Are you Animagus!? (Nielong AU Hogwarts)

ตอนที่ 2 : Animagus

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    15 ต.ค. 62





















































     แอนิเมไจ คือพ่อมดแม่มดที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้โดยไม่ต้องพึ่งคาถาหรือไม้กายสิทธิ์  ขณะที่อยู่ในร่างสัตว์ พวกเขายังคงสามารถรักษาความสามารถในการคิด ความทรงจำของมนุษย์ไว้ได้  มีความคาดหวังที่จะดำรงชีวิตแบบมนุษย์ปกติอยู่เสมอแม้จะอยู่ในร่างสัตว์เป็นเวลานาน  แต่อย่างไรก็ตามอารมณ์และความรู้สึกจะถูกลดความซับซ้อนลง มีความต้องการแบบสัตว์มากขึ้น...

 

 

 

 

 

     เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะฝึกฝนตัวเองให้กลายเป็นแอนิเมจัสได้  อีกทั้งวิธีการซับซ้อนและกินเวลานานก็ก่อให้เกิดความผิดพลาดได้อย่างเหลือเชื่อ  มีพ่อมดแม่มดน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งที่มันก่อให้เกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เช่น ก่อให้เกิดรูปแบบอันน่าสะพรึงของการกลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ ซึ่งยังไม่มีวิธีการรักษา ทำให้พ่อมดแม่มดเหล่านั้นตกอยู่ในสภาพอันน่าสังเวช  ไม่สามารถกลายเป็นสัตว์หรือกลับไปเป็นคนเต็มตัวได้

 

 

 

 

 

    แอนิเมจัสมีประโยชน์อย่างยิ่งในการก่ออาชญากรรมหรือโจรกรรม ด้วยเหตุนี้จึงมีการจดทะเบียนผู้ที่เป็นแอนิเมจัส   แอนิเมไจทุกคนต้องระบุรายละเอียดส่วนบุคคลและรูปร่างของพวกเขาไว้ (ลักษณะสัตว์ที่พวกเขากลายร่างมักจะมีตำหนิ หรือลักษณะพิเศษบ่งบอกเฉพาะตัวบุคคลนั้นๆติดมาด้วยในร่างสัตว์) ผู้ใดที่เป็นแอนิเมจัสและไม่ไปจดทะเบียนจะถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย และนำไปสู่การจับขังที่อัซคาบัน

 

 

 

 

 

     อาช่าปิดหนังสือ ‘แอนิเมไจ พ่อมดแม่มดผู้สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้’ พลางครุ่นคิดกับประโยคที่เขาจำได้จนขึ้นใจเพราะอ่านมาไม่ต่ำกว่าห้าปี ถึงในหนังสือจะบอกบทลงโทษต่างๆสำหรับการเป็นแอนิเมจัสอย่างผิดกฎหมาย แต่เขาก็ไม่มีความคิดจะบอกคนอื่นอยู่ในหัวเลย—

 

 

 

 

 

     เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ อาช่าหันไปมองเฮนรี่  เพื่อนร่วมห้องและเพื่อนสนิทของเขา และยังเป็นเจ้าของสัตว์เลื้อยคลานสีดำเมี่ยมที่ขดอยู่ในตะกร้าที่มีฝาปิดที่มุมห้อง

 

 

 

 

 

     “ลืมให้อาหารอารารึไง” อาช่าถาม

 

 

 

 

 

     “ขึ้นมาตามนายต่างหาก” เฮนรี่บอก  “ไม่สนใจปาร์ตี้หน่อยเหรอ?”

 

 

 

 

 

     “คิดอยู่” อาช่าโกหก เขาพึ่งนึกขึ้นได้ว่าคืนนี้เด็กปีหกจัดปาร์ตี้กันที่ห้องนั่งเล่นรวม เขาอยากไปหาอะไรกินสักหน่อย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเมื่อมองหนังสือบนเตียงข้างตัว

 

 

 

 

 

     “ไปเถอะ มีเอแคลร์ด้วยเป็นไง

 

 

 

 

 

     “ให้โรงครัวทำไส้อื่นนอกจากช็อกโกแลตด้วยเถอะแล้วฉันจะพิจารณาอีกที” อาช่าบอกเสียงเนือย มองเฮนรี่เปิดฝาตะกร้า แหย่มือเล่นกับสิ่งมีชีวิตที่หลับไหลในนั้น

 

 

 

 

 

     “นายก็บอกพวกเอลฟ์ประจำบ้านซิ” เฮนรี่ค่อยๆประคองงูสีดำความยาวประมาณหนึ่งเมตรออกมาจากตะกร้า มันยังคงขดจนดูเหมือนก้อนวัตถุสีดำบางอย่างเมื่อมองจากระยะนี้  “ไอ้ขี้เซาเอ้ย”  เฮนรี่ว่า

 

 

 

 

 

    “ฉันจะไปบอกยังไงกัน” อาช่าพูดเสียงขุ่น “เดินดุ่มๆเข้าไปในโรงครัวรึไง”

 

 

 

 

 

     “นายก็อยู่ที่ห้องนั่งเล่นรวมจนดึกๆสิ พวกนั้นแอบมาทำความสะอาดทุกคืนล่ะ”

 

 

 

 

 

    “ถ้ามีเด็กนักเรียนนั่งอยู่พวกมันก็ไม่มาให้เห็นหรอก”  เขาว่า มองเฮนรี่เริ่มต้นบ่นพึมพัมกับสัตว์เลี้ยง

 

 

 

 

 

     อาช่ายอมรับว่าวันแรกของการเปิดเทอมเป็นนักเรียนปีที่สี่ของฮอกวอตส์ และพบว่าเพื่อนร่วมห้องตนเองมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เป็นงูสีดำท่าทางมีพิษร้ายมันก็น่าตกใจอยู่หรอก  ถึงจะน่าสงสัยตั้งแต่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนว่าทำไมเฮนรี่จึงส่งจดหมายหาเขาด้วยลายมือหวัดๆว่าอาช่า ฉันสงสัยว่านายกลัวงูไหม   แต่เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าต้องมาเจอกับงูตัวเป็นๆในห้องนอนตัวเอง เขาไม่ได้กลัวงู แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถอยู่ร่วมกับมันได้ โดยเฉพาะยามนอนหลับ        แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็อยู่กับมันเป็นปีที่สามแล้ว อาราเป็นงูเพศเมีย ชอบที่จะอยู่นิ่งๆนอนขดบนกองผ้าในตะกร้า  และแทบจะไร้ตัวตน ไม่ส่งเสียงใดๆยกเว้นแต่ว่าเฮนรี่จะไปกวนมันหนักๆตอนนอน    เขาเล่นกับมันไม่น้อยครั้ง รู้สึกสนิทใจกับมันก็ตอนที่เขาอ่านหนังสือเตรียมสอบว....(ย่อมาจาก ว่าด้วยการสอบวิชาพ่อมดแม่มดระดับสามัญ นักเรียนทุกคนต้องสอบตอนปีห้าอะไรสักอย่างดลใจให้อาราเลื้อยมาป้วนเปี้ยนแถวเขา  ในคืนนั้นเขาเผลอหลับไปจนเช้า และตื่นขึ้นมาพบว่าอารานอนขดอยู่ข้างๆ  เขาจึงเชื่อว่ามันจะไม่ทำร้ายได้อย่างสนิทใจ

 

 

 

 

 

     เฮนรี่วางมันลงในที่นอนประจำเช่นเดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและหันมาหาอาช่าอย่างรอคอยคำตอบ

 

 

 

 

 

     “ก็ได้ๆ นายไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้าตามไป”  อาช่ายอมล้มเลิกความคิดที่จะอ่านหนังสือเพื่อศึกษาเรื่องเดิมๆ

 

 

 

 

 

     “ห้านาที ฉันต้องเห็นนายอยู่ที่ห้องนั่งเล่นรวม

 

 

 

 

 

     “เออ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




























 

 

 

 

 

 

 

     คืนนั้น เด็กปีหกบ้านสลิธีรินทำตัวมีพิรุธเกินกว่าจะบอกว่าพวกเขาปกติ

 

 

 

 

 

     บางส่วนพอทานข้าวเย็นที่ห้องโถงใหญ่เสร็จก็รีบกลับหอเก็บตัวอยู่ในห้อง  (แซคเชื่อว่าพวกเขานอนเก็บแรง)  หรือไม่ก็นั่งสิงที่ห้องนั่งเล่นรวม คอยจ้องดูเด็กปีอื่นๆและกดดันให้พวกเขารีบเข้านอน

 

 

 

 

 

    อันที่จริงมันไม่ใช่ความลับ และเขาก็ไม่คิดว่าจะปิดมันได้ เพียงแต่เสบียงสำหรับปาร์ตี้ไม่มีทางเพียงพอสำหรับเด็กทั้งบ้านสลิธีริน และเพื่อตัดปัญหา จึงมีแต่เด็กปีเดียวกับเขา

 

 

 

 

 

    เที่ยงคืน พวกเขาเริ่มสนุกสนาน  โจชัวยกวิทยุมาเปิดและเสกคาถาขยายเสียงทำให้เสียงเพลงดังลั่นทั่วห้องจนแซคสาบานได้ว่าสัตว์ต่างๆในทะเลสาบจะต้องเลี่ยงว่ายมาส่วนใกล้ปราสาทฮอกวอตส์

 

 

 

 

 

    “เขาไม่มาหรือไง” แจสเปอร์ถือแก้วไวน์มาทรุดนั่งโซฟาตัวเดียวกับเขา  และเมื่อเห็นเขาเลิกคิ้วกับจึงเสริมต่อ  “รักข้างเดียวของนายไง

 

 

 

 

 

    แซคสบถเบาๆ รู้สึกอยากเตะอะไรสักอย่างแรงๆ

 

 

 

 

 

    “ถามแปลก  เพื่อนของเราก็นั่งรอเขาอยู่นี่ไง”  แชบบี้นั่งลงอีกข้าง  “กบช็อกโกแลตหน่อยไหม?”

 

 

 

 

 

    แซคไม่ได้ตอบและเพื่อนทั้งสองของเขาก็ชินชากับอาการแบบนี้จนไม่ซักถามต่อ      เดี๋ยวก็มา” เขาพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  แจสเปอร์มองหน้าเขา กลอกตาแสดงอาการเอือมระอาอย่างถึงที่สุด

 

 

 

 

 

   “บอกอะไรให้ ไปหาอย่างอื่นทำเถอะนะ” แจสเปอร์ว่า  “และถึงธีโมที่จะมา ฉันไม่คิดว่าเขาจะปลีกวิเวกไปนั่งที่ตรงนั้นคนเดียวหรอก

 

 

 

 

 

    “ฉันก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะนั่งตรงนั้นสักหน่อย” แซคพูดอย่างขุ่นมัว

 

 

 

 

 

    “เอาเป็นว่าขอให้คืนนี้โชคดี” แชบบี้ชูห่อกบช็อกโกแลตที่ถูกกัดส่วนหัวไปแล้วประหนึ่งถือแก้วไวน์ดื่มอวยพรให้เขา  “——เฮ้  ในนามของเมอร์ลิน  คำพูดฉันศักดิ์สิทธิ์ใช่เล่น

 

 

 

 

 

    แซคหันอย่างรวดเร็วจนเหมือนคอเขาจะเคล็ด  แจสเปอร์หัวเราะอย่างเปิดเผย  เพื่อนเขาลุกขึ้นเดินถือแก้วไวน์ตรงไปหาอาช่า พูดด้วยเสียงอันดังที่จงใจให้มาถึงหูเขา  “นึกว่าจะไม่เห็นนายซะแล้ว ตรงนั้นยังว่างนะธีโมที่

 

 

 

 

 

     อาช่าดูงุนงงแต่ก็พูดว่าขอบใจ”    แซครู้สึกประหม่าเมื่ออีกฝ่ายเดินมาทางเขาจริงๆตามคำเชิญชวนของแจสเปอร์

 

 

 

 

 

     ไง อาช่า”  แชบบี้ทัก  “ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้คุยกับนายเลย

 

 

 

 

 

     ไง”  อาช่าตอบสั้นๆ แซคสังเกตว่าเขาดูอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า

 

 

 

 

 

      “ฉันไปหาขนมก่อน”  แชบบี้ลุกขึ้นด้วยท่าทางที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง  ทำเอาอาช่าขมวดคิ้วมองตามหลังเขาไปเล็กน้อย

 

 

 

 

 

    “คุณไม่เอาอะไรเหรออาช่า เดี๋ยวผมไปหยิบให้—“

 

 

 

 

 

    “ไม่เป็นไร ขอบใจ แซค” อาช่ารีบพูดก่อนเขาจะลุกขึ้นยืนเต็มตัว  “นายนั่งอยู่ตรงนี้แหละ

 

 

 

 

    “ได้— อาช่า” เขารู้สึกปั่นป่วนในท้องขณะค่อยๆหย่อนตัวนั่งลงกลับที่เดิม ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เข้าใกล้อาช่าในระยะนี้มานานมากแล้ว ถึงขนาดที่ว่าเขาได้กลิ่นหอมจากตัวของอีกฝ่ายจางๆ(ถ้าเขาไม่ได้คิดไปเอง)

 

 

 

 

    เกิดความเงียบระหว่างพวกเขา แซคอยากเริ่มบทสนทนาที่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากจุดไหน  อาช่าทำเขาคิดอะไรไม่ออก  แต่เขาก็ไม่อยากปล่อยโอกาสนี้สูญเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

 

     เจ็ดปีที่แล้วเคยนั่งข้างคุณ แต่เราไม่จำเป็นต้องพยายามหาเรื่องมาพูดคุยกัน

 

 

 

 

 

 

 

     อาจจะเป็นแบบที่ทุกคนบอก แจสเปอร์กับแชบบี้บอก  ถ้าเขายังอยากมีอาช่าอยู่ในชีวิตเขาต้องทำอะไรสักอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

    “อาช่า คุยกันหน่อยได้ไหม?” เขาเริ่มอย่างตรงไปตรงมา  ไล่มองทุกส่วนของใบหน้าอาช่าที่เอียงคอมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและตกใจทำให้แซครู้สึกตัวว่าเขาคงใช้น้ำเสียงจริงจังเกินไป

 

 

 

 

    “มีอะไรเหรอ?”

 

 

 

 

    “ทุกเรื่อง”  แซคเน้น  หวังว่าอาช่าจะรับรู้ความจริงจังของเขาผ่านสายตา

 

 

 

 

     ——แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคืออาช่ากระโดดลุกออกจากโซฟา สีหน้าเฉยชามากที่สุดเท่าที่แซคเคยเห็น

 

 

 

 

 

     ปีสี่  เขาไปเดทกับเด็กเรเวนคลอที่อายุมากกว่าปีเดียว  เพียงหนึ่งอาทิตย์พวกเขาก็เลิกคุยกัน  แซครู้ตัวว่าเขาไม่สามารถคบใครได้เลย ไม่เลย

 

 

 

 

 

 

     ปีหก  ดูเหมือนว่าอาช่ากำลังจะออกเดทกับใครสักคน

 

 

 

 

 

 

     “เราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันอีก” อาช่าพูดอย่างใจเย็น  ดูปกป้องตัวเอง

 

 

 

 

     “เช่นว่าตอนนั้นทำไมเธอถึงหายไป” แซคคว้าข้อมืออาช่าที่นิ่งตัวแข็ง

 

 

 

 

    “โอเค”  อาช่าสะบัดมือให้หลุดพ้นจากการจับกุมของเขา  “โอเค...ไปคุยกันที่อื่นไหม?”

 

 

 

 

     พวกเขาออกจากห้องนั่งเล่นรวมทางประตูหิน เมื่อประตูเลื่อนปิดลงสนิทความเงียบก็ปกคลุมทั่วบริเวณ แซคสามารถมองเห็นใบหน้าอาช่าโดยอาศัยแสงคบเพลิงบนกำแพงเท่านั้น

 

 

 

 

    “ตลกดีนะที่นายจะพูดถึงมันอีก”   อาช่ามองเขาทางหางตา  “ตั้งเจ็ดปี...อะไรทำให้อยากรู้ขึ้นมา?”

 

 

 

 

    เก่งนักล่ะเรื่องทำให้คู่สนทนาลังเลเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูด ทั้งสายตา น้ำเสียง ไหนจะท่าทางที่มองเขาแบบนั้นอีก

 

 

 

 

    แซคจงใจขยับเข้าไปประชิด หวังต้อนอีกฝ่ายจนมุม อาช่าถอยหลังไปหนึ่งก้าว

 

 

 

 

    “ฉันทนไม่ไหวแล้ว” แซคกระซิบข้างใบหู  “เราเล่นกันแบบนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จะคุยได้หรือยัง?”

 

 

 

 

 

 

     ปีห้า  อาจจะด้วยความต้องการอีกฝ่ายรุนแรงขึ้นหรืออะไรก็ตาม  พวกเขาสบตากันบ่อยขึ้น  แววตาแฝงความหมายบางอย่าง  แซคนั่งไม่ติดเก้าอี้ทุกครั้งที่บางทีอาช่าก็เหมือนจงใจมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

 

 

 

 

    “ที่ฉันเข้าใจคือเราจะคุยกันเรื่องเจ็ดปีที่แล้ว” อาช่าหันมาสบตาเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน  แม้เขาจะเห็นว่าเจ้าตัวดูประหลาดใจไม่น้อยที่เขากล้าหาญถึงเพียงนี้

 

 

 

 

 

     แซคสูดลมหายใจ โอเค เขาต้องใจเย็นให้มากกว่านี้  ค่อยๆไล่เรียงไปทีละเรื่อง  “ตอนนั้นเธอหายไปไหน เกิดอะไรขึ้น?”  เขายิงคำถาม พลางประคองมืออีกฝ่ายขึ้นมา เกลี่ยนิ้วตัวเองวนเล่นบนหลังมือนั้นอย่างถือวิสาสะ

 

 

 

 

 

     “ฉันคิดไปเองหรือเปล่าว่านายไม่สุภาพเหมือนเดิม” อาช่าเลิกคิ้ว  “นายไม่ได้เมาบัตเตอร์เบียร์หรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหม?”

 

 

 

 

 

     เปล่า”  แซคตอบหน้าตาย

 

 

 

 

 

     “พิสูจน์หน่อย”  อาช่าเชิดหน้าอย่างท้าทาย ปลายจมูกพวกเขาห่างกันไม่ถึงนิ้วแล้วตอนนี้

 

 

 

 

 

     แซครู้ตัวว่าเขาไม่ได้เมาบัตเตอร์เบียร์อย่างแน่นอน เพราะเขายังไม่ได้แตะมันเลยในคืนนี้ แต่เขากำลังจะมัวเมาไปกับกลิ่นหอมจางในอากาศ ชวนให้ค้นหาและแตะต้องหรือกลืนกินแต่ไม่สามารถ  โดนดูดลงไปในดวงตาสีดำขลับคู่นั้น ตาพร่ากับระยะห่างอันใกล้แสนใกล้ยิ่งกว่าไหนๆตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

     แต่เขาก็ไม่ได้ลืมจุดประสงค์ที่ทำให้พวกเขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก

 

 

 

 

 

     “ตกลงว่าเธอจะไม่บอก?”  แซคเลิกคิ้ว เปลี่ยนการจับมืออีกฝ่ายเป็นกุมมือหลวมๆแทน     อาช่าแสดงสีหน้าเซ็งๆอย่างไม่ปิดบัง

 

 

 

 

 

     “อยากฟังตั้งแต่ตรงไหนล่ะ  ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เจอกันที่ร้านเลยไหม”  อาช่าพ่นลมหายใจ

 

 

 

 

 

     “แล้วแต่เธอ”  แซคตอบ อาช่ารู้สึกเกลียดน้ำเสียงนุ่มๆนั้นขึ้นมาเสียดื้อๆ

 

 

 

 

 

     “พ่อฉันเข้มงวด แซค แล้วก็ไม่ใช่คนดี”  เขาเริ่มอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก  “โอเค เขาทำงานในกระทรวง เขาเป็นผู้นำศาลสูงวิเซนกาม็อต  เขาใช้เหตุผล เขายุติธรรมในการพิจารณาคดี  แต่เขาก็มนุษย์คนหนึ่งทั่วไป มีอารมณ์ความรู้สึก และใช้อารมณ์”    อาช่าหลุกหลิกสายตาไปมา เลี่ยงสบตาแซค    “หลังจากไปหานายที่ร้านวันนั้น— ที่เราพึ่งรู้เรื่องว่าพ่อนายชนะการพิจารณาคดี  สองสามวันถัดมาหรือมากกว่านั้น  ฉันถูกพ่อ...ทำโทษ”

 

 

 

 

 

     “เพราะว่ามาหาฉันเหรอ? หรือเพราะเธอช่วยเรื่องคดี?”  ถึงจะถามไปอย่างนั้นแต่แซคก็สับสน เขารู้เรื่องคดีเท่าที่พ่อเคยบอกในตอนเด็ก ซึ่งหมายความว่าแค่เพียงน้อยนิด  เขาไม่เห็นเหตุผลที่นายธีโมที่จะทำโทษอาช่าเลยนอกเสียจากว่าอาช่าจะแอบแทรกแซงเข้ามาในคดีอะไรทำนองนั้น  แต่มันก็เกินตัวเด็กอายุเก้าขวบไปเสียหน่อย ประเด็นนี้จึงไม่น่าเป็นไปได้

 

 

 

 

 

     “เรื่องคดี ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการอย่างถูกต้อง” อาช่ายอมสบตาเขาตรงๆ  “ที่พ่อนายชนะก็เพราะตัวเขาเอง เขาบริสุทธิ์จริง   พ่อไม่มีทางช่วยเพราะแค่ฉันขอหรอก  แล้วก็ไม่ได้ปลอมแปลงแก้ต่างอะไรให้ด้วย ไม่ต้องห่วงนะ   แต่เพราะว่าเด็กล่ะมั้ง เพราะว่าห่วงเล่นสนุกมากกว่าอย่างอื่น วันนั้นเขาหงุดหงิดจากงานที่กระทรวง....”  เสียงอาช่าเลือนหายไปเมื่อถึงตรงนี้

 

 

 

 

 

     “อาช่า มันไม่ใช่การทำโทษ ใช่มั้ย?”  แซคถามเสียงเข้ม เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้  “เขาหงุดหงิดจากที่อื่นแล้วก็เอามาลงกับเธอ มันคือการทำร้ายร่างกาย—“

 

 

 

 

 

    “มันไม่เคยเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง” อาช่าตัดบท น้ำเสียงราบเรียบเกินกว่าปกติ “แล้วเขาก็รู้สึกผิดมาตลอด ตลอดจริงๆ  ฉันพอใจแล้ว”

 

 

 

 

 

     ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา  แต่จู่ๆก็มีเสียงตึงตังจากประตูทางเข้าบ้านสลิธีริน   อาช่าสะดุ้งโหยงทำเอาแซคตกใจตาม  พวกเขายืนตัวแข็งทื่อมองเพื่อนร่วมชั้นสองคนเดินออกมา แสงสว่างจากห้องนั่งเล่นรวมสาดส่องออกมาข้างนอกก่อนจะถูกปิดตัวลง    คนหนึ่งที่เป็นเด็กสาวผมยาวหยักศกหัวเราะคิกคักเมื่อเด็กหนุ่มโอบเอวเธอ  และทั้งสองก็เริ่มต้นจูบนัวเนียกัน  สาบานได้ว่าไม่สังเกตเห็นพวกเขาที่อยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพง

 

 

 

 

 

    อาช่าเบ้ปากเมื่อจำได้จากเงาใบหน้ารางๆว่าเด็กผู้ชายคนนั้นคือเฮนรี่   สองคนนั้นมีบทสนทนาด้วยถ้อยคำที่เลี่ยนเกินไปจนเขาต้องยอมเดินหลบไปตามทางที่แซคชักนำ  อาช่ากำลังคิดว่าจะนำเรื่องนี้ไปล้อเลียนเฮนรี่ทันทีที่เจอหน้า  เสียงล็อกกลอนประตูด้วยคาถาที่แซคใช้ไม้กายสิทธิ์ร่ายก็ทำให้เขารู้สึกตัว  แซคพาเขาเข้ามาในห้องเรียนเก่าๆที่ไม่ใช้แล้ว พวกเขาอยู่สองคนตามลำพัง

 

 

 

 

 

    “ไม่เห็นจะต้องล็อกเลย” อาช่าอดพูดไม่ได้

 

 

 

 

 

    “เดี๋ยวก็มีคนมากวนอีก”  แซคตอบ

 

 

 

 

 

     “มีอะไรอีก ก็เล่าไปหมดแล้ว”  อาช่าพยายามกระเถิบตัวขึ้นไปนั่งบนโต๊ะเรียน รอบแรกเขาพลาดเล็กน้อยจนลื่นไถลลงมา  แซครีบเดินตรงมา ทำท่าจะช่วยยกตัวเขา  แต่อาช่าจับบ่าอีกฝ่ายดันตัวเองขึ้นไปนั่งเสร็จสรรพก่อนแซคจะทำอย่างนั้นทัน

 

 

 

 

 

     “มีใครรู้เรื่องนี้มั้ย?”  แซคโพล่งถามขึ้น เขายังคงรู้สึกติดค้างในใจจนไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้เฉยๆ

 

 

 

 

 

     “เด็บนี่”  อาช่าตอบทันที “เธอเป็นเอลฟ์ประจำบ้าน”  เขาเสริมเมื่อสีหน้าแซคมีคำถาม

 

 

 

 

 

     แซครู้สึกว่าเขาต้องการทำอะไรบางอย่างให้ได้มากกว่านี้แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร  เขาต้องการย้อนกลับไปและช่วยอาช่าจากเรื่องพรรค์นี้ได้  รู้สึกแย่ที่ไม่รู้เรื่องและไม่สามารถช่วยอะไรเลยในตอนนั้น  เขารู้สึกว่าตัวเองตอนเก้าขวบช่างโง่เขลาที่ไม่พยายามตามหาอีกฝ่ายให้มากกว่านี้

 

 

 

 

 

     “เราอายุเท่ากัน”  อาช่าเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งไปเสียนาน  “แต่ฉันรู้สึกว่าแซคโตกว่าแทบตลอดเวลาเลย  ในทีแรกเหมือนว่าเป็นพี่ชาย แต่บางทีก็เหมือนเป็นเพื่อน”   เขาเงียบไปอีกหน แต่แล้วก็เหมือนตัดสินใจบางอย่างได้   “ฉันซื้อหนังสือร้านนายไปเยอะมากๆ หมดค่าขนมไปกับค่าหนังสือ”   อาช่าจิ้มจึ๊กที่กลางหน้าผากแซคที่เลื่อนสายตากลับมามองหน้ากัน

 

 

 

 

 

    ใจเต้นแรงราวกับตีกลองในอกเพราะท่าทีอาช่าที่ขี้เล่นแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้บ่อยๆเลย

 

 

 

 

 

     “บางเล่มที่มีที่บ้านก็เก่าแล้ว ก็เลยซื้อเล่มใหม่ไป”  อาช่าเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่ยังคงพูดต่อไป  “กลายเป็นบนชั้นมีหนังสือซ้ำกันเยอะแยะ ใช้เงินไม่คิด จ่ายทองเกลเลียนเหมือนหามาได้ง่ายๆ พอพ่อมาค้นเจอ เขาก็เลยโกรธ”

 

 

 

 

 

    “แต่ก็ไม่สมควรโดนแบบนั้นอยู่ดี” แซคเสียงอ่อนลง

 

 

 

 

 

     “แค่จะบอกว่ามีที่มาที่ไป”  อาช่าอมยิ้มเจือแววโศกเศร้า  “เขาบอกว่าไร้สาระที่ทำแบบนั้น แล้วเขาก็ไม่ชอบฉัน  ฉันควรโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว เลิกทำตัวเด็กสักที”  เขาพูดปดเล็กน้อย คำพูดของพ่อยังชัดในความทรงจำ แต่เขาบิดเบือนคำพูดของพ่อด้วยต้องการเลี่ยงที่จะพูดมัน และไม่ต้องการนึกถึงมันอีก

 

 

 

 

 

     แซคหลุดสบถเบาๆจนอาช่ายังตกใจ  “จะให้โตขนาดไหนกัน เธอยังเก้าขวบเอง”

 

 

 

 

 

    “ทำไมโกรธ”  อาช่าถามอย่างหยอกล้อ

 

 

 

 

 

   “เพราะเป็นเรื่องเธอไง”  แซคตอบทันควัน

 

 

 

 

 

    รอยยิ้มไม่เลือนหายจากใบหน้าอาช่า    แซคชั่งใจ ความรู้สึกของเขาชัดเจน อาจจะชัดเจนตั้งแต่เจ็ดปีที่แล้ว  แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันเร็วไปไหมสำหรับในตอนนี้

 

 

 

 

 

     “เราออกมานานแล้ว กลับกันเถอะ อยากจิบบัตเตอร์เบียร์อุ่นๆก่อนนอน” แต่แล้วอาช่าก็ทำลายความลังเลใจของเขาลงอย่างไม่มีชิ้นดี   “ขอโทษสำหรับเรื่องที่ไม่เคยบอก ไม่นึกว่ายังอยากรู้เหตุผลอยู่”

 

 

 

 

 

     “ไม่เป็นไร ฉันไม่เคยถามเอง”  แซคประคองคนตัวเล็กกว่าลงจากโต๊ะ ทั้งๆที่ไม่จำเป็น

 

 

 

 

 

     “ไม่ได้คิดไปเองจริงๆด้วย แซคไม่สุภาพเหมือนเดิม”  อาช่ามองค้อนเขา  “ทั้งน้ำเสียง ทั้ง— ฮึ่ย”

 

 

 

 

 

 

 

     ระยะทางกลับดูเหมือนจะไกลกว่าตอนเดินมาในความรู้สึก   อาช่าคิดเงียบๆขณะที่พวกเขาเดินข้างกัน  เขายกเรื่องมาคิดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน  อาช่าวางแผนว่าเขาจะจิบบัตเตอร์เบียร์อุ่นๆสักแก้วหรือน้อยกว่านั้น และหยิบแอแคลร์ติดไปกลับกินที่ห้องนอน เผื่อว่าคืนนี้จะอยู่ศึกษาเรื่องนั้นดึกเช่นเคย  เมื่อคิดถึงหนังสือที่วางทิ้งไว้บนเตียงก่อนออกมาแล้วอาช่าก็พึ่งนึกได้ว่า‘แอนิเมไจ พ่อมดแม่มดผู้สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้’  ก็เป็นหนังสืออีกเล่มจากร้านของแซค

 

 

 

 

 

     “พอคิดดีๆแล้ว ถ้านายมาถามก่อนหน้านี้ ฉันก็คงไม่พร้อมตอบหรอก” อาช่าบอกอย่างรู้สึกผิด “เพราะว่ากับพ่อ ฉันก็กลัวเขาเป็นปีๆ”

 

 

 

 

 

     “ไม่ต้องรู้สึกผิด”  แซคหยุดเดินและบอกเขาอย่างอ่อนโยน  “อย่าคิดมากนะครับ”

 

 

 

 

 

     อาช่าพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ

     

 

 

 

 

 

 

 

 
































 

 

 

 

 

     เขางัวเงียตื่นในสิบโมงเช้าวันรุ่งขึ้น  อาช่าพลิกตัวนอนหงาย บิดขี้เกียจ เหยียดขาจนเท้าไปชนกับอะไรบางอย่าง  ตามมาด้วยเสียงของหนักๆตกลงพื้น  เขาสะดุ้งเล็กๆ รู้สึกตาสว่างขึ้นมานิดหน่อย  เค้นความทรงจำจากเมื่อคืนแล้วจึงสันนิษฐานว่าเป็นหนังสือที่ตกพื้น   อาช่าลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังปิดอยู่ คลานไปริมเตียงและก้มคลำๆเก็บหนังสือขึ้นมาจากพื้น   จำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาตื่นขึ้นมาประมาณช่วงตีห้าหกโมงด้วยความเคยชิน แล้วก็ล้มนอนต่อ

 

 

 

 

 

     เขาส่งเสียงครางอย่างเกียจคร้าน  โยนหนังสือไปข้างๆหมอนก่อนจะทิ้งตัวลงนอน ดึงก่ายผ้าห่มมาขดตัวซุกกอด

 

 

 

 

 

     สำหรับบ้านสลิธีรินที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องลงมาถึงนั้น แถมยังมีอากาศเย็นตลอดเวลาเพราะความชื้นจากน้ำทะเลสาบที่โอบล้อมชวนให้ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะลุกขึ้นจากเตียงแสนอบอุ่นได้

 

 

 

 

 

     อาช่านอนต่ออีกสักพักใหญ่ๆจึงรู้สึกว่าหลับเต็มอิ่ม  เขาลุกขึ้นรูดเปิดม่านรอบเตียงออก เดินเตาะแตะอย่างไม่มีจุดหมายอย่างคนงัวเงีย มองไปฝั่งตรงข้ามก็เห็นว่าม่านของเตียงของเฮนรี่ยังคงปิดสนิทจึงเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ตื่น

 

 

 

 

 

     เขาหยิบดูนาฬิกาข้อมือตนเองที่ตู้ข้างเตียงก็พบว่าเป็นเวลาสิบโมงกว่า  อาช่าสบถในใจ รู้สึกได้ถึงน้ำย่อยที่ตีตื้นในกระเพาะ นึกถึงอาหารแล้วก็หิวขึ้นมาทันที

 

 

 

 

 

     “เฮนรี่” เขาเรียกเพื่อนร่วมห้อง  “สายแล้ว ตื่นเถอะ”

 

 

 

 

 

     “เฮนรี่”

 

 

 

 

 

     เสียงเฮนรี่ตอบรับในลำคอดังมาจากหลังม่าน  ไม่ถึงนาที เขาก็โผล่ออกมาในสภาพผมยุ่งชี้ไม่เป็นทรง

 

 

 

 

     “เราพลาดอาหารเช้าล่ะ”  อาช่าบอกอย่างเซ็งๆ ทิ้งตัวนั่งบนปลายเตียง

 

 

 

 

 

     “หิวเป็นบ้า”   เฮนรี่พึมพำ  “ฉันทนรอถึงอาหารเที่ยงไม่ไหวแน่ๆ”

 

 

 

 

 

     “นายจะรีบไปไหน”  เขาถามอย่างงุนงงเมื่อเฮนรี่ลุกพรวดออกไปอย่างกะทันหัน

 

 

 

 

 

     “นั่นสิ อย่างน้อยฉันควรเปลี่ยนเสื้อ”  เฮนรี่ว่าพลางย่อตัวค้นของในหีบสัมภาระตนเอง  “ไปหาอะไรกินที่โรงครัวกันเถอะอาช่า”  เขาชวน ถอดเสื้อไหมพรมออกจากหัว

 

 

 

 

 

     “นายจะไปเหรอ?”

 

 

 

 

 

     “ใช่สิ” เฮนรี่สะบัดเสื้อแรงๆและโยนมันส่งๆลงไปในหีบ  “ไปเถอะ ขืนรอถึงมื้อเที่ยงกระเพาะฉันขาดแน่”

 

 

 

 

 

     “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”  อาช่าหัวเราะหึๆ

 

 

 

 

 

     “ให้ฉันเดา นายคงไม่ไป”

 

 

 

 

 

     “ขี้เกียจน่ะ”  อาช่ายักไหล่

 

 

 

 

 

     “เถอะหน่า เขาไม่ปลดตำแหน่งพรีเฟ็คแค่เพราะว่าไปกินขนมที่โรงครัวหรอก”  เฮนรี่พยายามโน้มน้าว

 

 

 

 

 

     “ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น แต่ถ้าโดนจับได้ก็โดนหักคะแนนบ้านอยู่ดี”  อาช่าบอก “เป็นพรีเฟ็คแต่ทำบ้านตัวเองโดนหักคะแนนเนี่ยนะ”

 

 

 

 

 

     “เห้อ ก็ได้”  เฮนรี่ยอมแพ้ “เดี๋ยวฉันหยิบติดไม้ติดมือขึ้นมาเผื่อนายก็แล้วกัน”

 

 

 

 

 

     “ขอบใจ”

 

 

 

 

 

     “แต่ฉันไม่รู้ด้วยนะถ้าเกิดว่าหยิบมาแต่พายฟักทอง”  เฮนรี่แสร้งทำหน้าทำตาเหรอหรา   เขารีบกระโจนออกไปข้างนอกหลบเหยือกน้ำที่อาช่าชี้ไม้กายสิทธิ์สั่งให้มันพุ่งใส่อย่างหวุดหวิด   ประตูปิดลง อาช่าหันไปมองอาราที่ชูคอขึ้นมาจากตะกร้า สงสัยว่าพวกเขาจะเสียงดังโหวกเหวกเกินไป

 

 

 

 

 

     อาช่าลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง คิดว่าจะไปนั่งเล่นที่ห้องนั่งเล่นรวม รอเฮนรี่เอาขนมจากโรงครัวกลับมาฝาก

 

 

 

 

 

 

 

 







 














 

 

 

 

 

     ในวันอังคารห้องนั่งเล่นรวมเกือบว่างเปล่า เพราะมีเพียงเด็กปีเจ็ดและปีหกที่ไม่ได้ลงเรียนวิชาที่มีคาบในช่วงเช้า อาช่ากวาดสายตามองหาเพื่อนร่วมชั้นที่เขาจะไปนั่งแจมด้วยได้ แต่ก็ช่างเบาบาง

 

 

 

 

 

     ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเลย  เขาเดินตรงไปหาแชบบี้ที่ชูมือโบกหยอยๆ กับโจชัวที่กวักมือเรียก ถัดไปก็เป็นแจสเปอร์ และแซคที่พึ่งเงยหน้าส่งยิ้มกว้างให้เขา

 

 

 

 

 

     “ทำไมคนดูน้อยกว่าปกติ”  อาช่าถาม นั่งลงแทรกกลางระหว่างแจสเปอร์และแซค

 

 

 

 

 

     “ยังไม่ตื่นกันหรอก”  โจชัวตอบ “บางคนก็ไปหาอะไรใส่ท้อง”

 

 

 

 

 

     อาช่าเอียงคอ ลดระดับเสียงลง  “นี่ทุกคนรู้ทางไปกันหมดเลยเหรอ?”

 

 

 

 

 

     “ทำไม อย่าบอกว่านายจะหักคะแนนพวกเขา”  แชบบี้หรี่ตา

 

 

 

 

 

     “งั้นวันนี้คะแนนบ้านสลิธีรินคงลดไปเกินครึ่ง”  อาช่าพูดอย่างปลงๆ  แซคหัวเราะ เขาหันไปมองหน้า

 

 

 

 

 

     “แล้วเธอหักคะแนนฉันด้วยหรือเปล่า?”

 

 

 

 

 

     “อะไรนะ” อาช่าถามเสียงสูง

 

 

 

 

 

     “โทษฐานที่ลักพาตัวพรีเฟ็คไปเดินดุ่มๆข้างนอกตอนดึกๆล่ะมั้ง”  แซคพูดอย่างเจ้าเล่ห์   ใบหน้าอาช่าขึ้นริ้วสีแดงจางๆ  เขาใช้กำปั้นทุบลงไปที่หน้าขาแซคแรงๆ

 

 

 

 

 

     “โอ้ยอาช่า”

 

 

 

 

 

     “อะไร? หมายถึงยัยอลิซเหรอ?”  โจชัวพูดถึงพรีเฟ็คหญิงปีหก

 

 

 

 

 

     “ไม่ใช่ เขาหมายถึงพรีเฟ็คชายต่างหาก”  แจสเปอร์จงใจเน้นเสียง

 

 

 

 

 

     อาช่าไม่ได้ฟังต่อว่าโจชัวพูดอะไร เพราะเขามัวแต่ทำสงครามประสาทกับแซคทางสายตา

 

 

 

 

 

     “เราจะไปหาอะไรกินกัน เธอจะไปด้วยไหม”  แซคถามยิ้มๆ

 

 

 

 

 

     เขาเอนตัวพิงหลังจนตัวจมยวบลงไปในโซฟา  ไม่ทันสังเกตเห็นแซคส่งสายตาสั่งให้แจสเปอร์เขยิบออกไปไม่ให้นั่งชิดโดนตนเอง  “นายเป็นคนที่สองแล้วเช้านี้ที่ชวน”  อาช่ายกมือกอดอก

 

 

 

 

 

     “ใครคนแรก?”

 

 

 

 

 

     “เฮนรี่ไง” อาช่าเอี้ยวหน้ามอง

 

 

 

 

 

     “ไปกับฉันเถอะ”  แซคคลี่ยิ้ม พยายามตะล่อมเขาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

     “ฉันเป็นพรีเฟ็คนะ”  อาช่าบอกเสียงแข็ง  “มันรู้สึกผิดน่ะเข้าใจไหม”

 

 

 

 

 

     “มีกฎห้ามเด็กนักเรียนไปที่โรงครัวด้วยเหรอ”  แซคถามอย่างสงสัย

 

 

 

 

 

     “มีสิ”

 

 

 

 

 

     “แต่ว่าช่างเรื่องกฎเถอะ  เธอไม่อยากไปเดินเที่ยวทุกที่ในปราสาทก่อนจะจบจากที่นี่เหรอ”

 

 

 

 

 

     อาช่าบอกได้ว่าแซคกำลังล่อลวงเขา  และคำเชิญชวนนั่นก็น่าสนใจอยู่หรอก ประกอบกับความหิวจนกระเพาะในท้องส่งเสียงประท้วงเบาๆก็ทำให้เขาเริ่มคล้อยตาม  เขาสงสัยว่าทำไมทุกคนจึงกระตือรือร้นที่จะชวนเขาไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ

 

 

 

 

 

     “ตกลงก็ได้”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 







 

 

 

 

 

    กลายเป็นว่ามีเพียงเขากับแซคลงไปที่โรงครัวกันตามลำพังสองคน  สามคนที่เหลือนั่งรอและฝากพวกเขาห่ออาหารขึ้นมาให้     อาช่าไม่เข้าใจว่าทำไมแซคไม่ชวนคนอื่นมากกว่ามามัวนั่งตื๊อเขาให้เปลี่ยนใจ   แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว การจับกลุ่มกันเดินไปเขตที่ไม่ได้รับอนุญาตในฮอกวอตส์ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ เขาจึงปล่อยผ่านไป

 

 

 

 

 

     แซคไม่คาดฝันว่าเขาจะได้รับโชคดีถึงสองครั้งเพียงในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง  อาช่าอยู่ใกล้มากจนเขาแทบลืมวิธีการหายใจ   เพียงข้ามคืน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูก้าวกระโดดไปมาก เขานอนตาค้างทั้งคืน  ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของอาช่าวนอยู่ในหัวราวกับฉายหนังซ้ำ  คิดถึงบทสนทนาต่างๆราวกับกรอเทป  กล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นคนแรกที่มานั่งในห้องนั่งเล่นสลิธีรินของเช้าวันใหม่ แต่ไม่ได้ลงไปทานมื้อเช้าเพราะไม่มีเพื่อนเขาตื่นสักคน และขี้เกียจเกินกว่าจะไปตามปลุก

 

 

 

 

 

     “ควิชดิชนัดแรกเมื่อไหร่ล่ะปีนี้”  อาช่าทำลายความเงียบ น้ำเสียงเหมือนพูดถึงลมฟ้าอากาศทั่วไป แต่แซคจับได้จากสีหน้าว่าอาช่ากำลังใคร่ครวญวางแผนบางอย่าง

 

 

 

 

 

     “เสาร์สุดท้ายของเดือนนี้ครับ”  แซคตอบ ไม่แน่ใจว่าอาช่าสนใจกีฬาควิดดิชตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

 

 

 

     “อีกหนึ่งอาทิตย์กว่าๆเอง”  อาช่าเบิกตากว้างนิดหน่อย ดูตกใจ และเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเขา  อย่างไรก็ตามอาช่าก็ยิงคำถามต่อ  “แล้ววันนี้ — ไม่สิ — มีซ้อมกันวันไหนบ้างล่ะ”

 

 

 

 

 

     “ทีมเรามีตารางซ้อมทุกช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เพราะว่าจองสนามได้เวลานั้นน่ะ”  แซคตอบ แปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายไม่รู้เพราะสัปดาห์ที่แล้วเขาพึ่งกลับจากสนามทั้งตัวเปียกโชก เสื้อคลุมเลอะโคลนจนเด็กเกือบทั้งบ้านหลีกทางให้อย่างรังเกียจ (เป็นเพราะว่าเขาลืมเอาชุดลงไปเปลี่ยน)  เขาค่อนข้างมั่นใจว่านั่นทำให้เขาเป็นที่จดจำพอสมควร แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาช่าไม่อยู่ในตอนนั้น  “เช้าวันเสาร์สนามเป็นของเรเวนคลอ บ่ายวันเสาร์ของกริฟฟินดอร์ แล้วก็ฮัฟเฟิลพัฟได้เช้าวันอาทิตย์”  เขาอธิบาย อาช่าพยักหน้าตาม

 

 

 

 

 

     “ปีนี้ก็ต้องได้ถ้วยนะ”  อาช่าพูดยิ้มๆ แซคยิ้มกว้างตอบกลับ บรรยากาศระหว่างพวกเขาผ่อนคลายลง

 

 

 

 

 

     แต่หลังจากนั้นอาช่าก็ดูมีเรื่องให้คิดตลอดทาง  เขานึกสงสัยว่าเกี่ยวกับที่อาช่าเก็บตัวหมกมุ่นอยู่กับบางอย่างตั้งแต่เปิดภาคเรียนของการเป็นนักเรียนปีหกฮอกวอตส์หรือเปล่า

 

 

 

 

 

     ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็หยุดอยู่ตรงหน้ากรอบรูปภาพชามใส่ผลไม้ขนาดใหญ่ยักษ์  ในรูปมีผลไม้หลายชนิดแต่ที่โดดเด่นกว่าอื่นๆน่าจะเป็นลูกแพรสีเขียว  อาช่าเอื้อมไปแตะมัน

 

 

 

 

 

     “เธอรู้วิธีนี่”  แซคชี้

 

 

 

 

 

     “ตอนมีเวรเดินตรวจตราฉันเดินผ่านมันเป็นสิบๆรอบ”  อาช่าแก้ตัว “แล้วเฮนรี่ก็โม้ให้ฟังว่าเขาต้องทำแบบนี้ — ถึงเข้าไปข้างในได้”   ว่าแล้วเขาก็ขยับมือจั๊กจี้ลูกแพร — หรือที่ดูเหมือนกำลังเการูปภาพเบาๆ  มันดีดดิ้นไปมาเล็กน้อยราวกับมีชีวิตและกำลังหัวเราะคิกคักอย่างไรอย่างนั้น

 

 

 

 

 

     กรอบรูปภาพเด้งเปิดออก  แซคจับข้อมือเขาพยักพเยิดให้ปีนเข้าไปก่อน  อาช่ามุดเข้าไปแล้วก็ต้องตื่นตะลึงน้อยๆ  กลิ่นหอมยั่วยวนจากอาหารทุกชนิดเตะเข้าจมูกอย่างแรงชวนให้รู้สึกหิวโหย  โรงครัวฮอกวอตส์มีขนาดใหญ่จนเกือบจะเท่าๆห้องโถง  มีโต๊ะยาวสี่โต๊ะเรียงเหมือนโต๊ะประจำบ้านแต่ละบ้าน  และเขาบอกได้เลยว่าที่นี่จะต้องเป็นที่ที่หนึ่งที่มีพวกเอลฟ์ประจำบ้านมากที่สุดในอังกฤษ  ตากลมโตของพวกเขาจับจ้องมาที่อาช่าและแซคที่พึ่งปีนตามเข้ามาเป็นทางเดียว

 

 

 

 

 

     “นายน้อย นายน้อยมีอะไรให้พวกเรารับใช้หรือ”  เอลฟ์ประจำบ้านตัวที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดถามพร้อมกับโค้งคำนับอย่างสง่างาม

 

 

 

 

 

     “เราแค่มาหาอะไรทานน่ะ”  แซคตอบ ดูจะคล่องแคล่วกับที่นี่เสียเหลือเกิน  ระหว่างที่อาช่าหันไปมองแอแคลร์ที่กองพูนในถาด

 

 

 

 

 

     “เชิญนั่งตรงนี้เลย”  คลื่นฝูงเอลฟ์ประจำบ้านดันให้พวกเขานั่งลงที่โต๊ะ  แล้วพริบตาเดียวจานอาหารหลากหลายชนิดก็ถูกวางลงตรงหน้าพวกเขา

 

 

 

 

 

      “พวกเขากระตือรือร้นตลอดเลยนะ”  อาช่าพูดเบาๆ มองทุกคนทำหน้าที่ตนเองอย่างขยันขันแข็ง และยังให้การต้อนรับเขาอย่างดี

 

 

 

 

 

     แซคพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะตัดสินใจถาม  “ที่บ้านเธอมีเยอะมั้ย?”

 

 

 

 

 

     “มากกว่าสิบห้าแน่ๆล่ะ”  อาช่าตอบ “ฉันรู้จักแล้วก็จำชื่อได้ทุกคนแต่ว่าไม่เคยนับจริงๆว่ามีเท่าไหร่  บ้านนายล่ะ”

 

 

 

 

 

     “ห้า” แซคตอบก่อนจะตักมันฝรั่งบดเข้าปาก “แต่ว่ามีที่ร้านอีกสอง... ใช่ แม่ฉันพึ่งจะเริ่มจ้างพวกเขามาทำงานที่ร้านหนังสือเมื่อต้นเดือนนี่เอง”

 

 

 

 

     “คงช่วยได้เยอะเลย”

 

 

 

 

 

     พวกเขาเงียบไปเพราะต่างคนต่างลงมือทานอาหาร   แซคคิดถึงการปรากฏตัวของอาช่าที่ร้านหนังสือในทุกปีเพราะมาซื้อแบบหนังสือเรียนฮอกวอตส์ (ยกเว้นตอนปีหนึ่งนั่นแหละ)  มีนอกเหนือจากนั้นบ้างแต่ไม่บ่อยเท่าตอนเด็ก  บางครั้งก็คลาดกันบ้าง โดยเขามารู้ทีหลังเพราะพนักงานที่ร้านมาบอก  และทุกครั้งอาช่าจะรายล้อมด้วยเพื่อนกลุ่มใหญ่  ทำให้เขาทำได้แค่ทักทายกัน

 

 

 

 

 

     

 

 

 

 

 

 

 

 







































 

 

 

     วันธรรมดาของสัปดาห์นั้นผ่านไปอย่างไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ  ยกเว้นแต่เหตุการณ์ที่แจสเปอร์ทำหม้อปรุงยาระเบิดในคาบวิชาปรุงยาของช่วงสายวันศุกร์  เป็นหนึ่งในความทรงจำอันเลวร้ายของการเป็นนักเรียนที่ฮอกวอตส์  อาช่าจำวินาทีที่เขากำลังจะร้องเตือนแจสเปอร์ว่าอย่าโบกไม้กายสิทธิ์เล่นแบบนั้นได้ แต่ก็ช้าไปหนึ่งก้าว  หม้อปรุงยาระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆพร้อมกับน้ำยาที่ปรุงไม่ถูกต้องตามสูตรพุ่งกระเด็นออกมาทุกทิศทุกทาง  มันพุ่งกระเด็นเข้าตาแจสเปอร์   โดนผมยาวสลวยของปารีส ทัว   โดนเสื้อคลุมแซคเต็มแผ่นหลังเพราะโชคดีที่เขาหันตะโกนคุยกับเพื่อนข้ามโต๊ะอยู่   และโดนเขา— ที่กำลังเสนอหน้าไปห้ามปรามอีกฝ่าย มือถือคนโทแก้ว ทันเพียงแค่ยกแขนเสื้อคลุมบัง จึงรับน้ำยาไปครึ่งซีกหน้า

 

 

 

 

 

     อาช่าสาบานได้ว่าเป็นความผิดพลาดร้ายแรงในชีวิต เขาที่รู้ตัวก่อนใครเพื่อนแต่กลับเคลื่อนไหวไม่ทันแม้แต่จะป้องกันตัวเอง   เขาได้ยินแซคสบถอย่างหยาบคายเสียงดังลั่นชัดเจนกว่าเสียงอื่นในห้อง ก่อนที่เขาจะทรุดนั่งกับพื้น ปวดแสบร้อนเกินกว่าจะบรรยาย   แซคคุกเข่าลงข้างเขา พูดอะไรที่เขาจับใจความไม่ได้ แต่สัมผัสจากมือกับน้ำเสียงนั้นราวกับต้องการจะปลอบประโลม  และพาเขาออกจากชั้นเรียนท่ามกลางความชุลมุนโดยไม่ขออนุญาตใดๆ  พอพ้นจากประตูก็แบกเขาขึ้นหลัง

 

 

 

 

 

     ที่ห้องพยาบาล มีเด็กบ้านสลิธีรินปีหนึ่งหรือปีสองไม่มากไปกว่านั้นนั่งอยู่บนเตียง ที่น่าตกใจคือผมของเด็กชายกลายเป็นใบไม้รูปร่างหงิกงอแปลกประหลาดราวกับว่าเขาโดนคำสาปมา   มาดามออเดรย์ผู้ดูแลห้องพยาบาลหันมาเห็นพวกเขา เจ้าหล่อนโบกไม้กายสิทธิ์ทำให้ผ้าม่านเลื่อนปิดรอบเตียงบดบังเด็กชายคนนั้นจากสายตา  โบกไม้โบกมือให้แซควางตัวเขาลงบนเตียง

 

 

 

 

 

     “เธอโดนอะไรมาล่ะนี่”  มาดามถามอย่างใจร้อน  “ไม่ใช่ว่าโดนสาปมาอีกคนนะ จริงๆเลยเด็กพวกนี้”

 

 

 

 

 

     “อุบัติเหตุในคาบเรียนปรุงยาครับ”   แซคตอบแทน หอบน้อยๆ   “มีคนทำหม้อปรุงยาระเบิด”

 

 

 

 

 

     “นี่จ้ะ” เธอยัดแก้วที่มีน้ำยาข้นคลักใส่มือเขา “มันช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนนะ”

 

 

 

 

 

     ทันทีที่แก้วจ่ออยู่ใต้จมูกเขาอาช่าก็ต้องกลั้นหายใจ กลิ่นมันไม่น่าพิสมัยนักแต่เขาก็ไม่มีเวลามามัวอิดออด  อาช่ากลั้นใจยกขอบแก้วจรดแตะริมฝีปาก ตั้งใจว่าจะดื่มหมดรวดเดียว แต่ปรากฎว่าเมื่อเขาดื่มลงไปได้อึกเดียวเท่านั้นก็สำลักจนไอโขลกออกมาอย่างแรง  กลิ่นเหม็นเอียนฟุ้งกระจายเต็มปากลงไปถึงลำคอและขึ้นมาถึงโพรงจมูก  เขาน้ำตาเล็ด

 

 

 

 

 

     “โอ้ยตายๆ” มาดามออเดรย์อุทาน   แซคเดินตรงไปหาเหยือกน้ำที่โต๊ะ  แต่เธอไวกว่า เพียงโบกไม้กายสิทธิ์หนึ่งครั้งเหยือกน้ำและแก้วน้ำก็ลอยมาถึงตัว พร้อมเทน้ำให้เสร็จสรรพ

 

 

 

 

 

     “ระวังๆหน่อย ไม่ต้องรีบมาก แต่เธอต้องกินมันให้หมดนะ”  มาดามบ่นอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะเดินไปทางอื่น    ทิ้งให้แซคใช้แขนเสื้อบรรจงเช็ดริมฝีปากถึงคางเขา มืออีกข้างลูบหลังเขาเบาๆ   อาช่าดื่มน้ำเปล่า ล้างยารสชาติขมฝาดลงไป

 

 

 

 

 

     เป็นเรื่องยากนักที่จะฝืนใจทำสิ่งที่ไม่ชอบเป็นครั้งที่สอง  อาช่ามองหน้าแซคผ่านม่านน้ำตา รู้ตัวว่าแสดงสีหน้าขมขื่นออกไปเพราะแซครีบให้เหตุผลว่ามันจะช่วยให้เขาหาย   เขาดื่มมันอีกครั้ง คราวนี้พร่องไปถึงครึ่งแก้วแล้วก็แทบจะคลานไปหาน้ำเปล่าถ้าไม่ใช่เพราะมีคนคอยช่วยเหลืออยู่

 

 

 

 

 

     แซครีบร้อนเทน้ำให้เขาจนน้ำกระฉอกหกรดตัว  อาช่ารับน้ำเปล่ามาดื่มหมดแก้ว แล้วดื่มยาที่เหลือตามลงไปทันที  ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะดื่มด่ำกับรสชาติยาที่ยังติดค้างภายในปากนานๆ  อาช่าดื่มมันจนหมดหยดสุดท้าย น้ำตาไหลพราก  รู้สึกอุ่นวาบไปทั่วร่างกายรวมไปถึงใบหน้าที่อาการแสบร้อนทุเลาลง   แต่กว่าจะล้างความขมฝาดนั้นไปจากปากและลำคอได้เขาก็ดื่มน้ำไปสี่แก้วเต็มๆ ซึ่งหมายความว่าหมดเหยือก

 

 

 

 

 

     “เอ้า” มาดามออเดรย์เดินกลับมาพร้อมกับของในมือ “ค่อยๆทาให้ทั่วบริเวณที่โดนน้ำยา” เธอวางตลับยาป้ายและบานกระจกส่องลงบนตักเขา  “เสร็จแล้วก็รอดูอาการหรือนอนพักไปสักสองสามชั่วโมงน่าจะหายดี ฉันคิดว่านะ แล้วเธอค่อยกลับ”

 

 

 

 

 

     “ผมไม่ต้องนอนค้างคืนที่นี่ใช่ไหมฮะ”  เขาถามเสียงอ่อย

 

 

 

 

 

     “ถ้าหายแล้วน่ะนะ  แต่ฉันคิดว่าคงไม่หรอก”  เธอตอบอย่างใจดี

 

 

 

 

 

     อาช่าก้มลงมองบานกระจกบนตักตนเอง  เห็นเงาสะท้อนใบหน้าซีกซ้ายที่แดงเถือกเป็นจ้ำๆน่ากลัวจ้องมองกลับมา  เขายกมือคลำๆ และสะดุ้งเหมือนโดนน้ำร้อนลวก

 

 

 

 

 

     “ทายานะครับ... เดี๋ยวก็หาย”  แซคบอกด้วยเสียงอ่อนโยนที่สุด หมุนเกลียวเปิดตลับยาให้เขา และทำท่าเหมือนจะทาให้  แต่อาช่าหยิบไปมาจากมือเขา ใช้นิ้วแตะๆผิวครีมยาที่เย็นนิดๆ และปาดลงที่แก้มตนเองอย่างกล้าๆกลัวๆ

 

 

 

 

 

     “ทายาแบบนี้เจ็บมั้ย”  แซคถามอย่างเป็นห่วง

 

 

 

 

 

     เขาสั่นศีรษะตอบ กล้าบรรจงทายาลงบนใบหน้ามากขึ้น

 

 

 

 

 

     เขาทาจนทั่วบริเวณแผลโดยมีแซคจับตาดูไม่ห่าง   แซคพยักหน้าให้เมื่ออาช่าเอียงใบหน้าให้ช่วยตรวจดูว่าเขาทายาอย่างทั่วถึงแล้ว จัดการย้ายตลับยาและกระจกไปไว้บนหัวเตียงเรียบร้อย

 

 

 

 

 

     “เธอดีขึ้นมั้ย”  แซคถามเสียงแหบแห้ง  ระยะห่างที่ใกล้และบรรยากาศรอบข้างที่เงียบสนิททำให้เกือบได้ยินเสียงลมหายใจ

 

 

 

 

 

     อาช่าพยักหน้าหงึกๆ  อย่างน้อยมันก็ดีขึ้นกว่าตอนแรกมาก

 

 

 

 

 

     “นอนพักนะอาช่า”  แซคบอกและเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย  อาช่าถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก ยกขาขึ้นมาบนเตียง ค่อยๆเอนตัวลงพร้อมรับผ้าห่มจากแซคที่ช่วยคลุมห่มให้

 

 

 

 

 

     เสียงมาดามออเดรย์บอกให้แซคออกไปและปล่อยให้เขาพักผ่อน  แซคจึงโน้มตัวบอกเขาว่าแล้วเจอกันตอนเย็น  เขาโบกมือให้อีกฝ่ายอย่างเงอะงะแทนคำลา แซคหลุดยิ้มที่ทำให้อาช่ารู้สึกว่าเขาเป็นเด็กสามขวบ  แต่ก่อนที่แซคจะเดินจากไปจริงๆอาช่าก็โผลุกขึ้นมาดึงชายเสื้อคลุมเขาไว้  แซคถาม อาช่าไม่ตอบแต่กระตุกเสื้อคลุมแรงๆเป็นเชิงสั่งให้ถอดออก เขาไม่ต้องการขยับปากพูดเพราะมันทำให้ร้าวระบมไปทั้งหน้า

 

 

 

 

 

     ผลจากน้ำยาทำให้เสื้อคลุมโหว่เป็นรู   พวกเขาหัวเราะโดยไม่มีเสียง  แต่ถึงอย่างนั้นมาดามที่กำลังดูแลเด็กผู้ชายผมใบไม้อยู่ก็ชะโงกหน้าออกมาเพื่อดูว่าเขาไปหรือยัง เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่ข้างเตียงไม่ขยับไปไหนเจ้าหล่อนก็แหวเสียงดัง แซคจึงต้องยอมผละออกจากเตียงอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

 

 

     ความคิดภายในหัวเขายังคงทำงานฟุ้งซ่านอยู่หลายนาทีจนจมเข้าสู่ห้วงภวังค์ไปอย่างช้าๆ

 

 

 

 




























 

 

     อาช่าตื่นเพราะเสียงโหวกเหวกที่ไม่ใช่จากใครที่ไหนไกลแต่เป็นเพื่อนของเขาเอง เขาจำเสียงได้ ตามมาด้วยเสียงตำหนิแหลมๆของมาดามออเดรย์   เขายันตัวลุกจากที่นอนช้าๆ มองความว่างอยู่สักพักก่อนจะพบว่าเป็นม่านสีขาวที่ถูกดึงปิดรอบเตียง    น่าจะเป็นแซคที่ทำให้    เขารู้สึกตึงๆชาๆที่ใบหน้า จึงกระตือรือร้นควานหากระจกอย่างรวดเร็ว เขามองตัวเอง โล่งใจอย่างถึงที่สุดเมื่อพบว่าใบหน้ากลับมาปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง และอาการทั้งหมดก็หายวับไปในพริบตา

 

 

 

 

 

     อาช่าปีนลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมขึ้นมาถือก่อนจะแหวกเปิดม่านออกไป

 

 

 

 

 

     ทุกคนหันมามองเขา  แล้วเขาก็ถูกรุมล้อม  เพียงอึดใจประตูห้องพยาบาลก็เปิดออก เป็นแซคกับแชบบี้ที่เข้ามา  อาช่าถูกดึงความสนใจโดยแจสเปอร์ที่อยู่ในห้องนี้ก่อนแล้ว  เขาขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่   ปารีส ทัวมองเขาแบบเคืองๆเพราะผมของเธอไหม้และใบหน้าเธอก็ดูดีกว่าอาช่าเพียงเล็กน้อย   อาช่าได้ความว่าอาจารย์ให้นักเรียนที่โดนลูกหลงจากหม้อปรุงยาของแจสเปอร์กินยาที่ช่วยรักษาเรียบร้อยแล้วในชั้นเรียน และให้พวกเขามาห้องพยาบาลเพื่อตรวจดูอาการและรักษาร่องรอยบาดเจ็บอีกทีหลังจากจบคาบ  แต่อาช่าดันมาห้องพยาบาลเสียก่อน

 

 

 

 

 

      อาช่ารู้สึกตลกปนซึ้งใจไปในเวลาเดียวกันที่เพื่อนทั้งกลุ่มมาเยี่ยมเขาและรับเขากลับ   เขาไม่ถือโทษโกรธแจสเปอร์นักเพราะสภาพอีกฝ่ายยังคงต้องแปะผ้าก็อตปิดตา   แซคแทรกตัวเดินเข้ามาหาและกวาดสายตาสำรวจใบหน้าเขาอย่างพินิจ  ในทีแรกอาช่าก็หลับตาปล่อยให้อีกคนทำตามใจ  แต่เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามันนานไปเขาก็ลืมตาขึ้น และสบตาตรงๆกับคนที่ไม่คิดจะหลบไปไหน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 






































 

 

 

 

 

     เขายืนอยู่ริมสนามในบ่ายวันอาทิตย์   แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า   หมดช่วงหน้าฝนแล้ว  อากาศเย็นตัวลงต้อนรับฤดูหนาว   ทีมควิดดิชของบ้านสลิธีรินกำลังฝึกซ้อมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย  สมาชิกในทีมบางคนไต่ระดับบินขึ้นไปสูงเสียจนมองเห็นพวกเขาเป็นจุดเล็กๆสีเขียวๆเท่านั้น  เชสเซอร์สามคนกำลังซ้อมโยนรับลูกควัฟเฟิลสีแดง  แซคคือหนึ่งในนั้น

 

 

 

 

 

     ที่อัฒจันทร์มีเด็กนักเรียนนั่งอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กสลิธีรินมาดูทีมบ้านตัวเอง หรือมาให้กำลังใจเพื่อน แฟน

 

 

 

 

 

     อย่างไรจำนวนคนที่อยู่ในบ้านก็ยังเยอะกว่าอยู่ดี

 

 

 

 

 

     เสียงเชียร์ดังขึ้นเมื่อสมาชิกทีมควิดดิชเปลี่ยนรูปแบบการซ้อม  แต่ละคนประจำตำแหน่ง  โจชัวที่รับหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินชั่วคราวโยนลูกควัฟเฟิลลอยขึ้นไปในอากาศ  เชสเซอร์หกคนพุ่งเข้าตรงกลางเป็นจุดเดียวเพื่อแย่งลูกกัน สามคนไม่ได้อยู่ในทีมแต่อาสามาช่วยฝึกซ้อมโดยเล่นเป็นคู่แข่งสวมเสื้อสีขาว หนึ่งในนั้นก็มีเพื่อนในกลุ่มเขาคนนึง   ซีกเกอร์บินอยู่เหนือพวกนั้นอีกที  ปล่อยลูกสนิชให้มันบินไปสักพักก่อนจะไล่ตามจับเพื่อทำเวลา

 

 

 

 

 

     เชสเซอร์ทีมบ้านสลิธีรินที่เขาจำได้ว่าเป็นแซคจับลูกได้ เขาโยนให้เพื่อนร่วมทีม ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน  คนนั้นส่งลูกให้อีกคน และกลับมาที่แซคอีกครั้งเพราะตนเองโดนสกัด  แซครับลูกอย่างสวยงามก่อนจะสลับมือหลอกทิศทางผู้รักษาประตู และลูกโยนควัฟเฟิลเข้าลอดห่วงได้ในที่สุด    เสียงปรบมือดังเกรียวกราว  ตามด้วยเสียงคนที่เป็นกัปตันทีมตะโกนบอกให้คีปเปอร์หรือผู้รักษาประตูคนนั้นตั้งสติ

 

 

 

 

 

    อาช่ายืนดูอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจกลับเข้าปราสาท  ซุกมือลงในเสื้อโค้ตเพราะอากาศเย็นเริ่มกัดผิว  ครุ่นคิดถึงโอกาสเหมาะๆที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะออกไปข้างนอก ไม่อาศัยอยู่ข้างในตัวปราสาท  เขานึกออกเพียงแต่วันไปฮอกมีดส์ แต่เด็กปีสามขึ้นไปเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต เด็กปีหนึ่งปีสองก็ยังคงอยู่อยู่ดี  หรือไม่ก็วันแข่งควิดดิชนัดแรกของปี โรงเรียนแทบร้างเพราะทั้งนักเรียนและอาจารย์ต่างก็ไปดูการแข่งขัน

 

 

 

 

 

     อาช่ายอมรับว่าเสียดายถ้าเขาพลาดมัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นการปะทะระหว่างบ้านสลิธีรินและกริฟฟินดอร์แล้วด้วย  แต่ถ้าไม่อย่างนั้นเขาก็ต้องรอจนถึงช่วงวันหยุดยาวคริสมาสต์ ช่วงที่ฮอกวอตส์ปลอดผู้คนอย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

     เขามาถึงโต๊ะที่ห้องตนเอง หยิบสมุดบันทึกขึ้นมากาง  บนกระดาษมีร่องรอยการขีดเขียนเป็นปฏิทินที่เขาเขียนเองกับมือ  อาช่าจรดปลายปากกาขนนกลงบนกระดาษ ขีดฆ่าไปอีกวัน

 

 

 

 

 

     เขาคิดเรื่องนี้จนหัวแทบแตกมาตั้งหลายคืน  แผนการ ข้อมูลต่างๆถูกบันทึกลงในสมุดเล่มนี้ทั้งหมด ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เหลือเพียงรอคอยเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะสามารถทดลองแปลงร่างได้เสียที

 

 

 

 

 

     ตั้งแต่ช่วงปีห้าที่เขาเริ่มเก็บตัวอย่างจริงจัง  อาศัยอยู่ในห้องนอนตนเองตลอดปิดเทอมฤดูร้อน  ศึกษาแต่เรื่องเดิมซ้ำๆ อ่านหนังสือไม่ต่ำกว่าสิบเล่ม เล่มละห้าถึงหกครั้ง

 

 

 

 

 

     แอนิเมจัสคือเรื่องที่เขาศึกษา และต้องการจะเป็น

 

 

 

 

 

     อาช่ารู้จักเรื่องแอนิเมจัสตั้งแต่เก้าขวบ  กระนั้นเขาก็รู้เพียงแค่ว่าเป็นชื่อเรียกพ่อมดแม่มดที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้โดยไม่ต้องพึ่งไม้กายสิทธิ์  เขาคิดว่ามันช่างน่าทึ่ง  และคงจะเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่หากได้อยู่ในร่างสัตว์ และมองทุกอย่างผ่านตาของมัน

 

 

 

 

 

     จะดีแค่ไหนหากมีอิสระ ไปที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการโดยไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือคุณ

 

 

 

 

 

     เขาหลงใหล ใฝ่ฝันในแอนิเมจัส

 

 

 

 

 

     แต่เมื่อเริ่มศึกษา พบว่าวิธีการช่างยากเย็นอดทนแสนเข็ญ และในหนังสือก็มีรูปภาพประกอบตัวอย่างพ่อมดแม่มดที่เกิดความผิดพลาดร้ายแรงกับร่างกายตัวเองมากมาย อย่างน้อยที่สุดก็มีหูหรือมีเขางอกออกมา บ้างก็ลำตัวครึ่งท่อนล่างเป็นงูท่อนบนเป็นคน มันช่างสยดสยองเสียจนเขาเลิกสนใจในเรื่องนั้นไปพักใหญ่  อันที่จริงเขาก็ล้มละเลิกไปเพราะไม่คิดว่าจะอดทนทำตามวิธีการได้ทั้งหมด

 

 

 

 

 

     มีรายชื่อบุคคลที่เป็นแอนิเมจัสทั้งหมดในปัจจุบันถูกระบุไว้  แค่นั้นอาช่าก็แทบจะส่ายหน้า  จากที่ว่าเขาต้องการมีอิสระ กลายเป็นว่าเขาต้องไปขึ้นทะเบียน ระบุรูปพรรณสัณฐานและจุดเด่นของตัวเอง มีชื่อตัวเองอยู่ในหนังสือให้คนแทบทั้งโลกรู้จักเด่นดังยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

 

 

 

 

 

      ทว่านานวันเข้าเขาก็เริ่มเปลี่ยนใจและกลับมาศึกษาอีกรอบ

 

 

 

 

 

     ถ้าหากว่าเขาเก็บเป็นความลับ

 

 

 

 

 

     ถ้าหากว่าเขาไม่ปริปากบอกใคร

 

 

 

 

 

     ยังไงซะเขาก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ไปก่ออาชญากรรมอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

     แลกความลำบากอดทนในระยะเวลาไม่กี่เดือน กับอิสระเล็กๆน้อยๆตลอดชีวิต

 

 

 

 

 

     นับว่าคุ้มค่า

 

 

 

 

 

     เพื่อความปลอดภัยจากการเสี่ยงโดนจับได้แล้ว  รออีกสักเดือนก็ไม่เสียหาย

 

 

 

 

 

     อาช่าคิดก่อนจะตัดสินใจวงหมึกรอบตัวเลขวันที่ยี่สิบสี่ เดือนธันวาคม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 












 

 

 

 

 

 

     สัปดาห์ต่อมาก่อนถึงวันแข่งขันควิดดิช  เกิดสงครามประสาทระหว่างเด็กนักเรียนสองบ้านคู่แข่งกัน   เด็กกริฟฟินดอร์และสลิธีรินที่ขึ้นชื่อเรื่องความเกลียดขี้หน้ากันก็ยิ่งทวีความรุนแรง   หนึ่งในสมาชิกทีมสลิธีรินที่เด็กที่สุดอยู่ปีสองโดนคำสาปผูกขาจนกลิ้งตกบันไดไปสามขั้นไปกองอยู่ที่พื้นระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน  นับว่าหาญกล้าอย่างมากเพราะมันเกิดต่อหน้าต่อตาพรีเฟ็คชายสลิธีรินอย่างอาช่า   เขาโมโหจนสั่งหักคะแนนบ้านกริฟฟินดอร์ไปสามสิบแต้มพร้อมโทษกักบริเวณ  และโดนพรีเฟ็คกริฟฟินดอร์เอาคืนโดยสั่งหักคะแนนแซค ไมเจอร์กับพวกไปห้าสิบแต้ม ในฐานที่กลั่นแกล้งซีกเกอร์ของกริฟฟินดอร์จนต้องนอนค้างห้องพยาบาลสองคืน

 

 

 

 

 

     อาช่าโกรธจัดจนควันออกหูไปคุยกับแซคตัวต่อตัวและได้ข้อสรุปว่าเป็นเรื่องจริง  ทำให้เขายิ่งเดือดดาลมากขึ้นกว่าเดิมและไม่ฟังเมื่อแซคโอดครวญว่าเขาต้องโดนกักบริเวณไปขัดกระโถนที่ห้องพยาบาลจนถึงวันศุกร์ ซึ่งหมายความว่าเขาจะไม่ได้ไปฝึกซ้อมกับทีมเลยในตอนเย็น  อาช่าคิดว่าเขาสมควรได้รับแล้ว เขาเดินออกมาและปล่อยให้กัปตันทีมสลิธีรินซ้ำเติมแซคอีกที

 

 

 

 

 

     ใช่ว่าจะไม่เคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น  แซคเข้าทีมควิดดิชตั้งแต่ปีสอง  และเป็นตัวตั้งตัวตีในการกลั่นแกล้งสมาชิกทีมบ้านอื่นๆ  บางครั้งก็ไม่เคยลงมือเองแต่วานเพื่อนช่วยจัดการให้  ทว่าดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาโดนจับได้   อาช่าไม่เคยสนับสนุนในเรื่องพวกนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะละอายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพรีเฟ็ค  ในเมื่อโดนจับได้ก็ต้องรับผิดชอบยอมรับผิดไปตามบทลงโทษ   อาช่าคิดว่าดีมากเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่โดนสั่งห้ามลงแข่งในนัดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     ควิดดิชนัดแรกผ่านไปโดยสลิธีรินคว้าชัยชนะนำกริฟฟินดอร์เพียงสามแต้ม  นำว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแต่กับสมาชิกในทีมก็พบกับความตึงเครียดเขม็ง  เพราะถ้าหากกริฟฟินดอร์ชนะฮัฟเฟิลพัฟ(ซึ่งค่อนข้างจะแน่นอน)ในนัดถัดไปคะแนนก็สามารถตีตื้นขึ้นมาและคว้าถ้วยรางวัลควิดดิชไปครองได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 







































 

 

 

 

 

 

     ย่างเข้าสู่เดือนธันวาคม  สัญญาณความครึกครื้นรื่นเริงปรากฏอยู่ทุกที่ในปราสาทฮอกวอตส์   อาช่าปลีกตัวลงมาช่วยจัดของตกแต่งห้องโถงใหญ่   พวกเขาเสกของตกแต่งลอยขึ้นไปประดับต้นสนที่สูงใหญ่เกือบถึงเพดาน  หลังจากปิดท้ายด้วยติดดาวบนยอดต้นไม้แล้ว  เทอรี่พรีเฟ็คบ้านฮัฟเฟิลพัฟก็เสกหิมะพุ่งออกจากปลายไม้กายสิทธิ์เป็นการเฉลิมฉลองหนึ่งที  ละอองขาวลอยตกลงบนผมกับเสื้อผ้าอาช่าและคนอื่นๆทำให้ดูเหมือนพวกเขามีรังแค เทอรี่จึงโดนเพื่อนพี่น้องพรีเฟ็คคนอื่นๆวิ่งไล่เสกหิมะใส่อย่างสนุกสนาน

 

 

 

 

 

    เด็กปีหกกับปีเจ็ดไม่ได้มีตารางเรียนอัดแน่นเช่นเดียวกับเด็กปีอื่นๆ เพราะลงเรียนเฉพาะวิชาที่เลือกหรือวิชาที่คะแนนสอบจากปีห้าถึงเป้าเท่านั้น ดั้งนั้นเด็กปีหกสลิธีรินที่ไม่ได้ลงเรียนวิชาดูแลสัตว์วิเศษกับพยากรณ์ศาสตร์จึงว่างทั้งช่วงเช้าวันพุธ   นักเรียนกลุ่มแรกที่ลงมาถึงห้องโถงใหญ่เพื่อทานมื้อเที่ยงนำด้วยแซค ไมเจอร์ ในขณะนั้นสงครามระหว่างพวกเขายังดำเนินอยู่   อลิซเสกหิมะหมายพุ่งใส่หน้าพรีเฟ็คกริฟฟินดอร์ที่เธอ(และอาช่า)แอบเหม็นหน้า  แต่ปรากฏว่าหมอนั่นหลบได้ทัน มันจึงพุ่งเข้าหน้าแซคกับแชบบี้เต็มๆ

 

 

 

 

 

      พวกเขาอึ้งกันไปชั่วอึดใจกับผู้เคราะห์ร้าย อลิซอ้าปากเตรียมจะพูดขอโทษขอโพยแต่พอเธอเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นร่วมบ้านตนเองก็ระเบิดหัวเราะ   อาช่าตัวสั่นเพราะพยายามกลั้นหัวเราะและควบคุมใบหน้าให้เป็นปกติ แต่สุดท้ายเขาก็ร่วมหัวเราะไปกับคนอื่นๆ

 

 

 

 

 

     “นายดูเหมือนมีรังแคเต็มหัวเลย”  แชบบี้วิจารณ์แซค  แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจแม้แต่จะหันมาต่อปากต่อคำเขาเพราะสายตาจับจ้องไปที่อาช่า ยิ้มตามเสียงหัวเราะร่าเริงนั่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

























 

 

 

 

 

     ในวันที่ยี่สิบสามธันวาคม  ถึงเวลาที่นักเรียนบางส่วนกลับบ้านไปใช้เวลาในวันหยุดยาวกับครอบครัว   อาช่ามาส่งเพื่อนๆขึ้นรถไฟ  เขาลงชื่อเลือกอยู่ที่โรงเรียนโดยไม่ลังเล พร้อมกับส่งจดหมายไปบอกที่บ้านว่าปีนี้เขาไม่ได้กลับไปร่วมฉลองคริสต์มาสด้วย  ไม่มีคำถามข้อสงสัยส่งกลับมา แต่อาช่ารู้ว่าพ่อและแม่ของเขาเห็นจดหมายแล้ว  เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรเป็นพิเศษที่ไม่ได้กลับไปฉลองกับที่บ้าน เขาเคยเลือกอยู่โรงเรียนตอนปีสอง แต่หลังจากนั้นก็เลือกกลับบ้านในปีถัดๆมาเพราะอยากไปเที่ยวเมืองหรือประเทศอื่น  อย่างไรฉลองคริสต์มาสที่ฮอกวอตส์ก็ให้ความรู้สึกพิเศษไม่ต่างกัน

 

 

 

 

 

     อาช่าโบกมือลาเพื่อนจนขบวนรถไฟเคลื่อนตัวพ้นไปจากชานชาลา  สองสามคนอาสาอยู่เป็นเพื่อนแต่เขาบอกปฏิเสธ  สุดท้ายทุกคนจึงยอมแพ้และตัดสินใจหอบสัมภาระขึ้นรถไฟกลับบ้าน

 

 

 

 

 

     เขาหันกลับมามองบนชานชาลา มีนักเรียนไม่ถึงสิบคนที่มายืนส่งเพื่อนๆเช่นเดียวกับเขา

 

 

 

 

 

     รวมถึงแซคด้วย

 

 

 

 

 

     “นายไม่กลับบ้านเหรอ”  อาช่าประหลาดใจจนโพล่งถามเสียงดัง

 

 

 

 

 

     “ก็... คิดว่าจะอยู่ฉลองคริสต์มาสที่ฮอกวอตส์สักปี”  แซคอ้อมแอ้มตอบ

 

 

 

 

 

     “เหมือนกัน”  อาช่าคว้าเหตุผลนั้นมาเป็นข้ออ้างด้วยอย่างปกป้องตนเอง  พวกเขามองหน้ากัน รู้ว่าสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างพูดไม่ใช่ความจริงแต่ก็เลือกไม่ซักถามต่อเพราะไม่ต้องการโดนย้อนกลับ

 

 

 

 

 

     พวกเขาเดินกลับปราสาทด้วยกัน นั่งรถม้าคันเดียวกัน  และแยกย้ายเข้าห้องนอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 








 

 

 

 

 

 

 

 

     วันที่ยี่สิบสี่   อาช่ารีบทานมื้อเย็นอย่างรวดเร็ว และกินไม่เยอะนักเพราะเขารู้สึกปั่นป่วนในท้อง  เขารู้ว่าเขาอาจจะต้องใช้พลังงานเยอะในค่ำคืนนี้แต่เขาก็กินอะไรไม่ลงอยู่ดี   เขาลุกขึ้นเป็นคนแรกจากสิบเก้าคนรวมพวกอาจารย์ในห้องโถงใหญ่  ทิ้งแซคที่นั่งฝั่งตรงข้ามให้งุนงงเพราะเขาพึ่งเริ่มจิ้มไส้กรอกเข้าปากเป็นชิ้นที่สอง (อันที่จริงแซคมัวแต่มองหน้าอาช่า)   เขารู้สึกผิดเพราะเขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่แซคคุยด้วยได้  แต่เขาก็ติดภารกิจที่ต้องทำ  หมายมั่นไว้ในใจว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด  เขาจะคุยเป็นเพื่อนแซคตลอดทั้งวันพรุ่งนี้เป็นการชดเชย

 

 

 

 

 

     อาช่ากลับมาขังตัวเองอยู่ในห้อง  ร่ายคาถาล็อกและคาถาเก็บเสียง  ตรวจเช็คความเรียบร้อยจนแน่ใจแล้วจึงเดินไปหาหีบสัมภาระตนเอง  ล้วงกล่องเล็กๆใบหนึ่งที่อยู่ก้นหีบทับด้วยเสื้อผ้าหลายชั้นออกมา






     เขาใจเต้นแรงราวกับจะระเบิด  อาช่าร่ายคาถาปลดล็อกกล่องจนได้ยินเสียงดังกริ๊ก  เขาค่อยๆเปิดฝา และหยิบขวดแก้วเล็กๆที่มีน้ำยาสีแดงเลือดออกมาตั้งไว้






     เขาวางแผนใช้เวลาตลอดปิดเทอมฤดูร้อนปรุงมันขึ้นมา  เนื่องจากคนในบ้านไม่มีใครให้ความสนใจนักว่าเขาจะทำอะไร   พ่อแม่วุ่นวายกับงานที่กระทรวง เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่พ่อเขาต้องการนักหนาอยู่ใกล้แค่เอื้อม    เอลฟ์ประจำบ้านก็ไม่ยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย   ดังนั้นเขาจึงสามารถทำอะไรได้สะดวก






      อาช่าวางแผนจะมาสานต่อส่วนที่เหลือที่ฮอกวอตส์อยู่แล้ว   เขาไม่คิดจะทำผิดกฎหมายใต้จมูกพ่อที่กำลังทะเยอทะยานอยากขึ้นเป็นนายกหรอก  ลำพังเพียงปรุงยาก็เสี่ยงมากพอ...  เขาไม่อยากนึกย้อนกลับไปถึงขั้นตอนต่างๆ มันชวนให้คลื่นไส้มากกว่าเดิม   เขาเตรียมทุกอย่างพร้อมก่อนวันเปิดเทอม






     อาช่าโบกไม้กายสิทธิ์กวาดข้าวของเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดไปติดผนัง  ก่อนปีนร่างเปลือยเปล่าขึ้นไปบนเตียงขนาดใหญ่กว่าปกติเพราะคาถาขยายขนาด  นำผ้าห่มกับหมอนมากองรอบตัวเหมือนตั้งป้อมปราการ






     ใครๆก็บอกว่านิสัยตัวจริงเขาไม่เหมือนสลิธีริน  แต่อาช่ารู้ดีว่าเขาเป็นสลิธีรินยังไง  ก็แหงล่ะ หมวกคัดสรรไม่มีทางส่งเด็กไปผิดบ้าน






     ทรมาน






     แต่ก็น่าลิ้มลอง






     เสี่ยง






     แต่ผลลัพธ์มันคุ้มค่า






     อดทนมาตลอดกว่าแปดเดือนที่ผ่านมาเพื่อเวลานี้






     เขาหยิบไม้กายสิทธิ์จ่ออกข้างซ้าย  มืออีกข้างที่กำรอบขวดน้ำยาแน่นชื้นเพราะเหงื่อ






     อาช่าตั้งสมาธิ เริ่มต้นร่ายคาถาที่จำได้ขึ้นใจเพราะร่ายมันทุกๆวันวันละสองครั้งในเวลาเช้าพระอาทิตย์ขึ้นและเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกดิน






     “Amato Animo Animato Animagus”






     และดื่มกลืนน้ำยาสีเลือดลงไปจนหมด






     เขาหายใจเฮือก






     รู้สึกปวดแสบร้อนจากข้างในจนต้องหลั่งน้ำตา






     เขาลงไปนอนตัวขดงอ






     ร่างกายกระตุกจนน่ากลัว






     ดวงตาพร่ามัวเพราะหยาดน้ำตา






     ห้องนอนบิดเบี้ยวผิดแผกไปจากเดิม






     เขากำมือแน่น เล็บจิกลงไปบนผิวหนังตัวเอง






     รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นซ้อนสองจังหวะอย่างหนักแน่น












      ภายใต้ความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆยังมีความดีใจ






      อาช่ากัดฟันตัวสั่นข่มความเจ็บ






      ไร้ซึ่งความกลัวใดๆ






     เขารู้ว่าเขามาถูกทางแล้ว


















     มีบางอย่างในตัวเขา






     เขารู้สึกถึงมันได้






     ตาที่เรืองแสงของมันในความมืดจ้องมองเขา






     หูของมันกระดิกเพราะได้ยินเสียงครางในลำคอของเขา






      ‘ไม่เอาสัตว์ใหญ่ ขอล่ะ’






      ในสติสัมปชัญญะที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิด ก็ยังพยายามควบคุมให้เป็นดั่งใจนึก






      แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา






     มันตื่นกลัว  ทุกประสาทสัมผัสที่ไม่คุ้นเคยทำให้เขวสะเปะสะปะ  พุ่งชนกองหมอนล้มกระจาย  อุ้งเท้ายันกระโดดขึ้นไปที่หัวเตียง  รูม่านตาหรี่มองสภาพแวดล้อมรอบห้อง






      หางชูตั้งขณะมองเห็นบานหน้าต่างและกระโจนไปที่ขอบ พยายามตะกุยตะกายราวกับต้องการออกไปสูดอากาศภายนอก






     แต่แล้วเขาก็กลับมาในเสี้ยวนาที






     อาช่าตื่นเต้น รู้สึกถึงความสำเร็จอันใหญ่หลวง รู้สึกถึงประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวแล่นไปทั่วร่าง  มองเงาสะท้อนรางๆของตัวเองในกระจกสีดำ   ขนาดตัวที่ไม่ใหญ่มาก มีหูหางและหนวด  แอนิเมจัสของเขาเป็นแมว






     พึงพอใจจนหางยกขึ้นและแกว่งเล็กน้อย






     มันเยี่ยมยอด






     นาทีถัดมาเขาก็ชะเง้อมองหน้าต่าง พยายามจะออกไปภายนอกอีกครั้ง  แต่อาช่าไม่เปิดโอกาสให้ตนเอง






     ข้างนอกนั่นมันน้ำลึกใต้ทะเลสาบ  เขาเตือนตัวเอง






     เขามองกระจกอีกครั้ง  ดวงตาสีเขียวของมันจ้องมองกลับมา






     เขาทำได้






     เขาเป็นแอนิเมจัสแล้วจริงๆ






     





     แม้จะภูมิใจกับความสำเร็จมากแค่ไหน  อาช่าก็ไม่คิดจะปริปากบอกใคร






     เขาจะออกไปไหนในตอนกลางคืนก็ได้โดยไม่ใช่ในฐานะพรีเฟ็ค






     เขาจะแอบเข้าห้องทำงานของพ่อ ดูทุกอย่างที่พ่อไม่ต้องการให้เขารู้ก็ได้






     จะไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอะไร





















     ความภาคภูมิ










     ทะเยอทะยาน










     ฉลาดแกมโกง










     นั่นล่ะสลิธีริน

 

 

 














 

 

     

 

 

 

 

 

     

 

 













_____________________________________________________________________













สวัสดีทุกคนอีกครั้งนะคะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน คนที่ติดตาม ให้กำลังใจ และทุกคอมเมนท์นะคะ


ก่อนอื่นเลยเราอ้างอิงข้อมูลเรื่องแอนิเมจัสมาจากเว็บนี้นะคะ   https://www.muggle-v.com/12828

 

 ใครสงสัยสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้เลย หรือถามเราก็ได้ค่ะ






ตอนนี้อาช่าก็แปลงร่างเป็นแอนิเมจัสสำเร็จแล้ว ลุ้นด้วยกันต่อไปนะคะว่าจะมีอุปสรรคอย่างอื่นอีกไหม  ความลับจะแตกหรือเปล่า



เจอกันในตอนหน้านะคะ❤️❤️❤️






#RUanimagus









 

 

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #6 icefansnielong (@icefansnielong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 17:20
    เเงงงงงงงงน้อนนนนนน ว่าเเต่ตอนนี้คือเขินเมิ่ก
    #6
    3
    • #6-1 ouryesterday (@ouryesterday) (จากตอนที่ 2)
      27 ตุลาคม 2562 / 14:39
      น้องเป็นแงวว อยากบอกว่าเราไม่มั่นใจตอนบรรยายฉากหวานๆเลยค่ะ ดีใจที่ได้ยินว่าเขินตามนะคะ5555
      #6-1
    • #6-3 ouryesterday (@ouryesterday) (จากตอนที่ 2)
      27 ตุลาคม 2562 / 20:34
      ขอบคุณนะคะ มีกำลังใจแล้ว!
      #6-3
  2. #5 npt-2002 (@npt-2002) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 23:43
    แปลงเป็นแมวได้แล้ววว ดีใจด้วยยยย///บรรยายดีจังเลยค่ะ;—; รอติดตามมม
    #5
    1
    • #5-1 ouryesterday (@ouryesterday) (จากตอนที่ 2)
      27 ตุลาคม 2562 / 14:35
      แมวตัวนี้จะซนมั้ยน้า ขอบคุณนะคะ ได้รับกำลังใจแล้ว!
      #5-1