ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    ANNA โรงเรียนมหาเวทย์

    ลำดับตอนที่ #2 : คัดเลือกที่อยู่

    • อัปเดตล่าสุด 23 ต.ค. 61


    อัฒจันทร์
    "ขอให้นักเรียนใหม่ทุกคนหาที่นั่งให้เรียบร้อยด้วย" เสียงประกาศจากหญิงวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีฟ้าดังอยู่ตรงกลางลานที่ล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์
    "เอาละ อรุณสวัสดิ์นักเรียนโรงเรียนเวทย์อันนาหน้าใหม่ทุกๆคน ฉันชื่อศาสตราจารย์ลานีส เซอรอส รองผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้ วันนี้พวกเธอทุกคนจะได้รับการทดสอบแบ่งหอคอยและปราสาท แบ่งเป็น 2 หอคอย 1 ปราสาท ดังนี้
    หอนีร่า หอมีกอส ปราสาทราเวส  โดยหอนีร่าเป็นหอสำหรับคนที่มีพลังเวทย์บริสุทธิ์ หอมีกอสสำหรับคนที่มีพลังธาตุบริสุทธิ์ และปราสาทนั้นมีไว้สำหรับผู้ที่สามารถใช้พลังได้ทั้งสองสาย มีใครสงสัยตรงไหนหรือปล่าว" สิ้นเสียงของศาสตราจารย์ลานีส ก็มีเสียงของใครสักคนถามขึ้นว่า " แล้วเราจะทดสอบกันยังไงเหรอคะศาสตราจารย์"
    "พวกคุณทุกคนเห็นกระจกตรงกลางลานพิธีรึปล่าว สิ่งนั้นคือกระจกแห่งบอมบัวน์ นั่นแหละคือสิ่งที่จะแสดงสายพลังของพวกคุณ เอาล่ะ ฉันว่าเราเสียเวลามามากแล้ว ให้คนที่มีชื่อต่อไปออกมายืนตรงหน้ากระจกนี้ เข้าใจนะ" หลังจากตอบคำถามเสร็จแล้ว ศาสตราจารย์ลานีสก็เริ่มประกาศชื่อเพื่อเข้ารับการทดสอบ "โทนี่ บิชอบท์" หลังจากเด็กที่ชื่อโทนี่ได้ยืนอยู่หน้ากระจก กระจกก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพลังสีเขียวแก่รูปร่างเหมือนกับคนที่ชื่อโทนี่ "หอคอยมีกอส" เสียงของศาสตราจารย์ลานีสดังขึ้นหลังจากพลังนั้นกลับกลายเป็นกระจกเหมือนเดิม
    "นี่เธอ เธอรู้รึเปล่าว่ากระจกนั่นคืออะไร" เสียงของนิโคลถามเด็กสาวที่นั่งข้างๆตนเอง
    "นี่นาย นายเข้ามาในโรงเรียนรู้เรื่องอะไรบ้างเนี่ย"เสียงของเด็กสาวก็ตอบกลับมา
    "นี่ จะตอบดีๆมั้ย ถ้าไม่ตอบ ฉันจะได้ไปถามคนอื่น" นิโคลตอกกลับ 'ผู้หญิงบ้าอะไร ปากร้ายชะมัด เรื่องแค่นี้ ก็คนมันไม่รู้นี่นา ทำไมต้องว่ากันแบบนี้ด้วย' นิโคลคิดในใจ
    "ฉันตอบนายก็ได้ กระจกนั่นน่ะคือกระจกแห่งบอมบัวน์ กระจกนั่นจะสะท้อนพลังภายในตัวของผู้ที่ยืนอยู่หน้ากระจก ถ้าคนๆนั้นมีพลังเวทย์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ปรากฏออกมาจะเป็นอักษรโบราณ และมีสีตามธาตุเด่นของแต่ละคน นี่นายรู้ใช่มั้ยเนี่ยว่าโลกของเรามีทั้งหมดเจ็ดธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ แสงสว่างและความมืดน่ะ" เด็กสาวหันหน้ามาถามนิโคล ก่อนที่นิโคลจะทันได้ตอบคุณเธอก็พูดต่อ "รู้ไม่รู้ก็เรื่องของนาย ฉันจะพูดต่อละ อย่างที่ฉันบอกไปเมื่อกี๊ว่าอักษรโบราณจะเปลี่ยนตามสีของธาตุเด่นๆของแต่ละคน คือ
    ดิน-สีน้ำตาล,น้ำ-สีน้ำเงิน,ลม-สีเขียว,ไฟ-สีแดง,ไม้-สีทอง,แสงสว่าง-สีขาวแล้วก็สีดำเป็นของความมืด แล้วถ้าเป็นพวกสายพลังธาตุก็จะออกมาเป็นรูปร่างเหมือนเจ้าของแบบนายโทนี่นั่นไงล่ะ" เสียงของเด็กสาวเงียบไป "นี่เธอ ไม่อธิบายต่อล่ะ" นิโคลคะยั้นคะยอให้เด็กสาวอธิบายต่อ "นายนี่ก็รีบเหลือเกิน ฉันจะอธิบายต่ออยู่เนี่ย สำหรับพวกที่สามารถใช้พลังได้ทั้ง 2 สาย สิ่งที่กระจกสะท้อนออกมาเป็นสัตว์ที่สามารถอธิบายตัวตนภายในจิตใจของคนๆนั้นได้ดีที่สุดล่ะ" "อ้าว แล้วทำไมต้องเป็นสัตว์ด้วยล่ะ" นิโคลติดใจสงสัย "เท่าที่ฉันอ่านมาก็เป็นเพราะว่าผู้สร้างกระจกแห่งบอมบัวน์เป็นผู้ใช้พลังได้ทั้ง 2 สายและมีอายุขัยที่ยาวนานจนเขาเห็นสัจธรรมภายในจิตใจของผู้ใช้พลัง เขาจึงได้สร้างให้กระจกสะท้อนถึงตัวตนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ เพื่อให้ผู้ใช้พลังตระหนักถึงความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง หากใช้ในทางที่ผิดก็ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ" เด็กสาวตอบ "เธอนี่รู้อะไรเยอะจังเลยนะ เธอชื่ออะไรเหรอ ฉันนิโคล สเตล่า" 'มารีอา เฟนเตอร์' เสียงประกาศของศาสตราจารย์ลานีสดังขึ้น "นั่นแหละชื่อของฉัน" สิ้นเสีบงเด็กสาวที่บอกว่าตัวเองชื่อมารีอาเดินลงไปกลางลานพิธี เธอยืนอยู่หน้ากระจกไม่นานกระจกก็แปรเปลี่ยนเป็นงูยักษ์ ตัวยาวกว่า 3 เมตร ขดตัวรอบลานพิธี เมื่อคนที่ยังนั่งอยู่บนอัฒจันทร์เห็นก็ส่งเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที "ปราสาทอีทาดอฟ" สิ้นเสียงประกาศ งูยักษ์ตัวนั้นก็สลายกลายเป็นละอองแสงพุ่งเข้าไปยังตัวของมารีอา แล้วกระจกก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม เมื่อเสร็จพิธีมารีอาก็เดินไปนั่งที่ๆพักของเด็กปราสาทอีทาดอฟที่รู้สึกจะมีความร้างอยู่พอตัว "นิโคล สเตล่า" เสียงประกาศของศาสตราจารย์ลานีสเรียกชื่อของเขา นิโคลลุกขึ้นแล้วเดินไปอยู่หน้ากระจก 'เอาน่า ถึงขั้นนี้แล้ว อยู่ที่ไหนก็ได้น่า' เงียบ เงียบแล้วก็เงียบ ไม่มีอะไรหรือสิ่งใดเกิดขึ้นเลยหลังจากนิโคลมายืนอยู่หน้ากระจก เรียกเสียงฮือฮาจากบนอัฒจันทร์ได้ดังกว่าคราวของมารีอาเสียอีก 'ตายๆ ตายแน่ไอนิโคล ถูกไล่ออกตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนเลยย' ก่อนที่นิโคลจะตกใจตายไปเสียงก่อน เสียงของเทพธิดา(ตอนนี้อ่ะนะ)ศาสตราจารย์ลานีสดังขึ้น "เอาล่ะๆ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนของเธออาจจะต้องใช้วิธีอื่นในการทดสอบพลัง นิโคล สเตล่ามายืนกลางลานแทนที่กระจกนี่มา" นิโคลหันกลับไปกระจกก็หายไปแล้ว 'เอาวะ ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่' หลังจากนิโคลยืนอยู่กลางลานไม่นานก็มีคนที่ท่าทางเหมือนศาสตราจารย์ลานีสจำนวน 5 คนมายืนล้อมเขาเอาไว้ "นิโคล เธอทำใจให้สบายนะ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล"หนึ่งในอาจารย์พูดขึ้น 'โห'จารย์ มายืนตรงนี้เองดิ จะได้รู้ว่ามันจะทำใจให้มันสบายน่ะมันยากนะโว้ย' เหมือนเหล่าอาจารย์ทั้ง 6 นั้นไม่ได้สนใจนิโคลอีกแล้ว แต่ละคนท่องบทเวทย์ต่างท่วงทำนองแต่กลับสามารถฟังออกได้ "เหล่าผองข้าแด่เทพีออสทิน เทพีแห่งการก่อกำเนิด เทพอิมมา เทพแห่งความเที่ยงตรง เหล่าผองเราทั้งหลายขอหยิบยืมพลังแห่งเทพทั้งสอง ขอพลังแห่งทั้งสองจงให้กำเนิดพลังแห่งความเที่ยงแท้จากบุคคลตรงหน้าปรากฏออกมา" สิ้นเสียงของเหล่าอาจารย์ นิโคลก็รู้สึกเหมือนภายในตัวมีบางอย่างกำลังไหลวนอย่างรุนแรง ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะแหกกรงหนีออกมา 
    ตูมม!!!!
    เสียงระเบิดของแสงต่างๆทั้ง 7 สี ระเบิดออกมาก่อนที่จากรวมตัวกลายเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีฟันอันแข็งแกร่ง กรงเล็บที่แหลมคม ปีกสองข้างที่เหมือนปีกค้างคาวที่ใหญ่ยักษ์คอยพยุงร่างนั้นให้ลอยอยู่ได้ สิ้นเสียงระเบิด ควันต่างๆค่อยๆหายไปทำให้สามารถเห็นสิ่งนั้นได้ชัดเจน มันคือมังกรที่มีสีขาวสะท้อนออกเป็นสีรุ้งที่ดูสง่างามรับร่างของนิโคลให้อยู่บนหัวของมันแล้วมันก็ค่อยๆลอยลงมาหมอบตรงพื้น "ปราสาทอีทาดอฟ" ศาสตราจารย์ลานีสก็ยังคงทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีเยี่ยม หลังจากศาสตราจารย์พูดจบ มังกรสีขาวตัวนั้นก็สลายเป็นละอองผงสีขาวรุ้งพุ่งเข้าหาร่างของนิโคล 
    'เห้อ ในที่สุดก็เสร็จสักที แต่มังกรตัวเมื่อกี๊สวยจังเลย ไม่รู้จะได้เจอกันอีกรึเปล่า'นิโคลคิดเสียดายที่ไม่ได้มองรายละเอียดของมังกรตัวเมื่อกี๊
    'ได้เจอสิคะนายน้อย' เสียงหวานของผู้หญิงที่ฟังดูก็รู้ว่าต้องสวยมากแน่ๆดังขึ้นภายในหัวของนิโคลแล้วก็หายไป
    'นี่ท่าเราจะบ้า ได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้' นิโคลคิด

    ห้องบอลรูมเหนืออัฒจันทร์
    "เรียบร้อยดีรึเปล่าลานีส" เสียงทุ้มของชายแก่ท่าทางใจดีดังขึ้นถาม
    "เรียบร้อยดีค่ะท่าน เอ่อ...แล้วท่านได้เห็นเด็กคนนั้นรึเปล่าคะ" ศาสตราจารย์ลานีสถามกลับ
    "เห็นแล้วล่ะ อีก 3 ปีต่อจากนี้คงจะได้สนุกกันล่ะ" น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยท่าทีขบขัน
    "ลานีส เจ้าช่วยแจ้งข่าวแก่อาณาจักรทั้ง 5 ด้วย ข้าว่าคงถึงเวลาประชุมที่ครบหน้าครบตากันในรอบ 100 ปีกันแล้ว" ชายชราพูดแล้วชูมือขึ้น
    พรึ่บ! ร่างของนกฮูกยักษ์ก็ปรากฏขึ้นมาลอยเหนือมือของชายชรา
    "โอเกอร์เอ๋ย จงนำความไปบอกเหล่ามหาจอมเวทย์ที่เที่ยวเตร่ข้างนอกนั่นทีนะ ว่าถึงเวลากลับมาทำงานได้แล้ว" นกฮูกยักษ์ร้องออกมาหนึ่งทีก่อนสยายปีกคู่ใหญ่โบยบินขึ้นท้องฟ้า แล้วอยู่ๆก็แตกออกเป็น 5 สายพุ่งไปยังทิศทางต่างๆ
    "อาจารย์เปาลี ข้าขอตัวลาไปจัดการเรื่องนักเรียนต่อนะเจ้าคะ" ศาสตราจารย์ลานีสกล่าวต่อชายชราอย่างนอบน้อม
    "ไปดีมาดีล่ะลานีส" เปาลีพูดขึ้น
    "เจ้าค่ะอาจารย์" นางพูดก่อนจะเดินออกจากห้องไปจัดการนักเรียนข้างล่างต่อ
    "เจ้านกอ้วนตัวใหญ่ขนาดนั้นมันยังบินได้อีกเหรอตาเฒ่า" เสียงชายหนุ่มดังขึ้นภายในห้องที่เงียบงัน
    "มันก็เหมือนข้าไง แก่แต่เก๋า ว่าแต่เจ้าเถอะ รู้ตั้งแต่เด็กคนนั้นมาถึงแล้วใช่รึไม่" เปาลีถามผู้มาใหม่อย่างใคร่รู้
    "สิ่งที่เกี่ยวพันกับภาระของข้า ข้าย่อมต้องรู้สึก" ชายหนุ่มตอบอย่างเย็นชาก่อนจะหายไปกับความมืดภายในห้อง
    "จนถึงบัดนี้แล้ว เจ้ายังเรียกสิ่งนั้นว่าภาระอีกรึ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ดาร์กูลน้อยเอ๋ย" เปาลีพูดพร้อมหัวเราะเบาๆ



    ปราสาทราเวสตัวปราสาทเป็นทรงแปดเหลี่ยม ถูกล้อมรอบด้วยหอสังเกตุการณ์ 4 ทิศ ลานหน้าปราสาทเป็นน้ำพุรูปของสัตว์ในตำนานทั้ง 6 หรือก็คือสัญลักษณ์ของแต่ละราชวงศ์นั่นเอง ประกอบไปด้วยกวางมูลาสของอาณาจักรเอลฟ์ ยูนิคอร์นของเหล่าภูติ กริฟฟินจากอาณาจักรคนแคระ ฟินิกซ์จากเผ่าปักษา กิเลนจากเมืองมนุษย์ และตรงใจกลางของบ่อน้ำพุเป็นรูปปั้นของมังกรที่กำลังโอบอุ้มโลกไปนี้ไว้ตามความเชื่อโบราณว่านามของมังกรตัวนั้นคือ'เทียเมต' ผู้ปกปักษ์และมารดาแห่งหมู่มวลมังกรทั้งมวล เมื่อเดินเข้าไปภายในตัวปราสาท ภายในมีบันไดเวียนขึ้นไปยังชั้นต่างๆ ทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งแบ่งไปตามแต่ละชั้นปี แต่ละชั้นมีทั้งหมด 14 ห้อง ซึ่งราวกับเรื่องมหัศจรรย์ที่ทุกปีจะมีนักเรียนที่เข้ามาในปราสาทราเวสทั้งสิ้น 70 คนพอดีทุกปี โดยชั้นดาดฟ้าของปราสาทสามารถขึ้นไปชมความสวยงามของธรรมชาติโดยรอบ ซึ่งเห็นทั้งต้นไม้รอบล้อม และด้านหลังเป็นภูเขาที่มีพืชพันธุ์แปลกตาขึ้นอยู่อย่างมากมาย ชั้นแรกเป็นห้องนั่งเล่นรวมที่จัดวางของจำเป็นทั้งโซฟา กระดานเวทย์ หมากรุกเวทย์มนตร์ และยังมีทางเดินไปยังห้องอาหารของปราสาทที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลออกมาแทบตลอดเวลา
    "เอาล่ะๆ ปีหนึ่งฟังทางนี้ๆ ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทราเวสสถานที่ที่รวบเหล่าเด็กชายหญิงผู้มีความสามารถทั้งพลังธาตุและพลังเวทย์อยู่ในตัว ซึ่งหาได้ไม่เป็นจำนวนที่เยอะนักในจำนวนของทุกๆเผ่าพันธุ์ แต่พวกคุณมักจะกลายเป็นบุคคลสำคัญของแต่ละอาณาจักร ดังนั้นจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและกอบโกยประสบการณ์ให้มากที่สุด มิเนอร์วาส จัดการต่อทีนะ แล้วเจอกันในคาบวิชาประวัติศาสตร์ ห้ามช้าแม้แต่วินาทีเดียว แล้วเจอกัน" สิ้นเสียงของศาสตราจารย์ลานีส นางก็จางหายไปพร้อมกับสายลม
    "หม่อมแม่ไปแล้ว เด็กๆเดี๋ยวตามพี่มาพี่จะพาไปแยกห้องนอนกัน" เสียงแก่นแก้วของสาวห้าวนามว่ามิเนอร์วาสดังขึ้น
    "เรียกศาสตราจารย์แบบนั้นเดี๋ยวก็โดนทำโทษอีกหรอกวาสจัง" เสียงหวานปริศนาดังออกมาจากความมืด
    "โธ่ โดราสอย่าทำให้ตกใจแบบนี้สิ อ้อนี่ โดราสกูล ดีโรนัสหัวหน้าชั้นปีที่ 2 ของพวกพี่เอง" มิเนอร์วาสแนะนำอย่างเป็นกันเอง
    "สวัสดีจ้ะ พี่โดราสกูล เรียกพี่ว่าพี่โดราสก็ได้นะ มีอะไรสงสัยก็ถามพี่ได้ตลอดเลยนะ" โดราสพูดอย่างเป็นมิตร
    "เอ่อ พี่ครับ พี่เป็นอะไรกับท่านดาร์กูลเหรอครับ" เสียงเด็กหนุ่มดังขึ้นกลางวงของเหล่าปีหนึ่ง
    "ท่านดาร์กูลคือท่านพ่อของพี่เองแหละ และดูเหมือนว่าปีนี้จะมีการแอบลงมาสอนเองด้วยสิ อุ๊ปส์! อย่าไปบอกใครนะว่าพี่พูดอะไรไป" โดราสทำมือปิดปาก แต่ปิดรอยยิ้มจากดวงตาไม่ได้เลย
    'น่ารักโฮกก' เสียงชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย
    โดราสกูลเป็นหญิงสาวผมยาวสลวยถึงกลางหลัง เรือนผมสีม่วงอ่อนดัดเป็นลอนตรงปลายรับเข้ากับรูปหน้าทรงสวย ร่างกายสะโอดสะอง สวมชุดกระโปรงสีดำทับด้วยเสื้อคลุมสีแดงเลือด ตรงหน้าอกฝั่งขวาเป็นตรามังกรสีทองเหลือบรุ้งซึ่งถือเป็นหญิงสาวที่ทำให้ชายหมายปองอย่างล้นหลาม
    "เอาล้ะ เด็กน้อยขึ้นไปดูห้องกันได้แล้ว หน้าห้องจะมีป้ายชื่อแยกไว้ให้อยู่แล้วนะ ห้องละ 5 คนแยกเป็นชายหญิงเรียบร้อย อ้อ มีอยู่ 1 ห้องที่ค่อนข้างพิเศษหน่อย จะมีชาย 4 และหญิง 1 คนในห้องนั้น ซึ่งหญิงสาวคนนั้นคือ มารีอา เฟนเตอร์ นั่นเอง"มิเนอร์วาสพูดอย่างร่าเริง
    "หา! พี่คะแล้วให้หนูอยู่กับพวกผู้ชายแบบนี้ถ้าเกิดพวกนั้นจะทำอะไรหนูล่ะคะ" เสียงของมารีอาดังขึ้น
    "ไม่มีทางแน่นอนจ้ะ เพราะในห้องจะแบ่งแยกเป็น 5 ห้องย่อยซึ่งมีห้องน้ำในตัวเอง ประตูทุกบานมีมนตรากำกับอย่างแน่นหนา ที่ใช้ร่วมกันมีเพียงห้องนั่งเล่นกลางกับชั้นหนังสืออ่านเล่นเพียงเท่านั้นจ้ะ แล้วก็อีกอย่างห้องของหนูจะเป็นห้องของหัวหน้าชั้นปีด้วยนะ ถึงห้องแล้วอย่าลืมลงมาประชุมกับพี่ด้วยนะทั้งห้องนั้นเลย" เสียงของโดราสดังอธิบายอย่างฉะฉาน
    'ขอให้เราอย่าได้อยู่ห้องนั้นเลยเถอะ' นิโคลอธิษฐานอยู่ในใจ
    ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง นิโคลได้อยู่ร่วมห้องกับมารีอาและเพื่อนอีก 3 คน
    "เอาเถอะ เดี๋ยวเราค่อยมาทำความรู้จักกัน ไปประชุมกับพวกรุ่นพี่กันก่อนเถอะ" ชายหนุ่มผมสีทองพูดอย่างร่างเริง
    "นั่นสิเนาะ ไปกันเถอะ" ผมได้แต่ตามน้ำลงไปประชุมกับรุ่นพี่ที่โถงกลางของปราสาท


    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×