ปฐภูมิภักดิ์ (ทักขิเณ-อะเวรา)

ตอนที่ 19 : บทที่ 15 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    10 ก.ย. 62

บทที่ 15 (1/2)


       สิบปีหกเดือนผ่านไป...

 

       เสียงดนตรีบรรเลงครึกครื้นแฝงความเย้ายวนเบาๆ ทำให้ผู้ฟังประหนึ่งถูกเล้าโลมลูบไล้เรือนกาย ล้วนเป็นสิ่งน่าเบื่ออย่างยิ่งสำหรับอะเวรา

 

       งานเลี้ยงเช่นนี้ไม่เหมาะกับเธอ แต่ยากปฏิเสธ เมื่อนายเหนือหัวมีคำสั่งให้เข้าร่วม ก็ต้องเข้าร่วม

 

       ที่นี่คือเรือนรับรองส่วนตัวของผริตตะวา เป็นจวนส่วนตัวในสักกะนคร หาใช่ในรั้วกำแพงพระราชวังหลวงแต่อย่างใด

 

       จวนแห่งนี้สร้างขึ้นใหม่ อยู่ฝั่งทิศตะวันออกของพระราชวังหลวง ไกลกันเพียงข้ามสะพานคูรอบกำแพงพระราชวังกั้นเท่านั้น

 

       ผริตตะวาใช้จวนแห่งนี้รับรองแขกคนสนิท เป็นสถานที่หย่อนใจ ไม่เกี่ยวกับราชการงานเมือง เปิดรับรองผู้มาเจรจากิจการต่างๆ หรือว่าไปตามจริง สถานที่แห่งนี้คือที่ดื่มกินเริงรมย์ เสพสุขตามประสาบุรุษทั้งหลาย มีเพื่อเอาใจผู้ให้ประโยชน์แก่ผริตตะวา

 

       เรือนหลังนี้อยู่ปีกซ้ายของจวน ปลูกเป็นแนวยาวเชื่อมติดกัน ประตูทุกบานเป็นบานเลื่อน เปิดกว้างและปิดได้มิดชิด ทั้งยังป้องกันเสียงที่จะเล็ดลอดออกไป ยกพื้นสูงหนึ่งศอก กินพื้นที่ตลอดทิศเหนือจรดทิศใต้ แบบขีดลากไปทางขวาแล้วลากลงในกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เหลือตรงกลางเป็นลานหญ้ากว้างโล่ง กับสระบัวใสๆ ซึ่งส่วนหนึ่งของสระบัวเป็นสระอาบสระว่ายของเหล่าหญิงงาม หรืออาจเป็นสระอาบสระว่ายอันเพลิดเพลินของผริตตะวาเอง

 

       ฝั่งตรงข้ามกับเรือนรับรองคือบรรดาเรือนเดี่ยวขนาดย่อม แยกเป็นหลังๆ มีไว้สำหรับอาคันตุกะที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ใช้ไม้ประดับเป็นรั้วเพื่อมอบความรู้สึกว่าไร้คนวุ่นวาย มีขอบเขตของตนเอง

 

       จวนนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ตกแต่งงดงาม ยิ่งเรือนไม้กับไม้ประดับทั้งหลายล้วนคัดสรรมาแต่ของดี หาช่างฝีมือดีตั้งแต่การสร้าง การดูแล จนบัดนี้ผู้เคยมาเยือนล้วนมีแต่เสียงชื่นชม ทั้งยังสามารถจุคนได้นับสองร้อยโดยไม่อึดอัดแต่อย่างใด เพียงแค่ไม่เคยมีคนจำนวนมากเพียงนั้นเข้ามาอยู่พร้อมกัน หรือต่อให้มาพร้อมกันจริง แค่เรือนรับรองหลังนี้ก็รับรองได้สบาย ทั้งยังนอนกลิ้งเกลือกได้เหลือเฟือ

 

       “ท่านภาสุระ” ชินะ...บุรุษพุงพลุ้ยผู้ครองมัททะนคร ยกจอกทองคำขนาดเล็กขึ้นเป็นการทักทาย ใบหน้าของเขาแสดงอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ คนผู้นี้ครองนครย่อยทางทิศเหนือของสักกะนคร

 

       คนทั่วไปทราบเพียงนามนี้ของเธอภาสุระหาใช่อะเวรา

 

       ส่วนที่มาของนาม ซึ่งมีความหมายว่าสว่าง...มีแสงพราวพรายดั่งแก้ว ก็ว่าด้วยผลงานที่ผ่านมาของเธอทั้งสิ้น เป็นที่ถูกใจของผริตตะวายิ่งนัก เธอช่วยให้เขาแผ่อำนาจ ขยายบารมีได้กว้างไกล เป็นดั่งดวงอาทิตย์ฉายแสงเจิดจ้าเหนือคนทั้งปวงในแดนเหนือ

 

       คนนอกทราบเพียงท่านภาสุระเป็นบุรุษหน้าอ่อน รูปกายบอบบาง ดูอ่อนแอ ปวกเปียก เป็นหนึ่งในปราชญ์ประจำราชสำนักที่ประจบเอาใจนายเก่ง ค่อนข้างขี้ขลาด เบื้องลึกยังโลภโมโทสัน เป็นไอ้หน้าอ่อนที่ทำตัวดั่งไม้เลื้อยขึ้นได้ทุกแห่งหากเจอใครที่ให้ประโยชน์ตนได้เป็นอย่างดี ที่อยู่รอดทุกวันนี้ก็เพราะผู้ร่วมผลประโยชน์ และผู้ร่วมประโยชน์ล้วนเป็นผู้มากบารมีนั่นเอง แม้สติปัญญาไม่นับว่าด้อยกว่าผู้อื่น ทว่าความแตกต่างคือมีฝีปากเป็นเลิศ จึงก้าวหน้ากว่าผู้ใด และหาความเป็นคนดีได้น้อยไปหน่อยเท่านั้น

 

       แต่นั่นก็ทำให้ภาสุระเป็นที่สนใจพอๆ กับน่ารังเกียจ สามารถเข้าถึงผู้คนทุกชนชั้น คบได้ทั้งคนดีคนชั่ว เป็นไปตามที่เธอต้องการ มิฉะนั้นยากปกปิดคุณสมบัติแท้จริงคือปราชญ์ประจำกองทัพของตนเอง

 

       และหากไม่ใช่ฐานะเช่นนี้ ก็ไม่สามารถเข้านอกออกในกลุ่มต่างๆ ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้แน่นอน

 

       ดีเกินไป...ในหมู่คนเลว ย่อมอยู่ยาก

 

       เลวเกินไป...ในหมู่คนดีมีศีลธรรม ก็อยู่ยาก

 

       ดีน้อยไป เลวน้อยไป ไม่หาจุดเหมาะสมกับกลุ่มคนนั้นๆ ที่ต้องเข้าไปร่วมงาน ยิ่งอยู่ยาก

 

       เธอจึงเป็นปุถุชนที่ใครก็เข้าถึงตัวได้ ไม่ว่าคนดีหรือคนเลว ทุกคนที่เข้ามา สามารถทำความรู้จักและร่วมผลประโยชน์กับภาสุระได้ทั้งสิ้น

 

       นายเหนือหัวของเธอก็อนุญาตให้ทำเช่นนี้ เพียงแต่จะทำสิ่งใดต้องบอกเขา รายงานชัดเจนเมื่อต้องเดินทางไปไหนมาไหน ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องลำบากลำบน

 

      และหากไม่เป็นเช่นนี้ ก็ไม่อาจรับทราบข่าวสารที่จะได้จากใครบางคนเช่นกัน

 

       สิบปีแล้ว...สิบปีครึ่งด้วยซ้ำ

 

       ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไร

 

       เธอเดินตามเส้นทางที่เขาขีดไว้ให้ ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่นิดเดียว สร้างผลงาน เป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพของผริตตะวา เป็นที่ไว้วางใจยิ่งกว่าบุตรของผริตตะวาด้วยซ้ำ

 

       และหากไม่ไว้ใจ งานเลี้ยงแบบนี้ นายเหนือหัวคงไม่ออกมาด้วยผ้านุ่งลอยชายผืนเดียว ไร้อาวุธติดกาย ไร้เครื่องประดับ คลอเคลียหญิงงามอย่างไร้กังวล ร่ำสุราเมรัย ดื่มด่ำกับเสียงดนตรีอย่างเพลิดเพลินตรงเบาะนุ่มมุมนั้นจนแทบลืมเวลา

 

       ผริตตะวารู้...หากเธออยู่ที่นี่ ไม่มีใครเข้าใกล้เขาได้ ยกเว้นสตรีที่คลอเคลียอยู่เคียงข้าง เพราะพวกหวังสังหารยังไม่ทันถึงตัว ก็ร่วงตุ้บสิ้นใจด้วยฝีมือของเธอ ไม่ต่างจากที่ผ่านมา

 

       อะเวรายิ้มให้ผู้ครองมัททะนคร คนผู้นี้ก็นับว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์มากคนหนึ่ง และเมื่อผู้ทักทายวางจอกลง เธอจึงต้องตอบรับด้วยการยกจอกน้ำตาลเมาขึ้น แสดงท่าทางให้รู้ว่าประคองสติเกือบไม่อยู่แล้ว และเอ่ย...

 

       “ข้า..พ...เจ้า รับ...น้ำใจท่าน..มาก...กว่านี้ คง..มิไหว...เป็น..แน่แท้...เจ้าข้า” ทำท่าเป็นดื่มหมดจอก วางลงอย่างระมัดระวัง แต่ก็แบบฉบับคนเมา ส่วนการพูดนั้นยานคางไม่ต่างจากคนเมาจริงๆ

 

       “ดูๆๆ น้ำ..ใจเช่นนี้ ความ...นับ...ถือ ยิ่งให้..ท่าน...หมดใจ” ผู้ครองมัททะนครพูดแทบไม่เป็นคำ เมาจนแทบจะล้มคว่ำอยู่แล้ว กลับยกหมดจอกอีกรอบ

 

       คนผู้นี้นั่งฝั่งตรงข้าม แม้อยู่ไม่ใกล้แต่ก็ได้ยินถ้อยคำชัดเจนพอสมควร

 

       เขาเอ่ย “ข้า...พ..เจ้ารู้ ท่าน...งานมากนัก แต่ยังให้เกียรติ...ข้าพ..เจ้า...ถึงเพียงนี้ ขอบพระคุณ...ขอบพระคุณ” ยกจอกที่สาวงามเพิ่งรินเมรัยให้อีกครั้งหนึ่ง กระดกหมดจอกก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก แล้วระทดระทวยซบอยู่บนทรวงอกของหญิงสาวข้างตัว ซุกไซ้ราวกับทารกน้อยผู้โหยหิว

 

       ส่วนสตรีผู้นั้นที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ก็กรีดกรายเล่นตัวพองาม แม้ผ้าผ่อนก็หลุดลุ่ยเกือบหมด

 

       มาอีกแล้ว เหตุการณ์เดิมๆ เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้ร่วมงานเช่นนี้ไม่บ่อยนักในรอบปี แต่ก็ไม่นิยม

 

       ทุกครั้งเธอจะแสร้งทำเป็นเมา ไม่ได้สติ คอพับคออ่อน ก้มหน้าลงกับโต๊ะไม้ตัวเตี้ยตรงหน้าเป็นคนแรกๆ เป็นพวกไร้ประสิทธิภาพในงานเลี้ยงสังสรรค์ คออ่อนกว่าใครเพื่อน แล้วก็รอจนกว่าพวกนั้นจะกินกันให้เต็มที่ สนุกสนานให้เต็มที่จนหมดเรี่ยวแรง แล้วค่อยลุกขึ้น จากไปเหมือนที่ผ่านมา

 

       เวลานี้ก็เช่นกัน เธอฟุบหน้าไว้บนแขนที่วางพาดกับโต๊ะไม้ตรงหน้าตนเอง

 

       นั่น...เสียงครวญเบาๆ อย่างสุขสมของสตรียามถูกบุรุษเล้าโลมด้วยปากและนิ้วอย่างชำนาญ พานให้ขนกายเธอลุกชัน

 

       นั่น...เสียงครวญเบาๆ ของบุรุษที่สุขสมยามถูกสตรีเล้าโลมด้วยปากและมืออย่างชำนาญเช่นกัน ยิ่งทำให้ขนกายเธอลุกชันมากกว่าเดิม

 

       เธอยังจำครั้งแรกที่ต้องร่วมงานเลี้ยงแบบนี้ได้ดี ตอนนั้น เพิ่งพ้นการมีระดูครั้งแรก ราวสิบสองหรือสิบสามหนาวกระมัง รู้เห็นทุกท่วงท่าลีลา

 

       ที่ผ่านมาเธอแต่งกายเยี่ยงบุรุษ รวบผมเกล้ามวยไม่แตกต่างจากบุรุษอื่น โชคดีว่าสายบัณฑิตก็มีคนผิวขาวหน้ามน รูปร่างค่อนข้างเล็ก ตัวไม่สูงเมื่อเทียบกับบุรุษด้วยกันอย่างเธออยู่บ้าง จึงไม่แปลกสักเท่าไร ซ้ำบุรุษผิวขาวลักษณะนี้ก็เป็นที่นิยมของสตรีทั่วไปยิ่งนัก ตามคติที่ว่าคนมีความรู้ มีทรัพย์สินมาก ย่อมไม่จำเป็นต้องไปตากแดดตากลมให้ตัวดำ ซึ่งเมื่อครั้งยังเด็ก เธอมองคนพวกนี้เป็นพวกกลุ่มคนอมโรค

 

       แต่พวกคนอมโรคในสายตาเธอ แท้จริงเป็นภาพมายา ความจริงคือคนพวกนี้ล้วนมีพฤติกรรมถึงพริกถึงขิงไม่ว่าเรื่องใด หรือกระทำการบางอย่างได้จัดจ้านแข็งแรงยิ่งกว่าพวกแม่ทัพนายกองด้วยซ้ำ

 

       ตอนนั้นเธอได้แต่ตกตะลึง หน้าร้อนเห่อ ไม่เคยเห็นบุรุษหรือสตรีปรนเปรอกันอย่างเด็ดดวงต่อหน้าต่อตามาก่อน เรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มงานเลี้ยง ผ่านการพูดคุยสนทนาเจรจาความลับใด ดนตรีบรรเลงเคล้าคลอแผ่วเบาไปเรื่อยๆ เริ่มดื่มเมรัยพอปลุกความกระชุ่มกระชวย จากนั้นก็เมามายแต่ยังได้สติ หรือผ่านไปจนเมามายไร้สติ กระทั่งล้มพับ

 

       พวกที่เมาคอพับคออ่อนก็หลับไป ไม่ต้องรับรู้

 

       ที่เมามายแต่มีสติอยู่ก็เริ่มกามกรีฑา

 

       ที่เริ่มกันแล้วก็เป็นไปอย่างเมามัน

 

       ที่เสร็จสิ้นกิจกามก็นอนกอดก่ายกระซิบกระซาบระริกระรี้เช่นนั้น

 

       ที่แข็งขันแข็งแรงก็เริ่มลูบไล้เล้าโลมกันใหม่อีกรอบ

 

       พวกบุรุษมาใหม่แต่ไม่ทันงานเลี้ยงรอบแรกก็ยิ้มกริ่มร่วมวง ถอดเสื้อผ้าร่วมสังสรรค์กันสนุกสนาน สตรีที่เคยปรายตาอย่างมีจริตหวงเนื้อหวงตัวพอเป็นพิธีก็เริ่มประกบปากแลกลิ้นกันพัลวัน เคยกอดก่ายกับคนนั้นก็ย้ายมาหาคนนี้ เสียงครวญครางเริ่มระงม บางครั้งก็คู่เดิม บางคราก็สลับคู่ เสียงเนื้อหนังของชายหญิงกระทบกันก็ดังสลับต่อเนื่องเช่นนั้น

 

       ส่วนพวกบุรุษกับบุรุษมักกระทำกันในที่ลับตา หรือกระทำในเรือนพำนักส่วนตัว น้อยครั้งจะโจ่งแจ้ง หรือหากมีเป็นหมู่คณะ ก็จะเป็นงานเลี้ยงในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อย

 

       แต่งานเลี้ยงคู่ชายหญิงเช่นนี้...อย่างน้อยก็ปีละสี่หน

 

       จากคู่หนึ่ง...ก็เป็นสองคู่

 

       จากสองคู่...ก็เป็นสามคู่

 

       แล้วก็เริ่มกามกิจกันมากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้น หรือจำนวนเท่าใดเธอไม่ได้นับ ทว่าพวกเขาไม่ต้องรู้สึกอาย ยิ่งเห็นคู่อื่นประกอบกิจก็ทำให้คู่ตนพลันคึกคะนอง

 

       บ้างหมดแรงนอนแผ่หลา บ้างบ่าวไพร่ต้องเอากระโถนมารองรับอาเจียนเพราะขย้อนจากเหตุรุนแรงมากเกินไปหรือเมาเกินไป หากเลอะก็เก็บกวาดโดยเร็ว สาดน้ำหอมที่เสริมกลิ่นให้คนยิ่งอยากก่ายกอดแนบเนื้อกันจนมุ่งแต่เพียงเรื่องเช่นนั้น ไม่สนใจกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่สำรอกออกมาทั้งหลาย

 

       และคนส่วนมากในนี้ก็ไม่ค่อยจะรู้ตัว แต่ละคนพากันไปไกลมากจนแทบไม่เหลือสติอีกแล้ว กว่าจะตื่นก็เช้าวันใหม่ ตื่นได้ พอมีเรี่ยวแรง ก็วนเวียนกับการสังสรรค์เช่นเดิมอีกทั้งวัน เป็นไปจนหมดวันหมดคืน หมดแรงกันไปข้างหนึ่ง แต่ในเรือนนี้ยังมีคนดูแลให้งานรื่นเริงตลอดเวลา

 

       ผู้คนมาเยือนต่างเมามายในกามโลกีย์ ไม่ว่าจะเป็นคู่ของตน หรือสนุกสนานร่วมกันเป็นหมู่คณะ กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้มายังจวนส่วนตัวแห่งนี้ไปเสียแล้ว

 

       หลายครั้ง คนพวกนั้นมักชวนเธอร่วมวง แต่อาศัยแสดงบทบาทเมามายไร้สติหลับคาโต๊ะเรื่อยมา คนไหนพูดไม่รู้เรื่องก็สะบัดแรงๆ จนพวกนั้นล้มคว่ำถลาร่อนไปไกล ที่ไม่เอาความก็เพราะพวกนั้นเมา จำไม่ได้ อีกทั้งคนเมาย่อมยากประคองตัว คนเป็นบัณฑิตบอบบางอย่างเธอแถมคออ่อน เมาจนแทบคุยไม่รู้เรื่องหรือจะเป็นคนทำแบบนั้นได้...ไม่มี ใครจะเชื่อ

 

       และเธอต้องรอจนคนพวกนี้นอนแผ่หมดแรง ตาลอยไร้ความทรงจำ จึงค่อยลุกขึ้น เดินจากไป

 

       แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนจะมีคนไม่ยอมให้เธอได้อยู่เป็นสุข แม้แสร้งหลับฟุบกับโต๊ะไปนานแล้ว

 

       “ถาน...พา...สู..รา นี่...หวง...ตัว...แท้..เชียว ซู้ก..ซ่อน สตรี..ใด....ไว้..ฤๅ รึ..มี...บู.รุษ...ใด...นาย...จาย จึ่ง...มิ..เคย...รื่นรมย์ ใน...เรือนนี้...สาก...ครา” พูดไปก็เขย่าตัวเธอไป อ้อแอ้ป้อแป้แต่ก็พยายามลากเธอให้ลุกขึ้น

 

       อะเวราพยายามกดแขนไว้กับที่ ก้มหน้าไว้เช่นนี้ ไม่สนแรงเขย่ากึ่งลาก ทิ้งน้ำหนักตัวประหนึ่งหิน ไม่ยอมขยับ

 

       “คอ...อ่อน...จริงเทียว แต่...ตัว...หนากมาก..เลย ข้า..ละอยาก...เห็น...เนื้อ...ตัว...ของ...เจ้า...จิง...จิง” คนผู้นี้พยายามงัดไหล่ หมายให้เธอนอนหงาย

 

       “ปล่อยภาสุระไปเถิด ยังต้องทำงานให้ข้าวันพรุ่ง ให้เขาหลับเช่นนั้น” นั่นคือเสียงของผริตตะวา

 

       จากเคยแปลกหน้า ไม่เคยได้ยินเสียง เคยหวาดหวั่นสั่นกลัว กลับกลายเป็นคนคุ้นเคย จดจำได้แม่นยำ คุ้นเคยยิ่งกว่าเคยคุ้นเคยกับวิษุวัต ที่บัดนี้รับหน้าที่ไปปกครองกัมปิละนคร นครย่อยฝั่งทิศตะวันตก ซึ่งค่อนข้างแห้งแล้ง และเป็นบ้านเกิดของผริตตะวา

 

       และผริตตะวา นายเหนือหัวของเธอ สิบหนาวก่อนรูปหน้ารูปกายเป็นอย่างไร สิบหนาวให้หลังยังเหมือนเดิม แทบไม่เปลี่ยน ยังคงเหมือนบุรุษวัยสามสิบ

 

       เดิมนั้นเธอเคยมองว่าเขาดูอ่อนแอ คล้ายคนอมโรค แต่เมื่อรู้ความจริง เป็นผริตตะวาเองต่างหากที่นิยมให้รูปกายตนเป็นเช่นนั้น เขานิยมผิวกายสะอาดสะอ้านผุดผ่อง ตามประสาคนสูงศักดิ์ไม่ออกแดด ผิวต้องไม่เกรียมไหม้ ไม่ทำงานหนัก ใบหน้าต้องสดใสผุดผาด สตรีมากหลายล้วนนิยมบุรุษลักษณะนี้

 

       แต่สำหรับเธอ...ไม่

 

       และผริตตะวานี่แหละ ที่สอนให้เธอได้รู้ว่าพวกดูเหมือนอมโรคแต่มิได้อมโรคนั้นเป็นอย่างไร

 

       เขามิได้น่ากลัวแค่เรื่องสติปัญญา ทว่าพละกำลังของเขาก็ไม่ด้อยกว่าใคร เห็นรูปร่างบอบบางเช่นนั้นกลับแข็งแรงมาก เคยประลองดาบฝึกมวยกับเธอ ล้วนไม่เป็นรอง

 

       และจากการที่เขามีเรือนรับรองเช่นนี้ ย่อมบอกชัดว่าผริตตะวาเป็นหนึ่งในนักฉมังกาม สนุกสนานเมื่ออยู่เหนือร่างสตรีงดงามเหล่านั้น เรียกได้ว่าทาสไพร่คงรู้จักแต่ท่าพื้นฐาน แต่สำหรับบุรุษที่มาเรือนนี้ ล้วนแต่สนุกสนานโลดโผน เข้าถึงทุกท่วงท่าลักษณะกามอันทำให้เพลิดเพลินในเรือนร่างของกันและกัน มิฉะนั้นจะชื่นมื่นสนุกสนานกันจนลืมวันลืมคืนได้อย่างไร

 

       อะเวราได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่ขยับ

 

       คนที่เคยเขย่าตัวเธอ หวังให้ไปร่วมสนุกกำลังล่าถอยไปแล้ว

 

       และจากนั้น...ก็ต้องทนฟังเหมือนทุกครั้ง

 

       ทั้งเสียงเจาะแจะปึบปับ ทั้งเสียงหัวเราะใสๆ ของสตรี ทนฟังเสียงลมหายใจของเหล่าบุรุษยามผ่านห้วงหฤหรรษ์ ต้องทนฟังเสียงเนื้อหนังชายหญิงกระทบกันไม่ว่างเว้น

 

       เธอได้แต่นึกถึงป่าเขา นึกถึงแผ่นดินแห้งแล้งที่ไกลออกไป นึกถึงภาพทุ่งหญ้าโล่งกว้าง นึกถึงชาวบ้านตาดำๆ นึกถึงการเดินทางและความเป็นอยู่ที่ลำบาก แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกไปยังนครย่อยกันดารเหล่านั้น ได้ไปให้ห่างจากสักกะนคร ไม่ว่าภัคคะนครที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสักกะนคร หรือไปมัททะนครที่ผู้ครองนครยังอยู่ร่วมห้องนี้

 

       ภัคคะนคร พื้นที่ส่วนมากแห้งแล้ง แต่เป็นแหล่งผลิตโลหะใหญ่ที่สุดของแดนเหนือ เป็นนครย่อยสำคัญ

 

       มัททะนคร อยู่ทิศเหนือของสักกะนคร นครย่อยแห่งนั้นเป็นที่ราบสูง ค่อนข้างหนาว แม้ไม่เหมาะเพาะปลูก บางจุดแห้งแล้งเสียยิ่งกว่าภัคคะนคร เสบียงหายาก แต่อย่างน้อยก็ทำการปศุสัตว์ เลี้ยงม้าพันธุ์ดีได้มากมาย เลยขึ้นไปทางทิศเหนือของมัททะนครเป็นเขตหนาวจัด ไม่มีคนอาศัยอยู่

 

       ส่วนสักกะนคร เปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าเดิม ไม่มีสถานที่เหมือนเคยวิ่งเล่นในวัยเยาว์ แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่ต้องอยู่ร่วมกับคนพวกนี้ ในงานเลี้ยงเช่นนี้

 

       เธอได้แต่รอ

 

       รอให้เวลาผ่านไปเหมือนทุกครั้ง บอกตนเองเสมอว่าแค่ฟุบอยู่ตรงนี้จะเป็นไรไป อย่างน้อยก็ไม่มีใครหมายเอาชีวิต ไม่ต้องนอนซ่อนอยู่ในโพรงใต้รากไม้นั่น ไม่ต้องซ่อนอยู่ในกองศพ คลุกกับกองเลือดเฉกเช่นวันสักกะนครแตก

 

       ใช่...แค่นี้จะเป็นไรไป

 

       ห้วงเวลาเหล่านั้นเริ่มผ่านพ้น หลายเสียงเริ่มซา

 

       ความเคลื่อนไหวเริ่มหยุด

 

       ดึกสงัดมากแล้ว

 

       ตอนนี้เหลือแค่เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ เคล้าคลอ

 

       เมื่อยขบจริงๆ

 

       อะเวราค่อยๆ ขยับกาย แน่ใจว่าลุกขึ้นได้อย่างมีเรี่ยวแรง เสียงคนในห้องนี้เบาลง บ้างมีเพียงขยับตัวเพราะเปลี่ยนท่านอน หลังจากสลบไสล จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

 

       ทว่ากลับสบตากับผริตตะวาอย่างจัง

 

       เธอได้แค่หลุบตาลงมองพื้น ค่อยๆ ขยับลุก ไม่มองผู้เป็นนายว่าเขากำลังทำอะไร ขอแค่ลุกขึ้นยืนได้มั่นคง เดินเข้าไปใกล้ร่างคนผู้นั้นที่บังอาจเขย่าแขนของเธอ พยายามงัดให้เธอหงายหลัง หวังถอดเสื้อผ้าของเธอแล้วร่วมสนุกสนาน หรือลากเธอให้ลุกขึ้นมาร่วมกระทำเรื่องพรรค์นี้

 

       เตะจนเสียงดังป้าบ มันผู้นี้คู้กาย ยังไม่ได้สติอยู่ดี

 

       หญิงสาวมองไปยังกลุ่มนักดนตรีทั้งหลาย แน่นอนว่าพวกนั้นไม่เห็น ฉากกั้นเป็นแผ่นไม้หนาทึบ ส่วนที่เหลือก็นอนหลับกันเกือบหมดแล้ว เหลือแค่คู่สุดท้ายนั้น

 

       แน่นอนว่าพวกคนร่วมงานจะไม่มีใครเห็นเธอในยามนี้ ว่ามีสติครบถ้วนดีเพียงใด ยกเว้นผริตตะวา ซึ่งเธอไม่ทราบว่าเขากำลังอยู่ในช่วงอ้อยอิ่งต่อกัน มิฉะนั้นจะรอให้จบสิ้นก่อน ค่อยลุกออกมา

 

       และเมื่อเธอหันหลังเพื่อตรงไปยังประตู ก็ไม่วายจะเห็นว่าสายตาของผริตตะวายังจับจ้องมาทางนี้ ยังโยกกายอย่างเมามัน ส่วนสตรีงามคนนั้นนอนระทดระทวยอยู่ใต้ร่าง ขาก่ายกอดโอบรัดไม่ยอมให้ห่าง หลับตาพริ้ม ยิ้มหวานหยาดเยิ้มราวกับล่องลอยอยู่ในวิมานกระนั้นเชียว

 

       เธอพ้นประตูบานใหญ่มาแล้ว

 

       เสียงสุขสมของบุรุษนั่น...

 

       อะเวราเร่งฝีเท้า รีบเดินหนี

 

       ผริตตะวาจะเปลี่ยนรสนิยมมาชอบบุรุษหรืออย่างไร!

 

- * - * - * - * -




นวนิยายเรื่องนี้นักเขียนพิมพ์ขายเอง

สั่งซื้อหนังสือได้ที่เพจ สุชาคริยา  

กับเว็บส่วนตัว www.suchacriya.com




ขอขอบพระคุณทุกๆ คอมเม้นท์ ขอขอบพระคุณทุกแรงใจที่มอบให้ผู้เขียนค่ะ

รักนะคะ


- * - * - * - * -




   

   

   
   
   
   
 


 ----------------------------------------------------------------------


ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจของผู้เขียน 'สุชาคริยา'

                                           


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

107 ความคิดเห็น

  1. #73 dani (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 21:49

    อะเวราโตแล้ววว แต่เสียวสันหลังแทนจริงๆ ระวังตัวไว้นะลูก


    ปล. พระ-นางห่างกันเยอะมั้ยคะ ทำไมเรานับอายุท่านวันทะนะแล้วสูงวัยมาก หรือเรานับผิดคะ5555

    #73
    3
    • #73-2 สุชาคริยา (@onlinenano) (จากตอนที่ 19)
      10 กันยายน 2562 / 22:09
      พระ-นาง อายุห่างกัน 20 ปี โดยประมาณค่ะ แต่พระเอกไม่ใช่พวกแก่แล้วแก่เลยนะคะ เพราะแกเป็นคนออกกำลังกาย+ดูแลตัวเองด้วย จะมีฉากหนึ่งที่บ่งบอกเรื่องอาหารการกินที่พระเอกเลือกกิน ซึ่งจะบ่งบอกเป็นนัยว่าเป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ดีมากจริงๆ ค่ะ

      ฉะนั้นพระเอกเราไม่แก่ง่ายๆ แน่นอน แถมยังแข็งแรง แรงดีมากๆ เชียวละค่ะ

      ช่วงต้นเรื่อง นางเอกอายุ 7 ขวบ พระเอกอายุ 27 กระทั่งได้พบกันอีกครั้ง คือนางเอกอายุ 18 พระเอก 37-38 แต่หน้าตา+หุ่นพระเอกเหมือนผู้ชายอายุ 25 ค่ะ (^.^)

      ปล. แก้ไขคำผิด แต่ข้อความหายเกลี้ยงเลยค่ะ เลยต้องลบแล้วโพสต์ใหม่เป็นอันนี้แทนค่ะ
      #73-2
    • #73-3 dani (จากตอนที่ 19)
      10 กันยายน 2562 / 22:58
      โอวว แสดงว่าเรานับถูกละค่ะ นับได้ตามนี้เลย

      กรีดร้องงง ชอบผู้ชายสูงวัยค่ะ5555

      กรีดร้องงงอีกที ทำไมไรท์ย้ำจังคะว่าพระเอกหุ่นดี แรงดี ><

      เชื่อแล้วค่าว่าพระเอกไม่แก่ อิๆ รอนางเอกไปยาวๆนะเฮีย
      #73-3
  2. #72 narissjung (@narissjung) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 17:17

    น้องโตเป็นสาวเเล้วอันตรายรอบด้าน ดั่งอยู่ในดงเสือดงจระเข้ ศิษพี่มารับน้องไวไวนะเจ้าข้า ข้าพเจ้าขนหัวลุกแทนอะเวราจริงกับสายตาที่เจออึ้ยยยย ลุ้นให้น้องแคล้วคลาดรอพี่มารับเจ้าข้า ส่วนเราก้ออ่านวนไปช่วงรอหนังสือเจ้าข้า5555

    #72
    1
  3. #71 mooklinlava2505 (@mooklinlava2505) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 15:58
    อี๋..อย่าให้มันจับได้ว่าเป็นหญิงนะ ท่านวันทะนะรีบมารับน้องซะที
    #71
    1