'เหว่ยชิงหลาน' สาวงามมือสังหาร (นิยายของพรนับพัน แปลโดย ยำรวมมิตร)

ตอนที่ 7 : หลงยุค 2 : เพื่อผ่านพบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,042
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 221 ครั้ง
    28 ก.พ. 63

นกพิราบสื่อสาร บินออกจากซอกหินหลังที่พักของค่าย เมื่อทหารหลายกองออกสำรวจรอบๆพื้นตามคำสั่งของท่านรองแม่ทัพ ผู้ควบคุมดูแลกองทหารทั้งห้าพันนายของสกุลเหว่ย


สำนักพรรคมังกรเพลิง ปัจจุบันประมุขพรรค คือ

จ้าวจางเหยี่ยน อายุ 26 ปี ผู้คนต่างขนานนาม ยำเกรง และทั้งห้าแคว้นสิบหกดินแดนได้ยกย่องเป็นประมุขพรรคมารผู้อยู่เหนือมารในใต้หล้า 



ด้วย เบื่อหนายชีวิตวังหลวงมีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิง มากล้นด้วยสตรีที่ชอบวุ่นวาย จึงไม่คิดต้องการอยู่ในวังหลวง และประกอบกับผู้เป็นตาอดีตประมุขพรรคมังกรเพลิงและพระมารดาขณะนั้นพระยศคือพระสนมเอกสิ้นชีวิต จึงตัดสินใจพำนักที่พรรคตลอดมา และน้อยครั้งจะได้เข้าวังหลวงตามคำบัญชาองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดา


"เรียนท่านประมุข" ลูกน้องพรรคคนสนิทและคอยรับใช้ไม่ห่างกายตั้งแต่ครั้นยังดำรงพระยศองค์ชายใหญ่ เอยและก้าวเดินมายืนหน้าโต๊ะเตี๊ยสำหรับนั่งพักดื่มน้ำชา หรือสุราดอกไม้ป่าที่ลูกพรรคหมักกันเองและเป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าพรรคอีกทางหนึ่ง


"ว่ามา" วางถ้วยน้ำชาแล้วหันมองรอฟังคำรายงานว่าคือเรื่องใด


"ข่าวจากหน่วยสาม 'ก้นเหว' มีมังกรเพลิงปรากฎตัวและเล่นน้ำที่ทะเลดำก่อนจะลงทะเลดำไม่ขึ้นมาเล่นน้ำอีกเลย และขณะเล่นน้ำมีสายฟ้าฟาดท่ามกลางสายฝนและขณะที่ฝนหยุดตกแล้ว ตอนนี้ทหารหลายนายของสกุลเหว่ยเข้าสำรวจพื้นที่เพื่อหาเบาะแส ขอรับ และคาดเดาได้ด้วยว่า ต้องมีหลายคนเมื่อได้ข่าวต้องตรงไปยังทะเลดำ ขอรับ" รายงานเสียงดังฟังชัดทั้งรั่วเร็วและต้องตาเหลือกวิ่งตามรายงานให้จบ ได้แต่นึกต่อว่าในใจ


'ทรงพระทัยร้อน พระทัยเร็ว มิมีเปลี่ยน'


จ้าวจางเหยี่ยน ลุกจากที่นั่งแล้วเดินเร็วออกนอกห้องทำงานตั้งแต่คำรายงานประโยคที่ว่ามังกรเพลิงปรากฏตัว จนลูกน้องคนสนิทต้องวิ่งตามเพื่อรายงานให้จบ


เสียงผิวปากดังออกไปไม่ถึงห้าลมหายใจ ม้าป่าคู่กายควบเร็วมาหยุดข้างๆรอให้ผู้เป็นนายขึ้นควบขี่


"ไป ไปทะเลดำ" เพียงดีดปลายเท้าเบาๆเหมือนสกิด สามารถขึ้นคร่อมและควบขี่พร้อมตบที่ข้างๆหัวสั่งเสียงทุ่มลึก


"ฮี่ๆๆ" มันรู้เพราะทะเลดำคือถิ่นกำหนดของเผาพันธุ์มังกรเพลิงที่สายเลือดครึ่งหนึ่งวิ่งทั่วร่างของเจ้านายมัน อีกครึ่งคือสายเลือดมังกรโอรสสวรรค์เช่นกัน


ลูกพรรคต่างเรียกม้าประจำตัวของตนควบขี่ไล่หลังผู้เป็นประมุข ต้องใส่ลมปราณเต็มที่ทุกคนถึงควบม้าห่างเพียงช่วงตัว ส่วนท่านประมุขนั้น รึ! ควบเร็วยามปกติ 


'ทรงเหมือนคนอื่นในใต้หล้าเสียที่ไหนกันเล่า' ทุกคนบ่นในใจประโยคคล้ายคลึงกัน พวกตนต้องฝึกหนัก ไม่เช่นนั้นยามต้อวควบม้าติดตามเมื่อถึงที่หมายเกือบหมดลมหายใจ


เสียงควบม้ามาแต่ไกล รองแม่ทัพหันมอง ทีแรกนึกว่าเป็นท่านจอมทัพเหว่ย หากเพ่งพินิจสักครู่จึงรู้ว่าไม่ใช่ และเป็นผู้ใดที่คาดไม่ถึงว่าจะเสด็จมา


ถึงแม้ เป็นประมุขพรรคมังกรเพลิงเทีนบเท่าสามัญชน แต่สายเลือดอีกครึ่งเป็นถึงโอรสองค์โตและองค์โปรดขององค์ฮ่องเต้แคว้นฉู่ แต่ข่าวลับๆที่ลือว่าไม่ยอมรับตำแหน่งองค์รัชทายาท ตำแหน่งจึงตกเป็นของอวค์ชายรองแทนและอาจถึงท่วงคืนได้ทุกเมื่อ เป็นเช่นนี้ผู้ใดเล่าจะกล้าหมิ่นพระเกียรติกัน และเพราะอายุเพียงยี่สิบครั้นเป็นองค์ชายใหญ่ทรงพิชิตพญามารเนรเทศออกจากแคว้นฉู่ได้สำเร็จและไม่มีปรากฎพญามารที่ทำให้ผู้คนเดือดร้อนทุกย่อมหญ้าเท่าทุกวันนี้ดังหายสาบสูญจากห้าแคว้นสิบหกดินแดนยิ่งต้องยำเกรงเข้าไปอีกเท่าตัว


จากประมุขพรรคมังกรเพลิงมาเป็นสมยานาม 'ประมุขพรรคมาร' ถูกเอยถึงทุกวันนี้


"ท่านรองแม่ทัพ ขอรับ...คือ"


พยักหน้าเป็นการเข้าใจว่าพลทหารจะมารายงานที่องค์ใหญ่ชายหรือที่หลายคนทั่วแคว้นฉู่เรียกพระนามว่า 'ชินอ๋อง' เสด็จมา 


'ชินอ๋อง องค์ชายใหญ่ ประมุขพรรคมังกรเพลิง ประมุขพรรคมาร หรือภายภาคหน้าต่างคิดว่าเป็นองค์ฮ่องเต้แคว้นฉู่ ล้วนคือคนผู้เดียวนาม จ้าวจางเหนี่ยน ทั้งสิ้น' รองแม่ทัพคิดทั้งชื่นชมป่นอิจฉาริษยาใรคราวเดียว


"ข้าเห็นแล้ว ไปเตรียมตั้งแถวรับเสร็จเถิด" 


"ขอรับ"


"ท่านรองแม่ทัพคิดว่า ชินอ๋องเสด็จมาเพราะเรื่องมังกรเพลิงหรือไม่ขอรับ" ทหารอีกคนวิ่งเข้ามากระซิบถาม


"ตามนั้นล่ะ อีกอย่างทะเลดำเป็นเขตของพรรคมังกรเพลิงตั้งแต่ก่อนจะมีห้าแคว้นสิบหกดินแดน จะเป็นไรไปที่จะเสด็จมา เราเสียอีกที่ถือวิสาสะเข้ามาสำรวจ แม้ว่าเขตแดนสกุลเหว่ยจะติดกันและสามารถเดินเข้าออกได้ก็ตาม ยังถือว่าเราเป็นคนนอก"


"เช่นนั้น หรือขอรับ ข้านึกว่า องค์ฮ่องเต้ประทานดินแดนแถบนี้ทั้งหมดให้สกุลเหว่ยที่มีความชอบเสียอีก"


"ใช่ทรงมอบให้ แต่ไม่ใช่เขตทะเลดำที่เป็นถิ่นกำหนดเผ่าพันธุ์มังกรเพลิง"


"โอ้...ข้าหลงเข้าใจผิดมาเสียนาน"


"ไปเร็วเข้า เสด็จถึงแล้วไปรับเสด็จกัน และถือโอกาส ขอประทานอภัยเสียด้วยเลย"


"ขอรับ"



"ถวายพระพร ท่านอ๋อง"


"หึ! ลุกขึ้น คราหน้าเรียกประมุขแทน" จ้าวจางเหนี่ยนลงจากหลังม้าเรียบร้อย ตอบเสียงขึ้นจมูกติดจะขัดใจ


"มิบังอาจ พ่ะย่ะค่ะ" เป็นเสียงของรองแม่ทัพที่กล่าวและทหารทั้งกองกล่าวตามเป็นเสียงประสาน


"จะบังอาจหรือไม่ยังอาจ อยู่ที่ข้าคิดเอง ต่อไปจงเรียกท่านประมุข..." บอกกล่าวแบบออกคำสั่งและเชิงอย่างตำหนิ ไม่คิดไว้หน้า และกำลังจะถามต่อพลันมีเสียงตระโกนแสดงอาการตื่นเต้นดีใจ


"พบแล้วววว พบแล้ววว ทางนี้ เร็วเข้า ทางนี้ขอรับ"


เสียงร้องดังมาจากทิศทางชายทะเล มีทหารสองนายที่ร้องตระโกนบอก เสียงออกอาการตื่นดีใจ รองแม่ทัพรีบพุ่งตัวออกไปทันที แต่ยังช้ากว่าใครบางคน ที่ลอยตัวห่างออกไปหลายช่วงตัว ที่น่าเจ็บใจคือยังมีม้าควบตามหลังไม่ห่าง และให้ตนสูดรับละอองฝุ่นตามหลังแถบสำลัก










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 221 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

103 ความคิดเห็น