[END] THE CLOUD 9 เหนือปลายเมฆ ☆* [YAOI] สนพ.Hermit Books

ตอนที่ 27 : เหนือปลายเมฆ ☆ XXVI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,087
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 406 ครั้ง
    14 ก.พ. 63

เหนือปลายเมฆ XXVI

นอกจากรักคุณแล้ว บางทีผมอาจจะไม่เก่งเรื่องอะไรอีกเลย

 

พี่ว่า.. พี่รักมันหวานมากขึ้นอีกแล้วในตอนนี้

มันหวานรู้สึกเหมือนหน้าตัวเองร้อนจนแทบจะระเบิดอยู่รอมร่อ ทั้งที่ตอนนี้ก็หนีขึ้นมาอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้วแท้ๆแต่ความร้อนที่ใบหน้ากลับยังไม่หายไปซะงั้น

ไม่รู้ว่าใครบางคนพูดประโยคนั้นออกมาได้ยังไงหน้าตาเฉย..ไม่สิ หน้าตาไม่ได้เฉยแต่หน้าตาเจ้าเล่ห์เป็นบ้า มันหวานยังคงจำได้ สายตาแพรวพราว รอยยิ้มมุมปาก มันหล่อหลอมให้หมอปลายเมฆในตอนนั้นเป็นผู้ชายที่ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย

            เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ..

เฮ้อ..” เสียงถอนหายใจของคนตัวเล็กดังขึ้นเบาๆภายในห้องของตัวเอง มันหวานไม่รู้จะเอาหน้าที่ฉาบความเขินอายของตัวเองไปซ่อนไว้ที่ไหน เพราะรู้ดีเลยว่าถ้าออกจากห้องนอนของตัวเองไปแล้วพบเจอหมอปลายเมฆอีกครั้งมันหวานคงต้องแย่แน่ๆ

หัวใจมันหวานไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้นที่โดนหยอดคำหวานแล้วจะยังคงยืนไหว มันอ่อนโอนไปหมดดั่งคนใจง่ายนั่นแหละ

เพราะประโยคบอกรักนั้นแท้ๆเลย

แล้วที่บอกว่ามากขึ้นในตอนนี้น่ะก็ไม่รู้ว่ามันมากขึ้นในระดับไหน แล้วจะมากขึ้นไปมากกว่านี้ไหม แต่ที่รู้ๆคือมันหวานเหมือนได้ยินเสียงเกาะกำบังภายในหัวใจของตัวเองค่อยๆกะเทาะออกทีละน้อยๆ ซึ่งมันไม่รักดีเลยสักนิด เพิ่งจะผ่านมาแค่สองอาทิตย์แต่เพียงแค่หมอปลายเมฆปรากฏตัวก็ทำให้เขาหวั่นไหวได้ตั้งขนาดนี้

มันหวานน่ะไม่เคยจะเอาชนะผู้ชายคนนั้นได้เลยสักครั้งจริงๆ

ก็รักเขามากซะตั้งขนาดนั้นนี่เนอะ

อยู่ดีๆก็รู้สึกนึกถึงเพลงหนึ่งที่เก่ามากๆแล้วขึ้นมา ยอมตั้งแต่หน้าประตู..

โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า.. ‘ในวันนี้แค่ฉันเห็นเธอความเข้มแข็งก็เริ่มละลาย

บ้าบอชะมัด

หลังจากพยายามรวบรวมสติที่คงเหลือน้อยนิดของตัวเองให้กลับเข้าที่เดิมมันหวานถึงได้พาตัวเองออกจากห้อง ตอนนี้ได้เวลามื้อเย็นแล้วและมันหวานต้องไปทำกับข้าวแม้จะยังไม่พร้อมเจอหน้าอีกคนมากแค่ไหนก็ตาม

คนตัวเล็กเดินเตาะแตะมองซ้ายมองขวาหาคนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้หัวใจรวนเรแต่กลับไม่พบ ไม่ว่าจะเป็นในครัวหรือส่วนนั่งเล่นหน้าทีวี แต่บางทีก็อาจจะอยู่ในห้องนอนหรือไม่ก็ยังไม่กลับมาจากสวน แต่ช่างเถอะ ใครจะไปอยากสนใจกัน อยู่ในสวนก็ดีปล่อยให้ไส้เดือนแกล้งให้เข็ดไปเลย

มันหวานเปิดตู้เย็นหยิบวัตถุดิบที่จะใช้ในการประกอบอาหารในเย็นนี้ออกมา อาจจะทำแค่สามสี่อย่างและต้องมีบางอย่างที่รสไม่จัด จำได้ดีนั่นแหละว่าคนตัวโตคนนั้นไม่กินเผ็ด

ที่จริงก็ไม่เคยลืมอะไรเลยสักอย่าง จดจำเหมือนสมองตัวเองตั้งระบบเอาไว้ให้ใส่ใจเป็นพิเศษในเรื่องของผู้ชายคนนั้น และถ้ามันหวานเป็นหุ่นยนต์ก็คงเป็นหุ่นยนต์ที่ภักดีน่าดูเพราะไม่ยอมให้ใครติดตั้งระบบลบความจำเลยสักนิด มีแต่จะเพิ่มระบบให้จดจำมันไปเสียทุกอย่าง

ทุกอย่างไม่ว่าดีหรือร้าย

มันหวานพาตัวเองออกมาจากการจมดิ่งในเรื่องราวเก่าๆ เขาหยิบแครอทอันโตมาหั่นในขณะที่คิดอะไรไปเพลินๆว่าจะทำผัดผักใส่ไก่แล้วก็แกงจืดเต้าหู้หมูสับที่เป็นส่วนของหมอปลายเมฆ ไม่ได้ทำอาหารให้กินมานานมากแล้วแต่ก็หวังว่าฝีมือการทำอาหารของเขาจะยังคงถูกใจคนตัวโตเหมือนเก่า

ไม่ได้อยากเอาใจหรอกนะ เพราะมันหวานบอกกับตัวเองว่าแค่ต้องการตอบแทนที่อีกฝ่ายทำแกงอ่อมไก่ของโปรดของเขาให้จนนิ้วเป็นแผลก็เท่านั้น

ทำมื้อเย็นหรอครับ

อ่ะ!!”

มันหวาน!”

มันหวานสะดุ้งจนเผลอทำมีดบาดนิ้วมือของตัวเองเมื่อใครบางคนเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ก่อนจะสะดุ้งเป็นครั้งที่สองเมื่อหมอปลายเมฆเรียกชื่อเขาซะเสียงดังไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คนตัวสูงพาเขาไปล้างแผลตรงอ่างล้างจาน

พี่ขอโทษนะครับ” มันหวานเหลือบสายตามองคนตัวโตกว่าที่คิ้วขมวดกันยุ่งไปหมด สีหน้าเคร่งเครียดเหมือนเขาเป็นอะไรมากมายนั่นทำให้มันหวานโกรธอีกคนไม่ลงที่ทำให้เขาต้องมาเจ็บตัวแบบนี้

มันหวานถูกคนตัวโตพาไปนั่งยังโซฟาโดยที่มือหนานั้นก็ไม่ยอมปล่อยให้นิ้วของเขาเป็นอิสระเลยสักนิดทั้งที่เลือดก็หยุดไหลไปแล้วด้วยซ้ำ

มีกล่องทำแผลไหมครับ” คุณหมอเอ่ยถาม มันหวานเลยใช้นิ้วข้างที่ไม่เจ็บชี้ไปยังชั้นวางทีวีก่อนที่คนตัวสูงจะปล่อยมือออกจากนิ้วของเขาแล้วค้นหากล่องยาออกมา

ปลายเมฆกลับมานั่งยังโซฟาข้างคนตัวเล็กอีกครั้ง คุณหมอหนุ่มเปิดกล่องยา ก่อนจะหยิบสำลีและน้ำยาฆ่าเชื้อสีฟ้าอ่อนออกมา เขาเทใส่แผ่นสำลีสีขาว บรรจงเช็ดรอบปากแผลให้กับนิ้วเล็กๆแม้ว่าจะพยายามระวังมือมากแค่ไหนแต่มันหวานก็ยังคงสะดุ้งแสบเป็นพักๆ

หลังจากนั้นก็ใส่เบตาดีนให้พร้อมกับแปะพลาสเตอร์ให้เสร็จสรรพ ปลายเมฆลูบนิ้วน้อยๆของอีกคนเบาๆอย่างเป็นห่วงแม้ใจจะรู้ดีว่าแผลแค่นี้ไม่ถึงกับเป็นอันตรายก็ตาม เข้าก้มหน้าลงเพียงนิดจรดริมฝีปากให้ห่างจากแผ่นพลาสเตอร์เพียงหน่อยก่อนจะเป่าลมออกจากริมฝีปากเบาๆ

ตอนเด็กๆแม่เคยทำแบบนี้ให้เขา บอกว่าจะทำให้แผลไม่เจ็บและหายไวขึ้น ปลายเมฆรู้ว่ามันคือเรื่องหลอกเด็ก แต่เขาก็เลือกจะทำมันเพียงแค่หวังให้อีกคนไม่เจ็บไปมากกว่านี้

มันหวานมองการกระทำนั้นด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก หมอปลายเมฆทำเหมือนเขาเป็นเด็กสามขวบที่ต้องเป่าเพี้ยงให้หลังทำแผลเสร็จ มันหวานไม่รู้หรอกว่ามันช่วยอะไรได้บ้างไหม แต่ที่รู้คือเขารู้สึกอุ่นในหัวใจกับความใจดีพวกนี้

ร่ายเวทย์มนต์ให้แล้วเดี๋ยวก็หายเนอะ

คนตัวโตว่าพลางส่งสายตาอ่อนโยนมาให้ มันหวานจึงค่อยๆขืนมือตัวเองออกจากฝ่ามืออุ่นของอีกฝ่าย เขาเสสายตามองไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้หมอปลายเมฆจับความขัดเขินในแววตาของเขาได้

เขาต้องระวังตัวเองให้มากกว่านี้ มันหวานไม่อยากให้อีกคนได้ใจ เพราะมันหวานยังคงอยากเห็นความพยายามของหมอปลายเมฆอีก

ไม่ต้องอยากมีแผลคู่กับพี่ก็ได้” เมื่อคนเด็กกว่ายังคงเงียบปลายเมฆจึงเอ่ยพูดเชิงหยอกล้ออีกครั้ง เขามองแผลที่นิ้วชี้ข้างซ้ายของตัวเอง ซึ่งมันหวานก็มีแบบเดียวกัน คนตัวสูงหัวเราะในลำคอเบาๆเมื่อประโยคหยอกล้อนั้นเรียกใบหน้าหวานให้หันกลับมามองกันได้ ไหนจะสายตาขุ่นเคืองนั่นก็อีก

ซึ่งมันน่ารักดี แม้จะหน้ายุ่งก็ยังคงน่ารัก

ปลายเมฆยังคงชอบแม้ว่ามันหวานพยายามจะไม่พูดกับเขา แต่เขาชอบมองดวงตาคู่นั้นที่มีผลตอบรับจากคำพูดของเขาเสมอ

มันหวานลุกจากโซฟา คนตัวเล็กรีบย่ำเท้ากลับเข้าไปในครัวเพราะไม่อยากจะเสวนากับคนแก่กว่า มีอย่างที่ไหนมาติ๊ต่างว่าเขาอยากมีแผลคู่กับตัวเอง บ้าบอชะมัด

แล้วมื้อเย็นก็ผ่านไปได้ด้วยดีแบบที่คนตัวโตไม่เข้ามาวุ่นวายทำให้ตกใจจนต้องได้แผลเพิ่ม โชคดีที่พ่อกลับมาทันทำให้เขาไม่ต้องนั่งกินข้าวกับหมอปลายเมฆสองต่อสอง แล้วก็โชคดีอีกนั่นแหละที่หมอปลายเมฆสงบเสงี่ยมยามที่พ่ออยู่ด้วยเลยไม่ทำอะไรให้เขาใจเต้นไม่เป็นสุขไปมากกว่านี้

เวลาสองทุ่มครึ่งมันหวานยังคงนั่งรอละครฉายเหมือนอย่างเคยส่วนพ่อเข้านอนไปก่อนแล้วเพราะไปจัดการเรื่องของชาวบ้านจนเหน็ดเหนื่อย ส่วนอีกฟากของโซฟามีหมอตัวโตๆนั่งอ่านอะไรก็ไม่รู้เล่มหนาเบ้อเร่อ ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะเป็นตำราแพทย์เหมือนเก่า เพราะมันหวานก็ยังคงจำได้อีกนั่นแหละว่าหมอปลายเมฆชอบอ่านอะไรพวกนี้ไม่เหมือนเขาที่ชอบอ่านพวกนิยายรักหวานๆเสียมากกว่า พูดถึงนิยาย ไม่รู้ว่าอีกคนยังคงเก็บมันไว้หรือเปล่า นิยายพวกนั้นที่ซื้อให้เขาตั้งหลายเล่มน่ะ

ละครดำเนินไปเรื่อยๆโดยที่ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มันหวานพยายามเบาเสียงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนคนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามานั่งอ่านตรงนี้ทำไมทั้งที่รู้ว่าเขาจะดูละคร แต่ก็นั่นแหละ ไม่อยากถาม อยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย

จนกระทั่งสี่ทุ่มกว่าที่ละครจบ มันหวานถึงคว้ารีโมทมากดปิด และพบว่าคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันมากนักกำลังหลับตาสนิทโดยที่หนังสือเล่มโตนั้นวางกางอยู่บนหน้าตักส่วนศีรษะก็พาดอยู่ที่ขอบโซฟาแบบหมดท่า

มันหวานเขยิบตัวเล็กน้อยเข้าไปใกล้อีกคนเพียงนิดหน่อย คนตัวเล็กลอบมองใบหน้าที่คล้ายจะอ่อนล้าของคนแก่กว่า มันเป็นความอ่อนล้าที่ปิดไม่มิดแม้ว่าอีกคนจะทำตัวเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม

มันหวานรู้ว่าหมอปลายเมฆเหนื่อยแค่ไหน เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันที่คอนโดเวลาอีกคนกลับเข้ามาที่ห้องความเหนื่อยล้าจะฉายชัดให้ได้เห็นเสมอ แต่เขาไม่เคยได้ยินหมอปลายบอกว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันแม้ว่าภาพที่เห็นจะฟ้องมากแค่ไหนก็ตามว่าคนตัวโตคนนี้กำลังจะไม่ไหว

ไม่รู้ว่าทำไมยังต้องดื้อรั้น ทำไมต้องข้ามจังหวัดมาหากันถึงที่ ทำไมถึงทำให้เขาเป็นห่วงได้มากมายตั้งขนาดนี้

ที่พยายามไม่สนใจไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก กลับกันมันหวานยิ่งรู้สึก และเพราะรู้สึกมากมายก็เลยกลัว กลัวว่าเกาะกำบังบางๆของเขาจะทลายลงมาอย่างรวดเร็ว

ถึงมันหวานจะไม่ได้ใจแข็ง แต่มันหวานก็ยังอยากได้ความมั่นใจ

อยากให้ความเชื่อใจที่มีต่ออีกคนกลับมาเต็มจำนวนเท่าที่เคยมี อยากให้กลับมามีมากมายจนลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งเขาเคยสูญเสียความเชื่อใจที่เคยมีให้คนๆนี้ไป

มันหวานหยัดตัวลุกออกจากโซฟา เขาเข้าไปยังห้องนอนของอีกฝ่ายก่อนจะออกมาพร้อมกับผ้าห่มหนึ่งผืน หยิบหนังสือที่อ่านทิ้งไว้ออกจากหน้าตัก บรรจงจัดแจงผ้าห่มบนกายของอีกคนอย่างแผ่วเบาและปรับพัดลมให้จ่อเข้าหาอีกคนเพียงคนเดียว

มันหวานไม่กล้าปลุกให้อีกคนตื่น เพราะไม่รู้เลยว่าถ้าหมอปลายเมฆตื่นมาในตอนนี้ เขาจะห้ามไม่ให้ตัวเองแสดงความห่วงใยออกมาได้มากแค่ไหน

มันหวานรู้ว่าเขากำลังกลายเป็นคนย้อนแย้ง เดินทางสวนทางกับความคิดและการกระทำ แต่เขาก็ต้องทำเช่นนี้เพื่อรักษาอัตราการเต้นของหัวใจของตัวเองไม่ให้ผลีผามมากเกินไป

จ้องมองใบหน้าคนแก่กว่าอีกเพียงนิดก่อนจะพาตัวเองกลับเข้าไปยังห้องนอน และมันหวานหวังว่าค่ำคืนนี้อีกคนจะนอนหลับได้สนิท อย่าให้ความเหน็ดเหนื่อยเข้าไปรบกวนแม้กระทั่งในความฝันเลย

ที่กรุงเทพฯจะใจร้ายกับหมอปลายเมฆมากแค่ไหนมันหวานไม่รู้ แต่เขาขอให้ที่นี่คือความใจดีที่จะทำให้อีกคนสบายใจได้สักหนึ่งตื่นก็ยังดี และมันหวานแอบหวังว่าในความฝันนั้นจะมีเขาแทรกแซงเพียงนิดก็คงดี

 

วันอาทิตย์มาถึงเร็วกว่าที่คิดและวันนี้มันหวานไม่ได้ตื่นสาย กลับกันเขาตื่นมาพร้อมกับใครบางคนที่กำลังเตรียมของใส่บาตรในตอนเช้า มันหวานก้มศีรษะรับคำอรุณสวัสดิ์ของคนแก่กว่าแต่ไม่ได้เอ่ยตอบอะไรกลับไป พวกเขารวมทั้งพ่อพากันไปใส่บาตรหน้าบ้านเมื่อพระมาถึง

มันหวานนึกถึงวันนั้น วันที่เขาได้ใส่บาตรกับหมอปลายเมฆครั้งแรก จำได้ดีวันที่ไปปลุกคนขี้เซาให้ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ผมยุ่งเหยิง หน้าตางัวเงียแต่ก็ยอมมาใส่บาตรด้วยกัน

วันนี้ก็ไม่ต่างไปจากเดิม หมอปลายเมฆยังคงอยู่ในเสื้อนอนสีขาวกับกางเกงผ้าขายาวสีเทา ทรงผมยุ่งเหยิงแต่ไม่สามารถกลบเกลื่อนความหล่อเหลาได้เลยสักนิด มันหวานเห็นอีกคนแอบหาววอดๆหลังจากใส่บาตรเสร็จ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนพาตัวเองกลับไปห้องนอนตอนไหน แต่ก็ดีที่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยดุกันที่เขาทิ้งไว้ให้นอนอยู่ที่หน้าทีวีคนเดียว

พี่จะไปตลาด มันหวานอยากได้อะไรไหมครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่พวกเขานำถาดมาเก็บไว้ในครัว มันหวานไม่ได้หันไปสบตาแต่เขาส่ายหัวเบาๆเป็นการตอบรับก่อนที่อีกคนจะรับคำและออกไปจากบ้าน

ถึงจะอยากรู้ว่าจะไปตลาดทำไมแต่มันหวานก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม เขาทำอาหารเช้าตามปกติในขณะที่พ่อก็ละตัวไปสวนรดน้ำให้บรรดาผักๆในตอนเช้า พออาหารทุกอย่างเตรียมเสร็จเรียบร้อยหมอปลายเมฆก็กลับมาพอดี

และมันหวานก็ได้คำตอบหลังจากกินข้าวเสร็จว่าหมอปลายเมฆไปตลาดทำไม

ของวันนี้ครับ

ดอกกุหลาบสีแดงสดถูกยื่นให้ตรงหน้า จำนวนเท่าเดิมไม่แปรเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากที่เคยได้รับ มันหวานยื่นมือไปรับกุหลาบแดงสามดอกนั้นมา แอบลอบมองรอยยิ้มดีใจของอีกฝ่ายก่อนที่เขาจะเดินเข้าห้องและนำดอกกุหลาบไปเก็บเอาไว้

ดูเหมือนการให้ดอกกุหลาบจะเป็นอีกหนึ่งอย่างที่หมอปลายเมฆเลือกจะทำเป็นประจำในทุกครั้งที่เจอหน้ากัน และมันหวานไม่รู้เลยว่าดอกกุหลาบจะหยุดอยู่ที่จำนวนเท่าไร

แต่ที่มันหวานรู้ในตอนนี้ก็คือเหมือนผู้ชายคนนั้นจะย้ำความหมายของดอกกุหลาบแดงสามดอกให้เขาหยั่งรู้ในทุกๆครั้งที่มอบให้

ความหมายของมันที่มันหวานรู้แล้ว

กุหลาบสีแดงสามดอกมีความหมายว่า..ผมรักคุณ

นั่นเป็นสิ่งที่หมอปลายเมฆเลือกนำมาให้ และมันหวานก็เลือกที่จะรับมันไว้

ช่วงบ่ายของวันนี้หมอปลายเมฆถูกพ่อเรียกตัวให้ไปช่วยงานอะไรสักอย่างกับพวกชาวบ้านซึ่งมันหวานไม่ได้ตามไปด้วย เขาจึงนั่งๆนอนๆดูทีวีคร่าเวลาไปจนกระทั่งล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น ก่อนที่พ่อและหมอปลายเมฆจะพากันกลับบ้านมาแบบที่เนื้อตัวโชกไปด้วยเหงื่อจนต้องรีบผละตัวเข้าไปยังในครัวเพื่อรินน้ำใส่แก้วให้คนทั้งคู่

ขอบคุณมากนะเมฆ ช่วยลุงได้เยอะเลย

ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ” ปลายเมฆเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม งานที่ลุงกำนันไหว้วานไม่ได้หนักหนาอะไรแค่ขอแรงกำลังในการช่วยงานธรรมดาๆเพียงเท่านั้น

คุณหมอหนุ่มมองคนตัวเล็กที่กำลังเดินมาหาเขาและพ่อของตัวเองพร้อมกับแก้วน้ำสองใบในมือก่อนที่มือเล็กนั้นจะยื่นแก้วน้ำให้เขาแก้วหนึ่ง ปลายเมฆยิ้มกว้างรับน้ำจากคนน่ารักมาดื่มอึกๆจนหมดแม้ว่าอีกคนจะไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียวก็ตาม

แต่ความน่ารักของมันหวานพูดออกมาหมดแล้ว

ขอบคุณนะครับ” ว่าจบก็ส่งแก้วน้ำคืนให้กับคนตัวเล็กก่อนที่ลุงกำนันจะเอ่ยพูดกับลูกชายของตัวเองโดยที่มีเขายืนฟังหูผึ่ง

มันหวานวันนี้มีงานวัดท้ายโรงเรียนเก่าลูก พาหมอเขาไปเที่ยวด้วยสิ

            คำบอกกล่าวของพ่อทำให้มันหวานตาโตขึ้น เขาหันหน้าไปหาคนตัวสูงที่ถูกเอ่ยถึงก็เห็นใบหน้ายิ้มแป้นนั่นอย่างช่างน่าหมันไส้ อยากจะเอ่ยปฏิเสธแต่พอหันหน้ามาเจอพ่อของตัวเองก็กลับต้องกลืนประโยคที่คิดนั้นลงท้องไปเหลือไว้เพียงการพยักหน้ารับเบาๆแทนเท่านั้น

มันหวานรู้สึกเหมือนโดนพ่อมัดมือชกและถูกกลั่นแกล้งทางสายตาจากหมอปลายเมฆยังไงก็ไม่รู้

เพราะคำบอกเล่าที่คล้ายกับคำสั่งกลายๆของพ่อจึงทำให้ตอนทุ่มครึ่งมันหวานและหมอปลายเมฆมายืนอยู่ที่งานวัดแสนครื้นเครงในตอนนี้ มันหวานอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นสีดำและรองเท้าแตะสบายๆในขณะที่คนตัวสูงข้างกายใส่เสื้อโปโลมียี่ห้อกับกางเกงขายาวสีดำและรองเท้าผ้าใบแสนเท่ขัดกับงานวัดสุดๆไหนจะกล้องถ่ายรูปในมือนั่นก็ด้วย ซึ่งเขาไม่เห็นจะเคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายชอบถ่ายรูป

ตอนนี้มันหวานกำลังเลิ่กลั่ก เขาไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องควรพูดแนะนำอะไรบ้างไหมเพราะดูเหมือนว่าหมอปลายเมฆจะไม่เคยมางานวัดแบบนี้มาก่อน

พี่เพิ่งเคยมาครั้งแรกเลยนะเนี่ย

นั่นไง... ผิดจากที่คิดไว้ซะที่ไหน

มันหวานรับฟัง ปล่อยให้คำพูดของคนข้างกายเข้าหูแต่ไม่ได้เอ่ยตอบรับ เขาเลือกที่จะเดินนำอีกฝ่ายเข้างาน เสียงเพลงลูกทุ่งดังลั่นลานกว้างผสานไปกับแสงไฟต่างๆที่ให้แสงหลากสี คนตัวเล็กเหลือบมองคนข้างกายเป็นพักๆดูเหมือนหมอปลายเมฆจะถูกอกถูกใจกับงานวัดบ้านเขา เพราะอีกคนมองทุกอย่างด้วยสายตาของความสนใจเหมือนกับเด็ก พลางยกกล้องถ่ายสิ่งต่างๆไปด้วย

สายไหม มันหวานกินสายไหมไหมครับ” ปลายเมฆเอ่ยถามเด็กน้อยข้างกายก่อนที่เขาจะก้าวเท้าไปยังร้านขายสายไหมที่มีหลายสีให้เลือก จำได้ว่ามันหวานชอบกินสายไหมสีชมพูเขาจึงเลือกสีชมพูมาหนึ่งไม้แม้ว่าคนตัวเล็กจะยังไม่ได้เอ่ยตอบคำถามกันเลยสักนิด

มันหวานยกมือไหว้ก่อนจะรับสายไหมสีชมพูมาไว้ในมือ รู้ว่าถ้าปฏิเสธอีกคนก็คงจะไม่ยอมเขาถึงต้องรับมันมากินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความหวานของสายไหมแผ่ซ่านไปทั่วลิ้นแบบที่มันหวานชอบ เขาละเลียดกินมันอย่างมีความสุขรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อีกคนนั้นเอาแต่จ้องมองกันพร้อมรอยยิ้ม

มองอยู่ได้...

เลอะแล้วครับ” คำพูดนั้นมาพร้อมกับปลายนิ้วเย็นชืดที่แปะอยู่ที่ริมฝีปากของเขากะทันหันแต่ไม่จาบจ้วง มันหวานชะงักกึกตอนที่หมอปลายเมฆใช้นิ้วของตัวเองปาดความหวานจากริมปากของเขาก่อนจะนำนิ้วที่เลอะนั้นแตะริมปากของตัวเอง

มันเป็นตอนนั้นเอง ที่มันหวานรู้สึกเหมือนมีพลุจุดอยู่ที่กลางใจของเขา

หวานจัง

คนตัวเล็กกระแอ่มไอแก้ความขลาดอายในขณะที่คนแก่กว่าลอบยิ้มเหมือนคนบ้า

หลังจากจัดการเก็บงำความเขินอายเอาไว้มันหวานก็เดินนำพาอีกคนเดินเล่นงานวัดต่อโดยที่มือของหมอปลายเมฆมีขนมโป๊งเหน่งลูกใหญ่อยู่หนึ่งไม้ มันหวานก็เช่นกัน เขาไม่ได้คะยั้นคะยอแต่อีกคนเลือกจะกินตามเอง โดยให้เหตุผลว่ามันหวานกินอะไรก็อยากกินด้วย ทั้งที่มันหวานก็รู้ดีว่าหมอปลายเมฆรักษาสุขภาพของตัวเองยิ่งกว่าอะไร

สถานีต่อมาหลังจากขนมแป้งทอดยัดไส้ไส้กรอกหมดลงหมอปลายเมฆก็เหมือนจะสนใจกับการปาโป่ง รู้ตัวอีกทีร่างสูงก็เหมารอบปาโป่งมาถึงรอบที่ห้าโดยที่มีมันหวานคอยเชียร์อยู่ในใจเงียบๆ

คนตัวสูงดูตั้งใจแน่วแน่แม้ว่าจะพลาดไปหลายเป้า ไม่แน่ใจว่าหมอปลายเมฆอยากได้รางวัลไหนถึงได้มุ่งมั่นเสียขนาดนั้น ก่อนที่เสียงเฮจะดังขึ้นลั่นร้านเมื่อคนตัวสูงสามารถปาลูกดอกได้ครบเจ็ดดอกตามจำนวนที่กำหนดไว้แม้จะเสียค่าปาโป่งไปเกือบสองร้อยก็ตาม

มันหวานเลือกเลยครับ” คนตัวโตหันมาหาเขาเมื่อเจ้าของร้านบอกให้เลือกตุ๊กตาตัวใดก็ได้ในร้าน

มันหวานคงแสดงสีหน้างงงวยให้ได้เห็น คนตัวโตจึงอธิบายให้ฟังว่าเล่นปาโป่งก็เพราะอยากเอาตุ๊กตาให้เขา ก็เลยไม่ปฏิเสธและเลือกตุ๊กตาหมูสีชมพูมากอดไว้ในอ้อมแขนพลางพึมพำเอ่ยขอบคุณคนข้างกายเบาๆ โดยได้รับฝ่ามือหนาที่ยีผมเขาเล่นแทนการรับคำขอบคุณ

ตุ๊กตาตัวแรกที่ไม่ได้จากการที่พ่อซื้อให้มันทำให้ใจของมันหวานเต้นกระหน่ำอีกครั้งจนต้องกอดตุ๊กตาหมูสีชมพูไว้แน่นให้มันบดบังเสียงของหัวใจไม่ให้คนตัวโตที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าได้ยิน

เดี๋ยวพอรู้ว่าหัวใจเขาเต้นกระหน่ำได้มากขนาดนี้หมอปลายเมฆจะได้ใจเอา ต้องปกปิดมันเอาไว้ก่อน

หนังกลางแปลงกำลังจะฉายแล้วนะครับใครอยากดูหนังมาเลยนะ ฟรีจ้า!” เสียงตะโกนของใครสักคนดังขึ้นเรียกความสนใจของคนที่ไม่เคยดูหนังกลางแปลงที่งานวัดได้เป็นอย่างดี ปลายเมฆหันหน้ากลับมาหาคนตัวเล็กที่ยืนกอดตุ๊กตาอยู่ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามอีกคนเป็นการถามความคิดเห็น

มันหวานครับ เราไปดูหนังกันไหม” คนตัวโตเอ่ยถามเสียงนุ่มและรอคอยคำตอบอย่างมีความหวังก่อนที่ปลายเมฆจะร้องเย้! ในใจเมื่อคนตัวเล็กยอมพยักหน้าตกลงและเดินนำเขาไปยังที่ที่ฉายหนังกางแปลง

เขาทั้งสองเลือกที่นั่งห่างออกมาจากกลุ่มผู้คนนิดหน่อยเป็นตรงใต้ต้นลีลาวดีต้นใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่มันหวานได้มานั่งดูหนังกับหมอปลายเมฆแบบนี้ แม้จะไม่ใช่หนังในโรงเหมือนอย่างที่เคยดูพร้อมกับเตวิณก็ตาม แต่บรรยากาศเย็นๆกับกลิ่นของดอกลีลาวดีก็ทำให้มันหวานคิดว่า ณ ตอนนี้ก็โรแมนติคไม่หยอก แม้ว่าหนังที่เลือกฉายนั้นจะเป็นหนังตลกก็ตาม

มันหวานเคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนแล้ว เขาจึงไม่ได้สนใจมันมากนัก เพราะตอนนี้ความสนใจของเขากลับกลายเป็นคนข้างกายที่กำลังหัวเราะไปกับบทสนทนาของตัวละคร ดวงตาคมนั้นหยีลงยามที่หัวเราะ มันทำให้มันหวานเห็นความสุขที่ลอดผ่านมาจากดวงตาคู่นั้น

มันหวานไม่เคยเห็นหมอปลายเมฆในมุมนี้ จำได้ดีว่าอีกคนมักจะพูดน้อยเสมอ การกระทำที่แสนจะคมกริบและดูมีมาดอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่คนคล้ายจะเย็นชาในวันนั้นกลายเป็นคนที่น่ารักได้ตั้งขนาดนี้ ความอบอุ่นนั้นก็เช่นกัน มันหวานรู้สึกได้ว่ามันมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ที่อีกคนบอกว่ารักเขา

หรือมันจะเป็นความรัก... ความรักจริงๆ ความรักในแบบที่เท่ากันเสียที

ความรักที่มันหวานถวิลหาจากผู้ชายคนนี้มาตลอด ความรักที่ว่านั้นเดินทางมาถึงแล้วจริงๆใช่ไหม

แล้วถ้าใช่..ในตอนนี้มันพร้อมจะเป็นความรักที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือยัง

หรือมันหวานอาจจะยังต้องรออีกหน่อย

หนังสนุกดีเนอะ” เสียงทุ้มของคนข้างกายดึงให้มันหวานออกมาจากความคิดของตัวเอง เขาหันหน้าไปมองยังจอกว้างใหญ่เพื่อรับรู้ว่าหนังตลกนั้นได้ฉายจนจบไปแล้ว

เขาทั้งคู่เงียบต่อกัน ไม่มีคำพูดใดๆหลังจากนั้น แต่มันน่าแปลกที่มันหวานไม่ได้รู้สึกอึดอัด เขากลับชอบที่จะได้นั่งอยู่ตรงนี้ข้างๆกายอีกคน ให้ความเย็นโอบล้อม ให้เสียงเพลงลูกทุ่งขับกล่อมไปมา

ลมพัดบางเบาแต่มันกลับนำพาให้ดอกลีลาวดีตกใส่หน้าตักของใครอีกคน มันหวานมองมือหนานั้นหยิบจับดอกลีลาวดีสีขาวนั้นขึ้นมามองก่อนจะผินหน้ามาหาเขา ไม่มีคำพูดใดๆนอกจากจับปรอยผมด้ายซ้ายของเขาทัดหูก่อนจะทัดดอกลีลาวดีนั้นเพิ่มเติมลงมา

มันหวานนิ่งงันในขณะที่ปลายเมฆเฝ้าพิจารณาใบหน้าหวานที่แม้แสงสว่างจะน้อยแต่เขากลับเห็นว่าพวกแก้มนุ่มนิ่มนั้นกำลังเจือสีแดงเฉดเข้ม

ปลายเมฆยกขาทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งชันก่อนจะวางท่อนแขนของตัวเองลงไป เขาแนบแก้มกับท่อนแขนตัวเองมองคนตัวเล็กที่สบสายตาไม่หลีกหนีกันไปไหน ปลายเมฆคล้ายจะได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองในขณะที่เขาทั้งสองยังคงเงียบงัน

และเพราะสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่กำลังเป็นไป จึงทำให้ปลายเมฆหลุดบางประโยคออกมาคล้ายกับคนที่ไม่รู้ตัว

หนูน่ารักตั้งขนาดนี้แล้วหรอคะ มันหวาน

คล้ายกับคนละเมอก็อาจจะว่าได้ เขาเห็นดวงตาใสนั้นวูบไหวคล้ายกับความเขินอายกำลังเล่นงาน และเป็นปลายเมฆเองที่หัวใจเต้นถี่เร็วจนคับแน่นไปทั้งอก

ตั้งแต่เมื่อไรกันที่มันหวานน่ารักได้มากมายขนาดนี้ ครั้งแรกที่ได้เจอหน้าก็ว่าน่ารักมากๆแล้ว แต่วันนี้ความน่ารักที่เคยมีกับเพิ่มพูนไปอีกหลายเท่าจนใจสั่นไหว

อาจจะเพราะเขากำลังมีความรัก

            ทางคนที่โดนป้อนประโยคหวานใส่ก็ใจเต้นเร็วรี่ไม่แพ้กัน มันหวานขลาดเขินจนไม่รู้ว่าจะต้องเอาสายตาของตัวเองไปทิ้งไว้ที่ตรงไหน เขารู้เพียงว่าประโยคหวานที่มากับน้ำเสียงทุ้มพร่านั้นยังคลอเคล้าไปกับการได้ยิน เหมือนกับมีใครบางคนมาเปิดเทปกรอเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            พลุขนาดใหญ่ถูกจุดอยู่ในหัวใจ เพียงเพราะว่าไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยชมกันแบบนี้ ทั้งคำเรียกที่ใช้คำว่าหนู และการลงท้ายคล้ายกับการเอ็นดูกันมากมายดั่งเขาคือเด็กผู้หญิงนั่น มันกำลังทำให้มันหวานทำตัวไม่ถูก และนับจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองไม่ทัน

หมอปลายเมฆร้ายกาจ เหมือนกับรู้ว่าต้องทำยังไงเกาะกำแพงบางๆในหัวใจของเขาจะเกิดการสั่นไหวได้

บางทีมันหวานอาจจะต้องระวังตัวเองให้มากกว่านี้

วันนี้พระจันทร์สวยจังเลยเนอะ” เสียงทุ้มนั้นดังขึ้นหลังจากที่พากันเงียบอยู่นาน หมอปลายเมฆกลับไปนั่งเหยียดขาไปข้างหน้าก่อนจะค้ำมือทั้งสองข้างไว้ข้างหลัง

มันหวานจึงพาตัวเองออกมาจากภวังค์แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าดูดวงจันทร์ที่ขึ้นทรงสวยแบบที่อีกคนว่า และมันก็เฉิดฉายจริงๆในค่ำคืนนี้

มันหวานรู้ไหมว่าดวงจันทร์เคยมีสองดวงด้วยนะ

มันหวานเงียบ เขาปล่อยให้คนข้างกายพูดไปในขณะที่เขาทั้งสองยังคงเงยหน้ามองดวงจันทร์ดวงเดียวกัน

สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์สองดวง มีพระจันทร์ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิงกับอีกดวงหนึ่งเป็นผู้ชาย และพระจันทร์สองดวงนี้ต่างก็รักกันมาก ดวงจันทร์ทั้งสองไม่เคยแยกห่างจากกัน ทุกๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้า จะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่อยู่เคียงข้างกันเสมอ

“…”

แต่แล้ววันหนึ่งดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงหลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงตะวัน จนเคลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อยๆ จนแยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด

“…”

เมื่อค่ำคืนมาถึงจึงมีดวงจันทร์ผู้ชายเหลืออยู่เพียงดวงเดียว ดวงจันทร์ดวงนั้นจึงได้แต่ตามหาดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุกหนทุกแห่ง คืนแล้วคืนเล่าผ่านไปดวงจันทร์ผู้ชายก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบ ด้วยความคิดถึงและอยากพบให้เร็วที่สุด ทำให้ดวงจันทร์ผู้ชายคิดว่า หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้คงไม่ได้เจอแน่ๆ จึงตัดสินใจระเบิดตัวเองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่ง

เสียงทุ้มนั้นคล้ายจะนุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆยามที่เอ่ยปากเล่าในสิ่งที่มันหวานไม่เคยได้ฟังจากที่ไหน มันเป็นอีกครั้งกับการที่หมอปลายเมฆพูดอะไรยาวๆแบบนี้ให้เขาฟัง และมันทำให้มันหวานรู้ว่าเขาชอบจะฟังเสียงของผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็ตาม

เมื่อเวลาผ่านไปทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงได้เห็นถึงความจริงว่า แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้าสวยงามสักแค่ไหนแต่ดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้ส่องแสงนั้นแต่เพียงเธอเท่านั้น ยังส่องแสงไปยังดวงอื่น ๆ อีกมากมาย ดวงจันทร์ผู้หญิงจึงกลับมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้งแต่หาเท่าไหร่ก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ

“…”

ต่อมาจึงได้รู้ว่าดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเองเพียงเพื่อตามหาเธอจนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอกับดวงจันทร์ผู้ชายอีกต่อไปแล้ว เธอจึงได้แต่เฝ้าเสียใจ

ปลายเมฆหยุดเล่ากะทันหัน เขาละสายตาจากดวงจันทร์สีเหลืองนวลนั้นมาเป็นแววตาของคนข้างกาย เขาเห็นว่าลูกแก้วกลมใสทั้งสองลูกนั้นกำลังสะท้อนภาพของเขา ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะแตะลงที่แก้มใสของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ลูบไล้ดั่งผู้ชายที่เคลิ้มฝันจากการหลงรักใครสักคนอย่างมากมายโดยที่ไม่รู้ตัว

แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ดวงจันทร์ผู้ชายมีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสงที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตนให้ส่องถึงดวงจันทร์ผู้หญิง เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้าเคียงข้างดวงจันทร์จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาวให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้

สายตาคู่คมทอดมองใบหน้าหวานที่นิ่งงัน ปลายเมฆยิ้มออกมาที่อีกคนไม่หนีสัมผัสต่อกันก่อนที่เขาจะละปลายนิ้วของตัวเองจากพวงแก้มที่แต่งแต้มสีแดงเฉดเข้มนั้น

มันหวานจำได้ไหมว่ามันหวานเคยถามพี่ว่าดาวที่อยู่บนท้องฟ้าคือดาวอะไร” ปลายเมฆเอ่ยถาม นึกย้อนไปถึงตอนที่มันหวานกลายร่างเป็นเจ้าหนูจำไมอยากรู้ว่าดาวบนท้องฟ้ามีชื่อเรียกว่าอะไร ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่รู้

จำได้” เสียงหวานเปล่งออกมาหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน มันหวานมองรอยยิ้มเต็มริมฝีปากของอีกฝ่ายก่อนที่หมอปลายเมฆจะเอื้อนเอ่ยประโยคถัดไปออกมา

ตอนนี้พี่ก็ยังไม่รู้ว่าดาวที่มันหวานชี้ให้ดูในตอนนั้นมันมีชื่อเรียกว่าอะไร แต่วันนี้พี่รู้ว่าดวงดาวมากมากที่ประดับอยู่บนฟ้ามาจากเศษเสี้ยวของดวงจันทร์ผู้ชายที่ยอมระเบิดตัวเองเพื่อคนรัก

“…”

ดวงดาวบนฟากฟ้าที่มันหวานชื่นชอบ ชอบมอง รู้ไหมครับว่าพี่อยากเป็นแบบนั้นอีกครั้ง

...

ตอนนี้มันหวานเห็นดวงดาวในตาของพี่บ้างไหมครับ” ฝ่ามือใหญ่จับมือเล็กของอีกฝ่ายแนบที่แก้มของตัวเอง ปลายเมฆเอียงแก้มซบฝ่ามือนุ่มของน้อง เขาหลับตาลงเพียงวิก่อนจะลืมตาขึ้นมาใหม่ มองดวงตาหวานใสที่สบกันไม่ละไปไหน

ถ้าหากดวงดาวที่มาจากเศษเสี้ยวของดวงจันทร์มีความหมายถึงความรัก เขาก็อยากให้มันหวานเห็นถึงความรักที่เขามี

...

พี่ไม่ใช่ดวงจันทร์ที่น่าศรัทธาดวงนั้น พี่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่เคยทำผิดพลาด

...

ผู้ชายคนนี้ที่กำลังหลงรักมันหวานสุดหัวใจ

คำพูดลึกซึ้งพวกนั้นคล้ายจะซึมลึกลงไปในหัวใจของมันหวานทีละนิดๆ มันหวานรู้สึกถึงน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงหัวใจที่เคยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของเขา และมันหวานในตอนนี้กำลังมองแววตาที่มีดวงดาวมากมายระยิบระยับอยู่ในดวงตาคมเข้มของอีกฝ่าย

ถ้าหากเปรียบดวงดาวเป็นความรัก มันหวานก็คิดว่าเขาเห็นมัน

ได้โปรดรู้ไว้ว่าพี่รักมันหวาน

...

มันเป็นความรักของมันหวาน ไม่ใช่ของใครอื่นอีกแล้ว

เห็นความรักที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้น ที่เจิดจรัสและเด่นชัดมากกว่าคราไหน

มันเป็นความรักที่เดินทางมาอย่างเชื่องช้า แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เดินทางมาถึงเขาเสียที

 

            เขาทั้งสองกลับมาถึงบ้านประมาณสามทุ่มครึ่งโดยที่ระหว่างทางกลับบ้านไม่ได้มีบทสนทนาอะไรกันอีก เหมือนกับหมอปลายเมฆปล่อยให้เขาได้ขบคิดกับคำว่ารักของอีกฝ่าย ไม่ได้มีการเร่งเร้าคล้ายกับแค่อยากบอกให้ได้รับรู้

            และมันหวานก็เลือกที่จะรับรู้

วันนี้พี่สนุกมากๆ ขอบคุณนะครับ” ปลายเมฆเอ่ยขึ้นขณะที่หยุดยืนอยู่ตรงกลางบ้าน ซึ่งวันนี้ตอนเที่ยงคืนปลายเมฆต้องออกจากบ้านหลังนี้และกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

แต่อย่างน้อยสองวันที่ได้อยู่ที่นี่มันก็ช่วยต่อลมหายใจของเขาได้ไม่น้อย อย่างน้อยมันหวานก็ไม่ได้เฉยชาไปซะทีเดียวหลังจากที่เขาเอ่ยบอกรักไปอีกครั้ง

ไม่รู้ว่ามันหวานจะเบื่อหรือเปล่ากับคำว่ารักซ้ำๆของเขา แต่ปลายเมฆอยากบอกเมื่อมีโอกาสได้บอก อยากบอกในวันที่รู้สึก และเพราะว่ามันยังคงรู้สึกเรื่อยๆเขาถึงได้บอกอีกคนเรื่อยๆแบบนี้

ฝันดีนะครับ” เอ่ยบอกอีกครั้งเมื่ออีกคนยังคงเงียบ มองใบหน้าน่ารักที่ยังคงมีดอกลีลาวดีทัดหูอยู่แบบนั้นโดยที่อ้อมแขนทั้งสองข้างกอดตุ๊กตาหมูสีชมพูไว้ไม่มีปล่อย ก่อนที่คนตัวเล็กจะพยักหน้าตอบรับเบาๆแล้วเดินเข้าห้องนอนของตัวเองไป

แต่ปลายเมฆได้ยิน ผ่านประตูห้องนอนที่ปิดกั้น แม้จะเบาบางแต่เขาก็ได้ยินมัน

ฝันดีเหมือนกัน

ประโยคนั้นจากดวงดาวทัดดอกลีลาวดีที่แสนน่ารักของเขา   

 

มันหวานไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาอะไร เขากึ่งหลับกึ่งตื่นแต่รู้สึกว่าที่นอนข้างๆนั้นยวบลงเล็กน้อย ไร้เสียงใดๆรบกวนต่อการได้ยินมันหวานจึงพยายามจะหลับต่อ แต่ก่อนที่จะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา เขากลับได้ยินเสียงที่แสนคุ้นหู

ขอโทษนะครับ” คล้ายกับคำขออนุญาตที่จะล่วงเกินเพราะหลังจากคำขอโทษนั้นมันหวานรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆที่กระทบลงที่หน้าผาก รับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของใครบางคนที่คลอเคล้าอยู่เนิ่นนานนับนาทีก่อนจะจางหายไป

มันหวานหลับตาสนิทในความเงียบงันก่อนจะได้ยินเสียงประตูห้องปิดลงเบาๆ คนตัวเล็กจึงค่อยๆเปิดเปลือกตามองความมืดที่โอบล้อมไปทั่วห้อง

หมอปลายเมฆคงออกจากบ้านของเขาไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงสัมผัสอุ่นๆที่ยังคงอยู่ที่หน้าผาก

มันหวานพลิกตัวคว้าตุ๊กตาหมูที่อีกคนให้ไว้มากอดแนบอก ฝังใบหน้าไว้ที่ความนุ่มนิ่มของตัวตุ๊กตาก่อนจะกล่อมฝันให้ตัวเองหลับไปอีกครั้งพร้อมกับกลิ่นจางๆของอีกฝ่ายที่ยังคงเหลืออยู่ในห้องนอน

เขาขอให้อีกคนเดินทางอย่างปลอดภัย

แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงถัดมามันหวานก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เป็นอีกครั้งที่มันหวานตื่นขึ้นมาในความเงียบเชียบ เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้เวลาเท่าไรแต่ก็คงจะนานมากพอที่อีกคนจะถึงกรุงเทพฯได้แล้วโดยการอาศัยเครื่องบินกลับ

คนตัวเล็กจึงคว้ามือถือข้างหมอนมา เขาช่างใจเพียงนิดก่อนจะกดโทร.ออกเบอร์ที่ไม่ได้โทร.หามาเนิ่นนานหลายเดือน ทั้งที่ลบออกจากเครื่องไปแล้ว แต่สมองของเขามันไม่ได้ลบเลือนตามเลยสักนิด ซึ่งรอสายไม่นานคนปลายสายก็ตอบรับ

[นี่มันหวานโทรหาพี่หรอครับเสียงคุ้นหูดังขึ้นเบาๆ แต่มันหวานกลับสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นนั้น  

มันหวานเงียบไป เขาไม่เอ่ยพูดอะไรตอบกลับสักประโยค เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร อยากพูดแต่ก็ขัดเขินมากเกินไปกลัวอีกคนจะจับได้ว่าเขาเป็นห่วงมากมายขนาดที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาแบบนี้

[พี่ถึงกรุงเทพแล้วครับ อยู่ที่ห้องแล้วแต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าอะไรที่เขาอยากจะได้ยิน

“…”

[ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับมันหวานได้ยินน้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความอ่อนโยนแม้ว่าจะไม่เห็นสีหน้าก็ตามแต่มันหวานรับรู้ว่าหมอปลายเมฆกำลังยิ้ม

เหมือนที่เขากำลังยิ้ม

            “...

            [นอนซะนะเด็กดี]

            “...

[อีกห้าวันเจอกันนะครับ]

...

[รักนะคะ]

บางทีมันหวานก็คิดว่าหมอปลายเมฆจะเฝ้าบอกว่ารักเขาได้มากมายขนาดไหนทั้งที่เขายังคงนิ่งเฉย และมันหวานก็รู้แล้วในตอนนี้ว่ามันเท่ากับจำนวนครั้งในการที่เขาอยากได้ยินแม้จะไม่ได้เอ่ยปากขอ

และถ้าดวงจันทร์ยอมระเบิดตัวเองเพื่อกระจัดกระจายดวงดาวให้โอบล้อมดวงจันทร์ผู้หญิงได้

มันหวานก็คิดว่าคงอีกไม่นานที่เขาจะยอมกะเทาะเกาะกำแพงหัวใจของตัวเองเพื่อตอบรับคำว่ารักของใครบางคนได้อย่างสนิทใจเสียที

 

มันหวานบอกกับตัวเองว่าเขาไม่ได้ตั้งตารอคอยวันเสาร์ แต่รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พาตัวเองมาชะเง้อคอมองหน้าบ้านว่าเมื่อไรใครคนนั้นจะมาสักที อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายที่มันหวานจะได้อยู่ที่บ้านของตัวเองและเขาจะต้องกลับไปกรุงเทพฯเพื่อไปเรียนเหมือนเดิม

มันหวานจำได้ว่าอาทิตย์ที่แล้วหมอปลายเมฆมาตอนช่วงเจ็ดโมงเช้าแต่ทำไมวันนี้จะย่ำเที่ยงแล้วกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของใครอีกคน

อาหารที่ทำไว้ให้ก็เย็นชืดไปหมดจนต้องเอาไปอุ่นอีกรอบ รอตั้งแต่กินมื้อเช้ากับพ่อเรียบร้อยจนพ่อออกไปทำงานแล้วใครบางคนก็ยังไม่มาเสียที

เป็นการรอคอยที่น่าหงุดหงิด และมาถึงตรงจุดนี้ก็ต้องยอมรับกับตัวเองแล้วว่าเขาตั้งตารอคอยการมาของใครบางคนจริงๆ

มันหวานพาตัวเองไปนั่งยังโซฟาเขาเปิดทีวีดูไปพลางๆแต่สมาธิไม่ได้จดจ่ออยู่ที่จอแก้วเลยสักนิด รู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่เอาแต่พะวงว่าอีกคนจะเป็นอะไรหรือเปล่า ก็ไหนเคยบอกว่านั่งเครื่องบินมาไงและที่มันหวานรู้ก็คือมันใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงไม่ใช่หรอกหรอ

จะเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า? หรือไม่ก็อาจจะไม่อยากมาหาเขาแล้ว ถอดใจแล้วอย่างนั้นใช่ไหม

ผ่านมาแค่เดือนเดียวเองทำไมอดทนไม่เก่งเอาเสียเลย

ความคิดด้านลบพวกนั้นส่งผลให้ใบหน้าหวานงอง้ำ มันหวานกัดริมฝีปากตัวเองแก้อาการคันยุบยิบในใจ ทั้งที่บอกกับตัวเองว่าไม่ต้องไปสนใจอะไรมากมายนักหรอก แต่ก็ทำไม่ได้สักทีเพราะมันหวานน่ะสนใจหมอปลายเมฆสุดๆไปเลย

ย้อนแย้งชะมัด

มันหวาน

“!!” มันหวานสะดุ้งเฮือกอยู่บนโซฟาเมื่อเสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจนพาเขาออกจากความคิดหงุดหงิดพวกนั้น ร่างเล็กดีดตัวตรงหันไปมองยังต้นเสียงและก็ได้พบว่าการรอคอยของเขาในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ใจของมันหวานกระตุกไม่ใช่การมาช้าของใครบางคนแต่เป็นการที่เขาคนนั้นมีสีหน้าซีดเซียวเหมือนจะล้มได้ตลอดเวลาไหนจะอาการคล้ายเหนื่อยหอบอ่อนๆนั่นก็อีก

ป่วยอย่างนั้นหรอ?

พี่มาช้าไปไหม” คนตัวสูงเอ่ยถามก่อนจะเดินมาใกล้มากขึ้นและมันหวานเหมือนได้รับไอความร้อนจางๆจากตัวของอีกฝ่าย

มันหวานไม่ได้เอ่ยตอบอะไรเขาเพียงแค่จ้องมองคนตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูซีดเซียวมากจริงๆ ใต้ตาคล้ำและเหมือนว่าดวงตาจะทอสีแดงอ่อนๆ ไหนจะน้ำเสียงที่แม้จะทุ้มแต่ก็ดูแหบพร่าแปลกหูไปนิดหน่อย

ป่วยจริงๆใช่ไหม

พอดีป่วยนิดหน่อย” ร่างสูงว่า “เลยตื่นสายแล้วตกเครื่อง

นั่นไง ว่าแล้วเชียว

มันหวานพยักหน้าเบาๆกับคำอธิบายพวกนั้น แม้จะแอบขัดใจที่อีกคนป่วยแบบนี้แต่ก็ยังดึงดันที่จะมาหากัน ที่จริงแค่ส่งข้อความมาบอกว่าจะไม่มาเพราะไม่สบายเขาก็จะลืมไปทั้งหมดกับความหงุดหงิดใจเมื่อครู่นี้

ดอกไม้ครับ” แต่ดูเหมือนกับอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวเองเลยว่าทำให้เขาตกอยู่ในอารมณ์ความเป็นห่วงมากแค่ไหน เพราะดอกกุหลาบแดงสามดอกที่ผูกโบว์สีฟ้าตรงก้านนั้นกำลังถูกยื่นมาตรงหน้า

มันหวานเอื้อมมือไปรับมันไว้เหมือนเคยก่อนจะช้อนตามองอีกฝ่ายที่มีรอยยิ้มประดับบนริมฝีปาก แม้ว่าริมฝีปากนั้นจะแห้งผากก็ตาม

ทานข้าว..ทานข้าวมาหรือยัง” มันหวานอ้อมแอ้มถาม เขาไม่กล้ามองอีกฝ่ายเต็มตามากเกินไปนัก เพราะเดี๋ยวจะถูกจับได้ว่าห่วงตั้งขนาดนี้

ยังเลยครับ” ปลายเมฆตอบตามความจริง เพราะตั้งแต่ตื่นมาเขาก็ไม่ได้กินอะไรหนักๆเลยนอกจากนมกล่องเดียวและขนมปังหนึ่งแผ่นตามด้วยยาลดไข้ เพราะตั้งใจจะมากินอาหารฝีมือของอีกคน แม้จะไม่รู้ว่าต่อมรับรสจะทำงานได้เต็มที่ไหม เพราะตอนนี้เขารู้สึกขมปากไม่น้อย

เอาของไปเก็บก่อนนะ เดี๋ยวจะไปอุ่นกับข้าวให้” น้ำเสียงหวานใสที่เจือปนความเป็นห่วงนั้นทำให้ปลายเมฆอดจะยิ้มเต็มริมฝีปากไม่ได้ เขารู้สึกใจพองโตขึ้นในทันทีที่ได้เห็นความอ่อนโยนพวกนั้นที่ฉายชัดออกมาจากอีกคน

มันทำให้หัวใจของปลายเมฆเต้นแรงและเขารู้ดีว่ามันไม่ได้มาจากพิษไข้อย่างแน่แท้

คุณหมอก็เลยตอบแทนอีกฝ่ายด้วยการเป็นผู้ใหญ่ที่แสนเชื่อฟัง ปลายเมฆพาตัวเองไปยังห้องนอนห้องประจำที่ลุงกำนันเคยบอกไว้ว่าต่อไปนี้คือห้องนอนของเขาอย่างถาวร ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกดี เพราะมันเหมือนกับว่าปลายเมฆคนนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ไปแล้ว

ใช้เวลาไม่นานคนตัวเล็กที่วุ่นอยู่กับการอุ่นอาหารก็จัดการเรียงรายอาหารที่อุ่นเสร็จไว้บนโต๊ะตามด้วยข้าวสวยร้อนๆอีกหนึ่งจาน แต่จนกระทั่งรินน้ำใส่แก้วเสร็จเรียบร้อยแล้วคนที่เอาของไปเก็บในห้องก็ยังไม่มาจึงทำให้มันหวานตัดสินใจเดินไปตามเพราะถ้าหากช้ากว่านี้กับข้าวจะเย็นชืดแล้วไม่อร่อยไปเสียก่อน

มือเล็กจับลูกบิดประตูก่อนจะเปิดเข้าไปเมื่อเคาะเรียกแล้วไม่มีใครมาเปิด และภาพที่เห็นคือใครอีกคนนอนนิ่งอยู่บนเตียงโดยข้างเตียงนั้นมีกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ยังไม่ได้ถูกจัดเก็บให้เรียบร้อยเลยด้วยซ้ำ

มันหวานเดินเข้าไปใกล้เตียง เขานั่งลงขอบที่นอนพลางปัดมือผ่านใบหน้าของอีกฝ่ายเพื่อเช็คว่าอีกคนนั้นแกล้งหลับหรือไม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าหมอปลายเมฆจะหลับจริงๆ

มือนุ่มจึงทาบลงที่หน้าผากกว้างนั้นก่อนที่ความร้อนจะแล่นสู่การสัมผัสจนมันหวานชักมือออกแทบไม่ทัน

ทำไมตัวร้อนตั้งขนาดนี้?

หมอปลาย..” มันหวานเอ่ยเรียกเบาๆแต่อีกคนกลับนิ่งเฉยจนใจไม่ดี คนตัวเล็กจึงแตะที่ท่อนแขนของอีกฝ่ายก่อนจะเขย่าเรียกอีกครั้ง “หมอปลาย

...

หมอปลาย” เรียกย้ำเมื่ออีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ

หื้ม..” ครานี้คนแก่กว่ามีการตอบรับ ปลายเมฆค่อยๆลืมตาที่หนักอึ้งเพื่อมองคนที่มาปลุกกันก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังท่อนแขนของตัวเองที่มือเล็กของอีกฝ่ายทาบทับไว้อยู่ รอยยิ้มเคลือบความอ่อนล้าจึงปรากฏขึ้นผ่านริมฝีปาก

 “ตัวร้อน” มันหวานว่า และปลายเมฆเพียงพยักหน้ารับ เขารู้ว่าเขาตัวร้อน รู้ว่าตัวเองกำลังป่วย รู้ทุกอย่างเพราะความเป็นหมอที่มีอยู่ในตัว ตอนก่อนจะขึ้นเครื่องเขาได้กินยาไปและมันมีฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงซึม ซึ่งเขากะว่าจะเอนหลังพักสายตาที่หนักอึ้งเสียหน่อย แต่รู้ตัวว่าตัวเองเผลอหลับไปแบบจริงจังก็ตอนที่โดนปลุกให้ตื่นขึ้นมา

เดี๋ยวก็หายครับ” เขาบอกเพราะแววตาของคนเด็กกว่ามีความกังวลฉายชัดออกมาอย่างไม่ปิดบัง

ทานข้าวไหวไหม” มันหวานไม่สนว่าตอนนี้เขาได้สลัดคราบความเฉยชาที่เคยมีต่ออีกคนออกไปแล้ว เพราะตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาเป็นห่วงคืออาการของคนตรงหน้าที่ดูอ่อนล้าแปลกตาไปมากกว่าทุกที มากกว่าตอนที่ประสบอุบัติเหตุครั้งนั้นเสียอีก

ไหวครับ” ปลายเมฆหยัดตัวพิงหัวเตียง เขาเตรียมจะก้าวลงจากเตียง แต่พอฝ่าเท้าแตะพื้นเพื่อจะทรงตัวนั้น ฉับพลันปลายเมฆก็รู้สึกเหมือนตัวเองจะวูบกะทันหันจนร่างกายโอนเอียง รู้ว่าตัวเองกำลังจะล้มลงไปแต่ก็ดันช้ากว่าคนตัวเล็กที่ร้องเสียงหลงและรีบมาพยุงตัวกันไว้

หมอปลาย!” มันหวานใจแทบตกลงไปที่ตาตุ่มเมื่อคนตัวโตเซเหมือนจะล้มไปขนาดนั้น แต่โชคดีที่เขาพยุงอีกคนไว้ได้ทัน “นั่งก่อนนะ” เขาบอกและอีกคนก็ยอมทำตามโดยง่าย

ปลายเมฆไม่ใช่คนที่จะป่วยบ่อย แต่พอป่วยก็มักจะอาการหนักเสมอ ผลพวงมาจากการที่เขาทำงานอย่างหนักและได้นอนวันละไม่เกินสี่ชั่วโมงติดกันซ้ำๆในหลายอาทิตย์ ทั้งที่ควรพักอยู่ที่คอนโดแต่เขาก็เลือกที่จะพาตัวเองเดินทางมาที่นี่

เหตุผลก็มีอยู่เพียงข้อเดียว

เขาอยากมาหามันหวาน มาหาหัวใจของเขา

คิดถึงใจจะขาด กว่าเวลาจะจวนมาถึงวันเสาร์แบบนี้และเขายังเสียเวลาไปอีกหลายชั่วโมงต่อการที่จะได้อยู่ด้วยกันเพราะป่วยจนตื่นสายแบบนั้น

ปลายเมฆกลายเป็นคนที่หวงแหนเวลายิ่งกว่าอะไร เพราะเวลาที่เดินผ่านไปเขารู้ว่ามันเอากลับคืนมาไม่ได้ แบบนั้นแล้วเขาจึงอยากจะใช้เวลาที่เดินอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

จะไปทำข้าวต้มมาให้ รอหน่อยได้ไหม” คนตัวเล็กเอ่ยถาม เพราะดูแล้วข้าวต้มอ่อนๆน่าจะเหมาะกับคนป่วยเสียมากกว่า

ครับ รบกวนทีนะ” ว่าจบก็เอนหลังพิงกับหัวเตียงอีกครั้ง ปลายเมฆส่งยิ้มอ่อนแรงไปให้อีกฝ่ายก่อนที่จะมองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินออกจากห้องไปเงียบๆ

แต่ก็ดูออกว่าเป็นห่วงกันมากแค่ไหน

คุณหมอยกปลายนิ้วนวดขมับของตัวเองเมื่อความปวดหัวแล่นจี๊ดเข้ามา ไหนจะใบหน้าและร่างกายที่ร้อนผ่าวไปด้วยพิษไข้ ลมหายใจก็อึดอัดไปหมด เขาไม่ชอบเลยสักนิดที่ร่างกายของเขาตอบสนองแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นหมอแต่ก็ห้ามความอ่อนแอทางร่างกายไม่ได้จริงๆ

เวลาผ่านไปราวยี่สิบนาทีคนตัวเล็กที่หายไปทำข้าวต้มก็กลับเข้ามายังห้องเดิมอีกครั้ง มันหวานมองคนตัวโตที่หลับตาสนิทในขณะที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ มือเล็กจึงวางถาดข้าวต้มไว้ที่โต๊ะหัวเตียงก่อนจะสะกิดเรียกอีกคนเบาๆ

หมอปลาย

อืม..ครับ” คราวนี้คนแก่กว่ารู้สึกตัวในทันที ปลายเมฆขยับตัวนั่งดีๆพลางมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างที่นอนก่อนจะยกถาดข้าวต้มนั้นมาไว้ในมือของตัวเอง

ทานไหวไหม” เสียงใสเอ่ยถาม

ไหวครับ” คุณหมอว่าก่อนจะรับถาดข้าวต้มนั้นมาไว้บนหน้าตัก มือของปลายเมฆสั่นเล็กน้อยคล้ายกับว่าช้อนที่ถือนั้นมันหนักหนา แต่ที่จริงปลายเมฆก็แค่ไม่มีแรงเท่านั้น

และนั่นทำให้คนที่นั่งมองอยู่ต้องยื้อช้อนมาจากอีกฝ่ายและนำถาดข้าวต้มมาไว้บนหน้าตักของตัวเอง มันหวานจับช้อนคนๆไล่ความร้อนก่อนจะตักมันขึ้นมาหนึ่งคำ เป่าไล่ความร้อนของตัวข้าวอีกนิดหน่อยและยกจ่อที่ริมฝีปากซีดของอีกฝ่าย

ส่วนคนโตกว่าก็เปิดปากรับข้าวต้มช้อนนั้นมาอย่างไม่อิดออด ปลายเมฆยกยิ้มในใจอย่างเริงร่าที่อีกคนยอมป้อนอาหารให้กันแบบนี้ บางทีการป่วยของเขาก็อาจจะมีข้อดีอยู่บ้าง อย่างน้อยมันหวานก็ไม่ได้เฉยชาต่อกันมากเกินไป

ข้าวต้มในชามถูกป้อนไปเรื่อยๆคำแล้วคำเล่าจนหมดชาม มันหวานถึงได้ส่งน้ำเปล่าให้แก่คนป่วยได้ดื่มล้างปาก ปกติที่มันหวานรู้คือคนป่วยจะกินอะไรได้ไม่เยอะ แต่คงผิดกับอีกคนที่กินหมดเกลี้ยงแบบว่าข้าวสักเม็ดก็ไม่เหลือ เหมือนกับว่าหากมันหวานทำไว้มากแค่ไหนอีกคนก็จะกินมากเท่านั้น

ขอบคุณนะครับ” ปลายเมฆเอ่ยเสียงแหบหลังจากส่งแก้วน้ำให้อีกคน เขารู้สึกอิ่มจนจุกเพราะไม่อยากทำให้คนที่ทำข้าวต้มมาให้ต้องน้อยใจหากเขากินเพียงนิดเดียว แม้ว่าจะรับรสได้ไม่มากนักเพราะเอาแต่ขมปากก็ตาม

มียาไหม” มันหวานเอ่ยถาม

มีครับ อยู่ในกระเป๋าช่องเล็กข้างหน้า” บอกจบคนตัวเล็กก็เอ่ยปากขออนุญาตเขาเปิดกระเป๋า ก่อนที่ถุงยาจะถูกนำออกมา ในนั้นมียาครบตามอาการที่เขาเป็นเพราะปลายเมฆตรวจตัวเองเรียบร้อยแล้วก่อนจะมาที่นี่

ยาทั้งหมดถูกส่งให้พร้อมกับน้ำดื่มแก้วใหม่ ปลายเมฆกินยาอย่างว่าง่ายและหลังจากนั้นเขาก็เอนหลังนอนอย่างคนเพลียพิษไข้โดยที่มีคนตัวเล็กจัดแจงผ้าห่มห่มกายให้เขาอย่างใจดี เขาได้ยินมันหวานบอกว่าให้พักผ่อนแว่วๆ ปลายเมฆจึงตอบรับด้วยรอยยิ้มก่อนจะปิดเปลือกตาลงและหลับลงไปในที่สุดตามสภาพร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนติดกันหลายวัน

 

มันหวานกลับเข้ามายังห้องนอนของคนป่วยอีกครั้งตอนห้าโมงเย็น หมอปลายเมฆนอนหลับยาวแบบที่ไม่ตื่นขึ้นมากลางครันเลยสักนิด จนพ่อกลับมาและบอกให้เขาเข้ามาปลุกคุณหมอให้กินมื้อเย็น คนป่วยถึงได้ตื่นมากินข้าวกินยาอีกครั้ง แบบที่ไข้ก็ยังไม่ได้ลดไปมากนัก ดูเหมือนว่าอาการไข้ของอีกฝ่ายจะเล่นงานหนักไม่น้อยเพราะหมอปลายเมฆนั่งเงียบตลอดระยะเวลาที่เขานั่งป้อนข้าว

มันหวานเฝ้ามองสีหน้าที่อ่อนเพลีย ดวงตาที่อ่อนล้าและไอความร้อนจางๆที่เขาสัมผัสได้ บางทีเขาก็อยากจะเอ่ยดุอีกฝ่ายที่ป่วยมากมายขนาดนี้ก็ดึงดันที่จะมาหาแทนที่จะพักผ่อนให้อาการดีขึ้น แต่อีกฝ่ายก็กลับกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดื้อด้าน ดึงดันจนน่าตีไปหมด

ความเป็นห่วงของมันหวานไม่ใช่เรื่องล้อเล่นและหมอปลายจะรู้ไหมยามที่อีกคนไอออกมาหน้าดำหน้าแดงแบบนั้นมันทำให้เขาอยากร้องไห้มากแค่ไหน

ตอนที่มันหวานป่วยหมอปลายช่วยดูแลจนเขาหายไข้อย่างรวดเร็ว แต่พออีกคนป่วยมันหวานกลับทำอะไรไม่ได้มากกว่าที่ทำอยู่ นอกจากป้อนข้าวป้อนน้ำให้แบบนี้ พ่อจะให้เขาพาไปหาหมอในตัวเมืองแต่หมอปลายก็ปฏิเสธและอ้างว่าตัวเองก็เป็นหมอเช่นกัน เขาประเมินร่างกายของตัวเองได้

เนี่ยดื้อทั้งกับเด็กแล้วก็กับผู้ใหญ่มันน่าตีน้อยเสียที่ไหน

หลังจากที่กินข้าวกินยาเรียบร้อย มันหวานก็ปล่อยให้หมอปลายเมฆพักผ่อน เหมือนจะนอนมากไปแต่ร่างกายของปลายเมฆก็ไม่ได้ต่อต้านอาจจะเพราะว่าไม่ได้พักผ่อนอย่างพอดีมานานมากเกินไป พอร่างกายป่วยจึงจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากกว่าปกติ

มันหวานกลับเข้ามายังห้องคนป่วยอีกครั้งตอนช่วงสองทุ่ม เขาละทิ้งการดูละครหลังข่าวเพื่อจะมาเช็ดตัวให้อีกคน ไม่ใช่เพราะคำสั่งจากพ่อแต่เป็นเพราะเขาอยากทำมันทั้งหมดด้วยความเต็มใจ

มือบางวางกะละมังใบเล็กไว้โต๊ะข้างเตียงก่อนจะนำผ้าขาวสะอาดชุบน้ำและบิดหมาดๆ มันหวานนั่งลงข้างเตียง เขาเริ่มจากไล้ผ้าหมาดน้ำตามโครงหน้าของอีกฝ่ายอย่างเบามือ ไล้มาตามลำคอของคนที่นอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยา ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นปลดกระดุมเสื้อนอนของอีกฝ่าย แม้ว่าแก้มจะขึ้นสีจัดจากการเห็นแผ่นอกและหน้าท้องของคนแก่กว่าแต่มันหวานก็ต้องอดทน

คนตัวเล็กลากผืนผ้าผ่านหน้าอกไล้มาถึงหน้าท้องก่อนจะวางผ้าผืนเล็กนั้นไว้ข้างตัว มันหวานออกแรงช้อนหลังอีกฝ่ายขึ้นเพื่อจะเช็ดแผ่นหลังให้ เขาได้ยินเสียงครางในลำคอของคนตัวโตกว่าเบาๆแต่ก็ไม่ถึงกับตื่นขึ้นมา นั่นจึงทำให้มันหวานโล่งใจไปได้นิดหน่อย อย่างน้อยเขาก็ยังคงซ่อนใบหน้าแดงก่ำของตัวเองเอาไว้ได้

หมอปลายเมฆถูกจับให้นั่งก่อนจะเอนตัวโน้มมาหาเขาโดยที่ใบหน้าคนนั้นฝังไว้ที่ลาดไหล่แคบ ลมหายใจร้อนๆรดรินที่ต้นคอจนทำให้ขนลุกแปลกๆ ก่อนที่มันหวานจะหยิบผ้าผืนเล็กมาชุบน้ำและบิดให้หมาดอีกครั้ง เขาเช็ดตามแผ่นหลังกว้างโดยสอดมือเข้าไปในเสื้อของอีกฝ่ายที่ไม่ได้ปลดออกจนหมด เช็ดไล้ไปตามแนวกระดูกสันหลังช้าๆและกระชับกอดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อคนป่วยพึมพำว่าหนาวขึ้นมา

ขอโทษ..” มันหวานชะงักนิ่งเมื่อเสียงแหบพร่านั้นดังขึ้นเบาๆข้างหู คนตัวเล็กนิ่งเงียบเพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายตื่นแล้วหรือว่ากำลังละเมอกันแน่

“…”

พี่ขอโทษ..มันหวาน

...

ขอโทษนะ..

และเสียงนั้นก็เงียบไป มันหวานจึงค่อยๆละตัวเองออกจากอีกฝ่าย ดันให้คุณหมอนอนลงที่ผืนเตียงเช่นเคย นั่นจึงทำให้มันหวานรู้ว่าอีกคนเพียงแค่ละเมอเท่านั้น

แต่คำขอโทษของอีกฝ่ายทำให้มันหวานเกิดอาการที่หัวใจ จะต้องรู้สึกผิดมากมายแค่ไหนกันนะถึงได้ละเมอออกมาว่าขอโทษต่อเขาเช่นนี้

ปลายนิ้วเล็กไล้ลงที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน สัมผัสใบหน้าที่ร้อนผ่าวก่อนจะเลื่อนมาลูบริมฝีปากที่แห้งผากนั้นเบาๆ

ริมฝีปากที่มันหวานเคยได้ลิ้มลองบัดนี้มันร้อนผ่าวเพราะพิษไข้และพ่นคำว่าขอโทษออกมาดั่งคนไม่รู้ตัว

คนตัวเล็กโน้มใบหน้าลงไปใกล้คนป่วย สัมผัสกับลมหายใจร้อนผ่าวที่ปัดเป่าผ่านปลายจมูกก่อนจะแตะริมฝีปากของตัวเองลงไปอย่างอ้อยอิ่งราวกับเกรงกลัวว่าคนป่วยจะตื่นมาจับได้

ริมฝีปากนุ่มแตะลงไปเพียงวิก่อนจะผละออกมา มันหวานไม่สามารถห้ามความต้องการของตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย ความคิดถึงและห่วงหามันบอกให้เขากระทำอย่างที่ใจถวิล

และจูบแผ่วเบานั้นคือความคิดถึงอย่างมากล้นในระยะสี่เดือนที่ผ่านมาจากเขา

 

            เช้าวันอาทิตย์มาถึงกับเสียงไก่ขันที่ทำให้มันหวานสะดุ้งตื่นมาในเวลาเจ็ดโมงเศษ คนตัวเล็กรีบพาตัวเองออกมาจากห้องไปยังห้องของคนป่วยเพราะความเป็นห่วงเกรงว่าไข้จะไม่ลดหลังจากที่เขาเช็ดตัวไปให้ แต่ประตูที่เปิดเข้าไปกลับพบแต่ความว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย 

มันหวานเตรียมจะรีบพาตัวเองลงไปจากบ้านแต่ปลายเท้าก็หยุดอยู่แค่นั้นเมื่อคนป่วยที่ควรจะอยู่ในห้องกำลังเดินขึ้นบันไดมาทั้งที่ใบหน้านั้นยังคงซีดเซียวเหมือนเมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน

ตื่นแล้วหรอครับ?”

ไปไหนมา?” มันหวานไม่สนใจคำถามก่อนหน้า เขาสวนกลับเหมือนเด็กเอาแต่ใจเพียงแค่เห็นว่าในมือของอีกฝ่ายมีดอกกุหลาบสีแดงสามดอกเหมือนอย่างเคย นั่นมันทำให้เขารู้ว่าหมอปลายเมฆออกไปข้างนอกแทนที่จะพักผ่อนให้เพียงพอ และถึงแม้ว่าหลักฐานในมือจะบอกได้ว่าอีกคนไปไหนมาแต่มันหวานก็ยังอยากได้ยินจากปากอีกฝ่าย

พี่ไปซื้อกุหลาบให้เรามาครับ ของวันนี้” กุหลาบนั้นถูกยื่นมาให้ตรงหน้ากับรอยยิ้มบางเหมือนคนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรผิดและนั่นมันทำให้มันหวานรู้สึกหงุดหงิด

มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรอ?” น้ำเสียงแข็งๆนั่นทำให้ปลายเมฆชะงักไป เขาไม่คุ้นชินกับน้ำเสียงแบบนี้ของคนตัวเล็กและนั่นมันกำลังบ่งบอกว่าเขาได้กระทำบางอย่างที่ผิดไปแล้ว

มันหวานโกรธอะไรพี่หรอครับ

ถาม ว่ามันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ? กุหลาบเนี่ย ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองป่วยอยู่ ทำไมต้องออกไปตากน้ำค้างแบบนั้น” นับเป็นประโยคที่ยาวอีกหนึ่งประโยคที่ถูกถามออกไป มันหวานหน้างอง้ำ เรียวคิ้วแทบจะผูกกันเพราะความหงุดหงิด ทั้งหงุดหงิดทั้งเป็นห่วง ทั้งที่เมื่อคืนเขาเฝ้าเช็ดตัวให้แท้ๆเพราะหวังให้อีกฝ่ายไข้ลดลง แต่มีที่ไหน สวมเสื้อบางๆออกไปตากน้ำค้างเพื่อซื้อกุหลาบให้เขาแบบนี้

มันสำคัญกว่าตัวเองขนาดนั้นเลยหรือไงกัน

สำคัญสิครับ สำคัญมากๆ

คำตอบนั้นทำให้มันหวานนิ่งลง เขามองแววตาคมเข้มของอีกฝ่ายที่ยังคงฉายความเหนื่อยเพลียอยู่ในนั้นแม้ว่าริมฝีปากจะยังคงยิ้มก็ตาม

อะไรที่มันเกี่ยวกับมันหวาน มันสำคัญทั้งนั้น

...

สำคัญที่สุดเลย

มันหวานไม่ได้ใจอ่อนแต่เพียงแค่ประโยคพวกนั้นกับน้ำเสียงอ่อนโยนของคนตรงหน้ากลับทำให้ความขุ่นมัวเมื่อครู่ในใจเขาหายไปอย่างง่ายดายดั่งคนใจง่าย มันหวานถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยอมยื่นมือไปรับดอกกุหลาบพวกนั้นมาไว้ในมือ เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ และเขารู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินมันอย่างชัดเจน

ขอโทษ.. ก็แค่เป็นห่วง

เพราะว่าเขาได้ยินเสียงหัวเราะแหบแห้งจากคนตรงหน้าและฝ่ามืออุ่นๆนั้นวางลงที่ศีรษะก่อนจะโยกไปมาเบาๆ

ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงเหมือนกันครับ

 

เพราะหมอปลายเมฆคือคนแก่ที่แสนจะดื้อด้าน ทำให้ไข้ที่ควรจะลดลงนั้นไม่ลดลงไปเลยสักนิด จึงเป็นเหตุที่ทำให้คนอวดเก่งนอนจมพิษไข้อยู่ในห้องเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด และเพราะความดื้อรั้นของตัวเองจึงทำให้สองวันนี้หมอปลายเมฆไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากมานอนเป็นคนป่วยในบ้านของมันหวาน

คนตัวเล็กกลับเข้ามายังห้องนอนคนป่วยอีกครั้งหลังจากนำอาหารเย็นที่กินหมดแล้วไปเก็บไว้ในครัว มันหวานมองคนตัวโตที่นอนหมดฤทธิ์อยู่บนเตียงที่กำลังยิ้มแผ่ให้กันเมื่อเขาเรียกให้กินยาหลังอาหาร

มันหวานช่วยเปิดกระเป๋าพี่ให้หน่อยได้ไหมครับในนั้นจะมีกล่องเครื่องมือแพทย์กล่องเล็กอยู่ช่วยหยิบออกมาให้หน่อยได้ไหม

จบประโยคขอความช่วยเหลือมันหวานจึงละตัวไปเปิดกระเป๋าเป้สีดำที่ว่าก่อนจะหยิบกล่องเครื่องมือแพทย์ขนาดสี่เหลี่ยมสีดำออกมา มันไม่ได้ใหญ่มาก ขนาดเล็กกว่าที่เคยเห็นในละครนิดหน่อย

คนตัวโตรับของตัวเองไปก่อนจะเปิดมันออกและมันหวานเห็นว่าในนั้นมีกระปุกยา ปรอทวัดไข้ ถุงน้ำเกลือแบบพกพา รวมไปถึงที่ฟังจังหวะหัวใจที่เขาเรียกกันว่าสเตทโทสโคป

แทนไทบอกให้เอามา” คนป่วยว่าก่อนจะขำเบาๆ “เว่อร์จังเลยเนอะ” ก่อนจะหันมาถามความเห็นกัน ซึ่งมันหวานว่าหมอแทนไทไม่ได้เว่อร์หรอกก็แค่เป็นห่วงเพื่อนของตัวเองมากก็เท่านั้น

อยากลองเป็นคุณหมอดูไหมครับ” คำถามนั้นทำให้มันหวานแปลกใจก่อนจะพยักหน้าเบาๆตอบรับเมื่อเขาก็มีความรู้สึกว่าอยากจับเครื่องมือแพทย์พวกนั้นบ้าง จำได้ว่าตอนเด็กๆชอบเล่นเป็นคุณหมอแล้วให้พ่อเป็นคนป่วยมารักษา

ปลายเมฆมองดวงตาใสแจ๋วของอีกฝ่ายอย่างนึกเอ็นดูก่อนที่เขาจะหยิบปรอทวัดไข้และสเตทฯออกมาจากกล่องพลางขยับตัวนั่งพิงหัวเตียงดีๆ ตอนนี้เขายังไม่ง่วงมากนักแม้จะเพลียเพราะคงต้องรอยาออกฤทธิ์ถึงจะหลับได้ลง

อันนี้เขาเรียกว่าปรอทวัดไข้ มันหวานอยากวัดไข้พี่ไหมครับ

อื้อ” ปากก็ตอบรับศีรษะก็พยักขึ้นลงหงึกหงักจนคนมองลอบยิ้มเหมือนคนบ้า ก่อนที่มือหนาจะส่งปรอทวัดไข้ไปให้คนเด็กกว่า และดูเหมือนว่าคุณหมอฝึกหัดจะรู้ว่ามันใช้อย่างไรเพราะเด็กน้อยกำลังเอาปรอทในมือนั่นแตะที่หูของเขาพลางทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะดึงออกมามององศาของไข้

38องศา” ปากเล็กพึมพำ

ครับ ไข้สูงแต่ไม่สาหัสเท่าไร

มันหวานเงยหน้ามองเจ้าของคำพูดก่อนจะส่งตาเขียวปั้ดไปให้ ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่สูงอีก มันน่าตีไหมเนี่ย จะให้ถึง40ก่อนเลยหรือไงถึงจะเลิกดื้อแบบที่เป็นอยู่น่ะ

ลองใช้สเตทฯด้วยไหม” ปลายเมฆเอ่ยพาเปลี่ยนเรื่องเมื่อเริ่มเห็นแววตากรุ่นโกรธของอีกฝ่าย เขาจึงยื่นของเล่นชิ้นใหม่ให้กับคุณหมอตัวเล็กที่กำลังแอบยิ้มบางกับของเล่นชิ้นใหม่ ส่วนหูฟังถูกใส่หูเรียบร้อยและตัววัดอัตรากลมๆนั้นกำลังแนบอยู่ที่แผ่นอกด้านซ้ายของคนป่วยอย่างแผ่วเบา

ปลายเมฆมองดวงหน้าหวานที่คล้ายจะสงสัยกับอัตราการเต้นในหัวใจของเขา เพราะมันหวานยังคงเอาแต่ทาบๆตรงตำแหน่งหัวใจไม่ละไปไหน

ซึ่งการกระทำนั้นช่างน่ารักเป็นบ้าในสายตาคนมอง

เป็นไงครับคุณหมอ หัวใจผมเต้นแรงไหม” คนแก่กว่าแกล้งหยอดถามก่อนที่คนตัวเล็กจะละตัวทาบกลมๆออกจากหน้าอกของเขาพลางพยักหน้าตอบรับเบาๆ

ซึ่งจังหวะที่มันหวานได้ยินนั้น มันเร็วพอสมควรจนมันหวานไม่แน่ใจว่าเพราะพิษไข้ของอีกฝ่ายหรือเพราะอะไร

ก่อนที่คำเฉลยจากคุณหมอตัวจริงจะถูกเอ่ยออกมา

ที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ไม่ใช่เพราะไข้หรอกนะครับ

...

แต่มันเป็นเพราะได้เห็นหน้าคุณหมอต่างหาก

            ประโยคหวานแสนเจ้าเล่ห์นั่นทำให้หัวใจของมันหวานเกิดอาการรวนเร ดวงตากลมโตของคนตัวเล็กจึงเบี่ยงมามองมือที่วางอยู่บนหน้าตักแทนสายตาของคนป่วยแสนร้ายกาจแทน

เป็นเพราะเขาอย่างนั้นหรอ....พูดออกมาได้ไม่เขินปากตัวเองบ้างหรือยังไง

นี่ถ้าไม่ติดว่าปรอทวัดไข้ยืนยันว่าป่วยจริงเขาจะคิดแล้วนะว่าอีกคนแกล้งป่วยน่ะ

แล้วคุณหมออยากลองฟังเสียงหัวใจของตัวเองบ้างไหมครับ

...

แอบฟังคนเดียวไม่ต้องบอกคนไข้ก็ได้นะ

เพราะความอยากรู้จึงทำให้มันหวานบ้าจี้ทำตามคำพูดของอีกฝ่าย เขาจับตัววัดอัตราของหัวใจทาบลงทางอกด้านซ้ายของตัวเองและฟังเสียงเต้นของหัวใจ

ซึ่งมันเต้นเร็วจนทำให้มันหวานนับจังหวะไม่ถูก

และมัน...

เป็นไงครับ? หัวใจของคุณหมอเต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับคนไข้ไหม

มันเต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับหมอปลายเมฆไม่มีผิดเพี้ยน

แต่เรื่องอะไรที่เขาต้องบอกให้คนเจ้าเล่ห์ได้รู้กันล่ะ ไม่มีทางเสียหรอก

หลังจากนั้นยาที่หมอปลายเมฆกินไปก็ทำหน้าที่ ทำให้คนไข้ร้ายกาจหมดฤทธิ์จนนอนหลับไปในที่สุด ซึ่งมันหวานก็ออกไปทำงานบ้าน กลับมาตอนสองทุ่มอีกครั้งเพื่อเช็ดตัวให้อีกคน และหมอปลายเมฆก็ยังคงนอนหลับสนิทเหมือนเมื่อวาน ต่างกันที่วันนี้อีกคนไม่ได้ละเมอขอโทษเขาก็เท่านั้น

Rrrrrrrrr

หลังจากเตรียมจะออกจากห้องคนป่วยเมื่อเช็ดตัวเสร็จโทรศัพท์ของคนโตกว่าก็ดังขึ้นจนมันหวานต้องรีบไปคว้ามันเอาไว้เพื่อไม่ให้รบกวนอีกคนจนต้องตื่นขึ้นมา มันหวานมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก่อนจะถือวิสาสะรับสายเมื่อเป็นคนที่เขารู้จัก

สวัสดีจ้ะ พี่แทนไท

[มันหวานหรอ?] คนปลายสายมีน้ำเสียงตกใจเมื่อเขาเป็นคนรับสาย

จ้ะ พอดีหมอปลายทานยาไปแล้วหลับสนิทเลย

[อ้อ ใช้ เมฆมันไม่สบาย หนักเลย]

ใช่หนักเลย รู้อย่างนั้นแล้วทำไมไม่ห้ามเพื่อนตัวเองไม่ให้มาก็ไม่รู้ แต่มันหวานก็ได้แต่ค่อนขอดหมอแทนไทในใจนั่นแหละ เพราะยังไงหมอปลายเมฆก็อยู่ที่นี่แล้ว

จ้ะ” มันหวานรับคำ

[แล้วมันหวานสบายดีไหมครับ]

สบายดีจ้ะ พี่แทนไทล่ะจ๊ะ

[พี่ก็สบายดีครับ สบายดีกว่าไอ้เมฆด้วยปลายสายหัวเราะเบาๆพลางทำให้มันหวานต้องหันไปมองคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง หมอแทนไทคงจะรู้ว่าที่ผ่านมาหมอปลายเมฆเป็นยังไงในวันที่เขาทั้งคู่ห่างเหินต่อกัน

[มันหวานเกลียดเมฆมันมากไหมอีกฝ่ายเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไป

มันหวานไม่ได้เกลียด มันหวานแค่เสียใจ” ต่อให้ต้องพูดอีกกี่ครั้ง คำตอบของมันหวานก็คงเหมือนเดิม

ไม่มีความเกลียดชังเพราะทุกความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นมันคือความเสียใจ

[พี่ก็ด่ามันไปหลายรอบกับความโง่เง่าของมัน แต่พี่ก็ยังหวังว่ามันหวานจะให้อภัยเพื่อนพี่ได้ในสักวัน]

“…”

[ปลายเมฆไม่เคยเริ่มใหม่กับใคร มันเลยเงอะงะเหมือนกับคนที่ไม่เคยใช้ความรัก แต่ตอนนี้มันรู้แล้วนะว่าความรักที่มีมันควรจะใช้กับใคร]

“…”

[และใครคนนั้นก็คือมันหวานนะครับ]

มันหวานรับฟัง พลางทรุดตัวนั่งลงขอบที่นอนมองคนที่กำลังหลับตาพริ้ม มือเล็กเอื้อมไปลูบปรอยผมของคนแก่กว่าแผ่วเบาและพยักหน้าให้กับคำพูดของคนปลายสาย

มันหวานรู้แล้ว เขารู้แล้วว่าความรักนั้นมันเป็นของเขา

[อย่าหาว่าพี่สปอยล์เพื่อนเลยนะเพราะพี่ก็สปอยล์มันจริงๆหมอแทนไทหัวเราะเบาๆก่อนจะว่าต่อ [กับคนเก่าคนนั้นที่ไม่ได้ดีอะไรมากมายเมฆมันยังคบมาได้ตั้งสิบปี]

“…”

[แต่กับมันหวานที่แสนดีตั้งขนาดนี้ พี่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าระยะเวลาจะนานนับกี่ปี]

“…”

[นอกจากจะบอกได้ว่าคงจะรักไปตลอดชีวิต]

ตลอดชีวิตอย่างนั้นหรอ...

[เมฆคือรักแรกของมันหวานใช่ไหมครับปลายสายเอ่ยถาม

ใช่จ้ะ

หมอปลายเมฆคือรักแรกของเขา มันหวานยังคงจำความรู้สึกพวกนั้นได้ดี วันที่หลุดปากออกไปว่าชอบอีกฝ่ายเข้าให้แล้วจริงๆ แม้ว่ามันจะรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันก็ตาม

[อย่าน้อยใจเลยนะที่มันหวานไม่ใช่รักแรกของเมฆมัน แต่พี่อยากให้รู้ไว้เพราะพี่มั่นใจว่ามันหวานจะเป็นรักสุดท้ายของปลายเมฆ ก็นะมันแก่แล้วอ่ะ]

มันหวานแอบขำเมื่อหมอแทนไทพูดประโยคนั้นออกมา

[และถ้าเกิดว่ามันกำลังทำอะไรในสิ่งที่มันไม่เคยทำพี่ก็อยากให้มันหวานรู้ไว้ว่ามันพยายามทั้งหมดนั่นก็เพราะว่ารักมาก]

สิ่งที่อีกคนไม่เคยทำนั่นทำให้มันหวานได้มองเห็นอะไรที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการฝึกทำอาหาร ปลูกผัก ซื้อดอกกุหลาบมาให้ในทุกครั้งที่เจอกันทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยได้รับแม้สักดอกเดียว นั่งเครื่องบินข้ามจังหวัดเพื่อมาเจอกันแม้ว่าตัวเองจะไม่สบาย บอกเล่าเรื่องราวของดวงจันทร์ทั้งที่เมื่อก่อนนั้นไม่เคยรู้ว่าดวงดาวที่เขาถามมีชื่อเรียกว่าอะไร และคำว่ารักที่พร่ำบอกแม้ว่าเขาจะยังคงนิ่งเฉยและไร้การตอบกลับ

หมอปลายเมฆทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำต่อกันเพื่อเขา

[เพื่อนพี่..ปลายเมฆน่ะ มันรักมันหวานมากนะครับ]

“…”

[พี่ว่ามันหวานก็คงรับรู้ได้แล้ว ใช่ไหม]

มันหวานรู้

รับรู้ในทุกความรู้สึก

[ครับ ดีแล้ว หมอแทนไทก็คงจะเป็นห่วงความรู้สึกของเพื่อนตัวเองไม่น้อย เพราะมันหวานไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาที่เขาหายไป หมอทั้งสองคนคุยอะไรกันบ้าง

[พี่ไม่รบกวนแล้วดีกว่า ยังไงก็ฝากดูแลคนป่วยหน่อยนะครับ เมฆมันเวลาป่วยก็จะปัญญาอ่อนนิดหน่อย]

ไม่หรอกแค่ขี้อ้อนแล้วก็เจ้าเล่ห์เพียงเท่านั้น ..มันหวานเถียงในใจ

            หลังจากนั้นมันหวานก็เอ่ยลาคนปลายสายก่อนจะวางสายไปและวางมือถือของคนป่วยไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียงเหมือนอย่างเคย

มันหวานมองคนป่วยพลางนึกถึงคำพูดหลายประโยคที่หมอแทนไทได้ทิ้งเอาไว้ ซึ่งมันไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงที่มันหวานกำลังเห็นเลยสักนิด

ความรักเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่แปลกที่หมอปลายเมฆทำให้มันเกิดขึ้นมาจนมันหวานสามารถแตะต้องได้ อย่างเช่นตอนนี้ที่ปลายนิ้วของเขาลากไล้ผ่านใบหน้าของอีกฝ่าย สัมผัสความร้อนผ่าวของพิษไข้ ยามที่ละมือมาทาบลงที่ตำแหน่งหัวใจของคนที่หลับใหลและรับรู้จังหวะการเต้นตึกตักของมันที่พร้องไปกับการได้ยินจากเครื่องสเตทฯเมื่อตอนเย็น

ความรักพวกนั้นจับต้องได้เหมือนกับที่มันหวานกำลังแตะต้องผู้ชายคนนี้

เป็นความรักที่มีตัวตน มีสัมผัส มีไออุ่น มีทุกอย่างที่มันหวานเคยถวิลหา

ความรักนั้นที่ก่อร่างเป็นตัวตน เป็นคำพูด เป็นการกระทำ เป็นสายตา

เป็นหมอปลายเมฆ..ใครคนนี้ซึ่งเป็นความรักของเขา

เป็นมาโดยตลอด..ไม่แผ่วปลายและไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

เที่ยงคืนกว่าที่ใครบางคนนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงโดยลืมไปแล้วซึ่งการเดินทางกลับกรุงเทพฯของตัวเองเพราะโดนไข้เล่นงาน ปลายเมฆเหงื่อท่วมกายแม้จะรู้สึกว่าขั้วหัวใจเหน็บหนาว กลุ่มผมสีเข้มกระจายเต็มใบหมอนกับคำพูดที่คล้ายกับคนที่กำลังจมอยู่ในความฝันที่แสนหยั่งลึก

ไม่.. อย่าไป

คล้ายกับเรื่องราวในอดีตกำลังเล่นงานคนเจ็บไข้ยามหลับฝัน

มันอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกเพราะเคยฝันเช่นนี้เพียงแค่มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเพราะไม่เคยปล่อยให้ร่างกายได้นอนหลับอย่างแท้จริง

มันหวาน..ขอโทษ.. ฮึก กลับมา

และพอได้หลับ สารบางอย่างในร่างกายจึงส่งผลให้ความกลัวที่กดไว้เล่นงาน

ปลายเมฆกระสับกระส่าย น้ำตาไหลรินผ่านทางหางตากระทบลงที่หมอนใบโตก่อนที่ทั้งร่างจะดีดลุกจากผืนเตียงพร้อมดวงตาที่เบิกกว้างเคล้าไปกับการหอบหายใจอย่างหนัก

มันหวาน!”     

            เสียงนั้นดังขึ้นในห้องนอนที่เงียบสงบและมืดสนิท แต่ไม่ได้ดังมากเกินไปเพราะเจ้าของเสียงนั้นเป็นไข้จึงทำให้เสียงที่เอ่ยออกไปนั้นแหบพร่า

            ปลายเมฆผ่อนลมหายใจเข้าออก พลางใช้หลังมือเช็ดน้ำตาของตัวเองที่หลั่งไหลให้กับความฝัน เขามองไปรอบกายที่เงียบสงัดและอาจจะเป็นเพราะการจมอยู่กับพิษไข้หลายชั่วโมงต่อติดด้วยฝันร้ายจึงทำให้ปลายเมฆกลัวการอยู่คนเดียว

คนป่วยจึงพาร่างโงนเงนของตัวเองออกจากห้องไปยังห้องนอนข้างๆ ปลายเมฆเปิดประตูที่ไม่ได้ล็อคเข้าไป เขาเดินฝ่าความมืดอาศัยเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเพื่อช่วยในการมองเห็นก่อนจะนั่งลงที่พื้นข้างเตียงของคนที่นอนหลับสนิทอยู่

ปลายเมฆรู้สึกว่าความวูบโหวงในใจเมื่อครู่คล้ายจะค่อยๆสมานกันอีกครั้งเมื่อได้มองใบหน้าหวานผ่านเงาแสงจันทร์

คุณหมอจึงแนบหน้าลงที่ผืนเตียงทั้งๆที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้น ฝ่ามือใหญ่ที่สั่นเทาเพียงเล็กน้อยนั้นกำลังกอบกุมนิ้วก้อยข้างขวาของคนตัวเล็กเอาไว้หลวมๆพลางหลับตาลง

เหมือนความทรมานในความฝันนั้นคล้ายจะเป็นฝันเพียงหนึ่งตื่นเพราะสัมผัสอุ่นๆจากนิ้วเล็กของอีกคนบ่งบอกว่ามันหวานยังคงอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีจากเขาไปไหนอีกแล้ว มันหวานยังอยู่ตรงนี้ให้เขาได้พิสูจน์หัวใจของตัวเอง

ยังอยู่ตรงนี้กับคำว่ารักของเขา

 

เวลาเดินผ่านไปเรื่อยๆจากฟ้ามืดยันฟ้าสว่าง เสียงของไก่ขันดังขึ้นปลุกให้คนเด็กกว่าลืมตาตื่นขึ้นมา ในอ้อมแขนด้านซ้ายของมันหวานคือหมูชมพูที่กอดไว้ตลอดทั้งคืน เขานอนหลับสนิทเพราะคืนที่ผ่านมาแทบไม่ได้นอนเพราะมัวแต่ห่วงใครอีกคน

และพอนึกถึงมันกลับทำให้มันหวานเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คงจะเป็นวันจันทร์ที่หมอปลายเมฆคงจะกลับไปแล้วเหมือนอาทิตย์ที่แล้ว แต่สัมผัสจางๆจากนิ้วมือข้างขวาทำให้มันหวานต้องผินหน้าไปมองก่อนจะเจอกับร่างโตๆที่นอนหลับอยู่ข้างๆ

มันหวานมองภาพนั้นอย่างแปลกใจระคนใจสั่น เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าหมอปลายมานอนที่ห้องเขาตั้งแต่เมื่อไร แล้วทำไมมานั่งนอนแบบนี้ทั้งที่ความจริงควรจะกลับกรุงเทพฯไปแล้วด้วยซ้ำ หรือเพราะว่าป่วยมากเกินไปจึงเดินทางกลับไม่ไหวกันแน่

คนตัวเล็กละแขนออกจากตุ๊กตาตัวนุ่มก่อนจะขยับตัวนอนตะแคงโดยที่นิ้วก้อยของตัวเองก็ไม่หลุดจากเกาะกุมของมืออุ่นนั้นเลยสักนิด

มือนุ่มอีกข้างแตะลงที่แก้มกร้านของอีกฝ่ายเพื่อวัดไข้แต่เหมือนกับคนป่วยจะรู้สึกตัวพอดีเพราะหลังจากนั้นหมอปลายเมฆก็เริ่มขยับและยกศีรษะของตัวเองขึ้นจากผืนเตียง ใบหน้างัวเงียกับทรงผมที่ยุงเหยิงและดวงตาสีเข้มที่คล้ายขึ้นสีแดงอ่อนๆจากการเพิ่งตื่นนอนกำลังมองมาที่หน้าของเขา

มันหวานหยัดตัวลุกขึ้นนั่งดีๆโดยที่ฝ่ามือของตัวเองไม่ได้ละไปจากแก้มอุ่นๆของอีกฝ่าย พวกเขามองตากันอยู่แบบนั้นโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเบาๆกับอุณหภูมิร่างกายที่เริ่มจะอุ่นขึ้นเมื่อคนโตกว่าเอียงใบหน้าซบลงที่ฝ่ามือ

มือหนาของคุณหมอทาบลงที่หลังมือขาวของคนตัวเล็กกว่าที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง ปลายเมฆจ้องมองแววตากลมใสที่คล้ายกับมีดวงดาวที่มีชีวิตระเริงเล่นอยู่ในนั้นและถ้าปลายเมฆไม่ได้ตาฝาดหรือเมาพิษไข้มากเกินไปเขาคิดว่าเขาเห็นมันหวานยิ้ม

รอยยิ้มที่ห่างหายจากเขาไปเนิ่นนานถึงสี่เดือน

อรุณสวัสดิ์

“…”

พี่หมอ

แต่ในวันนี้มันได้กลับมาเป็นของเขาอีกครั้ง

 

 

#มันหวานปลายเมฆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 406 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1052 Phakchira_Ice (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 17:42
    พี่หมอออ
    #1,052
    0
  2. #972 pcy921 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 17:30
    พี่หมอแทนไทพ่อทุกสถาบันค่ะ
    #972
    0
  3. #915 Miiwxx (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 21:14
    สงสารหมอ ฮือ ดีกันแย้ว
    #915
    0
  4. #870 areenachesani (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 00:57
    งื้ออ ฉากหมอฝันร้ายแล้วเดินเข้าไปนั่งจับมือน้องนอนน่าสงสารมากก ใจต้องเหลวแล้วล่ะจังหวะนี้
    #870
    0
  5. #853 Jibangrin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 23:51
    ฮรุกกกกกกก แงงงงงงงงง
    ใจเหลวหมดแล้ว
    #853
    0
  6. #806 stang_pt (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 19:07
    แงงงงง มีความสุขได้แล้วคนเก่งทั้งสอง :)
    #806
    0
  7. #800 taloeyteay (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 00:55
    ฮือออ ใจไม่อ่อนให้รู้ไปอะ นี่ยวบยาบไปหมดแน้ววว ;——;
    #800
    0
  8. #763 PINKLAND (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 15:41
    แงงงงงงงง
    #763
    0
  9. #744 blugarxx (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:35
    แงงงงง ชั้นจะมาใจอ่อนกะอีแค่เหนหมอนังพูดจาอ่อนหวาน มีความเจนเทิลงี้ไม่ได้นะ เกลียดจิงพวกผุชาย! แต่ก็ยินด้วย จริงๆสักที5555 น้องมันหวายของคูมแม่่่่ มีความสุขสักทีนะลูก
    #744
    0
  10. #666 withfluffyp (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 13:02
    มีความสุขกันได้แล้วนะ ;-;
    #666
    0
  11. #641 Roseruby23 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 07:27
    ลุ้นแทบแย้
    #641
    0
  12. #558 tapamin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 09:12
    ในที่สุดดดดด
    #558
    0
  13. #556 winterwinddd (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 17:11
    ในที่สุดดดด หลังจากผ่านการร้องไห้มาหนักหน่วง ฮือออ รักกันไปนานๆนะคะ
    #556
    0
  14. #554 Sebaek9404 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 14:20

    โอ้ยยยยดีมากกๆงื้อออออชอบมากเลยค่ะมันละเอียดอ่อนมากอ่ะน่ารักกกกๆๆๆๆๆๆๆรอนะคะสู้ๆค่าาาา

    #554
    0
  15. #552 Martin Bamnis (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 11:28
    น้องงงงง

    โอ๊ยจะร้องไห้เด้อ
    #552
    0
  16. #550 Miki_milky (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 09:02
    กลับมาคบกันเหมือนเดิมแล้วใช่ไหมมันหวาน
    #550
    0
  17. #549 Palmy Ewl (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 08:32
    เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #549
    0
  18. #548 MyOxygen (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 02:13
    กรี๊ดดดด ชั้นดีใจฮือๆ อรุณสวัสดิ์ พี่หมอ
    #548
    0
  19. #547 LemonSoda-227 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 00:47

    ร้องไห้ตั้งแต่ต้น จนจบตอน ฮือออออออ
    #547
    0
  20. #542 JongjitSriyan (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 21:22

    พูดไม่ออกอ่ะ บอกตรงๆ ตื้นตันไปหมด
    #542
    0
  21. #541 Xe_Zaa (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 21:07
    ความพยายามของหมอปลายเริ่มสัมฤทธิ์ผลแล้ว
    #541
    0
  22. #540 10.58a.m (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 21:01
    ฮืออกลับมารักกันแล้ววว
    #540
    0
  23. #539 paarat (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 20:02
    พี่หมอ มันหวานใจอ่อนแล้ว
    #539
    0
  24. #537 ♡9404♡ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 16:26
    ไรท์ คือเราไม่แน่ใจว่า หนังกางแปลง ต้องเขียนว่า 'หนังกลางแปลง' รึป่าว?
    #537
    1
    • #537-1 SeMisoo(จากตอนที่ 27)
      6 ธันวาคม 2561 / 17:21

      งึยยยย เราผิดเองค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
      #537-1
  25. #536 ♡9404♡ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 01:01
    รักนะคะคนดีของฉัน จะวันไหนก็รักเพียงเธอ5555555
    #536
    0