มีโชคให้อีกฝ่ายตายใจ ถ้าตอบไปเลยมันต้องสงสัยแน่ๆ

“กูใจดีสุดๆ ละ ให้ทายตั้งสามครั้งแลกกับการไปรอมึงซ้อมหลีดเป็นชั่วโมงเลยนะเว้ย โด่ว งานกูก็มี กีฬาสีก็ต้องเตรียม กระเทียมก็ต้องปลอก การบ้านก็ต้องลอก ผงซักฟอกก็ต้องไปซื้อ” ปิดเทอมไม่มีงานมั้ง กีฬาสีมึงก็ไม่มีทำอะไรนอกจากคัทเอาท์ กระเทียมไม่เกี่ยว การบ้านก็ไม่น่าจะเกี่ยว ผงซักฟอกก็ไม่น่าจะเกี่ยวเหมือนกัน

จะอ้างอะไรก็ช่างเถอะ หึ

“งั้นเพิ่มอีกเป็นสี่ครั้งได้ปะ” ต่อลองนิดหน่อย เพิ่มความน่าเชื่อถือว่าเราไม่ได้โกง

“เอาดิ แค่สี่ครั้งนะ ไม่เพิ่มแล้วนะเว้ย ใจดีกว่าพี่ไม่มีแล้วนะน้อง” มันยกมือขึ้นเสยผมเรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาเรไรทั้งหลายได้อย่างดี เก๊กเข้าไป๊...

“อืม ยากว่ะ งั้นกูขอทาย... 61.9”

“O_O!”

“โอ๊ะ ถูกด้วยเหรอ!” ผมแกล้งทำท่าตกใจ ทั้งๆ ที่ในใจอยากจะขำกับท่าทีเพื่อนสนิทสุดๆ อ้าปากหวอ ตาโต รูจมูกขยาย อะไรของมึง ทำไมต้องขยายรูจมูก ฮะๆ

“เฮ้ยรู้ได้ไง! แอบมองเหรอ ทำไมเป๊ะจังวะ”

“ดวงมั้งสัส ไม่เห็นเหรอว่ากูก็ตกใจที่ทายถูก” บางทีก็รู้สึกเลวนะเวลาโกหกคนอื่นแบบหน้านิ่ง แต่ช่างเถอะ โกหกแล้วผมได้ผลประโยชน์ ไว้ค่อยไปสารภาพบาปกับโถส้วมที่บ้านก็ได้

“มึงโกงปะเนี่ย”

“ไม่โกง อย่าลืมที่คุยกันไว้นะ ...พี่ๆ ผมไปก่อนนะครับ” ว่าแล้วก็เดินนำไอ้ธันไป ก่อนจะไปไม่ลืมหันไปขยิบตาขอบคุณสาวสวยทั้งหลายด้วย เสียงกรี๊ดที่ได้จากไอ้ธันก็แค่เสียงลูกอ๊อดร้อง ฟังเสียงที่ได้จากผมซะก่อน นี่คือเจ้าป่าที่แท้จริง อึ่งอางคำราม!

“ไม่จริงอะ เป็นไปไม่ได้ที่มึงจะตอบเป๊ะแบบนั้นตั้งแต่ครั้งแรก มึงเล่นของปะเนี่ย มีรักยมเหรอ” แม้จะเดินกลับมาถึงโซฟาที่ไอ้เตี้ยกับไอ้เปรตนั่งอยู่แล้ว ไอ้ธันก็ยังไม่เลิกบ่นพึมพำ ...กูไม่มีหรอกของพรรค์นั้น มีแต่พรายกระซิบ กระซิบเป็นหมู่คณะด้วย

“เป็นไปแล้ว… พวกมึงไปด้วยกันปะ” ผมหันไปถามเพื่อนสนิททั้งสอง นึกว่าทำอะไรอยู่... นอนเล่นกับลูกพี่แบงค์อยู่นี่เอง เล่นนมหมาสนุกไหมล่ะเทรนด์ เป่าไข่หมามันไหมต้น

“ไปไหน?”

“พาแมวน้ำไปฝึกขี่รถ” ไปที่สนามบอลของโรงเรียนประถมใกล้ๆ ก็แล้วกัน วันนี้ไม่มีคนเพราะโรงเรียนหยุด เป็นเด็กนี่ดีชะมัด ปิดเร็วเปิดช้า ไม่เหมือนพวกผม นอกจากปิดช้าแล้วยังจะเปิดเร็วอีก เหอะๆ

“ไม่เอาอะ ขี้เกียจ”

“ทั้งคู่เลย?”

“เออ ไม่อยากลุก”

“เวรร พวกมึงชอบทิ้งพวกกูไปอยู่ด้วยกัน นี่แอบไปเที่ยวกันบ้างรึเปล่าเนี่ย” ไอ้อุ๋งๆ ชี้หน้าหาเรื่องทั้งสอง เรื่องนี้ก็น่าคิดนะ... น่าคิดนะถ้าพวกมันไม่ได้ขี้เกียจตัวเป็นขนทั้งคู่

“เที่ยวพ่อง เอ๊ะ แต่ถึงเที่ยวจริงๆ ก็ไม่มีอะไรให้มึงอิจฉาหรอกเพราะพวกมึงตะลอนเที่ยวจนกูคิดว่าเปิดรายการ 'อ้อยอ้วนทัวร์ไทยไปไหนไปกัน' ซะอีก” กูเกลียดชื่อรายการจริงๆ

ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงสนามบอลของโรงเรียนที่ว่า อย่างที่คิด ที่นี่ไม่มีคนอยู่เลยสักคน ภารโรงก็ไม่มี นี่เขาปิดเทอมหรือปิดโรงเรียน ทำไมไม่มีใครเลยวะ มีแต่หมาแม่ลูกอ่อนกำลังกินทุเรียน... ที่นี่เขาเลี้ยงหมาแบบนี้เหรอครับ

“อืม… เริ่มจากอะไรก่อนดีวะ”

ผมเลิกสนใจเรื่องอื่นแล้วมาพุ่งเป้าไปที่เรื่องการสอนคีรินทร์ขี่รถ จะว่าสอนได้ผมก็สอนได้ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก็แค่นั้นเอง การขี่บิ๊กไบค์ไม่ยากหรอก ถ้าขาถึงพื้นและรับน้ำหนักรถได้ ซึ่งผมว่าสองข้อนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับไอ้ธันอยู่แล้ว

“มึงสอนกูได้แน่นะ”

“แน่ดิ ขึ้นไปนั่งบนรถดิ๊” พอสั่งไปแบบนั้นร่างโปร่งก็ทำตามที่บอก ท่าขึ้นนี่โคตรเท่ แต่คุ้นๆ นะเหมือนท่าที่ผมขึ้นประจำเลย สงสัยจะเห็นผมทำจนติด

อืม ถ้าเกิดมันล้มแล้วผมจะรับ (รถ) ทันไหมวะ...

“แล้วไงต่อ เฮ้ย!”

มันร้องโวยวายทันทีที่ผมขึ้นไปนั่งซ้อนข้างหลัง เพิ่งเคยลองนั่งตรงนี้ ไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าเบาะสูงมาก จากที่ผมสูงอยู่แล้วพอมาอยู่ตรงนี้กลายเป็นว่าหัวไอ้ธันอยู่ตรงหน้าอกผมพอดี รู้สึกยิ่งใหญ่ฉิบหาย แต่... ก็รู้สึกเสียวสันหลังยังไงไม่รู้ ถ้ารถล้มหัวผมฟาดพื้นตายห่าแน่นอน ไม่ต้องโทรเรียก 1669 อะ โทรจองวัดได้เลย

“ไร?”

“ซ้อนทำหอยอะไร รถล้มกูไม่รู้ด้วยนะเว้ย ตัวมึงไม่ใช่เล็กๆ นะหัสดิน!”

“ไม่ล้มหรอก กูไม่ได้หนักขนาดน๊าน ตอนมึงน้ำหนักแปดสิบกว่ากูยังเอาไหวเลย” ตอนนี้ผมหนักแค่เจ็ดสิบนิดๆ เอง โด่ว ทำเป็นรับน้ำหนักไม่ไหว

“เออๆ แล้วไงต่อ” รีบเปลี่ยนเรื่องเชียวนะมึง

“มึงไม่ต้องซิกแซกมากหรอกมั้ง ไม่ได้จะไปแข่งกับใครที่ไหนอยู่แล้ว อย่างแรกที่มึงต้องรู้คือ…” ผมบอกข้อควรปฎิบัติเบื้องต้น อธิบายเรื่องเกียร์ คลัชและเรื่องเบรคแบบย่อๆ เข้าใจง่ายให้ลูกศิษย์ใหม่แกะกล่องฟัง ดูมันจะตั้งใจมาก ผมพูดถึงเรื่องอะไร มันก็จะจับๆ คลำๆ ตรงนั้นเหมือนบอกกับตัวเองว่า 'นี่คือ... นะ'

“แค่นี้แหละ”

“อือๆ พอจะเข้าใจละ”

“ถ้าเข้าใจแล้วต่อไปก็... บิดไปเลย”

“เฮ้ย เอาจริงดิ” คราวนี้มันเอี้ยวหน้ามาหาผมทันที ไม่ได้จะแกล้งแต่ผมบอกอะไรที่ควรจะรู้ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นไอ้ธันก็สามารถบึ้นๆ บิ๊กไบค์ได้แบบสบายๆ อาจจะไม่สบายตอนเข้าโค้งหรือเบรคนิดหน่อย เป็นเรื่องธรรมดา มีผมอยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัวหร๊อก

“อือ ไม่ต้องกลัวหรอก”

“ไม่ต้องกลัวเพราะมึงช่วยได้เสมอ?”

“เปล่า ไม่ต้องกลัวหรอกเพราะตรงนี้เป็นพื้นหญ้า ข้างหน้าก็เป็นสระน้ำ ตกลงไปตรงไหนก็ไม่เจ็บมาก อย่างมากก็แค่ได้แผล ไม่ถึงต๊าย”

“ไอ้สัส ห่วงชีวิตตัวเองบ้างเถอะ... ไม่สิ มึงตายไม่เป็นไร แต่ถ้ากูทำรถเป็นรอยกูต้องตรอมใจแน่ๆ” ด่าแล้วก็จงใจเอาหัวโขกคางผมดังกึก อะไรวะ นอกจากจะไม่ห่วงเพื่อน ทำร้ายร่างกายเพื่อนแล้วยังห่วงรถมากกว่าเพื่อนอีก “กูจะเริ่มแล้วนะ”

“เออ ไม่ต้องกลัวหรอก” กูพร้อมตั้งนานแล้วเนี่ย จากที่นั่งอยู่ดีๆ ตอนนี้เหน็บแดกตูดละ บางทีผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะว่าทำไมไม่คุยกันข้างล่างให้เสร็จก่อนแล้วค่อยขึ้นรถ

“นี่ ความจริงมึงต้องลงไปไหม กูหนั๊กหนัก”

“ไม่ต้องลงหรอก เผื่อมึงสติแตกกลางคันกูจะได้ช่วยได้”

เมื่อมันเห็นว่ายังไงผมก็คงไม่ลงไปแน่ อีกฝ่ายก็เลยออกรถไปช้าๆ แล้วเริ่มทำตามที่ผมบอกทีละอย่าง ผมให้มันทำอะไรง่ายๆ ก่อนครับ อย่างการขี่ตรง กลับรถ เข้าโค้ง ตอนแรกมันทำท่าเหมือนจะไปไม่รอดแต่หลังจากที่เริ่มปรับตัวได้แล้วทุกอย่างก็ดูราบรื่น ไม่มีอะไรติดขัด

“เชรด ขี่โคตรนิ่ง เก่งนี่หว่า”

“แน่น๊อน คนมันมีพรสวรรค์ อิอิ”

“อืม… ขี่รถกลับบ้านกันไหม” ตอนนี้ฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ แล้วสิ แถมภารโรงก็เริ่มปรากฏตัวพร้อมกับส่งอวัจนภาษาด้วยสีหน้าว่า 'ออกไปจากโรงเรียนกู กูจะปิดประตูแล้วไอ้พวกเชี่ย' หน้าโหดฉิบ เข้าใจว่าต้องทำหน้าให้คนกลัวแต่บางทีก็น่ากลัวไปปะลุง หนวดเคราเฟิ้มอย่างกับอยู่แก๊งปลวกมฤตยู คู่อริแก๊งปลาทูคะนอง

“กลับแล้วเหรอ โอเคๆ”

หมับ

ผมจับแขนขาวไว้เมื่อเห็นว่ามันกำลังจะลงจากรถ ผมไม่ได้จับไว้เพราะกลัวรถล้มแล้วตัวเองจะกลิ้งตกลงไป แต่ที่จับไว้เพราะ....

“ลงทำไม มึงอ่ะขี่”

“ห้ะ พ่อมึงดิ ไม่เอา!”

“มึงนั่นแหละขี่” พ่อเคยสอนว่าถ้าอยากให้ลูกสิงโตกลายเป็นเจ้าป่าที่น่าเกรงขามก็ให้โยนมันลงเหว ถ้ามันขึ้นมาได้มันจะกลายเป็นเจ้าป่าที่ยิ่งใหญ่… การสอนเพื่อนขี่บิ๊กไบค์ก็เช่นกัน ถ้าอยากเก่งก็ให้ออกถนนใหญ่ กระตุ้นเลือดในกายบ้างเพื่อนรัก

“เฮ้ย ไม่เอา ทางกลับบ้านไกลจะตาย”

“ไกลเหี้ยไร ใกล้สัสๆ มีแค่ทางตรงด้วย” บ้านเราตรงตลอด มีแค่ตอนเข้าซอยเท่านั้นแหละที่เลี้ยว

“แต่… รถมันเยอะ กูกลัว” คนพูดเอ่ยเสียงเบาจนเกือบจะกลายเป็นกระซิบ หัวคิ้วขมวดเป็นปมนิดหน่อย ผมเข้าใจความรู้สึกตอนออกถนนครั้งแรก เอ๊ะ อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะตอนนั้นผมขับสกูปปี้ ไม่ใช่นินจาคันใหญ่อย่างไอ้ธัน เอาน่า ถือว่าลองของ

“กลัวไรวะ กูก็อยู่เนี่ย” ผมยกมือโครงหัวเพื่อนเบาๆ หวังให้คลายความเครียดลงเล็กน้อย แต่ดูท่าจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่เพราะมันยังคงทำหน้ามุ่ยอยู่

“...”

“เฮ้อ ครึ่งทางก็ได้ ถึงไฟแดงที่สองเมื่อไหร่เดี๋ยวกูขี่ต่อเอง” มันคงไม่ยอมออกรถแน่ๆ ถ้าผมให้ขี่ไปถึงบ้าน เชี่ยธันเป็นคนที่ขี้งอนแต่แมน คือท่าแม่งแมนมาก นึกภาพออกไหมครับ... ทำหน้านิ่งๆ คร่อมนินจา ขาอยู่ที่พื้นทั้งสองข้าง มือกอดอก หน้าหันไปมองด้านอื่น มึงคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกซีรี่ย์เหรอ

“พูดแล้วนะ เอาหมวกมาดิ๊” แหมะ สั่ง

“ลืมเอามา” ผมไหวไหล่ตอบกวนๆ

“เวร กูจะรอดไหม ถ้าเกิดรถล้มขึ้นมาหัวเราไม่แตกตายทั้งคู่เหรอวะ” มันหันมาตบหน้าขาของผมดังป้าบ แรงไม่แรงก็เป็นรอยมืออะ อย่างเลว...

“คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะกูมีนี่!” ผมใส่แรร์ไอเทมไว้บนหัวเพื่อนสนิท ไม่อยากจะบอกว่าของสิ่งนี้เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการขับขี่รถบนถนน การันตีคุณภาพโดยไอ้ต้น

“ดีมาก กูรู้สึกเซฟตี้สุดๆ… สุดตีนเลย เล่นเหี้ยไรของมึง ถุงพลาสติกคงปกป้องสมองกูจากพื้นคอนกรีตได้หรอก”

“อ้าว ไม่ได้เหรอ ฮะๆ”

“นี่กูต้องออกนอกถนนทั้งๆ ที่ไม่มีหมวกกันน็อคจริงเหรอ... ครั้งแรกด้วย”

“มึงก็เชื่อกูเนอะ คนบ้าอะไรขี่รถแล้วไม่พกหมวก” ผมสวมหมวกกันน็อคที่ซ่อนไว้ให้อีกฝ่าย ก่อนจะใส่ไม่ลืมที่จะตบหัวมันไปหนึ่งครั้งเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ คนบ้าอะไรจะออกจากบ้านมาโดยไม่มีอะไรป้องกันกระโหลกอันบอบบางของตัวเอง นอกจากคนไม่กลัวตาย

“สารเลว หลอกกูเหรอสัส” มือขาวยกขึ้นตีแขนผม นี่เราทำร้ายร่างกายกันมากไปไหมวะ เหมือนทอมแอนด์เจอร์รี่อะ คนหนึ่งกวนตีนบวกขี้แกลัง อีกคนก็ไม่แพ้กัน เรื่องก็เลยจบที่การแกล้งกันตลอด “แล้วมึงไม่ใส่?”

“ไม่อะ เดี๋ยวกูพูดอะไรมึงจะไม่ได้ยิน” ความจริงคือเอามาแค่อันเดียวเพราะปกติไอ้ธันไม่ใส่ไง มันทำตามที่เคยบอกจริงๆ นะครับ บอกว่าไม่ใส่ก็ไม่ใส่ทุกวัน โคตรกล้า แถมเวลาง่วงๆ ก็จะชอบนอนซบหลังผมแบบไม่เกรงใจสายตาคนทั้งถนนด้วย เพราะแบบนี้ไงเขาถึงมองว่าเราเป็นแฟนกัน

“วุ้ยยย ไม่กลัวตายเหรอน้องสาว พี่ขี่รถเร็วนะจ๊ะ”

“รถกูไหมล่ะ เดี๋ยวกูตบด้วยศอก”

ทะเลาะกันไม่นานนักเราก็ต้องรีบออกจากโรงเรียนเพราะภารโรงเดินมาไล่ถึงที่ เขายังคงคอนเซป 'กูจะไม่พูด จะบอกด้วยภาษากาย' ก็ไม่ได้อะไร๊ ก็แค่เดินมาใกล้ๆ แล้วจงใจไอเหมือนในลำคอมีกองเสมหะอยู่แปดตัน แต่เขาทำแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ เพราะมันทำให้คนขี้เกรงใจอย่างไอ้ธันยอมขี่รถออกไปได้

ความรู้สึกคนซ้อนนี่ดีชะมัด ได้รับลม ได้เห็นวิวถนนในมุมสูง แถมถ้าเมื่อยก็สามารถใช้หัวคนขับเป็นที่วางมือได้

แถ่ดๆ

อ้าว ดูท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ

แรงกระตุกของรถที่นั่งอยู่ทำให้คนขี่สะดุ้งตกใจรีบหันมามองผมทันที ผมเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว มือใหม่ต้องเคยเจอกันทุกคนนั่นแหละ ไม่ล้มก็รถกระตุก กระตุกที่ศูนย์รถยนต์หรือบ้านไม่เป็นไรหรอก… แต่นี่ไฟแดงไง สี่แยกไฟแดงที่คนเยอะบรรลัย

ผมไม่ได้ใส่หมวกด้วยสิ ถ้ารถดับตอนนี้โคตรอายเลยห่า

“ธัน กำคลัช ลดเกียร์”

“ห้ะ คลัชอยู่ตรงไหนวะ แล้วเกียร์คืออะไร” ถึงใบหน้าจะอยู่ภายใต้หมวกแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าตื่นๆ ฟังจากเสียงก็รู้แล้ว

“ใจเย็นดิอย่าเพิ่-”

บรื๋นนนนน

เหี้ยธัน นั่นคันเร่ง!!!

รถเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วจนผมต้องคว้าเอวบางไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวกันตก ขี่เร็วที่อื่นผมไม่ว่าหรอกแต่ข้างหน้าเป็นทางรถไฟ แล้วรถไฟที่ว่าก็กำลังมา! ....เฮ้ยไม่เป็นไร ถ้าขี่ด้วยความเร็วขนาดนี้ต้องผ่านทางไปได้ก่อนที่รถไฟจะมาแน่

แถ่ดๆ

...เดี๋ยว นี่มึงชะลอรถทำไม อีกสองเซนจะถึงทางรถไฟแล้วเนี่ย!

เป๊ง เป๊ง

อ้าวเวรเอ๊ย ที่กั้นจะลงมาแล้ว

“ก้ม”

ผมสั่งก่อนจะโค้งตัวไปจับแฮนด์ เป็นฝ่ายขี่เอง ผมขี่รถเร็วที่สุดเท่าที่เคยขี่มา ถ้าปล่อยให้ไอ้ธันขี่ต่อรถต้องจอดกลางทางรถไฟพอดี แถมที่กั้นยังเป็นใจที่ขังพวกเราไว้ไม่ให้ออก... หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นพวกคุณคงรู้ดี ไอ้อุ๋งๆ อาจจะไม่เป็นไรมาก แต่ผมไม่ได้ใส่หมวกไง ไม่สมองไหลก็ไส้แตกอะ

ฟู่ว

ผมชะลอรถจอดข้างทางเมื่อเห็นว่าผ่านจุดอันตรายมามากพอสมควร จะจอดใกล้ๆ ทางรถไฟก็ไม่ได้นะเดี๋ยวเขาด่าหัวเอาเพราะเราบึ้นๆ มาตอนที่เขากำลังเอาที่กั้นลงพอดี

“เชี่ย… มึงขี่รถโคตรน่ากลัว”

“มึงต่างหาก กูบอกว่าให้ใจเย็นไง โอ้โหเหี้ย บิดไปนั่น พอรถไฟมาเสือกชะลอ” พูดแล้วมือกระตุก ตบหัวมันไปป้าบใหญ่ แต่ผมก็ลืมไปว่าแม่งใส่หมวกกันน็อคอยู่ คนเจ็บก็เลยกลายเป็นกูอีกนั่นแหละ กรรม

“อ้าว ก็ตกใจอะ...” ร่างโปร่งถอดหมวกออกก่อนจะก้มหน้าซบส่วนถังน้ำมัน ไอ้ส่วนสีเขียวๆ ที่นูนขึ้นมานั่นแหละครับ “ร้อนฉิบหาย”

“อันตรายจริงๆ รอให้มึงขี่รถแข็งแล้วค่อยออกถนนดีกว่ามั้ง”

“กูบอกมึงตั้งแต่แรกแล้วเถอะแต่มึงไม่ฟัง” มันพูดทั้งๆ ที่หน้ายังฟุบอยู่ การกระทำนั้นทำให้ผมก้มลงไปมองร่างของเพื่อนสนิท ไม่รู้ว่าช่วงนี้เป็นอะไร เวลาเห็นเอวอีกฝ่ายทีไร รู้สึก...

อยากจี้ทุกที

“เฮ้ย! อะไรของ- ฮะๆ”

“ทำโทษ ที่ทำให้กูอายกลางไฟแดง แล้วก็ทำให้กูเกือบตาย” คิดแล้วอยากจะมุดหน้าลงดิน ถ้ามันขี่ไปแบบหล่อๆ ผมจะไม่ว่าเลย นี่บิดแรงจนผมตกใจเผลอทำหน้าจังไร ไม่อยากจะบอกว่าตานี่โตยิ่งกว่าไข่ห่าน สะดุ้งจนตัวโยน แถมยังกอดเอวมันอีก โคตรแต๋ว... เรียกง่ายๆ ว่าหมดหล่อ

มึงต้องรับผิดชอบ

“ไอ้ ฮ่ะๆๆ ปล๊อยยย!”

“ชู่ว เบาๆ ดิธัน”

“ก็มึง อื้ออออ ฮะๆ” เป็นอีกครั้งที่ผมมองร่างที่ปิดปากกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น คงเพราะใส่เสื้อรัดกล้ามเนื้อละมั้งที่ทำให้ผมรู้สึก...

“มันเขี้ยว” ผมเปลี่ยนมือที่จี้เอวมาเป็นกอดเอวบางแน่น อยากจะกอดให้กระดูกลั่น ทำไมต้องน่ามันเขี้ยวขนาดนี้ด้วยวะ ทั้งอยากกัด ทั้งอยากกอด ทั้งอยากฟัด มึงทำให้กูกลายเป็นโรคจิตรู้ไหม

“อื้ออ อึดอัด ปล่อยกู” คนโดนกอดพยายามใช้มือแกะพันธนาการของผม ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันคงสามารถทำให้ผมกระเด็นได้ด้วยมือเดียว แต่เดี๋ยวนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้ว

“ทำไมมึงน่ามันเขี้ยวแบบนี้วะ”

“โอ๊ยๆ หายใจไม่ออกแล้วไอ้หัวครวยยยยย” ผมรู้ว่าตัวเองควรปล่อยแต่มือทั้งสองข้างไม่ยอมทำตามที่สั่งอ่ะ กูโคตรอยากแกล้งมึงเลยธันวา

“เป็นแฟนกันก็ไม่จำเป็นต้องจอดรถอี๋อ๋อกันข้างถนนแบบนี้ก็ได้มะ กลับไปบ้านค่อยทำก็ได้รึเปล่าล่ะ ยังไงพ่อกับแม่ก็ไม่เห็นอยู่แล้ว - _ -”

เสียงใสของสาวน้อยเป็นเหมือนระฆังที่หยุดสงครามระหว่างผมกับเพื่อนสนิท มันทำให้ผมตัดใจเลิกแกล้งแล้วหันไปมองเธอแทน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ เป็นคนวงในที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก

“มาทำไรที่นี่อะ ไหนว่าจะไปซื้อการ์ตูนกับเพื่อน”

“หยินสิต้องถามพวกพี่ ว่าเป็นอะไรทำไมถึงมาจอดรถกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันหน้าร้านหนังสือแบบนี้ เห็นไหมว่าคนมองกันทั้งร้านแล้ว เหอะๆ”

“...” ทางด้านซ้ายของเราเป็นร้านหนังสือ และคนข้างในกำลังมองมาทางเราจริงๆ บางคนไม่ได้มองอย่างเดียว เขายกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วย กรรม ข่าวเก่ายังไม่ทันเงียบ ข่าวใหม่กำลังจะมาอีกแล้ว แต่โทษใครไม่ได้หรอก ความผิดผมทั้งนั้น

“โอ๊ยเหี้ย… กูอายซ้ำอายซ้อนมากี่รอบแล้ววะ”

“อายทำไมพี่ คนเขาเห็นตั้งแต่มาจอดรถแล้ว”

มึงปลอบได้ดีมากหยิน....






_______________________________________________________________________________________

เป็น 55% ที่เยอะมาก...


แข่งเสร็จแล้วโว้ยยยยย

ห้ะ อะไรนะ ถามว่าได้ที่เท่าไหร่เหรอ

= w =;;


ถามเหรอ.... ดูหน้าดิ


ถาม แกยังจะถามอีกเหรอ....

.

.

.

สงสัยความสามารถด้านนี้ของเราจะไม่ดีพอ...


ลาก่อยสายวาด เฮ่นโหล่วสายเขียน!!!

Who am I ?!!!

I'm Mommae แมวน้ำที่น้ำหนักเยอะที่สุดในมัธยมวัยใส!!!!!



ฮึฮือ ตือดึดตือดือกระบือปิ๊ดๆ

(แปล : เอ้ว เป็นผู้หญิงต้องสตรองนะจ๊ะสาววว)

-Mommae-

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อเท้าของฉันนน รู้สึกเหมือนมันเจ็บปวดดดด

อยากหาผู้มานวดดดด ขอขวดใหญ่ ใจป้ำ

...ไม่เกี่ยว



วันนี้รับเกรด จะมีคนอยู่สองประเภท...

ประเภทแรกคือคนที่ทำหน้านิ่งๆ ฉี่วิตเศร้าหมอง ออร่ารอบตัวสีดำขุ่น

แนะนำว่าอย่าเข้าไปใกล้หรือถามอะไรเกี่ยวกับเกรด...

จากการสำรวจ คนพวกนี้มักเกรดตก เราควรหลีกเลี่ยงการทำร้ายจิตใจเขา


ส่วนประเภทที่สอง เป็นพวกที่เกรดขึ้น ส่วนมากจะมีสภาพแบบนี้...


'โอ๊ะอีเหี้ย เกรดกูขึ้น!!! โอ้เย'


แบบนี้


'อะฮิ แกได้เกรดเท่าไหร่เหรอ'

หรือไม่ก็แบบนี้


'เกรดเราเหรอ เราได้นิดเดียวเองแกรรรรรรรร'

โปรดหลีกเลี่ยงการคุยกับพวกมัน...

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.417K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29964 9494 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 01:17
    ไม่ใช่เพื่อนแล้วปะคะคุนนนนนน
    #29,964
    0
  2. #29648 Pangrumm01 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 03:28
    โอ้ยยย ทำดีย์มากกค่าาา ไรท์ฝุดย๊อดดด!!!
    #29,648
    0
  3. #29647 MoRO66 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 02:57
    555555555555
    #29,647
    0
  4. #29547 pincake (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 18:33

    แต่เหนือสิ่งอื่นใดเทนด์ต้นมีเงื่อนงำ
    #29,547
    0
  5. #29218 sulasoh (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 14:00
    เมื่อไรเค้าจะชอบกันนนนน ผ่านมา20ตอนแล้วนะ!!555555555
    #29,218
    0
  6. #29204 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 02:05
    เป็นแฟนกันซักทีเถอะะะ
    #29,204
    0
  7. #29037 psunrise (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 23:40

    เพื่นอ!!!!!!!’ เนื่พอกัน อเพนื่กัน!!!

    #29,037
    0
  8. #28811 lol6104 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 23:23
    หมั่นไส้มีมที่ไรท์เอามาใส่ในแต่ละตอนมาก555555
    #28,811
    0
  9. #28704 Shipnielong (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 12:35
    สงสาร5555//หยางเริ่มชอบอุ๋งๆเเล้วใช่มั้ยล่าาา
    #28,704
    0
  10. #28611 noowi (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 20:13
    อยากกอด อยากฟัด อิ อ้. ทำเลยค่ะหยาง
    #28,611
    0
  11. #28399 Callmeyou (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:46
    555555

    อยากจะขำคำพูดอุ๋งๆ ใช่ก็เป็นพวกอึนทั้งคู่ไงงงงง รู้สึกแบบนี้ไม่ธรรมดาแล้วมั้งงงง
    #28,399
    0
  12. #28398 Callmeyou (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:45
    555555

    อยากจะขำคำพูดอุ๋งๆ ใช่ก็เป็นพวกอึนทั้งคู่ไงงงงง รู้สึกแบบนี้ไม่ธรรมดาแล้วมั้งงงง
    #28,398
    0
  13. #28373 diizzpop2107 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:30
    น่ารักทั้งคูเลยยย
    #28,373
    0
  14. #28251 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 20:38
    แหมํ555555
    #28,251
    0
  15. #27885 MaiNatkamon (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 15:40
    หมันเขี้ยวไรขนาดน้านนนนนน555555 น่ารักเว่ออ
    #27,885
    0
  16. #27822 silent★night (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 23:41
    ชอบความเป็นธรรมชาติของคู่นี้มากๆๆ😍
    #27,822
    0
  17. #27738 thieves14122 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 22:50
    เพลงบังทันจะตามมาหลอกหลอน😂
    #27,738
    0
  18. #27139 loocbomb (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 01:18

    โอ๊ยขำ555555

    #27,139
    0
  19. #25984 NEVERRRR (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 16:39
    ขำตอนเพลงบังทัน555
    #25,984
    0
  20. #25642 Yokk_04 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 09:22
    โอ้ยย เพลงบันทัน55555555
    #25,642
    0
  21. #25338 milkysmile (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 23:11
    โอ้ยยย ขำ5555😂😂😂
    #25,338
    0
  22. #25170 WayVe❤ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 17:06
    ฮาตรงblood sweat and tearsมาก อย่าบิดเต้านมนะ555 มันหลอกหลอนเราตลอดตอนฟังเพลงนี้ ขอท่ดบีทีเอส นี่หยางกะคือแอบออกอาการแล้วเด้อ อยากให้เขาไปเฝ้าอยากเจอเขา แล้วมาหมั่นเขี้ยวอยากกอดอยากฟัด หูยยยยยย มาว่ะๆๆๆ
    #25,170
    0
  23. #24943 Khrammyjang (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 21:22
    ดีต่อใจ พึ่งเคยเห็นคนเอาเพลงของบทอ.มาเข้าเสริมแถวเวอร์ชั่นแปลงด้วย5555 ขรรม อ่านไม่เบื่อเลย
    #24,943
    0
  24. #24356 หยวนเก้ออ666 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 14:33
    เวลาหยางเรียกอุ๋งๆแล้วโคตรน่ารักเลย ฮื่อออออออออออออออ
    #24,356
    0
  25. #22763 thitirat yoschart (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 17:48
    นี่กลัวตายนะ แต่ขี้เกียจใส่หมวกมากอ่ะ ออกไปข้างนอกคือไม่ใส่เลย นอกจากใส่ขี่ไปเรียนอ่ะ ปล.ตลกคู่นี้ความเพื่อนแต่การกระทำโคตรแฟน
    #22,763
    0