I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 20 : ครั้งที่ 16 เกม บทลงโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59,778
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,537 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 16 เกม บทลงโทษ

[ ธันวา ]

“ธัน ทำไมหน้ามึงดูเหมือนจะทำข้อสอบได้เลยวะ”

ไอ้แพนเกาะไหล่ถามผมหลังจากที่เดินออกมาจากห้องสอบ นี่เป็นวิชาสุดท้ายแล้วครับ ถือว่าวันนี้เป็นวันสอบวันแรกที่หนักหน่วงสัสๆ วิชาแรกคณิต วิชาที่สองเขียนโปรแกรม วิชาที่สามวิทยาศาสตร์ วิชาสุดท้ายอังกฤษ มีแต่อะไรที่ผมเกลียด ฮื่อ บุญผมคงหมดไปกับการสอบครั้งนี้แล้ว

“กูเหรอ....” จะทำได้ก็ไม่แปลกหรอก ก็ดูบทลงโทษของเกมที่ไอ้หยางคิดสิ ผมยังจำสัมผัสของอีกฝ่ายได้ดีเลย นึกถึงทีไรหน้าก็แดงทุกที

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น ได้ข่าวว่าไปติวกับไอ้หยางมา ผัวกูเก่งไหมวะ?” ไอ้ดาเกาะแขนผมอย่างออดอ้อนเพื่อหลอกถามเรื่องของสามี (มโน) ของมัน ...เก่งไหมงั้นเหรอ

“ไม่เก่งอิ้ง วิชาอื่นพอได้อยู่”

“เอ้า แล้วทำไมมึงดูทำอิ้งได้วะ”

“ก็...”

ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้

“มึงว่าตรงนี้ต้องเป็นแบบนี้เปล่าวะอุ๋งๆ” ไอ้หยางสะกิดให้ผมก้มลงไปมองหนังสือตรงหน้า ส่วนที่มันชี้มีไฮไลท์สีเขียนขีดไว้

“ไหน อ๋อ นี่น่ะเหรอ… ไม่รู้ว่ะ”

“ไอ้เหี้ย เราจะรอดไหมวะ”

“กูว่าไม่น่า...” คือมึงไม่รู้ กูก็ไม่รู้ พอความไม่รู้กับความไม่รู้มาเจอกันก็เลย บู้มมม! เกิดเป็นความโง่ดักดาน กูบอกแล๊วว บอกแล้วว่ามาติวได้แต่กูสอนมึงไม่ได้โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ อย่ามาคุยกับกูเลยครับ ทุกวันนี้รู้ว่า a an the เติมตรงไหนก็สุดยอดแล้วเพื่อนรัก

“กูว่าวิชาอื่นไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก แต่ภาษาประกิดพวกเราคงต้องหาใครมาสอนหรือไม่ก็ต้องหาอะไรมาช่วยจำ…” พอพูดจบมันก็ฟุบหน้าลงกับแขนตัวเอง ตอนนี้เรานั่งอยู่ที่พื้นห้องนอนของผม มีโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กตั้งไว้เพื่อวางหนังสือ

“ใครล่ะวะ”

“อืม พี่ตุลย์เป็นไง!”

“พี่ตุลย์น่ะเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามก่อนจะคิดตามที่คู่สนทนาเสนอ จะว่าไป เหมือนจำได้ลางๆ ว่าพี่ตุลย์จะ… “พี่เขาได้ที่หนึ่ง”

“เหยดดด ที่หนึ่งของการสอบภาษาอังกฤษในทุกๆ ครั้ง?”

“เปล่า… ที่หนึ่งของนักเรียนที่ติดศูนย์อังกฤษเยอะที่สุด แล้วก็ยังเป็นคนที่ได้คะแนนสอบอิ้งต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์โรงเรียนมึง” พี่ชายผมเรียนโรงเรียนเดียวกับไอ้หยาง ครูรุ่นเก่าไม่มีใครไม่รู้จักคณินหรอก คณินเจ้าของวลีเด็ด ‘ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ตั้งใจยังไง I ก็ไม่เข้าใจ English… don’t speak don’t talk don’t let it walk into my head ...hate ก็คือ hate เรื่องเกรดก็ว่ากันไปตามระดับสมอง’

“กูถึงว่าล่ะ ทำไมคุ้นนามสกุลมึงจัง ที่แท้ก็เพราะมีชื่อพี่ตุลย์จารึกไว้ที่หน้าอาคารภาษาที่สองนี่เอง” เจ๋งดีใช่ไหมล่ะ โรงเรียนมันจะสลักชื่อคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดกับคนที่ทำวีรกรรมไว้เยอะที่สุดไว้ที่แผ่นทองแดงหน้าอาคาร อย่างเช่นพี่ตุลย์ที่ติดศูนย์หกปี (ทั้งเทอมตั้งแต่ม.1-6) รวมกันได้ 36 ตัว ทั้งอังกฤษสนทนา พื้นฐาน และอ่านเขียน กล่าวคือ… พี่ชายกูติดทุกปี เวรกรรมจริงๆ

ถ้าคุณอยากรู้วิธีทำให้ตัวเองเป็นที่น่าจดจำก็มาถามพี่ชายผมได้ ผมว่าจะยุให้เขียนหนังสือ ‘How to ติด 0 and ร มากกว่า 30 ตัว เรื่องง่ายๆ ใครก็ทำได้ เชื่อผม ผมเรียนมา!’ แล้ววางขาย น่าจะได้เงินเยอะอยู่

“เหอะๆ แล้วของมึงออกเรื่องอะไรบ้างอะ” ไอ้หยางถามต่อ

“ครูบอกว่าบทที่ 1-3 แต่ได้ยินมาว่าส่วนมากออก passive voice” ยังถือว่าโชคดีมากที่ครูบอกแนวข้อสอบบ้าง ไม่อย่างนั้นผมคงตายคากระดาษคำตอบ ฮื่อออ ขอบคุณคุณครูที่เข้าใจพวกโผ้มมมม สาบานด้วยเกียรติเลยว่าพวกเราทั้งสายชั้นจะทำคะแนนให้ได้... ให้ได้อย่างน้อย 2 คะแนน เต็ม 60

“เชรดโด้โคตรบังเอิญ เหมือนกูเลย”

“งั้นกูว่าตอนนี้คงไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากเราจะช่วยตัวเองแล้วล่ะ”

“...เรา?”

“เออ” อ่านหนังสือเองคงไม่เข้าใจแล้วมั้ง จะให้คนอื่นสอนก็คงเป็นไปไม่ได้อีก เพราะตอนนี้ทุกคนคงจดจ่อกับหนังสือตัวเองจนไม่มีเวลามาช่วยคนอื่นหรอก เอาไงดีวะ

“จะดีเหรอวะ กูยังไม่เคยช่วยตัวเองต่อหน้าใครมาก่อนเลยนะ”

ในขณะที่ผมกำลังเครียดเรื่องจะทำยังไง ไอ้เพื่อนกวนส้นตีนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พูดขัด พร้อมกับเอามือร้อนมาวางบนขาอ่อนที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นของผม ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดเมื่อกี้หายวับไปไวยิ่งกว่าวันหยุด นิ้วกลางของผมก็ไวพอๆ กัน

“มึงไปเล่นตรงโน้นไปหยาง”

“โอ๋เอ๋ ล้อเล่น ตกลงต้องทำยังไง”

“กูเกิ้ล” นี่แหละครับ ทางช่วยที่ดีที่สุดตอนนี้ ถึงมีไอ้พี่ตุลย์ที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ก็ไม่ช่วยอะไร เราต้องถามกูรูผู้รอบรู้ อากู๋ของชาวโลก

“อ๋อ งั้นเปิดแบบเป็นคลิปนะ กูว่าเข้าใจง่าย” ผมรับคำเพื่อนสนิทด้วยการค้นหาวีดิโอที่เป็นสื่อการเรียนการสอนในยูทูป เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ผมว่าเราควรเรียน passive voice โดยด่วน ได้ยินพวกที่ไปเรียนพิเศษมามันบอกว่าออกเยอะสัสๆ ...ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่าแต่ดูไว้ก่อนละกัน

อันนี้แหละ

“หย-” ผมกำลังจะพูดว่า ‘หยาง มาดูด้วยกันดิ’ แต่ก็ต้องหยุดปากเพราะอะไรรู้ไหมครับ... เพราะมันนอนกระดิกตีนอยู่บนเตียงของผม มีการกวักมือเรียกซะด้วย

“ขึ้นมานอนๆ เข้าใจง่าย”

“ง่ายพ่อง ถ้าเผลอหลับจะทำไงวะ ลงมาดูนั่งดูดีๆ”

“ไม่หลับหร๊อก ถ้าหลับก็หลับทั้งคู่นี่แหละ เพื่อนไม่ทิ้งกัน ฮะๆ” กูซาบซึ้งใจมากหัสดิน...

สุดท้ายผมก็ยอมแพ้ความดื้อ ต้องปีนขึ้นไปนอนข้างๆ มันแล้วเอาโน๊ตบุ๊คไว้ที่หน้าท้อง ท่านี้สบายครับ ผมรู้ใครหลายคนเคยทำ แต่พ่อผมบอกว่ามันอันตรายอย่าไปทำบ่อยเพราะเราเป็นผู้ชาย ความร้อนจากโน๊ตบุ๊คอาจจะทำให้น้ำเชื้อเราตายได้ แต่พ่อก็ไม่ได้คอนเฟริ์มว่าจริงไหมนะ แค่บอกว่าได้ยินมาอีกที

‘ครับนักเรียน วันนี้เรามาเรียนเรื่อง passive voice เนอะ ไหนหนามเตยตอบครูซิว่ามันคืออะไร // ... // แหมเก่งจริงๆ ถูกต้องเลยครับ ตรบมือให้เพื่อนหน่อยสิครับเด็กๆ // แปะๆ’

“ไอ้หยาง เมื่อกี้อีเด็กหนามเตยมันตอบเบาหรือมันไม่ได้ตอบวะ?”

“กูก็ไม่ได้ยินนะ แล้วทำไมไอ้ครูแว่นถึงชมว่าเก่งวะ” คู่สนทนาจ้องหน้าจอเพื่อมองบุคคลดังกล่าวให้ชัดๆ ผมก็ทำแบบเดียวกัน ดูเขาจะไม่สนใจใครเลย เหมือนทั้งสอนทั้งตอบเองอ่ะ ตลก ฮะๆ

“นั่นดิ ฟังไปก่อนละกัน”

‘อ่า ซอยยิกทำข้อนี้ได้ไหมครับ // ...คือ // excellent!!! ถูกต้องครับผม’

เดี๋ยวครับครู excellent พ่อมึงสิ ไอ้ซอยยิกยังไม่ได้ตอบเลย แล้วชื่อมึง... ชื่อซอยยิก? พ่อแม่คิดยังไงถึงตั้งชื่อนี้ให้ เป็นเชฟแล้วได้ซอยอาหารบ่อยหรือว่าอะไร บอกทีว่าไม่ใช่อย่างที่ผมคิด

ถึงจะไม่ชอบขี้หน้าไอ้ครูนี่แต่พวกผมก็ทนนั่งดูคลิปสอนจนจบ แน่นอนว่าดูแล้วต้องได้อะไรบางอย่าง ได้จริงๆ นะ ได้เหี้ยอะไรที่ไม่ใช่ความรู้อ่ะ ตอนนี้อยากรู้มากว่าไอ้ซอยยิกดำรงชีวิตยังไง เพื่อนจะเรียกว่าอะไร แล้วมันหนักใจไหมที่บุพการีตั้งชื่อให้แบบนี้

“ตึ๊บ… กูโง่หรือเขาอธิบายไม่เข้าใจวะอุ๋งๆ”

“กูก็ไม่เข้าใจนะ สงสัยจะโง่เหมือนกัน” พูดแล้วผมก็ลุกขึ้นนั่งหาคลิปอื่น ห่าเอ๊ย กูเสียเวลาครึ่งชั่วโมงไปเพื่อพิจารณาว่าไอ้ครูนั่นมันเล่นอะไรกับเด็กของมันเหรอวะ ไร้สาระสิ้นดี โอ๊ะ เอาคลิปนี้ไหม มาดามมดเป็นคนสอน... อย่าเลยเดี๋ยวผมจะติดสำเนียงและใบหน้าของเธอตอนที่ไปนั่งสอบ

“เอางี้ เรามาทำอะไรที่กระตุ้นต่อมความอยากเรียนรู้ดีกว่า”

“?” ผมหันไปมองหน้าคนที่ยังนอนอยู่ที่เดิม มันกำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ มือใหญ่ลูบหมอนอย่างเบามือ... เกลียดความเสี่ยกับอีหนูนี้

“เล่นเกมกัน”

“ถ้าตอบผิดก็ต้องโดนลงโทษ”

“...”

“เล่นไหม”

“ถ้ามันจะทำให้กูจำได้… กูเล่น”

“หึ”

“เปลี่ยนประโยค Ton read a book ให้เป็น passive” ร่างสูงเอ่ยถามด้วยสีหน้ายียวน มือก็ลูบอยู่ที่เรียวขาของผมเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าถ้าตอบผิดจะโดนอะไร อันนี้ง่ายนะแต่แบบ... บางทีผมก็ไม่มั่นใจว่ามันต้องตอบว่าอะไร ฉิบหายละ

“A...A book read by Ton”

“is ไปไหน หึ”

“อ๊ะ หยาง” ผมหลับตาปี๋ ยกมือขึ้นไปบีบแขนเพื่อนสนิทไม่ให้ทำอะไรไปมากกว่านั้น สิ่งที่ผมรับรู้ตอนนี้มีแค่ความเจ็บ นี่มึงคิดว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับใครไอ้เหี้ยหยาง...

“ตามึง”

“เปลี่ยน They have built  a new hotel ให้เป็นประโยค passive voice... อย่าพลาดนะเว้ย ไม่อย่างนั้นมึงโดนกูแน่ หึ” เขาว่ากันว่าการขู่สามารถทำให้คู่ต่อสู้เขวได้

“ดูระดับด้วยครับเพื่อนรัก กูไม่ได้อ่อนแบบมึงนะเออ คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!... A new hotel have been built by them”

น๊าน กูบอกแล้วว่าอย่าพลาด หึ

“have พ่อมึงสิ has ต่างหาก นี่แหนะ!” ผมเปลี่ยนเป็นฝ่ายกระทำบ้าง เราสลับกันเป็นฝ่ายกระทำกับฝ่ายถูกกระทำมานานแล้วครับ นานจนผมเจ็บไปทั้งตัวแล้วเนี่ย

“อึก…”

“หึ” แหมๆ ทำหน้าซะเจ็บเชียว เหอะ ไม่ว่ามึงจะอึดขนาดไหนแต่ถ้าทำเป็นเวลานานแบบนี้ก็ต้องมีล้ากันบ้าง เสร็จกู กูรอเวลานี้มานานละ

“มึงทำเจ็บไปปะ เมื่อกี้กูทำเบาๆ เองนะ”

“อย่ามาว่ะ เมื่อกี้มึงแรงกว่ากูอีก”

“ไม่จริง นี่ตัวกู ทำไมกูจะไม่รู้ว่าตัวเองออกแรงไปเยอะขนาดไหน”

“เอ๊ะไอ้นี่ โอ๊ย!! ไอ้เชี่ยหยางกูเจ็บนะเว้ย” ผมร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ดีๆ อีกฝ่ายก็ทำ ‘แบบนั้น’ อีกครั้งโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว เฮ้ย ไหนตกลงกันว่าต้องแพ้ก่อนไงถึงจะถูกลงโทษ

“หึ โอ๊ยธัน!” เป็นมันบ้างที่ร้องเสียงดัง เป็นไงล่ะมึง เข้าใจความรู้สึกกูรึยัง

“ไม่รู้ไม่ชี้ มึงทำกูก่อนเอง”

“จะเอาใช่ไหม...”

หลังจากนั้นในห้องก็เกิดสงครามขนาดย่อมขึ้น ไม่มีใครยอมใครและไม่มีทีท่าว่าจะจบลง จนกระทั่งเป็นฝ่ายผมที่ทนไม่ไหวเพราะร่างกายไม่สามารถรับความเจ็บปวดนี้ได้แล้ว… เป็นใครก็ทนไม่ไหวทั้งนั้นแหละ

โดนดีดยางใส่ขาอ่อนเลยนะคุณ

“มึงดีดยางใส่ขากัน… เหรอ?”

“เออ” ว่าพลางลูบขาตัวเองเบาๆ ภายใต้กางเกงนักเรียน ขาอ่อนของผมเต็มไปด้วยรอยแดงเป็นเส้นจากการกระทำของไอ้เพื่อนชั่ว แดงน่ากลัวสุดๆ เห็นแล้วสงสารตัวเองเลย

“ถ้ากูได้อยู่กับหยางสองคนคงไม่ทำอะไรแบบนี้ กูจะดีดอย่างอื่นด้วย ให้ดีดกูด้วยจะได้เท่าเทียม อิอิ”

“ดึง… ดึงสติมึงซะไอ้ดา มึงมีแฟนแล้วและไอ้หยางก็คงไม่ชอบผู้หญิงแบบมึง สเปคมันเป็นแบบกูเว้ย”

“เอ้า ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ชอบมึงนิ เขาชอบแค่รูปลักษณ์ภายนอกหรอก ถ้าได้ลองรู้จักกับกู หยางอาจจะติดใจก็ได้”

“กูโทรฟ้องแฟนมึงแน่” ไอ้มิวยกโทรศัพท์ให้ดูหน้าจอที่ขึ้นว่ากำลังโทรออกไปหาบุคคลหนึ่ง นั่นแฟนไอ้ดาด้าครับ ถามว่าหล่อไหม… ไม่อะ หน้าตากระโหล่งโป๊งมาก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเรียนอยู่ที่เทคนิค ไม่รู้ว่าไปปิ๊งกันได้ยังไง รู้ตัวอีกทีเพื่อนผมก็หลงเขาไปซะแล้ว

ไอ้ดาเป็นคนสวยที่ไม่เคยคบกับผู้ชายหล่อ งงไหมครับ มันจะชมตัวผู้หน้าตาดีตลอดแต่เอาเข้าจริงนางก็ชอบคนนิสัยลุยๆ เป็นการเป็นงานและเป็นคนดีมากกว่าพวกหล่อแค่เปลือกแต่ทำมาหาแดกไม่ได้

“อ๊ายยย กูแค่หยอกนิดหยอกหน่อย ไม่ได้จริงจังอะไรสักหน๊อย” เสียงสู๊งเชียวนะมึ๊ง ถ้าได้ก็ดีละซี่

“เหอะๆ”

“แล้วนี่พวกมึงไปไหนต่อปะ”

“กูไปฟิตเนส” วันนี้พวกไอ้ต้นก็มาด้วย

“ยังจะไปอีกเหรอวะ ผอมขนาดนี้”

“ไปดิ”

“เพื่ออะไรวะ กูว่าตอนนี้น้ำหนักมึงน่าจะถึงเป้าที่เราตั้งไว้แล้วนะธัน” พูดแล้วก็เดินมาลูบๆ คลำๆ แถวเอว บอกตามตรงผมก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้น้ำหนักตัวเองเท่าไหร่

“กูสมัครรายปีไว้ ถ้าไม่ไปก็เสียดายเงินแย่ดิวะ”

“ตังพี่ตุลย์ เสียดายทำไม”

“ดา มึงนี่แม่ง… เออ แล้วพวกมึงจะไปด้วยไหม”

“พ่อง เพิ่งสอบเสร็จใครเขาจะไปมีแรงออกกำลังกายแบบมึง กูจะกลับไปนอนเอาแรงพรุ่งนี้โว้ย” ช่วงสอบโรงเรียนผมจะหยุดวันเว้นวัน วันนี้สอบ พรุ่งนี้หยุด เขาให้ไปอ่านหนังสือเตรียมความพร้อมตัวเองครับ ซึ่งเชื่อผมสิว่าไม่มีใครเอาเวลาไปอ่านหนังสือหรอก ไม่นอนก็เล่นเกมละว้า

“แล้วแต่ละกัน แล้วพวกมึงล่ะไปด้วยกันรึเปล่า?” ผมเอี้ยวหน้าไปถามมิวกับแพน

“กูขอผ่านว่ะ”

“แต่กูไป กำลังอยากไปส่องหนุ่มพอดี”

“กูจะฟ้องพี่ไกด์”

“โถ๊ะ พี่ไกด์ไม่ด่าหรอก เขารู้ว่ากูเล่นๆ เขาเป็นแฟนที่ดี อิอิ”

“- _ -”

“แล้วนี่ไอ้หยางมารับเหมือนเดิม?”

“อือ มันยังเรียนไม่เสร็จเลยตอนนี้ เลิกตั้งบ่ายสาม” ผมเอ่ยขณะเอนหลังพิงกำแพง เราออกมาจากห้องสอบเป็นกลุ่มแรกๆ ตอนนี้หน้าห้องเลยไม่ค่อยมีคน

“พวกมึงๆ ข้อ 1 ตอบอะไรกันวะ”

“กูตอบ 2.6”

“แต่กูตอบ 3 ว่ะ”

...กูว่าแล้วว่าต้องมีบทสนทนาแบบนี้

ผมเท้าคางมองสี่สาวตรงหน้า พนันเลยว่าทุกห้องต้องมีคนจำพวกนี้อยู่ไม่มากก็น้อย ส่วนมากจะเป็นระดับหัวกะทิที่มีมันสมองอันชาญฉลาด พวกมันจะมายืนจับกลุ่มแลกเปลี่ยนคำตอบกัน ถ้าคำตอบตรงกันผมก็แฮปปี้ แต่ถ้าไม่… ผมจะห่อเหี่ยวมาก

เหมือนตอนนี้ไง

ข้อ 1 ไม่ได้ตอบแอฟริกาเหรอวะ… แม่งเอ๊ย

“มึงว่าไงนะ ไอ้หยางเลิกบ่ายสาม?”

“อือฮึ”

“ไอ้บ้า นี่เพิ่งบ่ายสอง มึงจะรอมันตั้งหนึ่งชั่วโมงเลยเหรอธันวา”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูนั่งวาดรูปรอตอนนี้กำลังมีอารมณ์” พอดีทำข้อสอบเสร็จก่อนเวลาผมก็เลยใช้เวลาที่เหลือเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงเรือนเพาะชำของโรงเรียน วันก่อนเพิ่งเดินผ่านเห็นต้นเมล่อนขึ้นเป็นเกลียวสวยดีเหมาะกับการวาดรูปมั่กๆ

“ไปวาดที่ฟิตเนสก็ได้ กูอยากไปนั่งส่องผู้เร็วๆ”

“ไม่เอาอะ ไม่มีอะไรให้วาด มีแต่กล้าม” กล้ามคนในยิมเหมือนนักกีฬาเพาะกายระดับโอลิมปิก บางทีผมก็กลัวนะตอนที่พวกพี่เขาทาน้ำมันเหี้ยอะไรที่ทำให้ผิวเลื่อมอะ บรื๋ออ ขออย่าให้เชี่ยเทรนด์เล่นกล้ามจนเป็นแบบนั้นเลย

“งั้นเดี๋ยวพวกกูรอเป็นเพื่อน หยางมาแล้วค่อยไปพร้อมกัน กูอยากลองอยู่ในวงล้อมของนินจา เวสป้าแล้วก็ซูเมอร์เอ็กซ์มานานละ” นินจาไอ้หยาง เวสป้าไอ้ต้น ซูเมอร์เอ็กซ์ไอ้เทรนด์จัดว่าดังพอสมควรในหมู่สาวๆ จังหวัดนี้ คือหน้าตาดีก็ชนะเลิศ นี่มีออพชั่นเสริมเป็นรถอีก วุ๊ว

“เอาดิ”

“เออ ได้ข่าวว่ามีสาวมาจีบเหรอวะ”

“กูก็ได้ยินคนอื่นเขาพูดมาเหมือนกัน เด็กม.4 สีเราปะ” สงสัยว่ะ ทำไมคนอื่นถึงรู้เรื่องส่วนตัวผมได้วะ แล้วไอ้ ‘คนอื่นเขา’ แสดงว่าไม่ใช่แค่กลุ่มคนเล็กๆ ใช่ไหม

“อือ”

“เชรดโด้ เอาเรื่องว่ะ”

“แล้วเป็นไงอะ มึงคบกับน้องยัง”

“ไม่ได้คบ แล้วน้องก็เลิกจีบกูแล้วด้วย” เป็นอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ น้องเบื่อเร็วมาก ช่วงแรกนี่เอาขนมมาให้ถึงห้องเรียน ส่งข้อความมาหาทุกวัน แต่พอผมไม่เล่นด้วยเจ้าตัวก็เริ่มไม่ค่อยตื๊อ สุดท้ายก็หายไปจากวงจรชีวิตผมเลย “เห็นว่าไปคบกับเด็กสาธิตมั้ง”

“เอ้า”

“ช่างเถอะ กูไม่ได้สนใจ”

“งั้นไปโรงอาหารกัน เดี๋ยวกูเลี้ยงไอศกรีมปลอบใจ”

“กูไม่ได้โดนหักอก” พวกมึงจะกอดคอปลอบกูทำไมเนี่ย เมื่อกี้ฟังอยู่รึเปล่า กูบอกว่าน้องเข้ามาจีบกูโว้ย

“ก็คล้ายๆ กันแหละ ปะ ไปแดกกันดีกว่าหมู่เฮา”

“ไอ้แพน ไอ้มิว ไอ้ดา พวกมึงจะไปไหน”

เสียงเย็นของใครบางคนมาพร้อมกับเงาดำข้างหลัง พอหันไปมองก็พบร่างเพรียวของใครบางคนที่น่ากลัวยิ่งกว่าผี ขอบตาดำสนิทยิ่งกว่าถ่าน หัวกระเซอะกระเซิง เสื้อยับยู่ยี่ ...สยองสัส

“ไปแดกไอติม / แดกติม”

“มีอะไรรึเปล่าอิม?”

“ลืมแล้วเหรอว่าหลังสอบเสร็จ ผอ.เรียกประชุมคณะกรรมการห้องทุกคน แล้วมึงก็เป็นหนึ่งในนั้น” ประธานสีชี้นิ้วไปที่เพลงพิณเพื่อนรักของผม

“ไอ้แพนเป็นแต่กูกับไอ้ดาไม่ได้เป็นนี่ อยุู่เพื่อ?”

“มึงนัดน้องที่ลงบาสไว้ไม่ใช่เหรอไอ้มิว”

“ส่วนมึงไอ้ดา ครูเรียกไปคุยเรื่องความประพฤติ ได้ข่าวว่าเมื่อวันก่อนไปเที่ยวกลางคืนกับแฟนแล้วครูไปเห็นเหรอ โถ น่าสงสาร โดนหักคะแนนความประพฤติแน่” เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของผีเดินได้ ไอ้สามตัวที่ยืนอยู่ก็มีสีหน้าและท่าทีที่เปลี่ยนไป แบบไหนน่ะเหรอ แบบนี้ไง...

“...เผ่นล่ะจ้า!”

วิ่งหนีไงครับ วิ่งแบบติดเกียร์จนกระโปรงถกขึ้นมาถึงเข่าด้วย โอ้โห ใครก็ได้บอกกูทีว่าที่นี่คือโรงเรียนหญิง ทำไมใต้กระโปรงถึงมีกางเกงบอลทุกคนเลยวะ ในมโนของผู้ชายทั่วไปพวกมึงต้องใส่สเตย์ลายลูกไม้อะไรอย่างนี้สิ นี่อะไร พร้อมโกยทุกเมื่อ

“เฮ้ย! ไอ้ที่นั่งอยู่อะ ช่วยกูจับพวกมันหน่อย”

“ไม่เอาอะ เหนื่อย...”

“...จับเองเลยเพื่อน”

“กูขอสั่งพวกมึงในฐานะประธานสี จับไอ้แพน ไอ้มิวแล้วก็ไอ้ดาเดี๋ยวนี้!! ไม่อย่างนั้นกูจะตัดงบค่าขนมช่วงปิดเทอมของทุกฝ่าย!!”

พรึบ!

อื้อหือ

รู้ไหมครับหลังจากจบประโยคนั้นเกิดอะไรขึ้น… ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่พวกที่นั่งอยู่รอบๆ กรูเข้ามารุมเพื่อนทั้งสามของผมเหมือนชาวบ้านตะครุบกบ ช่างน่าสงสารและอนาถในคราเดียวกัน

“อ๊ากก เหี้ย ไอ้ธันช่วยพวกกูด้วยยยยย!!!”

“ธันเพื่อนรัก ช่วยพวกกูหน่อยยย!”

“เอ่อ...”

“อย่าสะเออะ ไปใช้ชีวิตสงบสุขของมึงซะไอ้ธัน ไม่งั้น… กูยังมีหน้าที่เลขาเหลืออยู่นะ สนใจไหม”

“...โชคดีเพื่อนๆ” จากที่ตอนแรกกะจะเข้าไปช่วย พอเจอคำขู่ที่ทรงอานุภาพผมถึงกับตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่า ‘สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม’ ขอโทษนะเว้ย กูโคตรรักพวกมึงเลย… แต่เรื่องเลขานี่ขอบาย ให้ไปไกล่เกลี่ยเคลียร์ปัญหากับคนอื่นมันไม่ใช่แนวกูจริงๆ ว่ะ

หลังจบเรื่องวุ่นวายและล่ำลาสหายเสร็จผมก็เดินไปที่เรือนเพาะชำทันที ที่นี่เป็นสถานที่เปิด ใครจะเข้าก็ได้แต่ต้องเดินไปบอกครูเกษตรก่อน ผมเพิ่งเดินไปบอกครูเมื่อกี้เอง เข้าไปในห้องพักครูก็เจอเขากำลังนั่งตัดเล็บเท้าเลย ท่าโคตรแอดวานซ์

13:12 น.

โห เหลือเวลาอีกตั้งเยอะ

“ธันวา”

“ครับ?” ผมเอี้ยวหน้าไปมองต้นเสียง ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอคือใคร ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแน่ม.1 ทำไมผมจะจำเสียงไม่ได้ นี่ครูศรี หนึ่งในครูทัศนศิลป์โรงเรียนผมเองครับ

“ครูคิดว่าจะไม่ใช่ซะแล้ว ได้ยินคนอื่นเขาพูดกันว่าผอมลงแต่ครูก็เพิ่งได้เห็นตัวจริง”

“ฮะๆ”

“แหม ผอมแล้วหล่อเชียว”

“ไม่หรอกครับ” อยากจะพูดว่า ‘ครูก็ว่าไป๊ ผมหล่อตั้งนานแล้วเถอะ’ นะ ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นครู การคุยกับผู้ใหญ่ยากชะมัด อยากจะพูดอะไรก็ต้องเกรงใจ ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าถ้าพูดไปแล้วจะเป็นยังไง เพราะแบบนี้ไงผมถึงชอบคุยกับเด็กหรือไม่ก็คนรุ่นเดียวกันมากกว่า

“ทำไมช่วงนี้ไม่ไปซ้อมเลยล่ะ”

“หือ ซ้อมอะไรครับครู” ผมเลิกคิ้วสงสัยขณะวางกระเป๋าหิ้วของตัวเองไว้ข้างกระถางต้นไม้ ซ้อมอะไรวะ ผมมั่นใจนะว่าตัวเองไม่มีซ้อมอะไร ซ้อมตายตอนรับเกรดเหรอ?

“อ้าว ซ้อมศิลปหัตถกรรมไง ครูยังไม่ได้บอกเธอเหรอ”

ห้ะ...

“เอ่อ เรื่องอะไรเหรอครับ”

“ตายแล้ว ลืมบอกจริงๆ ด้วย ...บอกตอนนี้เลยละกัน แข่งวันที่ยี่สิบ เริ่มซ้อมอาทิตย์หน้า ใช้สีน้ำ หัวข้อยังไม่รู้แต่ครูว่าน่าจะเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ได้ยินวงในเขาว่ากันมาแบบนี้”

ประโยคที่ได้ยินทำให้ผมยืนตัวแข็งทื่อ สมองเบลอชั่วขณะเพราะคำถามที่พุ่งเข้ามาในหัว ...นี่ผมตกลงแข่งกับครูตอนไหนวะ ตอนแรกผมก็คิดไว้แล้วล่ะว่าครูจะต้องลากตัวไปแข่งแต่คิดว่าจะมาขอกันก่อน ก็เลยรอที่จะปฏิเสธอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่คิดว่าครูศรีจะส่งชื่อไปโดยไม่ถามกันก่อนสักคำ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงไม่มีปัญหาเพราะปิดเทอมว่างมาก แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมมีงานที่ต้องรับผิดชอบ งานใหญ่ซะด้วยสิ

“ผม…” ถึงจะอึดอัดที่ต้องพูดแต่ผมก็พยายามสรรหาคำที่สุภาพและรักษาน้ำใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผมต้องทำคัทเอาท์ให้สีตัวเองอะครับ กลัวว่าจะไปซ้อมไม่ได้ แล้วก็ไม่คิดว่าน่าจะไปแข่งได้ด้วยครูหาคนอื่นดีกว่าไหมครับ”

“ไม่ได้ ครูส่งชื่อไปแล้ว”

“...”

“เธอก็หาเวลามาซ้อมละกัน แบ่งเวลาให้เป็น โตแล้ว” จบประโยคคู่สนทนาก็เดินจากไปโดยไม่หันมามองอีก ผมมองตามแผ่นหลังจนลับตา ริมฝีปากหนักอึ้ง ความจริงครูศรีเธอใจดีแต่ค่อนข้างที่จะ… ยังไงล่ะ อธิบายไม่ถูก เอาแต่ใจนิดหน่อย หัวดื้อ ไม่ฟังใคร

“เชี่ยเอ๊ย”

เมื่อห้าเดือนก่อนผมรอเวลาที่จะปฏิเสธเพราะถ้าเข้าไปบอกว่า ‘ครูครับ ผมไม่แข่งนะ’ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เอ่ยอะไรมันจะดูอวดดีและมั่นใจว่าตัวเองจะได้ลงแข่งมากไปใช่ไหมล่ะ ผมถึงได้รอ รอ รอวันแล้ววันเล่าครูก็ไม่เห็นจะมาบอกอะไร ผมก็เลยคิดว่าครูไม่เอาผมลงแข่ง

แล้วทีนี้จะทำยังไงดีวะ...

โอ๊ย ปวดหัว

ผมสะพายกระเป๋าแล้วเดินออกมาจากเรือนเพาะชำ ไม่วงไม่วาดแล้ว หมดอารมณ์

“เฮ้อ”

ผมถอนหายใจเป็นพักๆ ขณะเดินไปเรื่อย ตัดสินใจแล้วว่าเดินไปหาไอ้หยาง โรงเรียนเราไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ค่อยมีคนเดินไปหรอก อากาศมันร้อน แต่เหตุผลที่ผมเลือกเดิน... ก็ว่ากันตามตรงคงเป็นเพราะผมกำลังเครียด ถ้านั่งอยู่เฉยๆ ผมต้องฟุ้งซ่านแน่ คิดเยอะมันจะยิ่งทำให้จิตตก

ไม่รู้เพราะเหม่อหรือระยะทางไม่ได้ห่างกันมากจริง พอเงยหน้ามามองอีกทีผมถึงมาอยู่หน้าโรงเรียนชายประจำจังหวัดแล้ว

Thanwa : หยาง มึงสอบห้องไหนวะ

ผมเลือกที่จะทักไปทางแชทเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะสอบอยู่รึเปล่า เกิดโทรหาแล้วเพลงดังขึ้นมางี้โคตรซวย เดี๋ยวสิ ถ้าเกิดไอ้หยางลืมปิดเสียง ที่ผมทักแชทไปเมื่อกี้แม่งก็ดัง ‘ตือดึง’ อยู่ดีรึเปล่าวะ...

Yang : 425 ทำไม?

ตอบแฮะ แสดงว่าไม่ได้สอบอยู่ โชคดีของมึง

Thanwa : เดี๋ยวไปหา ตอนนี้กูอยู่หน้าโรงเรียนแล้ว

Yang : อ้าว ทำไมมาก่อนอะไหนบอกจะรอที่โรงเรียน

Thanwa : มีเรื่องนิดหน่อย

Yang : งั้นมาเลย

ผมเดินหาห้องที่ร่างสูงบอกอย่างไม่กลัวหลง ที่นี่ก็คล้ายๆ กับโรงเรียนผม เรียกชื่อห้องเรียนตามลำดับอาคาร ชั้นและห้อง จะว่าไป เด็กหน้าตาดีเยอะชะมัด ที่เยอะกว่านั้นคือจำนวนนักเรียนชาย เชี่ย อยากเข้ามาอยู่โรงเรียนชายล้วนแบบนี้บ้างว่ะ ไม่น่ากรอกใบสมัครผิดโรงเรียนเลย ไอ้ธันวา ไอ้ควาย...

“อ้าว นั่นไอ้ธันไม่ใช่เหรอ”

ฮ็อตกว่าแดดเมืองไทยก็กูนี่แหละ

“ไอ้เจ” จำมันได้ไหมครับ ไอ้เพื่อนตอนป.6 ของผม ที่ตอนนี้เป็นประธานสีของไอ้หยาง แล้วถ้าจำไม่ผิดก็คงอยู่ห้องเดียวกันด้วยละมั้ง

“มาทำไรวะ”

“มาหาไอ้หยาง”

“กูว่าแล๊วว ตัวติดกันเป็นรักยมเลยนะพวกมึงเนี่ย แล้วนี่สอบเสร็จแล้ว?” จบประโยคอีกฝ่ายก็ยื่นน้ำเต้าหู้มาให้ผมถือพร้อมกับเพยิดหน้าว่าให้ดื่ม มึงกล้าแดกน้ำแบบนี้ตอนสอบได้ไงวะ กูทำไม่ได้นะ แดกแล้วขี้ตลอด… ดีนะที่ตอนนี้สอบเสร็จแล้ว

“อือฮึ”

“ไปๆ ไปกับกูเลย กูกำลังจะขึ้นห้องพอดี” ว่าแล้วไอ้เจก็กอดคอพาผมให้เดินไปด้วยกัน แบบนี้เรียกว่าในความโชคร้ายก็ไม่ร้ายที่สุดสินะ “ข้อสอบโรงเรียนมึงเป็นไงบ้างวะ ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าโหดจริง”

“มันเหี้ยมาก…” โรงเรียนนี้สวยชะมัด เรียบๆ เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็มีอะไรอะ แต่ละห้องเหมือนประชันความสวยกัน ห้องนี้มีม่านทอง ห้องข้างๆ มีกรอบรูปทอง ป้ายชื่อห้องขอบเงิน สาบานว่านักเรียนซื้อมาตกแต่งห้องด้วยตัวเอง พวกมึงทุ่มไปไหม

ดูโรงเรียนกูนี่ ครูสั่งให้ตกแต่งห้อง สิ่งที่เราเอามาตกแต่งคือโฟมยางการ์ตูนหน้าโง่ ดอกไม้กระดาษ แต่งทับด้วยไอ้เทปทองๆ วิ๊บวั๊บๆ จบปิ๊ง สวยแล้ว....

“โถะ น่าสงสาร ไม่เหมือนโรงเรียนกู… ยากเหมือนกัน ฮื่อออ”

เอ้าเหี้ย มึงจะพูดเหมือนดีทำด๋อยอะไร

“ไอ้หยาง กูเอาเด็กหลงทางมาส่ง”

เพื่อนร่วมทางผลักหลังผมให้เข้าไปหาร่างสูงที่นั่งอยู่บนม้านั่งหน้าห้องสอบ พอไอ้เจพูดจบคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ก็หันมามอง ไม่ใช่น้อยๆ ทั้งแถบอะ รู้สึกเขินนิดๆ ที่เข้ามาในถิ่นน้ำเงินชมพูทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นกรมท่าขาว… คนเดียวด้วยไงประเด็น คือชุดนักเรียนเหมือนกันก็จริงแต่ไอ้เข็มโรงเรียนที่กลัดอยู่ตรงอกนี่โคตรจะต่าง แถมตัวย่อโรงเรียนก็เด่นหลาจนผมอยากจะเอามือกุมหน้าอกไว้

“มึงไม่-”

หมับ

อะ

ในขณะที่ผมกำลังจะกล่าวประโยคอะไรสักอย่าง คนที่ผมถ่อมาหาก็ลุกขึ้นพร้อมกับลากให้ไปด้วยกัน อะไร กูเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ จะให้กูเดินอีกแล้วเหรอวะ

“ไอ้หยาง เล่นไรเนี่ย กู-”

“ชู่ว สอบอยู่ อย่าทำตัวเด่นเดี๋ยวคนอื่นเสียสมาธิ” กูรู้แล้วว่าคนอื่นเขาสอบกันอยู่ เพราะรู้ไงถึงได้จะถามว่าจะพากูไปไหน ผู้ชายสองคนเดินจับมือกันนี่ไม่เด่นเลยมั้ง ครูคุมสอบไม่มองกูเลยมั้ง ไอ้นักเรียนที่นั่งสอบอยู่ไม่ส่งสายตาล้อเลียนมาเลยมั้ง กูไม่รู้จักพวกมึงนะเว้ยยยย ให้เกียรติความไม่รู้จักของเราบ้างดิวะ!

ถึงจะอยากโวยวายแต่สุดท้ายก็ทำได้แค่บ่นอุบอิบแล้วตามอีกฝ่ายไป จนในที่สุดก็มาหยุดที่ห้องริมสุดที่ไม่ได้ใช้สอบ

“พากูมาที่นี่ทำไมวะ” ผมเอ่ยถามหลังจากที่มันปล่อยมือแล้ว

“เป็นไร”

“อะไร ใครเป็นอะไร”

“มึงอะเป็นอะไร”

“มึงสิเป็นอะไร อยู่ๆ ก็ลากกูมา” นี่สงครามประสาทรึเปล่า มีแต่คำว่าอะไร

“ก็มึงทักมาในเฟสว่า ‘มีเรื่องนิดหน่อย’ ...กูรู้ว่าคงไม่ใช่เรื่องที่มึงอยากให้คนอื่นรู้ ก็เลยลากมาที่นี่”

อ่อ เรื่องนี้เอง...

ผมเงียบเพื่อพิจารณาว่าจะบอกดีไหม คุณก็รู้ว่าไอ้หยางรักเพื่อนสัสๆ ขนาดแค่น้องจินเคยด่าผม มันยังโกรธเลย ถ้าผมพูดเรื่องแข่งไปมันจะเดือดขนาดไหน

“ตกลงว่าเป็นอะไร หรือใครทำอะไร?”

คู่สนทนากดไหล่ผมให้นั่งลงที่เก้าอี้ เรานั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีโต๊ะกั้นเอาไว้ ความรู้สึกเหมือนคุณนั่งเรียนอยู่แล้วเพื่อนที่นั่งข้างหน้าหันเก้าอี้มาคุยด้วย ดูท่าแล้ว… บอกไปไม่น่าจะใช่ทางเลือกที่ดี เพราะถ้าไอ้หยางรู้ มันจะต้องโกรธ พอมันโกรธก็จะไม่มีสมาธิกับการสอบ ...เนอะ

“เปล่าหรอก กูแค่เครียดนิดหน่อยเพราะน้ำหนักเพิ่มมาหนึ่งโล ต้องเป็นเพราะเค้กที่มึงให้กูแดกแน่เลย ไอ้เลว กูบอกแล้วว่าไม่แดก” ผมยกมือขึ้นปิดหน้าเหมือนจะร้องไห้ สั่นไหล่สองสามครั้งให้เหมือนสะอื้น เคยอ่านหนังสือจิตวิทยา เขาบอกว่าถ้าทำให้คำโกหกของเราเป็นเรื่องตลกจะสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ฟังมากขึ้น ผมเคยลองทำแบบนี้มาหลายครั้ง ผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจพอสมควร

“ตลก อย่ามาโกหกกู”

แต่...

สงสัยการโกหกไอ้เพื่อนคนนี้จะไม่รวมอยู่ในผลลัพธ์ที่น่าพอใจของผม... หลังจากที่นิ่งไปพักใหญ่ผมก็ฟุบหน้าลงกับแขนตัวเองอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ก็คิดไว้แล้วว่าทฤษฎีที่เคยอ่านมาคงใช้ไม่ได้กับเพื่อนที่รู้ใจกันดี

“ไม่อยากเล่าเหรอ”

“…อยากเล่าแต่ไม่อยากให้มึงรู้”

“กวนตีน?” มันเอ่ยขณะเอื้อมมือมาถักเปียให้ผมอย่างเบามือ แปลกไหม เมื่อก่อนผมไม่ชอบให้คนอื่นเล่นหัวแต่เดี๋ยวนี้ชักชิน เพราะด่ายังไงไอ้หยางก็ไม่ฟัง

“ฮะๆ” ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อเพราะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างของเพื่อนสนิท “ไม่ต้องเป็นห่วงนะ กูโอเค เรื่องแค่ขี้มด อย่าสนใจเลย”

“อือ จะทำเป็นเชื่อละกัน”

“กูเกลียดคำนี้ชะมัด” แม่งดูเหมือนผมโกหกไม่เก่งเอามากๆ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ถึงจะไม่ได้ทำบ่อยแต่ผมโกหกเก่งมากนะเว้ย ...เก่งกับทุกคนยกเว้นกับมัน

“ไม่ต้องบอกกูก็ได้ว่าเป็นอะไร แต่อยากให้รู้ไว้… กูรู้ว่ามึงไม่โอเค”

“อือ กูไม่โอเค... ”

“...”

“อยากจะแยกร่างได้สักสิบร่าง” ผมลุกขึ้นนั่งดีๆ ยกมือขึ้นปัดเปียมั่วๆ บนหัวออก ถ้ามีสักสิบร่างผมจะเอาแปดร่างไปทำคัทเอาท์ หนึ่งร่างไปวาดรูป และอีกหนึ่งร่างไปดูไอ้หยางซ้อมหลีด ไม่สิ… ผมจะทำทุกอย่างเลยทั้งออกกำลังกาย ไปเที่ยว เรียน เล่น คงจะดีถ้าทำได้จริงๆ

“ไม่เอาอะ มีคนเดียวก็พอแล้ว ถ้ามีมึงหลายคนเวลาเราจะไปไหนมาไหนกันกูก็ต้องให้มึงเกาะคอขึ้นไปสิบคนเหรอ อนาถเกินไปไหม”

“โง่” ผมแกล้งด่าหน้าจริงจังก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา “แถวบ้านไม่มีนวัตกรรมที่เรียกว่ารถพ่วงข้างเหรอ”

“เวร ให้นินจาต่อพ่วงข้างเนี่ยนะ ฮะๆ”

ฟังแล้วเราก็หัวเราะทั้งคู่ แต่เมื่อจบเสียงหัวเราะทั้งผมและมันก็มองหน้ากันนิ่งๆ โดยที่ไม่มีใครเอ่ยอะไร ไม่รู้ว่าทำไมมันไม่ยอมพูด แต่สำหรับผม ที่เงียบเพราะไม่มีอะไรจะพูด ไม่รู้จะพูดอะไรด้วย

“เครียดเรื่องคัทเอาท์อีกแล้วเหรอ”

“...อือ” ผมส่งเสียงตอบรับในลำคอ หลุบตาลงต่ำมองนิ้วมือตัวเอง อยู่ในสถานะที่ต้องปิดบังอะไรสักอย่างมันอึดอัดอย่างนี้นี่เอง

“บอกแล้วไงว่ามันจะออกมาดี”

“ก็เพื่อนแม่งชอบให้เติมโน่นนี่ตลอด จากที่ตอนแรกมีรายละเอียดนิดเดียว ตอนนี้แม่งเพิ่มมาจากเดิมประมาณล้านเท่าแล้ว” นี่เป็นความจริง เอาจริงๆ คัทเอาท์ก็มีส่วนทำให้ผมเครียดครึ่งหนึ่งเหมือนกัน หลิงแม่งเรื่องมาก อยากเพิ่มนั่น อยากได้นี่แล้วบังเอิ๊ญ ความคิดเธอดันไปตรงใจเพื่อนเกือบทั้งสี ก็เลยต้องเพิ่มสิ่งพวกนั้นเข้ามาในงาน

แม่งเยอะเกินว่ะ… พวกผมไม่ใช่นักวาดมืออาชีพที่อยู่กับผ้าใบขนาดหลายสิบเมตรมาทั้งชีวิตไง

“ใครเป็นคนบอกให้เพิ่ม เขาเป็นเจ้านายเหรอ ทำห่าอะไรไม่คิดถึงจิตใจคนวาด ถ้าไม่ชอบมึงก็ขัดบ้างดิวะธันจะไปยอมทำไม”

อ้าวกรรม ลืมคิดไปว่าเรื่องนี้ก็ทำให้ไอ้หยางโกรธได้เหมือนกัน

“ก็กูเป็นฝ่ายวาด อีกอย่างภาพที่เพิ่มมาก็เป็นความเห็นจากสตาฟเกือบทั้งหมด ประชาธิปไตยไง” ผมเอ่ยเสียงอ่อน เลื่อนนิ้วไปจิ้มหลังมือของเพื่อนสนิทเบาๆ ให้มันรู้ว่า ‘กูไม่อยากให้มึงโกรธนะ’

“แล้วเถียงไม่ได้เหรอ เขาเป็นใครวิเศษมาจากไหน แล้วมึงเป็นใครทำไมไม่มีสิทธิออกเสียงบ้าง” เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยไหมหัสดิน เสียงข้างมากอะไอ้หรรม

“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก”

“ถ้าไม่เป็นไรจริงๆ มึงจะทำหน้าเครียดทำไม”

“กูเครียดไปอย่างนั้นแหละ กลับกันเถอะนี่ใกล้เวลาสอบแล้วมั้ง” พอไม่เห็นลางที่จะเถียงชนะ ผมจึงตัดบทดื้อๆ เถียงไปก็เปลืองน้ำลาย เปลืองสมองคิดคำด่า เปลืองเวลาอ่านหนังสือ (ของมัน)

“ไม่ใกล้ เหลืออีกตั้งครึ่งชั่วโมง”

“วุ๊ ไปเหอะขี้เกียจคุยเรื่องนี้แล้ว” ผมจัดการจูงมือ ลากร่างสูงให้เดินกลับไปทางเดิม ตลอดทางมันก็บ่นอุบอิบ ‘อย่าให้รู้นะว่าใคร’ ‘อยากได้ห่าอะไรไม่คิดถึงใจคนอื่น นิสัยเสีย’ คือ… ก็ขำ แล้วก็ชอบด้วย มันดูน่ารักดีตอนที่มันบ่นเรื่องของผม

“วี๊ววว ไปไหนกันมา ทำไมกลับมาแล้วเดินจับมือกระหนุงกระหนิง”

“มึงไปดูซิว่าพวกมันเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วรึยัง ไม่ใช่ทิ้งคราบอะไรไว้นะโว้ยยย”

“ฮั่นเนาะ ทำอะไรไม่เกรงใจสถานที่ นี่โรงเรียนนะครับ” เสียงแซวไม่ดังมากของไอ้ 2T และเพื่อนๆ ทำให้ผมยืนเท้าสะเอวมองเซ็งๆ เข้าใจว่าสภาพเรามันน่าแซว แต่ตอนนี้เขากำลังสอบกันอยู่ ที่นี่เลยเงี๊ยบเงียบ พอพวกมันพูดปุ๊บคนอื่นก็เลยได้ยินหมดแม้จะพูดเบาๆ ก็ตาม

“เหอะ”

“น๊าน ไม่ปฏิเสธด้วย” กูคงปฏิเสธให้พวกมึงล้อมากกว่าเดิมหรอกควายเผือก

ผมกดไหล่ให้ไอ้หยางนั่งลงที่พื้นข้างกัน ที่ที่เรานั่งติดกำแพงห้องทำให้สะดวกต่อการพิง ตอนนี้ผมเมื่อยหลังอยากพิงมาก โอ๊ย อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เหนื่อย ต้องเป็นเพราะเถียงกับเชี่ยหยางแน่เลย

“ไม่แนะนำหน่อยอะ พวกกูยังไม่รู้จักธันเลย” หนุ่มแว่นคนหนึ่งส่งสายตาล้อเลียน

“ไม่รู้จักจะรู้ชื่อได้ไง”

“เอ้า กวนตีนว่ะไอ้หยาง ตกลงจะแนะนำไหม”

“นี่ไอ้ธันเพื่อนสนิทกู ธัน นี่ไอ้…” แล้วมันก็ไล่ไปทีละคน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่คนสองคน… ทั้งห้องครับ มึงครับ พูดไปก็เท่านั้น กูจำไม่ได้หรอก ที่จำได้มีแค่ไอ้ต้น ไอ้เทรนด์ ไอ้เจเท่านั้นแหละ ที่เหลือเรียกตามสิ่งที่เห็นละกัน กางเกงโหลดต่ำคุง เด๋อคุง ผมหน้าม้าคุง เหอะๆ

“นี่ไอ้อุ๋งๆ มึงรู้ปะว่าตัวเองป๊อปในโรงเรียนกู”

“กู?” ผมเลิกคิ้วถามไอ้ต้น ดังในโรงเรียนตัวเองยังพอเข้าใจแต่ดังในโรงเรียนอื่นนี่สิ ดังได้ไงแล้วดังเพราะอะไร หน้าตาเหรอหรือว่าอย่างอื่น ตัวกูไม่ได้หล่อขนาดนั้นมั้ง

“เออ มึงนั่นแหละ”

“แต่ที่นี่โรงเรียนชายเกือบล้วน บอกให้กูชื่นใจซิว่าคนที่มาชอบกูเป็นสาวน้อยน่ารัก ฮะๆ” ผมพูดติดตลกทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าต้องมีแต่ผู้หญิงมาชอบ

“แบบนั้นก็มีนะ... แต่เท่าที่กูเห็นมา คิดว่าสุภาพบุรุษน่าจะเยอะกว่าสุภาพสตรี”

คำตอบที่ได้ยินทำเอาผมหัวเราะไม่ออก ไม่ได้รังเกียจแต่แอบตกใจ เพราะผมไม่เคยมีประสบการณ์โดนผู้ชายชอบ แบบ… เชี่ย แปลกใหม่ ตกใจ อธิไบ (บาย) ไม่ถูก

“พวกมันเมายางลบเหรอ ถึงได้สนใจกู”

“ไม่รู้ว่ะ ฮะๆ” ไอ้เทรนด์ทำท่าคิดก่อนจะพูดต่อ เหล็กชมพูมึงนี่สะท้อนแสงวิ๊บวั๊บเลยนะ เออ มันเปลี่ยนเหล็กทุกเดือนนะครับแต่ก็ใส่สีเดิมทุกเดือนเหมือนกัน ไม่ต้องล้อว่าไม่เปลี่ยนเด้อ “แต่กูคิดว่าน่าจะเป็นเพราะมึงตรงสเปคพวกมันละมั้ง อีกอย่างมึงก็อยู่กับไอ้หยางบ่อยๆ”

“อยู่กับไอ้หยางบ่อยแล้วเกี่ยวอะไรวะ”

“ก็เชี่ยหยางไม่ค่อยชอบควงคนเดิมๆ พอคนอื่นเห็นมึงกับไอ้หยางไปไหนมาไหนด้วยกันเกือบทุกวันก็เลยคิดว่ามึงต้องมีอะไรดีให้มันติดใจละมั้ง”

“ไร้สาระ” ถึงว่าล่ะทำไมตอนที่ไอ้หยางจับมือผมถึงมีแต่คนมองล้อๆ ไม่ใช่ว่าทั้งโรงเรียนนี้เขาคิดว่าเรากุ๊กกิ๊กกันหมดแล้วนะ ถึงจะไม่อยากมีแฟนแต่ผมก็ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดนะโว้ย กูอยากอยู่แบบสันโดษไม่มีใครมามองด้วยสายตาแปลกๆ ไม่เข้าใจเหรอชาวโลก “แล้วทำไมถึงมองว่าควงกัน ทำไมไม่มองว่ากูเป็นเพื่อนมัน?”

“อันนี้ก็ไม่รู้ว่ะ”

“เพราะนั่นปะ”

“?”

“เคมีพวกมึงเข้ากันอะ” ห้ะ

“คือไรวะ”

“เอ้า ก็แบบความเข้ากันไรงี้”

“แสดงว่ากูกับไอ้เทรนด์ ไอ้ต้นดูไม่เข้ากันเหรอ หรือว่ายังไง?” ไม่เข้าใจความต่างว่ะ ถ้าวัดจริงๆ ผมอยู่กับไอ้พวกนั้นพอๆ กับไอ้หยางเลยนะ เพียงแค่เวลาเดินทางผมจะซ้อนมันคนเดียว แค่นั้นจริงๆ

“ไม่ใช่โว้ย”

“พอเหอะ ไอ้เหี้ยนี่มันไม่ประสีประสาเรื่องนี้” ไอ้เปรตยกมือห้ามเป็นนัยให้คนอื่นเลิกคุยเรื่องนี้ เสร็จแล้วก็หันมาส่ายหน้าพึมพำกับตัวเองว่า ‘โถ ไอ้หนู’ เหี้ยไรของมึงเนี่ย

“แล้วอย่างนี้กูต้องทำไงให้พวกเขาเลิกคิดอย่างนั้นวะ”

“เรื่องควงน่ะเหรอ”

“เออ”

“ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องซีเรียซด้วย ขี้ปากคนแป๊บเดียวเดี๋ยวแม่งก็ลืมกันแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มมาพร้อมกับแรงลูบหัวผมเบาๆ ไม่ต้องบอกมั้งว่าเป็นใคร จะใครล่ะถ้าไม่ใช่อีกคนที่เป็นหนึ่งในหัวข้อการสนทนา

“จะลืมได้ไง เราอยู่ด้วยกันเกือบตลอด”

“อืม… งั้นห่างกันสักพักไหม เผื่ออะไรมันจะดีขึ้น”

“ไม่ต้องมาโทโมะไอ้จัญไร” ผมผลักไหล่ไอ้ห่าที่กำลังเก๊กท่าให้เหมือนโทโมะในเอ็มวีห่างกันสักพัก แหม่ ก็อยากจะต่อบทหวายอยู่หรอกแต่ไม่มีอารมณ์

“ฮะๆ นั่นแหละ ไม่ต้องไปสนใจหรอกเพราะยังไงก็ไม่ใช่ความจริงสักหน่อย”

“เออๆ”

“ง่วงว่ะ เหลืออีกตั้งเยอะ” จบประโยคอีกฝ่ายก็ล้มตัวนอน เอาหัวหนุนตักผม เป็นเรื่องธรรมดา… เป็นเรื่องธรรมดาที่จะโดนล้อ

“กูมีหมอนนะเว้ยย อย่าไปเบียดเบียนธันวาเล๊ย” ไอ้ต้นยกหมอนขึ้นมาให้ดู สภาพนั้น... บอกเลยว่าใช้คำว่าหมอนได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ ส่วนตัวผมคิดว่ามันเหมือนผ้าเช็ดตีนที่เอามาม้วนๆ ให้มันดูใหญ่

“ไอ้นี่ ไม่รู้อะไร… การได้นอนหนุนตักแฟน ต่อให้หมอนราคาเป็นแสนก็สู้ไม่ได้หรอกเว้ย”

เฮ้อ

“ร้อนว่ะ” ไอ้หยางพูดเบาๆ ก่อนจะพลิกนอนตะแคงข้างหันมาทางพุงผม ทำไมบรรยากาศถึงเหมือนพวกหนังไทยย้อนยุคเลยวะ ตอนที่คุณหลวงอยากออเซาะเมียแล้วมีพยานรู้เห็นเป็นบ่าวในเรือน ที่พร้อมจะเสือกทุกเว...

“ที่บ่นว่าร้อนเพราะอยากนอนหนุนตัก ที่บ่นว่ารักเพราะอยากจะทักว่า ‘สักยกไหม?’”

โอ๊ย พอเห๊อะ…

“จะนอนเหรอ” ผมสะกิดไหล่ถามไอ้คนที่กำลังจะเคลิ้มหลับ ตอนแรกคิดว่ามันอยากนอนเล่นเฉยๆ แต่ดูท่าทางการผ่อนแรงแล้วคงไม่ใช่

“อือ ปลุกด้วยนะ”

“เอ้าเหี้ย ไหนบอกจะติวให้พวกกูไง” พวกที่เหลือโวยวาย คนอื่นไม่เท่าไหร่เชี่ยต้นนี่แกนนำเลย ได้ข่าวว่าถึงไม่อ่านหนังสือมึงกับคู่หูก็สามารถผ่านได้แบบชิลๆ เพราะพลังการมั่วเก่ง กูก็อยากมีโมเมนต์มั่วถูกข้อบ้าง ทุกวันนี้มั่วทีไรผิดทุกที มั่วสิบข้อผิดสิบข้อ เก๋สัสๆ

“ให้ไอ้ธันติวให้ดิ แม่งเก่งเรื่องนี้ หาว” เฮ้ย อะไรของมึง มาโบ้ยหน้าที่ให้กูแล้วก็ชิ่งหลับ พวกมึงสอบวิชาอะไรกูยังไม่รู้เลย

“มึงจะติวให้พวกกูปะอุ๋งๆ” หนุ่มหล่อเหล็กดัดกอดแขนผม กระพริบตาปริบๆ เป็นเชิงบอกว่า ‘นะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ’ กูจะบอกว่าน่ารักดีไหม ในเมื่อเห็นแล้วขนแขนแสตนอัพ…

“มึงจะไม่ช่วยพวกกูหน่อยเหรอธันวา มึงจำได้ไหม กูช่วยมึงลดน้ำหนักนะเว้ยย” ไอ้ต้นเข้ามาเสริม…

“เพื่อนธันนน เราพานายมาส่งถึงห้องเลยนะ นายจะลืมบุญคุณนี้เหรออออ” ไอ้เจก็มา...

“ไหนเอาหนังสือมาดูดิ๊” สุดท้ายผมก็ยอมแพ้ไอ้ลูกอ้อนสุดน่าขนลุกของทั้งสามคน กูยังไม่รู้เลยว่าพวกมึงสอบอะไรกัน ถ้าเป็นวิชาพวกคำนวณนี่ขอบาย อิ้งด้วย โอ๊ะ… พูดถึงอิ้งแล้วมือกระตุก อยากตบหัวไอ้คนที่นอนอยู่จริงๆ

“นี่ๆ” ไหนดูซิ...

“ทัศนศิลป์?” คิดว่าวิชาอะไร นี่พวกมึงเครียดกับข้อสอบวิชานี้เหรอ ผมไม่เคยเครียดเลยนะเพราะที่โรงเรียนผมออกง่ายม๊าก ไม่ได้ง่ายแบบไม่มีสาระนะ ที่ง่ายเพราะออกตามหนังสือเป๊ะ เรียงกันด้วย แม่งเป็นวิชาเดียวที่โรงเรียนเห็นใจพวกเรา

“เออดิ ถ้าตกต้องแก้ด้วยการวาดรูปครูที่สอนให้เหมือนที่สุด ห้ามจ้างวาดด้วยนะ ต้องไปวาดให้ครูดูในห้อง”

“โหดสัส… เขาได้บอกไหมว่าจะออกตรงไหน” โรงเรียนนี้แปลกชะมัด เรื่องที่ควรโหดกลับไม่โหด ส่วนเรื่องที่ไม่ควรโหดกลับโหดซะงั้น

“บอก บอกว่านอกจากสารบัญ คำนำ หน้าปกแล้วที่เหลือออกหมด” ถึงจะไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยคุยด้วย… แต่ผมรู้เลยว่าครูคนนี้กวนตีนไม่น้อย

“งั้นเดี๋ยวอ่านสรุปให้ก็แล้วกัน”

โชคดีของพวกมันที่หนังสือเรียนเราเหมือนกัน แถมเมื่อเช้าไอ้มิวก็เพิ่งให้ยืมสรุปวิชานี้มาอ่าน แอบเปิดดูแล้วว่าสรุปง่ายๆ แต่เข้าใจใจความสำคัญ นี่สรุปของท็อปเชียวนะ ไม่ได้คะแนนดีให้มันรู้ไปสิ

“เย่ มึงคือเทวดาของพวกกูไอ้อุ๋งๆ สัญญาว่าจะหาของกินมาเซ่น”

เหล่าผู้คนที่นั่งล้อมตัวผมอยู่ต่างทำตาประกายวิบวับ ยกมือขึ้นซูฮกอย่างพร้อมเพรียง กูสงสัย… ดังขนาดนี้ทำไมครูไม่ด่าวะ ยังมีการยิ้มขำๆ ด้วย ใจดีเกิ๊น

“ตื่นมาฟังแป๊บนึงหยาง” ผมสะกิดมันเบาๆ คือไม่อยากให้มันหลับแบบเปล่าประโยชน์ ดูจากท่าแล้วไอ้ห่านี่ก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกันมั้ง

“อืม... ฟังอยู่”

พอได้ยินอย่างนั้นผมจึงเริ่มอ่านสรุปให้เพื่อนทุกคนฟัง ขณะฟังพวกมันมีสีหน้าบรรลุธรรมทุกตัว ปากพึมพำตลอดว่า 'ซูฮกท่านนักปราบ ท่านพระโพธิสัตว์ผู้มาโปรดพวกกู' ความจริงพวกมึงควรไปซูฮกคนที่เขียนมากกว่า อ่านง่ายฉิบ กระชับเข้าใจด้วย อ่านแค่ครั้งเดียวผมก็จำได้เลย

“นักเรียนเข้าห้องสอบได้แล้วค่ะ”

เสียงครูคุมสอบเหมือนเป็นเสียงจากนรกของนักเรียน พวกมันคลานเข้าไปในห้องทีละคนด้วยท่าทางไม่อยากสอบแบบสุดๆ แต่ก็แอบแฝงไปด้วยความมั่นใจนิดๆ

“อื้ออออ”

“จะรอดไหมมึงอะ” ผมถามเพื่อนสนิทที่กำลังบิดขี้เกียจ ตอนบ่ายบรรยากาศน่านอนขนาดไหนใครๆ ก็รู้ พอมาบวกกับการที่เพิ่งตื่นและสอบวิชาทัศนศิลป์แล้ว ยิ่งทำให้น่านอนเข้าไปอีก ไม่ใช่ว่าเผลอหลับคาโต๊ะนะมึง

“ร๊อด...”

“เออ งั้นสู้ๆ ละกัน”

“แหม๊ อยากมีใครสักคนมาให้กำลังใจถึงหน้าห้องสอบแบบนี้จริงจริ๊ง” ขนาดเข้าไปในห้องสอบแล้วยังมีการโผล่หน้าออกมาแซวได้อีกนะพวกเชี่ย

ไม่นานหลังจากนั้นไอ้อ้อยก็เดินด๊อกแด๊กเข้าห้องสอบไป ครูใจดีสัสๆ เธอบอกให้ผมนั่งรอที่หน้าห้องได้ ถ้าเป็นครูโรงเรียนผมนะ คุณจะไม่มีสิทธิเหยียบย่างเข้ามาในเขตโรงเรียนเลยถ้าคุณเป็นนักเรียนโรงเรียนอื่นและวันนั้นเป็นวันสอบ

หือ

Pan Sp : พวกกูอยู่ฟิตเนสแล้วน้าาา มึงอยู่ไหน *ส่งรูปผู้ชายกำลังเล่นเวท*

แพน… รูปประโยคแบบนี้มึงควรส่งรูปตัวเองกำลังวิ่งบนลู่หรืออะไรก็ได้ที่เป็นการบ่งบอกว่าอยู่ที่นั่นสิ

Thanwa : พวกกูคือ??  

Pan Sp : กู ไอ้มิว ไอ้ดา

Thanwa : เอ้า ได้ไงวะ ไหนตอนแรกพวกมันบอกว่าจะไม่ไป

Pan Sp : ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว มันอยากมาเปิดหูปิดตา

Thanwa : เออดีๆ

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ เหมือนผมลืมเรื่องสำคัญไป

Thanwa : ทำไมพวกมึงไปอยู่ที่นั่นได้ ไม่ได้โดนไอ้อิมจับอยู่เหรอวะ?

Pan Sp : พวกกูเก่งที่หนีการจับกุมมาได้ อิอิ แล้วตกลงตอนนี้มึงอยู่ไหนนนนน

ไอ้พวกเลว หนีหน้าที่...

Thanwa : อยู่หน้าห้องสอบไอ้หยาง

Pan Sp : โถ มีความไปเฝ้า อ้าวเฮ้ยแล้วมันออกนอกโรงเรียนไปรับมึงได้ไง สอบอยู่ไม่ใช่เหรอ

Thanwa : มันไม่ได้ออกไปรับ กูเดินมาหามันเอง

พิมพ์ไปก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสาวใจแตกที่มาหาผู้ชายยังไงยังงั้น เพราะครูศรีคนเดียวเลยที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ฮื่อ

Pan Sp : ไอ้เชี่ยย มึงไม่โทรบอกกูล่ะว่าจะไป จะได้ไปส่ง

Thanwa : อยากเดินออกกำลังกาย555

ไอ้แพนก็เป็นคนอารมณ์ร้อนที่รักเพื่อนมากอีกคนหนึ่งที่ผมจะต้องเลี่ยงการสนทนาที่ทำให้มันโกรธ ...เราคุยกันอีกแป๊บนึง อีกฝ่ายก็ขอตัวไปส่องหนุ่มต่อ ไม่ต้องห่วงครับ มันบอกว่าพี่ไกด์อยู่ด้วย พี่ไกด์จะใจกว้างเกินไปแล้ว เขาบอกว่า ‘เห็นแพนมองผู้ชายแล้วตลกดี ฮะๆ’ เออเนอะคนเรา แบบนี้ก็มีด้วย

...อะ

ฉิบหายแล้ว หัสดินมันหลับจริงๆ

ผมยืนมองภาพเพื่อนสนิทหลับคาโต๊ะสอบ ในมือถือดินสอ 2B ค้างเอาไว้ ใบหน้าหล่อหันมาทางผม หล่อไหมวะ… ตอนนี้มีน้ำลายไหลออกมาที่มุมปากนิดนึงด้วย

ที่มันอยู่ไม่ได้ห่างจากผมมาก ทำให้ผมเห็นว่ากระดาษคำตอบยังถูกฝนไม่ครบทุกช่อง น่าจะเหลืออีกประมาณยี่สิบข้อ ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบนาทีด้วยสิ เวรเอ๊ย ทำไงดีวะ เพื่อนในห้องก็กำลังมีสมาธิกับการสอบจนไม่ได้มองไอ้ห่านี่เลย แล้วถ้าผมเรียกมันครูจะหาว่าทุจริตอะไรแบบนี้ไหม โอ๊ย กูอยากจะตบหัวมันจริงๆ

“เอาแบบนี้ละกัน...”

ผมเลือกกระทำในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด นั่นคือการ…

ปายางลบใส่หัวให้มันตื่น

ไม่ต้องห่วงว่าจะพลาดเป้าครับ ตอนที่ยังเป็นเด็กผมเป็นนักปาโป่งมือฉมัง ไปร้านไหนก็ได้ตุ๊กตากลับไปเป็นเบือจนเจ้าของร้านออกมาไล่ พวกพ่อค้าต่างตั้งฉายาให้ผมว่า 'ธันจันทร์ดารา' ไม่รู้แม่งเกี่ยวอะไรกัน ช่างแม่งเหอะ ขว้างเลยละกัน

ฟิ้ววว

แหมะ

ก้อนสีขาวเล็กๆ พุ่งไปที่เป้าหมายแล้ว... โค้งพุ่งเข้าใส่เป้ากางเกงดังฟุบ เอ่อ... เอาเป็นว่า 'ไม่พลาดเป้า' อย่างที่บอกละกัน การกระทำของผมทำให้เพื่อนสนิทตื่นจริงๆ ตอนแรกก็ดีใจอยู่หรอกที่เห็นมันสะดุ้งตื่นขึ้นมา แต่พอมันเอ่ยปากพูดเท่านั้นแหละ...

“โอ๊ย ไอ้ธันอย่ากัดดิวะ บอกให้เลีย”

อ๊ากไอ้เหี้ย พูดอะไรของมึง!!!!

“แล่วๆๆๆ แล้วววว ฝันหวานเหรอเพื่อนนนน”

“แหมๆ หลับในห้องสอบไม่ดีนะ แล้วพูดจาแบบนี้ในห้องสอบก็ไม่ดีเหมือนกัน”

เสียงแซวต่างๆ นาๆ ของพวกข้างในทำให้ผมอายจนต้องยกหลังมือขึ้นมาบังแก้มที่เริ่มร้อน ไม่รู้ว่าอายอะไรมากกว่ากัน ระหว่างอายที่โดนแซวหรืออายที่ไอ้หยางตะโกนแบบนั้น

“ชู่ววว อยู่ในคววามสงบด้วยค่ะ”

สิ้นประโยคทุกอย่างในห้องก็กลับไปอยู่ในความปกติ แค่ในห้องนะครับ… เพราะผมไม่ปกติแล้ว จะเรียกว่าอายที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยก็ได้ น่าอายเชี่ยๆ ไอ้เพื่อนเวร!

‘พ่อมึงตาย ขว้างยางลบใส่เป้ากูทำไม’ เหมือนมันจะรู้นะครับว่าโดนด่าอยู่ก็เลยหันมาพูดกับผมแบบไม่มีเสียง

ผมขยับปากตอบกลับไป ‘โทษๆ ไม่คิดว่าจะโดนเป้า ก็เมื่อกี้มึงหลับอะ กูก็เลยปลุกให้มาทำข้อสอบต่อ… แต่เมื่อกี้พูดอะไรของมึง ไอ้จัญไร!’

‘ก็กูฝันว่าถือไอติมอยู่หนึ่งแท่ง แล้วมึงก็อยากแดก กูเลยบอกให้มึงกินได้แต่ให้เลียเฉยๆ ...คือกูจะสื่อว่าไม่ให้แดกนั่นแหละ แต่มึงกลับตกลงแถมกัดไปครึ่งแท่ง กูก็ปี๊ดดิ จะด่าอยู่ละ โอ๊ยเหี้ยอายว่ะ... ทำไมมึงต้องปลุกให้กูตื่นตอนกำลังจะด่าด้วยวะ’ มันตอบกลับมาแทบจะทันที

‘ไอ้เหี้ยยย กูจะไปรู้ไหม สัส คนอื่นเขาจะคิดยังไง’

ผมจะจำเหตุการณ์นี้ไปจนวันตายเลย ทั้งเรื่องความแม่นเข้าเป้าของผม สิ่งที่มันตะโกน ความฝันสารชั่วของมัน และสกิลในการอ่านปากของผม...

รอไม่นานนักพวกที่นั่งสอบก็ออกมา ผมไม่ได้พูดอะไรกับใครทั้งนั้น สิ่งที่ผมเลือกทำคือการใส่หูฟังแกล้งหลับไปหน้าห้อง ดูหน้าพวกมันก็รู้ว่าจะมาล้อ กูไม่อยู่ให้ล้อหรอก โอ๊ย อายว่ะ หลังจากสอบเสร็จเราก็ไปฟิตเนสด้วยท่าทีปกติ ไม่ปกติสิ… ต้องบอกว่าผมกับไอ้หยางโดนไอ้ 2T ล้อไม่หยุด

ช่างพวกมึงเถอะ ไปหาพวกไอ้แพนดีกว่า

“ไอ้- ”

พลั่ก

เฮ้ย!!

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยทักเพื่อนสนิทก็ถูกพวกมันวิ่งเข้าชนซะก่อน โอ๊ย วันนี้มันวันอะไรเนี่ย ทั้งโดนครูบังคับ ทั้งโดนล้อ ทั้งโดนชน สงสัยจะต้องไปสะเดาะเคราะห์แล้วมั้ง รู้สึกชีวิตจะเหี้ยยิ่งกว่าไส้เดือนที่ซาอุอาราเบียอีก

“ไอ้-”

“นี่อะไร” พวกมันสามตัวประสานเสียงกันก่อนจะยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดู พวกมึงให้กูพูดจบสักประโยคได้ไหม กูสงสารตัวเอง

“อะไร” ผมก้มลงมองโทรศัพท์อย่างไม่นึกใส่ใจ... คงจะเป็นภาพไร้สาระอีกตามเคยนั่นแหละ แล้วมันก็เป็นแบบที่คิดจริงๆ ผมมองภาพสามภาพในทวิต ภาพแรกเป็นภาพของข้อความยาวเหยียด ภาพที่สองเป็นนักเรียนชายคนหนึ่งทำท่าจะขว้างบางอย่างเข้าไปในห้องเรียน ภาพที่สามเป็นภาพชายคนเดิมนั่งยองๆ ยกมือปิดหน้าเหมือนเขินอายอะไรบางอย่าง

น่ารักดีนะครับ

อ่าว กูนี่หว่า…

ผู้มีองคชาตมหึมา ที่สุดในอาณาจักรจิ้งหรีดสามขา เทียบเท่างูอนาคอนด้าแห่งมิคุรานคร

มึงดูแฟนรุ่นน้องโรงเรียนกู มันมาหาแฟนแล้วทีนี้แฟนเผลอหลับตอนสอบ ก็เลยปลุกด้วยการขว้างยางลบใส่ เสือกแม่นโดนจู๋พอดี รุ่นน้องกูแม่งร้องลั่นเลย ‘โอ๊ย ไอ้ธันอย่ากัดดิวะ บอกให้เลีย’ ไอ้เหี๊ยยยย ธันคือชื่อคนขว้างไง เมื่อคืนพวกมึงทำอะไรกันม๊าไอ้หยางไอ้ธั๊นนนน5555

กูบอกได้คำเดียว... ค_ย






____________________________________________________________________________________


ตกบันไดข้อเท้าพลิกก็เลยไม่ไปโรงเรียน

โชคดีรึเปล่าวะ55555




++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อย่าตกใจ

ถ้าฉันหายไปโปรดรู้ไว้ว่าฉันเหนื่อยจนแต่งนิยายไม่ไหว

ที่มาทีละนิดเพราะชีวิตไม่ค่อยว่าง

ฉี่วิตอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย

หากฉันตายขอชาเขียวสองแก้ว...

ใจดีหน่อยขอแห้วสักสี่ถุง

ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องต้ม จนแห้วหด

เพราะหม่อมแม่ได้หมดถ้าสดชื่น....




-Mommae-

++++++++++++++++++++++++++++++++

อ่าห์ มหกรรมถอนขนแห่งชาติ

...ก็แค่ถอนขนทั้งตัว ก็เลยปวดนิดหน่อย

เนะ

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.537K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29963 9494 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 00:50
    ชอบว่ะ ชอบความเรียลในนิสัยตัวละคร 555555555555555555
    #29,963
    0
  2. #29714 BACHA (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 13:51
    อย่างลั่น555555555555
    #29,714
    0
  3. #29646 Pangrumm01 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 02:42
    เอ้อออ มันต้องงี้ๆสิ ชงเข้าไป555
    #29,646
    0
  4. #29295 reluz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 16:23
    ขอร้องเลย5555555
    #29,295
    0
  5. #29288 Tery2006 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 11:37
    แบบ โอ๊ยยยยย ขำ555555
    #29,288
    0
  6. #29252 ponnyyyy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 13:07
    เขินเเทนเด้อจ้าาา
    #29,252
    0
  7. #29217 Min (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 13:33

    น่าร๊ากกกกอ่า

    #29,217
    0
  8. #29214 ponnyyyy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 12:25
    5555ตลกเกิ๊นนนน
    #29,214
    0
  9. #29203 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 01:46
    หึ้ยย ทำไมมันน่ารักแบบนี้นะ!
    #29,203
    0
  10. #29169 toeyling (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 11:13
    โอ๊ยยยยชอบบ
    #29,169
    0
  11. #29104 kaohomkk1234 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 11:17
    555555555
    #29,104
    0
  12. #29036 psunrise (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 23:12
    โอ้ยยยยยยยย55555555555555555555555555555555555 เอ็นดูน้อนน อย่าแกล้งน้องน้องเขินหมดแล้วฮื้อ.///.
    #29,036
    0
  13. #28982 คลื่นน~ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 15:19
    โอ้ยยลั่น555555555555
    #28,982
    0
  14. #28796 Poon_P21 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 11:29
    โคตรชอบมีมมุดท้ายของคุณไรท์มากเรยยยยค่ะ
    #28,796
    0
  15. #28703 Shipnielong (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 12:24
    ตลกหยางอ่ะ55555
    #28,703
    0
  16. #28672 J'Sun (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 00:46

    อ่านกี่รอบก็ปวดแก้ม น่ารักจีงงงง

    #28,672
    0
  17. #28610 noowi (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 18:48
    หยางงง. แม้ๆๆ ตลกอ่าา
    #28,610
    0
  18. #28478 Chimmyn (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 14:50
    ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร 555555555555
    #28,478
    0
  19. #28397 Callmeyou (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:09
    โอ้ย อายจนไม่กล้าไปเหยียบร.ร อีกแล้วมั้งงงงงง
    #28,397
    0
  20. #28249 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 20:13
    น่ารักกกกก55555
    #28,249
    0
  21. #27906 Design (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 13:04
    อ่านตอนนี้ละหยุดขำไม่ได้เลย 55555555
    #27,906
    0
  22. #27884 MaiNatkamon (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 14:59
    น่ารัก555555
    #27,884
    0
  23. #27421 popperr (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 11:53
    -เราก็นึกว่าเล่นเกมไรกัน ที่ไหนได้แค่ดีดยาง<(‾︶‾)>
    #27,421
    0
  24. #27338 คุณภู (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 17:54
    เห้ยย ทำไมอ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึง 'โรงเรียน อณ.' กับ 'โรงเรียน อต.'วะ555
    #27,338
    3
    • #27338-2 0904547988(จากตอนที่ 20)
      27 ตุลาคม 2561 / 14:57
      คิดเหมือนกันๆ
      #27338-2
    • #27338-3 -Mommae-(จากตอนที่ 20)
      23 มกราคม 2562 / 18:25
      ถูกต้องแล้วคร้าบบบ //ทำเสียงคุณปัญญา
      นักเขียนจบอณ.ค่ะ (เพิ่งจบปีที่แล้วเลย)5555555555555
      #27338-3
  25. #27224 CHANNUHEs (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 12:04
    ทำไมไรท์เปลี่ยนเนื้อหา;-;ตอนนั้นยังถอนขนแล่วพี่ตุลยังบอกว่าร้องซะอีกว่าเอากัน..ฮือ
    #27,224
    0