I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 19 : ครั้งที่ 15 ก่อนสอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60,607
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,519 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 15 ก่อนสอบ

[ธันวา]

“แต่งตัวไปไหนไอ้ธัน นี่เพิ่งเก้าโมงเอง”

“ไปซื้อของกับไอ้หยางครับ” ไม่อยากตื่นในวันเสาร์อาทิตย์เลยจริงๆ ถ้าไม่ติดว่ามีนัดผมคงนอนเปื่อยอยู่บนเตียงทั้งวัน รู้ไหมตอนที่ลากตัวเองไปอาบน้ำผมต้องใช้ความพยายามขนาดไหน ร่างกายแม่งไม่อยากไปแต่ใจผมไม่อยากผิดนัดเพื่อน ฮื่อออ

“เหรอ ช่วงนี้กลับมาสนิทกันแล้วเหรอ ตอนม.ต้นเห็นห่างๆ กันไปแล้วนี่”

“ก็นะ แล้วนี่พี่ไม่ไปทำงานเหรอ?” ผมเอ่ยถามขณะมองชุดพี่ชาย บ็อกเซอร์ตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่า… เข้าข่ายอนาจารไหมที่ผมเห็นพุงพี่ชายตัวเอง

“วันนี้เหนื่อย อินดี้ ขี้เกียจทำงาน อยากนอนหน้าบานอยู่นี่ อยากขี้ อยากปี้อย่างพวกอินดี้ปกตี้”

เดี๋ยวสิ พี่ไม่สามารถปี้ในบ้านได้นะ แล้วไอ้ปกตี้คืออะไรวะ

“แล้วมันจะมารับหรือกูต้องไปส่ง?”

“เดี๋ยวมันมารับตอนเที่ยง” ว่าแล้วก็ไถตัวลงไปนอนกับโซฟา ไม่อยากจะรีบมารอไอ้อ้อยหรอกนะแต่ถ้าผมไม่อาบน้ำแต่งตัวไว้ตอนนี้ผมจะต้องหลับยาวไม่ยอมตื่นแน่ๆ แต่... ไม่รู้ทำไม ตอนอาบน้ำผมรู้สึกว่าอาบช้าๆ ก็ได้ ยังต้องรออีกนาน -   -

“แดกข้าวเช้าก่อนปะ”

“ไม่เอาอะ ไปรวบยอดกินข้าวเที่ยงเลยทีเดียว” ยังไงตอนนี้ก็เก้าโมงละ ถ้ากินที่บ้านผมคงอิ่มไปจนถึงเที่ยงแน่ๆ รอกินมื้อเดียวเลยดีกว่า

“แล้วแต่ แล้วเป็นไง ช่วงนี้มีผู้หญิงเข้ามาจีบบ้างไหม”

“ก็มีนะ”

พรึบ!

“จริงดิ สวยไหม!” ผมมองอีกฝ่ายที่เด้งตัวขึ้นมาถามอย่างกระตือรือร้น ไม่ต้องตกใจครับ พี่ตุลย์น่ะอยากให้ผมมีแฟนสุดๆ เพราะเขารู้ว่าน้องชายไม่ฝักใฝ่ในความรักแล้วก็อยากบวชไงก็เลยอยากให้มี เหอะๆ ฟังดูเหมือนพวกปลงโลกเลยแฮะ

“ก็น่ารักดี” ความจริงจินน่ารักมากนะ ปากนิดจมูกหน่อย แต่โทษที… กน้าตาดีนาดไหนผมก็ไม่สนหรอกถ้านิสัยแบบนั้น “แต่ธันไม่ชอบ แล้วก็ไม่คิดจะมีแฟนด้วย”

“ชิ อะไรของมึงวะ ไม่ได้ดั่งใจกูเลย”

“เหอๆ”

“ตัดไหมไข่อะ เรื่องจะได้จบๆ”

“เอาไหมล่ะ ถ้าพี่พาไปโรงพยาบาลธันก็กล้าทำนะ”

“...”

หึๆ

หลังจากทำให้พี่ชายนิ่งได้ผมก็นอนดูทีวีต่อ จนหนังจบแผ่นแรกแล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ เปลี่ยนแผ่นใหม่แล้วก็จบเรื่องผมก็ยังไม่ได้ยินเสียงท่อรถบิ๊กไบค์ที่คุ้นหู อีกสี่นาทีจะเที่ยงแล้วผมยังไม่เห็นหัวมันเลยเนี่ย! ...กูว่าแล๊ว เซ้นส์กูไม่เคยผิดจริงๆ

Thanwa : ไอ้หยาง มึงอยู่ไหน

Thanwa : ไอ้เหี้ยหยางงงง มารับกูได้แล้วสัส

เงียบ… แบบนี้ต้องไปถึงบ้าน

“พี่ตุลย์ไปส่งธันที่บ้านไอ้หยางหน่อย ดูเหมือนมันจะลืมนัด” บนหน้าจอยังไม่ขึ้นคำว่า read ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าทิ้งกูแล้วไปเที่ยวกับสาวๆ นะ ถ้าเป็นแบบนั้นกูโกรธจริงๆ ด้วย นี่อุตส่าห์แหกตาตื่นขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่อยากตื่น เวลาสามชั่วโมงที่เสียไปกูเอาไปทำอะไรได้เยอะแยะ อย่างเช่นการนอนโง่ๆ อยู่บนเตียงหรือการดูอนิเมะ

คอยดูเถอะ ถ้าเจอแล้วพ่อจะเตะให้กระเด็น

ใช้เวลาไม่นานผมก็มาถึงบ้านเพื่อนสนิท ทั้งบ้านยังเงียบเชียบเหมือนเคย ...อ่าว นินจายังจอดอยู่ที่โรงรถ แสดงว่ายังไม่ได้ออกจากบ้านสิ

“หยิน” ผมทักร่างเพรียวที่กำลังนอนเกาหลังอยู่บนโซฟา ถ้าสงสัยว่าผมเข้าบ้านมาได้ยังไง… เดินเข้ามาครับ เดินเข้ามาเฉยๆ เลย บ้านนี้เขาชอบเปิดประตูบ้านรับลม

“เหี้ย! ...เอ่อ พี่ธันสวัสดีค่ะ” หน้าน้องแดงด้วยล่ะ สงสัยจะเขินที่หลุดพูดคำหยาบ ความจริงไม่ต้องแกล้งทำเป็นสุภาพก็ได้นะเพราะยังไงผมก็อยู่กับเธอมาตั้งแต่เด็ก ทำไมจะไม่รู้ว่านิสัยเป็นยังไง ยังจำภาพที่เธอถอดเสื้อเล่นน้ำคลองกับพวกผมได้เลย โคตรห้าว

“ไอ้หยางอะ”

“ย… ยังนอนอยู่บนห้องค่ะ” อยากจะร้องดังๆ ว่า ‘กูว่าแล๊ววววววว’ แบบนี้ต้องขึ้นไปปลุกถึงห้องสักหน่อย

“หยาง”

“...” แหนะ ไม่ขยับ

“ไอ้หยาง”

“อือ...” ยัง ยังไม่ตื่นอีก...

“ไอ้เหี้ยหยาง ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” ผมป้องปากตะโกนเสียงดังลั่น สาบานได้ว่าถ้าทำแบบนี้ที่บ้านพี่ตุลย์จะต้องเดินมาตบหัวผมแน่

“...อือ ว่าไงมึง”

เสียงงัวเงียดังมาจากบุคคลดังกล่าว มันพลิกตัวนอนคว่ำก่อนจะปรือตามองผมด้วยเสี้ยวหน้าด้านหนึ่ง มึงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่ากูจะมาปลุก ก่อนนอนมึงเลยบำรุงหน้า ทาแป้ง แต่งหน้าใสใช่ไหม ไม่อย่างนั้นคนเพิ่งตื่นจะมาดูดีกว่าคนที่อาบน้ำเตรียมตัวออกไปเที่ยวแบบกูได้ไง

“- _ -”

“ทำไมทำหน้างั้นอะ...” อีกฝ่ายถามก่อนจะคลี่ยิ้มนิดๆ ทั้งๆ ที่หน้าครึ่งหนึ่งยังฝังอยู่บนหมอน

“นี่วันอะไร” ผมกอดอกถาม เชื่อดิว่าแม่งลืม ลืมทั้งเวลาทั้งนัดเลย ดูจากหน้าโง่ๆ ไม่ตกใจที่เห็นผมบนที่นอนก็รู้แล้ว

“อืมม... เสาร์มั้ง”

“กี่โมง”

“เที่ยงแล้วมั้ง...”

“แล้วจำได้ไหมว่าเรานัดอะไรกันไว้”

“อืม… เฮ้ย โทษที!” ร่างบนเตียงเด้งตัวลุกขึ้นด้วยความเร็วสูง สีหน้าของมันบ่งบอกว่ารู้สึกผิดจริงๆ ...ยังดีที่มึงสำนึก

“จำได้แล้วใช่ไหม”

“อ อือ”

“งั้นก็ไปอาบน้ำเร็วๆ เลย หิวจะตายห่าอยู่แล้ว” ผมโบกมือไล่ขณะเดินไปเปิดคอมเล่นฆ่าเวลา เดี๋ยวจะเข้าไปดูงานในแชทกลุ่มคัทเอาท์สักหน่อย เมื่อวานเห็นว่าเพื่อนห้องหกอยากให้เพิ่มปะการังเข้าไป เฮ้อ สู้ๆ นะตัวกู

หือ

ตอนแรกผมคิดว่าไอ้หยางจะวิ่งเข้าไปอาบน้ำแล้ว แต่เปล่า

แม่งเดินมาหาผมครับ…

“ขอโทษนะเว้ย เมื่อวานไปขนของเตรียมกีฬาสีกับเพื่อนมา ร้านแม่งอยู่ไกลฉิบหาย แถมพอกลับมากูยังต้องขนของพวกนั้นไปเก็บไว้ที่บ้านเพื่อนอีก เสร็จสรรพกูก็เลยได้นอนตอนตีห้า” น้ำเสียงเบาเหมือนพวกทำความผิดทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายที่ยืนค้ำหัวอยู่ ตายจริง นี่ผมกำลังคุยกับลูกหมาอยู่เหรอ หูกับหางนี่ลู่เชียว

“เออไม่เป็นไร ไปอาบน้ำเหอะ กูไม่ได้โกรธ”

“แน่นะ”

“เออ แต่จะโกรธจริงละถ้ามึงยังไม่รีบ”

ได้ยินดังนั้นเจ้าของห้องก็รีบวิ่งไปอาบน้ำทันที แม่งอาบไวมาก ถ้าไม่ติดว่าตัวแม่งหอมผมก็คงคิดว่ามันวิ่งผ่านน้ำมา นี่มึงใช้สบู่เหลวทั้งขวดเลยปะถึงได้หอมขนาดนี้ ว่าแต่สบู่อะไรวะทำไมกลิ่นสปอร์ตฉิบหาย

“แต่งตัวแบบนี้แล้วไม่เหลือความหล่อเลยนะมึง”

เสียงทักจากไอ้คนที่เพิ่งออกจากห้องน้ำทำให้ผมคิ้วกระตุก

“โกหก กูหล่อทุกเวลาไม่ว่าจะใส่อะไร” ผมยิ้มมั่นใจ แอบส่องกระจกหลายรอบเหมือนกันนะกว่าจะออกมาจากห้องได้ ผมว่าก็ไม่ได้แย่นะเว้ย กางเกงขาจั๊ม เสื้อยืดกะลาสีกรมท่าขาว ดูดีออก เหมือนพวกทหารเรือเลย

“หลงตัวเอง”

“มันดูทุเรศเหรอวะ”

“ไม่ทุเรศหรอก แค่ดูเด็กกว่าวัยแต่น่ารักดีนะ” พูดแล้วก็เดินมาเล่นส่วนที่เป็นชายปกกะลาสี เฮ้ย พันๆ กูยังพอว่าแต่นี่มัดเงื่อนตายสามทบคืออะไร ปกกะลาสีหรือไส้กรอกอีสาน มาเป็นป้องเชียวมึง

แล้วมึงจะยืนโป๊อีกนานไหมหยาง เดี๋ยวพ่อก็กระตุกผ้าเช็ดตัวหลุดซะหรอก

“ความจริงกูไม่ค่อยชอบเท่าไหร่แต่พี่ตุลย์ชอบซื้อเสื้อผ้าแนวนี้ให้กู” แม่งซื้อมาให้เรื่อยๆ ด้วย ล่าสุดจะถึงห้าสิบตัวแล้วมั้งให้ตายสิ เลิกซื้อสักทีเถอะครับคุณพี่ชาย!

“เหรอ” ไอ้หยางจับคางมองเสื้อผมนิดหน่อยก่อนจะตรงดิ่งเข้าไปหาตู้เสื้อผ้า มันแต่งตัวไป ผมก็เล่นเกมไป มีความบันเทิงที่ได้ยินเสียงกุกกักที่เกิดจากการที่ไอ้หยางหาเสื้อผ้า จะหาทำไม๊ ยังไงทั้งตู้มึงก็มีแค่เสื้อเรียบๆ แถมสีก็ไม่ต่างกัน... เท่าไหร่

“ชุดนี้เป็นไง”

“เชรดโด้ มีความเข้ากัน” ผมลุกขึ้นเดินไปหาอีกฝ่าย มันใส่เสื้อยืดสีกรมท่าลายทางขาว ที่หน้าอกมีตราสมอเรือ จำได้ว่าตอนรีดผ้าให้เมื่อหลายเดือนที่แล้วยังไม่มีตัวนี้เลย มึงซื้อใหม่เหรอวะ โคตรดูดีอะ ยิ่งกว่าความดูดีก็คือความเข้ากับเสื้อกูนี่แหละ

“นานๆ ทีก็อยากจะแต่งตัวเป็นคู่กับมึงบ้าง อิอิ”

“กูว่ามันยังดูไม่เข้ากันดีว่ะ มึงต้องไปขอยืมผ้าพันคอเนตรนารีของหยินมาพันคอด้วย”

“ตลกละ ใครมันจะไปใส่”

“โด่วว แบบนี้กูก็ดูเด็กน้อยในขณะที่มึงดูผู้ใหญ่ฉิบหายดิวะ” ยิ่งมายืนหน้ากระจกยิ่งเห็นชัด ไอ้เชี่ยหยางโคตรจะหล่อ ออร่าพร้อมผสมพันธุ์พลุ่งพล่าน แล้วดูผม… ถ้ามองข้ามเรื่องส่วนสูงไปก็เหมือนผมยังใช้คำว่าเด็กชายนำหน้าอยู่อะ เวรเอ๊ย รู้งี้น่าจะใส่ตัวอื่น

“มึงก็เด็กตลอด” คนพูดขยี้หัวผมจนยุ่งแล้วกอดคอลากออกมาจากห้อง เมื่อกี้มันชมใช่ไหมวะ?

“พวกพี่จะไปไหนกัน?” น้องสาวเจ้าของบ้านเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเรากำลังจะออกไปข้างนอก ตอนนี้หยินแต่งตัวดีกว่าตอนแรกเยอะเลยครับ มาเป็นเดรสชมพูเลย น่ารักนะแต่นี่ชุดอยู่บ้านน้องเหรอครับ น้องใส่มาให้พี่ดูโดยเฉพาะเลยปะเนี่ย...

“ไปไหนก็ได้ที่ไม่มีแก” ไอ้พี่ชายยิ้มกวนๆ แล้วผลักหัวน้องตัวเองจนเธอเซ อื้อหือ เรื่องทำร้ายสตรีขอให้บอกหัสดิน ตบดิ้นมาหลายรายแล้ว อย่างบาป

“เลว! เอาดีๆ ไปไหนกัน”

“ไปกินข้าว ซื้อเสื้อ ซื้อรองเท้า”

“ไปด้วยดิ กำลังอยากซื้อหนังสืออยู่พอดี” คนพูดตาวาว

“อย่ามาทำตัวเป็นเด็กเรียน ไม่ให้ไป รถเต็มแล้ว หรือแกจะติดล้อไปก็ได้นะ พี่อนุญาต ฮะๆ” เชื่อแล้วว่าพวกพี่ชายกวนตีนทุกคนจริงๆ ตอนแรกกูก็คิดว่าไอ้พี่ตุลย์มันเป็นคนเดียว

“ฮึ่ย!”

“โอ๋เอ๋ เอาไว้คราวหน้านะจ๊ะสาวน้อยของพี่ วันนี้พี่ต้องไปกับสามี” ร่างสูงเอาสาวน้อยมาซุกอก มือใหญ่ยกขึ้นลูบผมสลวยเบาๆ… ซะเมื่อไหร่ แม่งกระตุกเลยต่างหาก

“อย่าแกล้งน้องดิ จริงๆ ให้หยินไปด้วยก็ได้นะ” ผมเข้าไปดึงไอ้หยางออกมาก่อนที่มันจะแกล้งน้องตัวเองไปมากกว่านี้ ผมทนมองไม่ไหวจริงๆ

“ไม่เอาอะ วันนี้มึงต้องเลี้ยงกู ถ้ากูเอาไอ้หยินไปมึงก็จะเลี้ยงมันอีกคนดิ… เดี๋ยวตังไม่พอหุ้นรองเท้ากับกู”

“อะไรนะ?” เมื่อกี้ได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ อะไรหุ้นๆ วะ อยากจะอเมริกันแชร์ค่าข้าวกับกูเหรอ?

“เปล่าาา กูแค่ไม่อยากให้มึงเสียเงินเยอะเฉยๆ ไปกันเถอะเดี๋ยวจะสายไปมากกว่านี้… เดี๋ยวรองเท้าสวยๆ โดนคนอื่นชิงไปซะก่อน” ไม่รอให้ผมปฏิเสธมันก็ลากผมไปที่รถทันที อะไรของมึงเนี่ยหยาง จะพูดก็พูดดังๆ กูไม่ได้มีหูทิพย์แค่มึงกระซิบก็ได้ยินทุกคำนะเว้ยไอ้หัวครวยยย

พอมาถึงรถมันก็เร่งให้ผมขึ้นไปซ้อนแล้วบิดไปหาจุดหมายทันที ผมว่าไอ้ห่านี่แปลกๆ แม่งทำตัวลั้ลลาผิดปกติ แถมชอบพูดพึมพำๆ เกี่ยวกับรองเท้าอะไรสักอย่างด้วย แม่งหลอกกูมาทำอะไรรึเปล่าวะ หรือจะเอาหนังแมวน้ำไปทำรองเท้า ประมาณว่าใส่แล้วจะร้องอุ๋งๆ ใส่แล้วจะหิวปลา ใส่แล้วป็อปปูล่าเหมือนติช่าเดอะเฟส?

“มึงจะซื้ออะไรนะหยาง”

“รองเท้า แต่ไปหาข้าวกินกันก่อนเถอะ” ผมเอี้ยวหน้าไปมองคนที่เดินอยู่ข้างหลัง มันกำลังกุมท้องด้วยสีหน้าที่หิวโหยสุดๆ เมื่อกี้ยังดี๊ด๊าอยู่เลย… กูก็ยังไม่ได้กินข้าวนะ ทำไมไม่หิวขนาดมึงวะ หรือเพราะเมื่อคืนใช้แรงยกของเยอะ มันก็เลยหิว?

“อ่าฮะ อยากกินอะไร”

“อะไรก็ได้ มึงเลี้ยงนี่” เออ เกือบลืมไปเลยว่าต้องเลี้ยงมัน ดีนะที่วันนี้พกกระเป๋าตังมา ปกติผมไม่ชอบพกเงินเยอะหรอก ถ้าจะกินอะไรก็จะกะเอาไปเท่าราคาสิ่งนั้น อย่างไปกินก๋วยเตี๋ยวก็กำเงินไปแค่ยี่สิบสามสิบบาท โชคดีของมึงแล้วไอ้หยางเอ๊ย วันนี้กูพกแบงค์เทามาห้าใบ… อ้าว มันเป็นแบงค์กาโม่สี่ใบนี่หว่า เวรกรรม ช่างเถอะ ยังถือว่าเยอะสำหรับผมอยู่ดี

“งั้นเดินดูไปเรื่อยๆ ก่อนละกัน ร้านไหนกลิ่นหอมกูจะเดินเข้าไปเลย ฮะๆ”

ผมเอี้ยวหน้าไปยิ้มพร้อมกับจับมือเพื่อนสนิทเดินไปหาร้านอาหาร ดูท่าแล้วไอ้หยางจะหิวจนขาอ่อนเดินไม่ค่อยไหว ช่างน่าเวทนานัก กูจะช่วยลากละกันนะเพื่อนรัก ไม่นานเท่าไหร่หรอกมั้ง แป๊บเดียวก็คงเจอร้านที่ถูกใจแหละเพราะมันพูดเองว่าแล้วแต่ผม

ที่ไหนล่ะ...

“หยางร้านนี้ไหม”

“ฮึ… แพง โอ๊ยย หิว”

“ร้านนี้ล่ะ”

“ไม่เอา ไม่อร่อย ...ไส้กูจะขาดแล้วธันนนนนน”

“ร้านนี้แหละ อร่อยกูเคยแดก ไม่แพงด้วย”

“แต่พนักงานใส่รองเท้าสีแป๋นๆ กูไม่ชอบ เอื้ออออ… กูกำลังจะหิวตาย”

ตายๆ ไปเถอะมึง เรื่องมากฉิบหายไอ้ควายเผือก!!

ในที่สุดเราก็มาจบที่ร้านราเมนชื่อดัง ตอนที่ยังอ้วนอยู่ผมมาร้านนี้อาทิตย์ละสามครั้งเลย ชอบราเมน อ้อ อยากรู้ว่าไอ้คนเรื่องมากมันคอมเม้นท์ว่าอะไรสินะ มันบอกว่า ‘ก็ดี ร้านนี้แหละที่กูอยากมากิน’ เอ้าไอ้เหี้ย แล้วไม่บอกตั้งแต่ตอนแรก จะให้กูลากไปทั่วห้างเพื่อ!

“คาโนะมิราเมนหนึ่งครับ มึงเอาอะไร” ผมมองหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามเซ็งๆ พอได้เข้ามาในร้านอาหารมันก็ดี๊ด๊าเป็นฝ่ายลากผมไปนั่งที่โต๊ะแทน ท้องก็ร้องตลอดทางเหมือนเสียงบรรเลงให้โต๊ะข้างๆ หันมามอง

“เลือกให้หน่อย” คนพูดปิดเมนูลงพร้อมกับใช้นิ้วดันให้มาอยู่หน้าผม ผมกำลังจะใช้ตีนเตะขาแม่งแล้ว ถ้ามันไม่พูดขึ้นมาก่อน “มึงจ่าย กูเกรงใจ”

น่อววว มีความเกรงใจ มีความหูแดงนิดๆ ตอนให้กูลากไปทั่วห้างล่ะไม่คิด… ไอ้เวรโรคจิตชอบให้กูด่า

“อยากให้กูเลือกให้ก็บอก ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นมาอ้างหร๊อก” ผมแกล้งทำหน้าตาน่าหมั่นไส้ขณะกรีดกรายนิ้วเปิดเมนูไปทีละหน้า ได้ยินเสียงขำจากพนักงานเบาๆ ด้วย อะแฮ่ม ...เขินว่ะ ลืมไปว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคน

“เหอะๆ”

“งั้นเอาต้มยำกุ้งราเมนครับ” เมนูนี้น่าอร่อยนะ ผมเห็นตั้งแต่โปรโมทใหม่ๆ ละแต่ไม่กล้ากิน เพราะมันดูแปลกๆ แต่ถึงจะแปลกก็ขึ้นหิ้งเมนูยอดนิยมก็เลยทำให้ผมสงสัยว่ามันอร่อยขนาดไหน

“ทำไมสั่งเมนูนั้นวะ” ไอ้คนที่ต้องกินสะกิดเท้าผมหลังจากพนักงานเดินจากไป คิดไว้แล้วว่ามันต้องพูด เห็นจ้องมานานละ โดนแน่มึง ฮะๆ

“ก็กูเห็นน่าอร่อยดีแต่ไม่กล้ากิน” ผมไหวไหล่ไม่สนใจ ไงล่ะ ผลกรรมกำลังตามทันมึงในไม่ช้า จู๊ดๆ แน่มึง

“ก็เลยให้กูกินแทน เป็นหนูทดลองว่าแดกแล้วจะขี้ไหมสินะ”

“ฉลาดที่สุดดดด”

“ไอ้อุ๋งๆ เดี๋ยวมึงจะเจอดี” อะไรกัน ทำไมต้องชูนิ้วกลางใส่กูวะ เมื่อกี้กูเสียทั้งเหงื่อ ทั้งแรงถาม ทั้งแรงลากมึงตั้งเยอะยังไม่เคยยกนิ้วให้มึงเลย มีแต่จะยกตีนใส่ด้วยความรัก

“วันมะรืนก็จะสอบแล้ว กูยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยว่ะ” ไอ้หยางเท้าคางมองโทรศัพท์ด้วยหน้าตาเบื่อโลกสุดๆ ผมก็ทำหน้าไม่ต่างจากมัน มึงไม่รู้กฏของการมาเที่ยวให้สนุกเหรอวะ มีข้อเดียวคือ ‘ห้ามพูดเรื่องอัปมงคล’ และการสอบก็ถือเป็นเรื่องอัปมงคลระดับแพทตินัมด้วย...

“กูเหมือนกัน กะว่าจะอ่านพรุ่งนี้”

“อือ ไปให้มึงติวได้ปะ”

“มาบ้านกูเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามพร้อมกับมองหน้าคู่สนทนา นี่เพิ่งปฏิเสธพวกไอ้แพนไปว่าไม่ติว ถ้าอยู่ๆ มานั่งติวกับไอ้หยางจะดูแปลกๆ ไหมวะ เหมือนผมลำเอียงเลย ...ช่างเถอะ ไอ้พวกนั้นสายชิลจะตาย มันไม่ดราม่าหรอก เหอะๆ

“อือ หรือบ้านกูก็ได้”

“บ้านกูนี่แหละ ...แต่เราอยู่คนละโรงเรียนกันนะ”

“ใช้หลักกสูตรเดียวกันก็น่าจะเรียนเหมือนกันมั้ง เอ๊ะ เราใช้หลักสูตรเดียวกันใช่ปะ?”

“น่าจะใช่ โอเค มาดิเอาพวกไอ้เทรนด์มาด้วยก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่ากูไม่ได้เก่งมาก เรื่องติวอะไรนั่นตัดทิ้งไปได้เลย” ทุกวันนี้ฟังที่ครูพูดรู้เรื่องก็ถือว่าหรูสุดๆ ละ

“ไม่เป็นไร กูแค่หาเพื่อนอ่านหนังสือไม่ให้ง่วงเฉยๆ”

“ความคิดดีว่ะ” นี่ยังไม่เคยลองคุยกับคนอื่นตอนอ่านหนังสือเลย ปกติผมจะใช้การอ่านหนังสือที่ตัวเองชอบให้ตื่น แล้วกลับไปอ่านหนังสือเรียนที่ทำให้ง่วงอีกที แม่งวนอยู่อย่างนี้แหละครับ กว่าจะจบบทเรียนก็พอดีอะ ตากูแฉะพอดี

“ถามไอ้ต้นกับไอ้เทรนด์แป๊บ” พอจบประโยคร่างสูงก็ก้มหน้าลงพิมพ์ข้อความส่งไปให้ไอ้ 2T ในไลน์กลุ่ม ช่วงแรกๆ มันก็ทำหน้านิ่งๆ หลังๆ เริ่มทำหน้าแบบ ‘- _ -’

“ว่าไงบ้างวะ?”

“อ่าน...”

ผมก้มลงไปอ่านข้อความดังกล่าวตามที่อีกฝ่ายบอก ไอ้หยางพิมพ์โคตรเยอะ รู้ไหมครับไอ้สองตัวนั้นตอบกลับมาว่าอะไร ตอบพร้อมกันด้วยนะ...

Ton : ไม่ กูจะนอน

Train : ไม่ กูจะนอน

“ขยันมาก สนใจการสอบมากไอ้พวกหรรมเป็ด” ก็คิดไว้แล้วล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้ แค่ลุกขึ้นจากเตียงพวกมันยังขี้เกียจเลย จะเอาความขยันที่ไหนมาอ่านหนังสือครับ สำหรับไอ้พวกนี้อ่านชื่อหนังสือจบก็ถือว่าขยันแล้วมั้ง

“เหลือแค่เราอีกละ กูเบื่อหน้ามึงจริงๆ นะเนี่ย”

“วุ๊ ทำเป็นพูด เมื่อเช้าตื่นมาเจอหน้ากู มึงยังยิ้มอยู่เลย โด่ว คนเบื่อขี้หน้ากันเขาทำแบบนั้นเหรอ” ผมแกล้งทำหน้าล้อเลียน ยังจำยิ้มมันได้ดี ยิ้มละมุนนีฉิบหาย ถ้าผมเป็นผู้หญิงคงใจเต้นไปแล้ว ดีนะที่ผมมีกระปู๋

“แหม๊ ตื่นมาเจอเพื่อนใส่ชุดโคตรปัญญาอ่อน ใครไม่ยิ้มกูให้ถีบเลย อย่างกับหลุดออกมาจากอนุบาลหมีน้อย บอกตามตรงตอนนั้นกูอยากถามว่า ‘หลงกับพ่อแม่มาเหรอหนู’ ฉิบหาย ฮ่าๆ”

“สารเลววว ไม่ถึงขนาดนั้นสักหน่อย” โหมึง พูดแบบนี้หยามเกียรติปกกะลาสีกูสุดๆ กูก็ไม่ชอบเหมือนกันแต่ในตู้ไม่มีเสื้อผ้าใส่แล้วไง! ตัวนี้อะเดอะเบสแล้วเพราะตัวอื่นมีแต่เสื้อยาวๆ บางตัวนี่คาวาอี้สุดๆ ถ้าใส่แล้วคงเหมือนเพิ่งไปเดินฮาราจูกุมาทั้งๆ ที่บ้านอยู่ไทยแลนด์แดนปลาแดก

“โอ๋เอ๋ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกูล้อเล่น ฮะๆ” คนตรงหน้าหมุนมือไปมาแล้วยิ้มขำๆ ตลกนักเหรอสัส กูไม่ได้ปัญญาอ่อนนะเว้ย!...ถึงตอนนี้จะคล้ายๆ ก็เถอะ

“มึงยังขำอยู่ เงียบเลยไอ้เหี้ย กริ๊บ!” เคยโดนพ่อกับแม่สั่งให้ 'กริ๊บ' ตอนร้องไห้ไหมครับ ผมติดปากมา ไม่คิดว่า...

“...”

ไม่คิดว่าแม่งจะเงียบจริงๆ ฮะๆ

“ทำไมกูต้องทำตามคำสั่งไร้สาระของมึงด้วยวะ...”

“ได้แล้วค่ะ” พนักงานสาวเดินมาเสริ์ฟอาหารที่พวกเราสั่งไว้ กลิ่นหอมจากราเมนทั้งสองถ้วยทำให้ท้องน้อยๆ ของผมร้องโครกคราก หรือเป็นเสียงท้องของไอ้คนที่หิวไส้กิ่วแต่ไม่กล้ากินราเมนต้มยำกุ้งก็ไม่รู้

“กินเลยๆ”

“ถ้าเกิดกูท้องเสียล่ะ...” ถามจบก็เงยหน้ามามองผมก่อนจะก้มลงมองชามตรงหน้า โอเคขอพูดถึงกลิ่นก่อน ก็ต้มยำกุ้งน้ำข้นธรรมดานี่แหละ ท็อปปิ้งมีนารูโตะสองชิ้น เห็ดเป็นเบือ ผักชีและกุ้งตัวโตสี่ตัว ถือว่าคุ้มราคาอยู่นะ แล้วรสชาติล่ะ…

“ไม่เสียหรอก คนนั้นยังกินได้ปกติเลย” ผมชี้ไปที่ผู้ชายโต๊ะข้างๆ ที่กำลังกินราเมนเหมือนกัน โด่ว เห็นไหมว่าพี่เขายังโอเคดี แดกแล้วไม่บ่นสักคำ

“ในถ้วยเขาไม่ใช่ต้มยำกุ้งแบบกูสักหน่อย”

“อ้าวเหรอ เอาน่า คล้ายๆ กันแหละ คงเหมือนแดกมาม่ารสต้มยำกุ้งมั้ง กินๆๆๆ”

“ไอ้- อึก!”

ผมย้ายไปนั่งเบียดคู่สนทนาแล้วยุต่อ อย่าเรียกว่ายุเลย เรียกว่าจับยัดปากดีกว่า หน้าแม่งโคตรตลก รูจมูกนี่บานเชียว มีความสามารถนะเรา ฮ่าๆ

“ว่าไงวัยรุ่น รสชาติเป็นไงวะ” อยากให้มาเห็น หน้าผมลุ้นยิ่งกว่าเชียร์บอลทีมชาติ...

“เฮ้ย ความจริงก็อร่อยดีนะ ลองดิ”

พอจบประโยคไอ้หยางก็จ่อช้อนที่มีเส้นราเมนและน้ำมาที่ปากผม แน่นอนว่าผมถอยหนีจนหน้าติดพนักพิง เพราะอะไรน่ะเหรอ… เพราะถ้าเป็นเพื่อนกันจริงๆ เวลาอยากให้เพื่อนตัวเองกินอะไรเราจะพูดว่า ‘เฮ้ย อร่อยดีนะ’ ซึ่งร้อยละเก้าสิบเก้ารสชาติจะจัญไร แต่ถ้าไม่อยากให้มันกินอะไรเราจะพูดว่า ‘อย่ากินเลย รสxไม่แดกแปลกประหลาดขาดความอร่อย’ ร้อยละร้อยของพวกนี้จะอร่อย

และไอ้หยางก็เลือกที่จะพูดแบบแรก เพราะฉะนั้นเราต้องสงสัยไว้ก่อนว่าไอ้ราเมนต้มยำกุ้งถ้วยนี้มีรสชาติไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“จริงปะเนี่ย”

“จริงสิ กูจะหลอกมึงเพื่อ?” เพื่อความสะใจของมึงไง! แต่… หน้ามันก็ดูไม่ได้อยากแกล้งอะไร ปกติเวลาคิดอะไรเลวๆ หรืออยากแกล้งใครไอ้นี่จะแสดงออกด้วยการยิ้มเลวๆ อะ

งั้น… จะลองกินดูก็ได้

“เผ็ดปะ” ดูจากสีแล้วไม่ใช่เล่นนะครับ น้ำมันน้ำพริกเผางี้ลอยเต็ม ไหนจะไอน้ำที่เข้มข้นจนได้กลิ่นแล้วอยากไอออกมาเป็นพริกอีก ถ้าเผ็ดกูไม่แดกนะบอกเลย

“นิดหน่อย ไม่มากหรอก”

“นิดของมึงอาจจะเผ็ดสำหรับกูนะหัสดิน”

“ไม่เผ็ดจริงๆ”

“อะๆ แดกก็ได้” ผมพยักหน้ารับก่อนจะใช้ช้อนจากถ้วยตัวเองตักเส้นอ้วนๆ และน้ำสีส้มปนแดงขึ้นมาพิจารณา อืม… ได้กลิ่นแล้วน้ำลายหกเบาๆ จะถึงเครื่องไปไหนวะไอ้คนทำ… ลองแดกก็ได้วะ

ซูดด…

โอ๊ะ

“เชรดโด้ อย่างเด็ด แต่… เผ็ดฉิบหาย แค่กๆ” โอ๊ย พริกไหลลงคอแบบไหลไปเลยอะ แค่กๆ สำลักเลยสัส อื้อหือ น้ำมูกมา น้ำตาไหล เครื่องในอยากจะขย้อนออกมา

“อ้าวเผ็ดเหรอ อะแดกน้ำ หึ”

ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอไหมครับ...

“เลว นี่มึงแกล้งกูเหรอ!” ถึงจะด่ามันแต่ผมก็รับน้ำมาดื่ม ก็เผ็ดนี่หว่า

“เปล่า กูไม่รู้จริงๆ ว่ามันเผ็ดสำหรับมึง”

“ตอแหล! ไม่งั้นมึงจะขำทำไม”

“ก็พอจมูกมึงแดงแล้วก็ยิ่งเหมือนเด็ก ฮะๆ”

“ไอ้เหี้ย ก็เด็กไหมล่ะ สิบเจ็ดถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะนะเว้ย มึงก็เด็ก! เพิ่งผ่านคำนำหน้าเด็กชายมาได้สามปีเท่ากูนั่นแหละ”

“โอ๋เอ๋ๆ อย่าโวยวายสิอุ๋งๆ อะให้ กินแล้วเงียบซะนะ” ตะเกียบบนมือใหญ่คีบบางสิ่งมาใส่ถ้วยผม อันนี้ผมกินได้นะ กินได้ก็จริงแหละแต่…

“ตลกล่ะ ให้ผักชีกูเนี่ยนะ”

“นี่ของโปรดกูเลยนะ ถ้าไม่ใช่มึง กูไม่ให้หรอก อิอิ” หน้ามึงตอแหลขั้นสุดมากไอ้หยาง กูคิดว่าตลอดทั้งชีวิตนี้คงหาใครที่ทำหน้าตอแหลได้สมบทบาทเท่ามึงไม่ได้อีกแล้วล่ะ สารชั่ว ครั้งก่อนให้ไม้จิ้มฟัน ครั้งนี้ผักชี กูไม่รู้จะพูดอะไรเลยสัส

“จ้าา รักมากเลย”

“ฮะๆ”

สุดท้ายเรื่องก็จบด้วยดี ไอ้หยางกินราเมนเผ็ดนรกของมันไปโดยอุทานแต่คำว่า ‘อร่อย’ ส่วนผมก็นั่งกินราเมนเด็กอนุบาลต่อไป ใช่ซี่เราไม่กินเผ็ดนี่

“ธันถ่ายรูป”

“ไม่เอา หน้ากูไม่พร้อม” ผมหลบให้พ้นขอบเขตที่กล้องสามารถถ่ายถึง ตอนนี้ผมอยู่ในสภาพที่เรียกว่าเป็นเด็กอนุบาลเต็มตัว เสื้อกะลาสี อาหารสีใสปิ๊งบ่งบอกว่ากินเผ็ดไม่ได้ แถมยังมีทิชชู่ตรงคออีก… ก็กลัวเสื้อเปื้อนอะ เปื้อนแล้วกลิ่นติด all day and all night เลยนะ คีรินทร์ don’t like it ก็เลยต้องทำแบบนี้ . _ .

“หน้ามึงเคยพร้อมด้วยเหรอ”

“วาจาเราะร้าย เจ้าคนสามหาว” ผมเขวี้ยงทิชชู่ที่คอใส่อีกฝ่ายที่กำลังยิ้มกวนประสาท คือแบบ มึงไม่เข้าใจกูหรอก กูไม่ได้ถ่ายรูปหล่อเป็นประจำแบบมึงไง พอมาถ่ายแล้วมันก็จะรู้สึกแปลกๆ เหมือนตอนที่ไอ้อิมถ่ายให้อ่ะ วุ๊

“งั้นโชว์เหนียงกันก็ได้”

หืม น่าสนใจ เอาแบบนั้นก็ได้ กำลังมันเหนียงอยากโชว์ชาวโลกเลย เดี๋ยวเขาจะหาว่าผอมแล้วลืมว่าเคยเป็นแมวน้ำมาก่อน

“งั้นกูนับหนึ่งถึงหนึ่งแล้วโชว์เหนียงพร้อมกันนะ... หนึ่ง!” สิ้นประโยคเราก็ดันเหนียงออกมาพร้อมกัน

“ไอ้เหี้ยธัน หน้ามึงโคตรจัญไร ฮ่าๆ”

“หึ เหนียงกระจอกอย่างมึงน่ะหลีกไปเลย เหนียงโปรเฟสชั่นนอลอย่างกูจะเดิน”

คนถือกล้องมือสั่นทันทีที่ผมดันเหนียงน้อยๆ ออกมา ปกติเราคงถ่ายไม่เห็นเหนียงสักชั้นแต่ตอนนี้ไอ้เพื่อนรักของผมมันเอากล้องไว้ข้างล่างเพื่อถ่ายมุมเสย ก็เลยเห็นเหนียงชัดเจนมาก บวกกับเพิ่งกินอิ่มด้วย สบายล่ะมึง เฮ่นโหล่วลูกเหนียงที่น่ารักของพ่อ สบายดีไหม โม๊ะๆ

เราเล่นกล้องกันอยู่น๊าน นานจนได้ยินเสียงหัวเราะจากโต๊ะรอบๆ นั่นแหละถึงได้พอ เวร ลืมอีกแล้วว่าไม่ได้อยู่กันสองคน

“ตลก” ร่างสูงนั่งอ่านคอมเม้นท์ไปก็ขำไป มันเพิ่งลงรูปเมื่อกี้ครับ เนื่องจากเลือกไม่ได้สักทีว่ารูปไหนคือเดอะเบสของความทุเรศ เราก็เลยตัดสินใจว่า… ลงหมดเลยละกัน โดยตั้งชื่ออัลบั้มว่า 'อ้อยกับอ้วน' น่ารักดีครับ ผมเป็นคนคิดเองแหละ

“ฮะๆ”

“หมายความว่าไงวะ”

“อะไร?” สงสัยได้ไม่นานอีกฝ่ายก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดูเพื่อคลายความสงสัย

Pan Sp : ไอ้ข่นนิสัยไม่ดียย์ ไปเที่ยวกับไอ้หยางได้แต่พอพวกกูชวนไปติวกลับไม่ไป

อ๋อ...

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ตอนแรกพวกไอ้แพนชวนกูไปติวหนังสือ” พอจบประโยคผมก็กดเลื่อนลงอ่านคอมเม้นท์อื่น มีแต่สาวๆ มาเม้นท์อ่อย พวกผมโชว์เหนียงขนาดนี้ยังจะบอกว่าหล่ออีกเหรอครับคุณ แล้วแชทมึงจะเด้งเยอะไปไหมหยาง ตั้งแต่กูรับมาถือโทรศัพท์มึงไม่เคยหยุดสั่นเลยนะ ถ้าถือทั้งวันไขมันที่ฝ่ามือผมจะถูกเบริ์นไปเยอะขนาดไหนนะ

“แต่มึงไม่ไปแล้วมาหากู?”

“อ่าฮะ ก็นัดมึงไว้ก่อนแล้วอะ” คอมเม้นท์นี้ฮา ‘ว่าไงสุดหล่อ จะมาล่อหรือมารัก’ ของไอ้ดาครับ ฮะๆ

“ไม่บอกวะ ความจริงมึงไปติวกับเพื่อนก็ได้นะ”

“ไม่ต้องซีเรียซหรอก ตอนนี้กูไม่มีอารมณ์เด็กเรียน อ่านหนังสือยังไงก็ไม่เข้าใจหรอก มันต้องใช้ฟิลลิ่ง” ผมไหวไหล่ก่อนจะคืนมือถือให้คนที่นั่งอยู่ข้างกัน ที่นั่งมีเยอะแยะทำไมมึงต้องมาเบียดกูด้วยวะ… อ้าว ผมมาเบียดมันเองนี่หว่า

“แล้วพรุ่งนี้จะมีอารมณ์เหรอ”

“มีดิ”

“เพราะมีกูอยู่ถึงได้มีอารมณ์ล่ะซี่”

“ค_ยเหอะ”

“หยาบคายยย” คุยกับมึงทีไรคำหยาบออกจากปากกูทุกวินาที บางทีกูก็อยากจจะดูใสๆ ไม่ใช่คนเถื่อนบ้างนะเว้ย ประมาณว่า ‘นาย’ กับ ‘เรา’ อะไรเงี้ย เห็นน้องม.1 คุยกันแบบนี้ น่ารักฉิบหาย

“ซื้อเสื้อมึงก่อนหรือซื้อรองเท้ากูก่อนดี”

“แล้วแต่ ยังไงก็ได้” ผมตอบแล้วหันไปมองร้านรอบตัว ของเยอะชะมัด คนก็เยอะนะ อย่างว่าแหละ ใครๆ ก็อยากมาเดินซื้อของพักผ่อนในวันหยุด

“งั้นไปซื้อเสื้อให้มึงก่อน”

เมื่อตกลงกันได้เราก็เดินไปร้านเสื้อผ้ากีฬา พระเจ้า เกิดมาเพิ่งเคยเข้า กลิ่นสปอร์ตข้างในนี้ทำให้ผมอยากออกกำลังกาย โอ๊ย โคตรชอบอะ ได้กลิ่นแล้วรู้สึกเฮลตี้สุดๆ

“อยากได้แบบไหน”

“แขนกุด”

ไม่ได้อยากโชว์หุ่นแต่ผมเคยอ้วนก็เลยติดนิสัยขี้ร้อนมา ใส่แขนยาวออกกำลังกายแบบพวกนายแบบไม่ได้หรอก ใส่แขนสั้นก็อึดอัด เอาแบบแขนกุดไปเลยละกัน สบายตัวแถมราคาก็ถูกกว่า

“เหรอ งั้นตัวนี้ไหม” ร่างสูงเดินไปหยิบเสื้อรัดกล้ามเนื้อแขนกุดมาให้ผม ก็ตรงอย่างที่อยากได้ทุกอย่างนะ ตรงสเปคด้วย สีเหลืองดำ เห็นแล้วนึกถึง yzf ที่รัก เอาตัวนี้แหละ เวลาขี่รถจะได้ดูเข้ากั๊นเข้ากัน

“ลองได้ไหมครับพี่”

“ได้ค่ะ เชิญในห้องนี้เลย”

พอได้ยินดังนั้นผมก็เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องทันที เพิ่งเคยเห็นหุ่นตัวเองแบบรอบทิศ ในกระจกรอบด้าน หุ่นดีไม่หยอกเลยนี่หว่า มีซิกแพ็คเล็กๆ ด้วย กิ้วๆ

...เออ คุณรู้ไหม พี่ตุลย์โคตรจะหวงผม วันก่อนผมเดินถอดเสื้อออกจากบ้านไปเก็บผ้าที่ตากไว้ ตอนแรกก็ปกติดีแต่พอคุณเสี่ยเห็นเท่านั้นแหละ ตะโกนลงมาจากชั้นสองว่า 'ไอ้เหี้ยธัน! ใส่เสื้อเดี๋ยวนี้!!!' แล้วตอนนั้นมีแต่พวกผ้าปูที่นอนไง ผมก็เลยบอกปัดไป แล้วดูพี่มันตอบกลับมา... 'ถ้ามึงไม่หาอะไรมาใส่ มึงไม่ต้องเอา yzf!!!!' เท่านั้นแหละครับ ผมนี่คว้าปลอกหมอนปลาทูมาใส่แบบไม่คิดชีวิต อัปยศจริงๆ....

ก๊อก ก็อก

“ตายไปแล้วเหรอไอ้ธัน ถ้ามันแน่นก็อย่าพยายามยัด เดี๋ยวเสื้อขาด”

“ขาดพ่อง เป็นไงบ้างวะ น่าเกลียดรึเปล่า” ผมเปิดประตูออกไปพร้อมกับหมุนตัวเองให้เพื่อนดู ส่วนตัวผมคิดว่าดูดีแต่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองยังไง แต่ถึงคนอื่นไม่ชอบผมก็จะใส่อยู่ดี ก็ผมชุ้นกับคนในฟิตเนสแล้วนี่นา ระดับนี้ไม่ต้องอายแล้ว ผมดูดีในสายตาตัวเองก็พอ

“ไม่นะ กำลังดี ถ้าฟิตมากกว่านี้ก็อึดอัด ถ้าหลวมกว่านี้ก็คงไม่สวย”

“อือฮึ นี่หยางกูมีกล้ามด้วยล่ะ” ผมจับมืออีกฝ่ายมาสัมผัสกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว ก็ไม่ได้มีมากหรอก แถวบ้านเรียกว่ามีพอเซ็กซี่ นี่เพิ่งมัธยมเองนะเนี่ย มีกล้ามซะแล้วกู… ไม่ชอบเลย ต่อไปนี้จะพยายามไม่ให้กล้ามใหญ่ไปกว่านี้ละกัน ผมไม่ชอบคนกล้ามใหญ่เป็นปู น่ากลัว แมวน้ำจะไม่กลายเป็นปูเด็ดขาด

“ตรงไหนวะ ไม่เห็นมีเลย ไขมันตกค้างรึเปล่า”

“อยากโดนเตะไหม?” ผมเท้าสะเอวถามอย่างหาเรื่อง ไขมันตกค้างอะไรจะมาเป็นทรงขนาดนี้ โด่วว คิดว่าตัวเองมีแล้วคนอื่นจะมีไม่ได้รึไงบักหรรม

“โหด ฮะๆ”

“ตกลงกูเอาเสื้อตัวนี้นะ”

“อือแล้วแต่ ว่าแต่… เปลี่ยนแค่เสื้อแต่ฟีลต่างกันฉิบหาย ตอนเช้าเหมือนกูเดินกับลูกอะ ตอนนี้เหมือนเดินกับแม่ของลูก” มือใหญ่หมุนตัวผมให้หันไปมองเงาสะท้อนของเราในกระจก ฟีลก็ต่างกันจริงๆ นั่นแหละแต่ไม่ใช่อย่างที่มันบอกแน่นอน

“แม่พ่อง เดี๋ยวกูตบด้วยไม้แขวน”

“ก็จริงอะ เอวมึงคอดจังวะ”

“น่าจะเป็นโครงร่างกายตั้งแต่เกิดมั้ง เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้แหละ แค่ตอนนั้นยังเด็กก็เลยเห็นไม่ชัด” มันเว้าเข้าไปแบบดูดี ไม่ได้โค้งจนเหมือนผู้หญิง คงเพราะตอนนี้ยังโตไม่เต็มวัยด้วยละมั้ง ...รึเปล่า? อายุเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเต็มวัยวะ

“แก... ผู้ชายสองคนนั้นหล่อจังเลยอ่ะ ฉันชอบบบ”

“หล่อจริง... แต่น่าจะกินกันเองอะมึง เห็นเมื่อกี้ไหมล่ะ งุ๊งงิ๊งกันซะ แฟนแน่นอน เชื่อกูดิกูเรียนมา”

สองเสียงใสดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผมหันไปมอง ใกล้ๆ กับที่พวกเรายืนอยู่มีผู้หญิงสองคนกำลังเอามือป้องปากคุยกันอยู่ครับ พวกเธอจะป้องทำไมในเมื่อเสียงดังขนาดที่พนักงานตรงเคาท์เตอร์หันมามอง

“มึงอย่ามามโน ถ้าหล่อขนาดนี้หันมาแดกกันเองกูให้ตบเลย”

เพี๊ยะ!

เหี้ย O_O

ผมมองภาพตรงหน้าตาค้าง... เมื่อกี้คุณผู้หญิงที่ใส่ชุดแดงเธอใช้ฝ่ามือตบหน้าเพื่อนตัวเองครับ น่าจะแรงพอควรเพราะเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังมาถึงหูผมที่ยืนอยู่นี่เลย ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อะ มึงตบกูทำไมเนี่ย!”

“ตบเผื่อไว้ ยังไงเขาก็แดกกันเอง พ่อกูกล่าวไว้ว่าชายใดใส่เสื้อคู่กัน ชายสองคนนั้นต้องได้กันเอย” เธอจับคางพูดอย่างมีหลักการขณะเดินจากไป...

เวรกรรม

“เพราะมึงแหละ คนอื่นก็เลยมองว่ากูเป็นเกย์ _   _”

“ชินเหอะ ได้ยินแบบนี้มาเยอะแล้ว” ร่างสูงตบหัวผมปุๆ ...นั่นสิ ตอนแรกก็ปฏิเสธทุกคนนะแต่พอโดนล้อมากเข้ากูเริ่มชิน เดี๋ยวนี้พอพวกไอ้ต้นล้อแล้วผมไม่เคยด่า ตรงกันข้ามเลยถ้าวันไหนอารมณ์ดีก็มีเซอร์วิสด้วยซ้ำ โถ่ ชีวิตกู เหอะๆ

“งั้นเอาตัวนี้แหละครับ” ผมยื่นเสื้อให้พนักงาน

“ซื้อตัวเดียวเหรอวะ?”

“อือ เดี๋ยวซักๆ เอา แม่งแพง กูเสียดายเงิน” ตัวละตั้งหลายบาท ไม่น่าพูดไว้เลยว่าจะซื้อ รู้งี้บอกว่าเสื้อกล้ามดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเงิน

“มึงมีรองเท้าวิ่งยังวะ” ไอ้หยางเอ่ยถามหลังจากที่เราเดินออกจากร้านมาแล้ว กลิ่นข้างนอกกับในร้านนี่ต่างกันเลย อยากจะกลับเข้าไปถามพนักงานจริงๆ ว่าใช้สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นอะไรผมจะไปซื้อมาใช้บ้าง

“มีแล้ว ก็ที่ใส่อยู่ทุกวันไง” ที่พี่ตุลย์ซื้อให้

“อ้อ...”

“ไม?” ไอ้ ‘อ้อ’ แล้วทำหน้าเหมือนมีแผนอะไรสักอย่างของมันทำให้ผมเลิกคิ้วสงสัย ทำไมรู้สึกเหมือนเห็นปีกกับหางดำๆ ของพวกเจ้าเล่ห์

“เปล่า ก็แค่จะถามว่าอยากได้รองเท้าเพิ่มอีกสักคู่ไหม๊”

“จะซื้อให้?” หูว ช่วงนี้ดวงเด็กเสี่ยของผมนี่พุ่งสูงยิ่งกว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกอีก โดนเปย์ทั้งพี่ทั้งเพื่อน ผมเลิกเรียนแล้วไปให้ไอ้พวกนี้เลี้ยงดีกว่าไหม ขี้เกียจเรียนละ

“พ่อมึงสิ ไม่ได้รวยขนาดน๊าน”

“แล้วถามเพื่อ”

“ก็แบบ ช่วงนี้ที่ร้านมีโปรยิ่งซื้อเยอะยิ่งลดเยอะไง เราก็เลยอยากให้นายช่วยมาเป็นหุ้นส่วนกับเราหน่อย” ไม่พูดเปล่า มือใหญ่กอดแขนผมเป็นท่าประกอบ ...อ๋อ ที่บ่นพึมพำว่ารองเท้าๆ ตั้งแต่เช้าก็คือเรื่องนี้เองเหรอ กูก็คิดว่าอะไร

“ฝันเหอะ”

“นะๆๆ”

“ไม่เอา เปลือง” สิ้นประโยคผมก็เร่งฝีเท้าเดินนำหน้าคู่สนทนาไปเลย ไร้สาระที่สุด รองเท้ามันก็มีไม่ใช่น้อย มีเยอะถึงขนาดที่ต้องซื้อตู้มาใส่โดยเฉพาะอะ เยอะขนาดไหนถามใจเธอดู ก็เข้าใจแหละว่าชอบแต่มึงช่วยเว้นระยะหน่อยได้ไหมหัสดิน อาทิตย์ก่อนเพิ่งสอยไปคู่หนึ่งไม่ใช่รึไง

“ธันนน ขอเหอะ ถ้าซื้อสองคู่ตอนนี้ราคาเหลือเท่าคู่เดียวเองนะเว้ยย”

“งั้นมึงก็ซื้อซะสิ จะได้มีรองเท้าสองคู่”

“ตังไม่พอไงงง”

“อย่ามาตอแหล มีเงินซื้อบิ๊กไบค์จะไม่มีตังซื้อรองเท้าได้ไง” ผมหยุดเดินก่อนจะหันไปจิ้มหน้าผากอีกฝ่ายให้หงายไปข้างหลัง นี่ยังไม่รวมเงินค่าโน่นนี่ที่มันเสียไปกับการเปย์สาว โถ มีเงินให้คนอื่นแต่ไม่มีตังให้ตัวเอง เจริญมากเพื่อนกู

“นั่นตังพ่อกูไหมล่ะอุ๋งๆ ขอเหอะ ซื้อนะๆๆๆๆๆ” มันเข้ามากอดผมจากด้านหลัง ย่ำเท้าไปมาเหมือนเด็กน้อยที่อยากจะได้ของอะไรสักอย่างแล้วงอแงกับพ่อแม่ ด่าว่ากูเด็ก… ดูตัวเองซะก่อนเหอะ

“ไม่เอา”

“ธัน… ไม่สงสารกูเหรอ ถ้าไม่มีรองเท้าใส่ไปฟิตเนสกูจะออกกำลังกายยังไง”

“อย่ามาว่ะ ปกติมึงก็มีเป็นตู้ จะซื้อไปอีกเพื่ออะไร เอาไว้สุมหัวเหรอ”

“ธันนน เป็นของสะสมไง”

“อย่ามากอด ร้อน” ผมพยายามสะบัดร่างสูงออกไปเพราะเริ่มรู้สึกถึงสายตาคนทั้งห้าง คือมึงเลือกที่หน่อยไม่ได้รึไงวะ อย่างห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนหรือที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ทางขึ้นลงบันไดเลื่อนอะ! คนที่ขึ้นมางี้เห็นหมดเลยสัส

“เถอะ ซื้อนะๆๆๆๆ”

“ซื้อแล้วกูจะได้อะไร”

“ได้รองเท้าไปใส่ไงถามควายๆ”

“-   -”

“โอ๋เอ๋พูดเล่นครับ” มือใหญ่กอดรั้งผมไว้แน่นกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าผมทำท่าจะสะบัดตัวหนีการเกาะกุม อ๊ากก กูร้อนเว้ยไอ้หัวครวยยย “ความจริงได้มากกว่านั้น ได้… ได้ช่วยกูไง เรื่องสำคัญระดับชาติเลยนะ”

“เหอะๆ”

“ตกลงซื้อนะ โปรนี้มีวันนี้เป็นวันสุดท้ายอ่า แล้วนานน๊านนนน ร้านถึงจะจัดโปรแบบนี้อีก ไม่สงสารกูเหรออุ๋งๆ… ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปกูคงเสียใจมากเลยนะ” น้ำเสียงหงอยๆ มาพร้อมกับใบหน้าเศร้าที่ผมดูก็รู้ว่าตอแหล แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ… เฮ้อ

“เออซื้อก็ได้”

“เย่”

หมับ O_O

ฟิ้ววววว

โอ้โหไอ้เหี้ย เมื่อกี้ยังทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่เลย นี่อะไร! ไหงมึงมีแรงลากกูละโว้ย ลากเร็วด้วยนะประเด็น คาดคะเนแล้วน่าจะ 200 กิโลเมตรต่อวินาทีเพราะตอนนี้เรามาถึงร้านรองเท้าเป็นที่เรียบร้อย… นี่สินะที่เขาบอกว่าพอเป็นเรื่องที่ชอบแล้วคนเรามันจะเร็ว

“เอาคู่ไหนเลือกเลยนะ กูไปเลือกของตัวเองก่อน อิอิ”

พูดไว้เท่านั้นแล้วไอ้หยางก็เดินจากไป…

อย่างเลว

ถึงจะด่ามันแต่เพราะพูดไปแล้วว่าจะซื้อ ผมก็เลยต้องจำใจทำหน้ามุ่ยเดินๆ บ่นๆ ไปทั่วร้านเพื่อเลือกรองเท้าที่ถูกใจ อาจจะเป็นเพราะไม่อยากได้ตั้งแต่แรกรึเปล่าไม่รู้ที่ทำให้ผมมองรองเท้าไม่สวยสักคู่ ฟีลคล้ายๆ กับตอนที่พี่ตุลย์บังคับซื้อรองเท้าให้เลยแฮะ

เนื่องจากไม่ถูกใจอะไรเลย ผมจึงทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ไม้หน้ากระจกแล้วล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาเล่น

Thanwa : ไอ้ต้น _   _

Ton : ว่าไงเพื่อนธัน

Thanwa : กูไม่มีเพื่อนคุย มาคุยเป็นเพื่อนหน่อย

โถชีวิตคีรินทร์ อนาถกว่านี้ไม่มีแล้ว ความจริงมีคนอยากคุยกับผมเยอะนะครับแต่ผมไม่อยากคุยกับใครนอกจากเพื่อนตัวเอง พวกเธอชอบเข้ามาแทะโลม น่ากลัว

Ton : อ้าววว แล้วไอ้หยางเมียมึงล่ะ

Thanwa : เลือกรองเท้าอยู่ เหอะๆ

Ton : มึงเบื่อล่ะซี่ รอมันนานแล้วล่ะซี่ นิสัยผู้หญิงก็แบบนี้แหละะะะ

Thanwa : เหอะๆ ตอนนี้มึงอยู่ไหน

Ton : ฟิตเนสกับไอ้เทรนด์

เอ้า แล้วพอกูชวนมาเดินห้างบอกว่าไม่อยากมา ไอ้พวกบ้าออกกำลังกาย อยากอยู่กันสองคนก็บอกกูดีๆ ดิวะ

Thanwa : เดี๋ยวซื้อของเสร็จกูกับไอ้หยางจะไปหา

Ton : ไม่ต้องมาหรอกเชื่อกู วันนี้มีทัวร์ที่ไหนไม่รู้มาลง มึงเอ๊ยยย คนเยอะจนกูตาลาย อากาศหายใจแทบไม่มี นี่ฟิตเนสนะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว มึงจะเอาชาวต่างชาติมาลงเพื่อ กูงง

อ้าว แล้วแบบนี้ผมกับไอ้หยางก็ต้องกลับบ้านสิ เฮ้อ อุตส่าห์ไปซื้อเสื้อมาใหม่

“ลั้ลลาาา ธันได้รองเท้ายัง” ร่างสูงกระโดดดึ๋งดั๋งมาหาผมที่นั่งอยู่ ในมือถือกล่องรองเท้าดีไซน์หรูหรา เหอ ลืมไปเลยว่าต้องเลือกรองเท้าหนึ่งคู่

“ยัง”

“อย่าทำหน้าบึ้งสิ” อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะดึงแก้มผมเบาๆ ในขณะที่มันยิ้มหน้าบานผมก็ทำหน้าบึ้งต่อไป ก็เสียดายอะ กว่าผมจะเก็บเงินได้เท่าราคารองเท้าไม่ใช่วันสองวันนะครับ

“เหอะ”

“อย่าขมวดคิ้วดิ แบบนี้กูรู้สึกผิดนะเว้ย... คู่นี้สวยไหม” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองรองเท้าในกล่องตามที่เพื่อนสนิทต้องการ ตอนแรกจะตอบว่าไม่สวยเพราะตอนนี้อารมณ์ผมติดลบสุดๆ มองอะไรก็คงไม่งามสักอย่าง แต่เปล่า ไอ้สิ่งที่อยู่ในกล่องสวยจนผมต้องลุกขึ้นไปดู

“สวยว่ะ”

“งั้นมึงเอาคู่นี้” ไอ้หยางยื่นกล่องมาให้ผมถือ

“เฮ้ยไม่เอา นี่ของมึง”

“มันมีอีกคู่หนึ่งที่ดูจะเป็นไซส์กู คู่นี้มันเล็กไปนิดหน่อย น่าจะพอดีกับเท้ามึงมากกว่า” มันเดินไปเอารองเท้าคู่ที่ว่ามาให้ผมดู ก็จริงอย่างที่พูด พอมองดูดีๆ ไอ้คู่ที่อยู่ในมือผมไม่น่าจะรองรับส้นตีนอันใหญ่โตของไอ้หัสดินได้ อีกอย่าง... พอลองใส่แล้วก็เท่ากับผมพอดีเป๊ะ

อือ งั้นเอาคู่นี้แหละ

“อิอิ”

“มีความสุขขนาดนั้นเลย?” แม่งขำอิอิมาตั้งแต่ออกจากร้านรองเท้า จนตอนนี้อยู่บ้านมันแล้วก็ยังไม่หยุด นอกจากทำหน้าขำแล้วก็ยังยิ้มแก้มปริ เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้ยังไงไม่รู้

“ช่าย ได้รองเท้าแล้วกูก็อิ่มใจไม่อยากได้อะไรแล้ว” ร่างสูงเอ่ยขณะลงจากรถ ทุกอย่างปกติดีแต่มีอย่างหนึ่งที่ผิดปกติ... ไอ้รถเบนซ์สีขาวนี่ของใคร? “อ้าว รถพ่อกูนี่หว่า กลับมาแล้วเหรอเนี่ย”

“สองหนุ่มไปไหนกันมาจ๊ะ… แหม ใส่เสื้อคู่ด้วย น่ารักจริงๆ ฮะๆ”

เสียงทักนุ่มจากด้านหลังทำให้พวกเราหันไปมอง พอหันไปปุ๊บก็เจอเข้ากับร่างท้วมของต้นเสียงทันที เธอคนนี้เป็นคนที่ผมบอกว่าเธออยากได้ผมเป็นลูกชายไงครับ... น้าบัว แม่ไอ้หยาง

“แม่สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้อีกฝ่ายก่อนจะเดินเข้าไปกอดเธอ สมัยก่อนตอนที่แม่กับพ่อผมไม่อยู่บ้านก็มีเธอนี่แหละที่คอยดูแล ‘ใจดียิ่งกว่าแม่นมในหนัง มั่งคั่งยิ่งกว่าเศรษฐี’ คือสโลแกนแม่หัสดิน

“จ้า ตกลงไปไหนกันมาเอ่ย”

“ไปกินข้าวกับซื้อเสื้อให้ธันวาครับแม่” หืม ‘ซื้อเสื้อให้ธันวา’ งั้นเหรอ ทำไมไม่บอกว่าซื้อรองเท้าวะ... อ้อ นึกออกแล้ว จำได้ลางๆ ว่าไอ้หยางเคยโดนด่าเรื่องซื้อรองเท้ามาเยอะเกินเหมือนกัน ว๊าย กูมีเรื่องต่อรองมึงอีกแล้ว ตอนนี้มีกี่เรื่องแล้วนะ ไฟล์ในคอม หนังสือใต้เตียงแล้วก็เรื่องรองเท้า หึ

“เหรอ งั้นก็อิ่มแล้วสิ แม่อุตส่าห์ซื้อขนมหวานมาฝากธันตั้งเยอะ”

“ธันอิ่มแล้วแต่หยางยังครับ” คนพูดยิ้มหวาน วิ่งเข้ามากระแซะตัวผมให้ออกไปก่อนจะสวมกอดเธอแทนผม มันใช้จังหวะที่แม่เผลอ ยัดกล่องรองเท้าทั้งสองกล่องลงไปในที่เก็บอุปกรณ์การช่างทันที... เร็วกว่าลิงก็มึงนี่แหละ โยนแบบไม่มีเสียงด้วยสัส

โคตรเซียน

คุยกันได้สักพักพวกเราก็เข้าไปในบ้าน ก่อนจะไปไอ้หยางก็ไม่ลืมที่จะเอากล่องรองเท้าไปซ่อนไว้ที่อื่นไม่ให้ใครเห็น เห็นการกระทำแล้วกูเดาได้เลยว่ามึงกลัวพ่อแม่รู้ขนาดไหน

บนโต๊ะอาหารมีหยิน ผม และไอ้หยางกำลังนั่งหน้าสลอนมองกล่องของหวานจำนวนมหาศาล ส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองท่านขอตัวไปพักผ่อนบนบ้านแล้ว ได้ข่าวว่าเพิ่งกลับมาถึงเมื่อไม่นานมานี้ก็เลยเพลีย

“พี่ธันกินสิ” สาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวบนโต๊ะเลื่อนกล่องเค้กมาให้ผม ก่อนที่มันจะเฉียดเข้ามาใกล้ก็ถูกมือใหญ่ของใครบางคนคว้าเอาไว้ก่อน แน่นอนว่าเจ้าของมือต้องเป็นไอ้ตะกละที่กินขนมจนเลอะปาก... เชี่ยหยางนั่นเอง

“ไม่ได้ ถ้าน้ำหนักยังไม่ถึงหกสิบสองมึงห้ามแดกของหวาน” ทำเป็นเข้ม ได้ข่าวว่าเมื่อไม่นานมานี้มึงเพิ่งพากูไปแดกบิงซู ซึ่งมึงเป็นทั้งคนชวนและคนจ่าย

“ไม่แดกอยู่แล้ว ไม่หิว”

“ดี๊... ไม่หิวแน่นะธันวาาา” มึงต้องการอะไรจากกูแน่วะ ทำไมต้องทำลอยหน้าลอยตา จงใจเอาช้อนที่มีเค้กอยู่มาวนเวียนแถวปากกู คือถ้าอยากให้กินก็บอกดีๆ ก็ได้มะ! กูก็ไม่ได้หิวหรอกแค่ท้องร้อง ไม่ได้หิวหรอกแค่บางทีก็อยากลองกินขนมหรูๆ บ้าง ไม่ได้หิวหรอกแค่สงสัยว่าทำไมกูแดกไม่ได้ ไม่ได้หิวเลยจริงๆ แค่ไอ้กลิ่นเค้กนี่ยั่วใจกูฉิบหาย!!

“มะ อื้อ!” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร ช้อนโลหะพร้อมของหวานก็ถูกอีกฝ่ายยัดเข้ามาในปากผมด้วยความเร็ว ไอ้เหี้ยยยยยยย

“ไอ้พี่หยาง ไปแกล้งพี่ธันแบบนั้นได้ไง!”

“ฮะๆ”

“ไอ้ห่า...” ผมไม่สนใจเสียงใครแล้วฟุบหน้าลงกับแขนตัวเอง คือไม่ได้ดราม่าร้องไห้เพราะช้อนกระทบฟันหักหรืออะไร... แต่เพราะ ฮื่ออออ

“ธันเป็นไร ช้อนโดนปากเหรอ?” ไม่ต้องมาสะกิดกู

“เปล่า...”

“ไม่เป็นไรก็เงยหน้าขึ้นมาสิเฮ้ย” มือใหญ่พยายามงัดใบหน้าของผมขึ้นมาแต่ผมก็ออกแรงกดไว้ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น โอ๊ยหยาง ขอเหอะ

“...ไม่เอา”

“เป็นไร มีอะไรก็บอกดิ” เสียงถามจริงจังทำให้ผมเงยเสี้ยวหน้าขึ้นมามอง คิดอยู่นานว่าจะบอกมันดีไหม จนได้บทสรุปว่าถ้าไม่บอกเดี๋ยวเรื่องจะยาวกลายเป็นปมดราม่าเล็กๆ…

กูบอกก็ได้

“เค้กแม่งอร่อย ถ้ากูเห็นมันอีกต้องแดกหมดแน่ๆ” นั่นแหละครับ ไอ้เหี้ยเค้กแม่งอร่อยจริงไม่ติงนัง ถึงขนาดที่ถ้าผมเห็นแล้วคงไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้กินได้ ก็เลยต้องก้มหน้าอยู่แบบนี้ เวรเอ๊ย

“อ๋อ ไอ้เหี้ย กูก็คิดว่าโกรธ ฮะๆ”

“มึงเลวมากไอ้เชี่ย เพราะมึงนั่นแหละที่เอาเค้กยัดปากกู กูถึงได้เป็นแบบนี้” พูดแล้วผมก็ตีไหล่กว้างสองสามที แทนที่อีกฝ่ายจะร้องว่าเจ็บหรือบอกให้พอ...

“กินไหม ลองหน่อยไหม อันนี้อร่อยกว่าเค้กเมื่อกี้อีกนะอุ๋งๆ”

“ไม่เอา ไอ้เลว!”


_________________________________________________________________________________

เย่ลงครบแล้ว!!!!!!


ลาก่อยชาวโลก เราจะกลับดาวแล้ว

แถ่ดๆๆๆ



ไปต่อจักรยาน!!!!



วุ้ว ดาวผู้กระปู๋เป้าใหญ่ พี่มาแล้ววววววววว!!!


...ไม่ได้นอนก็แบบนี้แหละ

-Mommae-

++++++++++++++++++++++++++++

วุ้ว ฉี่วิตมัธยมมีงานทำนี่มันวุ่นวายจริมๆ

แม้เราจะง่วงเราก็ยังต้องแกล้งดีดเพื่อหลอกตัวเองว่า

เอ้โย่ กูยังไหว นี่ไงยังแด๊นได้...

กรรม



6/11/2559

-Mommae

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.519K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29201 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 01:21
    มะงึ้ยมาก น่ารักที่สุด!
    #29,201
    0
  2. #29033 psunrise (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 22:43
    แฟนกัน เป็นแฟนกัน ! กรี๊ดดดดดดดเด่กผู้ชายก็หยั่งงี้แหละ เขินมากเขินเขินเขิน
    #29,033
    0
  3. #28810 lol6104 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 20:59
    อู้ยแกรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร
    #28,810
    0
  4. #28702 Shipnielong (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 12:07
    ความแฟนนี่มันคืออะไรกัน?
    #28,702
    0
  5. #28248 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 19:54
    ฮื่อ ตลกกิ๊ฟ
    #28,248
    0
  6. วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 11:12

    เลื่อนดูกิฟว่าจะไม่ขำแล้ว รูปสุดท้ายเท่านั้นแหละ ฮากร๊ากเลย 555

    #27,702
    0
  7. #26402 Nanthara (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 10:35
    สนุกมากคร้า
    #26,402
    0
  8. #25200 cb_my_love (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 22:35
    กิฟตลกอ่ะ55555555 หยางธันมีความแฟน การกระทำมันใช่อ่ะ
    #25,200
    0
  9. #25150 WayVe❤ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 13:27
    การกระทำใดๆล้วนเข้าใกล้คำว่าแฟนเต็มที ใครเห็นก็คงคิดเหมือนชะนีน้อยนางนั้น แต่พวกแกมันตลกกลบเกลื่อน! -บ้า!น่ารักชิพหายพะพิกกะพิกกะบู๊!! /ชอบกิฟอะ 555
    #25,150
    0
  10. #23313 TheQueen773 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 10:53
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดอ่านฉากอ้อนซื้อรองเท้าแล้งนึกถึง บี๋ขึ้นมาเลยยย
    #ควรจะเป็นผัวเป็นเมียกันได้แล้งนะ
    #23,313
    0
  11. #22744 SamirunSpirit (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 18:26
    โอยย เมื่อไหร่จะรักกันโว๊ยยอ่านมาหลายตอนละ ไม่มีวี่แววเลย
    #22,744
    0
  12. #22635 หนู๋ไอ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2560 / 23:10
    ธันหนูไม่ต้องแมนขนาดนี้ให้หยางเป็นผัวได้อย่างง่ายหน่อย#หยางธัน
    #22,635
    0
  13. #21869 Maylyunho (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 09:47
    มีมสุดท้ายน่าร้าก ละนังไง ยังไม่มีวี่แววใจเต้นกันเลย จะรักกันยังไงลูก
    #21,869
    0
  14. #21808 petchnara (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 17:05
    ทำไมถึงไม่เห็นจะเริ่มรักกัน//หรือเราคิดไปคนเดียว
    #21,808
    0
  15. #21258 Chopoom94 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 21:45
    รองเท้าคู่ก็มาาาาา มีความยัดเยียดให้อุ๋งๆกินอีก เรียกว่าเลวเลยนะหยาง..555
    #21,258
    0
  16. #21216 ana julia (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 09:59
    พร๊อพรองเท้าคู่ก็มา ฮื่อ เป็นแฟนกันก็บอกกกกกกก
    #21,216
    0
  17. #20829 มูตี้ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 18:43
    ^______^
    #20,829
    0
  18. #19455 Hongkiki_94 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 19:28
    ขำภาพข้างล่างหนักมาก
    #19,455
    0
  19. #18874 SAINEE_ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 15:28
    ขำภาพเคลื่อนไหวประกอบตอนท้าย
    ตลกอ่า
    #18,874
    0
  20. #18811 Como (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 18:09
    ใครเมะใครเคะคะ
    #18,811
    1
  21. #16736 hh_9094 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 22:04
    เหมือนธันจะแมนกว่าหยาง
    #16,736
    0
  22. #16511 tbuykeid37 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 20:26
    น่ารักกก
    #16,511
    0
  23. #16447 I💜GOT7th (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 เมษายน 2560 / 23:59
    *0* ฮอลลล ตะมุตะมิ คุคุคิคิ
    #16,447
    0
  24. #14850 Yjm_407 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 01:00
    ตกลงใครเป็นผัวใครเป็นเมีย5555+
    #14,850
    0
  25. #14799 Def_Igot7 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 20:52
    มีความเสื้อคู่ ความถ่ายรูปหลุด ความอะไรๆกันในห้องลองเสื้อ(?) น่ารักอะ //เรามีเรื่องจะสารภาพ....เกลียดกิฟตอนท้ายทุกอันเลยค่ะ 555555555555
    #14,799
    0