ราชันย์มารสะท้านภพ

ตอนที่ 64 : บทที่ห้าสิบเก้า สอดประสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียว(1) แก้ไขเนื้อหาเล็กน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    27 พ.ค. 56

 บทที่ห้าสิบเก้า สอดประสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียว(1) (แก้ไขเนื้อหาเล็กน้อย)

                กลับมาทางด้าน พรรคกระยาจก หลังจากที่หลงเอ๋อและเสียนหย่งหนานผู้เป็นประมุขพรรคออกเดินทางไล่ล่าติดตาม สองมารร้ายหนีผิงฟางและหลี่เค่อไปนั้น สตรีทั้งสามต่างเร่งรีบโคจรลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บภายในของตนเองทันที โดยมีหานหยางจงคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่มอบยาวิเศษซึ่งได้รับมอบมาจากราชันย์พิษครั้งใหม่ ให้พวกนางไปคนละหนึ่งเม็ด

                นับว่าเวลานี้พลังฝีมือของสตรีทั้งสาม นั้นจัดอยู่ในชั้นยอดฝีมือ เพียงโคจรลมปราณไม่นาน อาการบาดเจ็บภายในก็ทุเลาเบาบางลงไปมากแล้ว จากนี้ไป เพียงแค่ใช้เวลาไม่เกินเจ็ดวัน อาการบาดเจ็บของพวกนางก็จักหายเป็นปกติ

ณ ห้องโถงกลางของพรรคกระยาจก บัดนี้มีเสียนหย่งหนาน นั่งอยู่ตรงกลางห้องในฐานะ เข้าบ้านมีมังกรคลั่งเสียนหรงคอยยืนปรนนิบัติรับใช้อยู่ตลอดเวลา หานหยางจง สุ่ยเซียน เฟิ่งเอ๋อ และฉินเอ๋อ ก็นั่งอยู่ภายในห้องด้วยอย่างพร้อมเพียง

                แม้ว่าสีหน้าท่าทางของพวกนางจักนิ่งสงบ แต่เสียนหย่งหนานก็สามารถรับรู้ได้ว่า ยามนี้พวกนางกำลังเป็นห่วงบุรุษผู้เป็นสามี ทีกำลังออกไล่ล่า สองมารร้าย หนีผิงฟางและหลี่เค่อ

                “ฮูหยินทั้งสามมิต้องกังวลไปหรอก ข้าพเจ้าเชื่อว่าราชันย์มารจักต้องกลับมาพร้อมกับชัยชนะอย่างแน่นอน ยิ่งเวลานี้สองมารร้ายได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อยเชื่อว่า ราชันย์มารคงจัดการพวกมันทั้งคู่ได้ไม่ยากนัก”

เสียนหย่งหนานกล่าววาจาขึ้น หลังจากที่มันกลับมาถึงพรรคกระยาจกได้ไม่นาน ก็ต้องรีบกลับมานั่งสั่งการยัง ห้องโถงกลางแห่งนี้โดยมิได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย ยามนี้ตัวมันเปรียบเสมือนบุรุษชราไร้ วรยุทธชั่วคราว คงต้องใช้เวลาอีกสักพักจึงจักสามารถกลับมาใช้พลังได้เหมือนเดิม

ความสูญเสียที่พรรคกระยาจกได้รับในครั้งนี้ ถือว่าร้ายแรงอยู่พอ สมควร จึงมีคำสั่งให้ มังกรคลั่งผู้เป็นศิษย์เอก ถ่ายทอดคำสั่งเรียกตัวขอทานระดับผู้นำมารวมตัวกันที่เมืองลั่วหยางทันที

“พวกข้าพเจ้าก็กำลังภาวนาอยู่ภายในใจใช้ขอให้ สามีของพวกเรากลับมาได้อย่างปลอดภัย”

เฟยเหม่ยเฟิ่ง เอ่ยวาจาขึ้นโดยมีหานสุ่ยเซียน และฉินเอ๋อพยักหน้ารับ ก่อนที่สายตาของพวกนางจักหันกลับไปจ้องมองประตูทางเข้าห้องโถงกลางเฝ้ารอหลงเอ๋อว่าเมื่อไรจักกลับมา

                หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็สามารถออกจากเขตป่าเขา เดินทางบรรลุถึงเมืองลั่วหยาง หลงเอ๋อหยุด ชะงักร่างลงตรงด้านนอกของกำแพงเมืองเพียงชั่วครู่ เพื่อสอบถามเส้นทางตำแหน่งที่ตั้งพรรคกระยาจกอยู่เพียงครู่เดียว ก็โอบอุ้มร่างของมู่เสวี่ยถิง ทะยานเข้าสู่เมืองลั่วหยาง มุ่งหน้าเข้าสู่พรรคกระยาจกทันที

                หลงเอ๋อมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของพรรคกระยาจก ตามการชี้บอกตำแหน่งของมู่เสวี่ยถิง ก่อนค่อยๆ ประคองร่างของมู่เสวี่ยถิงลงจากอ้อมกอด ปล่อยให้นางยืนด้วยตนเองในที่สุด สีหน้าของมันดูคล้ายเสียดายกระไรบางอย่าง เมื่อต้องปล่อยให้มู่เสวี่ยถิงยืนด้วยตนเอง

                เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าเสียอกเสียดาย มู่เสวี่ยถิงอดมิได้ที่จัดยื่นมือไปยิกเอา ที่แขนของหลงเอ๋อ อย่างห้ามใจไว้ไม่อยู่ ยิ่งนางเห็นมันทำสีหน้าท่าทางเจ็บปวดเสียเหลือเกิน นางยิ่งลงมือหนักขึ้นเข้าไปอีก

                “จอมมารยา ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านมิได้เจ็บปวดอะไรมากมายนัก”

มู่เสวี่ยถิงกล่าววาจาขึ้นในที่สุด ใบหน้างดงามดุจนางเซียนมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่ตลอด ระหว่างที่ลงมือทำร้ายอีกฝ่าย น่าแปลกที่แม้จักมองมิเห็นแต่หลงเอ๋อก็สามารถ ป้องกันเนื้อตัวของตนเองให้รอดพ้นไปจากมือของนางได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยกเว้นก็แต่เพียงครั้งแรกที่นางลงมือเท่านั้น

นางมิรู้ว่าทำไมเวลาที่อยู่ใกล้กับบุรุษผู้นี้ นิสัยประจำตัวที่ปกติแล้ว ที่จักสงบปากคำมิค่อยยอมพูดจา และสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งของนางจึงมิปรากฏออกมาให้เห็น แต่สิ่งที่นางสามารถรับรู้ได้เวลาอยู่ใกล้ชิดกับบุรุษผู้นี้ก็คือ ความสุข ความอบอุ่นและความปลอดภัย ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงบิดาที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น ที่ทำให้นางสามารถรู้สึกเช่นนี้ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ หลงเอ๋อ สามารถทำให้นางสัมผัสได้ สิ่งที่แม้แต่บิดาของนางก็มิสามารถมีให้ได้ก็คือความรู้สึกวูบวาบประหลาดที่ก่อตัวอยู่ภายในใจของนางนั่นเอง

หลงเอ๋อปล่อยให้ มู่เสวี่ยถิงลงมือทำร้ายอยู่เพียงชั่วครู่ ก็รวบเอามือน้อยๆ อันแสนบอบบางของนาง เข้ามาไว้ในกำมือของตนเอง ก่อนจักกล่าววาจาขึ้นว่า

“ถิงเอ๋อ ท่านพร้อมรึไม่”

                เมื่อได้ยินวาจาเอ่ยถามของหลงเอ๋อ ทำให้มู่เสวี่ยถิงเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าของหลงเอ๋อ อยู่เพียงชั่วครู่ นางบีบกระชับมือหลงเอ๋อเล็กน้อย เป็นการตอบรับ ก่อนที่หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีจักก้าวเดินเข้าไปในพรรคกระยาจก

พวกเจ้ามิต้องเป็นห่วง อาการบาดเจ็บของเรามิเป็นอะไรมากเพียงเดินลมปราณไม่นานก็จักทุเลา ฝากข่าวแจ้งไปยังตำหนักมาร ด้วยว่าอีกไม่กี่วันข้าจักเขียนจดหมายถึง บิดาทั้งหกด้วยตนเอง

ระหว่างที่หลงเอ๋อกำลังเดินเข้าไปภายในพรรคกระยาจก ก็ลอบส่งเสียงผ่านลมปราณเอ่ยบอกแก่มือสังหารที่ทำหน้าที่ติดตามตนเองโดยมิให้มู่เสวี่ยถิงรู้ตัวทันที เมื่อเห็นว่า หนึ่งในห้าคนมีท่าทีจักแยกจากกลุ่มที่เฝ้าติดตามตนเองไป

                เมื่อได้ยินวาจาของหลงเอ๋อทำให้มือสังหารทั้งห้าจากสำนักสังหารเทพ หยุดชะงักลง พวกมันต่างพยักหน้ารับโดยพร้อมเพียง แต่ภายในใจกับรู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อย เมื่อรู้ว่านายน้อยของตนเองสามารถรับรู้การคงอยู่ของพวกมัน และยังสามารถส่งเสียงผ่านลมปราณมาถึงตำแหน่งที่พวกมันซุ่มซ่อนร่างอยู่ได้อย่างถูกต้อง

                หากเป็นยามที่นายน้อยมีสภาพร่างกายสมบูรณ์ มิได้รับบาดเจ็บย่อมเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่นายน้อยนั้นศูนย์เสียการมองเห็นไป นับว่านายน้อยของพวกมันได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่พวกมันยิ่งนัก

                พวกเจ้าคงได้รับคำสั่งจากเจ้าบ่าวรับใช้จอมขัดคอหานหยางจงให้ลอบ ติดตามไปคุ้มครองเราใช่รึไม่

หลงเอ๋อเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงผ่านลมปราณถามขึ้นทำให้พวกมันต่างรีบพยักหน้า เพราะหากชักช้า ก็เกรงว่านายน้อยจักอารมณ์เสีย เผลอตัวใช้ ทัณฑ์เจ็ดประทุดับวิญญาณ อันแสนร้ายกาจทรมานพวกมันเอาได้

                ถึงแม้ว่าจักลอบติดตามให้ความคุ้มครองนายน้อยไปอย่างใกล้ชิดแต่ด้วยระดับฝีมือของพวกมัน แม้ว่าจักเป็นมือสังหารชั้นสูงของสำนักสังหารเทพ แต่ก็มิอาจจัก ต้านทานอวิชชาของสองมารร้าย อย่างหนีผิงฟางและ หลี่เค่อได้ทำให้ต้อง คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ หากนายน้อยได้รับอันตรายถึงชีวิตจึงจักเสี่ยงลงมือช่วยเหลือ แต่เมื่อถึงคราวจำเป็น พวกมันกลับลงมือได้เชื่องช้ากว่า สตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างนายน้อยในเวลานี้ หากนายท่านหก ราชันย์จ้าวสังหารทราบเรื่องราว รับรองได้ว่า ชีวิตน้อยๆ ทั้งห้าชีวิตของพวกมันจักต้องถูก กระชากด้วยน้ำมือมัจจุราชของนายท่านหกอย่างแน่นอน

                จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พวกเจ้าลงมือล่าช้าเกินไป ทำให้เราเห็นถึงจุดอ่อนของ มือสังหารแห่งสำนักสังหารเทพ อีกสองวันเราจักมีคำสั่ง ให้มือสังหารของสำนักสลับกันเข้ารับการฝึกฝนใหม่ทั้งหมด เพื่อขจัดจุดด้อยที่ยังคงมีอยู่ทิ้งไป กิจการของสำนักสังหารเทพจักได้รุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น พวกเจ้าก็เตรียมตัวไว้ให้พร้อมเถอะ หากมิผ่านการฝึกฝนในครานี้ก็หมายความว่าพวกเจ้าจักมิมีสิทธิ์ ออกสู่โลกภายนอกอีกต่อไป

หลงเอ๋อกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงผ่านลมปราณอีกครา ก่อนจักเดินหน้ามุ่งสู่ห้องโถงกลางของพรรคกระยาจก ที่บัดนี้มันสามารถสัมผัสรับรู้ได้ว่า สตรีทั้งสามได้รอคอยมันอยู่ภายในนั้น

                “ท่านประมุขขอรับ ท่านประมุข”

เสียงขอทานที่มีหน้าที่เฝ้ายามผู้หนึ่ง วิ่งเข้ามาภายในห้องโถงกลางพร้อมกับส่งเสียงตะโกนเรียก เสียนหย่งหนาน หน้าตาของมันยามนี้ มีความยินดีปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างเด่นชัด

                “เจ้าคงมีข่าวอันใดมารายงาน รีบบ่งบอกออกมาเร็วเข้า”

เสียนหย่งหนานเอ่ยวาจาเร่งเร้าทันที

                “ราชันย์มาร กลับมาแล้วขอรับ”

ขอทานเฝ้ายามรีบรายงานทันที ทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ภายในห้อง พลันลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยพร้อมเพียงกัน สายตาจับจ้องไปที่ประตูทางเข้าของห้องโถงเป็นสายตาเดียว

                หลงเอ๋อค่อยๆ เดินเข้ามาภายในพรรคกระยาจกอย่างเชื่องช้า โดยมี มู่เสวี่ยถิงคอยจูงมือนำทางให้มันอย่างเต็มอกเต็มใจ ทั้งคู่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าของห้องโถง นางพยายามจักปลดมือน้อยที่ถูกมือใหญ่ของหลงเอ๋อ กุมเอาไว้ แต่ก็มิสามารถกระทำได้สำเร็จ เพราะเหลือบไปเห็นสายตาของสตรีทั้งสามนางที่จ้องมองมาตาไม่กระพริบ ใบหน้าของนางยามนี้กลับไปนิ่งสงบ ไร้ร่องรอยอารมณ์ใดๆ อีกครา

                เมื่อรู้สึกถึงแรงต่อต้านภายในอุ้งมือของตนเอง ทำให้หลงเอ๋อ หันหน้ากลับไปจ้องมองร่างของมู่เสวี่ยถิง มันยิ้มให้นางเล็กน้อยคล้ายจักบอกว่า มิต้องเป็นกังวลแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจักมิสามารถมองเห็นใบหน้าของนางได้ก็ตาม

                ทางด้านสตรีทั้งสามที่กำลังจักวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของบุรุษผู้เป็นสามี ก็ต่างพากันหยุดชะงักร่างตะลึงงันกันไปในทันที ใบหน้าที่มีรอยยิ้มงดงามดุจนางเซียนประดับอยู่ค่อยเปลี่ยนกลับมาเป็นงุนงงสงสัยแทนที่ เพราะยามนี้ข้างกายของหลงเอ๋อกลับมีสตรีผู้หนึ่ง ยืนอยู่แล้ว สายตาทั้งสามคู่ของพวกนางจับจ้องพิจารณา ไปยังร่างของสตรีผู้มาใหม่อย่างรวดเร็ว

                สตรีผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึงมีความงดงามผสมผสานกับความเยือกเย็น จนข้าพเจ้ารู้สึกหนาวเหน็บได้เช่นนี้

สุ่ยเซียนเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงผ่านลมปราณ กับสตรีอีกสองนาง

                เจ่เจ้คิดว่าความเป็นมาของสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างหลงเอ๋อของพวกเราในยามนี้ คงมิธรรมดาเป็นแน่ เพราะอย่างน้อยนางก็มีวรยุทธติดตัว แต่ดูเหมือนว่าจักได้รับบาดเจ็บภายในมาไม่น้อย พลังที่แผ่ออกจากร่างจึงไม่เสถียร

เฟยเหม่ยเฟิ่งเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงผ่านลมปราณขึ้นโต้ตอบบ้าง

                มิใช่ระหว่างทางที่ออกติดตามไล่ล่ามารร้ายทั้งสอง โจรราคะร้ายกาจไปแอบฉุดคร่า สตรีดีงามจากบ้านใดมารึเปล่า หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าพเจ้าจักจัดการกับโจรราคะขั้นเด็ดขาด

ฉินเอ๋อกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงผ่านลมปราณเช่นกัน

                เมื่อได้ยินวาจาของฉินเอ๋อ ทำให้สายตาของสตรีทั้งสามเปลี่ยนจากร่างของมู่เสวี่ยถิงไปจ้องมองที่หลงเอ๋อเป็นสายตาเดียว

                หลงเอ๋อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต แต่ก็มิได้หวั่นไหวเดินจูงมือของมู่เสวี่ยถิงก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงกลางอย่างหมั่นคงมายืนหยุดอยู่กลางห้องโถง

                มันค่อยๆ ปลดปล่อยมือของมู่เสวี่ยถิงออกจากมือของตนเอง ก่อนจักสืบเท้าก้าวเข้าไปหา ฮูหยินทั้งสามของตนเองอย่างเชื่องช้า ก่อนจักกางมือทั้งสองข้างโบกป่ายไปมา สวมบทบาทคล้ายคนตาบอดอย่างแนบเนียนยิ่งนัก

                มู่เสวี่ยถิงเห็นท่าทางเสแสร้งของหลงเอ๋อแล้วก็อยากจักกล่าววาจา เปิดโปงความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจของมันออกไป แต่นางก็มิอาจกระทำได้ เพราะยามนี้ ราชันย์มารผู้นี้ก็ตาบอดทั้งสองข้างจริงๆ นางจึงละความสนใจจากมันชั่วคราว หันกลับมาสำรวจ ฮูหยินทั้งสามของหลงเอ๋ออย่างละเอียดอีกครา ก็พบว่าพวกนางทุกคนต่างมีความงดงามดุจนางฟ้านางสวรรค์ ซึ่งชั่วชีวิตของนางเองมิเคยพบเห็นสตรีที่มีความงดงาม ในที่เดียวกันมากถึงเพียงนี้มาก่อน

                จะว่าไปชั่วชีวิตของนาง ก็เคยพบเห็นสตรีที่งดงามก็มีเพียงมารดาของตนเองเท่านั้น เพราะนางอาศัยอยู่ในวังผลึกน้ำแข็งมาตลอดชีวิตนั่นเอง

                “สุ่ยเซียน ฉินเอ๋อ เฟิ่งเอ๋อ พวกท่านอยู่ที่ใดกัน ข้าพเจ้ากลับมาหาพวกท่านแล้ว”

หลงเอ๋อส่งเสียงเรียกสตรีทั้งสาม

                เมื่อได้ยินวาจาของบุรุษผู้เป็นสามีเอ่ยเรียก พร้อมกับเห็นท่าทางของมันที่แสดงออกมาคล้ายกับคนตาบอด ทำให้ เฟิ่งเอ๋อ สุ่ยเซียนและฉินเอ๋อ ต่างรีบวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดหลงเอ๋อของพวกนางทันที แม้แต่เสียนหย่งหนานและหานหยางจงรวมถึง มังกรคลั่งเสียนหรง ก็มีท่าทีตกอกตกใจยิ่งนัก

                “หลงเอ๋อ ท่านเป็นอะไรไป เหตุใดจึงมีท่าทางเหมือนคนตาบอดเช่นนี้”

เฟิ่งเอ๋อเอ่ยวาจาถามขึ้นพลางยกมือขึ้นลูบไปตามใบหน้าของบุรุษผู้เป็นสามีอย่างแผ่วเบา ยามนี้นางมิกล้าแตะต้องตัวของมันโดยแรง เพราะมิรู้ว่ามันได้รับบาดเจ็บที่ใดบ้าง

                “นายน้อยเจ้าค่ะ ท่านเสียท่าอวิชชาของสองมารร้ายระหว่างต่อสู้ จนศูนย์เสียการมองเห็นใช่รึไม่เจ้าค่ะ”

หานสุ่ยเซียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า นัยน์ตาเรียวยาวดุจกวางทั้งคู่เริ่มมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ยิ่งเห็นหลงเอ๋อพยักหน้ารับแต่โดยดีว่าพลาดท่าเสียทีให้แก่ อวิชชาของสองมารร้าย สุ่ยเซียนถึงกับร่ำไห้ออกมาอย่างมิอาจอดกลั้น

                “ราชันย์มาร”

เสียงของเสียนหย่งหนานประมุขพรรคกระยาจกเอ่ยขึ้นทำให้หลงเอ๋อ ต้องหันกลับไปจ้องมองยังตำแหน่งที่เสียงของ ประมุขพรรคกระยาจกดังขึ้น

                “ข้าคิดว่าเวลานี้ ท่านคงอยากพูดคุยกับฮูหยิน และคนใกล้ชิด ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าเรื่องราวต่างๆ เอาไว้วันรุ่งขึ้น พวกเราค่อยพูดคุยรายละเอียดต่างๆ กันอีกครั้งดีรึไม่”

เสียนหย่งหนานกล่าววาจาออกมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง สำหรับตัวมันเอง รู้สึกเสียใจไม่น้อย ที่ราชันย์มารผู้นี้ศูนย์เสียการมองเห็นไปเพราะการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พรรคกระยาจกในครั้งนี้

                เมื่อหลงเอ๋อพยักหน้ารับ เสียนหย่งหนานจึงสั่งการให้ผู้คนออกไปจากห้องโถงจนหมด รวมถึงตัวมันเองที่ยามนี้ต้องอาศัยมังกรคลั่งศิษย์เอก ประคองออกจากห้องโถง

                “ฉินเอ๋อ สุ่ยเซียน เฟิ่งเอ๋อ หากข้าพเจ้ากลายเป็นคนตาบอด พวกท่านยังจักรักข้าพเจ้าอยู่รึไม่”

เมื่อได้ยินหลงเอ๋อเอ่ยวาจาเช่นนั้น สตรีทั้งสามต่างพากันทุบทีไปที่ร่ายกายมันคนละทีสองที ใบหน้างดงามยามนี้แสดงออกถึงความโกรธเคืองไม่น้อย

                “ฮือๆ โจรราคะร้ายกาจ ท่านอย่าได้กล่าววาจาดูถูก ความรักของพวกเราที่มอบให้แก่ท่าน ต่อให้ท่านตาบอด พิกลพิการไปจริงๆ พวกเราทั้งสามคนก็จะเป็นดวงตาแทนท่านเอง”

ฉินเอ๋อกล่าววาจา

                 “ฉินเอ๋อกล่าววาจาได้ถูกต้องแล้ว ต่อให้ท่านแขนขาขาดไปกลายเป็นคนพิการเดินเหินมิได้ พวกเราก็จะเป็นแขนขาให้ท่านเอง”

สุ่ยเซียนรีบกล่าววาจาสมทบออกมาทันที

                เมื่อหลงเอ๋อได้ยินดังวาจาของสตรีทั้งสาม มันก็พลันรวบร่างของพวกนางเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอย่างแนบแน่น มิเหลือช่องว่างเลยแม้แต่น้อย หนึ่งบุรุษสามสตรีกอดกันอย่างแนบแน่น หลงเอ๋อเอ่ยวาจากระซิบกระซาบ เหมือนกำลังปลอบใจสตรีทั้งสาม ให้คลายจากความเศร้าโศกเสียใจ

                “นับว่าสวรรค์เมตตาต่อข้าพเจ้ายิ่งนัก ที่ประทานฮูหยินอันแสนประเสริฐเช่นพวกท่านให้แก่ข้าพเจ้า”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้น ก่อนจักก้มลงจูบไปที่หน้าผากเนียนใสไร้ริ้วรอยของพวกนางอย่างนุ่มนวล

ทำให้มู่เสวี่ยถิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ต้องหลุบตาลงต่ำ มิกล้าจ้องมองอีกต่อไป ใบหน้าขาวใส่ดุจน้ำนมของนางยามนี้แดงก่ำ เพราะมิเคยพบเห็นการแสดงความรักระหว่างหญิงชายเช่นนี้มาก่อน

“นายน้อยขอรับ มีทางรักษารึไม่ขอรับ”

หานหยางจงเอ่ยวาจาถามขึ้นในที่สุด เพราะไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป หลงเอ๋อที่บัดนี้กำลังก้มหน้าลงต่ำหมายจักครอบครองริมฝีปากอันอวบอิ่มของ เฟิ่งเอ๋อพลันหยุดชะงักลงทันที

                หานหยางจง เจ้าบ่าวรับใช้จอมขัดคอ เจ้าเกิดมาเพื่อขัดขวางความสุขของเรายิ่งนัก

หลงเอ๋อด่าทอ หยางจงอยู่ในใจ ก่อนจักหันกลับไปมองตำแหน่งที่บ่าวรับใช้คนสนิทยืนอยู่

                “การรักษาดวงตาของข้าให้สามารถกลับมามองเห็นนั้น มีทางอยู่แต่คงจะยากสักหน่อย เวลานี้เจ้าไปหอบเอากล่องยาวิเศษของท่านพ่อใหญ่ ที่แอบซ่อนไว้มาให้แก่ข้าก่อนก็แล้วกัน”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้น มันพยายามข่มกลั้นอารมณ์มิให้เข้าไปทุบตีหานหยางจงอย่างสุดความสามารถ ทำให้หานหยางจงรีบทะยานร่างออกไปจากห้องโถงทันที ใบหน้าของมันยามนี้มีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่ เมื่อได้รู้ว่านายน้อยของตนเอง มีทางกลับมามองเห็นได้ดั่งเดิมอีกครั้ง

                หลงเอ๋อ ค่อยๆ หันกลับมาส่งยิ้มแห้งๆ ให้แก่ฮูหยินทั้งสาม เพราะบัดนี้มันรู้สึกได้ว่า รังสีอำมหิตจากร่างของพวกนางกำลังพุ่งเข้ามายังร่างของมันอย่างพร้อมเพียง

                “แหะๆ มะ...เมื่อครู่พวกท่านคงได้ยินหมดแล้วกระมัง”

หลงเอ๋อหัวเราะแห้งๆ ก่อนกล่าววาจาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สตรีทั้งสามพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพียง แต่มิกล่าววาจาใดๆ ออกมา ทำให้หลงเอ๋อที่ศูนย์เสียการมองเห็นไป มิสามารถรับรู้ได้ ถึงกับหน้าซีดเพราะคิดว่า พวกนางโกรธตนเองเข้าให้แล้ว

                “สะ...สุ่ยเซียน เฟิ่งเอ๋อ ฉินเอ๋อ หากพวกท่านโกรธเคืองข้าพเจ้าก็ ทุบตีข้าพเจ้าเถอะ อย่างได้นิ่งเงียบไปเช่นนี้ ข้าพเจ้าใจมิดีแล้ว”

หลงเอ๋อรีบกล่าววาจา ก่อนพยายามเดินโบกมือไม้ส่ายไปมา ดุจคนตาบอดอย่างแท้จริง ตามหาร่างของสตรีทั้งสาม เพราะยามนี้มันมิสาสามารถ สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณจากร่างของพวกนางได้เลย

                ฉินเอ๋อ เฟิ่งเอ๋อ และสุ่ยเซียน ต่างพากันกลั้นหัวเราะอย่างสุดฤทธิ์ เพราะยามนี้พวกนางพร้อมใจกัน ปิดกั้นอำพรางลมปราณภายในร่างอย่างพร้อมเพียง

                ถึงแม้ว่าหลงเอ๋อจักศูนย์เสียการมองเห็น แต่ก็ยังสามารถใช้ลมปราณประสาทรับรู้อื่นๆ ตรวจจับผู้มีวรยุทธที่อยู่รอบๆ บริเวณได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากผู้มีวรยุทธที่อยู่รอบๆ ตัวมันทำการปิดกั้นอำพรางลมปราณ มันก็ยังสามารถรับรู้ถึงรังสีอำมหิต ที่เกิดจากความมุ่งร้ายของอีกฝ่ายได้ แต่นี้สตรีทั้งสามกลับมิมีรังสีอำมหิต อีกทั้งยังปิดกั้นอำพรางลมปราณ ทำให้ประสารทสัมผัสของหลงเอ๋อ มิสามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของพวกนางได้เลย

                “เป็นเช่นไร โจรราคะร้ายกาจ ความรู้สึกอย่างคนตาบอดเมื่อครู่ ท่านได้ลิ้มรสอย่างเต็มทีแล้วกระมัง”

ฉินเอ๋อ กล่าววาจาขึ้นเป็นคนแรก พร้อมกับเดินเข้าไปจูงมือหลงเอ๋อ มานั่งที่เก้าอี้

                “หลงเอ๋อ นี่เป็นการลงโทษของพวกเรา หากท่านยังกลั่นแกล้งพวกเราเช่นนี้ ท่านจักต้องถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง อย่างเมื่อครู่ เข้าใจรึไม่”

เฟยเหม่ยเฟิ่งกล่าววาจาพร้อมกับ ก้าวเข้ามาดึงหูของหลงเอ๋อขึ้นลงไปมา แต่น่าแปลกที่คราวนี้ มันกลับมิกล้าส่งเสียงร้องขอความเมตตากับนางเลยแม้แต่น้อย

                ทางด้านสุ่ยเซียนก็ค่อยๆ เดินเข้ามา ยกมือขึ้นสำรวจใบหน้าและร่างกายของหลงเอ๋อ ที่ยามนี้ได้รับบาดแผลมาไม่น้อย นางรีบเดินออกไปนำน้ำใส่อ่าง แล้วกลับเข้ามาเช็ดหน้าตาให้แก่หลงเอ๋อทันที

                หลังจากเช็ดหน้าเช็ดตาจนเรียกความสดชื่น กลับคืนมาได้บ้าง หลงเอ๋อ ลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปหา มู่เสวี่ยถิงอีกครา มันจูงมือนางก้าวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าสตรีทั้งสาม พร้อมกับเอ่ยวาจาขึ้นว่า

“เฟิ่งเอ๋อ ฉินเอ๋อ สุ่ยเซียน สตรีผู้นี้มีนามว่า มู่เสวี่ยถิง เจ้าของวลีหิมะแห่งห้าวลี นางคือลูกสะใภ้ในดวงใจของ ท่านพ่อรองราชันย์กระบี่มาร ข้าพเจ้าโชคดีได้นางลงมือช่วยเหลือ ระหว่างประมือกับสองมารร้าย หนีผิงฟางและหลี่เค่อ”

“หากมิได้นางช่วยเหลือ เชื่อว่าข้าพเจ้าคงถูกสองมารร้ายสังหารจนตายตก มิมีโอกาสได้กลับมาพบหน้าพวกท่านทั้งสามอีกเป็นแน่”

                “ระหว่างเดินทางกลับ ข้าพเจ้า หยอกเย้ากลั้นแกล้งนาง รุนแรงไปหน่อย ทำให้นางบันดาลโทสะ ซัดฝ่ามือเข้าใส่โดยข้าพเจ้าโดยมิได้ตั้งใจ แต่เมื่อนางได้สติก็พยายามรั้งพลังกลับไป แต่ก็ทำมิสำเร็จ ทำให้นางได้รับบาดเจ็บภายในสาหัน จากการถูกไอเย็นธาตุหยินตีกลับเข้าเกาะกุมชีพจร ต้องได้รับการรักษา จากผู้มีวรยุทธธาตุหยางอันร้อนแรง ซึ่งคนผู้นั้นก็คือข้าพเจ้านั่นเอง”

                “เพียงแต่ว่าวิธีการรักษานั้น...”

หลงเอ๋อกล่าวมาถึงประโยคนี้ก็พลันหยุดกล่าววาจาลง ทำให้ฉินเอ๋อผู้มีนิสัยใจร้อนไม่แพ้ราชันย์หัตถ์อัคคีผู้เป็นพ่อสามี ก็กล่าวถามขึ้นทันที

“เหตุใดจึงกล่าววาจาอ้ำอึ้งอยู่ได้ รีบบอกมา อาการบาดเจ็บของแม่นางมู่จักรักษาอย่างไร เรื่องนี้ถึงอย่างไร ท่านก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะแม่นางมู่ก็เป็นผู้มีพระคุณให้การช่วยเหลือ ชีวิตน้อยๆ ของท่านให้รอดพ้นจากสองมารร้าย”

                “หลงเอ๋อเจ้าค่ะ ที่ฉินเอ๋อกล่าววาจาออกมานั้น นับว่าถูกต้องแล้ว จะอย่างไร ท่านก็ต้องทำการรักษา อาการบาดเจ็บของแม่นางมู่ให้หายเป็นปกติ”

เฟิ่งเอ๋อรีบกล่าววาจาสมทบออกมา ทำให้หลงเอ๋อ ยิ้มกว้างออกมาทันที ทางด้าน มู่เสวี่ยถิงนั้นกลับมีสีหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย

                “ยามนี้ข้าพเจ้าได้ลงมือสกัดอาการบาดเจ็บของ ถิงเอ๋อไว้เพียงชั่วคราว ส่วนการรักษาอาการบาดเจ็บของนางให้หายขาด ข้าพเจ้ากับ ถิงเอ๋อ จักต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สอดประสานลมหายใจและร่างกาย  นางจักต้องรับเอาความร้อนจากพลังธาตุหยางของข้าพเจ้า เข้าสู่ร่างสลายพิษไอเย็นที่เกาะกุมชีพจรทั่วร่างของนางให้หมดไปในครั้งเดียว

หลงเอ๋อกล่าววาจาด้วยสีหน้านิ่งสงบ ส่วนมู่เสวี่ยถิงนั้นเอาแต่ก้มหน้าลงต่ำ มิกล้าสบสายตากับผู้ใดในห้องโถงแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย

“โจรราคะร้ายกาจ ข้าพเจ้าคิดไว้แล้วเชียวว่า ท่านจักต้องมิทิ้งลายพยัคฆ์ร้ายชอบล่าเหยื่อ ท่านใช่วางแผนร้าย แกล้งทำให้แม่นางมู่ได้รับบาดเจ็บภายในใช่รึไม่”

ฉินเอ๋อกล่าววาจากล่าวหาหลงเอ๋ออย่างเผ็ดร้อน จนมันต้องรีบเอ่ยวาจาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“โธ่ ฉินเอ๋อ ข้าพเจ้าไหนเลยจักกล้าทำเยี่ยงนั้น”

                “แล้วทางด้านแม่นางมู่ ว่าอย่างไรเจ้าค่ะนายน้อย”

สุ่ยเซียนเอ่ยถามขึ้นบ้าง ก่อนหันไปชักชวนเฟยเหม่ยเพิ่ง แล้วลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปหา มู่เสวี่ยถิงสตรีทั้งสองก้าวเข้ามากุมมือของมู่เสวี่ยถิงไว้คนละข้าง ก่อนจักจูงมือนางมานั่งยังเก้าอี้พลางกล่าววาจาขึ้น

                “แม่นางมู่ ท่านได้รับทราบวิธีการรักษาอาการบาดเจ็บภายในแล้ว คิดเห็นเช่นไรรึ”

เฟยเหม่ยเฟิ่งเอ่ยถามขึ้น ทำให้มู่เสวี่ยถิงใบหน้าแดงก่ำอีกครา

                “มู่เจ่เจ้ หากท่านยินยอมรับการรักษา ต่อไปนี้ท่านจักต้องถูกโจรราคะร้ายกาจรังแกไปตลอดชีวิตเหมือนกับพวกเรา มิมีทางหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว ท่านเต็มใจรับการรักษารึไม่”

ฉินเอ๋อกล่าววาจาออกมา ทำให้หลงเอ๋อเกิดความรู้สึกว่าตนเอง คล้ายกับเป็นโจรปล้นชิงสวาทจริงๆ

                “หากข้าพเจ้ารับการรักษา ถึงอย่างไรก็ต้อง ติดตามจอมมารยา ไปตลอดชีวิตแต่ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้มาทีหลัง เรื่องนี้ข้าพเจ้ามิอาจตัดสินใจได้ คงต้องขึ้นอยู่กับฮูหยินทั้งสามแล้วว่าจักอนุญาตรึไม่”

มู่เสวี่ยถิงกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ แต่ผู้คนที่อยู่ภายในห้องโถงต่างได้ยินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลงเอ๋อ ที่บัดนี้ฉีกยิ้มกว้างอย่างมิอาจปกปิด

                เมื่อได้ยินวาจาของมู่เสวี่ยถิง ทำให้สตรีทั้งสามต่างหันกลับมายิ้มกว้างให้แก่กันและกันโดยพร้อมเพียง

                “แม่นางมู่ ถ้าหากพวกเราอนุญาตเล่า ท่านเต็มใจจักใช้ชีวิตร่วมกันกับ หลงเอ๋อและพวกเราไปจนแก่เฒ่ารึไม่”

เฟยเหม่ยเฟิ่งเอ่ยวาจาขึ้น ทำให้หลงเอ๋อ ที่กับลอบหลั่งเหงื่อกาฬ ด้วยความตื่นเต้น มันเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดจ่อเลยทีเดียว

                เมื่อได้ยินวาจาเอ่ยถามดังนั้น มู่เสวี่ยถิงถึงกับพูดไม่ออก นางหันหน้าจ้องไปทางคนนู้นคนนี้ เพราะมิคิดว่า สตรีทั้งสามจักสามารถยอมรับนาง ได้ง่ายถึงเพียงนี้

                “มู่เจ่เจ้ ถึงแม้ว่าท่านจักได้พบเจอนายน้อย หลังจากพวกเราก็จริงอยู่ แต่ถึงอย่างไร ท่านก็มีสิทธิ์ในตัวของนายน้อยเท่าเทียมกันกับพวกเรา ที่พวกเรายอมรับท่านอย่างง่ายดายนี้ เพราะพวกเรานั้นรู้อยู่แล้วว่า ถึงอย่างไรนายน้อยก็จักต้องมี ฮูหยินถึงหกคนตามคำสั่งของบิดาบุญธรรมทั้งหก ที่ได้หมายตาลูกสะใภ้ในดวงใจเอาไว้ให้นายน้อยแล้วนั่นเอง อีกอย่างนายน้อยเป็นคนยุติธรรม แม้จักมิได้มีภรรยาเพียงคนเดียว แต่ก็ได้มอบความรัก ความเมตตาให้พวกเราอย่างเท่าเทียม แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

สุ่ยเซียนกล่าววาจาขึ้น ทำให้มู่เสวี่ยถิงพยักหน้ารับในที่สุด ทำให้พวกนางต่างยื่นมือมากุมมือของ มู่เสวี่ยถิงไวแล้วบีบเบาๆ เป็นการให้กำลังใจและแสดงความยินดี

                “แม่นางมู่มิทราบว่า ท่านมีอายุเท่าไรรึ”

เฟยเหม่ยเฟิ่งเอ่ยถาม

                “ข้าพเจ้ามีเพิ่งอายุยี่สิบปี พอดี”

เมื่อได้ยินวาจาของมู่เสวี่ยถิง ฉินเอ๋อก็เอ่ยวาจาขึ้นมาว่า

“ถ้าเช่นนั้นก็ถูกแล้ว ที่ข้าพเจ้ากับ สุ่ยเซียนเรียกท่านว่าเจ่เจ้ เพราะท่านมีอายุเท่ากับเฟิ่งเจ้และโจรราคะร้ายกาจพอดี ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้ากับสุ่ยเซียนขอฝากเนื้อฝากตัว ขอให้มู่เจ่เจ้ อบรมสั่งสอนให้มากไว้”

                “ข้าพเจ้าไหนเลยจักกล้าสั่งสอนพวกท่าน ข้าพเจ้าเป็นผู้มาทีหลัง จึงสมควรฝากเนื้อฝากตัวกับพวกท่าน มากกว่าเสียอีก”

มู่เสวี่ยถิงกล่าววาจาขึ้น ทำให้สตรีทั้งสามหัวเราะขึ้นโดยพร้อมเพียง

                “ถิงเอ๋อ เจ้าอย่าได้เกรงใจไปเลย ถึงอย่างไรฉินเอ๋อนั้นก็ยังมีอายุเพียงแค่สิบแปดปี ท่านสั่งสอนนางให้เรียบร้อยกว่านี้ก็คงจักดีไม่น้อย”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้น

                “โจรราคะท่านอย่าได้กล่าววาจายุแยง มู่เจ่เจ้ คดีความของท่านยังมิได้รับการสะสาง ฉะนั้นจงอยู่เงียบๆ ไปเสียแต่โดยดี”

ฉินเอ๋อกล่าววาจากับหลงเอ๋อ ทำให้มันถึงกับทำหน้าตาไม่ถูกได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งให้กับนาง

                “หลงเอ๋อ แล้วท่านจักทำการรักษาอาการบาดเจ็บของ ถิงเอ๋อ เมื่อใด ในเมื่อดวงตาของท่านยังมิสามารถมองเห็นได้เยี่ยงนี้”

เฟิ่งเอ๋อเอ่ยถามขึ้น

                “ข้าพเจ้าจักทำการรักษาอาการบาดเจ็บของ ถิงเอ๋อในวันนี้ รวมถึงอาการบาดเจ็บภายในของพวกท่านด้วย แต่รอให้หยางจงขุดกล่องเก็บยาวิเศษที่นำไปซ่อนเอาไว้ นำมาให้แก่ข้าพเจ้าเสียก่อน”

หลงเอ๋อกล่าววาจาพร้อมกับใช้มือยกร่างของ มู่เสวี่ยถิงให้มานั่งอยู่บนตักของตนเอง พร้อมกับก้มลงจูบไปที่แก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา มู่เสวี่ยถิงได้แต่เอียงหน้าหลบ ปากร้ายกาจของมันไปมา ก่อนจักซุบหน้าลงกับแผงอกกำยำของมันใช้เป็นที่หลบภัยชั่วคราว

                หนึ่งบุรุษสี่สตรี ต่างผู้คุยกันอย่างเผลิดเพลิน เฝ้ารอการมาถึงของหานหยางจง ระหว่างนี้หลงเอ๋อได้เอ่ยวาจาถ่ายถอดเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้แก่ เฟิ่งเอ๋อ สุ่ยเซียน และฉินเอ๋อ ได้รับฟังโดยละเอียด ไม่นานนักหานหยางจงก็ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องโถงกลาง มือของมันโอบอุ้มกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเอาไว้อย่างหวงแหน

                “หยางจง ส่งกล่องไม้นั่นมาให้แก่ข้าเสียโดยดี”

หลงเอ๋อไม่รอช้า เมื่อประสาทสัมผัสรับรู้ได้ว่า หยางจงมาถึงแล้ว ก็กล่าววาจา ข่มขู่ออกไปทันที แม้ว่าจักมิเต็มใจแต่หยางจงก็ต้องนำกล่องไม้ยื่นให้แก่หลงเอ๋อ

                เมื่อได้รับกล่องไม้ที่ภายในบรรจุยาวิเศษ หลากหลายขนานเอาไว้ หลงเอ๋อไล้มือไปตามขวดยาหลากหลายขนาดด้วยสีหน้าสุขใจยิ่งนัก ผิดกับหานหยางจงที่เวลานี้แทบจักร่ำไห้ออกมาอยู่แล้ว

                “นายน้อยเจ้าค่ะ แล้วท่านจักใช้ตัวยาใดรักษาให้ตนเองกลับมามองเห็นได้อีกครั้งรึเจ้าค่ะ”

หานสุ่ยเซียนเอ่ยถามขึ้น

                “อาการบาดเจ็บของข้าพเจ้าในครานี้ เกิดจากอวิชชาของสองมารร้าย ที่พวกมันทุ่มเทสุดตัวฝืนใช้อวิชชาออกมาทั้งที่ยังบาดเจ็บจนสามารถทลายขีดจำกัดหนึ่งชั่วยามได้สำเร็จ เพื่อหวังให้ข้าพเจ้าพลาดพลั้งเสียที เป็นโชคร้ายที่ประสาทการมองเห็นถูกเล่นงาน ฉะนั้นดวงตาของข้าพเจ้าจักไม่สามารถกลับมามองเห็นได้ ถึงแม้ว่าจักปล่อยเวลาให้ผ่านไปหนึ่งชั่วยามก็ตามที”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้น ทำให้ใบหน้าของสตรีทั้งสี่คนกลับมาเคร่งเครียดอีกครา

                “แต่เมื่อครู่ท่านกล่าวว่ายังพอมีทางรักษาอยู่ แม้จักยากสักหน่อยมิใช่รึ”

มู่เสวี่ยถิงกล่าววาจาขึ้นบ้างทำให้หลงเอ๋อพยักหน้ารับทันที จากนั้นมันลูบมือไปตามกล่องไม้ของหานหยางจงคล้ายจักสำรวจลวดลายของกล่องไม้ ก่อนที่จักมีเสียง กลไกปลดล๊อคดัง ตรงบริเวณฝากล่องด้านในเปิดออกมา

                หานหยางจงมีสีหน้าตกตลึงอย่างเห็นได้ชัด มันมิรู้มาก่อนเลยว่ากล่องเก็บยาวิเศษที่ได้รับมอบมาจากราชันย์พิษจักมีกลไกซ่อนอยู่ด้วย

                หลงเอ๋อยื่นมือเข้าไปหยิบยาที่บรรจุอยู่ในช่องลับ ที่มีอยู่เพียงเม็ดเดียวออกมาแล้วนำเข้าใส่ปากทันที

สีหน้าท่าทางของมันดูมีความสุขอย่างถึงขีดสุด จวบจนยาถูกกลืนลงลำคอไปแล้ว มันจึงกล่าววาจาขึ้นมาว่า

“ยาวิเศษเม็ดนี้ ของท่านพ่อใหญ่ราชันย์พิษ จักช่วยให้ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นได้ประมาณเจ็ดวัน แม้ว่ายาวิเศษเม็ดนี้จักยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ก็ช่วยให้ข้าพเจ้ามองเห็นเพียงไม่นาน น่าเสียดายยิ่งนัก”

                “หมายความว่าอย่างไรเจ็ดวัน แล้วหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรเจ้าค่ะ”

สุ่ยเซียนเอ่ยถามขึ้น

                “หลังจากเจ็ดวัน ดวงตาของข้าพเจ้าก็จักดับมืดลงอีกครา ต้องใช้สมุนไพรวิเศษตัวหนึ่ง มาปรุงเป็นยารักษา ดวงตาของข้าพเจ้าจึงจักหายดีเป็นปกติ”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้นอีก

                “แล้วสมุนไพรที่ว่านั่น มันคืออะไรรึโจรราคะ ท่านบอกมา ข้าพเจ้าจักรีบไปหามาปรุงยารักษาดวงตาของท่าน”

ฉินเอ๋อกล่าววาจาด้วยท่าทางเร่งร้อน

                “สมุนไพรตัวนี้หายากมาก แม้แต่ที่ตำหนักมาร ก็ยังมิมีเก็บรักษาไว้ มันมีชื่อว่า รากไม้เต่ามังกร ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสมุนไพรพิษ ชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง”

“รากไม้ชนิดนี้จะขึ้นอยู่บนกระดองเฒ่าทะเลที่มีอายุหลายร้อยปีขึ้นไป การจักหาได้สักต้นหนึ่งนั้น บางคราใช้เวลาตามหาหลายร้อยปียังมิอาจพบพาน รากไม้ชนิดนี้จักดูพิษที่อยู่ภายในร่างกายของเฒ่าทะเลมาสะสมเอาไว้ ทำให้เวลาเต่าทะเลกินสัตว์มีพิษในทะเลเช่าหอยมีพิษ แมงกะพรุนบางชนิดจึง สามารถมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย แต่ก็มิใช่ว่าเต่าทะเลทุกตัวจักมีรากไม้เต่ามังกรขึ้น จึงเป็นเหตุให้รากไม้เต่ามังกรหายากยิ่งนัก”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้น

                “ถ้าเช่นนั้นเราจักไปหารากไม้เต่ามังกรมารักษาท่านได้จากที่ไหนกัน เพราะแม้แต่ตำหนักมารก็ยังมิมีเก็บเอาไว้”

เฟิ่งเอ๋อเอ่ยวาจาขึ้นบ้าง

                “พวกท่านมิต้องกังวลไป เพราะข้าพเจ้ารู้รากไม้เต่ามังกรอยู่ภายใต้การครอบครองของผู้ใด”

หลงเอ๋อกล่าววาจา ทำให้ทั้งหมดมีสีหน้าดีขึ้นอย่างชัดเจน

                “เป็นที่ใด ที่มีรากไม้กระไรนั่นอยู่”

ถิงเอ๋อกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเร่งเร้าอย่างลืมตัว

                “หุบเขาเทพโอสถ ภายในคลังยาส่วนตัวของ ไป๋หู่ผู้เป็นประมุขหุบเขา”

หลงเอ๋อกล่าววาจาบอกออกมาทันที

                “ถ้าอย่างนั้น หลังจากท่านรักษาอากาบบาดเจ็บของมู่เจ่เจ้แล้ว พวกเราเร่งเดินทางไปยัง หุบเขาเทพโอสถกันเลยดีรึไม่”

ฉินเอ๋อกล่าววาจาขึ้น

                มิต้องรีบร้อนไปหรอก ถึงอย่างไรต่อให้พวกเราเร่งเดินทางในเวลานี้ ก็ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือน จึงจักบรรลุถึงหุบเขาเทพโอสถ ข้าพเจ้าว่าพวกเราพักผ่อนใน พรรคกระยาจกสักสามสี่วัน ค่อยเดินทางก็ยังมิสาย แต่หากดวงตาของข้าพเจ้าดำมืดลงอีกครั้งก็ต้อง เป็นภาระให้พวกท่านช่วยดูแลข้าพเจ้าแล้ว

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

                “จอมมารยา ท่านช่างร้ายกายยิ่งนัก”

มู่เสวี่ยถิงเผลอตัวกล่าววาจาออกมา ทำให้ทุกคนภายในห้องโถงต่างพากันหัวเราะ ยกเว้นก็แต่หลงเอ๋อ ที่ทำหน้าบิดเบี้ยวกับ ฉายาใหม่ของฮูหยินคนใหม่

                “เอาล่ะข้าพเจ้าขอเดินลมปราณสักหนึ่งชั่วยาม ระหว่างนี้พวกท่านก็พากัน ไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุด กินอาหารให้เรียบร้อยเถอะ ส่วนหยางจงให้อยู่ดูแลข้าพเจ้ายามเดินลมปราณเพียงคนเดียวก็พอ”

หลงเอ๋อกล่าววาจาขึ้น ก่อนจักปล่อยให้สตรีทั้งสี่เดินออกจากห้องโถงกลางไป หลงเหลือไว้เพียงหยางจงที่คอยอยู่ดูแล คุ้มครองระหว่างที่หลงเอ๋อกำลังเดินลมปราณ

-----

--100% แล้ว ใครรอฉาก ที่คุณก็รู้ว่าอะไร ต้องขออภัย มันอยู่ตอนที่สอง 555+ Update ให้อ่านคืนนี้ หลังเที่ยงคืนไปแล้วแน่ๆ แนะนำ มาเปิดดูเช้าวันจันทร์ (มันเขียนยากมากนะ บอกตรงๆ) ใครจะรอก็แล้วแต่จ้า ไม่ห้าม (ขออภัยที่ทำให้เข้าใจผิดว่าจะมี 10 กะโหลก อยู่ในตอนนี้)
-ตอนแรกว่าจะรวบ สองบทให้อยู่ในตอนเดียวแต่นักเขียนก็กลัว ผู้อ่านทั้งหลายรอนาน
Update แยกให้ดีกว่า
(จริงๆ อ้าง ยังเขียนไม่ออก อิอิ) (แล้วก็ติดสัญญาไว้ด้วยว่าจะ
Update ให้อ่านสองตอนชดเชยของอาทิตย์ที่แล้ว เดี๋ยวผิดคำพูด ไม่ได้ๆ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

3,845 ความคิดเห็น

  1. #3661 Wing of Freedom (@wingoffreedom) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 1 มีนาคม 2557 / 21:34
    สงสัยอีกละ (บ่อยเหลือเกิน) ในเมื่อตอนของ เสียนหย่งหนาน ตอนโดนอวิชชาเข้าไป พอผ่านเวลาไปพักหนึ่งยังสามารถต้านทานอวิชชาได้เลย แล้วพอได้รับการถ่ายทอดลมปราณร่างมารเข้าไปก็สามารถขับพลังของอวิชชาที่แฝงอยู่ในตัวได้ แล้วทำไมหลงเอ๋อผู้มีลมปราณร่างมารสูงส่งกว่าหานหยางจงถึงไม่สามารถขับพลังของอวิชชาที่แฝงอยู่ในร่างได้ล่ะ ถึงจะต้องใช้พลังเยอะกว่าตอนของเสียนหย่งหนานมากก็ตามที ทำไมต้องใช้สมุนไพรแทนหว่า? หรือเพราะเป็นแผนเพื่อหาสะใภ้คนต่อไปกัน?
    #3661
    1
    • #3661-1 Somae1 (@Somae1) (จากตอนที่ 64)
      15 มกราคม 2560 / 11:25
      เสียนหยงหนานโดนแค่ของยายป้าคนเดียวคับ แต่ของ หลงเอ๋อมันโดนพร้อมกัน2คน
      #3661-1
  2. #3594 กาฟิวส์ (@gafiw6840) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 / 16:17
    ขอบคุณมากค้าบบบบบบ
    #3594
    0
  3. #3394 เทพ (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 3 กันยายน 2556 / 03:14
    55555555555+ สนุกๆ
    #3394
    0
  4. #2894 ยุงลำบาก (@djfbifmf) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 / 01:47
    กลายเป็นเสือสิ้นลาย เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยิน หมดๆ หมดกันมาดดาวมรณะของยุทธภพ
    #2894
    0
  5. #2628 lคslnwUาJ (@apboomap) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 20:48
    มารับไปละคร้าบบบบบบบบบ
    #2628
    0
  6. #2624 nura03 (@nura03) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 20:18
    หลงเอ๋อ จะสงสารหรือว่าอะไรดีนี่
    #2624
    0
  7. #2619 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 17:27
    ร้ายกาดด ด =[]=''
    #2619
    0
  8. #2610 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 10:41
    หุ หุ..ตอนไปเผด็จศึกที่หุบเขาโอสถน่าจะให้ชื่อตอนว่า " พิษร้ายละลายใจ " นะเนี่ยยยยยยยย55555555
    #2610
    0
  9. #2605 ญ่าหรัญ (@YaRun) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 08:04
    ฮุหยินคนที่ ห้า ใกล้แล้วๆ
    #2605
    0
  10. #2598 Chang_oppa (@changoppa) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 01:06
    มารราคะเริ่มแล้วสินะ

    อิจฉามันจริงๆ
    #2598
    0
  11. #2596 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 22:59
    ไงก็รออ่าน เพราะข้าพเจ้าไม่ได้นอนอยู่แล้ว หุหุ อยู่กลางคืนเป็นนกฮูกไปแหล่ว
    #2596
    0
  12. #2595 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 22:45
    เอาตามที่อ้างนั่นแหล่ะค่ะ

    ขอบคุณ นะคะ
    #2595
    0
  13. #2594 diehard (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 22:32
    นึกว่าจะมีฉากเด็ด โถ่ เซ็งจังเบย
    #2594
    0
  14. #2593 seeker2005 (@life25) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 22:31
    อวิชาของหลี่เค่อ มีฤทธิ์แค่หนึ่งชั่วยามไม่ใช่หรือครับ ที่ว่าต้องไปเอายาที่หุบเขาเทพโอสถนี่เป็นแผนของจอมมารยาหรือเปล่า ชักสงสัย
    #2593
    0
  15. #2591 apctulomdsap (@apctulomdsap) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 22:05
    รออ่านตอนเช้านะครับ
    #2591
    0
  16. #2590 เต่าทอง (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 21:49
    Ho!! มันยอดมาก
    #2590
    0
  17. #2589 keng (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 21:49
    คนแรกเลย รอมาตั้งแต่เช้า สนุกมาก
    #2589
    0
  18. #2588 คั้นหนังสือ (@natanmatora) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 21:39
    รอตอนต่อไป
    #2588
    0
  19. #2587 ผู้เสพนิยายบู๊ลิ้ม (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 21:26
    เอ่อ..ไรเตอร์ครับฉาก x10 นี่แยกลงเหอะนะ เอาแค่x2-x3 ก็แทบจะโดนBANแล้ว ก็รู้ๆกันอยู่ว่ามัน 2มาตราฐาน55555555555555555555555555555
    #2587
    0
  20. #2586 ไอย๊ะ (@makkilmoon) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 21:18
    55555555555
    #2586
    0