[END] THE CLOUD 9 เหนือปลายเมฆ ☆* [YAOI] สนพ.Hermit Books

ตอนที่ 17 : เหนือปลายเมฆ ☆ XVI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,379
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 341 ครั้ง
    14 ก.พ. 63

เหนือปลายเมฆ XVI

อาจจะเพราะว่าผมไม่เคยตกหลุมรัก พอเมื่อได้รักผมเลยทิ้งตัวเองลงไปทั้งตัว

 

มันหวานวิ่งออกมาจากโรงพยาบาลด้วยหัวใจที่บอบช้ำอย่างหนัก พาตัวเองวิ่งออกมาแม้น้ำตามากมายจะบดบังการมองเห็น คำพูดของใครคนนั้นยังดังชัดอยู่ในหู ถ้อยคำใจร้ายที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายอย่างหมอปลายเมฆ

ผู้ชายที่มันหวานเคยคิดว่าแสนดี แต่วันนี้มันหวานรู้แล้วว่าหมอปลายเมฆก็แค่ผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งเท่านั้น

ปลายเท้าหยุดนิ่งอยู่ตรงลานจอดรถของโรงพยาบาล มันหวานสะอื้นฮักจนต้องยกสองแขนมากอดตัวเองเอาไว้ ไม่ได้สนว่าใครจะมองยังไง นาทีนี้มันหวานแค่เสียใจจนต้องระบายมันออกมาทางน้ำตา แม้กระบอกตาจะบวมช้ำ แม้จะเหนื่อยจากการร้องไห้ติดกันตั้งแต่เมื่อวาน แต่นาทีนี้มันหวานทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นนอกจากสั่งให้ร่างกายตอบสนองความเสียใจของตัวเองออกมาเป็นหยดน้ำตา

มันหวาน” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นข้างหลัง มันหวานไม่ได้หันกลับไปมองแต่ก็พอรู้ว่าเป็นเพื่อนตัวสูงของตัวเอง

มันหวานไม่ได้หวังว่าหมอปลายจะวิ่งตามออกมา ที่จริงมันหวานไม่ควรหวังอะไรจากผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว แค่นี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าหมอปลายเลือกม่านฝน

ไม่เคยคิดจะเลือกมันหวาน ..ไม่เคย

ดวงตากลมมองหยดน้ำตาของตัวเองที่ร่วงกระทบลงพื้นปูน มันขยายเป็นวงกว้างเมื่อเจ้าของน้ำตาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องไห้ มันหวานยังคงยกแขนโอบกอดตัวเองอยู่แบบนั้น มันไม่ได้เหน็บหนาวแต่มันรวดร้าวไปทั้งใจคล้ายกับว่าถ้ามันหวานไม่โอบกอดตัวเองเอาไว้เขาคงจะทรุดลงไปเดี๋ยวนั้น

ฮึก

มันหวาน” เสียงทุ้มจากด้านหลังดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะถูกดึงตัวเข้าไปในอ้อมกอดอุ่นของใครบางคน ฝ่ามือเล็กกำเสื้อของอีกคนไว้แน่นขณะที่ใบหน้าก็ฝังไว้ที่อกแกร่งของเตวิณและส่งเสียงร้องไห้ใส่แผ่นอกของเพื่อนตัวเอง

มันหวานไม่ชอบเวลาที่ตัวเองร้องไห้ มันหวานไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอ่อนแอและมันหวานไม่เคยอยากใช้น้ำตาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากใคร แต่นาทีนี้เขากลับกำลังทำสิ่งที่ไม่ชอบทั้งหมด แต่มันไม่ได้ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย และอ้อมกอดของเตวิณก็ไม่สามารถบรรเทาความเสียใจของมันหวานลงได้เลย

เตวิณ..

ว่าไง

ละใบหน้าของตัวเองออกมาจากอกแกร่ง เสื้อตรงหน้าอกของคนตัวสูงแผ่วงกว้างเป็นร่องรองของหยดน้ำตา มันหวานเงยหน้ามองอีกคน ริมฝีปากบางนั้นกำลังสั่นเทาแต่มันหวานคิดว่านาทีนี้เขาควรพูดอะไรออกมาสักอย่าง พูดเพื่อพาตัวเองออกไปจากตรงนี้

ไปอยู่ด้วยได้ไหม

...

ไม่อยากอยู่กับเขา ไม่อยากแล้ว..

มือเล็กกำชายเสื้อของอีกคนแน่น ดวงตาที่เคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาช้อนขึ้นมองเพื่ออ้อนวอนคนตรงหน้า มันหวานอยากหนีไปให้ไกลจากที่เคยอยู่ มันหวานไม่อยากเจอหมอปลายอีกแล้ว นาทีนี้ความเสียใจมันผลักดันให้เขาทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องพบเจอคนใจร้ายคนนั้นอีก

ไม่สามารถกลับไปอยู่คอนโดที่เคยอยู่ได้อีกแล้ว ไม่สามารถเข้มแข็งมองภาพคู่ในกรอบรูปบานใหญ่นั้นได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร มันหวานไม่เหลือความเข้มแข็งที่จะอดทนแบกรับความเสียใจเอาไว้ได้อีกแล้ว

 มันหวานไม่สามารถมีตัวตนเพื่ออยู่ให้หมอปลายมองข้ามได้อีกแล้ว

พอกันที มันหวานไม่รัก จะไม่รักผู้ชายคนนั้นอีก

คิดดีแล้วใช่ไหม” เตวิณเอ่ยถาม

มันหวานต้องไป” ใช่..มันหวานต้องไปไม่ใช่เพราะอยากจะไป รู้แก่ใจว่าตัวเองกำลังเห็นแก่ตัวดึงเตวิณเข้ามาสู่ความรู้สึกน่าอึดอัดแบบนี้ แต่ถ้าไม่ใช่เตวิณมันหวานก็ไม่รู้จะพึ่งพาใครได้อีก

ในที่แห่งนี้ เมืองกรุงที่แสนกว้างใหญ่มันหวานเคยมีแค่หมอปลายเมฆ มีผู้ชายคนนั้นแค่คนเดียวให้เชื่อใจ แต่ตอนนี้มันได้พังลงไปหมดแล้ว พังไปหมดแล้วทุกอย่าง

อื้ม งั้นไปขึ้นรถ” ฝ่ามือเล็กถูกอีกคนจับไปกอบกุมก่อนจะพาเดินไปยังที่รถของตัวเอง มันหวานแค่เดินตามไปเงียบๆ นาทีนี้เตวิณจะพาไปอยู่ที่ไหนมันหวานก็พร้อมไปทั้งนั้น ขอแค่ได้พาตัวเองออกมาให้ไกลจากหมอปลายเมฆก็พอ

เสื้อแจ็คเก็ตของคนตัวโตกว่าถูกส่งมาให้ มันหวานเงยหน้ามองเตวิณที่กำลังสวมหมวกกันน็อคของตัวเองก่อนร่างสูงจะเพยิดหน้าเชิงบอกว่าเสื้อตัวนี้มันหวานต้องใส่ ก่อนที่หมวกกันน๊อคอีกใบจะถูกสวมลงมาให้พร้อมกันการติดล็อคปลายคางเรียบร้อย

มันหวานสวมเสื้อสีดำเข้มของอีกฝ่ายก่อนจะจับไหล่กว้างเพื่อพยุงตัวเองให้ขึ้นซ้อนท้ายรถคันโต ท่อนแขนเล็กทั้งสองข้างโอบรอบเอวหนาของคนขับก่อนจะทิ้งศีรษะลงที่แผ่นหลังแกร่ง

ทันทีที่รถออกตัวและเสียงลมที่โต้แรงดังขึ้นมันหวานถึงได้ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ร้องไห้ใส่หมวกกันน็อคใบหนา ปล่อยให้เสียงสะอื้นดังออกมาอย่างไม่กลัวว่าใครจะได้ยิน ปล่อยให้เสียงมันก้องอยู่ในนั้นเพื่อตอกย้ำว่าในวันนี้มันหวานเสียใจมากแค่ไหน

และใครเป็นต้นเหตุของความเสียใจนี้

เวลาผ่านไปสักพักรถคันโตก็จอดลงหน้าอพาร์ทเม้นท์กลางเก่ากลางใหม่ มันหวานจับไหล่กว้างเพื่อพยุงตัวเองลงจากรถก่อนจะถอดหมวกกันน็อคมาถือไว้ในขณะที่รอเตวิณล็อครถดีๆ

ป่ะ” คนข้างกายดึงหมวกของเขาไปถือไว้เองก่อนจะเดินนำเข้าไปข้างใน มันหวานกวาดสายตามองทุกสิ่งที่ไม่คุ้นชิน มันไม่ได้กว้างขวางเหมือนคอนโดหมอปลายแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของมันหวานหรอก มันหวานเป็นเด็กบ้านนอกที่อยู่ง่ายกินง่าย อีกอย่างมันหวานมาขอเตวิณอาศัยอยู่คงจะมาเรื่องเยอะไม่ได้

เตวิณอยู่กับใครหรอ” เอ่ยปากถามพลางสูดน้ำมูกขณะที่กำลังอยู่ในลิฟต์และปลายทางคือชั้นสิบห้าชั้นห้องของเตวิณ

ติณอยู่คนเดียว” คนตัวสูงหันมาตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมกับมือหนาที่วางไว้บนกลุ่มผมของมันหวานเบาๆ “ไม่ต้องเกรงใจนะ อยู่ได้เท่าที่อยากอยู่

ขอบคุณมากๆเลย” คนตัวเล็กพยายามยกยิ้มแม้ว่าดวงตาจะบอบช้ำ

ติ๊ง!

เสียงลิฟต์ดังขึ้นเมื่อมาถึงที่หมาย มือของมันหวานถูกเตวิณกอบกุมก่อนจะพาเดินออกไปด้วยกัน ห้องของเตวิณอยู่ห้องสุดท้ายติดกับบันไดหนีไฟ คนตัวสูงทาบคีย์การ์ดลงไปก่อนที่จะเปิดประตูห้องตาม

ยินดีต้อนรับครับน้องเต่า” น้ำเสียงทะเล้นที่มาพร้อมกับการผายมือกวนๆของอีกฝ่ายทำให้มันหวานหลุดหัวเราะ คนตัวเล็กผงกหัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไป

ห้องของเตวิณดูไม่กว้างขวางเท่าไรนักหากเทียบกับคอนโดหมอปลายเมฆ แต่มันก็กว้างมากพอหากใช้ในการอยู่อาศัยคนเดียว

รกขนาดนี้นี่กวาดห้องล่าสุดเมื่อไรหรอ” คนตัวเล็กเอ่ยแซวเมื่อมองไปทางไหนก็เจอแต่ข้าวของรกเกลื่อนไม่เป็นที่เป็นทางตามประสาผู้ชายที่คงจะไม่ได้รวมมันหวานเข้าไปด้วย

ไม่แซวดิ” ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงโซฟาตัวเก่าแล้วตบพื้นที่ว่างข้างกายให้คนตัวเล็กนั่งลงบ้าง “ก็เนี่ยแหละ ตามสบายนะ นึกว่าห้องของตัวเองเลย

อื้อ ต้องขอรบกวนสักพัก” คนตัวเล็กยิ้มบางให้คนข้างกายพลางถอดแจ็ตเก็ตสีดำพาดไว้ที่โซฟาก่อนที่จะยกมือทาบขมับตัวเองเมื่อความปวดจี๊ดแล่นเข้ามากะทันหัน “เตวิณเราขอน้ำสักแก้วได้ไหม

อ้อได้ รอแป๊ปนึง” ว่าจบก็ลุกขึ้นไปยังโซนครัวแคบๆของตัวเองเพื่อรินน้ำให้อีกฝ่าย

ระหว่างนั้นมันหวานก็ค้นหายาในถุงที่ถือติดมือมาด้วยก่อนจะหยิบยาแก้ปวดหัวออกมาสองเม็ด อาจจะเพราะว่าร้องไห้หนักเกินไปถึงได้รู้สึกปวดเหมือนหัวจะระเบิดแบบนี้

ได้แล้ว น้ำไม่เย็นนะ

ขอบคุณจ้ะ” รับแก้วน้ำมาถือไว้ก่อนจะหยิบยาเข้าปากและดื่มน้ำตามจนหมดท่ามกลางสายตาเป็นห่วงของร่างสูงตรงหน้า

เตวิณกวาดสายตามองคนตัวเล็กที่กำลังใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง และพบว่าตอนนี้หน้ามันหวานซีดลงกว่าตอนที่อยู่โรงพยาบาลจนเกรงว่าคนตัวเล็กจะไข้ขึ้นหนักจนต้องไปฉีดยาให้น้ำเกลืออีก

ติณว่ามันหวานนอนพักเถอะ ดูเหมือนจะไม่ไหวเลย เดี๋ยวไปนอนในห้องนอนติณนะ ติณนอนข้างนอกเอง

ไม่เอา มันหวานนอนโซฟานี่ดีกว่า ไม่อยากแย่งที่นอนเตวิณ” คนตัวเล็กโบกไม้โบกมือพลางส่ายหน้ารัวๆเพราะไม่ต้องการรบกวนอีกคนขนาดนั้น แค่ให้มาอยู่ด้วยชั่วคราวก็เกรงใจมากพออยู่แล้ว

ป่วยอยู่ อย่าดื้อได้ไหม” คนตัวโตกว่าแสร้งทำเป็นไม่รับฟังก่อนจะดึงมือคนตัวเล็กให้ลุกขึ้นและตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง

มันหวานรู้ว่านาทีนี้คงขัดความหวังดีของอีกฝ่ายไม่ได้จึงได้แต่เดินตามเข้าไปในห้องนอนที่ไม่ได้ดูรกเหมือนข้างนอก มีเตียงขนาดหนึ่งคนนอน โต๊ะคอมฯที่หัวมุมด้านขวา และตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่มุมซ้ายของห้องเพียงเท่านั้น

นอนได้หรือเปล่า” เอ่ยปากถามเพราะกลัวว่ามันจะไม่ได้สุขสบายกว้างขวางเหมือนที่อีกคนเคยอยู่

ได้สิ เราเป็นเด็กบ้านนอกนะ ห้องนอนเราที่บ้านนอกเล็กกว่านี้อีก” มันหวานตอบตามความเป็นจริง เพราะห้องนอนของมันหวานเล็กกว่านี้จริงๆแถมยังไม่มีแอร์อีกต่างหาก มันหวานไม่ใช่คนติดหรูอะไรเรื่องนี้เตวิณไม่ควรกังวลด้วยซ้ำ

งั้นก็พักผ่อน เดี๋ยวตื่นแล้วจะพาไปตลาด

ตลาดหรอ?”

อืม จะพาไปซื้อข้าวของส่วนตัว

อ้อ โอเคจ้า” มันหวานรับคำอย่างว่าง่าย เขาก็ลืมไปเหมือนกันว่าไม่ได้นำอะไรติดตัวมาเลยนอกจากกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และถุงยาเพียงเท่านั้น จะให้กลับไปที่คอนโดของใครคนนั้นตอนนี้มันหวานก็เลือกที่จะซื้อของใหม่เลยดีกว่า

เค งั้นนอนซะ” ดันคนตัวเล็กให้ไปใกล้เตียงก่อนจะรอให้คนตัวบางขึ้นเตียงเรียบร้อยถึงดึงผ้าห่มมาห่มให้พร้อมกับปรับอุณหภูมิแอร์ให้เสร็จสรรพ

มันหวานมองเตวิณที่เดินไปเลื่อนผ้าม่านปิดบังความสว่างให้ก่อนจะยิ้มบางออกมา อย่างน้อยในนาทีนี้มันหวานก็ยังคงมีเตวิณที่แสดงความเป็นห่วงออกมาด้วยความจริงใจ

ขอบคุณนะเตวิณ” เอ่ยบอกเบาๆเมื่อคนตัวสูงเดินมาหาอีกครั้งพร้อมกับฝ่ามือที่ทาบลงบนหน้าผากของตัวเอง

เต็มใจ นอนซะ ฝันดีมันหวาน” เอ่ยทิ้งไว้เพียงแค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้องพร้อมกับบานประตูที่ปิดสนิท เหลือไว้เพียงคนตัวเล็กบนเตียงที่ถอนหายใจออกมาเบาๆเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายและอาการการปวดหัวอย่างหนักที่ไม่รู้ยาจะออกฤทธิ์ให้หลับไปในตอนไหน

พอได้อยู่คนเดียวกับรอบข้างที่เงียบสนิทก็ทำให้มันหวานอดคิดถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงไม่ได้ สายตาใจร้ายและคำพูดของหมอปลายยังคงฉายชัดอยู่ในความรู้สึกของมันหวานจนยากที่จะลืม ขนาดหลับตาลงมันก็ยังคงชัดเจนในความมืด ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่วันความเสียใจถึงจะบรรเทาลง

มันหวานรู้สึกกับหมอปลายมากๆ แต่ตอนนี้มันหวานกลับเสียใจจนไม่กล้าจะรู้สึกมากกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว มันหวานอยากให้หัวใจของตัวเองว่างเปล่าสักพัก อยากให้ความเจ็บปวดนี้มันหายไปเพียงชั่วขณะก็ยังดี

มันหวานไม่เคยรักใครนอกจากความรักในแบบครอบครัว และเพราะมันคือครั้งแรกที่ได้ลองรักในอีกรูปแบบมันหวานถึงพาหัวใจของตัวเองไปเสี่ยงทั้งดวง เขาไม่รู้จักการเผื่อใจเพราะมั่นใจว่าหมอปลายจะไม่มีวันใจร้ายกับเขา แต่ทุกอย่างกลับผิดคาด มันหวานหลงลืมไปชั่วขณะว่าหมอปลายเมฆมีคนในใจ ความรักที่ตีตราในหัวใจของใครคนนั้นมาเนิ่นนานหลายปี

มันหวานหลงลืมและไม่ได้เผื่อใจไว้ให้กับสถานการณ์นี้เหมือนกับคนโง่ที่ปิดหูปิดตาและเลือกที่จะเดินหน้าอย่างเดียว มันหวานไม่ได้คาดคิดว่าม่านฝนจะกลับมา และที่ไม่ได้นึกหวั่นใจไว้มากกว่านั้นคือการที่ไม่คิดว่าหมอปลายจะยังคงหวั่นไหวให้กับแฟนเก่าของตัวเอง

มันหวานไม่ทันได้คิดว่าถ่านไฟเก่ามันพร้อมจะลุกโชนเพียงสัมผัสแค่นิดเดียว

และมันหวานไม่ได้คาดคิดว่าความพยายามของตัวเองจะส่งไปไม่ถึงหัวใจของหมอปลายเมฆเลย

สายตาความห่วงหาที่เขาทั้งสองมีให้กันมันทำให้มันหวานเจ็บเหมือนโดนเข็มนับพันทิ่มแทงลงมาที่หัวใจ เป็นเข็มล่องหนที่ไร้การมองเห็น รู้ตัวอีกทีหัวใจของมันหวานก็เกิดแผลขนาดใหญ่

มันหวานไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงคนนอกมาตลอดในหัวใจของหมอปลาย มันหวานเชื่อใจทั้งหมดในคำที่อีกคนเคยเอ่ยบอกว่าชอบพร้อมรสจูบ มันหวานไม่รู้เลยว่าในวันนั้นมันไม่ได้มั่นคงมากพอให้มันหวานสำคัญที่สุดในหัวใจของหมอปลายเมฆ

การตกหลุมรักใครสักคนที่มันหวานเคยอ่านมาจากนิยายมันช่างสวยงามจนน่าลิ้มลอง มันหวานถึงได้ตัดสินใจตกหลุมรักหมอปลายเมฆโดยไม่ได้หวาดระแวงอะไรเลยสักอย่าง คิดว่าตัวเองเก่งพอที่จะเอาชนะใจอีกคนได้ แต่ไม่เลย ..มันหวานตกไปในหลุมรักนั้นโดยที่ไม่ได้ระวังเลยว่าตัวเองจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

อาจจะเพราะว่าเป็นการตกหลุมรักในครั้งแรกมันหวานถึงได้ทิ้งตัวเองลงไปในนั้นทั้งตัว โดยไร้ซึ่งความลังเลหรือการเผื่อใจ

และผลตอบรับที่ได้ คือความจริงที่หลุมรักแสนลึกนั้นมอบให้ ไม่ได้เป็นการเจ็บที่ร่างกายเมื่อตกลงไป แต่เป็นหัวใจของมันหวานที่สาหัสเพราะแรงกระทำจากผู้ที่เป็นเจ้าของหลุมรักแห่งนี้

บางทีสิ่งที่หมอปลายเคยพูดไว้มันก็อาจจะถูก 

อย่ามีความรักเลยนะมันหวาน

แต่มันหวานมีความรักไปแล้ว และความรักนั้นมันหวานเลือกที่จะใช้มันไปพร้อมกับหมอปลายทั้งหัวใจ

ทั้งหัวใจจริงๆ

 

เสียงสายฝนที่ตกหนักด้านนอกทำให้คนที่นอนหลับไปพร้อมฤทธิ์ยาต้องฝืนลืมตาตื่นขึ้นมา มันหวานมองไปรอบห้องที่ยังคงเงียบและมืดสนิทเหมือนอย่างเคย เขาค่อยๆหยัดตัวลุกขึ้นนั่งพิงที่หัวเตียงก่อนจะหยิบมือถือมากดดูเวลาและพบว่าตัวเองหลับไปเกือบสามชั่วโมง

มันหวานสะบัดผ้าห่มออกจากตัวก่อนจะก้าวเท้าลงจากเตียงและตรงไปยังประตูห้องนอนก่อนจะหมุนลูกบิดและดึงมันเข้าหาตัว นอกห้องนอนนั้นเปิดไฟสว่างโล่พร้อมกับเสียงกุกกักที่ดังมาจากโซนครัวแคบๆไม่ไกลจากส่วนที่ไว้ใช้นั่งดูทีวี

มันหวานเดินไปยังตามเสียงก่อนจะพบแผ่นหลังกว้างที่เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด ดูเหมือนเตวิณจะวุ่นวายอยู่กับการเอาอาหารออกจากถุงและเทใส่ชามโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามันหวานมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังแล้วในตอนนี้

เตวิณ

อ่ะตกใจหมด” คนตัวสูงสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับฝ่ามือหนาที่ลูบแผ่นอกของตัวเอง ก่อนที่เตวิณจะหันมายิ้มให้กัน “ตื่นแล้วหรอ หิวไหม นี่เพิ่งกลับมาจากตลาดเลยนะ

ที่เปียกแบบนี้เพราะไปตลาดมาหรอ?

อืม ก็กลัวตื่นมาแล้วจะหิว ซื้อเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวมาให้แล้วนะ ไม่อยากให้โดนละอองฝนเดี๋ยวไม่หายป่วยก็เลยไปตลาดก่อน” คนตัวสูงเอ่ยอธิบายยาวเหยียดก่อนจะยกจานอาหารมาถือไว้ “ไปกินข้าวกัน

มันหวานเพียงพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะยกจานอาหารที่เหลือเดินตามไป พวกเขาใช้พื้นที่หน้าโซฟาในการกินมื้อเย็น แต่สภาพที่เปียกไปทั้งตัวของเตวิณทำให้มันหวานขัดใจจนต้องลุกไปในห้องนอนท่ามกลางสายตางุนงงของอีกฝ่ายก่อนจะออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่มันหวานเห็นมันแขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า

ไปเปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวเป็นปอดบวมนะ” มือเล็กยื่นผ้าในมือให้อีกฝ่ายก่อนที่คนตัวโตกว่าจะรับมันเอาไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างและลุกไปทำตามที่บอกอย่างว่าง่าย

มันหวานนั่งลงที่โซฟา เขารินน้ำใส่แก้วทั้งสองใบในขณะที่รออีกคนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะกวาดสายตามองรอบกายอีกครั้งและพบว่าห้องมันเป็นระเบียบมากกว่าตอนแรก เตวิณคงทำความสะอาดมันในตอนที่เขาหลับ

มือเล็กคว้าถุงขนาดใหญ่ที่อยู่ปลายโซฟามาดูก่อนจะพบว่ามันเป็นเสื้อผ้าที่เป็นไซส์ของเขา มีทั้งเสื้อ กางเกงแม้กระทั่งชั้นใน ฉับพลันแก้มกลมๆก็ขึ้นสีเฉดเข้มเพราะไม่คิดว่าเตวิณจะซื้อให้กันแม้กระทั่งกางเกงในแบบนี้

มาแล้วๆ” เสียงทุ้มดังขึ้นมันหวานจึงรีบยัดของใส่ถุงเหมือนเดิมและทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คนตัวเล็กมองคนตรงหน้าในชุดสบายๆเสื้อคอกลมกับกางเกงขายาวย้วยๆ เตวิณเลือกที่จะนั่งบนพื้นแทนที่จะนั่งบนโซฟาเหมือนกัน นั่นจึงทำให้มันหวานต้องลงไปนั่งกับพื้นเหมือนกับอีกคน

นั่งข้างบนก็ได้นะ

ไม่เป็นไรจ่ะ กินข้าวเถอะ” ว่าจบก็ตักอาหารใส่จานให้อีกคนก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเตวิณยิ้มกว้างส่งมาให้และตักกับข้าวที่มันหวานเป็นคนตักให้เข้าปากในทันที

เขาทั้งสองกินข้าวกันไปเงียบๆพร้อมกับเสียงสายฝนที่ตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มันหวานกินไปได้เพียงไม่กี่คำก็ต้องวางช้อนลงเพราะไม่รู้สึกอยากอาหารเลยสักนิดแต่ที่ฝืนกินเข้าไปก็เพราะว่าต้องกินยา และอีกอย่างคือไม่อยากทำให้เตวิณเสียความรู้สึกที่อุส่าห์ตากฝนออกไปซื้อมาให้

อิ่มแล้วหรอ” ชายหนุ่มถามเมื่อคนตัวเล็กยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

จ้ะ ไม่ค่อยหิวน่ะ เดี๋ยวเราขอไปเอายาก่อนนะ

โอเค” เตวิณไม่อยากขัดใจอีกฝ่ายแม้ว่ามันหวานจะกินไปแค่นิดเดียวจนน่าเป็นห่วงก็ตาม แต่เตวิณก็พอเข้าใจได้ ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีใครมีอารมณ์มานั่งกินข้าวหรอก

มันหวานเดินออกมาพร้อมกับยาในมือก่อนที่คนตัวเล็กจะรินน้ำใส่แก้วเพื่อกินยาอีกครั้ง มือเล็กวางแก้วน้ำลงเมื่อกินยาเรียบร้อยก่อนจะนั่งพับเพียบลงที่เดิมเพื่อมองอีกคนกินข้าวที่เหมือนจะอร่อยจนหยุดกินไม่ได้

มองไร เขินนะเว้ย” ชายหนุ่มเกาหลังหูตัวเองเมื่อคนตรงหน้าจ้องมองกันอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของคนตัวเล็กที่มีสีหน้าดีขึ้นกว่าตอนจะหลับไป “ดีขึ้นแล้วใช่ไหม

มันหวานไม่ได้ตอบคนตัวเล็กเพียงแค่พยักหน้าเบาๆก่อนจะหันไปมองด้านหลังที่เป็นริมระเบียง คนป่วยหยัดตัวลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปทางนั้นทันที ฝ่ามือเล็กทาบลงที่กระจกใสมองเม็ดฝนนับล้านที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้า

เตวิณ ที่นี่ไม่มีดาวหรอ” คำถามที่ไม่มีที่มาที่ไปจากคนตัวเล็กกว่าทำให้ช้อนที่จับไว้อยู่หยุดชะงัก เตวิณวางช้อนลงก่อนจะขยับกายลุกขึ้นและเดินตรงไปหาคนตัวเล็กกว่าที่ดูจะเลื่อนลอยอีกครั้ง

กรุงเทพฯไม่มีดาวหรอกมันหวาน” เขาเอ่ยบอกขณะที่ยืนอยู่ข้างกายอีกคน เตวิณมองออกไปยังวิวด้านนอกที่มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดและสายฝนที่กำลังตกอย่างหนักหน่วง

อย่างงี้นี่เอง

“…” น้ำเสียงที่แผ่วเบาทำให้เตวิณต้องหันไปหาคนข้างกาย และดวงตาที่แดงก่ำคือสิ่งที่เตวิณเห็นอีกครั้ง ฝ่ามือเล็กที่กำลังทาบอยู่ที่บานกระจกใสนั้นก็กำลังสั่นเทา

ที่กรุงเทพฯไม่มีดาวเหมือนที่หมอปลายเคยบอกไว้จริงๆ

...

มิน่าล่ะเตวิณ” เตวิณมองคนข้างกายที่ค่อยๆหันหน้ามามองกัน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มอีกครั้งในวันนี้

...

มันหวานพยายามส่องแสงเท่าไร หมอปลายเมฆถึงไม่เคยเห็นเลย

มันหวานฝืนยิ้มออกมาแม้น้ำตาจะไหลลงมาเป็นสาย ไม่รู้ว่าเตวิณจะรำคาญกันไหมที่ต้องมาทนเห็นมันหวานร้องไห้อีกแล้ว แต่มันหวานไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรหรือคิดอะไรผู้ชายคนนั้นก็เข้ามามีบทบาทในทุกเรื่อง 

ถ้อยคำที่เคยได้ยิน ประโยคที่เคยบอกกัน มันหวนกลับมาเล่นงานมันหวานจนต้องร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

มันหวานยังจำได้ดีในวันนั้นที่ขอเป็นดวงดาวของหมอปลาย แต่หมอปลายกลับบอกว่าที่กรุงเทพฯมองไม่เห็นแสงดาวเพราะถูกสิ่งอื่นบดบัง

ในวันนี้คำเฉลยของเตวิณบ่งบอกออกมาทั้งหมดแล้วว่าหมอปลายเมฆโกหก ไม่ใช่เพราะถูกบังจนมองไม่เห็นแต่เพราะมันไม่เคยมีเลยต่างหาก

ถ้าเธออยากเป็นดวงดาวของฉัน เธอต้องเปล่งแสงมากกว่าดาวดวงไหน

ทำให้ฉันสังเกตเห็นเธอได้จนต้องหยุดมอง

ทำให้ฉันรู้สึกอยากครอบครองดาวดวงนี้แต่เพียงผู้เดียว

ในวันนั้นมันหวานเคยคิดว่ามันเป็นถ้อยประโยคที่ให้กำลังใจและเติมพลังในความพยายามให้กัน

แต่ในวันนี้มันหวานรู้แล้วว่ามันก็แค่ประโยคเลื่อนลอยที่คล้ายสายลมที่พัดผ่านมาและจางหายไป

ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีตัวตน จนไม่ถูกให้ความสำคัญ

มันหวานไม่เคยได้เป็นดวงดาวของหมอปลายเมฆแม้จะพยายามเปล่งแสงมากแค่ไหน

มันหวานไม่เคยเป็นดวงดาวที่ถูกมองหาเพราะหมอปลายเอาแต่เฝ้ารอดาวดวงเก่าที่ควรจะหลุดวงโคจรไปได้แล้ว

มันหวานไม่เคยได้ถูกครอบครองโดยเขาคนนั้นเพราะมันหวานไม่ใช่ ดาวดวงนี้’ ของหมอปลายเมฆ

ไม่เลย...มันหวานไม่เคยได้เป็นดาวดวงนั้นเลยสักเศษเสี้ยววินาที


ปลายเมฆหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องตัวเองในเวลาประมาณตีสองเศษ คีย์การ์ดในมือของเขาอยู่นิ่งเฉยแบบนั้นมาเป็นเวลาเกือบนาที เป็นอีกครั้งที่เขากลัวการเจอใครบางคนที่เพิ่งทำร้ายจิตใจไปเมื่อตอนกลางวัน

            ลมหายใจร้อนๆถูกผ่อนออกมาอย่างหนักหน่วงก่อนจะตัดสินใจทาบคีย์การ์ดและเปิดประตูห้องเข้าไป แต่ภายในห้องที่เงียบสงัดและมืดสนิทนั้นทำให้เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ปกติมันหวานจะเปิดไฟที่ห้องครัวทิ้งไว้เผื่อว่าเขากลับมาห้องจะได้ไม่มืดจนเกินไป แต่วันนี้ทุกส่วนในห้องกลับไม่มีตรงไหนเลยที่มีดวงไฟเปิดอยู่

            ปลายเมฆกดเปิดไฟจนทั่วห้องนั่งเล่น เขาขว้างกระเป๋าเอกสารของตัวเองไปที่โซฟาตัวยาวแบบที่ไม่ได้ใยดีอะไรเลยสักนิด ก่อนจะรีบสาวเท้าไปยังห้องนอนของคนตัวเล็กและกระชากเปิดไปเต็มแรงแบบที่ไม่มีการเคาะขออนุญาตล่วงหน้า นิ้วเรียวกดเปิดสวิตซ์ไฟข้างประตูก่อนที่ความว่างเปล่าบนผืนเตียงจะปรากฏสู่สายตา

            “มันหวาน” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นภายในห้องที่เงียบสนิทก่อนจะก้าวเท้าไปยังห้องน้ำเพื่อตามหาคนตัวเล็กที่ควรจะนอนหลับอยู่บนเตียง แต่ห้องน้ำก็ยังไร้ซึ่งคนที่ตามหา พื้นห้องน้ำที่แห้งสนิทบ่งบอกว่าไม่มีใครใช้งานมันมาหลายชั่วโมง คนตัวสูงเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าหลังโตและพบว่าเสื้อผ้ายังอยู่ในนั้นไม่ได้มีการหายไปไหนแบบที่กลัว

            ปลายเมฆรีบออกจากห้องของอีกคนก่อนจะไปยังห้องตัวเอง ภาวนาให้คนตัวเล็กนอนหลับอยู่ในห้องของเขา แต่เมื่อประตูถูกเปิดออกและเปิดไฟให้สว่าง ความว่างเปล่าครั้งที่สองก็ปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง

คนตัวสูงทิ้งตัวนั่งลงปลายเตียงของตัวเอง ก่อนจะหยิบมือถือออกมาจากกกระเป๋ากางเกงและต่อสายโทรหาคนตัวเล็กทันที

เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้..

เสียงปลายสายจากข้อความอัตโนมัติดังขึ้นแทนเสียงหวานๆที่หวังว่าจะได้ยิน มือหนาปาเครื่องมือสื่อสารของตัวเองลงบนเตียงก่อนจะกุมขมับทั้งสองข้าง สมองเอาแต่คิดว่าคนตัวเล็กไปไหนทำไมถึงไม่กลับห้อง

เข้าใจว่าอีกคนเสียใจแต่การที่หนีหายไปแบบนี้ไม่คิดว่าเขาจะเป็นห่วงบ้างหรือไง รู้แล้วว่าตัวเองผิดมากแค่ไหนเมื่อตอนกลางวัน เข้าใจและทบทวนกับตัวเองไว้แล้วว่าจะมาขอโทษคนตัวเล็กที่ทำให้เสียน้ำตา แต่การที่อีกคนหายไปและติดต่อไม่ได้แบบนี้มันทำให้เขาเป็นกังวล

เธออยู่ไหนมันหวาน” หยัดตัวจากปลายเตียงก่อนจะเดินวนรอบห้องเหมือนหนูติดจั่น ตอนนี้ปลายเมฆคิดอะไรไม่ออก เขาไม่รู้ว่าอีกคนจะหายไปอยู่ที่ไหนได้เพราะที่ผ่านมามันหวานไม่เคยไปไหนนอกจากไปเรียน ไปหาเขาที่โรงพยาบาลและก็กลับมาที่ห้องเพียงเท่านั้น

ปลายเมฆเดินไปคว้ามือถือของตัวเองก่อนจะกดโทรออกอีกครั้งและก็ยังคงติดต่อไม่ได้เหมือนเคย เขาตัดสินใจออกจากห้องคว้ากุญแจรถและออกจากคอนโดทันที มือก็กดเบอร์โทรหาคนตัวเล็กที่ไม่มีท่าทีว่าจะได้รับการตอบกลับเลยสักนิด

รถคันสีดำสนิทของตัวเองพุ่งทะยานไปยังท้องถนนในเวลาเกือบตีสาม สถานที่แรกที่พอจะนึกออกเป็นมหาวิทยาลัยของมันหวาน แม้จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่โง่เพราะคงไม่มีใครอยู่ที่มหาวิทยาลัยตอนเวลาตีสามก็ตาม แต่เขาก็หวังว่ามันหวานจะนั่งรอเขาอยู่ตรงไหนสักที่เพื่อรอเขาไปง้อ

ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง เขาจอดรถเทียบกับหน้าป้อมยามและถามหานักศึกษาที่อาจจะมีหลงเหลืออยู่ที่นี่ แต่ถ้อยคำที่ยามบอกกลับกลายเป็นว่าไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ซึ่งปลายเมฆก็เดาไม่ผิด คงไม่มีใครอยู่ที่นี่หรอกในเวลาแบบนี้

ปลายเมฆตามหาแม้กระทั่งร้านหนังสือที่มันหวานชอบ ร้านกาแฟที่เป็นร้านโปรดขอเขา แต่สถานที่พวกนั้นกลับปิดไปแล้ว

ปลายเมฆตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลของตัวเองอีกครั้ง เขาคิดว่าบางทีมันหวานอาจจะอยู่ที่นั่น ความเร็วของตัวรถเร่งขึ้นเมื่อถนนโล่ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลเขาจอดรถไว้ลวกๆก่อนจะวิ่งเข้าไปตามหาคนตัวเล็ก ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่มันหวานมักมานั่งรอ โรงอาหาร ร้านสะดวกซื้อต่างๆ สวนของโรงพยาบาลหรือแม้กระทั่งวกกลับไปที่ห้องพักส่วนตัวของตัวเองแต่ทุกที่กลับไม่มีมันหวาน

ปลายเมฆยกโทรศัพท์แนบหูอีกครั้งและมันก็ยังคงเหมือนเดิม มันหวานไม่เปิดเครื่องเลยสักนิด ฉับพลันภาพของเตวิณที่วิ่งตามมันหวานออกไปก็ฉายชัดขึ้นมาในม่านตา ปลายเมฆเสยผมตัวเองลวกๆเมื่อคิดว่าบางทีมันหวานอาจจะอยู่กับเด็กหนุ่มคนนั้น แต่มันติดตรงที่ว่าเขาไม่เคยมีเบอร์ของเตวิณ

เมฆ? กลับมาไมวะ” ปลายเมฆหันหลังไปเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากเพื่อนตัวเอง แทนไทในชุดผ่าตัดที่คาดว่าเพิ่งจะทำหน้าที่เสร็จ ปลายเมฆสาวเท้าไปหาเพื่อนและสีหน้าเคร่งเครียดนั่นทำให้แทนไทถึงกลับตีหน้าเครียดตามไปด้วย

แทนไท

ใจเย็นๆ เป็นอะไร” ฝ่ามือหนาวางไว้ที่ไหล่ซ้ายของเพื่อนตัวเอง มองแววตาคมเข้มของเพื่อนตัวสูงที่คล้ายจะสั่นไหวเล็กน้อย

มันหวาน

ทำไม?”

น้องหายไป น้องไม่อยู่ที่ห้อง กูคิดว่าน้องอยู่กับเตวิณ แต่กูไม่มีเบอร์ ไม่มีที่อยู่เด็กคนนั้น ทำยังไงดีวะ มึงคือกู..

เดี๋ยวเมฆ มึงใจเย็นก่อน” แทนไทดึงแขนเพื่อนของตัวเองไปนั่งยังเก้าอี้แถวยาวหน้าห้องพักเมื่อเห็นว่าอีกคนดูลลนลานจนคล้ายจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึงเล่าให้กูฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องต้องหายไป

คำถามของเพื่อนสนิททำให้ปลายเมฆต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาผสานมือไว้ตรงหัวเข่า จ้องมองมันแทนจะมองหน้าของเพื่อนตัวเองและค่อยๆเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แก่แทนไทฟัง และยิ่งเล่ามันยิ่งตอกย้ำว่าในนาทีนั้นปลายเมฆปล่อยให้ความโมโหครอบงำเหตุผลที่ควรมีไปมากแค่ไหน

เขาต่อว่ามันหวานทั้งที่รู้ว่าคนตัวเล็กไม่ได้ตั้งใจ เขาใช้คำพูดที่รุนแรงทั้งที่ไม่เคยใช้คำแบบนั้นกับน้องเลยสักครั้ง เขาต่อว่าและเอ่ยปากให้อีกคนกลับไปไม่ต่างอะไรจากคำไล่ที่เอ่ยต่อหน้าม่านฝน

ในวินาที่นั้นที่มันหวานบอกว่าอย่าต่อว่ากัน อย่าไล่กันต่อหน้าม่านฝนมันทำให้เขาได้สติ แต่คล้ายจะสายไป เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าคำพูดของตัวเองเหมือนเจาะจงให้มันหวานผิดคนเดียวในเหตุการณ์นั้น ทั้งที่จริงเขาก็มีส่วนผิด ม่านฝนก็มีส่วนผิด แต่เขากลับต่อว่าเหมือนมันหวานคนเดียวที่สมควรเป็นคนผิด

แต่วันนี้มันหวานรู้แล้ว

หมอปลายไม่เคยอยู่ในตอนที่มันหวานเจ็บ

ไม่เคยเลยสักวินาที

ถ้อยประโยคที่ฝังไว้ในความรู้สึกนั้นไม่ได้จางหายแม้ว่าคนตัวเล็กจะวิ่งหายออกไปจากกรอบสายตา ปลายเมฆรู้สึกเหมือนมีมีดเล่มใหญ่กรีดที่หัวใจของเขา ถ้อยประโยคนั้นที่สัมผัสได้ถึงความเสียใจของมันหวานอย่างชัดเจน มันยิ่งตอกย้ำว่าที่ผ่านมาเวลาที่คนตัวเล็กเสียใจเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้น ไม่เคยอยู่ข้างกายอีกคน ไม่เหมือนที่มันหวานเคยอยู่กับเขาในวันที่เขาเสียใจกับเรื่องราวราวในอดีต

ทั้งที่ในวันนั้นคนที่อยู่ข้างกายเขาเพียงคนเดียวคือมันหวาน แต่แล้วทำไมในวันนี้เขาถึงอยู่ข้างกายของมันหวานไม่ได้

เพราะม่านฝน

หรือเพราะตัวเขาเอง

กูบอกมึงแล้วใช่ไหมเมฆว่าอย่ากลับไปยุ่งกับผู้ชายคนนั้น” แทนไทพูดขึ้นหลังจากฟังเรื่องจากปากเพื่อนของตัวเอง และยอมรับเลยว่าตอนนี้เขากำลังโมโหปลายเมฆหน่อยๆ

กูไม่ได้กลับไปยุ่งกับฝน

แค่เข้าใกล้ แค่เป็นห่วง ก็เท่ากับว่ามึงพาตัวเองกลับไปแล้วเมฆ

...

ขนาดกูเป็นแค่เพื่อนยังผิดหวังในตัวมึงเลย แล้วมันหวานล่ะวะ มันหวานเป็นคนที่ชอบมึง น้องจะเสียใจแค่ไหน

กูไม่ได้ตั้งใจ” ปลายเมฆส่ายหน้าเบาๆ เขาหลับตาลงก่อนจะพิงหลังที่พนักพิงและฟังเพื่อนสนิทของตัวเอง

กี่ครั้งแล้ววะที่ความไม่ตั้งใจของมึงทำให้ใครบางคนเสียใจ

...

กับม่านฝนมันจบไปแล้วมึงเข้าใจไหมเมฆ

กูรู้” ปลายเมฆเปิดเปลือกตาขึ้น เขาไม่ได้หันไปมองเพื่อนข้างกายแต่เลือกจะมองหลอดไฟบนเพดานแทน

ที่แทนไทพูดมาทั้งหมดมันถูกต้องทุกอย่างจนไม่มีตรงไหนที่เขาอยากจะเอ่ยเถียง แต่ปลายเมฆเพียงไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่ตัวเองก็รู้ทุกอย่างอยู่แก่ใจ ทำไมการกระทำของเขายังคงสวนทาง

กูรู้ว่ามึงสับสนเมฆ แต่ก็อยากให้มึงคิดดีๆ ว่ามันคุ้มไหมที่จะอยากกลับไป

กูอยากกลับไปหรอวะ” ปลายเมฆหันไปสบตากับเพื่อนตัวเอง แววตาของเขาแสดงความสับสนออกมาได้อย่างชัดเจนจนแทนไทยังรู้สึกได้

อันนี้กูไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าตอนนี้มึงสับสนมากเลยเมฆ

...

คิดดีๆนะเมฆ กูไม่อยากให้มึงพลาดอีก” แทนไทบีบไหล่เพื่อนของตัวเองเบาๆก่อนจะลุกขึ้นยืน “มันหวานน่าจะอยู่กับเด็กที่ชื่อเตวิณ

น้องจะกลับมาไหม” ปลายเมฆเอ่ยถามเสียงเบาอย่างคนที่ไม่มั่นใจอะไรเลยสักอย่างในวินาทีนี้

แทนไทเงียบ เขาไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนตัวเองในทันที ทำเพียงแค่มองแววตาที่สับสนเหมือนคนหลงทางในเขาวงกต และนาทีนี้แทนไทรู้แล้วว่าไม่มีใครช่วยปลายเมฆได้เลย

ไม่มี

 “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมึงแค่คนเดียวแล้วเมฆ

และแค่หวังว่าเพื่อนของเขาจะไม่หลงทางจนนานเกินไป

 เพราะกับบางอย่างก็ไม่รอเวลาเพื่อให้เราไปตามกลับมา

 

ปลายเมฆตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่อยู่ในห้อง ไร้วี่แววของคนตัวเล็กที่รอมาทั้งคืน สายสนทนาที่โทรออกหลายสิบครั้งยังคงได้รับเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่ได้ยิน มันหวานยังคงไม่กลับมา ไม่แม้แต่จะเปิดเครื่องและเขายังคงเป็นเพียงหมอโง่ๆคนนึงที่ไม่รู้จะไปตามหาอีกคนได้จากที่ไหน

หากมีเวลามากกว่านี้เขาคงจะไปดักเจอคนตัวเล็กที่มหาวิทยาลัยแต่เพราะการงานที่เขาเลี่ยงไม่ได้เพราะลาหยุดมาหลายอาทิตย์ทำให้ปลายเมฆต้องฝืนใจไปแม้จะรู้ดีว่าคงทำให้ตัวเองมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานที่ทำไม่ได้

เขาก้าวเท้าเดินออกมาจากห้องนอน ตรงไปยังห้องครัวที่ไม่มีแผ่นหลังเล็กที่ง่วนอยู่กับอาหารเช้าเหมือนอย่างเคย ไม่มีกาแฟดำใส่น้ำตาลหนึ่งก้อนวางไว้ให้ที่โต๊ะเหมือนกับทุกวัน ไม่มีเสียงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเหมือนกับทุกๆเช้าที่เขากลับมาค้างที่ห้องและตื่นขึ้นมาเพื่อร่วมอาหารเช้ากับอีกคนในเวลาที่จำกัด

ปลายเมฆเปิดตู้เย็นเขาทำเพียงแค่คว้าน้ำมาดื่มเป็นมื้อเช้าเพียงเท่านั้น ก้าวเท้าตรงไปยังระเบียงห้องพร้อมกับบุหรี่และไฟแช็คในมือ  ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่เช้านี้อากาศเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไรแม้ดวงตะวันจะเฉิดฉายอยู่บนท้องฟ้าก็ตาม

บุหรี่มวนขาวถูกจุดสูบก่อนที่รสชาติขมๆจะแผ่ซ่านไปทั้งปลายลิ้น เขาพ่นควันสีหม่นออกมาและปล่อยให้ลมพัดมันเข้ามากระทบใบหน้าของตัวเอง มือหนาเสยผมสีเข้มของตัวเองลวกๆและเริ่มจุดบุหรี่มวนที่สองสูบเมื่อมวนแรกถูกเผาไหม้จนหมด

ปลายเมฆใช้เวลาอยู่ตรงนั้นร่วมครึ่งชั่วโมง เป็นวันหนึ่งที่เขาไม่อยากจะทำอะไร อยากจะใช้เวลาเพื่อทบทวนสิ่งที่ตัวเองแก้ไข้ไม่ได้และหาทางออกไม่เจอ

คนบางคนอาจจะเก่งในเรื่องของความรัก แต่สำหรับเขามันไม่ใช่ ปลายเมฆไม่ได้ช่ำชองเรื่องความรักนักและไม่ได้เก่งในเรื่องทำความเข้าใจในความรู้สึกของตัวเอง หลายครั้งหลายคราที่เขาต้องพึ่งคำแนะนำจากคนอื่นแม้อายุจะสามสิบกว่าแล้วก็ตาม

แต่อายุไม่มีผลต่อเรื่องความรัก บางครั้งมันก็ทำให้เราดูเป็นคนฉลาดและหลายครั้งที่มันทำให้เราเป็นคนโง่เหมือนที่เขากำลังเป็น

ปลายเมฆไม่รู้ว่าทางออกมันอยู่ตรงไหน ตรงไหนกันที่แทนไทบอกว่ามีเพียงเขาที่ทำได้เพียงคนเดียว เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ตอนนี้เขาสับสนไปหมดทุกสิ่ง ปลายเมฆกำลังหลงเขาวงกตอยู่ภายในหัวใจของตัวเอง

คนเรามีหัวใจเพียงดวงเดียวตรงอกด้านซ้ายแต่แล้วทำไมมันถึงได้มีความรู้สึกมากมายที่วิ่งวนและก่อสุมกันอยู่ในนั้นจนทำให้อึดอัด เขาไม่รู้วิธีจะจัดการกับมัน เหมือนมีเชือกเส้นหนาที่ผูกกันแน่นและถูกโยนทิ้งไว้ในหัวใจของเขา ไม่มีผู้ใดที่สามารถแก้มันออกได้นอกจากตัวเขาเอง

ตัวเขาเองที่ก็ไม่รู้จักวิธีการแก้ปมเชือกนั้นแม้แต่นิดเดียว

อะไรกันที่ทำให้มันยาก อะไรกันที่ทำให้เขาไม่กล้าตัดสินใจ

อะไรกันแน่ที่ทำให้เขาย่ำอยู่กับที่แบบนี้

 

ประตูห้องผ่าตัดถูกเปิดออกในเวลาเกือบสี่ทุ่ม ปลายเมฆจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องพักของตัวเอง เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะคว้ามือถือที่เปิดเครื่องทิ้งไว้กดโทรออกหาเบอร์เดิมอีกครั้งและก็เหมือนอย่างเดิมคือมันหวานยังไม่เปิดเครื่อง

ปลายเมฆหยัดตัวลุกขึ้นยืน เขาปิดไฟห้องพักของตัวเองก่อนจะรีบเปิดประตูและก้าวเท้าออกจากห้อง โชคดีที่ไม่มีตารางผ่าตัดหลังจากนี้และนาทีนี้หมดหน้าที่ของเขาแล้ว

คนตัวสูงเดินตรงไปยังรถของตัวเองก่อนจะสอดตัวเข้าไป คว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดก่อนจะขับรถออกไปด้วยความเร่งรีบ เขาหวังว่าถ้ากลับไปจะเจอมันหวานอยู่ที่ห้อง

หวังให้เวลาที่ผ่านไปหลายชั่วโมงพาคนตัวเล็กที่เขาเฝ้าเป็นห่วงและคิดถึงกลับมาสักที

รถสีดำเข้มจอดที่ลานจอดรถด้วยความรวดเร็วก่อนที่จะรีบก้าวเท้าเข้าไปในตัวคอนโดและกดลิฟต์ไปยังชั้นของตัวเอง ปลายเมฆรีบทาบคียการ์ดและเปิดประตูห้องเข้าไป แต่เหมือนเดจาวูที่ภายในห้องนั้นกลับเงียบและมืดสนิทเหมือนอย่างเคย

เขาเปิดไฟจนทั่วห้อง จับที่ลูกบิดประตูห้องนอนของคนเด็กกว่า สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อหวังเรียกกำลังใจก่อนจะเปิดเข้าไป แต่ความมืดกลับเป็นสิ่งที่ได้เจอ ปลายเมฆกดเปิดไฟข้างประตูและพบกับผืนเตียงที่ไร้รอยยับย่นใดๆ

มันหวานยังคงไม่กลับมา

เขาปิดบานประตูลงก่อนจะเปิดไปยังห้องของตัวเองเพื่อหวังลึกๆว่าคนตัวเล็กอาจจะมานั่งรอในห้องของเขา แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าและที่นอนรกๆที่เขาไม่ได้เก็บเมื่อเช้า

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังออกมาก่อนจะสาวเท้าไปยังประตูอีกครั้ง กระชากมันออกและปิดลงอย่างแรง

สามสิบนาทีหลังจากนั้นเขาพาตัวเองมายังผับแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากคอนโดเสียเท่าไร ที่นั่งหน้าบาร์เทนเดอร์คือที่ที่เขาจับจองพร้อมกับแก้วเหล้าในมือ

ไม่คิดว่าตัวเองจะหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยเหล้าเพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นหมอและมีหน้าที่ในวันพรุ่งนี้ แต่ในนาทีนี้ปลายเมฆอยากทิ้งหน้าที่ออกไปให้หมด

เสียงเพลงจังหวะหนักที่บาดหูไม่ได้ทำให้รำคาญเสียเท่าไร เขาเพียงโฟกัสอยู่ที่แก้วเหล้าในมือและกระดกมันรวดเดียวจนหมด คว้าขวดน้ำเมามาเติมเต็มและยกขึ้นกระดกดื่มแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โทรศัพท์มือถือไม่เคยถูกใช้งานหนักขนาดนี้มาก่อน เขาใช้มันต่อสายหามันหวานเกือบร้อยครั้ง และทุกครั้งก็ยังคงเหมือนเดิม

เหล้าขวดที่สองถูกเอ่ยสั่งก่อนจะถูกรินใส่แก้วและกระดกขึ้นดื่มไม่หยุด ปลายเมฆไม่ใช่คนคอแข็งเขารู้ตัวเองดีและตอนนี้ขมับเขากำลังเต้นตุบๆจนน่ารำคาญแต่ถึงแบบนั้นเหล้าในแก้วก็ยังคงถูกเติมเต็มร่างกายเรื่อยๆ

พอแล้วครับ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูก่อนที่มือบางจะจับแก้วเหล้าของเขาวางลงที่เดิม ปลายเมฆหันไปมองผู้มาใหม่ก่อนที่เรียวคิ้วจะขมวดเข้าหากันแน่น

ฝน?”

ครับ ฝนเอง” มองคนตรงหน้าที่กำลังวาดรอยยิ้มสวยบนใบหน้า ปลายเมฆไม่รู้ว่าทำไมอีกคนถึงอยู่ที่นี่และเขาไม่รู้ว่าม่านฝนออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร เพราะตั้งแต่บอกให้อีกคนอย่ามาเจอกันอีกในวันนั้นเขาก็ไม่ได้เจอม่านฝนอีก

มาทำไม” เขาเอ่ยถามก่อนจะคว้าแก้วเหล้ามาดื่มต่อ

ฝนมาก่อนอยู่แล้ว แล้วก็เห็นพี่เมฆดื่มอยู่คนเดียว

            “...

            “ให้ฝนนั่งด้วยนะ

            ปลายเมฆไม่ได้ตอบ เขายกมือกุมขมับของตัวเองและได้ยินเสียงคนตัวบางข้างตัวเอ่ยสั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์

            “พี่เมฆบอกฝนว่าอย่ามาเจอกันอีก ขอโทษนะครับแต่ฝนทำให้พี่เมฆไม่ได้หรอก” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เบาจนไม่ได้ยินแม้จะมีเพลงจังหวะหนักๆเปิดอยู่ก็ตาม ปลายเมฆหลุบตามองมือบางที่วางอยู่หน้าขาของเขาก่อนม่านฝนจะลูบไปมา

            “ต้องการอะไร” เขาเอ่ยถามก่อนจะจับมือนั้นออกจากหน้าขาของตัวเอง มองม่านฝนที่ขยับเข้ามาใกล้และรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆรินรดที่ต้นคอ

            “ฝนต้องการพี่เมฆ

            “...

            “พี่เมฆต้องการฝนไหม

            ปลายเมฆสะดุ้งเมื่อสัมผัสชื้นๆแตะหลังใบหูของเขา ตวัดสายตามองอีกคนที่ค่อยๆละใบหน้าออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้างภายใต้แสงสีของผับ

            ปลายเมฆมองม่านฝนที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม มองเรียวลิ้นเล็กที่เลียรอบปากของตัวเองก่อนจะวางแก้วเหล้าลงและท้าวคางมองหน้าเขา

            “พี่เมฆรู้อะไรไหม

            “...

            “ไม่มีใครเหมาะกับพี่เมฆเท่าฝนอีกแล้ว ไม่มี” คนตัวบางยังคงยกยิ้มหวานเลี่ยนก่อนจะคว้าขวดเหล้ามารินใส่แก้วที่ว่างเปล่าให้แก่เขา

            “...

            “เรารักกันมาเกือบสิบปีพี่เมฆจำได้ไหม

            “แล้วจำได้ไหมว่าใครทำให้มันพังลง” ปลายเมฆเอ่ยถามกลับหลังจากที่เขานั่งฟังอีกคนมาสักพัก แววตาคมสบกับเรียวตาสวยของคนตรงหน้าแม้แอลกอฮอล์ในร่างกายจะทำให้สติของเขาเริ่มรวนเรและสายตาเริ่มพร่าเบลอก็ตาม

            “พี่เมฆเลยจะเอาคืนฝนด้วยการไปรักกับเด็กคนนั้น?

            “...

            “ปลายเมฆคุณยังรักผม คุณไม่รู้ตัวเลยหรือไง? คนตัวบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะยืนอยู่ตรงหน้าคนตัวสูง ท่อนเขนขาวนั้นโอบรอบลำคอหนาหนึ่งข้างส่วนมือข้างที่ว่างก็จับปลายคางคนตรงหน้าให้เงยขึ้น

ม่านฝนโน้มใบหน้าลงไปแตะจมูกลงที่แก้มกร้านของอีกฝ่าย ลากไล้สัมผัสไปเรื่อยๆเมื่ออีกคนไม่มีท่าทีต่อต้าน ก่อนที่ริมฝีปากจะโฉบลงที่ริมฝีปากหนาและดูดกลืนความนุ่มหยุ่นอย่างลองดี

รสนุ่มหวานที่คุ้นเคยทำให้ปลายเมฆจูบโต้ตอบอีกคน เขาทาบมือไว้ที่เอวคอดก่อนจะบีบมันเบาๆ ฟังเสียงอื้ออึงในลำคอและการขยุ้มลงที่กลุ่มเส้นผม รสจูบที่ผสมไปกับกลิ่นเหล้าทำให้ปลายเมฆคล้ายคนไม่มีสติ เขาเมาไปหมดทั้งฤทธิ์แอลกอฮอล์ แสงสีในที่แห่งนี้หรือแม้กระทั่งรสจูบจากอีกฝ่าย

"หมอปลายรู้ไหมว่ามันเป็นจูบแรกของมันหวานเลยนะ"

หมอปลาย

พี่หมอจ๋า

“!!” ฉับพลันที่ภาพและเสียงของใครบางคนฉายชัดเข้ามาสู่เปลือกตาที่ปิดสนิทอย่างกะทันหัน ทำให้ปลายเมฆผลักอีกคนออกห่างจากริมฝีปากของตัวเองเหมือนโดนของร้อน

เขามองม่านฝนที่ฉายความไม่เข้าใจในแววตาก่อนจะนั่งลงที่เดิมพร้อมรอยยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังมือหนาของปลายเมฆปาดลงที่ริมฝีปากของตัวเองลวกๆเพื่อแสดงให้อีกคนรู้ว่าจูบเมื่อกี้เขาไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น

ปลายเมฆคว้าขวดเหล้าที่มีถึงครึ่งมากระดกดื่มจนหมดขวดก่อนจะวางเงินไว้ที่หน้าบาร์และคว้ามือถือกับกระเป๋าตังค์ของตัวเองออกไปจากที่แห่งนี้ทันทีโดยที่ไม่ได้หันไปสนใจคนด้านหลังเลยแม้แต่น้อย

ไม่รู้ว่าเพราะความเมาหรือสัมผัสที่คุ้นเคยถึงทำให้เขาตอบรับสัมผัสจากม่านฝนเหมือนคนไม่มีสติ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ภาพของมันหวานฉายชัดเข้ามาถึงทำให้หยุดการกระทำที่เผลอไผลนั้นไปได้

ปลายเมฆเดินเซออกมาจากผับ ยกมือถือมาต่อสายหามันหวานอีกครั้งและค้นพบแต่ความผิดหวังเหมือนอย่างเดิม

เขาพาตัวเองเข้ามานั่งในรถได้สำเร็จแม้จะเริ่มมึนอย่างหนักจนมือที่ประคองพวงมาลัยนั่นสั่นเทาแต่สุดท้ายก็พาตัวเองมาถึงห้องได้โดยที่ไม่แหกโค้งตายไปเสียก่อน

ปลายเมฆทิ้งตัวลงบนเตียง เขายกมือกุมขมับเพราะความมึนอย่างหนักก่อนจะคว้าโทรศัพท์มากดโทรออกเบอร์เดิมและแนบหูอีกครั้ง ทำอยู่แบบนั้นหลาบสิบรอบจนเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง

  

 

ติ๊งหน่อง!

“!!” เสียงกริ่งหน้าประตูที่ดังขึ้นหลายครั้งติดกันทำให้ปลายเมฆสะดุ้ง เขาหยัดตัวลุกขึ้นจากผืนเตียงด้วยความรู้สึกว่าห้องโคลงเคลง แต่เสียงที่ดังขึ้นติดต่อกันทำให้เขาต้องลากตัวเองไปยังหน้าประตู ฉับพลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อคิดว่าคนที่มากดกริ่งเรียกดึกดื่นแบบนี้คงเป็นมันหวานที่เขารอมาถึงสองวัน

มัน-- !!”

เสียงเรียกชื่อที่ไม่ครบพยางค์นั้นขาดหายก่อนจะถูกแทนที่ด้วยริมฝีปาก ปลายเมฆถูกดันเข้าห้องก่อนที่จะได้ยินเสียงประตูปิดอย่างแรง เขาถูกจูบอย่างดุเดือดแบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว และรสจูบนี้ช่างคุ้นชินจนทำให้เขาเคลิ้มไปกับมัน จนกระทั่งแผ่นหลังแนบกับผืนเตียงพร้อมกับเสียงลมหายใจหอบของตัวเอง

ปลายเมฆกำลังจะเปิดเปลือกตามองแต่กลับถูกฝ่ามือนุ่มนั้นทาบทับเอาไว้พร้อมกับลมหายใจที่รวยรินอยู่ตามแก้ม ลากไล้ไปตามลำคอก่อนที่ร่างกายของเขาจะกระทบเข้ากับความเย็นของเครื่องปรับอากาศ

ปลายเมฆครางฮึ่มในลำคอเมื่อริมฝีปากของคนบนร่างแตะต้องที่เนื้อผิวของเขา ก่อนที่มือนุ่มๆนั้นจะล้วงเข้าไปในกางเกงและบีบส่วนกลางลำตัวเบาๆ

ปลายเมฆหลับตาครางต่ำปล่อยให้คนด้านบนเล่นกับร่างกายของตัวเองก่อนที่ปากจะโดนปิดด้วยรสจูบอีกครั้ง เขาพลิกตัวให้อีกคนอยู่ใต้ร่าง เปิดเปลือกตามองคนตรงหน้าที่สายตาไม่โฟกัสให้เพราะฤทธิ์ของเหล้า แต่สัมผัสที่เขาคุ้นเคยนั้นกลับทำให้เขาทำตามใจอยากด้วยการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของคนใต้ร่างจนหมดและจูบไปตามผิวเนื้อที่ลื่นมือ

กางเกงของปลายเมฆถูกถอดออกด้วยความช่วยเหลือของคนที่ดูตัวเล็กกว่า ขาเรียวทั้งสองข้างนั้นถูกอ้าออกก่อนที่เขาจะส่งสิ่งกำหนัดของความเป็นชายเข้าไป

เสียงครางต่ำดังขึ้นข้างหู ปลายเมฆปิดเปลือกตาและโถมตัวใส่คนใต้ร่าง สัมผัสถึงความแสบเมื่อเล็บยาวนั้นข่วนตามหลังของตัวเอง เขารับฟังเสียงครางกระเส่าที่คุ้นหู ก้มรับจูบหวานที่คุ้นปาก และการเคลื่อนไหวที่คุ้นชิน

น้ำคาวข้นคลั่กถูกปลดปล่อยออกมาพอๆกับหน้าท้องที่รับรู้ได้ถึงความเหนียวหนืด ปลายเมฆทิ้งตัวลงทับอีกฝ่าย เขาหอบใจถี่รัว ฝังใบหน้าไว้ที่ซอกคอกลิ่นหอม

ได้ยินเสียงหัวเราะหวานเบาๆที่ข้างใบหูพร้อมกับการลูบเรือนกลุ่มผมเขาไปมา

เสียงสุดท้ายที่ปลายเมฆได้ยินเป็นเสียงเรียกชื่อของเขา

พยายามจะยกศีรษะของตัวเองเพื่อมองหน้าอีกคน แต่เพราะอาการหนักอึ้งนั่นทำให้เขาต้องทิ้งศีรษะตัวเองไว้ที่เดิม พร้อมกับสายตาที่พร่าเลือนตั้งแต่แรกเริ่มนั้นแปรเปลี่ยนเป็นดับวูบไป

 

 

 #มันหวานปลายเมฆ

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 341 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1138 angrymuse (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2563 / 09:52
    พระเอกเป็นคนนี้มันเหมาะจริงๆหรือ พอ ถอย อ่านต่อไม่ได้
    #1,138
    0
  2. #1131 eannysrr (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 03:20

    โอ้ย-หมอ กลับไปเอากับแฟนเก่า-เถอะไป

    #1,131
    0
  3. #1100 favmme (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 17:25
    เหอะๆๆ
    #1,100
    0
  4. #1042 Phakchira_Ice (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 22:53
    เป็นหมอได้ไงถามก่อน เห้อ แล้วคบกันมาสิบปีได้ไง จะบ้าาา!!!
    #1,042
    0
  5. #999 Im your v (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 11:05
    มันหวานไม่สมควรคู่กับคนแบบนี้หรอกค่ะ พี่ก็วนลูปกับแฟนเก่าพี่ต่อไปเถอะนะ!
    #999
    0
  6. #982 รัก3ลี(เอสเจ) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 02:27
    นี่ถ้าน้องกลับห้องมาเห็นอีก ก็เปลี่ยนพระเอกเลยนะคะ อย่างน้อยนะมันหวานเป็นคนเอาใจใส่ดูแลคนเก่ง เตวิณก็ดูแลเก่ง คอยเป็นห่วง เราว่าคู่นี้คนละครึ่งทางดูดีกว่าหมอในตอนนี้อะ
    #982
    0
  7. #954 pcy921 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 23:03
    หมอปลายโง่จิงค่ะ
    #954
    0
  8. #931 Hibiki10 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 08:03
    โง่แล้วโง่อีกจริงๆพระเอก
    #931
    0
  9. #922 นุ้งโด (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 11:21
    อีพี่หมออออออออ!!!!!!!
    #922
    0
  10. #905 Miiwxx (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 18:25
    เทเลยจ้า
    #905
    0
  11. #882 Love Fantasy.. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 23:38
    พี่หมอ -บ้าาาาาาาาาาาาา
    #882
    0
  12. #859 areenachesani (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 10:50
    เห้อออ
    #859
    0
  13. #834 Jibangrin (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 00:06
    โอ้โหหกกกหกห เลวเกิ๊นนนนน ฮืออออออออ
    #834
    0
  14. #810 BHarea (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 13:29
    หมอก็โทษไปเรื่อยอ่ะ โทษว่าเหราะเมา เพราะชินกับสัมผัสนี้เลยจูบตอบไป เราขอไม่เชียร์หมอแล้ว (อินมาก) ฮืออออ
    #810
    0
  15. #749 NNHYENA (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:03
    ติณเราทีมติณ
    #749
    0
  16. #729 PINKLAND (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:29
    ทีมติณ ไม่ชอบหมอแล้ว
    #729
    0
  17. #708 exoxoxo1122 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:33
    ขอให้มันหวานรักคนดีๆแบบติณ
    #708
    0
  18. #690 silence_z (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:10
    นาทีนี้ #ทีมติณ
    #690
    0
  19. #686 _oshnnnn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:41
    หมออออออออ
    #686
    0
  20. #679 15magnitude (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:26
    รู้สึกผิดที่บอกให้น้องจีบเลยอะ
    #679
    0
  21. #657 withfluffyp (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 01:17
    เทเลยจ้า มันหวานหนีไปลูก
    #657
    0
  22. #638 Roseruby23 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 21:52
    โอ้โหอีเ_ยย คำเดียวจริงๆ
    #638
    0
  23. #450 JongjitSriyan (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 23:53
    หมอ ถ้าเป็นชีวิตจริง มันหวานไม่กลับมาหาแล้วนะ ถ้าน้องเห็นแบบนี้อ่ะ
    #450
    0
  24. #343 Miki_milky (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 01:22
    โคตรเลวหมอปลาย
    #343
    0
  25. #304 Sebaek9404 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 10:13

    ......เจ็บ.คำเดียววอีเ_ี้ยยยย

    #304
    0