ตาม เรนยู [Yuri]

ตอนที่ 3 : 02 เพื่อนใหม่?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 61



จอเเจๆ~

เสียงภายในห้องเรียนดังอย่าครึกครื้นเมื่อนักเรียนเข้ามากันครบ ส่วนมาก็จะเป็นเรื่องของฉันเสียมากกว่า ทำเอาฉันเกร็งไปหมดทุกส่วน 


ออ ตอนนี้ฉันนั่งอยู่โต๊ะหลังห้องแล้วเรียบร้อยหลังจากที่ครูพามาเเนะนำตัว บรรยากาศภายในห้องก็ไม่ค่อยให้ความกดดันฉันเท่าไร ไม่เท่าไรเล๊ยยยยยย ฮืออออ แม่จ๊าหนูอยากกลับบ้านนนนน


ด้วยความที่ชุดนักเรียนฉันก็ไม่เหมือนใครอยู่แล้วยิ่งทำให้ฉันเด่นมากกว่าใคร ที่บอกชุดไม่เหมือนคือ โรงเรียนนี้เขามีเสื้อเฉพาะจึงต้องมาติดต่อซื้อชุดเอง และฉันก็ยังไม่ได้ซื้อเลยมานั่งเด่นอยู่แบบนี้
“เด็กใหม่หรอ” อยู่ๆ ผู้หญิงผมสีน้ำตาลอ่อนสูงกว่าฉันหลายเซนอยู่ หน้าก็ออกไปทางเท่ๆมากกว่า  เข้ามาทักฉันด้วยแววตาตื่นเต้น ฉันเพียงพยักหน้าให้เท่านั้น
 
“แล้วย้ายมาจากไหนอะ” เธอถามต่อ ด้วยท่าทีเช่นเดิม เพิ่มเติมคือคนในห้องเริ่มหันมาสนใจเยอะขึ้น เออให้ได้อย่างนี้ กูจะได้ไม่ประหม่า ไม่ประหม่ากะผีสิ!!  ขอร้องอย่าสนใจกูวววว

“เราย้ายมาจากไทยนะ” ฉันตอบ เธอทำตาโตเท่าไข่ห่าน (ตกใจเบอร์เเรง)ก่อนที่เธอจะขยับหน้ามาใกล้ๆฉันแล้วจ้องอย่างพิจารณา เอิ่ม…เพื่อ?
“ว้าววว หน้ารักมากเลยอะ ตาสองชั้นด้วย”เธอว่าเหมือนคนเหม่อลอย ฉันขยับหน้าออกห่างเล็กน้อยก่อนยิ้มแห้งๆให้ 

“แล้วเธอ~ มีแฟนยัง” อ้าว ถามไรวะเนี่ย พึ่งเจอหน้ากันไม่ถึงห้านาทีนะเฮ้ยชื่อก็ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ  และฉันก็ยิ้มแหะๆไปตามระเบียบ
“ถ้าเธอยังไม่มีแฟนฉันขอออ…” ยังไม่ทันที่เธอคนนั้นจะพูดจบเสียงเปิดประตูอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นทำเอาฉันสะดุ้งนิดๆ 
“ฉันชื่อซอนมีนะ แล้วเธอ…”  หลังจากที่หันไปสนใจคนมาใหม่เธอก็หันมาแนะนำตัวกับฉัน สมควรพูดตั้งนานแล้วไหม? 
“ฉันชื่อยู ยินดีที่ได้รู้จัก” ฉันยิ้มให้ซอนมีจนเห็นคนตรงหน้าลางๆเท่านั้น แอบเห็นซอนมีชะงักนิดนึ่งก่อนจะส่งมือมาลูบหัวฉันเบาๆ
“อืม ได้เวลาเรียนแล้วฉันไปนั่งที่ก่อนนะ” พูดจบซอนมีก็เดินไปตรงเเถวหน้าห้องก่อนจะนั่งลงตรงที่ของตัวเอง แต่ไม่วายหันมาส่งยิ้มบางๆให้ฉัน ฉันจึงส่งยิ้มตอบ อ่าาา ได้เพื่อนเพิ่มแล้วหนึ่งคนสินะ


ปึก!!
เสียงวางกระเป๋าแรงจากคนข้างๆทำให้ฉันหันไปมอง 

มีผู้หญิงสองคนกำลังจ้องฉันเขม้ง คนแรกหน้าตาสวย สวยมาก อีกคนก็สวยเหมือนกันแต่ยังดูเท่อยู่ดีและอีกคนบอกได้เลยว่าหน้านี้ไม่ได้ไปทางเท่อะ ไปทางหล่อเลย แบบหน้าคมเข้มมากนั่งข้างๆกันนี้ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเครื่องแบบผู้หญิงฉันคงคิดว่าเป็นผู้ชายไปแล้วแต่เขากำลังนั่งทำหน้าไม่สนใจโลกแผ่รังสีความไม่พอใจออกมาจนคนรอบข้างต้องก้มหน้า 

“…” เงียบมากกกกก 

บรรยากาศมาคุแปลกๆ ฉันว่าพวกเขาต้องไม่ชอบฉันแน่ๆ ได้เพื่อนเพิ่มหนึ่งคนแต่ได้ ศัตรูเพิ่มอีกสาม โถถถถถ ชีวิต

ฉันเลือกที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหนีสถานการณ์ตรงหน้า ดีที่ฉันนั่งติดกับหน้าต่าง แต่ยังสัมผัสได้ถึงสายตายสองคู่ยังมองฉันอยู่

แต่ว่าเขาอาจจะไปอารมณ์เสียมาก็ได้ เลยมองฉันแบบนั้น ใช่มันต้องใช่แน่ๆ เอาเถอะๆ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องกลัวอะไรว่าไหม?

คิดได้แบบนั้นฉันเลยเอาโทรศัพท์มาเล่นฆ่าเวลา เข้าเช็คเฟชบุ๊ค ไปเรื่อย แต่คนข้างๆฉันนี้รู้สึกคุ้นๆหน้าเเหะ รู้สึกเหมือนเคยเจอกันมาจากไหนสักที่ เเต่ช่างเถอะๆ คนเราก็หน้าตาคล้ายกันเยอะเเยะไป 

“เหอะ!” ภายในความเงียบก็ทีเสียงหวานทุ้มดังขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นมาดูก็เจอสองคนเจ้าเดิมมองเเรงอีกครั้ง 

ฉันหันซ้ายหันขวาก็ไม่เจอใคร นอกจากฉันกะคนหน้านิ่งนี้ เขามองฉันหรือมองคนข้างๆวะ? 

ฉันแอบเห็นคนหน้าสวยๆคนนั้นแอบถอนหายใจแรงๆด้วยแหละ 

คลืดดด

เสียงของขาเก้าอี้ลากไปกับพื้นทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งก่อนจะก้มหน้าลงไปมากกว่าเดิม เป็นไรหว่า ช่างๆ โว้ย ใช่ช่างเยอะไปละเนี่ย 


“หน้าด้าน” เสียงใสดังขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นมามองคนมาใหม่ งงๆ เห็นเธอสองคนมองฉันปานจะกินเลือดกินเนื้อ หะ นี้เขาว่าฉันหรอ? 
“ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดเเล้วก้มหน้าเขี่ยโทรศัพท์ต่อ แม่สอนว่าใครด่าเราคือเขาชมเรา เพราะเขาทำไม่ได้เเบบเราไงละ แต่ฉันทำไรวะ ก็นั่งเฉยอยู่เนี่ย เขาทำไม่ได้หรอ?

“เหอะ จะกวนประสาทสินะ” คนหน้าเข้มสูงกว่าคนแรกนิดหน่อยพูดขึ้นบ้าง
ฉันไม่สนใจเพราะไม่อยากเสวนาด้วย คนยิ่งพาล เราสู้ไปเรื่องมันก็ไม่จบไม่สิ้น 

ปัง! 
“ฉันถาม! จะกวนประสาทฉันหรอ!” ยัยหน้าสวยผู้ร้ายหมายเลขหนึ่ง(เปลี่ยนชื่อให้ทันควัน) ตบโต๊ะเสียงดังแล้วตวาดเสียงดัง ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วเงยหน้าขึ้นสบตายัยผู้ร้ายหมายเลขหนึ่ง อดทนนนน


“เปล่า” ฉันตอบแค่นั้นแล้วเล่นโทรศัพท์ต่อ
“เธอรู้ไหมไม่มีใครได้นั่งที่ตรงนี้ มีคนนั่งแล้ว” ยัยผู้ร้ายหมายเลขสองพูดเสียงเย็น ฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วมองหน้าทั้งสองคนไปมา แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“ฉันไม่รู้” ฉันตอบ ตามความจริงก็ครูบอกว่าให้มานั่งตรงนี้แต่ไม่บอกว่าโต๊ะไหน ฉันเลยเลือกนั่งโต๊ะติดหน้าต่างเสียเลย ไม่คิดว่ามีเจ้าของเเล้ว

“รู้แล้วก็ลุกซะก่อนที่เธอจะเจ็บตัว”ยัยผู้ร้ายหมายเลขสองพูด ฉันกรอกตามองบน ก่อนจะเก็บของลงกระเป๋า แล้วลุกขึ้น
“ไหนละเจ้าของ”  ฉันถามเซ็งๆ 
“ฉันเอง” ยัยหน้านิ่งคนข้างๆฉันพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง และยังนั่งอยู่ที่เดิม 

“งั้นก็กลับมานั่งที่ของเธอ” ฉันพูดนิ่งๆ แต่นิ่งกว่าฉันคงเป็นคนตรงหน้านี้เเหละ ไม่ขยับไม่อะไรทั้งนั้น เอาไงกันแน่วะ
“นี้…” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบประโยคยัยคนนี้ก็พูดแทรกขึ้น
“รำคาญนั่งๆไปเหอะ” แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ ปากมันนะแค่นั้นจริงๆ  หะ? ไรวะ อีกคนบอกให้ไป อีกคนบอกให้อยู่ คุณต้องการอะไรจากสังคม ถาม!

“ตามนั้น แหละอย่ามายุ่งกับฉันอีกนะ รำคาญ” ฉันว่าแล้วนั่งลงที่เดิม ยัยผู้ร้ายหมายเลขสองยกยิ้มมุมปากนิดๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้มาหาเรื่องอะ หมายความว่าไงวะ

“หึ ฝากไว้ก่อนเถอะ” ว่าจบทั้งสองคนก็เดินไปนั่งที่ตัวเองเพราะครูเดินเข้ามาแล้วแต่ยังไม่วายฝากคำแค้นไว้ให้ อย่าลืมมาเอาคืนละ 

ฉันมองคนข้างๆก็เห็นว่าเขาหลับไปแล้ว ควรปลุกดีรึเปล่านะ เอะ แต่ยังผู้ร้ายสองคนนั้นมาหาเรื่องฉันเพราะโต๊ะตัวข้างๆนี้น่า งั้นไม่ปลุก เพราะต้นเหตุเป็นเพราะเขา 

ฉันหันไปมองกระดาน สนใจสิ่งที่อาจารย์สอน ฉันไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นหรอกนะ ถ้าใครชัดเจนว่ามาหาเรื่องฉัน ฉันก็พร้อมจะส้อยคาง แต่ถ้าใครพูดแค่ผ่านๆ แบบไม่เจาะจง อันนี้ฉันก็จะผ่านไป ไม่อยากคิดเยอะเปลืองสมอง  


“วันนี้เปิดเทอมวันแรกเนอะครูปล่อยให้เราทำความรู้จักกันดีกว่าเนอะ”  ครูคนเมื่อเช้าที่พาฉันมาพูดขึ้นทำลายความเงียบ 


“…”  นี้คือผลที่ได้ บรรยากาศภายในห้องเรียนเงียบสนิทจนหน้าอึดอัด ครูเองก็คงจะรู้สึกแหละ เกร็งไปทั้งตัวแบบนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมา 

“งั้นครูขอตัวนะ เจอกันคาบหน้า” ว่าจบครูสาวคนนั้นก็เดินออกไปจากห้องทันที หลังจากนั้นก็มีครูเข้ามาเรื่อยๆ แต่ส่วนมากจะถามฉันมากกว่า 

ตลอดช่วงเช้า ฉันได้รับสายตาอำมหิตของตัวร้ายสองคนซึ่งฉันพยายามจะไม่สนใจ จนในที่สุดออดพักเที่ยงก็ดังขึ้นเหมือนออดสวรรค์เลยก็ว่าได้

“เฮ้ออ” ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆเหมือนกับคนอื่นๆ เพราะรู้ว่าบรรยากาศแสนอึดอัดนี้กำลังจะจบลง

“คาบนี้พอเเค่นี้ เจอกับคาบหน้าครับ”ครูพูดอย่างรีบร้อนก่อนจะออกจากห้องด้วยความไวเเสง แกรีบไปเอาควายเข้าคอกรึไงวะ

“…” และยังคงเงียบ ทุกคนต่างทะยอยออกจากห้องเพื่อไปกินข้าว บางคนทำท่าเหมือนจะมาคุยกับฉัน แต่ดูเหมือนอะไรบางอย่างทำให้พวกเขาไม่กล้ามาคุยกับฉัน อะไรบางอย่างที่กำลังหาเรื่องฉันอยู่ตอนนี้ 

“เรนส์ ไปกินข้าวกัน” ผู้ร้ายหมายเลขสองเดินมาเขย่าตัวคนข้างๆฉันเบาๆเป็นการปลุก ชื่อเรนส์สินะ  แล้วสนทำไมเล่าาาาา

“อืม” เรนส์ครางรับเบาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจกการฟุบโต๊ะ แล้วลุกขึ้นเต็มความสูง

“อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีก” เสียงเรียบๆพร้อมกับสีหน้ายุ่งๆนั้นบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวกำลังหงุดหงิด อะไรของมันวะนี้พึ่งเรียนได้ครึ่งวันนี้จะไล่กันเลยหรอ 

“ฉันพึ่งเรียนได้ไม่ถึงวัน” ฉันยักไหล่กวนๆแล้ว ลุกขึ้นยืนขึ้นเต็มความสูงบ้าง แต่ทำไมฉันไม่สูงเท่ามันวะ 

“…” เรนส์เงียบ สองคนนั้นก็เงียบ แต่ยัยผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งส่ายหน้าอย่างเอื่อมๆ อะไรอี๊กกก  

“หึ” เรนส์เค้นหัวเราะ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับลูกสมุนทั้งสอง

“ระวังอยู่ไม่สุขละ” ก่อนจะเดินออกพ้นห้องยัยผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งก็หันมาว่าด้วยเสียงเย็นเฉียบ แล้วเดินออกไป ฉันยักไหล่อย่างไม่แคร์ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ 

ฉันเดินออกจากห้องตามพวกนั้นไป ก่อนจะขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด แล้วเดินขึ้นจนถึงชั้นดาดฟ้า อ๋อที่ฉันรู้เพราะตอนมาฉันลองมาสำรวจดูแล้วละ (ตอนไหนวะ) อยากบอกว่าโรงเรียนนี้หรูมาก มีลิฟต์คอยบริการด้วยแหละ

เมื่อฉันมายืนบนดาดฟ้าลมเย็นๆปะทะหน้าฉันทำให้ผ่อนครายขึ้นเยอะเลย ดีที่ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนเลยไม่ค่อยมีแดดเท่าไร 

ฉันมองเห็นโต๊ะตัวยาวกับเก้าอี้หลายๆตัวตรงกลางดาดฟ้า เหมือนมีคนอยู่เลยอะ

 ฉันเข้าไปนั่งพร้อมกับเอาข้าวกล่องที่แม่บ้านของอานิตย์ห่อมาให้ขึ้นมากิน 

ฉันตักข้าวกินไปเลื้อยๆพร้อมกับมองบรรยากาสรอบๆ บนนี้สามารถมองเห็นทุกพื้นที่ของโรงเรียนได้เลยละ  พื้นที่ในโรงเรียนนี้กว้างมากๆ มีตึกเรียนหลายตึก ซึ้งตึกที่ฉันอยู่ตอนนี้เป็นตึกที่สูงที่สุด มีอยู่หกชั้น และฉันเรียนชั้นที่ห้า


ฉันกินข้าวไปเรื่อยๆจนหมดแล้วเก็บกล่องข้าวลงกระเป๋าแล้วเดินไปเกาะกำแพงที่สูงประมาณอก ฉันมองลงไปข้างล่าง นักเรียนจำนวนมากกำลังเดินสวนกันไปมาอย่างกับมด แต่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่หยุดเดินอยู่ตรงกับที่ฉันยืนอยู่ มีผู้ชายประมาณ 4-5 คน และมีผู้หญิงอีกสามคน ซึ่งฉันจำได้ดีว่าใคร ก็ยัยสามยักษ์พิฆาตโลกานั้นไงละ และพวกเขากำลังมองขึ้นมาที่ฉัน ฉันมองกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เอาสิ ร้ายมาร้ายกลับเว้ย(ถึงฉันจะมีคนเดียวก็เถอะ) สู้สุดใจอะบอกเลย 

มองหน้ากันสักพักพวกนั่นก็เดินเข้าอาคาร เหอะคิดว่าจะเเน่

คลืด

โทรศัพท์ฉันสั่น ฉันเลยหยิบขึ้นมาดูพบว่ามีนิยายแจ้งเตือน เข้ามา ฉันนี้รีบกดเข้าไปอ่านทันที นี้เป็นนิยายที่ฉันเฝ้ารอมานานมากกกกก เเบบสองปีแล้วอะ พึ่งมาอัพ!! คือตอนนี้ดีใจมาก คุณเข้าใจโมเม้นนี้ปะ ที่แบบ เป็นนิยายที่สนุกแต่ไรท์หายไปตอนนิยายกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอะ มันค้างมาก แต่ตอนนี้ไรท์กลับมาแล้ว โคตรดีใจจจจจ

แต่เเล้วความดีใจของฉันก็จบลงเมื่อเปิดหน้านิยายแล้วเจอสิ่งนี้



“ผมพึ่งรู้ว่าการที่เราคิดถึงใครสักคน เจอกันแต่จับต้องไม่ได้มันทรมารแบบนี้นี้เอง”

                                                        เจิมจร้าาาา ฮ่าๆๆ



ไรทททททททท์ สองบรรทัด!! เรารอไรท์มาสองปีอะร่ายยยยยยย แต่ก็ไม่เป็นไรเราเข้าใจ ก็ยังดีที่ไรท์กลับมา ฮือออออ

ฉันกลับมานั่งที่อีกประมาณสี่สิบนาทีถึงเวลาเข้าเรียนฉันจึงหานิยายอ่านฆ่าเวลา 

ฉันนะเป็นสาววายเว้ย คงไม่ต้องอธิบายเนอะว่าสาววายคืออะไร ฉันจิ้นวาย ไม่ว่าผู้ชายจะทำอะไรกันฉันก็จิ้นหมดอะ แค่คุณส่งยิ่มให้กันฉันก็จิ้นได้ ฮ่าๆๆ 


“เจอกันอีกแล้วนะ” เสียงเย็นๆถูกเปล่งมาจากด้านหลัง ฉันไม่คิดจะสนใจ เพราะรู้ดีว่าเป็นพวกไหน อะไรจะหาเรื่องกันได้ตลอดวะ

“ฉันถามไม่ได้ยินหรอ” ยัยผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งเดินมาดึงแขนฉันให้ลุกจากเก้าอี้ เรามองตากันอย่างไม่ลดละ ยัยผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งสูงกว่าฉันประมาณ10เซนฯได้ และผู้ร้ายหมายเลขสองสูงกว่าประมาณ15เซนฯ ส่วนคนหน้านิ่งๆหัวหน้ากลุ่มสูงกว่ามากโข 

ดูจากส่วนสูงก็รู้ว่าใครจะชนะ หึ 

“แค่ไม่อยากเสวนาด้วย” ฉันตอบก่อนจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม แล้วก้มลงหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายหลังก่อนจะเดินออกมา 

ตุบ!

มีใครสักคนสะกัดขาฉันเกือบล้มหน้าคว่ำพอหันกลับไปมองพบว่าเป็นยัยหน้าตายนั้นกำลังยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ 

ฉันเพียงเเค่มองอย่างเคืองๆก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น  อย่าให้ฉันหมดความอดทนก็แล้วกัน 

ฉันเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เเต่พอมาเห็นโต๊ะของตัวเองยิ่งทำให้ฉันอยากปรี๊ดเเตก สภาพโต๊ะตัวที่เรนส์นั่งเละมาก ส่วนโต๊ะอีกตัวที่ยัยผู้ร้ายสองคนนั้นบอกว่าเป็นของเรนส์กลับเหมือนเดิม ไม่บอกก็รู้ว่าฝีมือใคร

ฉันหลับตาข่มอารมณ์สักพักก่อนจะลงมือทำความสะอาดโต๊ะ ฉันเอาดระดาษทิชชูมาเช็ดอาหารเเละน้ำออกจากโต๊ะ มีผู้ชายหัวสีเขียวคนหนึ่งตั้งท่าจะเข้ามาช่วยฉันแต่ต้องชะงักแล้วก้มหน้าเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง

ยัยสามคนเดินเข้ามาในห้อง ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ฉันก็ไม่ได้สนใจทำความสะอาดโต๊ะของตัวเองต่อ 

ฉันทำความสะอาดเสร็จจึงกลับมานั่งที่พร้อมกับเอาสมุดหนังสือขึ้นมาพร้อมเรียน

“ฉันเตือนเธอไว้แล้วนะ ว่าอย่าอยู่ให้ฉันเห็นหน้าอีก…” อยู่ๆเรนส์ก็พูดขึ้นทั้งที่ยังฟุบหลับอยู่ 

“แต่ถ้าเธออยู่ เธอจะไม่มีวันได้หนีไปไหนเด็ดขาด” เรนส์ลืมตาขึ้นมองฉันด้วยเเววตาเรียบนิ่งเดาอารมณ์ไม่ออก ฉันมองเรนส์อย่างไม่เข้าใจนัก จะอะไรกับฉันนักหนาวะ 

ฉันจ้องตาเรนส์เพื่อหาคำตอบแต่สิ่งที่ได้คือสายตาเรียบนิ่งจากนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลนั้น จนฉันเป็นคนละสายตาออกมาเองพร้อมกับครูเดินเข้ามา และทั้งห้องก็ยังเงียบเหมือนเดิม 

แต่ ทำไมยิ่งมองยิ่งคุ้นวะตาแบบนี้… แต่คงไม่ใช่หรอกมั้ง คงไม่ใช่…



กริ้งงงงงงง

เสียงออดดังขึ้นบ่งบอกได้ว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว

“ฮู่ววว” ฉันเป่าลมออกจากปากอย่างโลงอกแล้วเก็บของลงกระเป๋า พร้อมกับครูเดินออกจากห้องไป 

“พรุ่งนี้ย้ายห้องสะ” มาอีกแล้ว เป็นคนที่ฉันเบื่อที่สุดในรอบวัน ก็ยัยสองคนนี้พูดแต่อยากให้ฉันย้ายหนีซ้ำๆ จนฉันเเทบอยากโดดตึกแล้วเนี่ย
“ไม่ เงินฉันก็จ่ายเเล้ว ขอโทษด้วยนะ” พูดจบฉันก็ลุกขึ้นเเล้วเดินออกจากห้องเลย 

ตอนนี้ฉันมานั่งอยู่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนรออามารับ เพราะฉันยังขึ้นรถเมล์ไม่เป็น ถ้าขึ้นนี้มีหลงอะ 

ฉันนั่งมองนักเรียนขึ้นรถเมล์เพื่อกลับบ้านกันอย่างคึกคัก ก็ดีเหมือนกันเนอะที่มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าโรงเรียนแบบนี้ นักเรียนจะได้ไม่ต้องลำบากเดินไปไกลๆ 

เวลาล่วงเลยมาจนพระอาทิตย์ตกดิน รอบข้างเริ่มมืดไฟข้างทางเปิดให้แสงสว่างทำให้ไม่น่ากลัวเกินไป

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเเชทกับเพื่อนเพื่อลดความกลัวของตัวเองสักพักพวกเพื่อนๆของฉันก็คอลมา

“มึงงงง” ฉันกรอกเสียงลงในโทรศัพท์แบบที่เคยทำก่อนจะได้ยินเสียงด่าของไอหมอกดังออกมา

[เสียงดังหาเเป๊ะแกหรอ] 
[หมอกอย่าว่ายู] เสียงหวานๆของฟ้าเอ็ดไอหมอกเบาๆ ส่วนนาวก็หัวเราะดังลั่นอย่างสะใจ แล้วหมอกกับนาวก็หันไปตีกันเอง

[ช่างเขาเถอะเนอะ ยูเป็นไงบ้างไปเรียนวันแรก] เสียงอบอุ่นของฟ้าดังขึ้นทำให้ฉันน้ำตาเเทบไหล จะบอกไงดีละ  บอกว่าวันนี้ดีมากเลย เราเข้ากับเพื่อนที่นี้ได้ดีเลยละ อย่างนั้นหรอ ให้โกหกทั้งๆที่วันนี้นอกจากจะมีคนไม่ชอบหน้าแล้วก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยกับฉันอย่างนั้นนะหรอ 

[เฮ้ยยู ถ้ามันไม่โอเค ย้ายกลับมาไทยได้นะ] นาวพูดขึ้นบ้างคงเห็นฉันไม่ตอบละมั้ง

“จะบ้าหรอ ฉันพึ่งย้ายมานะ” ฉันตอบขำๆ ดีที่ไม่ได้วิดีโอคอลไม่งั้นพวกมันคงเห็นหน้าอมขี้ของฉันแน่ๆ

[ก็มึงไม่โอเคอะ] ไอหมอกว่าอย่างมีน้ำโห แต่พวกฉันชินแล้วละเพราะไอหมอกเป็นคนพูดขวานผ่าซากแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เนี่ยก็ไม่ได้แย่สะหน่อย”  ไม่ได้แย่เลย แค่ไม่มีเพื่อนสักคน แค่มีคนที่เกลียดเราตั้งแต่เข้ามาวันแรก แค่ไม่มีใครกล้าคุยด้วยแค่นั้น 

[ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนนะ] ฟ้าพูดเสียงอ่อนโยน น้ำตาแทบไหล อย่านะๆ อย่าไหลนะ โฮกกก

“คร้าาาา แค่นี้นะรถมารับแล้วงะ แล้วค่อยคุยกันใหม่บายย” ฉันรีบพูดตัดบททันทีเพราะถ้าอยู่ต่อคงได้ร้องให้พวกมันฟังแน่ๆ 

[เออๆ เดี๋ยวว่างๆจะโทรไป] นาวว่าแล้วกดตัดสายพอดีกับรถติดฟิลม์สีดำทึบมองไม่เห็นคนข้างใน 
“อ้าว พี่โตชิสวัสดีค่ะ”ฉันยกมือไหว้พี่โตชิทันทีที่พี่แกลงมาจากรถสีดำคันหรูทำเอาฉันโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

“ครับ ขึ้นรถเถอะครับ”พี่โตชิว่าแล้วเปิดประตูรถให้ ฉันโค้งเป็นการขอบคุณก่อนจะขึ้นรถพร้อมกับพี่โตชิปิดประตูให้

รถยนต์คันหรูเคลื่อนไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อน ภายในรถเงียบสนิทไม่มีใครพูดอะไรออกมา ก็แหงละ พี่โตชิกับพี่ดีเซเว่นก็ดูเหมือนเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว และฉันก็ยังไม่สนิทกันถึงขั้นพูดคุยกันได้


ฉันนั่งมองออกไปนอกรถ มองผู้คนกำลังเดินทางกลับบ้าน บ้างก็ออกมาซื้ออาหาร บ้างก็เดินเล่น แต่ที่ฉันสะดุดตามากที่สุดคงเป็นอาหารข้างถนน ที่ส่งกลิ่นทะลุเข้ามาในรถ งืออออ หิวอะ แต่ไม่กล้าบอกพี่ๆให้จอด เอาวะค่อยไปกินที่บ้านก็ได้


“อ้าวพี่คะ นี้ไม่ใช่ทางกลับบ้านนิคะ” ฉันว่าอย่สงสัยเมื่อรถคันหรูเลี้ยวไปอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางที่มาเมื่อเช้า ถึงแม้ว่าจะจำไม่ค่อยได้ก็เถอะ (?) พี่แกคงไม่คิดจะเอาฉันไปขายตอนนี่หรอกนะ ถ้าเอาไปขายจริงๆฉันจะทำไงเนี่ย ฮือออออ อานิตย์ช่วยยูด้วยยยยย (เริ่มสติแตก)

“ไปรับอีกคนหนึ่งครับ ไม่ได้จะเอาไปขาย” เหมือนพี่ดีเซเว่นจะอ่านความคิดฉันออก เลยตอบไขข้อสงสัยให้ แล้วยกยิ้มบางๆ บางมากกกกกกก  

“ฟู่ววว คิดว่าพวกพี่จะพาหนูไปขายสะอีก ฮ่าๆๆ” ฉันหัวเราะกับความคิดของตัวเอง พี่โตชิกับพี่ดีเซเว่นก็ยิ้มขำก่อนมือหนาของพี่โตชิจะเอื้อมมายีหัวฉันจนผมยุ่ง

“งะ ผมยุ่งหมดเลย” ฉันยู่ปากนิดๆก่อนจะจัดทรงผมให้เข้าที่ พี่โตชิส่ายหัวยิ้มๆก่อนจะหันไปมองถนนเบื้องหน้าด้วยท่าทางสุขุม อ่า พวกพี่เขามองดูดีๆแล้วหล่อมากเลยละ  อยากได้ความหล่อของพวกพี่เขาจังเลยยยยย


ขับรถมาประมาณห้านาทีรถก็จอดหน้าตรงหน้าผับแห่งหนึ่งมีผู้คนมากมายกำลังหลั่งไหลเข้าไป แต่รู้สึกจะมีคนคนหนึ่งเด่นมากๆเพราะใส่เครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับฉัน และก็เป็นคู่อริกับฉันด้วย  แต่ออกมาจากผับแบบนั้นได้ยังไงในเมื่ออายุยังไม่ถึง แล้วฉันจะสนใจเพื่อ


ฉันมองพี่โตชิโค้งหัวให้เรนส์อย่างเคารพ ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูอีกฝั่งให้ อะไรกันวะเนี่ย
“เดี๋ยวพี่ดีเซเว่นนี้มันอะไรกันคะ”  ฉันถามงงๆ อะไรกันวะ ยัยนี้เป็นหลานอาฉันอีกคนรึไง หรือมันอยู่บ้านกับอาวะ โอ้ว ม่ายยยยย



“นี้ครับ” พี่ดีเซเว่นยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ฉัน ข้างในเขียนด้วยลายมือขยุกขยิก แต่เดาออกว่าเป็นลายมืออานิตย์แน่นอน แต่อะไรก็ไม่เท่าข้อความข้างในแล้วละ โอ้ววววว อานิตย์


 ยูหลานรัก เนื่องจากมีประชุมสำคัญและด่วนมากที่โอซาก้า เลยต้องบินไปวันนี้ และคงอยู่ต่อโปรเจคอีกยาว อาเลยจะให้หนูไปอยู่กับเพื่อนอาประมาณ 3 เดือน เพื่อนอามีลูกสาวเรียนอยู่ที่เดียวกันด้วยละฮ่าๆๆ อาขอโทษนะที่ไปโดยไม่บอก ยังไงอาจะรีบทำงานแล้วรีบกลับนะ 
                                              
                                    รักนะ จุ๊บๆ 
                                    อานิตย์



อานีตตตตตตต โอ้ยหนออออ พออยากซ็อค!! 

ฮือออ โดนทิ้งอีกแล้ว แถมคงได้ไปอยู่บ้านหลังเดียวกับเรนส์นี้อีก โถ่ถถถถถถ ชีวิตมีสีสันอีกแล้ว 


“หึ” เสียงเค้นหัวเราะเย็นๆดังขึ้นจากคนข้างๆ ฉันหันออกไปมองนอกกระจกทันที ไม่อยากมองหน้านิ่งๆนั้น มองทีไรรู้สึกเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิตทุกที

“ไปส่งฉันที่คอนโดด้วย”  เสียงทุ่มเรียบดังขึ้นฉันมองอีกคนจากกระจกที่สะท้อนภาพข้างหลัง จากตอนแรกที่นิ่งอยู่แล้ว พอมาเเบบนี้ยัยนี้นิ่ง นิ่งมากกกก กอ ไก่ล้านตัว ที่โรงเรียนยังแสดงออกว่ารำคาญ (กู) หงุดหงิด(กู)แต่ตอนนี้ไม่เลย ไม่แม้แต่แสดงอารมณ์แม้แต่ทางสายตา ชักกลัวแล้วสิ



“ไม่ได้หรอกครับ คุณนายใหญ่มีเรื่องจะคุยด้วยครับ” เสียงเรียบๆของพี่ดีเซเว่นเอ่ยขึ้นขณะที่ตายังมองท้องถนนและมือบังคับพวงมาลัย  ฉันแอบได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆของเรนส์ด้วยแหละแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


“…” แดกจุดทั้งรถ คือตอนนี้มันเงียบมาก เงียบอีกแล้ว เป็นการเงียบที่อึดอัดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา(หลังจากเจอมาแล้วเมื่อวาน) เอาไงดีวะ ถ้าอยู่แบบนี้ต้องคลั่งตายแน่ๆ หลับแม่ง



แล้วฉันก็เอนตัวพิงเบาะรถเบาๆแบบไม่ให้เกิดเสียง เกรงใจความเงียบในรถอะน่ะ แล้วฉันก็หลับตาลง เบาะนุ่มๆ แอร์เย็นๆ  บรรยากาศ(โคตร)เงียบแบบนี้ขอนอนหนีความอึดอัดหน่อยเถอะ 

ฝันดีคะทุกคน ขอให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความฝันด้วยเถอะ สาธุ!              


“เอาไงดีครับ” ดีเซเว่นถามขึ้นท่ามกลางความเงียบมองผู้เป็นนายผ่านกระจก 

“ฉันไม่อยากให้เขาต้องเป็นอันตราย” เสียงเรียบทรงพลังเอ่ยขึ้น ทำให้คนเป็นลูกน้องทั้งสองยกยิ้มบางๆ ไม่ได้เห็นนานแล้วสินะ สายตาแบบนี้ จากคนคนนี้ หึ…







ฮัลโหลลลลล โป้งมาแล้วววว
ฮ่าๆหายไปนานนิ๊ดดดดนึ่ง
คือโป้งติดสอบปลายภาคฮะ
ว่าถึงเรื่องสอบก็ขอบ่นหน่อยเถอะ
โป้งก็เป็นคนที่เรียนไม่ค่อยเก่งเนอะพอมาเจอข้อสอบชีวะแค่นั้นแหละ 
โอ้โหหห สมองโป้งมันทำด้วยอะไรรรร ทำไมมันตึบๆขนาดนี้~~
ข้อสอบก็โหดแสนโหด ข้อเขียน30 ข้อข้อกา 60 เวลา 90 นาที คือแบบ...
ฮืออออออออ 

พอๆบ่นมาเยอะละ
ตอนนี้ก็จะยังไม่มีอะไรอีกเช่นเคย 
ตอนแรกว่าจะต่อให้มันยาวกว่านี้แต่กลัวนิยายมันขาดตอน
เลยจะยกไปตอนหน้า ฮ่าๆๆ

วันนี้ก็จะมาแค่นี้แหละ 
เจอกันใหม่ตอนหน้าฮะ


วันนั้นฮะ โป้งเปิดตู้เย็น โป้งกระเด็นเลย!!

โป้งเจอตีนไก่



โบยยยยยยยยยยย






นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #3 janenylyily (@janenylyily) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 19:02
    รออออออจ๋า
    #3
    0
  2. #2 kurosama23744 (@kurosama23744) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 13:35
    รอน้าาาา
    #2
    0