ปฐภูมิภักดิ์ (ทักขิเณ-อะเวรา)

ตอนที่ 22 : บทที่ 16 (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    15 ก.ย. 62

บทที่ 16 (1/2)

 

       “คล้าย...คล้ายพสุมดีแม่ทัพ นี่...ใช่เขารึเจ้าข้า” เสียงของเธอสั่น แต่ก็ไม่มากเท่าไร ยิ่งเหลียวมองศีรษะนั้นอีกครั้ง ก็ได้แต่พยายามหายใจเข้าลึก

 

       ครั้นหันมองนายเหนือหัวตามแรงมือของเขาที่บังคับให้เธอหันกลับ หัวใจก็เหมือนจะหยุดเต้น

 

       เขาทำให้เธอกลัวเขาได้เสมอ

 

       ผริตตะวาส่ายหน้าเชื่องช้า สีหน้าแววตาบอกชัดว่าสงสาร เอ็นดูเธอจากใจ และเขาชอบเห็นสีหน้าท่าทางเช่นนี้ของเธอ แม้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

 

       แต่เขาชอบ...เธอรู้ดี

 

       รอยยิ้มที่มุมปากของผริตตะวายังปรากฏ พูดอย่างอ่อนโยน คล้ายอธิบายให้เด็กคนหนึ่งเข้าใจอย่างใจเย็น “นี่คือบุตรของพสุมดี ข่าวว่า ติดต่อกับคนแดนใต้ นามทักขิเณ”

 

       อะเวราขมวดคิ้ว พึมพำว่า “ทักขิเณ...คล้ายว่าเคยได้ยิน แต่ผิวเผินนัก” และเร่งคิดเป็นการใหญ่ “ใช่...ผู้สืบทอดสำนักเรียนท่านวัฑฒะโก แห่งมิถิลานครรึไม่เจ้าข้า”

 

       ผริตตะวายิ้มรับถูกใจ “ใช่”

 

       นั่นทำให้เธอเร่งคิดหาต้นเหตุมากกว่าเดิม จนผริตตะวาใช้มืออีกข้างกดตรงหว่างคิ้วของเธอเบาๆ ราวกับจะให้คลายออก

 

       อะเวราเอ่ย “คนแดนใต้ จักขึ้นแดนเหนือ กล้าถึงเพียงนั้นเชียวรึเจ้าข้า เหตุใดจึ่งมิเคยได้ยินข่าวนี้มาก่อน”

 

       นั่นก็เพราะเธอไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จากท่านวันทะนะสักครั้ง รู้แค่ว่าทักขิเณมีตัวตนตามฐานะที่เอ่ยไป ลึกกว่านั้นไม่ทราบ เพราะไม่ได้เป็นคนสำคัญ ทำหน้าที่ประมาณสอนหนังสือ ดูตำรา เป็นพวกคงแก่เรียน ไม่ชอบออกไปไหนไกลจากเรือนตน อีกทั้งพวกข่าวกรองก็ไม่เคยรายงาน ไม่เคยได้ยินข่าวของคนผู้นี้ว่ามีความเคลื่อนไหวใดในแดนเหนือมาก่อนจริงๆ

 

       ผริตตะวาลุกขึ้นยืน เดิมนึกว่าเขาจะก้าวออกไป แต่กลับกลายเป็นว่ายืนเต็มความสูง หันมาต้อนจนเธอประชิดโต๊ะ จนเธอแทบจะเกยขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้นแล้ว

 

       เขาว่า “เพิ่งได้รับข่าวมามินาน”

 

       “เมื่อใดเจ้าข้า”

 

       “ยามเช้า” เขาขยับเข้ามา “ข้ารู้...ว่าเจ้าจักหาคำตอบให้ข้าได้ แลสรุปความเป็นไปได้อย่างชัดแจ้ง ในเร็ววัน”

 

       เธอพยายามไม่เกร็ง ทั้งที่เกร็งสุดขีด

 

       “เจ้าคาดว่า เบื้องต้น คนผู้นั้นมาเพื่อการใด” เขาขยับเข้ามาอีก

 

       มาเพื่อการใด? เธอไม่รู้ประวัติทักขิเณด้วยซ้ำ ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่ทราบได้ ยิ่งไม่เคยทำตัวจนทางแดนเหนือต้องเพ่งเล็งมาก่อนก็ยิ่งไม่รู้ข่าว แต่จากฐานะที่ว่า ย่อมเป็นคนมีความรู้ ฉะนั้น...

 

       “เป็นได้ว่า มีการติดต่อคนผู้นี้ หวังให้เป็นปราชญ์ฝ่ายตน”

 

       “เหตุเพราะ?”

 

       “ปราชญ์แดนเหนือ ล้วนเป็นของนายท่าน แลคนผู้นั้นเกี่ยวพันกับสำนักเรียน”

 

       “เจ้าล้วนแต่ทำให้ข้าสมหวังชอบใจเสมอ” เขายิ้มกริ่ม “ข้าหวังใจ...เจ้าจักนำคำตอบแท้จริงมอบให้แก่ข้า เหมือนเคยเป็น”

 

       เขาก้มลง ค้างไว้ในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล...

 

       “หาผู้อยู่เบื้องหลัง เร่งเก็บกวาดผู้เอาใจออกหาก คิดมิซื่อ สามนครที่เจ้าเอ่ยย่อมมีเบาะแส รึจักเริ่มที่ใดแล้วแต่เจ้าประสงค์ ข้าอนุญาต ขอเพียงจัดการคนในที่ลับแลที่แจ้งเหล่านั้นโดยไวเป็นพอ ข้าต้องการเปลี่ยนตัวผู้ครองนคร...แลผู้ว่าการนครโดยไว ให้เพลาเจ้าหนึ่งร้อยแปดสิบทิวา ลงมือให้เสร็จสิ้น หากเจ้าพลั้งพลาดในนครใดนครหนึ่ง”

 

       ต้นขาของเขาเบียดขาของเธอแล้ว รวบจนกลายเป็นยืนคร่อม สองกายแทบแนบชิดจนเอนหลังหนีไม่ได้อีก มากกว่านี้ก็คงนอนราบแน่แท้ อีกทั้งสองมือของเขาประคองใบหน้าเธอ กึ่งบังคับให้เชิดขึ้น เพื่อสบตา

 

       เห็นเช่นนี้ แม้พยายามรักษากิริยาให้นิ่งสงบ ประหนึ่งไม่รู้สึกใดๆ แต่ร่างกายกลับสั่นน้อยๆ อย่างยากจะควบคุม ยากห้ามความกลัว

 

       นานแล้ว...ที่ไม่ได้เผชิญกิริยาท่าทางเช่นนี้ของผริตตะวา ไม่ได้เห็นสีหน้าแววตาที่คล้ายมีเมตตาแต่สามารถฆ่าคนได้อย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น

 

       เขาทำเช่นนั้นเสมอ เธอเห็นกับตามาแล้วหลายครั้ง เมื่อกลายเป็นผู้ติดตามอีกคนของเขา

 

       “หากครานี้เจ้าล้มเหลว” เขาเงียบไป “ข้าจักมิเอาความ” ทว่ามีบางอย่างในแววตาของผริตตะวาที่ทำให้เธอยิ่งกลัว “เพียงเจ้ามอบตนเองแก่ข้า นั่นคือเครื่องไถ่โทษที่ข้าต้องการ”

 

       เหมือนแผ่นดินถล่ม ทรุดร่วงจนเกือบหงายหลังลงไป

 

       ผริตตะวาเอ่ย “เพียงแค่เจ้าสนองข้าให้เป็นที่พอใจ เจ้าเรียนรู้มามากโข ร่วมงานเลี้ยงมาหลายครา จักใช้สิ่งที่เรียนรู้เหล่านั้นเพื่อสนองข้าบ้าง ไยจักเสียประโยชน์เล่า”

 

       สีหน้าแววตาไม่ข่มขู่ ซ้ำยังยิ้มเอ็นดูจนแววตาเป็นประกายสดใส สดใสยิ่งกว่าครั้งใด มองเธอคล้ายถามว่าเข้าใจหรือไม่ กวาดตามองใบหน้าของเธออย่างคนที่แทบจะอดใจไม่อยู่ บอกเป็นนัยว่าเขาใจดีที่สุดแล้ว ควรยินดีที่ได้รับเกียรตินี้ ยิ่งดวงตาของเขาหลุบต่ำ มองริมฝีปากของเธอ ปลายนิ้วนุ่มๆ นั้นลากผ่านเชื่องช้าอ้อยอิ่ง ก่อนจะสบตา ยิ้มอ่อนโยนจนเธอขนหัวลุกเกรียว

 

       “ข้ารอเจ้าอยู่ ยอมแพ้สักครา...จักเป็นไร เลยสิบแปดหนาวมาแล้วมิใช่ฤๅ”

 

       อะเวราตัวสั่นกว่าเดิมอย่างยากจะห้ามได้ นั่นก็เพราะเธออยู่ในคราบเด็กชายและครองภาพลักษณ์เพศบุรุษเสมอ แต่กลับเกิดเหตุเช่นนี้ จะให้ตั้งตัวเช่นไร หรือต่อให้อดทน เก็บกลั้นความรู้สึกมากเพียงใด ก็ยากทำได้สำเร็จ

 

       “ซะ...ทราบแล้ว นายท่าน”

 

       และเมื่อมีเสียงคนเคลื่อนไหว ผริตตะวาจึงถอยออกไป

 

       อะเวราขยับถอยออกมาอย่างไม่ให้เสียกิริยา ยืนก้มหน้าค้อมกายไม่ต่างจากที่เคยเป็น ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ใจนั้นอยากลูบเนื้อลูบตัว ปัดความขยะแขยงออกไปสุดกำลัง แต่ไม่อาจทำได้ ต้องยืนนิ่งเมื่อคนมาใหม่เข้ามาถึง และถึงแม้ผริตตะวาเป็นบุรุษรูปงามมากเสน่ห์คนหนึ่ง แต่มองอย่างไรก็ไม่อาจชื่นชมจากใจ เขาเก่งเพียงไหนเธอก็ไม่เคยนึกนิยมว่าดีงาม

 

       ไม่ได้อกสั่นขวัญแขวนแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว

 

       “เจ้าเตรียมตัวเดินทางเถิด” ผริตตะวาบอก ไร้กิริยาท่าทางเช่นเมื่อครู่อีก เป็นเจ้าเหนือหัวองค์เดิมคนนั้น

 

       เธอจากมา สายตาและการกระทำของผริตตะวายังทำให้ขนลุกขนพอง แม้สะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียนก็ต้องอดทนอดกลั้นให้มากเข้าไว้ หรือจะแสดงว่าไม่มีความรู้สึกใดก็ยากยิ่งนัก

 

       แต่ถ้าแสดงความนิ่งเฉยได้จริง ปกปิดความรู้สึกทุกอย่างได้จริงละก็ เชื่อเถอะว่าคนคอขาดก่อนใครย่อมเป็นเธอแน่ ผริตตะวาไม่นิยมคนมีสีหน้านิ่งเฉย เขาไม่ชอบคนที่ยากประเมินความรู้สึก ด้วยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

 

       เธอยังไม่โง่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนถึงที่ตาย กิริยาใดต้องรักษาก็ต้องรักษา สิ่งใดควรแสดงก็ต้องแสดง มารยาทการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เคยเป็นย่อมต้องทำ ต่อให้กลัวจนเหมือนกลัวยิ่งนัก แต่ก็ไม่ลืมแสดงความรู้สึกอย่างคนธรรมดาคนหนึ่งที่เก็บกลั้นอาการเป็น

 

       ไม่มาก...ไม่น้อยเกินงาม

 

       เขาจับตามองเธอเสมอ ไม่ว่ามีปฏิกิริยาเช่นไร

 

       เธอรู้ดีกว่าใคร

 

       แม้พ้นประตูมาแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนคอยจับตามองเธอต่อจากเขา

 

       ที่หนักใจก็คือ เมื่อไรที่ผริตตะวารู้ว่าเธอเป็นหญิง ไม่ใช่บุรุษ เขาจะทำเช่นไร

 

       ตัวเธอจะทำเช่นไร

 

       เขาจะสังหารเธอหรือไม่ จะคิดว่าเธอเป็นไส้ศึกหรือไม่

 

       หรือหากเขาอภัย จากนั้น...จะลงมือกับเธออย่างไรกันแน่

 

       หรือหากไม่ให้อภัย...จะส่งเธอให้ทหารแถวชายแดนชำเราจนตาย เหมือนนางคณิกาที่เขาจับได้ว่าเป็นไส้ศึกคนนั้น คนที่ถูกลงโทษด้วยการให้ทหารกว่าครึ่งพันซึ่งอดอยากปากแห้งมานาน รุมกระหน่ำผลัดกันระบายความใคร่บนเรือนร่างที่เคยงดงามกลางผืนดิน ตรงกลางสนามของค่าย ส่วนเขานั่งอยู่ในพลับพลา มองไปจิบเมรัยไป ฟังเสียงกรีดร้องอย่างทรมานประหนึ่งสุนทรีย์ยิ่งนัก ฟังเสียงหื่นกามของเหล่าทหาร มองภาพนั้นราวกับชมเรื่องบันเทิงเป็นนักหนา ส่วนเธออยู่ด้านหลังของผริตตะวา ก็ได้แต่ยืนตกตะลึง เห็นทุกอย่างชัดเจน

 

       หลายคนมองเธอที่เดินออกมาด้วยสายตาแปลกไป ราวกับเพิ่งได้รู้เห็นเรื่องไม่คาดฝัน โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก การอยู่ใกล้ชิดจนแทบจะเกยก่ายกันก็ไม่ใช่ครั้งแรก สิ่งที่พวกเขาได้เห็นไม่ใช่สัมพันธ์สวาทลับที่จับพลัดจับผลูล่วงรู้แต่อย่างใด ทว่าผริตตะวาตั้งใจให้ได้เห็นกัน

 

       และการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลากว่าครึ่งหนาว ฉะนั้นผริตตะวาจึงบ่งบอกความเป็นเจ้าของ ซึ่งนั่นทำให้ผู้อื่นล่าถอย ไม่เข้าใกล้เธอไม่ว่ากรณีใด ย่อมสะดวกทั้งขณะเดินทาง อยู่ในที่พัก ไม่มีใครยุ่มย่าม มิหนำซ้ำยังเกรงใจ คอยดูแลอย่างดี เปิดโอกาสให้มีพื้นที่ส่วนตัว จนสามารถออกไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมาย และงานที่ว่านั้นไม่ต้องการให้ใครรู้เห็น

 

       แต่ครั้งนี้...จะมีคนตายอีกเท่าไร

 

- * - * - * - * -




นวนิยายเรื่องนี้นักเขียนพิมพ์ขายเอง

สั่งซื้อหนังสือได้ที่เพจ สุชาคริยา  

กับเว็บส่วนตัว www.suchacriya.com




ขอขอบพระคุณทุกๆ คอมเม้นท์ ขอขอบพระคุณทุกแรงใจที่มอบให้ผู้เขียนค่ะ

รักนะคะ


- * - * - * - * -




   

   

   
   
   
   
 


 ----------------------------------------------------------------------


ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจของผู้เขียน 'สุชาคริยา'

                                           


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

107 ความคิดเห็น

  1. #78 watinee-meo (@watinee-meo) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 15:43
    ไอนี่ต้องรุ้อยุ่แล้วล่ะว่าเป็นผญ เชี่ยวชาญซะขนาดนี้
    #78
    1
  2. #77 Foxy Monster (@foxymonster) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 14:11

    ชักสงสัยว่าผริตตะวารู้ความลับแล้วแน่ๆ

    #77
    1