Are you Animagus!? (Nielong AU Hogwarts)

ตอนที่ 1 : Slytherin

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    29 ก.ย. 62























































































     “ลุกออกมาจากที่ตรงนั้น





     เด็กผู้ชายปีหนึ่งที่ตัวสูงใหญ่เกินวัยที่กำลังหย่อนตัวนั่งลงเก้าอี้หันมามองหน้าเขา สีหน้าที่บ่งบอกว่าจะไม่ยอมทำตามคำสั่งง่ายๆฉายชัดบนใบหน้า





     แซคไมเจอร์เลิกคิ้ว ที่เขาจำหน้าได้ก็เพราะเคยพนันไว้ว่าหมอนี่ต้องได้อยู่สลิธีรินแน่ๆในคืนคัดสรรวันเปิดเรียน และก็ไม่ผิดเลย





     “ไม่มีใครเป็นเจ้าของสักหน่อย”  เด็กตัวสูงพูดเยาะ แสร้งมองไปรอบๆอย่างถือดี





     พวกเขาแข่งจ้องตากันสักพัก   และแซคก็คิดว่าเขาปล่อยให้เด็กนี่เล่นสนุกมานานพอแล้ว    เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง   มีเพื่อนในกลุ่มสองสามคนมองตามหลัง แต่ไม่ห้ามอะไร






     “นายชื่ออะไรนะทิมเมอร์สัน?   รู้ไหมว่านายมีทางเลือกว่าจะใช้ชีวิตในฮอกวอตส์แบบสงบสุขไปตลอดเจ็ดปี หรือไม่





     เด็กทิมเมอร์สันมีใบหน้าบึ้งตึง สายตาแข็งกระด้างจ้องเขาสลับกับกลุ่มเพื่อนข้างหลังไปมา    แซครู้สึกขบขันเล็กน้อย  กลุ่มเพื่อนที่ว่า พวกเขาเพียงแค่นั่งนิ่งเฉยและจ้องมองมาอย่างสงบ แต่นับเป็นการข่มขวัญที่ดี





     ทิมเมอร์สันยอมลุกขึ้นอย่างไม่พอใจนัก   แซคไม่ได้ใส่ใจ ต่อให้ทิมเมอร์สันจะกล้าเป็นต่อกับเขาในภายภาคหน้า เพราะเด็กปีหนึ่งที่กล้าแข็งข้อกับรุ่นพี่ปีหกหัวโจกอย่างเขาก็นับว่ามีความกล้าอยู่มาก     แซคทรุดกลับนั่งลงที่โซฟาตัวเดิม  ข้างซ้ายเขา   แจสเปอร์ กรีนผิวปาก





     “ไม่ได้ขู่ใครมานานแล้วนะ”  เขาว่า





     แซคยักไหล่ วางสายตาไว้ที่ที่ทิมเมอร์สันพึ่งจากไปอย่างไร้จุดหมาย   มันเป็นโต๊ะกลมตัวเล็กๆ มีเก้าอี้บุนวมสองตัว  ฉากหลังเป็นหน้าต่างบานสูงใหญ่ แสงสีขาวส่องลอดผ่านเข้ามาขยับเป็นระลอกตลอดเวลาต้องโต๊ะและพื้น  เป็นเรื่องปกติของบ้านสลิธีริน ในเมื่อห้องนั่งเล่นของพวกเขาอยู่ใต้ทะเลสาบ  บ้านอื่นอาจจะมีวิวเป็นดวงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่ หรือผืนป่าต้องห้ามไกลสุดลูกหูลูกตาอะไรทำนองนั้น  แต่สำหรับสลิธีริน พวกเขาอยู่ใต้ผืนน้ำ นอกหน้าต่างมีแต่สีฟ้าครามหรือไม่ก็ดำมืดสนิท ย้อมห้องนั่งเล่นพวกเขาให้เป็นโทนสีเขียวน้ำทะเล สิ่งมีชีวิตที่เห็นอาจจะเป็นปลาหมึกยักษ์อะไรเทือกนั้น  คุณสามารถตื่นเต้นกับมันได้ง่ายๆและก็เบื่อมันได้ง่ายเช่นกัน





     แต่แซคไม่ได้สนใจเรื่องวิวพวกนั้น  ไม่ได้มีที่ประจำที่ห้ามใครแย่งไป   อันที่จริงเขาไม่สนใจอะไรเลย—  เว้นแต่คนที่พึ่งปรากฎตัวใหม่ในชุดเสื้อสเวตเตอร์สีขาวมาจากทางหอนอนชาย





     เขามองอาช่า ธีโมที่ตาไม่กะพริบ  อาช่าคือเด็กหนุ่มวัยเดียวกับเขา  มีผมสีดำเกือบสนิท ตาชั้นเดียวที่ค่อนข้างกลมโต มีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือไฝสามจุดเรียงเหมือนกลุ่มดาวบนแก้ม แม้ว่ามันจะมองไม่เห็นชัดนักก็ตาม  และมีร่างสูงโปร่ง





     อีกฝ่ายมาในชุดแบบที่ดูต่างจากปกติ ทำให้แซครู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย  ภาพลักษณ์อาช่าสวมเครื่องแบบฮอกวอตส์กับชายเสื้อคลุมสีดำที่สะบัดไปในทุกๆที่ที่เขาย่างกรายมักจะติดตา  และแซคไม่แน่ใจว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่  ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะหาตัวอีกฝ่ายเจอก็ยากพอๆกับมีคนยืมหนังสือในเขตหวงห้ามออกมาได้    แต่วันนี้อาช่าช่างดูดีเมื่อสวมสเวตเตอร์สีขาว  หรืออาจเป็นเช่นนั้นเสมอเมื่อมันอยู่บนตัวอาช่า





     แซครู้ว่าแจสเปอร์กลอกตาใส่เขาแม้จะไม่หันไปเห็น  และเพื่อนในกลุ่มก็เริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แต่แซคยังมองอยู่ที่เด็กหนุ่มกระทั่งเขานั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่าง วางกองหนังสือและข้าวของก่อนจะเท้าคางมองตัวกรินดี้โลว์ที่แหวกว่ายออกไปอยู่ไม่ไกลนัก





     สิ่งที่แซครู้คือ อาช่ามักจะมีความสุขอยู่เงียบๆเสมอยามที่เฝ้ามองโลกใต้ผืนน้ำ





     เพลิดเพลิน ยามแสงที่ส่องลอดผ่านผิวน้ำลงมากระทบวูบวาบที่โต๊ะ หรือผิวลำตัวเป็นกระกาย





     ที่รู้เช่นนั้น  แซคคิดว่าเป็นเพราะเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน































 






.


















.

















.




























































     















     “น้ำยาสันติจำเป็นต้องใช้ทักษะการปรุงยาในระดับสูง  สรรพคุณของมันจะช่วยให้ผ่อนคลายและลดความกังวลใจ  แต่ถ้าพวกเธอพลาดแม้แต่นิดเดียว เช่นใส่เครื่องปรุงยาบางอย่างมากเกินไป  ผู้ที่ดื่มน้ำยานี้อาจนอนหลับสนิทและปลุกไม่ตื่นอีกเลย....”





     ช่างเป็นเรื่องยากที่จะตั้งใจฟังทุกๆคำพูดของอาจารย์ได้ในบ่ายวันที่อากาศเริ่มเย็นตัวลงเช่นนี้  เสียงราบเรียบโทนเดียวกันของอาจารย์ไหลผ่านเข้าหูเขาพอๆกับที่มันทะลุออกอย่างรวดเร็ว    อากาศในคุกใต้ดินมักเย็นชื้นกว่าที่อื่นๆในฮอกวอตส์ทำให้บางคนหนาวสั่น





     แซคเหลือบมองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา   อาช่าสวมเพียงเครื่องแบบฮอกวอตส์เช่นเคย ปราศจากผ้าพันคอหรือถุงมือ แต่อาช่าก็ยังคงเป็นอาช่าที่มีสมาธิจดจ่อกับอะไรๆได้ดีกว่าคนอื่น หลังเหยียดตรง ใบหน้าที่นิ่งเฉยจนออกไปทางเย็นชามองตรงไปยังอาจารย์ที่กำลังบรรยายอยู่หน้าชั้น





     แจสเปอร์กระทุ้งสีข้างเขาเต็มแรง  แซคมองเพื่อนอย่างเคืองๆ





     “ฉันขอโทษ แต่นายควรฟังอาจารย์มากกว่าเอาแต่มองหน้าธีโมที่”  แจสเปอร์กระซิบ





     “ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนาย





     “อย่างน้อยเราก็ควรปรุงยาผ่านสักตัวหนึ่งในเทอมนี้





     “ฉันไม่สนใจมันหรอก โอเคนะ”  แซคตอบ   พลันใจกระตุกวูบเหมือนโดนกระชากอย่างแรงเมื่อเจ้าของดวงตาที่เขาชอบมองชายตามาทางนี้





     “ขอโทษ เราจะไม่เสียงดังแล้ว”  แซครีบพูดจนลิ้นพัน





     “ไม่เป็นไร”  อาช่ายิ้มให้พวกเขาเล็กน้อยก่อนจะกลับไปจดจ่อกับบทเรียน   แซครู้สึกตาพร่า หรืออย่างน้อยที่สุดหัวใจเขาก็เต้นโลดไปจังหวะหนึ่ง  สาบานได้ว่าถ้าอาช่าทำแบบนี้บ่อยๆเขาอาจจะต้องไปเซนต์มังโกพบผู้บำบัดเข้าสักวัน





     แจสเปอร์กระแอมไอเสียงดัง  แซคเตะขาเขาใต้โต๊ะ





     “อย่าเสียงดัง”  แซคกระซิบ





     แจสเปอร์ย่นจมูกราวกับมีขยะเหม็นกองอยู่ใต้จมูก





     พวกเขานั่งล้อมรอบโต๊ะตัวเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องใช้วัตถุดิบอุปกรณ์ปรุงยาร่วมกัน  มันเป็นแบบนี้มาเกือบๆจะหกปี   เป็นสิ่งที่เขานึกขอบคุณตัวเองที่เลือกเดินตรงมานั่งโต๊ะเดียวกับอาช่าตอนปีหนึ่ง  มันไม่ใช่ข้อบังคับ แต่เป็นความเคยชินของพวกเขาที่เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น





     เรียงตามเข็มนาฬิกา เป็นอาช่า   ปารีส ทัว   แจสเปอร์   และเขา





     หลังจากจบการบรรยายภาคทฤษฎีที่ไม่เข้าหัว   อาจารย์ก็ปล่อยให้พวกเขาเริ่มทำภาคปฏิบัติ    แจสเปอร์แยกตัวไปหยิบอุปกรณ์ปรุงยาก่อน  ส่วนเขาก็ทำตัวลีลานิดหน่อยเพื่อจะได้เดินตามหลังอาช่า





     “เย็นนี้ ปาร์ตี้ที่ห้องนั่งเล่นรวม”  เพื่อนอาช่าที่เขาจำได้ว่าชื่อโจชัวเดินมาหาจากโต๊ะอื่น พูดด้วยเสียงกระซิบที่ดังพอจะมาถึงเขาซึ่งเดินตามหลัง





     “มีใครบ้าง?”  อาช่าถาม หันมองรอบๆเล็กน้อยและบังเอิญสบตาเขาเข้าพอดี    แซคไม่หลบสายตา (อันที่จริงเขาทำอะไรไม่ถูกโคลงหัวเล็กน้อยทำนองว่ารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว





     “เฉพาะเด็กปีหก หรือใครจะชวนเด็กปีอื่นมาก็ได้”  โจชัวตอบ





     “เนื่องในโอกาสอะไรกัน”  แม้ไม่เห็นหน้าแต่แซคคาดเดาได้ว่าอาช่ากำลังอมยิ้ม





     “จำเป็นต้องมีด้วยเหรอ”   ทั้งสองหัวเราะพรืด   “เราต้องใช้อะไรบ้างนะ”  โจชัวพึมพัม   พวกเขาอยู่หน้าตู้เก็บอุปกรณ์ปรุงยา





     “ขนเม่น หญ้าปม ผงยูนิคอร์น แล้วก็...”  อาช่าท่องสิ่งที่ต้องใช้ออกมาดังๆ





     “ผงมูนสโตน”  แซคต่อให้





     “นั่นล่ะ”  อาช่ายิ้ม





     แซครู้สึกว่าเขายิ้มค้าง  ทว่าเขาก็ต้องหุบยิ้มลงทันทีเมื่อจู่ๆมีเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ย่อตัวลงข้างๆพวกเขา ฉวยของในมืออาช่าไปเสียดื้อๆ   แซคขยับตัว  แต่นั่นยังไม่เร็วเท่าไม้กายสิทธิ์อาช่าที่จ่ออยู่ที่หน้าอีกฝ่าย





     “โว้ว ใจเย็น”   ลีบาร์ เป็นเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ปีเดียวกับพวกเขา  อยู่ในทีมควิดดิชและเป็นเชสเตอร์  ถ้าให้สลิธีรินนิยาม  ลีบาร์ก็เป็นประเภทพวกมีกล้ามมากกว่าสมอง    ด้วยเหตุผลบางอย่าง ลีบาร์ไม่ชอบอาช่า และอาช่าก็ไม่ชอบหน้าเขาเช่นกัน





     “อย่ายุ่งกับฉัน”  อาช่าบอกเสียงเย็น  ปลายไม้กายสิทธิ์ห่างจากดวงตาลีบาร์ไม่ถึงนิ้ว





     “ผงยูนิคอร์นตู้นั้นหมด ฉันแค่มาขอ





     “นั่นไม่เรียกว่าขอ ลีบาร์  เอาคืนมาก่อนที่ฉันจะสาปนาย”  อาช่าว่า ไล่เขากับโจชัวไปโดยไม่ใช้คำพูด     โจชัวผลุนผลันลุกขึ้นแต่เขาไม่ยอมขยับ





     “อาช่าเอาอยู่หน่า”  โจชัวบอก  เขาไม่ฟัง





     “ลูกกระจอกนายนี่ไม่ยอมห่างจากนายเลยนะ  ตามมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วสิใช่ไหมไมเจอร์”     ลีบาร์เปลี่ยนเป้าหมายมาเล่นงานเขาแทน     “คิดว่าคนอื่นจะไม่รู้งั้นเหรอ  เขาเห็นกันทั้งโรงเรียนแล้ว





     แซคผลักลีบาร์กระแทกกับบานตู้จนมันเอียงกะเท่เร่ไปด้านหนึ่งเกิดเสียงตึงตัง  รับรู้ได้ว่าสายตาทั้งห้องมองมาที่พวกเขา แต่ใครสนกัน    เขากระชากคนโทกลับมาและส่งให้กับมืออาช่า





     “สนใจแต่เรื่องตัวเองเถอะลีบาร์  ได้ข่าวว่านายกำลังจะได้แม่ใหม่เร็วๆนี้ไม่ใช่เหรอ?”   แซคเหยียดยิ้ม





     ลีบาร์ทำสีหน้าบูดเบี้ยว  เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันบอกทิ้งท้าย  “เจอกันนัดควิดดิช ไมเจอร์





     แซครู้สึกถึงแรงกระตุกจากด้านหลัง  หันกลับไปก็พบกับอาช่าที่จับชายเสื้อคลุมเขาและออกแรงดึงเบาๆ   เขายอมเดินกลับโต๊ะ  ความขุ่นมัวจางหายไปกับอากาศ





     “รู้เรื่องครอบครัวหมอนั่นได้ยังไง”  อาช่าถามเขาอย่างสงสัย   แซคคลี่ยิ้มน้อยๆ





     “คุณป้าของผมทำงานแผนกเดียวกับแม่ใหม่ของเขา  คุณก็รู้—  เรื่องซุบซิบนินทาน่ะ”





     “เรื่องธรรมดาอยู่แล้วใช่ไหม”  อาช่าเอียงคอ  ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ





     “แต่ใครจะกล้านินทาลูกชายว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปล่ะครับ”   แซครู้สึกว่าเขายิ้มกว้าง และหัวเราะเมื่ออาช่าหมุนตัวกลับมาด้วยท่าทางเอาเรื่อง





     “ฟังดูดีมาก คุณไมเจอร์  หัวหน้ากองความร่วมมือทางเวทมนตร์















.





















.























.












     ถ้าพูดถึงคนเด่นคนดังประจำบ้านสลิธีรินแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นอาช่า ธีโมที่ และแซค ไมเจอร์  ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งคู่เป็นสลิธีรินอย่างแท้จริง   อาช่ามีมนุษยสัมพันธ์ดีแม้ว่าจะขัดกับบุคลิกภายนอกที่ดูถือตัว  เขาเป็นที่รู้จักในฮอกวอตส์พอๆกับที่ชุมชนผู้วิเศษรู้จักพ่อของเขา  การที่เขาเป็นธีโมที่บวกกับความสามารถรอบด้านก็ทำให้เขายิ่งเป็นที่จับตามอง





     ส่วนแซค ไมเจอร์   ไมเจอร์ไม่ใช่นามสกุลที่รู้จักกันเป็นที่กว้างขวาง  แถมยังมีมลทินจากสิ่งที่พ่อของเขาทำก่อนที่แซคไมเจอร์จะเข้าฮอกวอตส์เพียงหนึ่งปี  ซึ่งค่อนข้างแตกต่างและส่งผลอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเขาอยู่ในสลิธีริน   หลายคนยังจำได้ดี  ช่วงแรกๆที่แซคไมเจอร์เข้ามาอยู่ที่นี่เขามักจะโดนกลั่นแกล้งหรือถูกกีดกันจากเด็กบ้านสลิธีรินด้วยกันเอง  แต่เขาก็ไม่ใช่พวกที่จะยอมให้โดนรังแกฝ่ายเดียว  และในครั้งหนึ่งที่เป็นประวัติการณ์ของเหล่าเด็กบ้านสลิธีริน คือช่วงก่อนวันหยุดคริสมาสต์ที่ทุกคนกำลังขนของกลับบ้านกัน  แซคไมเจอร์ถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงโดยถูกหีบที่ลอยด้วยคาถายกของพุ่งชนแสกกลางหน้าเขาเต็มๆ จนหงายหลังล้ม หน้าช้ำเลือดกำเดาไหล     อาช่า ธีโมที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นยิงคาถาใส่คนทำอย่างไม่ลังเล  ห้องนั่งเล่นสลิธีรินเงียบจนได้ยินเสียงหายใจ





     คนที่กลั่นแกล้งแซคไมเจอร์เป็นพวกรุ่นพี่ปีสาม ซึ่งโตกว่าพวกอาช่าสองปี หมายความว่าอาช่าอยู่เพียงปีหนึ่งเท่านั้น





      และหลังจากวันหยุดคริสมาสต์ที่พวกนักเรียนต้องกลับมาฮอกวอตส์อีกครั้ง ก็มีข่าวลือว่าเด็กปีสามถูกพวกแซคไมเจอร์เสกคำสาปจนต้องนอนห้องพยาบาลสองคืน





     นั่น อาจจะเป็นการประกาศลำดับห่วงโซ่ในสลิธีรินของอาช่าและแซคครั้งแรก





     ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำไมอาช่าจึงช่วยแซค  พวกเขาไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดียวกัน  อาช่ามีเพื่อนกลุ่มใหญ่และพันธมิตรมากมายที่มักจะกระจัดกระจายไปทั่ว   ส่วนแซคมีกลุ่มพรรคพวกของเขาชัดเจน มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันจนเป็นภาพชินตา  แต่สิ่งที่แน่นอนคือกลุ่มพวกเขาไม่เคยมีปัญหากัน





     ทั้งหมดนั่น  แซคคิดว่าเพียงเท่านี้ก็ดีมากเท่าไหร่





     เด็กที่เข้าเรียนปีหนึ่งของฮอกวอตส์ต้องมีอายุครบสิบเอ็ดปี  ก่อนหน้านั้น เป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำย่ำแย่ที่สุดในชีวิตเขาช่วงหนึ่ง





     พ่อของแซคทำงานอยู่ที่กระทรวงเวทมนตร์  พ่อเขาทำงานในกองความร่วมมือทางเวทมนตร์ระหว่างประเทศมาทั้งชีวิต  ถึงในปัจจุบันจะพึ่งได้ขึ้นเป็นหัวหน้า แต่ก่อนหน้านั้นก็มีอุปสรรคมาก   ตอนที่เขาอายุเก้าขวบ  ในช่วงฤดูร้อนปีนั้น แซคยังจำได้ดีว่าเขาไปงานควิดดิชเวิลด์คัพกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา  เพียงแต่ว่าเมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นที่นั่งข้างซ้ายของเขาว่างเปล่าเพราะพ่อหายไป แม่อ้างว่าพ่อมีธุระกระทรวง  เขายังสนุกกับการแข่งขันและความตื่นเต้น  แต่ความสุขก็เป็นเพียงชั่วคราว  ภายในวันนั้นแซครู้ข่าวว่าพ่อของเขาถูกข้อกล่าวหาว่าเขาทำผิดพลาดร้ายแรงในการประสานงานในงานควิดดิชเวิลด์คัพ ทำให้เกือบเปิดเผยความลับโลกผู้วิเศษกับพวกมักเกิ้ล  พ่อถูกถอดถอนจากตำแหน่งในกระทรวง  และข้อกล่าวหาข้อที่สองก็ตามมา พ่อเขาทุจริต บ้านและทรัพย์สินของเขาถูกยึดตรวจสอบ  พ่อบอกว่าเป็นการกลั่นแกล้งจากคนไม่ประสงค์ดี





     มีเพียงร้านขายหนังสือของแม่ที่ยังเป็นของพวกเขาที่ไม่ถูกตรวจสอบ และเป็นแหล่งรายได้เดียวที่ต้องเลี้ยงชีวิต  แซคต้องอาศัยอยู่ที่นั่น มันไม่ได้ยากลำบากนัก  แต่ความลำบากก็มาเยือนพวกเขาเช่นกัน  แม่พึ่งเปิดร้านใหม่ มันเป็นเพียงร้านเล็กๆในตรอกไดแอกอน  ไม่น่าดึงดูด ไม่น่าสนใจ  แทบจะไม่มีลูกค้าเข้ามา  —ก็แน่ล่ะ ร้านของเขาไม่ใช่ร้านตัวบรรจงและหยดหมึก ร้านขายหนังสือที่เปิดมาหลายศตวรรษสืบรุ่นต่อรุ่นซะเมื่อไหร่  และแน่นอนว่าพวกเขามีค่าเช่าที่ต้องจ่ายแพงหูฉี่  ถ้าพวกเขาไม่มีรายได้ ร้านก็จะถูกปิดเช่นกัน





     แม่ของเขา นางไมเจอร์ไม่ใช่คนขายที่ดี  หน้าตาของเธอไม่ต้อนรับแขกเอาเสียเลย   เมื่อเด็กอายุเก้าขวบอย่างเขาเริ่มปรับตัวได้และรู้ว่าต้องทำอะไร  จึงตกเป็นหน้าที่ของแซคเสียส่วนใหญ่





     วันนั้นตรอกไดแอกอนชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน  แซคตื่นขึ้นมาในห้องใต้หลังคาเล็กๆ  แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านหน้าต่างที่เต็มไปด้วยหยดน้ำเกาะพราว  เสียงฝนตกดังเปาะแปะก้องในหู   เป็นวันที่เขาตื่นสายที่สุดในชีวิตของการเปิดร้านขายที่นี่    แซคลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น  แม่ของเขาไม่ออกจากห้องเป็นวันที่ห้า    ประโยคสุดท้ายที่แม่พูดกับเขาคือบ่นว่าเศรษฐกิจในสมัยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันช่างไม่ดีเอาเสียเลย  เขาจึงลงบันไดเลยผ่านห้องของแม่ไปที่ร้าน วิ่งจนหน้าแทบคะมำไปหมุนป้ายเป็นเปิดร้าน





     แม้วันนี้อาจจะไม่มีลูกค้าสักคนเข้าร้านเช่นเคย  เขาก็ยังอยากจะลองพยายามต่อไป





     เกือบเที่ยง  เขาถอดใจและหาเศษเหรียญบรอนด์หรือคนุชเพื่อจะไปซื้ออาหารเล็กๆน้อยๆ   แต่เมื่อเดินเกือบไปถึงประตูก็ชะงัก  ข้างนอกบานประตูกระจก  มีเด็กคนหนึ่งยืนมองทะลุเข้ามาในร้านของเขา  (ป้ายร้านเขาพังลงมาเมื่อวันก่อน แซคไม่รู้วิธีซ่อมและก็ไม่รู้ว่าจะซ่อมยังไงในเมื่อเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้มีไม้กายสิทธิ์)    ระหว่างที่เขายืนลังเลไม่แน่ใจว่าควรออกไปชักชวนก็กลัวว่าเด็กคนนั้นจะเดินหนี หรือจะรออยู่ในร้านก็กลัวเด็กคนนั้นจะเลยผ่านร้านเขาไป   เสียงกระดิ่งที่ประตูก็ดังกรุ๊งกริ๊งเป็นสัญญาณว่ามีคนเข้ามา





     แซคตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก มือไม้ของเขาเกะกะระหว่างที่พยายามพูดว่า  “ยินดีต้อนรับ”    อีกฝ่ายเข้ามายืนในระยะประชิด  เมื่อพิจารณาดูดีๆ  ก็พบว่าเด็กคนนี้เตี้ยกว่าเขาอยู่มาก อายุก็น่าจะน้อยกว่าเขา  แซคแปลกใจที่เขามาตัวคนเดียว  อีกฝ่ายเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้ม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของราคาแพง





     “มีหนังสือเยอะเหมือนกันนะ”   เขามองรอบๆด้วยดวงตาเป็นประกาย  รอยยิ้มเล็กๆส่งมาให้แซคอย่างเป็นมิตร   “ฉันหาร้านหนังสือนอกจากร้านตัวบรรจงและหยดหมึกตั้งนานแล้ว  ร้านนั้นคนเยอะจะตายไป  นักเขียนมาแจกลายเซนต์อาทิตย์เว้นอาทิตย์”





     แซคกระพริบตา สมองสั่งการให้พูดอะไรสักอย่าง   “แซค ไมเจอร์    ยินดีที่ได้รู้จัก— คุณล่ะ?”     เขาอยากจะกัดลิ้นตัวเองและหนักเข้าไปอีกเมื่อยื่นมือไปให้อีกฝ่ายก่อนที่จะห้ามตัวเองได้ทัน





     “อาช่า   อาช่า ธีโมที่”   อีกคนตอบอย่างกระฉับกระเฉงพร้อมกับยิ้มน่ารัก   แซคหูอื้อตาลายและตัวแข็งทื่อเมื่อสัมผัสอุ่นๆแตะที่แก้มเขาพร้อมเสียงที่ฟังดูเหมือนจุ๊บเบาๆ    “โทษที นายไม่ชินหรือเปล่า?  พอดีแม่ฉันพึ่งบังคับให้ทักทายแบบนี้กับเพื่อนๆของเธอ”    อาช่าเสริมอย่างไม่แน่ใจ พลางจับมือเขาที่ค้างกลางอากาศเขย่า





     “ไม่เป็นไร”  แซคยิ้มแย้ม  “คุณมีหนังสือที่อยากจะหาหรือเปล่า?  ให้ผมช่วย—“





     “รบกวนด้วย ไมเจอร์”  อาช่าพยักหน้า อวดยิ้มโชว์ฟันเขี้ยวเล็กๆ





     “คุณเรียกผมว่าแซคก็ได้ถ้าไม่รังเกียจ”  แซคว่า  เดินตามแรงฉุดของอาช่าที่ทำท่าเริ่มต้นจะสำรวจร้าน





     “โอเค”

     “แซค”







     อาช่า


     สดใสเหมือนพระอาทิตย์ยามเช้า







     “เอาทั้งหมดนี่แหละ”  เขาว่าพลางมองกองหนังสือที่เจ้าตัวและแซคหอบมาวางบนเคาน์เตอร์  ฉีกยิ้มแฉ่งที่ดูซุกซน





     “แต่คุณจะขนกลับไปไหวเหรอ”  แซคถามอย่างไม่มั่นใจ  พิจารณาคนตัวเล็กกว่าเขาที่มีเพียงเป้สีน้ำตาลเล็กๆหนึ่งใบ





     “จะว่าไปจากที่นี่ไปร้านหม้อใหญ่รั่วก็ไกลอยู่”  อาช่าทำท่าคิด





     “คุณมาคนเดียวเหรอ?”  แซคถามอย่างสงสัย





    “อืม ใช่ แต่ว่าฉันมีคนมารับ พวกเขารออยู่ที่ร้านหม้อใหญ่รั่ว”





     “งั้น... วันอื่นคุณค่อยมาเอาเล่มที่เหลือมั้ย”  แซคเสนออย่างใจดี  และเขาก็กำลังรู้สึกคาดหวังให้อาช่ามาที่นี่อีก





     “ตกลงตามนั้นก็ได้ แซค”   อาช่าเผยรอยยิ้ม   “แต่ว่า— แต่ว่าถ้ามีคนซื้อพวกมันไปก่อนล่ะ”





     “ไม่ต้องกังวลครับ เดี๋ยวผมเก็บไว้ให้”   แซคบอก แม้จะคิดในใจว่าคงไม่มีลูกค้าเข้าร้านเขาอีกแล้วตลอดอาทิตย์นี้   “ติดป้ายจองว่าของอาช่าเลย โอเคมั้ย”





     “โอเค  ขอบใจนะแซค”   อาช่าดูดีใจ   “งั้นเอาไปก่อนสักแปดเล่ม—“   เขาเขย่งเพื่อคัดหนังสือที่จะถูกเลือก





     แซคถอนหายใจแต่ก็ยิ้ม  อาช่าดูชอบอ่านหนังสือขนาดที่ว่าใช้เวลาทั้งวันในร้านเขาก็ไม่เบื่อ  อยากอ่านนู่นอ่านนี่ไปหมดทุกอย่าง รวมทั้งหนังสือที่มีเนื้อหายากๆ ที่แม้แต่ตัวเขายังไม่คิดจะหยิบมาอ่าน





     “ให้ผมช่วยถือไปส่งนะ”  แซคเสนอตัว เขาช่วยอาช่ายัดหนังสือเล่มสุดท้าย แอนิเมไจ พ่อมดแม่มดผู้สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้ลงในเป้ มันจุได้แค่ห้าเล่ม





     “ไม่อยู่เฝ้าร้านเหรอ”  อาช่าถาม   “โอ๊ะ งั้นขอเอาไปเพิ่มอีกเล่มนะ”





    “ได้ครับ”  แซคตอบ  กระชับหนังสือในอ้อมแขน  “ส่วนร้าน ไม่เป็นไรหรอก แม่ผมก็อยู่ข้างบน”





     “แล้วก็ นี่ สิบเจ็ดเกลเลียน เจ็ดซิกเกิ้ล”  อาช่าที่ไม่รู้ว่าแอบคิดเงินตั้งแต่เมื่อไหร่นับเหรียญสีทองและเงินส่งให้เขา   “แซคลองคิดอีกที แต่ฉันคิดว่าฉันน่าจะคิดถูกนะ”





     พวกเขาเดินออกไปข้างนอกร้านด้วยกัน   วันนี้ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ ตรอกไดแอกอนจึงไม่หนาแน่นไปด้วยผู้คนมากนัก   อาช่าหันซ้ายหันขวามองสองร้านข้างทางตลอดการเดิน  ดูตื่นเต้นกับทุกอย่าง





     “เป็นครั้งแรกที่ฉันมาเดินที่นี่คนเดียวล่ะ”  อาช่าว่า ก่อนจะเอนหัวมาใกล้เขาและพูดเสียงเบาๆอย่างมีความลับ   “ที่จริงก็หลงทางไปเจอร้านของนาย”





     “ครั้งหน้า— หมายถึงถ้าคุณมาอีก ให้ผมพาเที่ยวตรอกไดแอกอนได้นะ”   เป็นอีกครั้งที่แซคเสนอตัว   “ผมอยู่ที่นี่สักพักแล้ว เดินตรอกไดแอกอนจนรู้ทางหมดแล้วล่ะ”





     “เก่งจัง”  อาช่าชม   แซครู้สึกตัวลอย และตัวเขาก็ดูเหมือนจะสูงขึ้นนิดหนึ่งเมื่อคิดว่าเขาสามารถนำทางอาช่าไปเที่ยวรอบๆตรอกไดแอกอนได้





     “แซค!  ขอแวะซื้อไอศกรีมนะ”  เสียงอาช่าตะโกนมาจากที่ไกลๆ  แซคหันไปก็พบว่าอาช่าหายตัวไปปรากฎอยู่ที่หน้าร้านไอศกรีมของฟลอเรียนฟอร์เตสคิวเสียแล้ว    เขาหอบข้าวของซึ่งเป็นหนังสือของอาช่าไปวางบนโต๊ะตัวนอกสุดของร้าน  จากนั้นก็ยืนมองอาช่าสั่งไอศกรีมเสียงเจื้อยแจ้ว





     แซคพบว่าเขารู้สึกหิวพอสมควร    เขากำลังคิดถึงทองในกระเป๋าที่สามารถซื้ออาหารได้ไปอีกสองสามอาทิตย์  และนึกว่าวันนี้ควรจะซื้ออะไรไปฝากแม่ของเขาที่เก็บตัวอยู่ในห้องเสียบ้าง   เธอไม่แม้แต่จะโผล่ออกมาให้เขาเห็นหน้า และยังไม่ส่งเสียงพูดกับเขาสักคำ  ในวันที่สองเขาเคยซื้ออาหารไปให้แม่ แต่เธอไม่แตะมันด้วยซ้ำ  เขาจึงล้มเลิกความพยายามไป  เขารู้เพียงแต่ว่าแม่จะไม่อดตายเพียงเพราะขาดน้ำและอาหาร  พ่อมดแม่มดจะไม่อดตาย





     อาจจะด้วยเพราะความที่เขาเป็นเด็กหรืออะไรก็ตามแต่   แซครู้ว่าบ้านของเขามีปัญหา  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเครียดจนเก็บตัวอยู่ในห้องแบบที่แม่เป็น  หรือเผลอตวาดใส่ลูกชายเพียงเพราะเขาถามอย่างที่พ่อเป็น





     การมีความหวัง ดีกว่าการไม่มีอะไรเลย





     “นี่”   ไอศกรีมแบบโคนรสช็อกโกแลตถูกยื่นมาตรงหน้าเขาระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ   แซคกระพริบตา  ไล่สายตาไปจนถึงเจ้าของมือ





     “ฉันซื้อให้ แทนคำขอบใจนะ  แล้วก็ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งแบบเป็นทางการนะแซค”   รอยยิ้มของอาช่าสว่างสดใสเหมือนแสงแดด   “เรียกฉันว่าอาช่าก็ได้  มันรู้สึกแปลกๆตอนนายเรียกฉันว่าธีโมที่ ทั้งๆที่ฉันเรียกนายว่าแซค”








     เหมือนอาช่าที่เป็นความหวังของวันนี้


     แล้วก็จะเป็นของวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไป







     “ขอบคุณนะ อาช่า”  แซคตอบรับ  ความรู้สึกบางอย่างพุ่งขึ้นมาอัดแน่นอยู่ในอกจนเขาไม่สามารถมองหน้าอาช่าตรงๆได้





     “นั่งกินก่อนแล้วค่อยไปก็ได้เนอะ”  อาช่าว่าพลางเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามเขา   “แซค ถามอะไรหน่อยสิ”   เขาสบตา ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าที่จู่ๆอาช่าก็ดูมีท่าทีจริงจัง





     “ปกติไม่ค่อยได้มาช่วยคุณแม่ดูร้านเหรอ”   อาช่าถามตาใส   “ตอนที่ฉันถามเกี่ยวกับหนังสือ นายดูไม่ค่อยรู้เรื่อง”





     “เอ่อ... เปล่า”  แซครู้สึกกระดากอายขึ้นมาทันที   “ฉันหมายถึง ฉันพึ่งมาช่วยร้านของแม่แค่ช่วงนี้”





     “นายควรจะรู้ไว้นะ  อย่างน้อยเรื่องไหนอยู่หมวดไหนก็ได้  เวลาลูกค้าคนอื่นถามนายจะได้บอกเขาถูก”  อาช่าบอกด้วยท่าทางสบายๆ





     “ได้ อาช่า”





     ในวันนั้นหลังจากที่เขาส่งอาช่ากลับไปแล้ว  แซคใช้เวลาตลอดทั้งช่วงบ่ายในการจัดเรียงหนังสือตามหมวดหมู่ จดจำ และทำความสะอาดร้าน   มันเป็นงานที่ดูสบายแต่ในความเป็นจริงช่างหนักหนาสาหัส    เขารู้ว่าเขาดูโง่มากๆที่ทำทุกอย่างแบบพวกมักเกิ้ล ทั้งที่พ่อมดอย่างเขาโบกไม้กายสิทธิ์เพียงสองสามครั้งงานก็เสร็จ  แต่แล้วอย่างไร  เขา แซค ไมเจอร์ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีไม้กายสิทธิ์เป็นของตัวเอง  และเขาจะไม่ขอความช่วยเหลือจากแม่ที่ทั้งที่เธอสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เพียงแต่ว่าเธอไม่ทำ











     ห้าวันถัดมา  อาช่าก็กลับมาที่ร้านเขาอีก





     “พึ่งรู้ว่ากว่าเขาจะปล่อยให้ฉันมาอีกเป็นครั้งที่สองก็ยากพอๆกับครั้งแรก”  อาช่าบ่นขมุบขมิบ   “ขอโทษนะที่มาช้า”





     “ไม่เป็นไรเลย”  แซครีบปฏิเสธ  อาช่าไม่รู้หรอกว่าเขาดีใจแค่ไหนตอนเสียงกระดิ่งที่ประตูดังและเขาเงยหน้าขึ้นมาพบว่าเป็นอาช่า   “คราวนี้มีเล่มไหนที่อยากหาเพิ่มอีกมั้ย”   เขาถามอย่างคาดหวัง





     “มี”  อาช่าพยักหน้า  “เอาเป็นพวกตำราเรียนฮอกวอตส์ก็ได้นะ ศึกษาไว้ก่อนเราเข้าปีหนึ่งไง”





     “ริมผนังฝั่งนั้นเลย”  แซคพูดอย่างกระตือรือร้น  เขารู้สึกหน้าร้อนนิดๆเมื่ออาช่าสบตากลับมาด้วยสายตาประหลาดใจและรู้ทัน   พวกเขายิ้มให้กันก่อนจะหัวเราะเสียงดัง





     เป็นอีกวันที่สดใส











     อาช่าแวะเวียนมาที่ร้านบ่อยขึ้นมาก ทุกอาทิตย์และพวกเขาก็ได้ทำทุกอย่างที่คิดว่าจะทำด้วยกัน   แซคพาอาช่าเที่ยวรอบตรอกไดแอกอน  มันไม่น่าเบื่อหรือจืดชืดเหมือนตอนที่เขาเดินคนเดียว   อาช่าวิ่งเข้าออกร้านนู้นร้านนี้ แต่แซคสังเกตว่าน้อยครั้งที่อาช่าจะได้ของติดมือกลับมา ต่างกับตอนซื้อหนังสือที่ร้านเขาลิบลับ   พวกเขาทานข้าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นมื้อกลางวันด้วยกัน จากนั้นก็ซื้อไอศกรีมร้านฟลอเรียนฟอร์เตสคิวแล้วย้อนกลับมาร้านของแซค





     “‘ลิ-โว่’ งั้นเหรอ?”  อาช่าออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ  เขาอ่านตัวอักษรสีทองที่ถูกเสกด้วยจะคาถาถาวรบนกำแพงเหนือเคาน์เตอร์





     “แม่บอกว่าเป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่าหนังสือ จริงๆมันอ่านว่าลี-ว-รู   แต่ฉันคิดว่าคนอื่นๆก็คงอ่านเหมือนอาช่า”  แซคอธิบาย





     “แล้วป้ายหน้าร้านไปไหนซะแล้วล่ะ”  อาช่าถาม  แซคอธิบายว่ามันพังลงมาและเขาก็ไม่รู้ว่าจะซ่อมยังไง





     วันนั้นจบลงที่พวกเขาช่วยกันซ่อมป้ายหน้าร้านเท่าที่เด็กอายุเก้าขวบจะทำได้  อาช่ากับเขาช่วยกันย้ายบันไดในร้านที่ไว้สำหรับปีนหาหนังสือออกมา





     “ชื่อดูดีนะเนี่ย ลิโวร์”  อาช่ายิ้มอย่างภูมิใจ  “เสียดายที่เรายังเสกคาถาไม่ได้ น่าจะทำให้มันดูโดดเด่นกว่านี้หน่อย”











     เมื่ออาช่าแวะมาที่ร้านเขาถัดจากครั้งนั้น   แม่ของเขาก็ออกมาจากห้องเป็นครั้งแรกในรอบเดือนและได้เจอกับอาช่า  แซคไม่รู้สึกยินดีนัก  แต่ปรากฎว่าทั้งสองเข้ากันได้ดี  และแม่เขาก็ดูระมัดระวังคำพูดในการคุยกับอาช่าหรือแม้แต่เขา อันที่จริงแม่ค่อนข้างหลบหน้าเขา   แต่เธอดูสบายใจอย่างเหลือเชื่อในขณะพูดคุยกับอาช่า   แซคคิดว่านั่นเป็นเรื่องดี  และเธอก็ไม่ได้ห้ามเวลาพวกเขาจะออกไปไหนหรือทำอะไรแบบที่แซคคิดว่าเธอจะทำ





     พวกเขาอายุเท่ากัน  แซคพึ่งรู้หลังจากคิดว่าอาช่าเด็กกว่ามาตลอด





     สิ่งที่แซคไม่ได้คาดคิดคือ อาช่าพาเพื่อนมาที่ร้าน





     เพื่อนของอาช่าก็ซื้อหนังสือปริมาณพอๆกัน   จากมากับอาช่า ก็กลายเป็นว่าเด็กพวกนั้นพาผู้ปกครองพวกเขามาด้วยในเวลาต่อมา





     “มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”





     “มีสิจ๊ะ เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายน่ะ สามีฉันต้องใช้ในการพิจารณาคดีเดือนหน้า แย่จริงเชียว”





     แซคชะงัก รอยยิ้มเลือนหายจากใบหน้า  แต่เขาบังเอิญสบตาอาช่าที่นั่งรออยู่ เขากระแอมไอและนำทางแม่มดแก่ไปอีกมุมของร้าน





     อาช่ายังแวะเวียนมาหาเขาปกติ แต่แซคยุ่งในการทำงานที่ร้านมากขึ้น











     “พ่อของฉันถูกปลดออกจากที่ทำงานในกระทรวง อาช่า  พ่อบอกว่ามีเรื่องเข้าใจผิด แล้วพ่อก็ถูกคนในที่ทำงานกลั่นแกล้ง”   แซคเล่าให้ฟังเมื่อพวกเขาใช้เวลาช่วงบ่ายที่ร้านฟลอเรียนฟอร์เตสคิวเช่นเคย   “พ่อต้องขึ้นศาลสูงวิเซ็นกาม็อตพิจารณาคดี เหมือนคุณยายแก่ๆคนนั้น”





     อาช่าเงียบไปสักพักใหญ่หลังจากที่เล่าจบ  ในที่สุดก็ถามด้วยเสียงอันเบา แซคจับใจความได้ว่า  “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาถูกตัดสินว่าผิด?”





     “ฉันกับแม่อาจจะลำบากแบบนี้ไปตลอด ส่วนพ่อ——  เขาอาจจะถูกขังที่อัซคาบันก็ได้ ฉันไม่รู้”   แซคส่ายศีรษะ  เขารู้สึกลังเล แต่ก็ตัดสินใจเล่าทั้งหมดที่เขารู้เกี่ยวกับคดีของพ่อให้อาช่าฟัง





     พ่อและแม่ไม่มีทางรู้ว่าเขารู้  เพราะคำนิยามที่พวกผู้ใหญ่จำกัดว่าเขายังเด็ก




















     สามเดือนเต็มๆที่มีอาช่าวนเวียนเข้ามาในชีวิตเขา   ช่วงหลังๆมานี้อาช่าเว้นระยะห่างวันในการมาเยี่ยมเยียนร้านเขามากขึ้น   อาช่าให้เหตุผลว่าพ่อหาอาจารย์มาและนั่นทำให้เขาต้องเรียนที่บ้าน   แซคคิดว่าเขาเข้าใจดี แต่เขาก็ไม่คิดว่าตรอกไดแอกอนจะกลับมาน่าเบื่ออีกครั้งเมื่อปราศจากอาช่า





     แซคทิ้งไอศกรีมช็อกโกแลตที่ยังเหลือทั้งโคนลงถังขยะ  ไม่สนใจสายตาเจ้าของร้านที่มองมาอย่างตกใจ   เขากำลังคิดว่าจะไปเดินเล่นที่ไหนนอกจากกลับร้านไปเจอหน้าแม่  สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตที่กางทิ้งไว้บนโต๊ะที่ครั้งหนึ่งเขาเคยนั่งกับอาช่า   รูปขาวดำที่เป็นคนเคลื่อนไหวและส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้เขานั้นดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด





     แซคแทบจะเกาะและมุดหัวลงไปกับโต๊ะ  เขาเพ่งดูรูปคนเคลื่อนไหวในหนังสือพิมพ์ และไม่ว่าจะมองกี่ครั้งมันก็ไม่บิดเบือนไป   เด็กผู้ชายผมดำที่วินาทีแรกดูนิ่งเฉย ถัดมาก็หัวเราะคิกคักอย่างดูซุกซน และเปลี่ยนเป็นยกยิ้มอย่างมีเลศนัยให้เขานั้นคืออาช่า    แซคเลื่อนสายตาไปอ่านพาดหัวข่าว มันเขียนว่า ‘เหล่าลูกสาวและลูกชายของผู้มีอิทธิพล’





     เขาพอจะรู้ว่าอาช่ามาจากครอบครัวที่ดูร่ำรวย  แต่ก็ไม่คิดว่าอาช่าจะมาจากตระกูลดังจนได้ลงหน้าหนังสือพิมพ์เช่นนี้   เนื้อหาสัมภาษณ์ของอาช่าปาไปเกือบครึ่งจากทั้งหมด   แซคนั่งลงและเริ่มต้นอ่านอย่างตั้งใจ





     พ่อของอาช่าคือ เพอรีอัส ธีโมที่  เขาเป็นผู้นำศาลสูงวิเซ็นกาม็อต   ส่วนแม่ของอาช่าคือจูเลีย  เธอทำงานในกระทรวงเช่นกันและเป็นที่รู้จักของคนเยอะแยะ    อาช่าได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุดที่พวกก็อบลินออกมาประท้วง (ถึงตรงนี้ เขาแปลกใจว่าทำไมถึงมีประเด็นนี้มาสัมภาษณ์เด็กที่อายุเก้าขวบ เก้าขวบ   แต่แซคไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายอ่านหนังสือเยอะขนาดนั้น และทำไมบทสัมภาษณ์อาช่าจึงกินพื้นที่ของคนอื่นๆ)   เขาไม่ค่อยเข้าใจมันนักแต่คิดว่าอาช่าพูดออกมาได้ดีทีเดียว





     งานอดิเรกคืออ่านหนังสือ  เคยลองขี่ไม้กวาดในสวนของบ้านแต่ไม่ค่อยชอบมันสักเท่าไหร่





     มีร้านประจำในตรอกไดแอกอน  คือร้าน Livro———





     แซคผุดลุกจนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสะดุ้ง  เขาก้มอ่านอีกครั้ง  ในหนังสือพิมพ์เขียนว่า (ข้อมูลร้านเพิ่มเติม หน้า 8)     เขารีบพลิกเปิดอย่างใจร้อน แล้วก็พบกับรูปขาวดำเล็กๆเคลื่อนไหวได้ มันเป็นรูปร้านที่เป็นบานกระจกใสสามารถมองทะลุเข้าไปได้เห็นชั้นหนังสือเป็นตั้งๆ  มีป้ายไม้สลักคำว่า ‘LIVRO’ ห้อยโย้เย้อย่างไม่แข็งแรงนักอยู่หน้าร้าน





     ในเนื้อหาข่าวบรรยายว่าร้านเขาขายหนังสือด้วยราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าร้านอื่นๆ  และปิดท้ายแนะนำชักชวนให้ไปอุดหนุน





     มันเป็นเพียงพื้นที่โฆษณามุมเล็กๆของเดลี่พรอเฟ็ตในเมื่อร้านเขาไม่ได้จ่ายเงินค่าโฆษณา   แซคยากที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาได้   เขาเดินไปหาเจ้าของร้านไอศกรีม  อยากจะถามว่าขอหนังสือพิมพ์ฉบับนี้กลับไปได้ไหม แต่แล้วก็ตัดใจ





     เขาเดินไปอีกร้านหนึ่งที่ไม่ไกลนัก  จ่ายเงินหนึ่งคนุตส์ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นกลับร้าน











     นับจากวันที่แซคเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น  เขารอกว่าหนึ่งสัปดาห์กว่าอาช่าจะมาที่ร้าน





     “แซค เห็นเดลี่พรอเฟ็ตฉบับวันที่สองพฤษภาคมหรือยัง”  อาช่าถามอย่างกระตือรือร้น ใบหน้าประดับรอยยิ้มแฉ่งที่ดูสดใสตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบริเวณร้าน  “จริงๆฉันพูดถึงร้านมากกว่านี้นะแต่ว่าพวกเขาตัดออกหมดเลย มีแต่เรื่องพวกก็อบลิน——“





     แซคจำได้ว่าเขากอดอาช่า หลังชั้นหนังสือที่บดบังพวกเขาจนมิด ในมุมที่แม่ของเขามองไม่เห็น  กลิ่นอายหนังสือใหม่ๆและเก่าปะปนกันไปฟุ้งกระจายเต็มร้าน





     “ขอบคุณจริงๆนะ อาช่า”







     วันนั้นอาช่าต้องกลับเร็วกว่าทุกครั้ง   แซครู้สึกเสียดาย  เขาคิดว่าจะได้ใช้เวลาด้วยกันมากกว่านี้หลังจากต้องรอถึงเกือบสองสัปดาห์  แต่มันไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลยในเมื่อยังไงอาช่าก็จะมาที่นี่อีก  เขาแค่ต้องรอ





     “พ่อของเขาเข้มงวดจะตายไป”  แชบบี้ มอริส หนึ่งในเพื่อนของอาช่าที่กลายมาเป็นเพื่อนเขาเล่าเกี่ยวกับครอบครัวอาช่าให้ฟัง  “แถมยังดุสุดๆ  ตอนที่ฉันเล่นกับอาช่า  ฉันยังเคยถูกเขาดุเลย”





     หรือว่าช่วงนี้อาช่าโดนกักบริเวณเพราะมาเที่ยวบ่อยหรือเปล่า?    อาช่าออกมาหาเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต?     แซครู้สึกกังวล คิดวนเวียนซ้ำๆแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ





















     แม่ของเขาร้องไห้ในวันที่ตรอกไดแอกอนเฉอะแฉะเนื่องจากฝนอีกครั้ง   แซคแอบยืนมองอยู่ที่ชานบันได  ไม่กล้าแสดงตัว  แต่เขามัวแต่จมอยู่ในภวังค์ความคิดจนไม่ทันระวังตัว แม่หันมาเห็น   เธอเรียกเขาให้เดินไปหา   แซคจึงพึ่งได้มองเห็นชัดๆว่าคราบน้ำตานั้นไม่ได้มาจากความเสียใจ แต่มันมาจากความดีใจต่างหาก





     “พ่อผ่านการพิจารณาคดีแล้ว  พวกเขาตัดสินว่าพ่อไม่ผิด   เราจะได้กลับบ้านแล้วนะแซค”


     “ลูกรู้ใช่ไหม  พ่อของอาช่าเป็นผู้นำศาลสูงวิเซ็นกาม็อต”


     “เขาช่วยเรา”





     แซคไม่ได้ร้องไห้ไปกับแม่เมื่อเธอสวมกอดเขา  แต่เขาเผลอยิ้มกว้างออกมาเมื่อนึกถึงอาช่าปรากฎตัวพร้อมเสียงดังกรุ๊งกริ๊งที่หน้าประตู  ส่งรอยยิ้มสดใสและบอกเขาว่าดีใจด้วยนะ





     แม่พาเขากลับบ้านภายในวันเดียวกันนั้น   เขาอิดออดเล็กน้อยเพราะกลัวว่าจะคลาดกับอาช่าไป   แซคคิดว่าเขาอาจจะขอใช้นกฮูกของพ่อ ขอที่อยู่ของอาช่าและติดต่อกันผ่านทางจดหมาย เพราะว่าต่อจากนี้เขาอาจจะไม่ได้ไปที่ร้านทุกวัน





     ครอบครัวเขากลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นเคย    แต่เขายังคงตามแม่ไปที่ร้านทุกวัน  มีความหวังทุกครั้งที่เสียงกระดิ่งดัง   มองหาใครบางคนในร้านไอศกรีมของฟลอเรียนฟอร์เตสคิว  เขาอาจจะเจออาช่านั่งถือโคนวนิลลา  ส่งเสียงเรียกเขาอย่างสดใส  บอกเขาว่ากำลังจะแวะไปหาที่ร้านพอดี   หรือเขาอาจจะเห็นอาช่าอยู่ในร้านขายของวิเศษ ชะโงกตัวอยู่เหนือกล้องดูดาวที่เจ้าตัวเคยบอกว่าอยากได้เมื่อครั้งล่าสุด





     แต่ตรอกไดแอกอนไม่สดใสอีกเลย





















     “ทำไมนกฮูกพ่อฉันถึงหาเขาไม่เจอ”  แซคพูดอย่างฉุนเฉียว  แดดร้อนจนน่าหงุดหงิด  ทุกอย่างดูน่ารำคาญไปหมดแม้แต่ไอศกรีมซันเดย์ของพวกเขาที่เริ่มละลาย





     “บางทีบ้านของอาช่าอาจจะร่ายมนตร์ป้องกันรอบๆบ้านไม่ให้ใครหาเจอก็ได้” แชบบี้ชี้แนะ  “บ้านเขาอาจจะอยู่ในย่านพวกมักเกิ้ล”





     “แต่นายรู้จักอาช่า นายต้องพอรู้อะไรบ้างสิ”  แซคอยากจะทึ้งหัวตัวเอง  มือกำจดหมายฉบับเดิมๆที่เขาเขียนด้วยตัวเองเมื่อห้าวันก่อนจนยับยู่ยี่ และตอนนี้มันก็ยังกลับมาอยู่ในมือเขา  เป็นความจริงที่ว่าอาช่าหายไปเกือบเดือนแล้ว   และนกฮูกที่เขายืมจากก็พ่อหาอาช่าไม่เจอ  จดหมายไม่เคยไปถึงมืออาช่า





     “ฉันไม่รู้  พวกเขามาที่บ้านฉันทางเครือข่ายผงฟลู  อาช่าถูกปล่อยให้มาเดินเล่นกับฉัน  ส่วนพวกผู้ใหญ่เขาก็คุยกัน”





     “นายเล่าแบบนี้ประมาณรอบที่ล้านได้แล้ว”  แซคว่า





     “และฉันก็บอกนายครั้งที่ล้านแล้วเหมือนกันว่าฉันไม่รู้ที่อยู่ของอาช่า”  แชบบี้ตอกย้ำ ถอนหายใจเอนตัวพิงพนักเก้าอี้   “ขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้ ไมเจอร์   ฉันก็ไม่ได้เจออาช่านานพอๆกับนาย”





     “ถ้าครอบครัวอาช่าไปที่บ้านนายอีกช่วยบอกฉันด้วยนะ หรือฝากบอกอาช่า—“





     “ฉันจะบอกอาช่าให้แน่นอน และฉันจะถามช่องทางติดต่อของเขาให้ด้วย”





















     พ่อเล่าให้เขาฟังทีหลังเรื่องการพิจารณาคดีของพ่อ    แซครู้เพียงว่าในตอนจบการพิจารณาคดี  พ่อของเขาได้เจอกับพ่อของอาช่าเป็นระยะเวลาสั้นๆ  นายธีโมที่พูดกับพ่อเขาว่า ‘ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายของผมเป็นเพื่อนกับลูกชายของคุณ ผมคงไม่เปิดแฟ้มพิจารณาคดีอีกรอบแล้วรู้สึกเอะใจขึ้นมา’





     พ่อวิเคราะห์ว่าถึงนายธีโมที่จะบอกด้วยรอยยิ้ม  แต่เขาดูถือทะนงตัวและเข้าถึงได้ยาก  และการที่เขารู้ว่าอาช่าเป็นเพื่อนของแซค ทั้งๆที่เขาไม่เคยเจอแซคสักครั้งนั่นหมายความว่านายธีโมที่คงจะเข้มงวดและตามติดชีวิตลูกชายเขาเป็นอย่างมาก





     นั่นยิ่งเพิ่มความกังวลใจกับแซค






















     .































.


































.




















     อาช่าไม่เคยรู้สึกแย่มากเท่านี้มาก่อน  ความเงียบกัดกินจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา   เขานั่งอยู่บนเตียงใหญ่  กอดขาผอมๆที่เปลือยเปล่าของตัวเอง  เห็นตัวเองในกระจกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้อง  ผมยุ่งเหยิงและพันกัน  ความรู้สึกชาแล่นตั้งแต่น่องขาขึ้นมาจนถึงใบหน้าซีกซ้าย





     ปลายเตียงยังมีหนังสือกองกระจัดกระจายทิ้งไว้เป็นร่องรอยเหตุการณ์ก่อนหน้า   พวกมันล้วนมีหน้าปกซ้ำกันเป็นคู่ๆ  อาจจะมีเล่มหนึ่งที่เก่ากว่า และอีกเล่มใหม่กว่า   หรือไม่ก็มีอีกเล่มที่ดูเป็นเวอร์ชันปรับปรุงใหม่  ถึงอย่างไรก็ดูออกว่าเนื้อหาข้างในเหมือนกัน





     อาช่ายิ้มเยาะกับความน่าสมเพชของตัวเอง  นี่เขาทำอะไรอยู่กันนะ?  เขาโง่จริงๆใช่ไหมที่เป็นอย่างนั้น    อาช่ามองตัวเองในกระจก ไม่เคยรู้สึกโง่งี่เง่ามาก่อนในชีวิตเช่นกัน





     ครั้งแรกที่เขาโดนพ่อตัวเองทำร้ายร่างกาย





     พ่อที่ช่วงนี้มักจะมีอารมณ์แปรปรวน เหมือนพายุร้าย  มันเริ่มตั้งแต่เขาเริ่มสังเกตได้ว่าพ่อกำลังพยายามขัดขวางเขาบางอย่าง   หาอาจารย์มายัดสอนบทเรียน จากเรียนอาทิตย์ละครั้งก็กลายเป็นอาทิตย์ละสาม เป็นวันเว้นวัน และกลายเป็นทุกวัน





     อาช่ารู้ว่าพ่อจับตามองแซคที่เป็นเพื่อนกับเขา  เราสนิทกันอย่างรวดเร็วและไปหากันบ่อยเกินไป   เขารู้ว่าพ่อต้องเริ่มดูประวัติครอบครัวแซค  เพราะเขาเป็นเพื่อนคนแรกที่ไม่ได้มาจากเหล่าลูกชายลูกสาวของเพื่อนพ่อ    อาช่าไม่เคยเอ่ยปากขอเรื่องครอบครัวของแซค  เขารู้ว่าเขาจะไม่ได้อะไรจากพ่อ   อาช่าส่งจดหมายตอบรับคำขอสัมภาษณ์จากเดลี่พรอเฟ็ตหลังจากที่เขาปฏิเสธไปสองครั้ง  ยอมศึกษาประเด็นโง่ๆเกี่ยวกับก็อบลิน  ยอมทำตัวผูกมิตรกับยัยจีน่า สกีตเตอร์ และทนไม่ทำสีหน้าเหม็นเบื่อระหว่างสัมภาษณ์ (อย่างที่เด็กคนอื่นๆมักจะทำ)  และเขาก็ได้พื้นที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ปาไปเกือบครึ่งเป็นของตอบแทน





     พูดปูทางมาทั้งหมดเพื่อรอให้ถามถึงงานอดิเรก และเขาก็จะตอบว่าอ่านหนังสือ ไปถึงชื่อร้านประจำ





     สิ่งหนึ่งที่แซคไม่รู้คือ เขาเป็นเด็กที่เลือกซื้อของยาก   และเขาไม่มีทางกวาดซื้อหนังสือทุกเล่มที่อยากจะอ่านมาแบบโง่ๆ จ่ายทองเกลเลียนประหนึ่งเป็นเศษเหรียญคนุตส์  นั่นไม่ใช่เขา    บางทีบางหนอาช่าก็ไม่รู้จะซื้ออะไรอีก เขาจึงซื้อหนังสือเล่มใหม่ที่ซ้ำกับที่มีอยู่ที่บ้านมา เพื่อจะได้มีหนังสือเล่มใหม่แทนที่เล่มเก่าเรียงจัดเก็บเข้าชั้นสวยงาม





     ทั้งหมดนั่นพ่อเขาค้นเจอพวกมัน





     อย่างที่เขารู้ว่าพ่อต้องอยากรู้จักครอบครัวของแซค  ถ้าพ่อของเขาเห็นเรื่องคดีของนายไมเจอร์  พ่อต้องสนใจมัน  และพ่อย่อมไม่อยากให้เขารู้จักกับครอบครัวที่มีมลทินหรือมีประวัติแย่  นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้านายไมเจอร์ไม่ได้ทำผิดจริง  พ่อคงจะสะสางให้เรียบร้อย





     อาช่ารู้ข่าวว่านายไมเจอร์พ้นผิดก็เมื่อพ่อเขากลับมาถึงบ้าน  พ่อพูดถึงแซค พูดถึงคดีนายไมเจอร์ที่มีการพิจารณาในวันนั้น   เขารู้สึกดีใจแทนแซค ดีใจที่มันเป็นไปตามที่เขาต้องการ





     แต่วันนี้ดูเหมือนว่าจะมีงานบางอย่างที่กระทรวงไม่เป็นไปตามดั่งใจพ่อ  ชายร่างสูงที่กลับถึงบ้าน โยนเสื้อคลุมทิ้ง โบกไม้กายสิทธิ์เปลี่ยนเป็นชุดลำลอง  แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนพายุร้าย   พ่อตรงมาที่ห้องของเขา ค้นชั้นหนังสือกระจุยกระจาย  เขาปิดปากตัวเองเงียบ  ดูเหมือนว่าพ่อจะพอรู้อยู่แล้ว เพราะเขาค้นชั้นหนังสืออย่างมีจุดหมาย  พ่อโยนหนังสือเล่มที่ซ้ำกันออกมาแผ่บนเตียง  จับตัวเขาเขย่าถาม  แล้วอาช่าก็พึ่งรับรู้ความคิดทุกอย่างของพ่อในตอนนั้น





     แม่บอกว่าเขาเป็นคนยิ้มเก่ง สดใสและร่าเริง





     ใครๆก็บอกแบบนั้น





     อาช่ายิ้มรับคำชื่นชม





     ——แต่พ่อเกลียดเขาที่เป็นแบบนั้น





     พ่อไม่ชอบเวลาที่เขายิ้ม





     ไม่ชอบที่เขาสดใสเจิดจ้าราวกับแสงแดด





     มันร้อน— พ่อไม่ชอบมัน





    ไม่ชอบที่เขาทำตัวเป็นเด็กเล่นสนุกไปวันๆ





     ไม่ชอบที่เขาคิดถึงคนอื่นมากกว่าตนเอง





     เกลียดที่เขาทำตัวใจดีคอยช่วยเหลือคนอื่นไปทั่ว





     มันช่างไร้สาระ และดูโง่งม





     เพราะทุกอย่างที่เขาเป็น มันตรงกันข้ามกับพ่อทั้งหมด





     พ่อไม่ชอบมัน







     อาช่าคิดว่าเขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจพ่อเช่นกัน   พ่ออยากให้เขาเป็นแบบไหน ทำอะไร   เขาจะเป็นทุกอย่างที่ตรงข้ามกับพ่อ  เขาจะ—ไม่—มี—ทางเป็นอย่างพ่อ  เขาจะร้องไห้แค่คืนนี้แล้วพรุ่งนี้เขาก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เหมือนความรู้สึกเจ็บที่กายมันจะบรรเทาลงในระหว่างที่เขาหลับจนหายสนิทในเช้าวันรุ่งขึ้น





     เกิดอะไรขึ้นกับบ้านของเขากัน?





     อาช่าไม่รู้เลย





     เขาสะดุ้งสุดตัวเพราะได้ยินเสียงฝีเท้า   อาช่ากระเถิบถอยหลังไปชิดพนักเตียง  ควานผืนผ้าห่มคลุมขา  ก้มหน้าจนคางชิดอก  ป้องกันตัวเองโดยสัญชาตญาณ  ประตูที่เปิดอ้าทิ้งไว้ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย  แต่ครั้นก็หวาดกลัวเกินกว่าจะลุกไปปิดมัน   เขารู้ว่าเป็นพ่อ  เอลฟ์ประจำบ้านไม่เดินฝีเท้าหนักแบบนี้





     ถ้าเขายังเห็นเขาเป็นลูกคนเดียวของพ่ออยู่





     ได้โปรดปล่อยเขาไป





     มันเจ็บเกินไป





     อย่าทำแบบนี้





     เขามือสั่น ลามไปทั้งร่างอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับว่าเขาไม่ใช่เจ้าของร่างกายตัวเอง   เสียงฝีเท้าหยุดลง  เขารับรู้ว่าสายตาของพ่อกำลังจับจ้องมา——





     ภายใต้นาทีที่หายใจไม่ออกราวกับจมน้ำ





     มันก็เคลื่อนที่ผ่านไป





     อาช่าหายใจกระตุก  กล้ามเนื้อที่กระตุกเกร็งค่อยๆผ่อนคลายลง   เขาไถลลงไปในกองผ้าห่มผืนหนา  หัวถึงเตียงและเริ่มเข้าสู่นิทราแทบทันที





     พร้อมกับความคิดที่เชื่อว่าพรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะเหมือนเดิม











     แต่มันไม่มีอะไรเหมือนเดิม











     แม้แต่ตัวเขาเอง



















































































































     สองหน้าร้อน  สองฤดูหนาว  สองฤดูใบไม้ผลิ และหนึ่งฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านไป





     เขายังคงทำงานอยู่ที่ร้านหนังสือเป็นประจำทุกวันไม่ขาด   การเป็นนักเรียนปีหนึ่งของฮอกวอตส์ใกล้เข้ามาแล้ว  เขาได้รับจดหมายจากทางโรงเรียน และความหวังริบหรี่ของเขาก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง   เพราะนั่นหมายความว่านักเรียนที่จะเข้าฮอกวอตส์ต้องมาซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียน





     ตรอกไดแอกอนอาจจะกลับมามีสีสัน





     แซคยังคงเห็นเด็กคนนั้น อาช่า ธีโมที่ในทุกๆตรอกซอกซอย   เขาแวะเวียนไปทุกๆร้านที่พวกเด็กๆมักต้องมาซื้อของแทบจะทุกวัน แม้ว่าเขาจะซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างครบแล้ว





     เขาใจเย็นมากขึ้น  ความพยายามในการตามหาเด็กคนนั้นก็ลดน้อยลง





     แต่ความหวังยังอยู่





     อย่างไรแซคก็มั่นใจว่าเขาต้องได้เจอกับอาช่าเสียให้ได้ตอนเขาไปที่ฮอกวอตส์   อาช่าจะบอกขอโทษ และเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่างให้ฟัง  อาช่าอาจจะร้องไห้  และเขาจะบอกว่าไม่เป็นไร  เขาจะอยู่ข้างๆอาช่าดังเช่นอาช่าที่เคยช่วยเหลือเขายามมีปัญหา





     ฮอกวอตส์จะสดใสเหมือนที่ตรอกไดแอกอน





     แต่ก็มีความจริงที่ต้องยอมรับ คืออาช่าไม่ได้มาซื้อหนังสือสำหรับปีหนึ่งฮอกวอตส์ที่ร้านเขา


























     เสียงรถไฟดังกลบทุกความวุ่นวายในสถานที่แห่งนี้   บางทีพวกเขาก็ต้องยอมรับว่าพวกมักเกิ้ลนั้นเก่งกาจและพัฒนาได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ   แซคเดินทอดน่องตามแม่ของเขา  มองผู้คนรอบๆ  เสียงล้อรถเข็นเคลื่อนผ่านพื้นขรุขระ  กรงนกฮูกตั้งตรงพอดีกับระดับสายตาของเขา ภายในมีนกฮูกสายพันธุ์หูยาว  ตากลมโตสีอำพันของมันจ้องเขาอย่างสงบนิ่ง   แซคมองมันกลับ  มันมีชื่อว่าชีพส์   ในจดหมายฮอกวอตส์ระบุว่านักเรียนควรมีสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว  และเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็นนกฮูกเท่านั้น  เขาไม่เคยคิดถึงสัตว์อย่างอื่น





     “แม่จะเข็นรถเข็นไปให้ก่อนนะ ลูกค่อยตามหลัง”   แม่พูดกับเขาเบาๆ  ดันมือเขาออกจากที่จับรถเข็น  เธอเดินตรงไปอย่างปกติธรรมดาที่สุดไร้พิรุธใดๆ  และพริบตาเธอก็หายเข้าไปในเสาต้นนั้น   แซคถอนหายใจ  เขากลอกตามองรอบๆอย่างลอกแลกเล็กน้อยก่อนจะพุ่งตรงไปที่กำแพงก้อนอิฐหนาๆแข็งตัน





     เสียงหวูดรถไฟคือสิ่งแรกที่ประสาทสัมผัสเขารู้สึก   แซคเห็นไอน้ำลอยฟุ้ง  เห็นผู้คนแต่งกายเหมือนกับเขาเต็มอาณาบริเวณ  เป็นผู้ปกครองและเด็กกับสัมภาระรุงรังของพวกเขา





     “ไม่ได้มาเป็นยี่สิบปีแล้วนะเนี่ย”  แม่เขาพูดอย่างตื้นตัน





     แซคไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ  เพียงแต่ว่าสายตาเขาไม่หยุดทำงานตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาที่ชานชาลาเศษสามส่วนสี่แห่งนี้  แต่ไม่มีใครที่ดูคุ้นหน้าเข้าตาเขาสักคน





     ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง





     “ไง”  แชบบี้ มอริสที่สวมเครื่องแบบฮอกวอตส์เรียบร้อยตรงมาหาเขา   แซคส่งยิ้มตอบ  ทั้งสองตบบ่าทักทายกันเบาๆ





     “เสื้อคลุมดูจะตัวใหญ่ไปสำหรับนายนิดหน่อยนะ”  แซคล้อเลียนอีกฝ่าย





     “แม่บอกว่าต้องซื้อเผื่อฉันโต”  แชบบี้พูดอย่างเอือมระอา  “บางทีฉันอาจจะลองหาสักคาถาทำให้มันพอดีตัว”





     “เราจะได้ใช้เวทมนตร์แล้วสินะ ตอนไปถึงฮอกวอตส์น่ะ”  แซคเหลือบมองหีบสัมภาระเขาบนรถเข็น  เขาเก็บไม้กายสิทธิ์ไว้ข้างในนั้น





     “ฉันอดใจไม่ไหวเชียวล่ะ”  แชบบี้ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น  “เราอาจจะลองหาตัวทดลอง แบบว่าสำหรับใช้คาถาพวกนั้น





     แซคยักไหล่เมื่อเห็นแชบบี้มีเป้าหมายบางอย่างที่เขาไม่อยากมีส่วนร่วมด้วยนัก





     เขาเอาหีบกับกรงนกฮูกไปเก็บไว้ที่ตู้เก็บสัมภาระ  แซคลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจปล่อยชีพส์  นกฮูกของเขา  ย้ำกับมันว่าให้‘บินตามรถไฟไป’   มันกระพือปีกออกไปทันทีราวกับรอคอยเวลานี้มานาน





     “อย่างน้อยเราควรจะหาที่นั่งก่อน ก่อนที่นายจะไป— ไปทำธุระของนายน่ะนะ” แชบบี้เอี้ยวตัวมาพูดกับเขาระหว่างที่ทั้งสองเดินผ่านตู้ต่างๆในรถไฟ  พวกเขาสบตาอย่างต่างคนต่างรู้ความคิด   “แต่จะดีมากถ้านายไม่ปล่อยให้ฉันนั่งคนเดียวจนถึงฮอกวอตส์”   เขาเสริม





     “จะดีกว่านั้นถ้านายเดินไปกับฉัน”  แซคพยักเพยิด  เขาจะไม่มีทางนั่งรออยู่เฉยๆทั้งรู้ทั้งรู้ว่าเด็กคนนั้นอยู่ในรถไฟขบวนเดียวกัน





     “ก็ได้  แต่หาที่นั่งก่อน โอเคนะ”  แชบบี้ตะโกนตอบ





     พวกเขาได้ตู้หนึ่งช่วงกลางๆขบวน  ภายในมีเด็กผู้ชายนั่งอยู่เพียงคนเดียว   แชบบี้ส่งสัญญาณให้เขาเป็นคนเปิดประตู





     “เราขอนั่งด้วยได้ไหม”  แซคบอกเด็กคนนั้น  เขาพยักหน้า  แซครีบวางกระเป๋าบนที่นั่งอย่างไม่ทะนุถนอมมันนัก





     “เฮ้ รอรถไฟออกตัวก่อนก็ได้นะแล้วเราค่อยไปกัน”  แชบบี้รีบดึงแขนแซค  “เถอะหน่า  เขาไม่หนีนายไปไหนหรอก  ตอนนี้เขาอาจจะร่ำลาพ่อแม่อยู่ก็ได้”





     แซคเงียบเพื่อใช้ความคิดและยอมพยักหน้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย  เขาไม่เชื่อทฤษฎีที่ว่าอาช่ากำลังร่ำลาครอบครัวอยู่หรอก   แชบบี้ผลักเขานั่งลงฝั่งตรงข้าม  ส่วนตัวเองก็นั่งข้างๆเด็กอีกคน





     “ฉันแจสเปอร์ กรีน   พวกนายล่ะ?”  เด็กผมน้ำตาลเริ่มบทสนทนา





     “หวัดดี ฉันแชบบี้ มอริส”





     “แซค ไมเจอร์”  เขาพูดเรียบๆ





     “หมอนี่อารมณ์แปรปรวน”   แชบบี้เอนตัวไปบอกแจสเปอร์ กรีน   “พอดีว่าทำของรักหาย”





     แซคโยนกระเป๋าอัดใส่ท้องเขา





     “เอ้อ— พอดีว่าตอนรถไฟออกตัวพวกเราอาจจะไปเดินหาเพื่อนที่ตู้อื่นแป๊ปเดียว  ฝากนายจองที่ด้วยนะ แจสเปอร์”  แชบบี้ถือวิสาสะกอดคออีกคนอย่างสนิทสนม





     “ไม่มีปัญหา”  กรีนรับปาก  “ว่าแต่นั่นเกี่ยวกับของรักที่นายพูดถึงด้วยหรือเปล่า?”  แจสเปอร์ถาม สายตาวางอยู่ที่แซค มุมปากยกยิ้มอย่างขำขัน





    “ฉลาดนี่นาย”  แชบบี้แปะมือกับอีกคน





    “ฉันจะไปก่อน นายตามมาก็แล้วกัน”  แซคลุกขึ้นยืน รู้สึกใจร้อนจนไม่อาจนั่งเฉย   “หรือจะอยู่นี่ก็ได้ ได้เพื่อนใหม่แล้วนี่”





     เขาออกมาที่ทางเดิน  เลื่อนประตูปิด   ขณะที่วิวทิวทัศน์ข้างนอกเริ่มเคลื่อนตัว  คนมากหน้าหลายตาที่เป็นผู้ปกครองมาส่งลูกๆพวกเขาขึ้นรถไฟยืนริมชานชาลา บ้างโบกมือ บ้างร่ำลาจนวินาทีสุดท้าย   แซคตัดสินใจเริ่มเดินไปทางหัวต้นขบวนก่อน





     เด็กส่วนมากกลับเข้าตู้รถไฟหมดแล้ว  เหลือคนดูเบาบางตาที่ดูเหมือนจะยังหาที่นั่งไม่ได้  แซครีบก้าวเดิน  ใจเต้นแรงทุกครั้งที่มองผ่านประตูกระจกเข้าไปในตู้ต่างๆ   เขาแทรกตัวผ่านรถเข็นที่มีผู้หญิงคนหนึ่งหยิบกล่องและซองมีสีสันบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นพวกขนมส่งให้กับเด็กที่นั่งในตู้





     เขาชะลอช้าลงเพราะติดเด็กกลุ่มหนึ่งที่ยังหอบข้าวของสัมภาระติดตัวเดินขวางทางเดิน   แซคทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินเอื่อยเฉื่อยตามหลังพวกนั้น





     “ขอโทษที ขอทางหน่อย——“





     บางที





     บางทีเขาอาจจะตาฝาด





     เหมือนทุกทีที่มองเด็กผู้ชายผมดำทุกคนจากข้างหลัง





     “อาช่า”





     รู้ตัวอีกทีแซคก็เรียกชื่อที่ไม่ออกจากปากเขาเป็นปีๆออกไปสุดเสียง  หูอื้อ  ใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา  เด็กข้างหน้าหันมามองเขาอย่างประหลาดใจ สองสามคนหัวเราะคิกคัก  ทุกคนหลีกทางให้เขา





    อาช่า ธีโมที่ที่เขาไม่เห็นหน้ามาราวๆสองปียังคงมีผมดกดำ  ใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลงจากตอนอายุเก้าปีนัก  อาช่ามีแววตาที่เหมือนเดิม  เขาตัวสูงพอๆกับแซคแล้วตอนนี้  แถมยังสะพายเป้สีน้ำตาลใบเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยอัดแน่นไปด้วยหนังสือจากร้านเขา





     “ว้าว ไม่ใช่ธีโมที่  แต่เขาเรียกนายว่าอาช่าด้วย”  เด็กผู้ชายผมบลอนด์ตัวสูงพูด   “ทีฉันยังไม่ได้รับอนุญาตเลยนะ”





     “พวกฉันไปหาที่นั่งก่อนนะ”  เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในกลุ่มบอก  “นายก็โชคดีแล้วกัน  เราอาจจะได้อยู่บ้านเดียวกันนะ”   เธอพูดกับแซค





     เขายังคงมองอาช่าไม่ละสายตา  หลังจากกลุ่มเด็กพวกนั้นทยอยไปหมดแล้ว  อาช่าก็หันกลับมาเขา ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ





     “ดีใจที่ได้เจออีกครั้งนะ แซค





     แซคไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกออกมายังไง  เขาดีใจมากเหลือเกินที่ในที่สุดก็ได้เจออาช่า  สองปีที่ผ่านมาดูยาวนานแต่ทั้งหมดนั้นไม่สูญเปล่าเมื่อได้มายืนอยู่ตรงนี้ มาเจอคุณ    แม้บางช่วงเวลาเขาจะหลงลืมอาช่าไปบ้างเมื่อไม่มีอีกฝ่ายอยู่ในชีวิต เพราะเข็มนาฬิกาเดินตลอดเวลา  เหมือนว่าพวกเขาต่างเดินตามทางของตัวเอง  มีกิจวัตรประจำวันของตัวเอง  แต่เมื่อเส้นทางมาบรรจบ  เมื่อเขารู้ตัวว่าใกล้จะได้เข้าเรียนปีหนึ่งที่ฮอกวอตส์  เขารู้ว่าพวกเขาต้องเจอกัน





     “คุณสูงขึ้นนะ”  แซคทักทาย





     “ปีสามฉันอาจจะสูงกว่าแซคก็ได้”  อาช่ากระชับสายเป้  “เป็นยังไงบ้าง?”





     “ดี—— ดีครับ”  เขาตอบเก้อๆ  “ที่ร้านมีคนเยอะแล้วเดี๋ยวนี้  เราปรับปรุงเพิ่มเติมด้วย”





     “ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น”  อาช่ายิ้ม





     “พวกเขาที่เดินมากับคุณ เป็นเพื่อนคุณเหรอ?”





     “ใช่”  อาช่าตอบ  “เรากลับไปนั่งที่กันมั้ย?  ยืนตรงนี้ไปตลอดไม่ได้นะ”





     “อ่า โอเคอาช่า”  แซคผงกหัว  “โอเค”





     “เจอกันตอนถึงฮอกวอตส์นะแซค”  อาช่าโบกมือแล้วหมุนตัวออกเดินไปตามทางเดียวกับกลุ่มเพื่อนๆของเขา

















     บางสิ่งหล่นหายไปในระยะทางสองปีนั่น











     แม้แต่เขาที่เฝ้ารอและคาดหวังมาตลอด























     “ธีโมที่  อาช่า”





     เสียงหญิงวัยกลางคนที่ยืนข้างๆหมวกเก่าคร่ำครึนั่นประกาศเรียกดังไปทั่วทั้งห้องโถง   แซคยืนมองอาช่าก้าวออกไปข้างหน้า ไร้ร่องรอยความตื่นเต้นหรือประหม่า   ดูเหมือนอาช่าจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ  เขาปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้  ศาสตราจารย์หญิงสวมหมวกลงไปบนหัวเขา  มันดูใหญ่เทอะทะมากเมื่ออยู่บนตัวอาช่า





    ใช้เวลาเพียงครู่เดียว  หมวกนั่นก็ร้องออกมาว่า  “สลิธีริน”





     แซคร่วมปรบมือไปกับคนอื่นๆ  แชบบี้กับแจสเปอร์หัวเราะกันอยู่สองคน แต่เขาไม่สนใจ





     ชื่อเขาถูกขานหลังจากแจสเปอร์ถัดไปสองคน  แชบบี้ผลักเขาให้เดินออกไปข้างหน้า





     หมวกถูกคลุมลงมาปิดตาเขาจนมิด ทุกอย่างมืดสนิท  แล้วแซคก็ได้ยินเสียงในหัวที่ไม่ใช่เสียงของเขาเอง





     “อืมม ทะเยอทะยานสูงมาก  สนใจบ้านไหนเป็นพิเศษไหมเด็กน้อย?”





     ‘สลิธีริน’  แซคตอบทันทีโดยไม่หยุดคิด





     “มีจุดประสงค์แอบแฝงนี่นา”  มันหัวเราะ  “แต่โอ้ใช่ ไม่ปฏิเสธเลย มันเหมาะกับเธอมาก  งั้นก็...”





     “สลิธีริน!!!”  เสียงตะโกนดังอัดเข้าหูสองข้างเขาเต็มๆ





    แซคตรงไปโต๊ะริมสุดที่ปรบมือเกรียวกราวต้อนรับ  และเนื่องจากอาช่ารายล้อมไปด้วยเพื่อนเต็มสองข้างเขาจึงไม่ได้ที่นั่งที่ต้องการ   แจสเปอร์ดึงเขานั่งลงที่ว่างข้างๆ





     “นึกแล้วว่าเราต้องได้อยู่บ้านเดียวกัน”






     หลังจากนั้นแชบบี้ก็ได้คัดสรร เขาได้อยู่สลิธีรินเช่นเดียวกัน





     สายตาของแซคหยุดที่อาช่าหลายครั้งหลายหน  เขามีเพื่อนและดูมีคนรู้จักมากมายเพราะแซคเห็นเขาเอี้ยวตัวไปคุยกับเด็กบ้านเรเวนคลอ   อาช่าดูเป็นผู้ใหญ่  เขาคิดว่าอย่างนั้น  ดูรักษาท่าที  ดูมีบางอย่างในแต่ละคำพูดของเขาที่แซคก็ไม่สามารถอธิบายได้  อาช่ายังคงยิ้ม เขามีรอยยิ้มที่ละมุนละไมประดับไว้จางๆบนใบหน้าตลอดเวลา  ดูดีและสง่าผ่าเผย





     พวกเขาบังเอิญสบตากัน   อาช่ายกมุมปากสูงขึ้นอีกเล็กน้อยเป็นการทักทาย น้ำฟักทองถูกจิบจนพร่องลงไปเหลือครึ่งแก้ว









     อาช่าเป็นเหมือนพระจันทร์ตอนกลางคืน
















     และฮอกวอตส์ตกอยู่ในเวลากลางคืนตลอดกาล

_____________________________________________________________________________________



สวัสดีค่ะ

เรามีความคิดจะแต่งหลายครั้งมากๆ

แต่ว่าพึ่งกล้าลงเลย

ติชม วิจารณ์กันได้นะคะ

ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #11 IntiraWongchalee (@IntiraWongchalee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 02:23
    แต่งดีมากเลยค่ะ เรื่องยาวแต่ไม่น่าเบื่อนึกภาพออกตลอดเลยเหมือนดูหนังเรื่องนึงอยู่
    #11
    0
  2. #4 Natta_Chu (@Argraz) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 21:42
    ชอบมากเลยค่ะคุณไรท์ รอตอนต่อไปเลยค่ะ!
    #4
    1
    • #4-1 ouryesterday (@ouryesterday) (จากตอนที่ 1)
      14 ตุลาคม 2562 / 23:00
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ สัญญาจะพยายามรีบแต่งมาลงเลยค่ะ
      #4-1
  3. #3 thisismyworld_p (@ampraewww) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 12:18
    ชอบอะไรแบบนี้มากฮอกวอร์ตสไตล์ รอค่าาาาาาา
    #3
    1
  4. #2 เนียลอง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 05:38

    เนื้อเรื่องยาวสนุกมากค่ะ

    #2
    1
  5. #1 Ddeongwuberry (@BeneChan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:46
    ชอบมากๆเลยค่ะ รอคุณมาต่อนะคะ
    #1
    1
    • #1-1 ouryesterday (@ouryesterday) (จากตอนที่ 1)
      14 ตุลาคม 2562 / 22:58
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ
      #1-1