[Fanfiction: harry potter yaoi DM/HP] Harry potter and the Prince of Slytherin

ตอนที่ 12 : Section 11Moony Padfoot Wormtail and Prongs [50%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

Section 11Moony Padfoot Wormtail and Prongs
การผจญภัยของเจ้าชายโดยไม่ได้พักเหนื่อย

"สุภาพสตรีอ้วนหายไป" เสียงใครบางคนตะโกนจากชั้นสองเพื่อให้คนที่แออัดอยู่ข้างล่างรับรู้ ไม่นานนักก็เห็นศาสตราจารย์ดัมเบิ้ลดอร์กับศาสตราจารย์มักกอลนากัลวิ่งลงมาอยู่หน้ารูปภาพรูปหนึ่ง เขายังไม่เข้าใจสถานการณ์มากนัก แต่ก็พอจับใจความได้ว่าห้องนั่งเล่นบ้านกริฟฟินดอร์ตอนนี้ก็เข้าไม่ได้เช่นกัน


สุดท้ายแล้วความโกลาหลก็จบลงด้วยการที่นักเรียนทุกบ้านต้องมานอนรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ เนื่องจากการบุกรุกที่พักของนักโทษแหกคุกอัซคาบัน เขาสับสน ซีเรียสแบล็คทำแบบนี้เพราะเหตุใดกัน ไม่มีความจำเป็นต้องทำลายภาพวาดสุภาพสตรีอ้วนเพื้อเข้าห้องนั่งเล่นบ้านกริฟฟินดอร์ทั้งที่ไม่มีนักเรียนคนไหนอยู่ แล้วทำไมจะต้องทำให้กลไกประตูของสลิธีรินใช้งานไม่ได้ นี่มันเป็นการเปิดเผยว่าตัวเองอยู่ที่นี่ พวกอาจารย์ต้องตามหาเป็นแน่


เขานั่งอยู่ที่มุมสุดของโถงตามองนักเรียนบ้านต่างๆจัดแจงที่นอนเพื่อพักผ่อนในคืนนี้ ทุกคนดูสนุกแต่เขาไม่ ใครบางคนเดินเข้ามาในเขตการมองเห็นของเขาสามสหายกริฟฟินดอร์หอบที่นอนมาปูกลางห้อง แฮร์รี่ยังคงสบายดีเขาเดาว่าเจ้าตัวยังคงไม่รู้ว่า ซีเรียส มีแผนจะเล่นงานแฮร์รี่ยังไง แต่เป็นเขาที่รู้และก็ตั้งมั่นกับตัวเองไว้แล้วว่า ไม่ว่าจะยังไงเขาจะปกป้อง แฮร์รี่พอตเตอร์ไว้ให้ได้


หลายวันต่อมาไม่มีข่าวคราวจากอาจารย์คนไหนว่าหาซีเรียสแบล็กพบ การเรียนการสอนแบบปกติจะมีก็แต่ศาสตราจารย์ลูปินที่ช่วงนี้ป่วยบ่อยจนต้องให้ศาสตราจารย์สเนปมาสอนแทน ได้ยินเสียงครวญจากบ้านต่างๆมาเยอะเชียวล่ะ สภาพอากาศนอกปราสาทก็ดีขึ้นจนฟลินต์เรียกซ่อมควิชดิชอย่างบ้าคลั่ง จนลูกทีมอย่างเขาต้องเรียกร้องให้หยุดบ้างเพราะการบ้านจะทับหัวแล้ว ฟลินต์เลยเสนอให้หอบการบ้านไปทำที่ฮอกส์มี้ดครั้งหน้า แต่สำหรับเดรโกเขาพูดถึงฮอกส์มี้ดป่านนี้แฮรี่ยังไม่มาชวนให้อยู่โรงเรียนเป็นเพื่อนเลย


จนวันนี้มาถึงฮอกส์มี้ดครั้งสุดท้ายของเทอมนี้ เขาถูกทั้งแครบและกอยล์บังคับให้ไปด้วยกัน ส่วนเบลสไม่พูดอะไรมากแต่ลากเขาออกมาด้วยเลย และให้เหตุผลว่าช่วงนี้นายซ้อมควิชดิชหนักเกินไป เพียงแต่เขายังไม่ได้บอกแฮร์รี่ ไม่ดีแน่ถ้าจะปล่อยไว้คนเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าซีเรียสยังวนเวียนอยู่หรือเปล่าแต่ก็ต้องจำใจยอมโดนแครบและกอยล์ลากออกมา

นายไม่เคยเป็นห่วงใครหรือไงนะเจ้าพวกนี้


หิมะโปรยปรายลงมาเล็กน้อยทันทีที่พวกเขามาถึง ไม่นานนักฮอกส์มี้ดก็กลายเป็นสีขาวโพลนแต่อากาศยังไม่เลวร้ายเพราะท้องฟ้ายังเปิดโปร่ง แครบกับกอยล์เข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนเขาเวียนหัว แต่ตาก็ดันไปสะดุดกับนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่พึ่งวิ่งออกมาจากร้านไม้กวาดสามอัน เป็นเกรนเจอร์ วิสลีย์ และใครบางคนที่มีเพียงแต่รอยเท้า เดรโกคิดว่าใช่แน่และยิ่งสองคนนั้นทำหน้าพะอืดพะอมเขาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วง


เดรโกตามรอยเท้านั้นมาเงียบๆจนมันมาหยุดที่เพิงโหยหวน เขาว่านี่ค่อนข้างจะไร้รสนิยมไปหน่อยถ้าจะมาเดินเล่น รอยเท้าหยุดลงที่โขดหิน เดรโกไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้ามีผ้าคลุมล่องหนได้ยังไงแต่เขารู้ดีคนที่จะมีมันได้จะเป็นใครนอกจากแฮรี่ผู้ที่ไปไหนมาไหนในปราสาทตอนกลางคืนได้โดยไม่โดนจับ เขากลั้นใจยื่นมือออกไปในอากาศและฝ่ามือก็แตะโดนอะไรบางอย่างโดยแผ่วเบา ค่อยๆเลิกเอาผ้าคลุมออกจากตัวให้อ่อนโยนที่สุดเพื่อให้มองเห็นเสี้ยวหน้าของเด็กชายที่เขาชื่นชม


"รู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน" แฮร์รี่ถามแต่ตามองอากาศด้วยความว่างเปล่า


"จะมีใครในฮอกวอตส์มีตัวช่วยในการแหกกฎโรงเรียนเยอะเท่านาย" เขาเลือกใช้น้ำเสียงที่ปลอบโยนที่สุดโดยที่ไม่รู้ว่าทำไม แฮรี่ดูเศร้าสร้อยจนเข้าใจเสีย


"เป็นอะไรหรือเปล่าแฮรี่"  ใจเขาหล่นวูบเมื่อสิ้นคำถามคนตรงหน้าสะอื้นออกมาอย่างหยุดไม่ได้ ร้องไห้จนตัวตกจากโขดหินเดรโกรับแฮร์รี่เข้ามาสู่อ้อมกอดจนเวลาผ่านไปพักใหญ่


"เขาฆ่าพ่อแม่ฉัน"


"ใคร"


"ซีเรียสแบล็ก เขาเป็นเพื่อนกัน เขาฆ่าพ่อแม่ฉัน เขาเป็นเพื่อนกัน!"


"..."


"ฉันอยากให้เขาเจอฉัน ฉันจะฆ่าเขา"


มือเล็กๆกำเสื้อคลุมเขาแน่นจนซีด ความต้องการถูกป่าวประกาศดังก้องไปทั่วทุกพื้นที่ เดรโกผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างเขา ได้แต่รองรับความขุ่นหมองในใจ ไม่มีทางที่ซีเรียสจะทำอะไรนายได้ ก็ได้แต่คิดไม่ได้พูดออกไป ถ้าจนถึงเวลานั้นแล้วนายต้องการจะปลิดชีพชายผู้นั้นจริง ก็ให้เป็นหน้าที่เขาเถิด เดรโกจะไม่ยอมให้แฮร์รี่ต้องมือเปื้อนเลือด เด็กคนนี้ต้องเป็นแฮร์รี่ เด็กตัวน้อยที่น่าเอ็นดูสำหรับเขาเท่านั้น


"ฉันจะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น หน้าที่ของฉันคือการทำให้นายรู้สึกดี เพราะฉะนั้นก็ปลดปล่อยออกมาให้หมดเถอะ ความแค้นที่อยู่ในใจนายตอนนี้ ให้มันมาอยู่ที่ฉันอยากให้มันทำร้ายนาย"


หิมะสีขาวยังคงร่วงหล่นลงพื้นไม่จบสิ้น ลมสายหนึ่ง หอบเอาความหนาวเย็นเข้ามาปะทะ พวกเขาทั้งสองกลับฮอกวอตส์โดยไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ไม่มีอาจารย์คนไหนรู้แฮร์รี่แอบไปฮอกส์มี้ด ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติเกิดขึ้นในปราสาทแต่ความรู้สึกของเดรโกกลับบอกว่าถึงเวลาอันตรายจะมาเยือนแล้ว


"เรามีโอกาสพลิกกลับมาเป็นอันดับหนึ่ง" ฟลินต์พูดขึ้นหลังดูควิชดิชจบเกมนี้กริฟฟินดอร์เอาชนะฮัฟเฟิลพัฟไปสองร้อยต่อห้าสิบแต้ม และไม้กวาดที่แฮร์รี่ใช้คือไม้กวาดของเขาเอง นั่นหมายความว่ากริฟฟินดอร์คือที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยและสลิธีรินต้องไปชิงที่สามกับเรเวนคลอ


"ยังไง"เซสเซอร์ทีมเขาถามขึ้น


"อย่าลืมสิการจัดอันดับตอนนี้เรามองกันที่คะแนนเก็บในแต่ละเกม กริฟฟินดอร์มีสี่ร้อยแต้มจากเกมแรกและเกมนี้รวมกัน ฮัฟเฟิลพัฟมีสองร้อยแต้มจากสองเกมเช่นกัน และเรเวนคลอมีห้าสิบแต้มเท่าเรา นั่นหมายความว่าถ้าจะพลิกกลับมาเป็นอันดับหนึ่งเราต้องทำได้สี่ร้อยแต้มเท่ากับกริฟฟินดอร์ นั่นจะทำให้การแข่งขันยังไม่จบและเราจะได้แข่งกับกริฟฟินดอร์อีกครั้ง"



"แต่นั่นเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราจะคะแนนเท่ากับกริฟฟินดอร์เราต้องทำอีกสามร้อยห้าสิบแต้ม นั่นหมายความว่าถ้าเราจับลูกสนิชได้เราก็ต้องทำแต้มลงห่วงถึงสองร้อยแต้ม" เซสเซอร์คนเดิมเถียงกับฟลินต์


การเล่นของเรเวนคลอเน้นเก็บแต้ม แต่เกมที่แล้วฮัฟเฟิลพัฟชิงจับลูกสนิชก่อนเลยแพ้ไป ถ้าสลิธีรินเล่นเก็บแต้มแบบเรเวนคลอกว่าจะครบสองร้อยแต้มคงลำบาก และคนที่ต้องยื้อเกมส์อย่างเขาแล้วเห็นทีคงยาก


"ถ้าเราทำถึงหนึ่งร้อยแต้มแล้วผมยังไม่หาลูกสนิชไม่เจอ เรเวนคลอรู้แน่เรากำลังจะทำอะไร" เขาออกความเห็นบ้างขณะที่ฟลินต์กับเซสเซอร์ยังทะเลาะกันอยู่


"เซสเซอร์ของเรเวนคลอมีโชแชงซึ่งเล่นดีมาก กว่าเราจะถึงสองร้อยแต้มแม่นั่นคงโยนลงห่วงไปแล้วร้อยห้าสิบ" บีตเตอร์ทีมเรากล่าว


"มีวิธีเดียวที่ทำได้ คือทำยังไงก็ได้ให้โชแชงไม่ได้เล่นนัดนี้" ในที่สุดก็ถึงตาของกลโกงเขาคิด มีแต่สลิธีรินเท่านั้นที่ทำอะไรแบบนี้ เขาดาว่าเรเวนคลอคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเราจะเล่นสกปรก


"เรเวนคลอถนัดแต่เกมรุกแต่เกมรับห่วยแตก เราจะทำแต้มได้ง่าย ถ้าขาดมือดีไปทีมคงมีสั่นคลอนบ้าง ที่เหลือคงต้องเป็นเดรโกที่ต้องยื้อเกมส์ ห้ามจับลูกสนิชจนกว่าเราจะถึงสองร้อยแต้มแต่เรเวนคลอคงอ่านเกมออกตั้งแต่เราบุกหนัก เกมรับอาจดีขึ้นช่วงท้าย ห้ามไขว้เขวเด็ดขาด" สิ้นเสียงฟลินต์ทุกคนได้แต่มองหน้ากันในตอนซ้อมพวกเขาทำได้สบายอยู่แล้วแม้จะสองร้อยแต้ม แต่ในสภาวะกดดันยิ่งเจอทีมฉลาดอย่างเรเวนคลอเขาไม่รู้ว่าทีมเราจะยังสบายอยู่ไหม


"เป็นไปไม่ได้หรอกขนาดกริฟฟินดอร์ยังทำไม่ได้เลย" เขาเล่าแผนให้แฮร์รี่ฟังตอนพักเที่ยงในห้องสมุด (แต่เขาไม่ได้เล่าเรื่องกลโกงหรอกนะ)แม้ว่าฟลินต์จะห้ามให้คนนอกรู้ก็ตาม


"ถ้าเรเวนคลออ่านเกมออกซึ่งออกแน่ ทีมนั้นจะเปลี่ยนเกมทันทีคือต้องจับลูกสนิชให้ได้ก่อนนายและก่อนที่ทีมนายจะทำถึงสองร้อยแต้ม" แฮร์รี่วิเคราะห์ไปพร้อมกับคัดลอกเนื้อหาในหนังสือลงกระดาษเพื่อทำรายงาน โดยไม่รู้ว่าตัวเขาคนนี้มองอยู่


"ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องห้ามไม่ให้เรเวนคลอจับลูกสนิชได้"


"มันก็พอมีทาง เท่าที่เล่นกับเรเวนคลอมาฝั่งนั้นหลอกง่ายอยู่ ถ้าหากนายหลอกล่อให้เขาออกห่างจากลูกสนิชได้นานที่สุดก็มีโอกาส"


เขารู้ว่าแฮรี่ชอบเล่นควิชดิชมากถึงขนาดกับวิเคราะห์ผู้เล่นให้ฟังทั้งที่เขาจะโค่นล้มอันดับหนึ่งจากกริฟฟินดอร์แท้ๆ ไหนจะพูดเจื้อยแจ้วทั้งๆที่ยังเขียนรายงานอยู่ มันน่าเอ็นดูเสียจริง


"แล้วถ้าสลิธีรินทำได้นั่นหมายความว่าเราจะต้องแข่งกันอีกรอบนะ" เดรโกลองถามดูเชิงว่าแฮร์รี่สนใจเรื่องถ้วยรางวัลหรือไม่


"ก็ลองดูฉันก็อยากดูเกมสนุกๆที่แข่งกันเก็บแต้มอยู่เหมือนกันและอีกอย่างถ้าสลิธีรินจะทำขนาดนี้เพื่อแข่งกับกริฟฟินดอร์อีกครั้งก็คงไม่ใช่ปัญหา" แฮร์รี่หันมายิ้มหวานหนึ่งทีให้เขาก่อนจะก้มลงเขียนต่อ เป็นคนที่เพียงแค่เล่นกีฬาเพื่อเอาสนุกสินะหรือไม่ก็คงคิดว่าสลิธีรินจะทำไม่ได้


"หวังว่านายจะไม่ออมมือ"


"คนที่ออมมือนะมีแต่นายเท่านั้นแหละ ในเกมแรกนายก็ออมมือให้ชั้น"


"ทำไมถึงรู้ล่ะ"


"นี่คุณชาย ซีกเกอร์น่ะลอยเหนือตำแหน่งอื่นอยู่ตลอด เป็นปกติที่ตำแหน่งนี้จะเป็นคนวิเคราะห์ผู้เล่นของทีมตรงข้าม ทำไมจะไม่รู้ว่านายเก่งแค่ไหน" แฮร์รี่หันมาพูดกับเขาแล้วเก็บของลงกระเป๋าจนหมดรวบรวมหนังสือที่เสาะหามาจากชั้นต่างๆและวางแมะลงที่มือเขา


"ฝากเก็บด้วยนะคุณชายเดรโก" แล้วแฮร์รี่ก็เดินออกไปจากห้องสมุด ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบนหน้าเขา ถึงแม้จะได้คุยกันบ่อยขึ้นแต่แฮร์รี่ไม่เคยเลยที่จะคุยกับเขาได้นาน เป็นอันต้องตัดจบและเดินหนีตลอดเวลาพูดก็ไม่ชอบมองหน้าปล่อยให้เป็นฝ่ายมองอยู่คนเดียว


อาการแบบนี้มันเรียกว่าอะไรกันนะ จะว่าหลบหน้าก็ไม่เชิงจะว่าไม่อยากคุยก็เห็นพูดไม่หยุดทุกรอบเลยเดรโกชักงง


"ขอต้อนรับเข้าสู่การแข่งขันควิชดิชนัดสุดท้ายของเทอมนี้ นักกีฬาทั้งหมดพร้อมแล้วขอเชิญมาดามฮูชเข้าสู่สนามเพื่อเปิดการแข่งขัน" เสียงโฆษกสนามดังขึ้นทันทีที่พวกเขาตั้งแถวกลางอากาศเสร็จ วันนี้เป็นวันแข่งขันควิดดิชนัดสุดท้ายที่บ้านสลิธีรินจะเจอกับเรเวนคลอ สำหรับคนอื่นที่อาจเป็นนัดสุดท้ายที่ไม่น่าสนใจนักแต่เดรโกรู้ดีว่าไม่ใช่ เขามองไปยังแถวของเซสเซอร์บ้านเรเวนคลอ ไม่มีโชแชงอยู่ตรงนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าฟลินต์ใช้วิธีใดจัดการเธอ


บนอัฒจันทร์ตอนนี้นอกจากฝั่งที่นั่งบ้านสริธีรินกับเรเวนคลอก็เกือบจะโล่งไปเลยไม่มีใครจะสนใจการชิงที่สามของควิชดิชในตอนนี้ อาจเพราะทุกคนต้องรีบทำการบ้านเพื่อส่งให้ทันก่อนปิดเทอม แต่อัฒจันทร์ฝั่งกริฟฟินดอร์ยังมีให้เห็นอยู่ประปรายแม่เขาจะอยู่บนฟ้าแต่ก็รู้ดีว่าที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นนักกีฬาควิชดิชทั้งทีม สงสัยแฮร์รี่จะมาดูว่าเขาจะทำได้ไหม แผนห้ามจบลูกสนิชจนกว่าจะสองร้อยแต้มน่ะ


ลูกบลัดเจอร์ถูกปล่อยแล้วตามด้วยสนิชและควัฟเฟิล เสียงนกหวีดของมาดามฮูชดังขึ้นเกิดการแย่งควัฟเฟิลของเซสเซอร์ทั้งสองทีม เดรโกบินสูงเพื่อสังเกตการ คาดว่านักเก็บแต้มอย่างเรเวนคลอจะไม่เปลี่ยนแผนเนื่องจากเปลี่ยนเซสเซอร์คนใหม่ ผู้เล่นตำแหน่งซีกเกอร์ของเรเวนคลอที่เขารู้ว่าอยู่ปีหกบินสูงอยู่ระดับเดียวกับเขา ไม้กวาดที่หมอนั่นใช้คืนนิมบัสสองพันถ้าให้เล่นไล่จับกันคาดว่าเขาจะเป็นผู้ชนะ


เดรโกบินวนรอบสนามในขณะที่แต้มตอนนี้อยู่ที่หนึ่งร้อยต่อหกสิบแต้ม บ้านสลิธีรินนำแน่นอนอยู่แล้วเนื่องจากมีเกมรุกที่หนักหน่วง ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆของกัปตันทีมเรเวนคลอ แต่ว่าเกมรับได้ทำได้เหนียวทีเดียว เขาเก็บสถิติจากการเข้าบุกของสลิธีรินจะใช้เวลากว่าหนึ่งนาทีในการบุกบ้านเรเวนคลอนั่นหมายความว่าจะเก็บอีกหนึ่งร้อยแต้มต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงในการแข่งขัน กีฬาควิชดิชภายในฮอกวอตส์ไม่เคยมีเกมไหนถึงเล่นถึงสามชั่วโมง เนื่องจากซีกเกอร์ที่ผู้เล่นอายุน้อยมักจะอยากรีบคว้าสนิชเมื่อเห็นมัน


แต่ในตอนนี้เกมเริ่มไปเกือบจะสองชั่วโมงแล้วและแต้มที่หนึ่งร้อยสิบก็ลงห่วง ในระหว่างที่คีปเปอร์ส่งควัฟเฟิลกลับสู่สนามเดรโกก็เหลือบไปเห็นแสงสีทองสะท้อนเข้าตา อยู่หลังห่วงฝั่งเรเวนคลอและทีมเขากำลังบุก ซีกเกอร์ปีหกกำลังดูเกมอยู่ถ้าเขามองตามไปจนทีมสลิธีรินทำแต้มได้หมอนั่นเห็นสนิชแน่


'ซีกเกอร์บ้านเรเวนคลอน่ะหลอกง่าย'เสียงแฮร์รี่ในวันนั้นเตือนความจำเขา เดรโกจงใจบินผ่านหน้าซีกเกอ์คนนั้นให้เร็วที่สุด ให้คิดว่าเขาหาลูกสนิชเจอและใช่หมอนั่นน่ะหลอกง่ายอย่างที่แฮร์รี่ว่า


เพราะทันทีที่เขาพุ่งไปหมอนั่นพุ่งตามอย่างสุดตัวโดยไม่รู้เลยว่านี่เป็นการหลอกให้หันไปอีกทางเสียงโห่ร้องอย่างกึกก้องแม้จะมีคนบนอัฒจันทร์เพียงน้อยนิดดังมาเป็นระยะแต้มที่เท่าไหร่ไม่รู้ถูกโยนลงห่วงเขาไม่ได้ยินเสียงพากย์ข้างสนามเลย ได้แต่พยายามบินจับความว่างเปล่าและต้องแน่ใจว่าคนที่ตามมาข้างหลังจะไม่เอะใจ


เขาไม่รู้ว่าบินสูงขึ้นจากสนามมามากแล้วจนรู้สึกถึงลมหนาวแผ่ซ่านมาประทะใบหน้า เสียงลมดังก้องอยู่ในหูเพราะความกดดันจากอากาศ วันนี้เป็นวันที่อากาศดีที่สุดในรอบเดือนแต่ตอนนี้เดรโกกับรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปราวกับภาพความทรงจำของวันนั้นบนรถไฟย้อนกลับมาอีกครั้งคลื่นความสิ้นหวังเสียใจตีวนขึ้นที่ลำคอตามองเห็นภาพตรงหน้าเป็นแสงสว่างแต่ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดแจ่มชัด


เขาว่าเขารู้สึกถึงผู้คุมวิญญาณ ในขณะนั้นความหนาวเย็นเริ่มเข้าใกล้เรื่อยๆ มันทำให้รู้สึกขนลุกเย็นยะเยือกท่ามกลางฟ้าที่เปิดโล่งเดรโกหยุดไม้กวาดหลับตาลงแล้วตั้งสติ ในหัวคิดว่าเหตุใดผู้คุมวิญญาณถึงมาอยู่บนฟ้าเหนือสนามควิชดิช เขาสอดมือเข้าไปในเสื้อคลุมกุมไม้กายสิทธิ์ไว้แน่นเสียงหวีดหวิวของสายลมทำให้รู้ว่าไม่ได้มีเพียงเขาที่อยู่ท่ามกลางความว่างเปล่านี้


แต่เขาต้องกลับไปในสนาม ไม่รู้ว่าทีมเขาทำแต้มไปถึงไหนแล้วเพียงแต่ตอนนี้เขากลัวเหลือเกิน กลัวการลืมตาขึ้นมาเพื่อมองเห็นความน่าหวาดกลัวที่สุดแต่ถ้าเขาไม่ทำทั้งหมดจะจบเพราะเขาบางทีซีกเกอร์ทีมเรเวนคลออาจจะเอะใจและบินลงไปตามจับลูกสนิชที่แท้จริงแล้ว


เขาลืมตาขึ้น แสงสว่างกระทันหันทำให้มึนหัวไปเล็กน้อย ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหน้าแต่ความรู้สึกสิ้นหวังที่สุดยังไม่จางหายไป เขาว่าความเย็นเยือกที่กัดกินอยู่ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกอ่อนแอไม่ต่างอะไรจากฤดูร้อนที่แล้วแม้แต่น้อย เขารวบรวมพลังที่เหลืออยู่หักไม้กวาดกับลงสู่สนาม ทันใดนั้นร่างดำทะมึนของผู้คุมวิญญาณพุ่งเข้าใส่เขาทันที เดรโกตกใจมือลื่นตกจากไม้กวาดเขาใช้อีกมือที่ล้วงเสื้อคลุมอยู่ขว้าด้ามไม้กวาดได้ทันเวลา


กลิ่นสาบเหม็นหืนลอยเข้าจมูก ตาพร่ามัว เดรโกถูกผู้คุมวิญญาณโจมตีเข้าให้แล้ว ความคิดตีวนไม่เป็นระบบไม่มีความเจ็บปวดใดๆแต่มีเพียงความเสียใจที่รุนแรงขึ้นทุกขณะสติเรากับลอยล่องลอยไปแสนไกลเขาเหมือนเป็นใครที่ตัวเองก็ไม่รู้จัก


ทันใดนั้นเขาก็เห็นภาพบางอย่างที่เหมือนแทรกเข้ามาในภวังค์มันเป็นห้องกว้างๆที่มีน้ำชื้นแฉะเขาจำได้ในทันทีว่ามันคือที่ไหน ห้องแห่งความลับเป็นที่ที่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำเขา มันเป็นที่ที่เขาใช้เตือนตัวเองถึงความไม่เข้มแข็งพอจะปกป้องใครสักคนเขารู้สึกผิดแม้เรื่องจะผ่านมาแล้วและทุกอย่างดำเนินอย่างดำเนินไปปกติแล้วใครบางคนก็เข้ามาแทรกความทรงจำนั้น


คนที่ได้สร้างบาดแผลอย่างบางอย่างให้ร่างกายเขารู้สึกไม่ปกตินับแต่นั้นมา เหมือนเดรโกจมลึกเข้าไปในอะไรบางอย่าง มันเหมือนเขาเป็นตัวตนอื่นที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมความวุ่นวายตีกันในหัว อึดอัดจนต้องพยายามดิ้นหนีก่อนที่จะจมหายไปกับความมืดมิด เขาส่งเสียงในลำคอ ตั้งสติให้ได้มากที่สุดจะรู้สึกถึงสัมผัสทฝ่ามือเขากำด้ามไม้กวาดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในนั้น มือควานหาไม้กายสิทธิ์พึมพำคาถาที่หัวสมองจะเข้นออกมาได้


"เอกซ์เปกโตพาโตรนุม" แสงสีเงินพุ่งออกมาและดับลงอย่างรวดเร็วเขาร่ายคาถาไม่ได้แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คุมวิญญาณผละออก และถอยห่างจากเขา มันลอยออกไปจากสายตาจนเขารับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่กลับปกติดังเดิม ใบหน้าเขาชื้นเหงื่อมือเกร็งจับไม้กวาดแน่นหน้าอกกระเพื่อมเนื่องจากหายใจอย่างรุนแรงเขาได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำ


พอตั้งสติได้เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เหนื่อยเรากับวิ่งหนีบางอย่างที่ไม่มีวันจบ เขาสบัดหัวสองสามทีแล้วบินลงสู่สนามควิชดิช ทบทวนถึงสิ่งที่ทำอยู่และพยายามที่จะไม่นึกถึงมันอีกครั้ง


ทันทีที่เข้าสู่สนามเสียงตะโกนโหวกเหวกของเพื่อนร่วมทีมชี้มือให้เขามองตามซีกเกอร์ฝั่งเรเวนคลอซึ่งกำลังไล่ตามลูกสนิชที่เป็นลูกสนิชจริงๆ เขาพุ่งตัวบินตามโดยเร็วที่สุดสายตาเพ่งมองบอร์ดคะแนนที่ตอนนี้นำอยู่หนึ่งร้อยแปดสิบแต้มอีกยี่สิบแต้มเท่านั้นแต่เขารู้ดีว่ารูปเกมตอนนี้เปลี่ยนไป


เรเวนคลอไม่เล่นเก็บแต้มอย่างที่ควรแล้วแต่ใช้วิธีครอบครองควัฟเฟิลไว้กับตัวให้นานที่สุดและแน่นอนเพราะรู้ดีว่าเขาจะไม่จับลูกสนิชจนกว่าจะได้แต้มครบซีกเกอทีมเรเวนคลอจึงไม่คิดจะสลัดเขาแต่เอาจริงเอาจังกับการไล่จับลูกสนิชแบบนี้


"เร็วๆสิ เร่งมือหน่อย"เขาพึมพำกับตัวเองยามมองไปที่เซสเซอร์ทั้งสามที่พยายามแย่งลูกควัฟเฟิล เขารู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าเต็มทีทั้งที่ถ้าเร่งไม้กวาดตอนนี้เขาก็จบเกมแล้วแท้ๆ


"เย็นไว้เดรโกเย็นไว้" เหมือนปลอบใจตัวเองให้ใจเย็นท่ามกลางความหงุดหงิด จนอยากพุ่งไปจับให้มันจบๆ โดยพื้นฐานแล้วแม้เขาจะเฉยชากับสถานการณ์น่ากังวลหรือใจเย็นกับเรื่องวิกฤตได้มากแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้ขอให้เขาได้พักก่อนเขาตกลงกับตัวเองเงียบๆว่าหากเซสเซอร์ยังแย่งลูกควัฟเฟิลมาไม่ได้ในหนึ่งนาทีเขาจะพุ่งไปจับสนิชซะ




เหมือนรังสีความกดดันที่เขามีต่อเซสเซอร์จะแรงกล้า ฟลินต์ตะโกนสั่งอย่างสุดชีวิต ในที่สุดหนึ่งในนั้นก็กระแทกเซสเซอร์ทีมเรเวนคลอจนต้องปล่อยลูกควัฟเฟิลลงเพื่อเกาะไม้กวาด เกมรุกเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเซสเซอร์ทั้งสามส่งต่อควัฟเฟิลอย่างคล่องแคล่วแม้จะต้องหลบบลัดเจอร์ที่บีตเตอร์ทีมเรเวนคลอจงใจตีมา


เขาจ้องเอาเป็นเอาตายจนแต้มที่หนึ่งร้อยเก้าสิบก็ลงห่วงอย่างสวยงาม เดรโกพุ่งทะยานไปบินข้างซีกเกอร์ปีโต เข้ากระแทกอย่างแรงจนฝั่งนั้นเซถลา เขาขึ้นนำอย่างงายดายลูกสนิชบินหนีซ้ายทีขวาทีอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เหงื่อที่เคยไหลทั่วใบหน้าแห้งเหือดในทันที แต่ก็รู้สึกถึงความชื้นแฉะตรงใต้จมูกเขาใช้หลังมือเช็ดออกไปยังไม่สนใจนัก แต่ตาก็เหลือบไปเห็นอยู่ดีว่าว่าที่เช็ดออกมานั่นเลือดทั้งสิ้น



"ให้ตายเถอะจบเกมนี้อย่าได้เจอกันอีกเลย" เขาบ่นอุบกับตัวเองแน่นอนว่าเดรโกชอบขึ้นบินบนไม้กวาด แต่พึ่งรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบควิชดิชเลยสักนิด แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเข้ามาเล่นเพราะใครก็ถึงได้ยังไม่เกลียดมันซะทีเดียว



เขาหันไปมองเกมอีกรอบ บินตามสนิชวนอยู่ในสนามจนเหมือนมาเล่นบินวนรอบเสา เขาส่งสายตาไม่พอใจให้ฟลินต์ทันทีที่ผ่านเสาฝั่งสลิธีริน ให้ตายเถอะหมอนั่นจะรู้บ้างไหมว่าทำให้เขาดูตลก เขาสลัดภาพใบหน้าเหยเกของฟลินต์ทิ้งทันที ความอัปยศที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตกัปตันทีมอย่างฟลินต์ และมันกำลังเกิดขึ้นด้วยมือเขาเอง เสียงตะโกนแหกปากสั่งเกมส์พร้อมกับตัวเองก็เข้าไปยื้อแย่งควัฟเฟิลสุดชีวิต เดรโกไม่สนใจสิ่งใดแล้ว มือเขาจะแต่สนิชอยู่รอมร่อ และแล้วเสียงเฮก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าแต้มที่สองร้อยเกิดขึ้นแล้ว เขาคว้าสนิชทันทีแล้วร่อนลงพื้นโดยไม่ดีใจกับเกมส์ที่จบลงสักนิด




ทันทีที่เท้าแตะพื้นฟลินต์ก็เดินมาคล้องคอเขาทันทีคิดว่าเขายินดียินร้ายกับเรื่องนี้มากนักหรือไง



"ทำได้ดีเลยนี่เดรโก"




"นายมันงี่เง่าฟลินต์" เขาตอบกลับแต่ก็ได้รับเพียงเสียงหัวเราะจากคนเป็นรุ่นพี่ ทั้งทีมดูอ่อนล้าแต่ก็ดีใจไปด้วยกัน เขาจ้ำอ้าเดินออกจากสนามในจมูกมีแต่กลิ่นเลือดคลนคลุ้ง เดรโกอุดจมูกตัวเองไว้แล้วโยนมากวาดทิ้งไว้ที่ห้องเก็บตัวอย่างไม่สนใจนัก

ไว้ค่อยซื้อใหม่แล้วกัน 




เดรโกเดินหลบมาตรงหลังฝั่งอัฒจรรย์ เขาหย่อนลงนั่งบนพื้นหญ้า ความปวดร้าวแล่นเข้าสู่ร่างกายแทบจะทันที เดรโกเอนตัวลงเมื่อรู้สึกว่าเลือดยังไม่หยุดไหล หลับตาพักเหนื่อยจากอาการล่องลอยเนื่องจากขึ้นบินนานเกินไป เสียงตุบๆดังขึ้นในหัว ความร้อน เม็ดเหงื่อผสมปนเปจนเขาอยากอาเจียนออกมา



"นายหายไปช่วงนึงระหว่างเกม" เสียงคุ้นเคยดังขึ้นเดรโกไม่รู้ตัวเลยว่าแฮร์รี่มานั่งข้างเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเขาอาจจะสติดับไปสักพัก


"ขึ้นไปกินลมอยู่บนฟ้าน่ะ" เสียงหัวเราะจากคนข้างๆดังขึ้นเบาๆหลังจากได้ยินคำตอบ แฮร์รี่ก้มลงมองเขาแล้วขมวดคิ้วแน่น ผลักมือเขาที่กุมจมูกอยู่แล้วใช้ผ้าพันคอของเจ้าตัวมาซับเลือดให้แทน การกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาเขาทั้งหมด ทุกอย่างเกิดขึ้นใกล้เขาราวกับฝันไป ทั้งใบหน้า เส้นผม หรือแววตา ภาพแฮร์รี่เริ่มถูกบันทึกไว้ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ




"กินลมจนได้เลือดเลยหรอ" แฮร์รี่พูดพลางเช็ดเลือดออกไปด้วย เขาถูกสั่งให้นอนพักซักพัก กำเดาหยุดไหลแล้วจึงเดินกลับเข้าปราสาทพร้อมปฏิเสธอย่างแน่นอนที่จะไม่ไปห้องพยาบาล แฮร์รี่หน้าบึ้งใส่เขาที่ไม่ยอมไปดูอาการแต่เดรโกรู้ว่าตัวเขาไม่ได้เป็นอะไรมาก



"วู้ดหัวเสียมาก ทันทีที่เกมส์จบเขาก็ประชุมทีมทันที"



"แล้วนายไม่ไปหรอ" เขาถามแฮร์รี่ขณะที่กำลังเดินไปสู่ห้องโถงกลาง



"ก็ดันเห็นใครไม่รู้นอนหมดสภาพอยู่หลังอัฒจรรย์" เขาหัวเราะแห้งใส่แฮร์รี่ไปหนึ่งทีแต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่แฮร์รี่เลือกที่จะมาหาเขามากกว่าไปประชุมทีม



"ทั้งที่ควิชดิชควรจบในเทอมนี้แท้ๆ" 



"นายไม่อยากแข่งกับสลิธีรินหรือไง" 



"แข่งไปแล้วไงก็รู้อยู่ว่าใครจะชนะ" เขาหยุดมองแฮร์รี่ตรงหน้าประตูห้องโถงกลาง ทางไปห้องนั่งเล่นบ้านกริฟฟินดอร์คือขึ้นบันไดทางด้านซ้ายส่วนเขาต้องลงไปยังคุกใต้ดินทางด้านขวา 



"แล้วคิดว่ายังไงล่ะ" แน่นอนไม่ว่าจะแข่งขันควิชดิชสักกี่ครั้งยังไงเดรโกก็จะไม่ชนะแฮร์รี่ และแน่นอนเจ้าตัวรับรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แฮร์รี่ยิ้มให้เขาเล็กน้อยแล้วตอบกลับ 



"ชั้นไม่มีไม้กวาด บางทีอาจไม่ได้ลงแข่ง"



"นายหาไม้กวาดทันอยู่แล้วแฮร์รี่"



"รู้ได้ไง บางทีอาจหาไม่ทันก็ได้" เขาไม่รู้ว่าบทสนทนานี้จะจบลงตรงไหน แต่เหมือนเรายังยื้อกันไว้ไม่ให้เอ่ยถึงตอนจบ ทั้งที่ถึงเวลาแยกย้ายแล้ว



"ไม่อยากเจอกันจริงๆสินะ"



"อย่าเลยดีกว่ารู้ว่ายังไงก็ต้องยอมให้ชนะ" เขายิ้ม รู้สึกว่าควรจะจบการพูดคุยไว้แต่เพียงเท่านี้แล้ว




"ก็อยากให้ ชนะทุกอย่างแล้วนายน่ะ"



"ฉันไม่ได้ชนะทุกอย่างหรอก มีแต่นายแหละที่ยอมแพ้"


"ก็ยอมให้นายคนเดียวเนี่ยแหละ" ไม่มีตอนจบของบทสนทนามีแต่เพียงความเงียบมอบให้กัน แต่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย ใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงยิ้มกลับเมื่อเขายิ้มให้ ราวกับว่าความเมื่อยล้าถูกสลัดหายไปจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียงความปรารถนาดีที่มีต่อกัน





หลังจากที่ตัดสินใจเอ่ยคําร่ำลาแยกย้ายกันไปคนละฝั่ง แต่ในใจแล้วยังคงคิดถึงทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน เขารู้สึกโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่เป็นการเติบโตทางความรู้สึก ที่ไม่อาจมองเห็นภาพชัดนัก อาการแปรปรวนตีวนขึ้นในร่างกายราวกับมีบางอย่างแทรกซึมเข้ามาบังคับจิตใจ




เขาสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ความสับสน อย่างน้อยตอนนี้เดรโกก็ยังเป็นเดรโก


[50%]

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

161 ความคิดเห็น

  1. #158 Nimayu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 01:10
    คลั่งรักไม่ไหวแล้วนายเดรก รอคุณไรท์อัพอยู่ตรงนี้นะคะ
    #158
    0
  2. #154 Copper (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 10:03
    เอ้ะ รักไปแล้วรึยังคะ รู้ตัวยังเนี่ยว่ารักเค้าแค่ไหนเนี่ยเดรโกก
    #154
    0
  3. #131 space_CC (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 13:29
    อย่ายอมแพ้สิคุณชาย ลูกผู้ชายต้องแข่งสุดฝีมือ!!! //อ่อ... ไม่ใช่มังงะโชเน็นหรอคะ โทษที. ฮ่าๆๆๆๆ
    แต่แฮร์รี่ก็เก่งอยู่แล้วเอาชนะยากนา ยิ่งน้องน่ารักด้วยยิ่งยากเนาะ :)
    #131
    0
  4. #130 Lily for Lisa (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 19:40
    น่ารักๆๆๆๆ น้องรี่น่ารักมาก
    #130
    0