Are you Animagus!? (Nielong AU Hogwarts)

ตอนที่ 3 : Christmas and gray cat

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 ต.ค. 62








































































     เขาเดินเล่นวนไปรอบห้องอย่างบันเทิงใจ ตื่นเต้นกับมุมมองที่แปลกใหม่  อาช่าแทบต้องเงยหน้ามองทุกสิ่ง ไม่ต้องก้มตัวแม้แต่นิดเมื่อลอดใต้เตียง เขาสามารถเดินลอดผ่านได้สบายๆ   ทุกอย่างดูสูงใหญ่ยักษ์ไปหมด

 

 

 

 

 

    เขากระโดดขึ้นไปบนเตียง ปีนเฟอร์นิเจอร์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆอย่างคล่องแคล่ว  ซุกตัวในกองผ้าห่ม  นอนกลิ้งไปมาบนเตียง คลอเคลียหน้ากับความอบอุ่นนุ่มนิ่มของผ้านวม

 

 

 

 

 

     จนดึก เขารู้สึกพึงพอใจในร่างนี้มากพอแล้วจึงคิดว่าควรจัดการนำข้าวของเข้าที่และเข้านอนเสียที   อาช่าไม่คิดจะนอนทั้งยังอยู่ในร่างสัตว์ เขายังไม่รู้สึกปลอดภัยนักหากอยู่ในร่างสัตว์นานๆ  ดังนั้นเขาจึงปีนกลับขึ้นเตียง ตั้งสมาธิ ตั้งใจจะเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาพมนุษย์

 

 

 

 

 

     การคืนร่างมนุษย์ ให้นึกถึงภาพร่างมนุษย์ของคุณเองอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

 

 

 

     เปลือกตาปิดลง

 

 

 

 

 

     ในความมืด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเคลื่อนมาทับแทนที่ดวงตาสีเขียวสุกสกาว

 

 

 

 

 

     อย่าตกใจไปหากการเปลี่ยนร่างยังไม่เกิดขึ้นในทันที

 

 

 

 

 

     ตั้งสมาธิอีกครั้ง

 

 

 

 

 

     อีกครั้ง

 

 

 

 

 

     อีกครั้ง

 

 

 

 

 

     ข้าวของกลับมามีขนาดปกติ ห้องกลับมามีขนาดเท่าเดิม    ร่างคนเปลือยเปล่าของเขากลับคืนมา  อาช่าหัวถึงหมอน  หลับสนิทไปทันทีด้วยความเหนื่อยล้าสะสม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

























 

 

 

 

 

 

      เขารู้สึกเหมือนพึ่งล้มตัวนอนเมื่อถูกปลุกตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตู   อาช่าโงหัวแทบไม่ขึ้น  หัวหนักอึ้งแถมยังปวดตุบๆ  เขาล้วงเข้าไปใต้หมอนอย่างเกียจคร้าน คลำหานาฬิกาที่มักจะถอดวางไว้ใต้หมอน แต่มันว่างเปล่า

 

 

 

 

 

     เขาค่อยๆเปิดเปลือกตา  นิ่งค้างไปสักพักจนปรับตัวได้ จึงลุกขึ้นนั่งมองไปสภาพรอบๆห้อง เขานอนโดยไม่ได้รูดม่านปิดรอบเตียงด้วยซ้ำ มีกองหมอนล้มกระจาย  เฟอร์นิเจอร์รวมถึงเตียงของเฮนรี่ก็ยังอยู่มุมห้อง และ... ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นอยู่บนตัวเขา ความทรงจำไหลเข้ามาในหัวทีละฉาก พอดีกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกรอบเป็นจังหวะสามครั้ง ไม่เบาหรือดังมากไป เหมือนเกรงใจเขาอยู่ในที

 

 

 

 

 

     อาช่ารีบร้อนคว้าเสื้อผ้าที่ปลายเท้ามาสวมใส่อย่างลวกๆ   เขาเลิกผ้าห่มขึ้นกวาดตาหาไม้กายสิทธิ์ สะบัดมันสองสามทีจึงพบไม้หล่นออกมาจากกองผ้า  เขาดึงเสื้อลงมาปิดหน้าท้องตนเองให้เรียบร้อย ก่อนจะชูไม้ขึ้นเหนือหัว โบกร่ายคาถาทำให้ของต่างๆเคลื่อนย้ายกลับเข้าที่ เกิดเสียงตึงตังขึ้นจนน่าจะดังไปถึงหูคนข้างนอก เขาได้แต่หวังว่ามันจะไม่ดูผิดวิสัยนัก

 

 

 

 

 

     อาช่าตรวจสอบความเรียบร้อยอย่างรอบคอบ จึงตะโกนตอบรับบุคคลหน้าห้องว่าให้เปิดเข้ามาได้เลย

 

 

 

 

 

     “เธอล็อกประตูไว้นะ  แต่ไม่เป็นไร ฉันรอข้างนอกได้”

 

 

 

 

 

    เขาชะงักเมื่อไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคย... ไม่สิ ก็คุ้นเคยอยู่หรอก  แต่ไม่ใช่ความเคยชิน

 

 

 

 

 

     เขาลืมไปสนิทว่าอยู่ในช่วงวันหยุด  และเพื่อนเขาก็กลับบ้านทั้งหมดเหลือเพียงแค่แซคคนเดียว

 

 

 

 

 

     อาช่าเปิดประตู  เกิดอาการทำตัวไม่ถูกชั่วขณะว่าควรจะเริ่มต้นทักทายยังไง  แต่แซคก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

 

 

 

 

 

     “สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ”

 

 

 

 

 

    เขาคงจะเผลอแสดงสีหน้างุนงงออกไปเพราะแซคยิ้มและหัวเราะในลำคอเบาๆ  “เธอคงไม่ลืมหรอกใช่ไหมว่าวันนี้เป็นวันอะไร”

 

 

 

 

 

     “ลืม— เอ้ย— ฉันหมายถึงเปล่า แน่นอนฉันไม่ได้ลืม”   อาช่าขมวดคิ้วมุ่น  นั่นสินะ เขาวงวันที่ที่จะลงมือทำตามแผนก็คือวันที่ยี่สิบสี่  เมื่อวานเขาพลาดคริสมาสต์อีฟไปเสียแล้ว  และอยู่ๆเมื่อมองหน้าอีกฝ่าย ความรู้สึกผิดก็ตีกลับขึ้นมาดื้อๆ  เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่เหลือของแซค แต่กลับทิ้งให้เขานั่งทานข้าวคนเดียวบนโต๊ะใหญ่ๆและฉลองคืนคริสต์มาสอีฟเพียงลำพัง

 

 

 

 

 

     และเขาก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าวันนี้จะอยู่เป็นเพื่อนแซคทั้งวันเป็นการทดแทน

 

 

 

 

 

    “สุขสันต์วันคริสต์มาสเหมือนกันนะ” อาช่ารีบบอกเมื่อตั้งสติได้ “ว่าแต่นี่กี่โมงแล้ว”

 

 

 

 

 

     “เก้าโมงครึ่ง ยังทันอาหารเช้า”  แซคตอบอย่างใจดี  “ฉันกลัวเธอจะพลาดอาหารเช้าก็เลยคิดว่ามาปลุกดีกว่า ขอโทษที”

 

 

 

 

 

     ”เราลงไปกินที่โรงครัวก็ได้ไม่ใช่หรือไง”

 

 

 

 

 

     “เธอติดใจเหรอ?”  แซคกลั้นหัวเราะจนหน้ามีรอยยับ

 

 

 

 

 

     “ขอเวลาเปลี่ยนชุดแป๊ปนึงนะ”  อาช่าเมินคำถามนั้น  “รออยู่ตรงนี้นะ”

 

 

 

 

 

    จู่ๆแซคก็หยุดหัวเราะแล้วส่งยิ้มให้เขา ตอบเสียงหนักแน่นว่า “ได้ครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





 

 

 

     พวกเขาลงมาที่ห้องโถงใหญ่   อาช่ารู้สึกแปลกตาที่พบว่าโต๊ะยาวสี่ตัวประจำบ้านถูกย้ายไปชิดกำแพง  มีโต๊ะเดียวกลางห้องที่จัดอาหารไว้พอดีกับจำนวนนักเรียนที่อยู่โรงเรียน ดูเหมือนว่าทุกคนยังคงนั่งประจำโต๊ะไม่ลุกออกไปไหน เว้นแต่ที่ว่างที่หนึ่ง  อาจจะเป็นเพราะอาหารตรงหน้าที่อลังการหลากหลายชนิดกว่าทุกวัน  และบางคนยังมีกองของขวัญเล็กๆอยู่ข้างตัว

 

 

 

 

 

     “เอ้อฉันลืมไป”  แซคหันมาพูดกับเขา  “ของขวัญเธอกองอยู่ในห้องนั่งเล่นรวมนะ ฉันลืมชี้ให้ดู”

 

 

 

 

 

     “ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยกลับขึ้นไปแกะ”

 

 

 

 

 

     “เอ้าเชิญๆมิสเตอร์ธีโมที่และมิสเตอร์ไมเจอร์ สองคนสุดท้ายที่ลงมา”  อาจารย์ใหญ่ทักทายต้อนรับพวกเขาอย่างเป็นมิตร  “รีบนั่งประจำที่ซะก่อนพวกเธอจะพลาดอาหารมื้อแรกในวันคริสต์มาส”

 

 

 

 

 

     “ขอบคุณครับ”  ทั้งเขาและแซคหงกหัวตอบรับคำ

 

 

 

 

 

     อาจารย์วิชาเวทมนตร์และคาถาหรืออาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินนั่นเองร้องทักทายพวกเขา อาช่าอวยพรกลับ และเขายังได้รับการพยักหน้าให้นิดๆจากอาจารย์วิชาปรุงยาด้วย

 

 

 

 

 

    เขากับแซคนั่งลงฝั่งตรงข้ามกันที่ปลายโต๊ะ  เผลอสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา

 

 

 

 

 

    “เธอก็ไม่ชอบเขาใช่ไหม” แซคลดเสียงถาม ระหว่างที่อาช่าแกล้งจับส้อมกับมีดให้กระทบจานเคร้งๆ

 

 

 

 

 

    “เอาเป็นว่าที่เขาจำชื่อเราได้— เพราะว่าพ่อแม่เราต่างก็มีตำแหน่งสูงใหญ่ในกระทรวง”  อาช่าพึมพำตอบ แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เด็กเรเวนคลอข้างๆได้ยิน

 

 

 

 

 

    “เขาเคยมาที่บ้านฉันตอนช่วงปิดเทอมฤดูร้อนก่อนขึ้นปีห้า”  แซคเล่าพลางเหลือบมองไปทางโต๊ะอาจารย์  “ถ้าถามความเห็นฉัน เขาขี้ประจบน่าดู”

 

 

 

 

 

    “คนที่ลาออกไปตอนเราจบปีหนึ่งดีกว่า” อาช่าวิจารณ์

 

 

 

 

 

     แซคเลิกคิ้ว  อาช่ามองหน้าเขา

 

 

 

 

 

     “ฉันว่าเธอเคยเจอเขานอกฮอกวอตส์บ่อยกว่าฉันนะ”  แซคว่า น้ำเสียงไม่บ่งบอกว่าเป็นประโยคคำถามหรือประโยคบอกเล่าธรรมดา

 

 

 

 

 

     “แล้วยังไง”

 

 

 

 

 

     “เขาต้องเคยไปหาว่าที่นายกรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์คนต่อไปอย่างพ่อเธออยู่แล้ว”

 

 

 

 

 

    “จะให้ฉันพูดว่าเกลียดขี้หน้าเขาให้ได้เลยงั้นสิ”  อาช่าถามเสียงเย็นชา  แซคดูตกใจที่เขาดูไม่พอใจ

 

 

 

 

 

     “ตกลง ขอโทษครับ จะไม่พูดเรื่องนี้แล้ว”

 

 

 

 

 

     “แล้วจะดีมากถ้านายไม่พูดเหมือน— เหน็บที่อาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์มาประจบสอพลอพ่อฉันอะไรทำนองนั้น”

 

 

 

 

 

     “มันก็ใช่— ฉันหมายถึง—“   แซครีบพูดต่อเมื่อได้รับสายตาขุ่นเคือง   “ใช่ ฉันเหน็บที่เขาชอบเสแสร้งประจบประแจงไปทั่ว... แต่ฉันไม่ได้เหน็บแนมพ่อเธอนะ” เขาเสริม

 

 

 

 

 

     อาช่าถอนหายใจเฮือก รู้สึกว่าอาหารในจานไม่น่าทานอีกต่อไป  “ฉันเข้าใจที่แซคพูดนะ”  เขาบอกเสียงเบาลง  “ฉันยังไม่ได้คิดถึงตำแหน่งงานในกระทรวงก็จริง แต่ฉันจะเกลียดขี้หน้าใครไปทั่วทั้งที่ไม่มีเหตุผลไม่ได้”  อาช่าเงียบเพื่อขบคิด แต่ก็ตัดสินใจพูดต่อ  “พ่อฉันต้องทำงานกับคนมาก คงไม่ดีถ้าลูกชายของเขาเขม่นคนไปทั่ว  แล้วฉันก็คงเป็นบ้าตายถ้าต้องเจอพวกนั้นที่บ้านแทบทุกวัน”    เขาหยุดอีกครั้ง พ่นลมหายใจ ยกมือขึ้นปิดหน้าเหมือนพึ่งนึกได้ว่าพูดอะไรออกไปบ้าง   “ขอโทษ แต่ว่าบ้านฉัน— เราจริงจังกันมาก—“

 

 

 

 

 

     “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจเธอ ฉันก็ขอโทษเหมือนกัน”  แซคจับข้อมืออาช่าหลวมๆ  ในสายตาเขา อาช่าตอนหงุดหงิดก็ยังน่ารักมากๆอยู่ดี  แต่เขาไม่สบายใจที่เห็นอาช่ารู้สึกผิด

 

 

 

 

 

     เขายังต้องรู้จักอาช่าให้มากกว่านี้

 

 

 

 

 

     “กินไก่งวงไหม... ไส้กรอกล่ะ”  แซครู้ว่าเขากำลังทำเหมือนอาช่าเป็นเด็กน้อยที่ถูกหลอกล่อด้วยของกินได้ เขาหวังว่าจะช่วยให้อาช่าอารมณ์ดีขึ้น  แต่เขาก็ไม่คาดฝัน...ว่าอาช่าจะยอมงับไส้กรอกที่เขาใช้ส้อมจิ้มยื่นไปจ่อที่ริมฝีปาก

 

 

 

 

 

     น่ารักเป็นบ้า

 

 

 

 

 

     น่ารักจนแทบลืมหายใจ

 

 

 

 

 

     แซคต้องควบคุมตัวเองอย่างมากไม่ให้เผลอยื่นหน้าไปหอมแก้มที่กำลังเคี้ยวตุ่ยๆ หรือจุมพิตที่ริมฝีปากบางนั่น

 

 

 

 

 

     อาช่าทันจับสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาที่เปลี่ยนไป... แบบที่ทำให้เขาฉุกคิดได้ว่าต้องระวังตัวมากกว่านี้เสียหน่อย  เขาเม้มปาก แก้เก้อด้วยการเอื้อมมือไปหยิบขนมพุดดิ้งคริสต์มาส    การกระทำทั้งหมดตกอยู่ในสายตาแซค

 

 

 

 

 

     เขาไม่คิดว่าจะทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดิมอีกรอบ...อย่างน้อยก็ไม่ใช่ช่วงเวลาติดๆกันแบบนี้  เขากำลังช้อนตักพุดดิ้งเข้าปากเมื่อเผลอสบตาสีน้ำตาลที่ทำให้อาช่านึกถึงคาราเมล  เขารู้สึกมวนๆในท้องจนรีบกลืนขนมหวานลงคออย่างเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ลืมละเลียดชิมรสชาติมันไป    เขาอยากจะบอกให้แซคเลิกจ้องเขา หรือเอาช้อนเคาะหัวอีกฝ่ายบนผมสีบลอนด์นั่นสักที

 

 

 

 

 

     เสียงเหมือนตัวอะไรสักอย่างเคลื่อนไหวอยู่เหนือศีรษะพวกเขา  อาช่าเงยหน้ามองทำให้แซคมองตาม  พวกเขาพบนกฮูกตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบมา   เขาบอกได้ว่ายามที่ปีกมันเหยียดออกจนสุดนั้นยาวครอบคลุมตั้งแต่หัวของแซคมาถึงหัวเขาที่นั่งตรงข้ามกัน ขนที่ปีกมันเรียงตัวเป็นระเบียบ ประกอบกับลวดลายก็ทำให้มันดูน่าเกรงขามเป็นเท่าตัว ขาที่แข็งแรง(อาช่าพยายามมองข้ามกรงเล็บยาวไป)ของมันถูกผูกด้วยเชือกที่ห้อยด้วยห่อกระดาษสีน้ำตาล

 

 

 

 

 

     มันกระพือปีกช้าลงเพื่อลดระดับลงมาจนห่อของพออยู่ในระดับสายตาเขา  เมื่อได้มองใกล้ๆแล้วพัสดุสี่เหลี่ยมชิ้นนี้ทั้งใหญ่และยาว แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับขนาดตัวนกฮูก

 

 

 

 

 

     “นกฮูกบลาคิสตัน”   แซคว่า ยังคงทึ่งในขนาดตัว

 

 

 

 

 

     “ในอังกฤษ... ไม่ใช่ถิ่นมันซะเลย”   อาช่าเอื้อมมือไปหมายแกะเชือกจากห่อพัสดุ   “เฮ้ นายจะบินไปทั้งเชือกห้อยขาเหรอ”   ประโยคหลังเขาพูดกับมัน   “ลงมา เดี๋ยวฉันแกะเชือกจากขานายให้”

 

 

 

 

 

     ไม่ว่ามันจะฟังออกหรือไม่ มันก็ยอมร่อนลงมา กรงเล็บยาวเกาะบนพื้นโต๊ะอย่างมั่นคง

 

 

 

 

 

     อาช่ทุลักทุเลเล็กน้อยในการยื่นมือไปคลายปมเชือกจากขาอันแข็งแกร่งของมัน   เห็นได้ชัดว่าคนส่งนั้นผูกปมอย่างหนาแน่น เพราะมันไม่เพียงกระตุกแล้วคลี่คลายออก  เขาไม่อยากใช้เวลานานนัก เผื่อเจ้านกฮูกยักษ์ตาดุเกิดรำคาญและตวัดกรงเล็บเกี่ยวมือเขาเข้า

 

 

 

 

 

     ด้านแซค เขานึกเหม็นนกฮูกจอมวางท่าตัวนี้  เหตุผลข้อแรก มันยืนเฉยทำให้อาช่าต้องเอื้อมมือไปแกะเชือกให้เอง  เป็นแค่นกฮูกแท้ๆ  เขาคิดอย่างฉุนๆ แค่ข้อแรกก็เพียงพอให้เขาไม่ชอบมัน   ส่วนเหตุผลข้อที่สอง ก็อาจเป็นเพราะพัสดุชิ้นนั้น หรือเจ้าของนกฮูกตัวนี้   ใครกันที่ส่งของขวัญให้อาช่า แถมยังครอบครองนกฮูกพันธุ์หายากตัวใหญ่เช่นนี้

 

 

 

 

 

    แซครู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียเลยในเมื่อนี่ไม่ใช่ของขวัญชิ้นเดียวที่อาช่าได้รับ  แต่ยังมีอีกเป็นกองภูเขาโตๆรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นสลิธีริน  และเขามั่นใจว่าไม่ใช่ปีแรกที่เป็นแบบนี้     เพียงแต่คริสต์มาสปีก่อนๆพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ฮอกวอตส์จึงไม่เคยเห็นว่าอาช่าได้รับของขวัญจำนวนมากมายขนาดไหน

 

 

 

 

 

    อาช่าแกะเชือกได้แล้วและนกฮูกมันก็โผบินออกไปทันที ปีกมันแฉลบหน้าอาช่าไปเพียงนิดเดียว แซคพึ่งสังเกตว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่มองอาช่าหรือนกฮูกตัวนั้น  เขากระแอมไอดังๆ ทำให้นักเรียนคนอื่นหันกลับไปสนใจธุระตัวเองต่อ  ทว่าไม่ใช่กับชายวัยกลางคนที่โต๊ะอาจารย์

 

 

 

 

 

     “มิสเตอร์ธีโมที่  เธอรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนส่งของมา”  บราวน์เนอร์หัวเราะหึๆ

 

 

 

 

 

     “ครับ?  อ๋อ  ผมทราบครับศาสตราจารย์”   อาช่าเลิกคิ้ว สงสัยว่าอาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์คอยสังเกตนกฮูกที่มาส่งของให้นักเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่  เป็นเพราะบทสนทนานี้ทำให้ทุกสายตาจับจ้องที่เขาอีกครั้ง  เขาพูดปด เขาไม่รู้หรอกว่าใครส่งมา แต่ถ้าเป็นคนที่เขาคาดเดาไว้จริง เขาก็ไม่ต้องการให้บราวน์เนอร์ป่าวประกาศให้ทุกคนในที่นี้ได้ยินหรอก

 

 

 

 

 

     “กลับหอพักกันเถอะ”  แซคชวน อาช่าตอบรับทันทีโดยลุกออกจากโต๊ะ ไม่ลืมหยิบห่อของมาด้วย

 

 

 

 

 

     ก่อนพวกเขาจะก้าวพ้นธรณีประตู  มีนกฮูกตัวเล็กๆสายพันธุ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปบินตามมารั้งไว้  มันมาส่งหนังสือพิมพ์ประจำวันนั่นเอง   แซคล้วงกระเป๋าหยิบเหรียญสีทองแดงนับหย่อนลงในกระเป๋าที่ผูกติดกับขานกฮูกไปสิบคนุตส์ ซึ่งหมายความว่าจ่ายทั้งส่วนของเขาและของอาช่า ฉวยหนังสือพิมพ์มาสองฉบับ ก่อนจะพาเขาออกจากบริเวณโถงใหญ่

 

 

 

 

 

     “ขอบคุณแซค”  อาช่ายิ้มบอกไปตามความรู้สึก  “ว่าแต่วันนี้นายวางแผนจะทำอะไรหรือเปล่า”

 

 

 

 

 

     แซคอยากจะตอบว่าสิ่งเดียวที่เขาวางแผนและอยากจะทำคือการได้อยู่กับอาช่าทั้งวันนั่นแหละ แต่มันคงฟังดูเลี่ยนๆชอบกล  ทั้งหมดที่เขาทำจึงแค่ส่ายหน้าช้าๆ

 

 

 

 

 

     “มาแกะของขวัญคริสต์มาสด้วยกันไหม”

 

 

 

 

 

    แซคพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นจนน่ากลัวว่าคอจะเคล็ดเอา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




















 

 

     อาช่าฉีกกระดาษสีน้ำตาลที่ห่อกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ข้างในก็เป็นกล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษสีแดงฉูดฉาดอีกชั้น ผูกด้วยริบบิ้นสีขาวอย่างดี   อย่างแรกที่เขาทำคือมองหาการ์ด  แล้วก็เป็นอันเข้าใจว่าทำไมบราวน์เนอร์จึงสนอกสนใจมันนักหนา

 

 

 

 

 

     มีการ์ดที่มีตราประทับสัญลักษณ์ที่ดูเผินๆคล้ายของกระทรวงเวทมนตร์ แต่อาช่าจำได้ว่ามันเป็นตาประทับของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

 

 

 

 

 

     แซคอ้าปากค้างไม่ต่างจากที่อาช่าตาโต   ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของพ่อกับแม่ โดยปกติครอบครัวทั้งสองมักจะได้รับของขวัญคริสต์มาสจากนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ไม่ถึงกับส่งมาให้เป็นการส่วนตัวเช่นนี้ อาช่าจำได้ว่าปีก่อนครอบครัวเขาได้รับชุดแก้วน้ำชา (มันสามารถรินน้ำเองและลอยไปเสิร์ฟให้แขกได้โดยที่คุณไม่ต้องโบกไม้กายสิทธิ์)  ส่วนพ่อเขาได้รองเท้าหนังคู่นึง

 

 

 

 

 

     เขาเคยได้พบและได้พูดคุยอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีความประทับใจในตัวเขาถึงขั้นส่งของขวัญคริสต์มาสมาให้

 

 

 

 

 

     อาช่าสบตาแซค เป็นเชิงว่าจะแกะแล้วนะ  และได้รับการสนับสนุนอย่างดี

 

 

 

 

 

      เขาแง้มเปิดฝากล่อง  ถึงอายุจะย่างเข้าสิบหกแล้วก็เถอะ เขาก็ยังมีความตื่นเต้นเล็กๆทุกครั้งที่แกะของขวัญ   ข้างในเป็นปากกาขนนกอันใหญ่อลัง แวบแรกอาช่านึกถึงนกฮูกยักษ์ตัวนั้น (แต่ไม่น่าเป็นไปได้ ท่านนายกฯคงไม่เด็ดขนนกฮูกตัวเองมาทำปากกา) ขนเป็นมันสีขาวเทาไล่ไปถึงสีน้ำตาล ปลายหัวแหลมปากกาเป็นทองสลักลวดลาย

 

 

 

 

 

     “หรูหรามาก”  แซควิจารณ์ “ใช่สิ เราน่าจะเดาได้ตั้งแต่เห็นนกฮูกแล้ว”

 

 

 

 

 

    หยิบออกมาเชยชมได้สักพักอาช่าก็ปิดกล่องเก็บ  ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาตั้งใจว่าจะไม่เอาออกมาใช้เด็ดขาด

 

 

 

 

 

    “แกะของตัวเองบ้างสิ”  เขาว่า

 

 

 

 

 

     แซคฉีกห่อกระดาษ “พนันได้ว่าเป็นหนังสืออีกเล่มจากร้านของแม่”  เขาพูด หยิบการ์ดขึ้นมาอ่านเสียงดัง  “แซคลูกรัก สุขสันต์วันคริสต์มาส”  เขาพลิกราวกับคาดว่าจะมีข้อความมากกว่านี้  “เทคนิค 56 วิธีการดูแลไม้กวาดให้พร้อมสำหรับการเล่นควิดดิชตลอดเวลา  โถ่ ปกติฉันเคยอ่านซะที่ไหน”

 

 

 

 

 

     “บางทีแม่อาจจะกลัวนายขอซื้อไม้กวาดรุ่นใหม่”  อาช่าว่าขณะกลั้นขำ

 

 

 

 

 

     “เธอไม่ต้องขำเลยนะ”

 

 

 

 

 

     “อะไร นั่นเป็นคำสั่งเหรอ”  อาช่าเปลี่ยนเป็นนั่งตัวตรงจ้องเขม็ง  ทำให้แซคนึกถึงนกฮูกที่พองขน

 

 

 

 

 

     แซคควบคุมสีหน้าไม่ให้ยิ้มอย่างลำบาก เขาต้องดูเหมือนคนบ้าแน่ๆ แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มค้างเมื่ออาช่าเอี้ยวตัวไปหยิบกล่องของขวัญที่อยู่ล่างริมสุด  กล่องสีน้ำเงินเรียบๆตัดกับริบบิ้นสีขาวโปร่ง... ไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษที่เขาเลือกใช้สีนี้ เขาคิดว่ามันเข้ากับอาช่าดี  อีกอย่างปีนี้ของขนาดใหญ่เป็นพิเศษ...  มันเป็นของเขาเองเพราะเขาวางไว้ให้อาช่าตั้งแต่เที่ยงคืนรวมกับของคนอื่นๆที่เริ่มทยอยมาส่ง

 

 

 

 

 

    “ไหนดูหน่อยว่าปีนี้แซคจะให้อะไร” อาช่ายิ้มอย่างมีเลศนัย

 

 

 

 

 

    เขาไม่รู้หรอกว่าอาช่ารู้ได้อย่างไร แต่ใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว

 

 

 

 

 

     “หนักจัง”  อาช่าเอียงกล่องไปมาอย่างพินิจพิเคราะห์  ถลึงตาเมื่อแซคเลือกหยิบกล่องของขวัญของอาช่าบ้างอย่างไม่ยอมแพ้

 

 

 

 

 

    เป็นสถานการณ์ที่ชวนให้เขินอายชอบกลเมื่อต่างคนต่างนั่งเปิดดูของที่ฝ่ายตรงข้ามให้มา  และอาช่าก็มั่นใจว่าเขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้ตอนที่แกะของขวัญกับเพื่อนในกลุ่ม  พวกเขาเพียงบอกขอบใจกัน ตื่นเต้นเมื่อเพื่อนซื้อของถูกใจให้ หรือปากล่องใส่กันเมื่อโดนแกล้งซื้ออะไรพิเรนทร์ใส่มาในกล่อง    เขาไม่ได้ใจเต้นแรงจนรู้สึกมวนในท้อง ไม่เคยลุ้นมากเท่านี้ว่าคนรับจะชอบของที่เขาให้ไหม

 

 

 

 

 

     “โอ้โฮ อาช่า...”  แซคหยิบถุงมือหนังขึ้นมา จับมันอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่า

 

 

 

 

 

     “เห็นตั้งแต่เริ่มเล่นควิดดิชตอนปีสองนายก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย”  อาช่าพูดอย่างไม่มั่นใจนัก  “แต่ถ้ายังอยากใช้อันเก่าก็ไม่เป็นไรนะ...”

 

 

 

 

 

     “ฉันชอบมันมาก”  แซคพูด ทำให้อาช่าหน้าร้อนเพราะความจริงจังหนักแน่นในน้ำเสียง

 

 

 

 

 

     แซคลองสวมถุงมืออย่างตั้งอกตั้งใจ   อาช่าที่รู้ตัวว่าเผลอจ้องอีกฝ่ายนานไปก็ก้มหน้าแกะริบบิ้น เขาเปิดฝา ความแวววาวเตะเข้าตาเป็นสิ่งแรก มันเป็นลูกแก้ว... ลูกแก้วทรงกลมขนาดใหญ่ที่จำลองรูปท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์และผืนดวงดาวระยิบระยับมากมาย   เขายกมันขึ้นมาส่องใกล้ๆแทบติดปลายจมูก

 

 

 

 

 

    แซคที่สวมถุงมือทั้งสองข้างและทดลองขยับอย่างถูกอกถูกใจหันมาเห็นว่าอาช่าเปิดกล่องของขวัญของเขาแล้ว  เขากระเถิบตัวไปใกล้คนตัวเล็กกว่า  มองลูกแก้วและเลื่อนสายตามาที่ใบหน้าสมบูรณ์แบบของอาช่า ดวงตาที่งดงามคู่นั้นสะท้อนประกายแสง รวบรวมจักรวาลไว้ภายใน

 

 

 

 

 

      ฮอกวอตส์ยังคงเป็นกลางคืน

 

 

 

 

 

     เขายินยอมตกอยู่ใต้ท้องฟ้ากลางคืนตลอดกาลเพื่อได้แหงนหน้ามองพระจันทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




















 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    พวกเขาใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการแกะกล่องของขวัญ  แซคที่จัดการของตนเองแล้วย้ายมานั่งข้างเขา  อาช่าได้หนังสือเป็นตั้ง  ได้ขนมเป็นกองภูเขาย่อมๆ  และข้าวของจิปาถะอีกมากมายกับเสื้อสเวตเตอร์พร้อมผ้าพันคอจากแม่

 

 

 

 

 

     อาช่ากัดหัวกบช็อกโกแลตที่เขาได้มาระหว่างที่แกะกล่องสุดท้าย มันเป็นสีดำเรียบๆต่างจากกล่องอื่น ไม่มีทั้งริบบิ้นหรือการ์ดหรืออะไร  และเขาก็รู้ดีว่ามันมาจากใคร เขาจงใจเหลือมันไว้เป็นกล่องสุดท้าย

 

 

 

 

 

     กล่องผ้ากำมะหยี่ปรากฏสู่สายตา อาช่าขมวดคิ้วเมื่อคาดว่าภายในเป็นเครื่องประดับ  นี่มันออกจะแหวกแนวไปมาก...  เขาปลดตัวล็อก ฝากล่องเด้งเปิดทันที  เป็นกำไลสีเงินที่มีจี้เป็นเหมือนเขายูนิคอร์นขนาดย่อส่วนห้อย  เขาไม่รอช้าที่จะลองใส่ข้อมือข้างซ้าย  มันพอดี   อาช่าปิดกล่องผ้า กึ่งโยนกึ่งวางไปบนกองของขวัญอื่นๆ ก่อนจะกัดกบช็อกโกแลตอีกคำโต

 

 

 

 

 

     อาช่าไม่ชอบใส่เครื่องประดับ  หรือบอกได้เลยว่าไม่เคยมีเครื่องประดับสักชิ้นอยู่บนตัวอาช่า   แต่แซคไม่รู้ว่าทำไมกำไลวงนั้นจึงได้รับอนุญาตประดับบนข้อมือ

 

 

 

 

 

     “แซค ไปหาอะไรทำกันเถอะ”  หลังจากนั่งเอกเขนกจ้องลูกแก้วมาได้สักพัก เขาก็เอนตัวไปหาแซคที่นั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน  ตากลมโตมีประกายคาดหวังและขอร้องอยู่ในที

 

 

 

 

 

     “ครับ ไปสิ— ตามใจเธอเลย”

 

 

 

 

 

     “มีอะไรในนั้นบ้างไหม”  อาช่าถามถึงเนื้อหาข่าวในเดลี่พรอเฟ็ตที่แซคกำลังพับเก็บเพราะคำชวนของเขา  จริงที่เขาก็รับหนังสือพิมพ์รายวันเหมือนกันเพื่อจะได้ติดตามข่าวโลกผู้วิเศษ แต่เช้านี้อาช่าขี้เกียจเกินกว่าจะอ่านมัน

 

 

 

 

 

     “นอกจากเห็นพ่อตัวเองได้ลงข่าวหน้าหนึ่งแล้วก็ไม่มีอะไรหรอก”  แซคตอบ “แล้วก็ของพ่อเธอก็มีนะวันนี้ที่หน้าสาม—”

 

 

 

 

 

     “เขาได้ลงหนังสือพิมพ์แทบจะวันเว้นวันเลยแหละช่วงนี้... ไหน พ่อนายพูดเรื่องอะไรเหรอ”  อาช่าชะโงกหน้ามาดูจนหัวแทบจะชนติดกับเขา  แซคเกิดอาการเบลอไปชั่วขณะ

 

 

 

 

 

     “ช่วงนี้มีมนุษย์หมาป่าออกมาเพ่นพ่านน่ะ ดันไปทำร้ายมักเกิ้ลถึงตาย กระทรวงเลยตามจับเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะหลบหนีไปกบดานที่ฝรั่งเศสแล้ว”   กว่าแซคจะหาเสียงตัวเองเจออาช่าก็น่าจะอ่านข่าวจบไปแล้ว เขาสรุปเนื้อหาข่าวทั้งๆที่ไม่จำเป็น   “พ่อฉันเลยออกมาขอความร่วมมือทางกระทรวงเวทมนตร์ฝรั่งเศสให้เป็นหูเป็นตาแล้วก็จับเขากลับมา”

 

 

 

 

 

     “พ่อนายดูอคติกับมนุษย์หมาป่าเอามากๆ”  อาช่าออกความเห็นเมื่อพลิกไปอ่านเนื้อข่าวเต็ม   “พวกเขาไม่อาจนับได้ว่าเป็นมนุษย์  พวกนี้เป็นสัตว์ประหลาดที่สมควรต้องถูกกักขัง เราจะให้ผู้คุมวิญญาณมอบจุมพิตให้ทันทีที่เราจับตัวเขาได้”

 

 

 

 

 

     “เดิมทีชุมชนผู้วิเศษก็รังเกียจพวกเขาอยู่แล้ว”  แซคยักไหล่ สังเกตว่าถึงแม้อาช่าจะแสร้งไม่สนใจว่าพ่อของตนเองจะให้สัมภาษณ์อะไรในทีแรก แต่ก็จ้องส่วนบทความของนายธีโมที่ในหน้าสามอยู่ชั่วอึดใจ

 

 

 

 

 

    “นายไม่มีอะไรที่อยากทำบ้างเหรอ” อาช่าถามพลางพับหนังสือพิมพ์ปิดเพราะเขารู้สึกว่างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปีสองปีมานี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีในวันหยุดเช่นนี้    แซคชำเลืองไปทางถุงมือแวบหนึ่ง ไม่เร็วพอจะหลุดรอดสายตาอาช่าไปได้

 

 

 

 

 

     “ออกไปขี่ไม้กวาดกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
















 

 

     อาช่าซุกมืออยู่ในกระเป๋ากางเกงถึงแม้ว่าเขาจะสวมถุงมือป้องกันอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว  อากาศสงบนิ่งและหนาวเย็น เนื่องจากพายุหิมะพึ่งผ่านไปเมื่อสองสามวันก่อน  พวกเขากำลังเดินมากลางสนามซึ่งกลายเป็นสีขาวโพลนเพราะหิมะ  เขาชำเลืองไปทางแซคที่พาดเสื้อคลุมสลิธีรินกับไม้กวาดทับไว้บนบ่าอีกที มืออีกข้างถือถุงมือหนังที่เขาซื้อให้  และโดยไม่มีเหตุผล เขาอมยิ้ม

 

 

 

 

 

     “ดีนะที่วันนี้ไม่มีพายุเข้า”  อาช่าพูดอย่างอารมณ์ดี

 

 

 

 

 

     “ใช่”  แซคพยักหน้าเห็นด้วย  “แล้วฉลองคริสต์มาสที่ฮอกวอตส์ก็ดีไปอีกแบบนะ  ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของโรงเรียนเลยตอนนี้”

 

 

 

 

 

    เขาหัวเราะเบาๆกับความคิดนั้น  และใช่เขายอมรับว่ามันก็ไม่เลวนักหรอก... เพราะว่ามีแซคอยู่เป็นเพื่อน   แต่สาบานได้ว่าเขาไม่มีทางพูดออกไปหรอก

 

 

 

 

 

     “อาช่า ฉันฝากไว้กับเธอประเดี๋ยวนะ”  แซคยกไม้กวาดลงจากบ่าวางไปบนหิมะเสียงดังปุ ตามด้วยเสื้อคลุมแต่อาช่ารีบแย่งมาถือไว้

 

 

 

 

 

     “เดี๋ยวฉันถือให้เอง— ว่าแต่แซคจะไปไหน”  เขาถาม

 

 

 

 

 

     “ไปเอาลูกควัฟเฟิล แป๊ปเดียว”  แซคชี้ไปในตัวปราสาท

 

 

 

 

 

     เขาอยู่กับอาช่าตามลำพังมาเกือบครึ่งวันแล้ว ซึ่งมันบ้ามากๆ  มันมากเกินกว่าที่เขาหวัง  ถ้าหากว่าเขากำลังใช้น้ำยานำโชค(ทำให้คุณโชคดี)อยู่ละก็ แซคคิดว่าเขาใช้มันหมดขวดแล้วภายในช่วงเช้านี้

 

 

 

 

 

      หรือบางทีเขาควรปรุงน้ำยานั่น แลกกับการได้อยู่ข้างอาช่า

 

 

 

 

 

    แซคสลัดความคิดไร้สาระออกจากหัว  เขาหิ้วกล่องเหล็กหนักๆหมุนตัวเดินกลับไปที่สนาม

 

 

 

 

 

     เขาขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะรออยู่ตรงที่เดิม แม้แต่เสื้อคลุมกับไม้กวาดเขาก็หายไปอย่างไร้วี่แววด้วย  แต่ทันใดนั้นอาช่าก็พุ่งออกมาจากหลังเสา  แซคทันเห็นเพียงอะไรสีเขียวแวบๆเท่านั้น แล้วนาทีถัดมาเขาก็ตระหนักได้ว่าเป็นเสื้อคลุมของเขาเอง

 

 

 

 

 

     อาช่าสวมเสื้อคลุมของเขา

 

 

 

 

 

     “นายโดนขโมยเสื้อคลุมกับไม้กวาดแล้ว”  อาช่าฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ  “ว่าแต่ในกล่องมีลูกสนิชด้วยมั้ย ฉันอยากเห็นลูกสนิชใกล้ๆมาตั้งนานแล้ว” เขามองกล่องอย่างอยากรู้อยากเห็น

 

 

 

 

 

     แซคยั้งตัวเองได้ทันก่อนที่เขาจะตอบอาช่าว่าถ้าอยากได้ก็เอาไปเลย   เขาเรียกสติโดยการบอกตนเองว่าอาช่าก็แค่หยอกเล่น ก่อนจะส่งกล่องให้อีกฝ่าย    ทำให้อาช่าที่คาดไม่ถึงกับน้ำหนักมหาศาลของมันถึงกับเซ

 

 

 

 

 

     เขารีบปรี่เข้าไปช่วยให้วางกล่องเหล็กลงโดยสวัสดิภาพ  ล้วงไม้กายสิทธิ์ออกมาเคาะเบาๆหนึ่งที

 

 

 

 

 

     แซคยิ้มอย่างเสียไม่ได้เมื่ออาช่าย่อตัวลงเพื่อดูลูกสนิชใกล้ๆ  “อยากลองจับมั้ย”

 

 

 

 

 

     “ได้เหรอ”

 

 

 

 

 

     แซคหยิบมันออกมาจากหลุมและส่งให้อาช่าที่รับไปอย่างระมัดระวัง สีหน้าเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่มิด

 

 

 

 

 

    “แต่ไม่ปล่อยมันไปจะดีกว่านะ ฉันไม่ถนัดตามจับมันหรอก”

 

 

 

 

 

     “แซคก็เป็นเชสเซอร์ไป ฉันเป็นซีกเกอร์ก็แล้วกัน” อาช่ายิ้มเผล่

 

 

 

 

 

     “เธอพูดจริงเหรอ”  แซคถามเสียงสูง  ในหัวคิดไปถึงว่าจะหาซื้อชดใช้ลูกสนิชให้โรงเรียนได้ที่ไหนบ้าง

 

 

 

 

 

     “ฉันล้อเล่น พอใจแล้วล่ะ”  อาช่าพูดอย่างชื่นบาน ก่อนจะเก็บล็อกปิดลูกสนิชด้วยตนเอง  “เราใช้แค่ลูกควัฟเฟิลสินะ”

 

 

 

 

 

     “เชื่อฉันเถอะ มันเป็นมิตรกับเราที่สุดแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 









 

 

 

 

 

 

     “พร้อมนะ หนึ่ง สอง... สาม”

 

 

 

 

 

     อาช่าโยนลูกกลมสีแดงขึ้นไปเหนือหัวในแนวดิ่งสุดแรงเกิด   เขาแหงนหน้ามองแซคที่บินโฉบมาคว้าลูกไปอย่างรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน   อีกฝ่ายหันหัวไม้กวาดกลับมาเพื่อชูนิ้วโป้งให้เขา  อาช่ายิ้มกว้าง

 

 

 

 

 

     เขาหลอกล่อทำทีมองไปทางซ้ายและกระตุกมือเหมือนจะขว้างลูกออกไปแต่ก็ยังจับลูกไว้แน่น   อาช่าหัวเราะจนตัวสั่นเมื่อการหลอกล่อของเขาได้ผล  แซคเอนตัวราบไปบนไม้กวาด หมายพุ่งมารับลูกบอลแต่ก็ค้างเติ่งกลางอากาศ

 

 

 

 

 

     ย้ำ

 

 

 

 

 

     อีกครั้งที่เขาต้องควบคุมตัวเองไม่ให้พุ่งไปหอมหัวหอมแก้มอีกคนอย่างมันเขี้ยว หรือจูบปากปิดเสียงหัวเราะใสๆนั่น

 

 

 

 

     “อาช่า อยากลองขี่ไหม” แซคถามเมื่อเขาร่อนลงมาจอดตรงหน้าอาช่าอย่างพอดิบพอดี ทิ้งรอยบนพื้นหิมะเป็นทาง

 

 

 

 

 

     “ไม่เอาดีกว่า  ฉันเคยขี่เล่นตอนเด็กๆ มันไม่ดีเท่าไหร่”  อาช่าพูดอย่างแขยง

 

 

 

 

 

     “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันช่วย”   แซคเสนอตัว   “ที่นี่ไม่มีคนอื่นด้วย ไม่เป็นไร”

 

 

 

 

 

     อาช่ามองไม้กวาดอย่างลังเล

 

 

 

 

 

     “ขึ้นมานั่งแล้วใช้สองมือจับไว้แถวๆนี้”  แซคสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง  “เธอทรงตัวได้ไหม”

 

 

 

 

 

     “คิดว่าพอได้”  อาช่างึมงำในลำคอ เหวี่ยงขาขึ้นคร่อมไม้กวาด  “ฉันไม่ได้ขี่นาน ไม่มั่นใจเลย...”

 

 

 

 

 

     “ไม่เป็นไรหรอก นี่ไม้กวาดฉันเชียวนะ มันไม่ทำร้ายเธอหรอก”

 

 

 

 

 

     อาช่ายิ้มกับประโยคปลอบโยนแบบเด็กๆ ทว่ากลับช่วยให้รู้สึกอุ่นใจได้อย่างน่าประหลาด

 

 

 

 

 

     “ทีนี้ก็ถีบตัวพุ่งขึ้นไปเลยนะ”  แซคช่วยจัดท่านั่งให้เขา  “เบาๆก่อนก็ได้จะได้ลอยขึ้นช้าๆ แต่ถ้าอยากพุ่งไปข้างหน้าก็เอนตัวนิดหน่อย”   แซคถอยหลังไปก้าวนึง   “เธอทำได้อยู่แล้ว เธอเก่งจะตายไป”

 

 

 

 

 

     เขาไม่มั่นใจว่าจะบังคับทิศทางไม้กวาดได้ไหม แต่ก็รู้ดีว่าการหลับหูหลับตาทำๆไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น   เขาควรจะลองทำตามคำแนะนำของแซคก่อน    อาช่าถีบพื้นเบาๆ เบิกตากว้างเมื่อพื้นดินอยู่ห่างออกไป  ความรู้สึกตอนที่เท้าไม่มีพื้นดินให้เหยียบอย่างมั่นคงช่างวูบโหวง

 

 

 

 

 

     “เธอต้องเอียงตัวบังคับทิศทางนะ”  แซคตะโกนบอกมาจากข้างล่าง  ระหว่างที่อาช่าเงอะงะจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่กลางอากาศ

 

 

 

 

     เขาเอนตัวไปทางซ้าย มือสองข้างยังจับด้ามไม้กวาดไว้มั่น   ผลคือเขาพลิกหมุนตัวตีลังกาไปตลบหนึ่ง

 

 

 

 

 

     “โว้วๆ”  อาช่าเสียววูบในท้อง  เกาะเกี่ยวไม้กวาดแนบชิดกับทุกส่วนลำตัว  ส่งสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ไปหาคนข้างล่าง

 

 

 

 

 

     “ค่อยๆร่อนลงมานะ โอเคไหม”  น้ำเสียงแซคเริ่มไม่สู้ดี

 

 

 

 

 

      อาช่าทำตามอย่างเคร่งครัด   เขาโน้มด้ามไม้กวาดลง ทำให้ร่างพุ่งลงสู่พื้นดิน  เท้าเขาลากหิมะจนกระเด็นตลอดทาง  อาช่ากระโดดหย็องแหย็งผละออกจากไม้กวาดโถมตัวไปหาแซคที่อ้าแขนรับเขาไว้

 

 

 

 

 

     “ไม่เอาอีกแล้วนะ”  อาช่าทรุดนั่งลงบนพื้น หน้าหงิกงอ

 

 

 

 

 

     “ไม่สนุกสักนิดเลยเหรอ”

 

 

 

 

 

     “ไม่”  ถึงจะตอบอย่างนั้นแต่เขาก็ยิ้มกว้าง ซ่อนมือข้างที่กำก้อนหิมะให้พ้นจากสายตาแซค

 

 

 

 

 

     “เสียใจจัง”  แซคใช้น้ำเสียงโศกเศร้าที่ทำให้อาช่ารู้สึกหมั่นไส้จนทนไม่ไหวปาหิมะใส่ขาเขาเต็มแรง

 

 

 

 

 

     อาช่ายันตัวลุกขึ้นก่อนจะออกวิ่ง ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนลองขี่ไม้กวาด เขาวิ่งทั้งส่งเสียงหัวเราะจนหอบเพราะความหนาของหิมะทำให้เคลื่อนตัวลำบาก   เขาหันไปเห็นแซควิ่งไล่กวดตามมาก็ยิ่งเร่งฝีเท้า

 

 

 

 

 

     พวกเขาวิ่งไล่กวดกันผ่านเข้าภายในตัวปราสาท มาจนถึงข้างนอกส่วนที่รายล้อมไปด้วยเรือนกระจก ที่ซึ่งสำหรับเรียนวิชาสมุนไพรศาสตร์    อาช่าลดความเร็วลงจนเปลี่ยนเป็นเดิน  แซคก็วิ่งตีตื้นมาขนาบข้างเขา  พวกเขามองหน้ากันแล้วหัวเราะที่สภาพต่างฝ่ายต่างดูไม่จืด

 

 

 

 

 

     “ปีนี้ไม่ได้เดินมาแถวนี้เลย”  ทั้งเขาและแซคไม่ได้ลงเรียนวิชาสมุนไพรศาสตร์ในปีหก  ดังนั้นครั้งสุดท้ายที่พวกเขามาเยือนเรือนกระจกคือตอนปีห้า

 

 

 

 

 

     “ดูพวกต้นแมนเดรกสิ”  แซคมองลอดเข้าไปข้างใน  “ฉันยังจำเสียงร้องมันได้อยู่เลย เราเรียนกันตอนปีอะไรนะ”

 

 

 

 

 

     “ปีสอง”  อาช่าตอบ “ที่มีเด็กบ้านฮัฟเฟิลพัฟคนนึงเป็นลม”

 

 

 

 

 

     “พวกเธอมาทำอะไรกันแถวนี้!!”

 

 

 

 

 

     อาช่าสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ   อาจารย์ประจำวิชาสมุนไพรศาสตร์เดินกะโผลกกะเผลกออกมาจากเรือนกระจกหมายเลขหก  เขาเป็นชายสูงวัยรูปร่างเจ้าเนื้อ  ใบหน้าเป็นปื้นสีแดงด้วยความโกรธ

 

 

 

 

 

     “เราแค่มาเดินเล่นครับ”  แซคอธิบาย ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไหร่

 

 

 

 

 

     “ถ้าฉันเห็นว่าพืชถูกขโมยหรือแปลงผักของฉันโดนทำลายแม้แต่แปลงเดียวนะ พวกเธอโดนกักบริเวณแน่!”  เขาตะเบ็งเสียง

 

 

 

 

 

     “เราพึ่งมาถึงตอนที่อาจารย์เปิดออกมาเจอพวกเราพอดีนั่นแหละครับ แล้วผมกับไมเจอร์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องขโมยสมุนไพรหรอกครับศาสตราจารย์”   อาช่าพูดบ้าง  “แต่ถ้าสมุนไพรถูกขโมยไปจากเรือนกระจกบ่อยๆ ทีหน้าทีหลังตอนเดินตรวจตราผมจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้นะครับ”

 

 

 

 

 

     “อ้อเรอะ”   ดวงตาหยีเล็กของเขาหรี่ลง   “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ดี...”    เขาเดินกลับเข้าไปในเรือน ชายเสื้อคลุมสะบัดตามหลังทำให้เศษดินร่วงกราว

 

 

 

 

 

     “เข้าใจพูดนี่”  แซคชื่นชม

 

 

 

 

 

     “นายไม่รู้วิธีพูดต่างหาก”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

































 
















 

 

 

 

 

          วันคริสต์มาสปีนี้เป็นวันที่ดีมากจนแม้แต่การเผชิญหน้าลีบาร์ที่หน้าห้องโถงใหญ่ก่อนมื้อกลางวันก็ไม่อาจทำให้แซครู้สึกขุ่นมัวลงได้

 

 

 

 

 

     “Look what the catdragged in!”*  ลีบาร์ร้องออกมาเมื่อพวกเขาบังเอิญเลี้ยวมาบรรจบกัน  อีกฝ่ายมีเพื่อนขนาบข้างเพียงคนเดียวเช่นเดียวกับที่เขามีแซค

*(สำนวนภาษาอังกฤษ จากบริบทข้างต้น ทำนองว่า “ดูซิว่าเราเจอใคร!”)

 

 

 

 

 

    อาช่าเมินเขาราวกับเป็นเสียงลมฟ้าอากาศที่ผ่านเข้าหู   อันที่จริง เขาทำเหมือนว่าลีบาร์ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ   แต่ภายในหัว สมองกลับทำงานอย่างรวดเร็ว รู้สึกใจหายวูบ  ลีบาร์รู้อะไรบางอย่าง หรือเขาแค่เพียงใช้คำว่า’แมว’อย่างบังเอิญเท่านั้น?

 

 

 

 

 

     “โอ้โฮ  ปีนี้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยเหรอนี่”   สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร  ผมเป็นคลื่นหยักศกตั้งชี้ไม่เป็นทรง ขอบตาดำคล้ำ ลีบาร์ในวันนี้ดูปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างผิดหูผิดตา

 

 

 

 

 

     อาช่าก้าวเดินฉับๆ  จนไม่เห็นแซคที่หยุดยืนประจันหน้าลีบาร์อย่างข่มขวัญ

 

 

 

 

 

     “เมินฉันได้เมินไป  เลือดบริสุทธิ์ของนายมันคงสูงส่งมากจนไม่มีค่าพอลดตัวลงมาคุยกับฉันสินะ”   เสียงลีบาร์ไล่ตามหลังมา   “แต่ช่วยฝึกสัตว์เลี้ยงของนายดีๆหน่อยล่ะ”

 

 

 

 

 

     อาช่าชะงัก ตัวชาวาบไปถึงปลายเท้าแต่ยังคงรักษาความเยือกเย็นบนใบหน้าได้อย่างดี  แต่แล้วเมื่อได้ฟังประโยคถัดมาเขาก็พบว่าเขาระแวงมากไปเอง

 

 

 

 

 

     “นายเป็นพวกเลือดบริสุทธิ์ปลายแถวสิใช่ไหมล่ะ”  ลีบาร์พูดกับแซคอย่างยียวน  “คอยเดินรับใช้ตามเขาต้อยๆ...”

 

 

 

 

 

     อาช่าชักไม้กายสิทธิ์ออกมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าราวกับเขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมีการปะทะกัน  คาถาเกราะป้องกันของอาช่าแรงพอจะทำให้ทั้งสองฝ่ายกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง  ลีบาร์กับเพื่อนกระแทกชนผนัง  ส่วนแซคนั้นไปไกลกว่า    อาช่าย่างสุขุมตรงไปหาพวกลีบาร์ ก้าวข้ามขาเด็กกริฟฟินดอร์ปีห้าหนึ่งในพรรคพวกลีบาร์ที่เขาไม่รู้จักชื่อ ชี้ปลายไม้อย่างข่มขู่

 

 

 

 

 

     “นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้รักความยุติธรรมมากนักหรอกนะ”   อาช่าพูดเสียงต่ำ   “แต่ถ้าให้พวกอาจารย์ตัดสิน นายคิดว่าพวกเขาจะเชื่อใคร ระหว่างฉันกับนาย”   เขาเก็บไม้กายสิทธิ์เข้ากระเป๋าเสื้อ   “หักกริฟฟินดอร์สามคะแนน โทษฐานที่ใช้คำพูดดูถูกคนอื่น”

 

 

 

 

 

     “อย่างกับนายไม่เคยทำอย่างนั้นแหละ”  ลีบาร์ยืนขึ้นเต็มความสูง    อาช่าเห็นทางหางตาว่าแซคก็ขยับมาข้างเขาแล้วเช่นกัน

 

 

 

 

 

     “พอดีว่าฉันไม่เคยทำตอนเป็นพรีเฟ็ค”  อาช่ายิ้ม “แล้วถึงฉันเคย นายก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว จริงไหม”

 

 

 

 

 

     “หึ ธีโมที่”  ลีบาร์แค่นเสียง  “นายนี่มันสุดยอดไปเลย”

 

 

 

 

 

     “อยู่ฉลองคริสต์มาสที่ฮอกวอตส์ทุกปีล่ะสิใช่ไหม”   อาช่าพูดต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน ตาเป็นประกายอย่างมุ่งร้าย  “เพราะว่าพ่อนายเอาแต่สนใจแม่ใหม่—“

 

 

 

 

 

     ลีบาร์ผลักเขาอย่างแรงจนเซไปชนกับแซค  จากสายตาท่าทางแล้ว อีกฝ่ายคงอยากสาปเขาเป็นผุยผงถ้าทำได้  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเป็นพิเศษ  เขา(และบางทีอาจจะรวมถึงแซคด้วย)มักจะจี้ใจดำลีบาร์ถูกจุดเสมอ  พ่อลีบาร์เป็นคนใหญ่คนคนโตคนหนึ่งในกระทรวง เป็นผู้ชายที่มีข่าวลือว่าเขาแต่งงานมาแล้วถึงเก้าครั้ง แทบจะเปลี่ยนภรรยาไม่ซ้ำหน้าทุกปี    ลีบาร์มักจะอ่อนไหวง่ายกับเรื่องนี้อย่างเหลือเชื่อ  ซึ่งอาช่ามองว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว อย่างไรมันก็เป็นเรื่องของลีบาร์คนลูกที่ต้องจัดการตัวเองให้ได้ เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ

 

 

 

 

 

    อาช่าไม่ถือโทษโกรธเคืองที่ถูกผลัก เขาเดินผ่านลีบาร์ที่ล้วงไม้กายสิทธิ์ออกมาช้าๆด้วยสีหน้าราวกับจะฆ่าคนได้ โดยมีเด็กปีห้าคนนั้นพยายามห้ามปราม   รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงจนคาดว่าคงจะเป็นอาหารมื้อที่สองที่เขาทานไม่อร่อยในวันคริสต์มาส    เขาหันไปหาแซค มองสภาพยุ่งเหยิงของอีกคนก่อนจะพรูลมหายใจ

 

 

 

 

 

     ถึงแม้ว่าจะเป็นเขาที่ไม่ถูกชะตากับลีบาร์  แต่ดูเหมือนว่าคนข้างๆเขาจะมีเรื่องกับลีบาร์บ่อยกว่าตัวเขาเองเสียอีก

 

 

 

 

 

     สาเหตุหลักก็น่าจะมาจากการแข่งควิดดิชระหว่างบ้าน...   อาช่าลืมไปเสียสนิทว่าในการแข่งขันระหว่างกริฟฟินดอร์กับสลิธีรินที่ผ่านมานั้น  ลีบาร์ซึ่งเล่นตำแหน่งเดียวกับแซคพึ่งจะแย่งไม้จากบีตเตอร์ทีมตัวเองมาหวดลูกบลัดเจอร์ใส่แซค  โชคดีที่เขาหลบทัน แต่ก็พลาดโอกาสทำคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย และแซคก็เอาคืนโดยกระแทกไหล่ใส่ตอนพวกเขาแย่งลูกควัฟเฟิลกันจนลีบาร์เกือบตกจากไม้กวาด

 

 

 

 

 

     “เคืองกันหรือเปล่า”  อาช่าถามเสียงเรียบพลางหยุดเดินเพื่อหันไปจัดเสื้อกับผ้าพันคอเขาให้เข้าที่เข้าทาง

 

 

 

 

 

     “เปล่าเลย”  แซคตอบ ไม่ละสายตาจากริมฝีปากอาช่า รู้สึกปั่นป่วนในท้องเมื่อตระหนักว่ามือที่เล็กกว่านั่นกำลังจับต้องเสื้อผ้าตน

 

 

 

 

 

     “ขอโทษที่ต้องทำตามหน้าที่พรีเฟ็ค”  อาช่าหมายถึงที่เขาต้องหยุดยั้งก่อนที่จะมีการปะทะกันจริงๆ  แซคสัมผัสได้ถึงความคุกรุ่นที่ลอยจางๆอยู่ในอากาศ ซึ่งแปลว่าอารมณ์อาช่ายังไม่ดีนัก

 

 

 

 

 

     “ไม่ได้โกรธจริงๆ”  แซคพูดจากก้นบึ้งจิตใจ  “ไม่ได้เจ็บตรงไหนเลยด้วย”  ลำคอเขาแห้งผาก  หากไม่เป็นการคิดเข้าข้างตนเองเกินไปละก็...  เขากำลังได้รับความใส่ใจจากอาช่า   เพียงแค่นั้นเท้าเขาก็แทบจะไม่ติดพื้น

 

 

 

 

 

     อาช่าโคลงหัวเล็กน้อย ทำสีหน้าทำนองว่าฉันเชื่อก็ได้ถ้ามันทำให้นายสบายใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 











 

 

 

 

     การรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องโถงใหญ่ผ่านไปอย่างราบรื่น    โดยที่พวกเขาพบว่าการนั่งหันหลังให้โต๊ะกริฟฟินดอร์นั้นดีต่อสุขภาพจิตมากกว่า ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ให้นักเรียนแยกนั่งตามโต๊ะประจำบ้านอย่างปกติ อาช่ารู้สึกขอบคุณ    ในทีแรก แซคจัดแจงให้เขานั่งที่ที่ไม่ต้องเผชิญสายตาอาฆาตอย่างบังเอิญเวลาเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นมาอะไรทำนองนั้น  แต่เขาก็บอกให้แซคมานั่งฝั่งเดียวกัน  จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องการไปเที่ยวที่นิวยอร์กเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา (แซคตั้งใจฟังมากเสียจนจิ้มอาหารส่งไม่เข้าปากไปสองสามครั้ง แต่อาช่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปแล้วกัน)   ส่วนแซคก็เล่าว่าเขาเคยเห็นโรงเรียนเดิร์มสแตรงก์มากับตาแล้วตอนที่ตามพ่อไปทำงาน   บทสนทนาของพวกเขาลื่นไหลและเพลิดเพลินจนอาช่าล้มเลิกหาเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่เห็นลีบาร์ในวันหยุดรวมถึงมื้อเช้าที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

     พวกเขาใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเดินทัวร์ทั่วปราสาท  ตามทางเดินมีกิ่งฮอลลี่และมิสเซิ่ลโทแขวนห้อยอยู่เป็นแนวยาว   อาช่าออกความเห็นว่าพวกมันน่ารักดี  แต่จู่ๆแซคก็โพล่งเรื่องความเชื่อที่พวกเด็กผู้หญิงและพวกคู่รักบอกว่าการได้จูบกับคนรักใต้ต้นช่อมิสเซิ่ลโทนั้นแสนจะโรแมนติก และตบท้ายว่ามันไร้สาระสิ้นดี

 

 

 

 

 

    อาช่านึกประหลาดใจและขบขันในเวลาเดียวกันทีเห็นแซคดูขึงขังกับเรื่องนี้    ถ้าถามความเห็นเขาแล้ว— ในฐานะที่เคยเห็นเฮนรี่จูบกับคนรักอย่างดูดดื่มใต้ช่อมิสเซิลโทพวกนี้ช่วงก่อนวันหยุด  เขาคิดว่ามันก็หวานแหววดีไม่หยอก

 

 

 

 

 

     และสำหรับเขาที่เก็บตัวมาเป็นปีนั้น  การมาเดินเล่นที่แม้จะเป็นสถานที่ที่เคยเห็นจนชินตามาตลอดหกปีแล้ว มันก็ไม่เลวเลย

 

 

 

 

 

     พวกเขาเล่นปาหิมะกับเด็กบ้านเรเวนคลออีกสองคน เด็กผู้ชายอยู่ปีสี่ เขาคือคนที่นั่งติดกับอาช่าตอนเช้า กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กอยู่ปีหนึ่งเท่านั้น   มันเริ่มต้นจากที่เด็กหญิงพยายามปั้นตุ๊กตาหิมะ แต่พี่ชายเธอทำพังไม่เป็นท่า   แซคกับอาช่าซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆได้ยินเสียงแหลมเล็กโวยวาย ถัดมาหิมะก็เต็มเสื้อคนพี่เสียแล้ว  อาช่าได้รับคำชวนเข้าร่วมสงครามขนาดย่อมๆอย่างงุนงงจากเด็กหญิง  เขารีบเตือนเมื่อเธอชักไม้กายสิทธิ์ และโน้มน้าวให้เธอแก้แค้นโดยเสกหิมะให้ลอยพุ่งหาฝ่ายตรงข้ามแทน   แซคจึงถูกขอร้องจากเด็กชายให้มาร่วมทีม  แม้ว่าใจจริงเขาอยากจะเป็นผู้ชมข้างสนามและคอยปกป้องให้อาช่ามากกว่า

 

 

 

 

 

    สงครามหิมะดำเนินไปไม่หยุดพัก จนพวกเขาแทบจะสนิทกันกลมเกลียว   อาช่ากับเด็กผู้หญิงเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีและรู้ใจกันมาก   พวกเขาหัวเราะลั่นลงไปนอนกลิ้งกับหิมะเมื่อแซคถูกปาเข้าเต็มใบหน้าอย่างจังถึงสองครั้งติดๆกัน   อาจจะเป็นเพราะอาช่าและแซคโตที่สุดในกลุ่ม และทุกคนในที่นี้ล้วนเอ็นดูเด็กหญิงตัวเล็ก อีกทั้งฝ่ายแซคก็ออมมือเกินกว่าเหตุ  พวกเขาจึงไม่มีการถือโทษโกรธเคืองกันสักเท่าไหร่

 

 

 

 

 

      อาหารมื้อเย็นพร้อมกับที่เพดานห้องโถงใหญ่เห็นหิมะโปรยปรายสมกับบรรยากาศคริสต์มาส  โต๊ะที่จัดที่ไว้พอดีจำนวนคนปรากฎอีกรอบ  พวกเขาไม่มีความสุขนักในนาทีแรกเพราะมัวพะวงเกี่ยวกับที่นั่งสุดท้ายที่ควรจะเป็นของลีบาร์ ซึ่งเด็กกริฟฟินดอร์ปีห้าคนนั้นเว้นที่ไว้  อาช่าอยากกัดลิ้นตายหากเขาต้องนั่งร่วมโต๊ะกันจริงๆ   แซคเดินดุ่มๆไปขอแลกที่นั่งกับคู่รักบ้านฮัฟเฟิลพัฟที่หัวโต๊ะ... หรือเรียกว่าข่มขู่น่าจะตรงกว่า  พวกเขาได้ที่นั่งข้างกันอีกหน ถูกบรรยากาศปัดเป่าความกังวลออกไป  คุยหยอกล้อกับสองพี่น้องบ้านเรเวนคลอ  และลีบาร์ก็ไม่ได้มาร่วมโต๊ะเลยจนจบมื้ออาหาร

 

 

 

 

 

     กว่าอาช่าและแซคจะแยกจากกันก็เป็นเวลาห้าทุ่ม  แซคบอกลาเขาที่หน้าประตูก่อนจะเดินเลยไปกลับห้องตนเองบ้าง

 

 

 

 

 

     อาช่าทิ้งตัวนอนบนเตียง  ตะแคงข้างเอาขาก่ายกอดหมอน  ใบหน้ายังคงเปื้อนรอยยิ้ม  สายตาเห็นขวดน้ำยาที่ว่างเปล่าที่ตั้งทิ้งไว้ รอยยิ้มก็ยิ่งกว้างมากกว่าเดิม   เขาแทบไม่ได้นึกถึงเรื่องแอนิเมจัสเลยตลอดทั้งวัน

 

 

 

 

 

     วันนี้ออกไปเล่นข้างนอกทำให้เขารู้สึกอยากจะล้างเนื้อล้างตัวเสียหน่อย  แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยเพราะอากาศหนาวเย็นเช่นนี้  แถมอีกเดี๋ยวก็จะเที่ยงคืน   แต่สุดท้ายความต้องการก็ชนะ เมื่อนึกถึงภาพว่าได้แช่น้ำอุ่นอย่างเป็นส่วนตัว   เขาลุกไปเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำ  มองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินออกไปโดยไม่ลังเล

 

 

 

 

 

     อาช่าขึ้นมาถึงชั้นห้าตามลำพัง  เขาหยุดตรงหน้าประตูบานที่สี่นับจากทางซ้าย

 

 

 

 

 

    “ต้นสน—ใหม่สด”  เขาบอกรหัสผ่าน

 

 

 

 

 

    อาช่าปิดประตูตามหลังอย่างแน่นหนา  เขาเดินเข้าไปใกล้อ่างอาบน้ำที่กว้างพอๆกับสระว่ายน้ำ  วางผ้าขนหนู ชุดนอน และไม้กายสิทธิ์ลงที่พื้น

 

 

 

 

 

     น้ำที่ร้อนจนควันขึ้นฉุยน้อยๆดูอบอุ่นช่างเชิญชวนให้เขาลงไปแช่ตัวไวๆ  แต่เขาใช้เวลาสักพักในการเลือกเปิดก๊อกน้ำ มันมีเป็นร้อยๆอันได้ เขาไม่เคยนับ และบางอันก็ดูเหมือนจะยังไม่เคยลองเปิด   เขาเปิดก็อกที่มีอัญมณีสีน้ำเงินประดับ โฟมสีขาวเข้มข้นพุ่งพวยออกมา    อาช่าถอยหลังไปสามก้าว เปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ถอดรองเท้าแตะออก วางอย่างเป็นระเบียบข้างๆกองชุดนอน  ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวลงไปในน้ำ

 

 

 

 

 

     เขาเพลิดเพลินกับการเล่นฟอง  มันคลุมผิวน้ำจนแทบจะปกปิดร่างเปลือยเปล่าของเขาทุกส่วน    อาช่ายกตัวขึ้นไปเพื่อปิดก๊อก  โถมตัวลงจนน้ำแตกกระจาย และประคองตัวให้ลอยนิ่งๆ  ฟังเสียงน้ำกระทบขอบ ปล่อยให้ความสงบบรรเทาเยียวยาทุกอย่าง

 

 

 

 

 

     เขาลืมตามองโคมไฟระย้า  แสงจากเทียนทอแสงอ่อนๆนุ่มนวลชวนให้ผ่อนคลายและสบายตา

 

 

 

 

 

     อาช่าว่ายน้ำกลับไปที่ขอบสระ พิจารณาไล่เรียงดูก๊อกน้ำแต่ละอัน มันประดับด้วยอัญมณีที่มีสีต่างกันไปก็จริง แต่ยากที่จะจำได้ทุกอัน—  เขายิ้มกริ่มเมื่อจำอันหนึ่งได้ว่าชอบมากแค่ไหน  เขาเปิดมันทันที  น้ำพุ่งออกมาเป็นวงโค้งขนาดใหญ่ชวนให้ตื่นตา  เขาว่ายไปบริเวณที่น้ำตกลงมา ปล่อยให้มันรดอาบตัว

 

 

 

 

 

     เป็นเรื่องยากสำหรับอาช่าที่จะใช้เวลาต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงในการอาบน้ำในห้องน้ำพรีเฟ็ค

 

 

 

 

 

     เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า  หลังจากแช่น้ำและเล่นสนุกจนพอใจเขาก็ปีนกลับขึ้นจากสระ  น้ำหยดเป็นทางระหว่างเดินไปหยิบผ้าขนหนูและผ้าคลุมอาบน้ำมาห่อตัว  เขาขยี้เช็ดให้ผมพอเปียกหมาดๆ  รู้สึกตาสว่างและหัวก็แล่นเหมือนโยนความเมื่อยล้าทิ้งไปกับสายน้ำ     อาช่าจ้องไม้กายสิทธิ์จากไม้แพรสีทองของตนตัดกับพื้นหินอ่อน มันดูใหม่เอี่ยมเสมอราวกับพึ่งซื้อจากร้านเมื่อวาน

 

 

 

 

 

     เขาคิดว่าควรจะลองแปลงร่างสักครั้ง   แม้แต่การเป็นแอนิเมจัสสำเร็จแล้วก็ยังคงต้องมีการฝึกฝนเพื่อให้สามารถเปลี่ยนร่างได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว    อาช่าสวมชุดนอนเรียบร้อย ตวัดไม้กายสิทธิ์ทำให้ฟองน้ำในสระหายไปในพริบตา เขามักจะทำเช่นนี้เสมอ  เพราะการทิ้งร่องรอยการใช้งานไว้ก็ทำให้รู้สึกพิลึกชอบกล แม้เขาจะรู้ว่ามีเอลฟ์ประจำบ้านคอยดูแลก็เถอะ

 

 

 

 

 

     อาช่ายกไม้กายสิทธิ์จ่อตำแหน่งหัวใจ พลางพึมพำคาถา

 

 

 

 

 

     แอนิเมจัสที่เชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องใช้ไม้กายสิทธิ์ในการแปลงร่าง

 

 

 

 

 

     การแปลงร่างพร้อมเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องประดับมักไม่สบายตัว เนื่องจากพวกมันจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกันกับผิวหนังของคุณ

 

 

 

 

 

     ทุกอย่างกลับกลายเป็นใหญ่ยักษ์ขึ้นช้าๆ  เพดานสูงเกินเอื้อม    อาช่ารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวถึงที่สุด เสียงหัวใจเต้นซ้อนกันสองจังหวะดังตุบๆราวกับตีกลองรัว

 

 

 

 

 

    เขากลายร่างเป็นแมวหนที่สอง

 

 

 

 

 

     อาช่ามุ่งตรงไปที่กระจกบานใหญ่อย่างไม่รีรอ เขาพึ่งได้เห็นร่างแอนิเมจัสของตนเองอย่างเต็มสองตา  เขาเป็นแมวที่ดูยังไม่โตเต็มวัยนัก รูปร่างผอมเพรียวแต่ก็แข็งแรง ขนสั้นสีเทาสวยเป็นเงาที่ทำให้นึกถึงพรมปกคลุมทั้งตัว ไม่มีสีอื่นปน  มีตาสีเขียวมรกต   เขาไม่แน่ใจนักว่าตนกลายเป็นแมวพันธุ์อะไร บางทีเขาคงต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม     อาช่าหมุนตัวดูทุกซอกทุกมุม บังคับหางให้ชูและกระดิกไปมา

 

 

 

 

 

     โอ้ใช่...  ตามที่ในหนังสือบอกว่าร่างแอนิเมจัสจะมีตำหนิ หรือจุดเด่นของเขาก็คือไฝสามจุดบนแก้ม ในร่างแอนิเมจัสนี้ก็มีแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน  จุดสีดำสามจุดที่แทบกลืนไปกับขนและหนวดที่ยื่นออกมา  หากไม่สังเกตดีๆก็คงมองไม่เห็น   แต่เขาก็พอใจที่เป็นเช่นนั้นแล้ว

 

 

 

 

 

     เขาแปะอุ้งเท้าบนบานกระจก ไม่ทันระวังเล็บจึงขูดไปเบาๆ

 

 

 

 

 

     อาช่าเลียขนตัวเอง... ก่อนจะพบว่ามันให้ความรู้สึกที่ดีมากเลยทีเดียว—

 

 

 

 

 

     ใบหูเขากระดิกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาชะงักกึก เสียงนั้นมาจากข้างนอก

 

 

 

 

 

     ไม่ผิดแน่นอน  ยิ่งฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูอย่างพอดิบพอดีก็ทำให้มั่นใจว่าเจ้าของฝีเท้านั้นกำลังจะเข้ามาภายในนี้

 

 

 

 

 

    ยิ่งคิดถึงความเป็นไปได้ยิ่งหาไม่เจอคำตอบ   ไม่มีประธานนักเรียน พรีเฟ็ค หรือกัปตันควิดดิชสักคนที่อยู่ฮอกวอตส์ในช่วงวันหยุด    และอาช่ามั่นใจว่าเขาไม่ได้ลืมใครไปแน่ๆ เขาจำหน้าได้ทุกคน เพราะบางทีพวกเขาก็คุยกันถึงข้อตกลงการใช้ห้องอาบน้ำ   แต่ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก   เขาเหลือชุดคลุมอาบน้ำกับผ้าขนหนูที่แสดงการผ่านการใช้งานมาก่อน  เขาควรจะคืนร่างกลับเป็นคนหรือว่าเสี่ยงหนีออกไปในร่างนี้

 

 

 

 

 

     ไม่ทัน การคืนร่างของเขาใช้เวลาเกินไป  เสียงในหัวอาช่าร้องบอก ไม่มีซอกมุมให้ซ่อนตัวมิดชิด  มีทางออกทางเดียว...     เขาวิ่งตรงไปที่ประตู  เสียงคนบอกรหัสผ่าน  มันเปิดออก  เขากระโจนตัวด้วยความเร็วสูง ลอดผ่านใต้ขาบุคคลนั้น หางปัดแกว่งโดนชวนให้คนรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย   อาช่าวิ่งหน้าตั้ง ไม่หันกลับไปมองอีก

 

 

 

 

 

 









 

 

 

 

 

 

 

     เขาไม่รู้ว่าแซคทันเห็นแมวสีเทาวิ่งสวนออกไป ชวนให้รู้สึกสงสัยว่านักเรียนคนใดกันที่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงออกมาเดินเพ่นพ่านเช่นนี้























_________________________________________

















โดนเขาเห็นตัวจนได้  ว่าแต่แซคเข้าห้องอาบน้ำพรีเฟ็คได้ยังไงนะ



สวัสดีอีกครั้งนะคะ  ขอบคุณคอมเมนท์มากๆ เราอ่านซ้ำทุกอันเลย เป็นกำลังใจดีมากๆเลยค่ะ

ติชมหรือเม้นทวงฟิคก็ได้นะคะ55555


สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันหยุดค่ะ











#RUanimagus





































ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #7 npt-2002 (@npt-2002) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 15:46
    แซคมองอาช่าด้วยฟีลเตอร์เอ็นดูสุดดดด (น่าร้ากกก)อาช่าร่างแมวขอทายว่าเป็นพันธ์ุรัชเชียนบลู สวยมากกกก และทายว่าซนแน่ๆ จะทำยังไงต่อนะะ ///ไรท์คะ รักมากกกก วี้ดดดด
    #7
    1
    • #7-1 ouryesterday (@ouryesterday) (จากตอนที่ 3)
      27 ตุลาคม 2562 / 20:43
      รักมากกว่าค่ะ! อิอิ //ส่งหัวใจ
      #7-1