'ลี่เซี่ย' องครักษ์หญิงคนที่สิบสาม

ตอนที่ 6 : ไปตายเอาดาบหน้า 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 401
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    25 ก.พ. 63

พลันแสงเงาแววๆกระสบหางตา ลี่เซี่ยหันขวับพร้อมเล็งปืนสั้นตามสัญชาตญาณ

หัวธนูเหล็กแหลมกำลังพุ่งผ่านเธอคงตามคนร่างฟุ้บตะแคงข้างบนหลังคอม้านั่น

เปรี้ยง เคล้ง ฟิ้วว ฉึก!!

เสียงลูกกระสุนออกจากรังเพลิงหลังเนียวไก เข้าประทะหัวธนูเหล็ก ทำให้เป้าของมันคือต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ 


ลี่เซี่ยแค่นยิ้มแล้วรีบหลบเร้นกายตามต้นไม้ ต้นหญ้ากอสูง เพื่อตามคนเจ็บบนหลังม้า ไม่ได้สนใจกลุ่มคนทั้งแปดที่เอาแต่อึ้ง ทั้งคนทั้งม้าตระหนกตกใจกับเสียงแปลกประหลาดดังราวฟ้าผ่าที่ทำให้ลูกธนูพลาดเป้า ทั้งแปดดึงสายบังคับม้าจนมือเกร็งเป็นเส้นเอ็นขึ้นตามหลังมือและข้อแขนเพื่อให้ม้าหยุด  บางคนถึงกับตกจากหลังม้าด้วยไม่ทันระวัง



เจ้าม้าสีหมอกมันรับรู้ว่ามีผู้มาช่วยเหลือเจ้านาย จึงชะลอฝีเท้าและเพราะด้วยเข้าสู่เขตแดนของแคว้นเจียงแล้ว จึงย้ำเท้าไปมารอผู้ที่วิ่งตามหลังอย่างหน้าตั้ง


"ฮี่ๆๆ"


เธอวิ่งมาหยุดยืนเท้าสะเอวหอบตัวสั่นและปอดแทบระเบิด เธอปล่อยให้ห่อผ้าเลื่อนจากหัวไหลลงสู่พื้น ไม่ลืมหันไปมองหลังว่ายังมีกลุ่มคนควบม้าตามมาหรือเปล่า 'ไม่มี หึหึหึ คงตกตระลึงว่ามันคือเสียงอะไร ให้งงเป็นไก่ตาแตกไปเถอะ'


เมื่อหายหอบหายเหนื่อย จึงก้าวเท้าไปดูคนบนหลังม้า ยังกล้าๆกลัวๆ ว่าม้าอาจจะเตะ จะดีด หรือเอาหัวมันโคกเธอ 


"ฉันเพียงจะดูว่าเขาเป็นยังไงบ้าง" บอกพร้อมจ้องตาม้า ชี้ไปยังคนนอนคอพับมือยังกอดคอม้า ก้าวขาเข้าไปช้าๆ หากพลีพล่ามเกิดมันดีดเท้าใส่หรือควบวิ่งหายเข้าป่า และเธอไม่ขยันและไม่มีแรงวิ่งตามหรอกนะ


"ฮี่ๆๆ" สีหมอกโยกและสบัดหัวว่ามันเข้าใจ


"อ้าา...! สาหัสเอาเรื่องนะเนี่ย" มองลูกธนูที่ปักจากแผ่นหลังหัวธนูคงทะลุถึงด้านหน้า ดีที่ไม่ใช้จุดตาย เธอยังไม่กล้าพลิกตัวเขาดู รีบตัดสินใจคว้าสายบังคับม้าจับจูงมันไปยังสถานที่ที่เธอผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หวังดูอาการคนเจ็บสาหัส


"อึดเอาเรื่องนะนายนะ คงไม่ตายง่ายๆหรอก"


"ฮี่ๆๆ" สีหมอกยอมเดินตามคนจับจูง



ลมเย็นพัดใบไม้ไหวเอน เสียงนกป่า นกภูเขา บินวนเวียนและร้องเป็นฝูง แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านใบไม้ใต้ร่มเงาอ่อนแสงลงเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าเข้าสู่ยามเย็นแล้ว 


ลี่เซี่ยเดินหอบกิ่งไม้แห้งรอบที่ห้ามากองเพื่อให้พอจนถึงรุ่งเช้าและเตรียมลงมือก่อกองไฟ มองเห็นม้าดูท่ามันจะแสนรู้เดินกินหญ้าไม่ห่างเจ้านายของมันที่ยังนอนหมดสติใต้ต้นไม้ใหญ่เพราะเสียเลือดมาก ดีที่พอมียาในห่อผ้าผู้ที่เตรียมให้เหมือนจะรู้ว่ามีเหตุการณ์


กว่าเธอจะจัดการดูแลรักษาตามที่เคยผ่านการฝึกมาได้ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ดีที่คนป่วยสลบไม่ได้สติ เพราะไม่มียาชา เธอคิดไว้ว่าหากเขาตื่น จะสัดกำปั้นใส่สักหมัดพอให้สลบต่อ 


'ยังเด็กอยู่เลยนะเนี่ย น่าจะอายุราว 16-18 ปี  หน้าตี๋และหล่อได้ใจสาวๆ นี้คงเป็นลูกผู้ดีมีเงิน ดูที่เสื้อผ้า เครื่องประดับรวมผิวพรรณถึงได้ดูดีแถมหน้าสวยหวานราวผู้หญิง จะว่าไปผิวพรรณเจ้าตี๋หน้าสวยดูดีกว่าเธอเสียอีก หึหึหึ'


เฝ้ามองสังเกตุอาการจนมั่นใจว่าปลอดภัย จึงเดินเข้าป่าลัดเลาะหากิ่งไม้แห้ง และผลไม้ป่าพอกินแก้หิวไปก่อน แปลกที่ป่าทึบแบบนี้ทำไมไม่มีสัตว์ใหญ่ สัตว์ร้ายสักตัว เมื่อคิดรีบสบัดหัวไปมาอย่างแรง นึกด่าตัวเองว่าจะเรียกหาพวกมันทำไม


ก่อนจุดไฟเธอหันไปโยนผลไม้ป่าสี่ห้าลูกให้ม้าที่สูงใหญ่และสง่างามยามมันเยื้องย่างก้มๆเงยๆกินหญ้า จนนึกอยากได้ พันธุ์ดีเสียด้วย เสียงมันเคี้ยวผลไม้ดังกรุบกรอบมันคงชอบไม่น้อย


เสียงพลิกตัวของคนป่วย เรียกความสนใจทั้งคนและม้าข้างๆกองไฟ


"โอ๊ยย!! ท่านเป็นผู้ใดกัน"  ขยับตัวลุกขึ้นจะนั่งพิงต้นไม้ ต้องสะดุ้งเมื่อเจ็บ แต่ยังเปล่งเสียงถามสตรีแปลกหน้าได้ "ท่านเป็นคนช่วยข้า รึ"


ลี่เซี่ยไม่เข้าไปช่วยพยุง ยังนั่งใช้ไม้เขี่ยฟืนไฟไปมาดูมันเผาว่าสุกหรือยัง และหันมองด้วยสายตาที่ท่อแสงอ่อนโยน เธอมองดูเฉยๆ เพื่อสังเกตุอาการ ถูกถามแบบนี้ อาการของหนุ่มตี๋หน้าสวยคงไม่เป็นอะไรมาก ไม่ตอบและยื่นมือคว้าถุงน้ำที่เอามาจากในยามติดกับอานม้าที่มีมันดิบด้วย ส่งให้คนป่วยดื่ม


รอรับถุงน้ำมาคืนและวางข้างๆ จึงตอบออกไป "ฉัน...เออ" เมื่อนึกได้ว่าคนโบราณเขาพูดกันแบบคำว่า ข้า เจ้า ท่าน จึงคิดเปลี่ยนคำพูดตามให้กลมกลืมไม่ผ่าเลาผ่ากอ


"คือว่า ข้า...อ๋อ ใช่ๆข้าช่วยเจ้า ข้าชื่อ ลี่เซี่ย แซ่หยง แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร" ฟังอย่างไรดูท่าเธอจะยังพูดไม่เป็นภาษาแบบคนโบราณเขาพูดกัน ไว้ศึกษา สังเกต เอาก็แล้วกัน


"ข้าชื่อ...." คนเจ็บหยุดเอยเมื่อเสียงแววๆ


"องค์ชาย องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ"


"องค์ชายแปด พ่ะย่ะค่ะ"


เสียงคนหลายคนเรียกหาไม่ใกล้ไม่ไกล ทำให้หยุดการบอกชื่อแซ่


"ฮี่ๆๆๆ" เจ้าสีหมอกรีบควบตระบึงตระบอนไปตามเสียงร้องเรียกชื่อเจ้านายของมัน


ลี่เซี่ยหูผึ่ง และมองตามเจ้าม้าที่มันควบเร็วหางชี้ออกไปและเมื่อพอเดาได้ว่าหนุ่มตี๋หน้าสวยเป็นใคร 'องค์ชายหรือ มิน่าล่ะผิวพรรณถึงได้สวยเวอร์ผิวธรรมดาสามัญชน'


"ข้าชื่อไท้สื่อหลง แซ่หมิง หรือทั้งแคว้นเจียงเรียกองค์ชายแปด" องค์ชายแปดตรัสพร้อมใบ้พระพักตร์ไปยังกลุ่มทหารที่เรียกพระนาม ทรงแย้มโอษฐ์จนพระเนตรหยี่


"หม่อนฉันขอภัยเพค่ะ ที่ตาหามีแววไม่ หากทรงล่วงเกินองค์ชายแปด โปรดให้อภัย" ลี่เซี่ยขยับจากขอนไม้มาคุกเข่าที่พื้นเว้นระยะหางพอควร ก้มศีรษะต่ำมือประสานระดับอกแสดงความเคารพ  ใช่ เธอเคยเห็นละครจีน เรื่องเป๋าบุ้นจิ้นเวลาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ต้องทำอย่างไร


"ฮ่ะๆๆ โอ๊ย..! ไม่เป็นไร ๆ ข้าจะถือโทษท่านได้อย่างไรกันเล่า ข้าเสียอีกที่ต้องกล่าวขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตรวมทั้งดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้านึกว่าตัวข้าจะไม่รอดเสียแล้ว บุญคุณของท่านใหญ่หลวงนัก ท่านลุกขึ้นเถิด" ตรัสไปพลาง แย้มโอษฐ์ไปพลาง "มาเป็นพี่สาวข้า และข้าเรียกท่านว่า พี่เซี่ยได้หรือไม่"


"อ้าา...ไม่ดีเพค่ะ หม่อมฉันมิอาจเอื้อม" ตอบแบบตกใจแบะถอนไปนั่งบนขอนไม้ที่เดิม


"ไม่ดีได้เยี่ยงไร ไม่รู้ล่ะ ข้าจะเรียกท่านว่าพี่เซี่ย และจะพาท่านไปกับข้าด้วย"


"ห๊า...!  เออ..?!"  ลี่เซี่ยยังคงอึ้งๆ พูดไม่ออก ไม่คิดว่าระดับองค์จะนับเธอเป็นพี่สาวและถือโอกาสเรียกเธอว่าพี่ และเธอจะดวงดีได้ติดตามคนระดับองค์ชายเชียวหรือ และคงไม่ต้องไปตายเอาดาบหน้าอย่างที่คิด


องค์ชายแปดที่รู้สึกถูกชะตา สตรีคนงามผู้มีบุญคุณ รีบหาเรื่องอื่นมากล่าวแทนเพื่อตัดปัญหาว่ากลัวนางจะปฎิเสธ "ทหารกลุ่มนั้นเป็นองครักษ์หลวงของเสด็จพี่ห้า เข้าไปช่วยข้าที่ค่ายแคว้นซ่ง และคอยสกัดทหารแคว้นซ่งเพื่อให้ข้าหนีมารอทางเขตชายแดนเพื่อเข้าพักที่ค่ายทหารก่อนเข้าเมืองหลวง นี้คงตามแกะรอยมาทัน ดีเสียจริง"


ลี่เซี่ยหันมองทหารสิบกว่าคนวิ่งตามหลังม้าแสนรู้


"มันชื่อสีหมอก เสด็จพี่ห้าทรงประทานให้ข้าเมื่ออายุสิบขวบปี ตอนนี้ข้าิายุสิบหกแล้ว เจ้าสีหมอกมันฉลาดและแสนรู้มากเลยนะพี่เซี่ย"


'ใช่มันแสนรู้และฉลาดมากจริงๆ ไม่เช่นนั้นคนเป็นเจ้าของคงชิ้นชีพไปแล้ว' เธอเห็นด้วยตามคำบอกแบบอวดๆเหมือนเด็กๆว่าตนมีม้าดีชั้นเลิศ




ค่ายกองทัพทหารของแคว้นซ่ง สร้างชั่วคราวชายแดนซ่งเพื่อเป็นที่พักและเตรียมบุกโจมตียึดดินแดนแคว้นเจียงเมื่อสพโอกาส และรอทัพหนุนจากแคว้นพันธมิตร


กระโจมหลังใหญ่เป็นที่พักและสั่งการของแม่ทัพใหญ่ตระกูลกู๋


"ท่านพ่อ ท่านว่ามันคืออาวุธชนิดใด และแคว้นใดในห้าแคว้นสิบเจ็ดดินแดนมันใช้กัน ข้าไม่เคยพบเห็นเลยขอรับท่านพ่อ" รองแม่ทัพผู้เป็นบุตรชายร้องถามบิดาอย่างขุ่นเคืองใจ เพราะเจ้าสิ่งประหลาดๆ แท้ๆที่ทำให้พลาดจัดการงานใหญ่


"พ่อไม่เคยพบเห็นเช่นกัน" ตอบบุตรชายที่กลับมารายงานว่าจับเชลยกลับมาไม่ได้เพราะเจ้าสิ่งนี้ที่พุ่งมาขวาง จับพลิกคว่ำพลิกหงายมองอาวุธเล็กๆกลมๆรี่ๆ ยาวประมาณครึ่งข้อนิ้วก้อย มันร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ และยังแข็งเกร่งกว่าเหล็ก เสียงดังราวฟ้าผ่า หากผู้อื่นเล่าให้ฟังตนไม่อาจเชื่อได้ แต่ผู้เล่าคือบุตรชายตนจะไม่เชื่อได้อย่างไร


"และมันไม่ได้พุ่งลงมาจากฟ้าดังสายฟ้าผ่าที่เกิดเสียงกัมปนาท มันพุ่งมาจากข้างทาง ลูกได้สำรวจบริเวณรอบๆไม่พบสิ่งใดส่อแววบอกได้ว่ามันคือสิ่งใด มีเพียงรอยเท้าเล็กๆ เหยียบลงพื้นเบาๆ ไม่เป็นที่นั้นไม่ใช่ผู้มีวรยุทธ์อย่าวแน่นอนขอรับท่านพ่อ"


"อืมม...ตามที่เจ้าเล่ามา มันชั่งประหลาดนัก เจ้าให้คนไปตามหัวหน้านายกองตีดาบ และหาทหารผู้ใดที่ชำนาญเรื่องเหล็กกล้ามาพบข้า ข้าจะสอบถามอาจจะพอเดาได้บ้าง"


"ขอรับท่านพ่อ"


สองพ่อลูกให้ความสำคัญกับสิ่งประหลาดจนไม่คิดสนใจเชลยสำคัญของแคว้นซ่งที่หลบหนีไปได้ หากได้มาไว้ในกำมือใครหน้าไหนจะหาญสู้ทัพคนตระกูลกู๋แห่งแคว้นซ่ง
















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น

  1. #20 SomponratMalasut (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 21:44
    หัวมันโคกเธอ X
    ห้วมันโขกเธอ √
    -หมัด X
    ซัดหมัด √
    #20
    0
  2. #3 06TR (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:06

    ชอบๆๆๆ
    #3
    0