ราชันย์มารสะท้านภพ

ตอนที่ 71 : บทที่หกสิบหก ด่านร้อยพิษนับว่ายอดเยี่ยมไม่ใช่น้อย(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,624
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 160 ครั้ง
    8 ก.ค. 56

บทที่หกสิบหก ด่านร้อยพิษนับว่ายอดเยี่ยมไม่ใช่น้อย(2)

หลงเอ๋อและเหล่าฮูหยินทั้งสี่เดินกลับไปรอเข้าการทดสอบด่านร้อยพิษของไป๋หลินบุตรสาวเพียงคนเดียวของไป๋หู่ประมุขแห่งหุบเขาเทพโอสถ ที่ห้องพักรับรองแขกของตำหนักใหญ่ซึ่งก็เป็นห้องเดียวกันกับในคราแรกที่หลงเอ๋อและคณะเคยเข้าพักมาก่อนแล้วนั่นเอง

 ระหว่างก้าวเดินกลับห้องพัก เหล่าสตรีทั้งสี่ต่างอยู่ในอาการนิ่งเงียบมิมีเสียงเอ่ยวาจาใดๆ เล็ดลอดออกจากปากของพวกนางแม้แต่น้อย แต่ละคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะอดมิได้ที่จะนึกถึงยามที่ไป๋หู่รู้ความจริงทั้งหมดที่สามีตัวร้ายของพวกนางปกปิดเอาไว้ ว่าหนึ่งในสิบสุดยอดฝีมือผู้นี้จักคลุ้มคลั่งได้ถึงเพียงไหน ยิ่งตอนนี้หลงเอ๋อยังคงสูญเสียการมองเห็น จึงแทบมิมีโอกาสที่จะสามารถรับมือกับไป๋หู่ ประมุขแห่งหุบเขาเทพโอสถผู้มีร่างกายสมบูรณ์พร้อมได้เลย

 ต่างกับหลงเอ๋อในเวลานี้ มันค่อยก้าวเดินอย่างเชื่องช้าโดยมีหานสุ่ยเซียนทำหน้าที่จับจูง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเต็มไปด้วยความเบิกบานใจ สังเกตได้จากรอยยิ้มของมันที่ฉีกกว้างไม่ยอมหุบ เนื่องเพราะอีกไม่นานมันก็จะได้พบพานกับสุดยอดพิษร้ายแรงทั้งร้อยชนิด

ซึ่งในแผ่นดินภาคกลางแห่งนี้ ยอดฝีมือด้านการพิษคนหนึ่ง จะได้มีโอกาสพบเห็นพิษที่มีอนุภาพร้ายแรงจำนวนมากในคราเดียวกันเกินสิบชนิดขึ้นไปถือว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะยาพิษอันร้ายแรงแต่ละชนิดต่างมีวิธีการปรุงที่แสนยากลำบาก รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ปรุงยาบางชนิดก็หาได้ลำบากยากเย็น

ฉะนั้นพิษทั้งร้อยชนิดแห่งด่านร้อยพิษของไป๋หลิน จึงจัดเป็นสถานที่แห่งเดียวภายในยุทธภพแผ่นดินภาคกลาง ที่มีพิษจำนวนมากมายเกินสิบชนิดเก็บรักษาไว้ ทำให้เหล่าชาวยุทธผู้หลงใหลในอนุภาพของพิษร้าย ต่างพากันเดินทางขึ้นสู่หุบเขาเทพโอสถแห่งนี้เป็นจำนวนมาก แต่ก็มิมีผู้ใดสามารถฝ่าไปได้เกินด่านที่ห้าจากหนึ่งร้อยด่านเลยแม้แต่น้อย

แต่สำหรับตัวมันเองนั้นถือเป็นข้อยกเว้น เพราะมันได้เติบโตมากับพิษร้ายและสมุนไพรหลายร้อยหลายพันชนิดจนยากจะนับได้ภายในหอหมื่นพิษของท่านพ่อใหญ่ราชันย์พิษนั่นเอง ความจริงแล้วพิษร้ายแรงทั้งร้อยชนิดนั้นมิได้ดึงดูดความสนใจของหลงเอ๋อแต่อย่างใด หากแต่เป็นรสชาติอันล้ำเลิศระหว่างที่พิษร้ายไหลผ่านลำคอต่างหาก ที่ให้มันอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้

                ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทางด้านพรรคมังกรฟ้าอันมี หนีเปียนทงหนึ่งในสิบสุดยอดฝีมือแห่งยุทธภพแผ่นดินภาคกลางยุคปัจจุบัน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้คุมกฎฝ่ายขวาแห่งวิญญาณโลหิตอสูร กองกำลังนอกด่านผู้มีเป้าหมายยิ่งใหญ่หมายจักครอบครองแผ่นดินภาคกลาง ก็กำลังยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบใบหน้าที่อาบไล้ไปด้วยน้ำตาแห่งบุรุษเพศ ใบหน้าของมันเศร้าสร้อยหม่นหมอง นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำอันเกิดจากการร่ำไห้เสียใจเป็นเวลานาน ส่วนมือที่ว่างอีกข้างกำจดหมายลับฉบับหนึ่งเอาไว้อย่างแน่นหนา

                ผู้คุมกฎซ้ายขวาของพรรคมังกรฟ้า ที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของหนีเปียนทง ต่างลอบมองหน้ากันและกัน คล้ายกำลังส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเอ่ยวาจาอะไรออกมาบ้าง เนื่องจากพวกมันนั่งคุกเข่ามาเป็นเวลานานถึงหนึ่งชั่วยามแล้ว นับตั้งแต่มีหน่วยข่าวของพรรคนำจดหมายลับ มาส่งถึงมือสุนัขบัดซบแซ่หนี โดยตรง

พวกมันอยากจะลุกขึ้นยืนใจจะขาด เพราะปวดเมื่อยเนื้อตัวไม่น้อยเลยทีเดียว ในใจได้แต่ร่ำร้องด่าท่อไปถึงบรรพบุรุษของหนีเปียนทง ย้อนกลับไปไม่รู้กี่ชั่วโคตร แต่สิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นกลับมีเพียง อาการคุกเข่านิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว นับว่าสองผู้คุมกฎซ้ายขวาแห่งพรรคมังกรฟ้ามีความอดทนยอดเยี่ยมไม่ใช่น้อย

                ท้ายที่สุดหลังจากลอบส่งสายตาเกี่ยงกันไปมา ผู้คุมกฎฝ่ายขวาก็ยอมแพ้สหายสนิท เอ่ยวาจาทั้งที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา ถามหนีเปียนทงขึ้นว่า

“ท่านประมุขขอรับ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องราวร้ายแรงอันใดขึ้นกันแน่ขอรับ ข้าพเจ้าเห็นท่านประมุขเงียบไปนานมากแล้วก็อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้

                เมื่อได้ยินวาจาชโลมเลียสุนัขบัดซบแซ่หนีของสหาย ทำให้ผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายอดมิได้ที่จะลอบทำหน้าตาบิดเบี้ยว แต่ในใจของมันก็โห่ร้องชื่นชมสหายสนิทของตนเองไม่ใช่น้อย

ผู้คุมกฎขวา เจ้ากล่าววาจาได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ดูท่าทางวันนี้คงมิต้องถูกสุนัขแซ่หนีทุบตีระบายอารมณ์แล้วกระมัง

                หนีเปียนทงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเมื่อถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นัยน์ตาคมกล้าแฝงประกายของสุดยอดฝีมือแห่งยุค หรี่ลงจ้องมองไปยังร่างของสมุนคนสนิททั้งสองเล็กน้อย มันคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งว่าจะบอกกล่าวเรื่องราวในจดหมายให้สมุนทั้งสองทราบดีหรือไม่ แต่แล้วมันก็ตัดสินใจ สะบัดจดหมายออกโดยใช้ลมปราณควบคุมวัตถุ ส่งจดหมายให้ลอยออกไปหาผู้คุมกฎฝ่ายขวาอย่างเชื่องช้า

                เมื่อเห็นจดหมายที่อีกฝ่ายร่อนมาให้ สองผู้คุมกฎซ้ายขวาไม่รอช้า ต่างเร่งรีบเดินลมปราณคุ้มครองร่างเต็มกำลัง ก่อนที่สองผู้คุมกฎจะทะยานร่างขึ้นจากพื้นแบ่งเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ผู้คุมกฎฝ่ายขวาอยู่ทางด้านหน้า ใช้สองมือค่อยๆ ยื่นออกไปรับจดหมายที่กำลังลอยมาที่ร่างของตนเองอย่างเชื่องช้า ส่วนผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายก็เร่งรีบประทับฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของสหายสนิท ถ่ายทอดลมปราณเข้าสู่ร่างของผู้คุมกฎฝ่ายขวาอย่างรวดเร็ว

                “ตุบ”

เมื่อจดหมายแผ่นเล็ก ลอยกระทบกับฝ่ามือของผู้คุมกฎฝ่ายขวา พลันปรากฏเสียงเหมือนวัตถุกระทบกระแทกกันดังขึ้นไปรอบบริเวณ ก่อนที่สองผู้คุมซ้ายขวาแห่งพรรคมังกรฟ้าเกือบจักกระอักโลหิต แต่นับว่าพวกมันยังอยู่ในระดับใช้การได้ มิยอมกระอักโลหิตออกมาแม้แต่นิดเดียวต่อหน้าหนีเปียนทง เพราะรู้ดีกว่ายามนี้หากพวกมันแสดงความอ่อนแอ ยิ่งถูกตัวบัดซบที่นั่งอยู่กลางห้องซ้ำเติมให้อาการหนักกว่าเดิม

“อึก”

มีเพียงเสียงร้องในลำคอเบาๆ เท่านั้นที่สองผู้คุมกฎร้องออกมาให้อีกแก่หนีเปียนทงได้ยิน

                “นับว่าฝีมือของพวกเจ้าก้าวหน้าไม่น้อย ถึงกับสามารถรับจดหมายของข้าได้ แม้ว่าจักต้องใช้ลมปราณเต็มที่ และร่วมมือกันก็ตาม”

หนีเปียนทงกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่มันกลับไม่สามารถกักเก็บสีหน้าเย้ยหยัน สองผู้คุมกฎแห่งพรรคมังกรฟ้า ซึ่งบัดนี้ในสายตาของหนีเปียนทง สมุนทั้งสองได้ถือว่าเป็นผู้ทรยศสำหรับมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                “จักมิลองอ่านเนื้อความในจดหมายดูหน่อยรึ”

หนีเปียนทงกล่าววาจาขึ้น เรียกสติให้กลับเข้าสู่ร่างของสองผู้คุมกฎแห่งพรรคมังกรฟ้า

                เมื่อได้ยินวาจาของหนีเปียนทง สองผู้คุมกฎต่างก้มหน้าลงอ่านเนื้อความในจดหมายอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเผือดลงเรื่อยๆ จนไร้สิ้นโลหิตบนใบหน้าหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

                “ปะ...เป็นไปไม่ได้”

“ผู้คุมกฎขวาแห่งวิญญาณโลหิตอสูรหนีผิงฟางตะ...ตายตกลงแล้ว”

ผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

                “มะ...ไม่จริงใช่ไหมขอรับท่าน...อ๊ากๆๆๆ”

ยังมิทันที่ผู้คุมกฎฝ่ายขวาแห่งพรรคมังกรฟ้าจักเอ่ยวาจาได้จนจบคำ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นจากปากของมันและสหายสนิทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะถูกแถบริ้วฝ่ามือของหนีเปียนทง ที่เปล่งประกายสีดำสนิท พุ่งเข้ากระแทกร่างของพวกมันอย่างรวดเร็ว

                “ตูม โครม”

เสียงร่างของพวกมันลอยละลิ่วไปกระแทกกับกำแพงห้อง ก่อนจะล่วงลงกระแทกราวอาวุธที่ตั้งไว้บริเวณริมห้องเสียงดังสนั่น

                “อ๊อก”

สองผู้คุมกฎซ้ายขวาต่างกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาอย่างพร้อมเพียง

                ตัวบัดซบน่าตาย หากพวกเจ้ามิปกปิดความจริง เรื่องผิงฟางของข้าเดินทางเข้าแผ่นดินภาคกลาง มีรึที่นางจักถูกสุนัขบัดซบ สังหารจนตกตายอย่างน่าเวทนาเช่นนี้ หากท่านอาจารย์มิเขียนจดหมายส่งถึงข้าโดยตรง ป่านนี้ข้าก็ยังคงเป็นตัวโง่งม ปล่อยให้พวกเจ้าหลอกลวงปกปิดความจริงเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ใช่รึไม่

หนีเปียนทงตวาดวาจาอย่างเกรี้ยวกราด ใส่สมุนซ้ายขวา

                “โครม”

เสียงโต๊ะไม้ขนาดเล็กแตกหักพังทลายเพราะถูกฝ่ามือของหนีเปียนทง ฟาดระบายอารมณ์อย่างรวดเร็ว เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ร่างกายของสมุนซ้ายขวาจักต้องเป็นผู้รับเคราะห์ถูกมันฟาดฝ่ามือใส่ระบายอารมณ์จนร่างแหลกเหลวอย่างแน่นอน

                “ทะ...ท่านประมุขโปรดเมตตาพวกเราด้วยขอรับ ”

“พวกเรามิได้ตั้งใจปิดบังเรื่องผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายของวิญญาณโลหิตอสูรของพวกเรา แต่พวกเรามิทราบเรื่องมาก่อนเลยว่าท่านผู้คุมกฎถูกสังหารตายตกลงแล้ว”

สมุนมือขวากล่าววาจาขึ้น น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความร้อนรนรวมถึงใบหน้าที่แสดงสีหน้าตกอกตกใจออกมาอย่างชัดเจนบ่งบอกว่ามันไม่เคยทราบเรื่องการตายของหนีผิงฟางมาก่อนเลย

                “พวกเจ้าไปสืบหา สุนัขบัดซบที่สังหารผิงฟางของข้ามาให้ได้ ไม่ว่าจักต้องทุ่มเทกำลังทรัพย์กำลังคนเท่าไรก็ตาม หากพวกเจ้ามิสามารถตามหาตัวผู้ลงมือสังหารผิงฟางของข้าออกมาให้ได้ ข้าพเจ้าเด็ดหัวพวกเจ้ามาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของนางแทน”

หนีเปียนทงกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่แววตาของมันกลับวาวโรจน์อย่างน่ากลัว จนลูกสมุนผู้คุมกฎซ้ายขวาแห่งพรรคมังกรฟ้า ต้องรีบพยุงร่างลุกขึ้นวิ่งเข้ามาทรุดกายลงคุกเข่าคำนับ รับคำสั่งของหนีเปียนทงอย่างรวดเร็ว เพราะหากมันกระทำการเชื่องช้าอาจถูกหนีเปียนทงลงมือทำร้ายอีกครา ก่อนที่ทั้งคู่จักรีบช่วยกันพยุงร่างกายอันบอบช้ำ เดินออกจากห้องโถงของพรรคมังกรฟ้าไปอย่างรวดเร็ว

                ผิงฟาง ผิงฟางของข้า ฮือๆ

เมื่อภายในห้องโถงกลางของพรรคหลงเหลือเพียงแค่มันอยู่เพียงผู้เดียว หนีเปียนทงจึงปลดปล่อยเสียงร่ำไห้ออกมาในท้ายที่สุด

ยามนี้ในหัวของมันมีแต่ภาพความทรงจำ เมื่อครั้งเยาว์วัยที่เคยใช้เวลาทำทุกสิ่งอย่างร่วมกันกับหนีผิงฟาง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนวิชา รึแม้แต่การนั่งทานข้าวซึ่งทั้งสองต้องแบ่งอาหารกันกิน เนื่องจากวิญญาณโลหิตอสูรในยามนั้น ยังมิมีทรัพย์สินมากมายพอที่จักเลี้ยงดูทุกชีวิตในพรรคได้เหมือนกับเวลานี้

 แม้ว่าเวลาที่ผ่านล่วงเลยมาหลายสิบปี จักทำให้มันและหนีผิงฟางเกิดความขัดแย้งชิงดีชิงเด่นทางด้านหน้าที่การงาน แต่ลึกๆ แล้วภายในใจของมันก็มิเคยลืมเลือนภาพหนีผิงฟางยามที่เป็นเพียงแค่เด็กหญิงตัวน้อย ที่มันเคยอุ้มขึ้นหลังวิ่งเล่นไปมาภายใน คูหาถ้ำอันสลับซับซ้อนของวิญญาณโลหิตอสูรไปได้เลยแม้แต่น้อย

“ผิงฟาง ข้าพเจ้าขอสาบานจักนำหัวของตัวบัดซบที่สังหารท่าน มาเซ่นไหว้ต่อหน้าป้ายวิญญาณของท่านให้จงได้”

หนีเปียนทงตวาดวาจา ซึ่งแฝงเอาไว้ด้วยลมปราณจำนวนมหาศาลจน ห้องโถงกลางเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงฝุ่นผงที่เกาะอยู่บนเพดาน และคานรองรับน้ำหนักถึงกับล่องลอยฟุ้งไปในอากาศธาตุอย่างมิอาจควบคุมได้ นัยน์ตาของมันปรากฏประกายความแค้นเคืองอย่างถึงที่สุด

                ทางด้านหุบเขาเทพโอสถ ภายในห้องโถงของตำหนักใหญ่ บัดนี้มีร่างของไป๋หู่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ประมุขสายตาของมันจับจ้องไปยังเบื้องหน้า ด้วยแววตาอ่อนโยนรักใคร่ หวงแหน เพราะบัดนี้บุตรสาวเพียงคนเดียวของมัน ได้เดินก้าวเข้ามายังห้องโถงกลาง ตามคำสั่งเรียกหาของมันผู้เป็นบิดานั่นเอง

                ไป๋หลิน ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในห้องโถงกลางอย่างเชื่องช้า ไม่เร่งร้อน ทุกอย่างก้าวที่นางเดินล้วนเต็มไปด้วยความมั่นคง หนักแน่น แต่ไร้สิ้นเสียงใดๆ ให้ได้ยินแม้แต่น้อย ใบหน้าที่งดงามประดุจนางเซียน มิมีเครื่องสำอาจของเหล่าอิสตรีเติมแต่งให้เห็นเลยสักนิด แต่นั่นกลับทำให้ความงดงามของนางเปล่งประกายออกมาอย่างถึงขีดสุด

บรรยากาศรอบๆ ตัวนางสร้างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกสงบสุขอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะนางช่วยเหลือเหล่าแพทย์และบิดา รักษาผู้คนมาตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้ท่าทางการแสดงออกของนาง เต็มไปด้วยความนุ่มนวลอารี ประดุจพระโพธิ์สัตว์ปรกโปรดสรรพสัตว์ก็มิปาน ประกอบกับชุดสีขาวปักลายทองคำที่นางสวมใส่ ยิ่งทำให้นางดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ราวกับว่ามิมีความมืดมิดใดจักสามารถกลบรัศมีขาวบริสุทธิ์ของนางไปได้

แต่ไป๋หู่นั้นรู้ดีว่า รูปลักษณ์เมตตาประดุจพระโพธิ์สัตว์ ที่บุตรรีของมันแสดงออกนั้น เป็นเพียงนิสัยส่วนหนึ่งของนางเท่านั้น บุตรีของมันยังมีนิสัยอีกด้านหนึ่ง ที่ดุดันจนยากจะเชื่อได้ว่า ด้วยรูปลักษณ์สะอาดบริสุทธิ์ของนาง จักมีด้านมืดแอบแฝงเอาไว้ด้วยอย่างแนบเนียน เปรียบได้กับหยินหยาง มีขาวต้องมีดำ มีสูงต้องมีต่ำ มีดีต้องมีเลว

บุคลิกของบุตรีของมันนั้นก็เปรียบเสมือน หยินและหยาง หากยามลงมือรักษาผู้คนด้านนิสัยด้านสว่างของนางก็จักเปล่งประกายฉายแสงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด หากเมื่อใดนางเข้าสู่การต่อสู้ด้านมืดอันร้ายกาจ ไร้ปราณีก็จักถูกเรียกเข้ามาแทนที่ด้านสว่างอันเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาจิตของนางได้อย่างรวดเร็ว

“คารวะบิดาเจ้าค่ะ”

ไป๋หลินกล่าววาจาพร้อมกับย่อตัวลงเล็กน้อย เมื่อบิดาพยักหน้านางจึงค่อยๆ เดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่จัดเตรียมเอาไว้อย่างเชื่องช้า นุ่มนวลน่าทะนุถนอมยิ่งนัก

                “เจ้าคงได้รับรายงานจากแพทย์คนสนิทของบิดาแล้ว ว่าวันนี้มีผู้มาขอทดสอบฝ่าด่านร้อยพิษของเจ้าใช่รึไม่”

ไป๋หู่เอ่ยวาจาถามขึ้น ทำให้ผู้เป็นบุตรีพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้าก่อนจักกล่าววาจาออกมาด้วยน้ำเสียงใสดุจแก้วเจียระไนว่า

“หลินเอ๋อ ทราบเรื่องแล้ว ตอนนี้ด่านร้อยพิษของข้าพเจ้าก็จัดเตรียมเสร็จสิ้นพร้อมสำหรับผู้มาทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

                “ดี ดี ถ้าเช่นนั้น เจ้ากับบิดาก็ไปกันเถอะ จักได้รู้แน่ชัดไปเสียทีว่า บุรุษที่มาทดสอบวันนี้จักสามารถฝ่าด่านร้อยพิษไปได้มากเพียงไร”

ไป๋หู่กล่าววาจา ก่อนจักลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยมีไป๋หลินผู้เป็นบุตรคอยประคองไม่ห่าง

                ทั้งสองบิดาบุตรค่อยๆ เดินออกจากห้องโถงกลางอย่างเชื่องช้าไม่เร่งรีบ เพราะต่างมีความรู้สึกว่า มิอยากให้การทดสอบในวันนี้จบลงอย่างรวดเร็วเกินไปนัก สำหรับไป๋หู่ที่มิอยากให้การทดสอบจบลงอย่างรวดเร็วก็เพราะ รู้สึกเวทนาเหล่าฮูหยินของหลางหลง ที่ต้องตกพุ่มม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย

แต่สำหรับไป๋หลินนั้น กลับรู้สึกว่าหลายปีที่ผ่านมา นานๆ ครั้งจึงจักมีผู้มาขอทดสอบฝ่าด่านร้อยพิษ จึงมิอยากให้การทดสอบต้องจบลงอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้น นางก็ต้องเฝ้าคอยอีกนาน กว่าจะมีผู้หาญกล้ามาขอทดสอบใหม่อีกครา

ทางด้านของหลงเอ๋อและสตรีทั้งสี่ ต่างก็พากันเดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน เมื่อแพทย์คนหนึ่งของหุบเขาเทพโอสถ เข้ามาแจ้งว่าด่านร้อยพิษเตรียมพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครานี้หลงเอ๋อออกเดินโดยมิได้รอให้ หานสุ่ยเซียนจับจูง เหมือนอย่างตอนแรกอีกแล้ว มันค่อยๆ เดินก้าวเท้าติดตามแพทย์ที่เข้ามารายงานไปอย่างมั่นคง หนักแน่น

“เฟิ่งเจ่เจ้ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง โจรราคะร้ายกาจกำลังจักฝ่าด่านร้อยพิษของแม่นางไป๋ แล้ว”

ฉินเอ๋อเอ่ยถามขึ้นทำลายบรรยากาศอันแสนเงียบงัน

                “ฉินเอ๋อ เรื่องด่านร้อยพิษนั้น เจ่เจ้มิได้กังวลแต่อย่างใด สิ่งที่พวกเราควรคิดกังวลในเวลานี้ก็คือ หลังจากที่หลงเอ๋อ ฝ่าด่านร้อยพิษสำเร็จแล้ว ท่าทีของประมุขไป๋ที่แสดงออกต่อมัน จักเป็นเช่นไรต่างหากคือเรื่องสำคัญ”

เฟยเหม่ยเฟิ่งกล่าววาจาตอบออกมา ทำให้สุ่ยเซียนและ มู่เสวี่ยถิงต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพียง

                “ข้าพเจ้าคิดว่าอย่างน้อย พวกเราก็คงได้เห็นฝีไม้ลายมือของหนึ่งในสิบสุดยอดฝีมือแห่งยุทธภพบ้าง ไม่มากก็น้อย”

หานสุ่ยเซียนกล่าววาจาขึ้นมาบ้าง ยามนี้สตรีทั้งสี่ต่างเดินจับกลุ่มคุยกัน มิได้ให้ความสนใจแก่หลงเอ๋อผู้เป็นสามีแต่อย่างใด

                “หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราควรตระเตรียมหาทางออกเอาไว้ให้พร้อม หากเกิดเหตุการณ์ขั้นร้ายแรงที่สุดกับจอมมารยา”

มู่เสวี่ยถิงกล่าววาจาขึ้น เรียกสีหน้างุนงงระคนสงสัยฉายอยู่บนใบหน้าของสตรีที่เหลืออีกสามคนอย่างพร้อมเพียง

“ข้าพเจ้าหมายถึง หากประมุขไป๋ มิอาจควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้ พุ่งเข้าจู่โจมจอมมารยา เพราะเสแสร้งแกล้งทำเป็นบุรุษตาบอดไร้วิชาติดตัว พวกเราควรจักหาทางออกเอาไว้ก่อน หากเกิดเหตุการณ์มิคาดคิดขึ้นจริง จักได้แก้ไข้ได้ทันท่วงที”

มู่เสวี่ยถิงกล่าววาจาอธิบาย เพิ่มเติมขึ้น

                “ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า พวกเราควรทำอย่างไร”

ฉินเอ๋อกล่าววาจาออกมา พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวกระจ่าง

                “ฉินเอ๋อ ท่านมีวิธีการอันประเสริฐเยี่ยงไร เร่งรีบบอกมาเร็วเข้า”

ครานี้เป็นหานสุ่ยเซียนเอ่ยวาจาเร่งเร้าขึ้นบ้าง

                “พวกท่านคงจำได้ว่า เมื่อตอนที่พวกเราอยู่ในห้องโถงกลาง ประมุขไป๋กล่าววาจาไว้อย่างไร”

ฉินเอ๋อกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ ทำให้สตรีที่เหลืออีกสามคนหยุดกล่าววาจา ครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ เฟยเหม่ยเฟิ่ง หานสุ่ยเซียน และ มู่เสวี่ยถิงก็กล่าววาจาออกมาพร้อมกันว่า

ถ้าหากสามีของพวกท่านสามารถฝ่าด่านร้อยพิษได้ ข้าจะมอบรากไม้เต่ามังกรให้สามีของพวกท่าน เพื่อนำไปรักษาดวงตาที่มืดบอด อย่างไม่มีเงื่อนไข

                เมื่อได้ยินสตรีที่เหลืออีกสามคน เอ่ยวาจาออกมาเป็นเสียงเดียวกัน ฉินเอ๋อก็พยักหน้ารับก่อนกล่าววาจาออกมาทันทีว่า

“ฉะนั้นพวกเราควรใช้ จุดนี้บีบบังคับให้ ไป๋หู่ยินยอมรับ โจรราคะร้ายกาจเป็นบุตรเขยแต่โดยดี”

                ฉินเอ๋อกล่าววาจาได้ถูกต้องแล้ว หากพวกเราอ้างคำพูดของไป่หู่ที่เคยกล่าววาจาเอาไว้ บุคคลชนชั้นระดับสุดยอดฝีมืออย่างไป๋หู่ จักต้องรักษาคำพูดอย่างแน่นอน

เฟยเหม่ยเฟิ่งกล่าววาจาขึ้น

                “แต่ถึงอย่างไร พวกเราจักประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย สุ่ยเซียนท่านรีบหาทางติดต่อ ท่านพี่ใหญ่แซ่หาน ให้กระจายข่าวนี้ออกไปให้ทั่วหุบเขาเทพโอสถ เพื่อป้องกันไป๋หู่ บิดพลิ้วเรื่องวาจาที่เคยให้กับพวกเราเอาไว้”

มู่เสวี่ยถิงหันกลับไปเอ่ยวาจากับสุ่ยเซียน ซึ่งก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยทันที จากนั้นหานสุ่ยเซียนก็ฉวยมือของมู่เสวี่ยถิง วิ่งกลับไปยังห้องพักรับรองเพื่อเขียนจดหมายส่งถึงหานหยางจงทันที ก่อนที่ทั้งคู่จักตามไปสมทบกับเฟยเหม่ยเฟิ่งและกุ้ยฉินที่สถานที่ตั้งด่านร้อยพิษ ซึ่งอยู่ในบริเวณด้านหลังของตำหนักใหญ่นั่นเอง

                ทางด้านคณะของหลงเอ๋อบัดนี้ต่างนั่งรวมตัวกันอยู่ทางเวทีที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนทางด้านขวาถูกครอบครองโดยสองพ่อลูกตระกูลไป๋ มีเพียงแค่หลงเอ๋อเพียงผู้เดียว ที่มาหยุดยืนอยู่กึ่งกลางลานประลอง ด้วยท่าทางนิ่งสงบ เยือกเย็น มิได้มีท่าทีตื่นเต้นให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

                “เป็นอย่างไรไป๋หลิน คุณชายหลางหลงผู้นี้ หน้าตาหล่อเหลาคมคายไม่น้อย เจ้าถูกใจรึไม่”

ไป๋หู่กล่าววาจากกระเซ้า บุตรีเพียงคงเดียวขึ้น เรียกร้อยยิ้มจากใบหน้างดงามล่มเมืองของนางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

                “แม้ว่าใบหน้าจักหล่อเหลา รึใบหน้าจักหน้าเกลียดล้วนแล้วแต่มิมีผลกับลูกเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อ เพราะบุตรที่ลูกจักยอมตบแต่งด้วย นั้นจักต้องฝ่าด่านร้อยพิษทั้งหมดไปให้ได้เท่านั้นเจ้าค่ะ”

ไป๋หลินกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่สายตาของนางกลับลอบจ้องมองไปยังใบหน้าเนื้อตัวของหลงเอ๋อ แทบทุกครา เมื่อคิดว่ามิมีคนสังเกตเห็น แต่มีรึที่การกระทำของนางจักสามารถเล็ดลอดไปจากสายตาของผู้เป็นบิดาของตนเองไปได้ ในเมื่อบิดาของนางนั้นเป็นถึงหนึ่งในสิบสุดยอดฝีมือแห่งยุทธภพแผ่นดินภาคกลางยุคปัจจุบัน

                “แม้ว่าผู้เข้าร่วมทดสอบในครานี้ จักเป็นเพียงบุรุษไร้ วรยุทธ์ติดตัว แถมยังตาบอด ก็ต้องเข้ารับการทดสอบอย่างเต็มที่จากด่านร้อยพิษของเจ้าอย่างนั้นรึ”

ไป๋หู่เอ่ยถามขึ้นอีก เพราะความรู้สึกเวทนาเหล่าภรรยาของ คุณชายหลางหลงแท้ๆ ทำให้มันต้องกล่าววาจาเป็นทำนองขอให้ ผู้เป็นบุตรีลดความยากลำบากของด่านร้อยพิษลงมากกว่าปกติ

                “ถ้าเช่นนั้นเหตุใบบุรุษธรรมดาสามัญ ที่สูญเสียการมองเห็นจึงต้องเดินทางขึ้นมายังหุบเขาเทพโอสถของพวกเราล่ะเจ้าค่ะ”

ไป๋หลินเอ่ยวาจาถามขึ้นบ้าง

                “เพระคุณชายหลางหลงต้องการ รากไม้เต่ามังกรไปรักษาดวงตา ทางเดียวที่จักทำได้ก็คือ ฝ่าด่านร้อยพิษให้สำเร็จ เพื่อที่ได้ตบแต่งเจ้าเป็นภรรยา และได้อยู่ในฐานะบุตรเขยของบิดา หากคุณชายหลางหลงทำสำเร็จ บิดาย่อมมิอาจนิ่งดูดาย ยินยอมปรุงยารักษาดวงตาของคุณชายหลางหลงด้วยต้นเอง”

“ไป๋หู่ผู้เป็นบิดากล่าวาจาอธิบาย”

                “ถ้าหากบิดากล่าวมาเช่นนี้ ลูกก็จักยกเลิกด่านทดสอบสิบอย่างแรก ให้เหลือเพียงแค่การดื่มพิษร้ายทั้งสิบชนิดแทนส่วนอีกเก้าสิบด่านที่เหลือให้คงไว้เหมือนเดิม ดีรึไม่เจ้าค่ะ”

ไป๋หลินกล่าววาจาขึ้น

                “ถ้าหาก เจ้ายินยอมเช่นนี้ก็นับว่าประเสริฐไม่น้อยแล้ว”

ไป๋หู่ผู้เป็นบิดากล่าววาจา ก่อนจักลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินสืบเท้าก้าวเข้าไปหาหลงเอ๋อ ที่อยู่สงบนิ่งอยู่กลางลานกว้าง

                “คุณชายหลง ท่านพร้อมรับการทดสอบหรือไม่”

ไป๋หู่กล่าววาจาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งรีบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงการพยักหน้ารับอย่างมั่นคงจากอีกฝ่ายเท่านั้น

                “เมื่อครู่บุตรีของข้า ได้ตัดสินใจยกเลิกด่านร้อยพิษสิบชนิดแรกในการทดสอบ เพราะเห็นแก่ท่านที่เป็นเพียงบุรุษธรรมดาไร้ วรยุทธ์อีกทั้งยังศูนย์เสียการมองเห็น ให้เหลือยู่เฉพาะการดื่มกินพิษร้ายเท่านั้น ส่วนอีกเก้าสิบด่านยังคงเหลือในการทดสอบไว้เช่นเดิม ฉะนั้นหากคุณชายพร้อมแล้ว ข้าพเจ้าจักให้เหล่าแพทย์ยกยาพิษทั้งสิบชนิดออกมาทันที”

ไป๋หู่เอ่ยวาจาขึ้น

                “เรียนประมุขไป๋ข้าพเจ้าพร้อมเริ่มการทดสอบแล้วขอรับ”

หลงเอ๋อเอ่ยวาจาขึ้น ทำให้ไป๋หู่พยักหน้ารับหนึ่งครา ก่อนจักโบกมือให้แพทย์ทั้งสิบคนยกโต๊ะขนาดเล็กออกมาวางตรงเบื้องหน้าของหลงเอ๋อทันที

                บนโต๊ะขนาดเล็กมีถ้วยน้ำชาที่ปิดผาเอาไว้อยู่สิบใบ ซึ่งถ้วยที่ตั้งบนโต๊ะ มีลักษณะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน มีเพียงกระดาษที่เขียนกำกับเอาไว้เท่านั้นว่า ผิดทั้งสิบนั้นมีนามเรียกขานว่าอย่างไร และพิษแต่ละชนิดทั้งสิบถ้วย ถ้วยใดเป็นพิษชนิดแรกของด่านร้อยพิษ

                “เริ่มการทดสอบด่านร้อยพิษได้”

ไป๋หู่กล่าววาจาด้วยน้ำเสียงแฝงลมปราณ ทำให้เสียงของมันดังจนผู้คนที่อยู่โดยรอบ ต่างได้ยินคำพูดของไป่หู่อย่างรวดเร็ว แพทย์ทั้งสิบต่างใช้มือที่สวนใส่ถุงหนังเปิดผาพิษทั้งสิบชนิดออกอย่างพร้อมเพียง

                หลงเอ๋อเห็นดังนั้นก็ค่อยๆ สืบเท้าก้าวเข้าไปหาแพทย์คนแรกที่ยืนอยู่ด้านซ้ายสุด ยกมือโบกไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ปล่อยลมปราณออกไปสัมผัสตำแหน่งของถ้วยน้ำชา ก็พบว่าสิ่งที่อยู่ในถ้วยน้ำชาอันแรก เป็นยาพิษที่มีลักษณะเป็นเม็ด ขนาดของยาพิษใหญ่เกือบเท่าผลพุทรา

                หลงเอ๋อใช้สองมือค่อยๆ ประคองถ้วยน้ำชาขึ้นอย่างเชื่องช้าท่ามกลาง สายตาของเหล่าแพทย์ภายในหุบเขา สองพ่อลูกตระกูลไป๋ รวมถึงเหล่าฮูหยินทั้งสี่ ก่อนจักยกถ้วยน้ำชาขึ้นสูง จากนั้นก็ปล่อยให้ยาพิษล่วงเข้าปาก แล้วออกแรงเคียวทันที

                พิษชำระวิญญาณออกฤทธิ์ทันทีที่ไหลลงสู่ลำคอ มีอนุภาพทำให้ผู้ได้รับพิษเกิดอาการเจ็บปวดรวดร้าวตามร่างกาย ผู้ได้รับพิษหากมิได้กินยาถอน จักต้องตายตกลงในเวลาสิบสองชั่วยาม สภาพร่างกายหลงเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก”

หลงเอ๋อกล่าววาจาบ่งบอกชื่อพิษออกมา ทำให้เหล่าแพทย์ภายในหุบเขาที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่

ทางด้านไป๋หู่ผู้เป็นประมุขพรรคถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นหลงเอ๋อยังคงมีสภาพร่างกายปกติดี มิได้ทิ้งตัวลงกรีดร้องอย่างทุลนทุลายเหมือนกันผู้มาขอเข้าทดสอบฝ่าด่านร้อยพิษก่อนหน้า

ส่วนไป๋หลินผู้เป็นเจ้าของยาพิษทั้งร้อยชนิดในด่าน กลับยิ้มออกมาอย่างมิรู้ตัว สายตาของนางที่จับจ้องไปยังร่างกายอันแกร่งกร้าวของหลงเอ๋อ เปล่งประกายพออกพอใจอย่างยิ่งยวด

คุณชายหลง หวังว่าท่านคงมิทำให้เราผิดหวัง

ไป๋หลินคิดขึ้นภายในใจ

                ด่านร้อยพิษนับว่ายอดเยี่ยมไม่ใช่น้อย นี่เป็นเพียงแค่ด่านแรกก็ทำให้พยาธิในท้องของเราร่ำร้องได้เสียแล้ว”

หลงเอ๋อกล่าววาจา ก่อนจักยื่นมือออกไปหยิบน้ำชาถ้วยที่สองขึ้นมาทันที

---------------------

-100% แล้วจ้า

-โอมจง Comment โอมจง Vote ช่วยกันทำมาหากิน นะจ๊ะ เล เล มาซิลอน

-ขอขอบคุณทุกๆ Comment and Vote ไรเตอร์อ่านหมดเลยจ้า (ความสุขของคนเขียน อิอิ)

-ตอนหน้าก็จบด่านร้อยพิษ จะเกิดอะไรขึ้นกับหลงเอ๋อ บ้าง คอยติดตามดูกันต่อไป (สะปอย 555)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 160 ครั้ง

3,845 ความคิดเห็น

  1. #3773 Earth Kidkul (@9earth) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 22 มีนาคม 2559 / 09:40
    ทำไมฉากนี้มันสั้นจังชอบด้วยฉากผ่านด่านโดยการได้ชิมยาพิสทั้งหลาย แต่ไม่ค่อยชอบฉากด้านมังกรฟ้าเลย
    #3773
    0
  2. #3601 กาฟิวส์ (@gafiw6840) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 / 17:42
    สนุกมากค้าบบบ
    #3601
    0
  3. #3238 ronphon (@ronphon) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2556 / 00:38
    อ้าวแบบนี้ก็ไม่เป็นไปตามแผนน่ะสิ

    ได้กินแค่10ชนิดเอง
    #3238
    0
  4. #3038 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 / 19:39
    โหยย ย  พยาธิร่ำร้อง =[]=''
    #3038
    0
  5. #2978 ขนมน้ำตาล (@taiiat002) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 / 22:36
    ใจจะขาดแล้วเด้อ. ลงเร็วๆหน่อย
    #2978
    0
  6. #2947 หยกหิมะ (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2556 / 13:34
    ผ่านด่านแรกแบบชิวๆ
    #2947
    0
  7. #2946 นำหวาน (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 / 19:51
    สั้นจังเลยอ่ะ
    #2946
    0
  8. #2945 ซาตาน ตัวสั่น (@chatchnb) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 / 18:18
    รีบรีบมาลงงต่อเลยอย่างไวด้วย สงสารคนรอมั่งเด่ะ
    #2945
    0
  9. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  10. #2941 ~o~ (@eturan) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 22:02
    หง่า สั้นนิดเดียวเองง  นึกว่าจะจบด่านร้อยพิษแล้ว ฮือ มาต่อไวๆนะครับ
    #2941
    0
  11. #2940 หนอนตำรา (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 21:09
    สังเกตหลายตอน เมื่อถึงช่วงสำคัญทีไร ชอบมีตอนไร้สาระมาแทรกทุกครั้ง

    ไม่ทราบว่าไรเตอร์หวังอัปเรตติ้งหรืออย่างไร อย่าลืมสิครับว่า 7 วันลงที

    ดีไม่ดีรีดเดอร์เจออย่างนี้บ่อยๆ เรตติ้งตกอย่างเมื่อ เดือนสองเดือนที่แล้ว

    ไรเตอร์อย่ามาโอดครวญว่าเหล่ารีดเดอร์แล้วกัน รอตั้งอาทิตย์เสียความรู้สึกโคตรๆ
    #2940
    0
  12. #2939 Mr.Bermuda (@pakxza) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 20:33
    จะลดทำไม ขอเพิ่มไม่ดีกว่าหรือ อิอิ
    #2939
    0
  13. #2938 nura03 (@nura03) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 20:23
    โห สั้นไปหน่อยนะครับ 
    #2938
    0
  14. #2937 gea (@aquamarine) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 18:39
    สุนัขตัวเมียย่อมต้องสมสู่กับสุนัขตัวผู้ แม้ตายก็ตายเยี่ยงสุนัขข้างถนน วิญญาณออกจากร่างย่อมเป็นวิญญาณสุนัขที่เดินทางสู่นรก แล้วจะให้สุนัขตัวผู้แซ่หนีมานั่งเห่าหอนอยู่อันใด ใครจะยอมสมเพชเช่นนั้นรึ!
    อิอิอ่านมาถึงตอนพรรคมังกรฟ้าหรือเย้สีน้ำเงินอารมณ์มันก็ขึ้นค่ะ แบบปรี๊ด ควันออกหู
     เป็นแค่เพียงตัวร้ายก็จงตายอย่างไร้ค่ามิมีสิทธิออกเสียงอันใดในเรื่องนี้ ประมาณนั้นอะ
    ปอลิง อ่านแล้วก็อินเฮ้อ......
    #2937
    0
  15. #2936 JaMe_ (@jame741100) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 18:36
    555555555555555+


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 กรกฎาคม 2556 / 18:37
    #2936
    0
  16. #2935 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 16:43
    โดนลดด่าน  ถ้าไป่หู รู้ความจริง ตายแน่หลงเอ๋อ 
    #2935
    0
  17. #2934 Clearer (@teeraparp) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 13:00
    ค้างมากๆ  ต้องรออีกตั้งอาทิตย์ ลดเหลือ 4 วันได้ไหม
    #2934
    0
  18. #2933 sarakaew (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 12:03
    เยี่ยมมาก ชอบอ่าน
    #2933
    0
  19. #2932 HateDrama (@nonstopper) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 11:42
    ไม่น่าเอาฉากหนีเปี่ยนทง มา เลย เปลืองหน้ากระดาษจะอ่านหลงเอ๋อ
    #2932
    0
  20. #2931 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 11:38
    สนุกดีครับผม
    #2931
    0
  21. #2930 sodaon (@sodaon) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 10:30
    จะกินจุถึงขนาด 100 พิษเลยหรือท้องแตกแน่ๆๆ
    #2930
    0
  22. #2929 siladevil (@sila40) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 10:19
    อ้ากกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หนุกๆๆๆๆๆ
    #2929
    0
  23. #2928 พันปักขา (@what-the-fck) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 10:12
    ทำไมมันสั้นแปลกๆอ่าๆๆๆ
    #2928
    0
  24. #2927 Kuuchamp149 (@kuuchamp149) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 09:28
    เพียงแค่ด่านแรกก็ทำให้ "พยาธิ" ในท้องเราร่ำร้องได้แล้ว

    เหอะๆๆๆ ด่านร้อยพิษสำหรับหลงเอ๋อ คงเปรียบได้กับโต๊ะจีนมื้อใหญ่สักมื้อหนึ่งกระมัง
    #2927
    0
  25. #2926 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 09:04
    จะเกิดอะไรขึ้นกับหลงเอ๋อ?? คำตอบคือ..กินอิ่มมากจนเรอดังเอิ๊กน่ะสิ 555
    #2926
    0