ปฐภูมิภักดิ์ (ทักขิเณ-อะเวรา)

ตอนที่ 15 : บทที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    4 ส.ค. 62

บทที่ 12

 

       ทักขิเณเลื่อนสายตาจากท้องฟ้าเบื้องบน พุ่งตรงไปตามเส้นทางเชื่อมต่อกับเรือนใหญ่หรือเรือนว่าการ เสียงเหยียบใบไม้แห้งบ่งบอกว่าระมัดระวังมาก แต่ยังพลาด นั่นย่อมไม่ใช่จารชน อีกทั้งฝีเท้าแตกต่างจากบ่าวไพร่ที่เคยได้ยิน

 

       เห็นที...ผริตตะวาคงมาถึงที่นี่ด้วยตนเองเสียแล้วกระมัง มิฉะนั้นเสียงใบไม้แห้งที่เขาแอบเอาไปโรยไว้ประปรายช่วงกลางดึก ก่อนอะเวราจะตื่นมานอนตรงระเบียงเรือนชานต้องมีมากกว่านี้ เพราะพวกที่ถูกส่งมาช่วยวิษุวัตปกครองมัจฉะนครคงไม่รอช้า น่าจะมาถึงหน้าเรือนกันตั้งแต่เช้ามืด หรือต่อให้มาถึงยามเช้า หรือเข้ายามสาย อย่างไรก็ต้องมา ที่จะมาใหม่สามคน ผู้ติดตามของแต่ละคนอีก พสุมดีนายพันนั่นอีกเล่า ไม่อาจเงียบเหงาได้เช่นนี้เป็นแน่ นอกเสียจากเหตุเดียวที่ทำให้คนพวกนั้นไม่สามารถทำอย่างใจคิดได้ คือผู้มีอำนาจมากกว่าและสูงศักดิ์ยิ่งกว่าปรากฏ

 

       “เจ้าโชคดี ฤๅโชคร้ายกันแน่ อะเวรา”

 

       เด็กหญิงมองเขาอย่างไม่รู้ความ ตอบว่า “เช่นนั้น ขอโชคดีแก่อะเวราก็แล้วกันเจ้าข้า” ดวงตากลมโตที่มองเขายามนี้ฉ่ำวาว ดูหมดเรี่ยวแรง ตาแดงจมูกแดงเพราะฤทธิ์ไข้ กับเพิ่งร้องไห้มาหยกๆ

 

       ชายหนุ่มแอบผ่อนลมหายใจ หากสิ่งที่เขาประเมินไว้ถูกต้อง ก็ไม่นับว่าการลากเด็กน้อยมานั่งตากลมทั้งเพิ่งจะได้หลับนั้นสูญเปล่า แม้ต้องพูดปดว่าสอนหลักการปกครอง สอนพิชัยสงคราม สอนการวางตัวแก่อะเวราเมื่อคืนที่ผ่านมาทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก็ไม่นับว่าสูญเปล่า หรือเอ่ยเรื่องต้องการให้อะเวราเป็นปราชญ์ประจำกองทัพก็ไม่สูญเปล่าเช่นกัน นี่เป็นหนทางเดียวที่แน่ใจได้ว่าอะเวราจะปลอดภัย คือชี้ถึงผลประโยชน์ที่ผริตตะวาควรได้หากเขาหรืออะเวรายังอยู่ตรงจุดนี้ แม้นั่นทำให้การพาเด็กน้อยไปจากที่นี่ยากมากกว่าเดิม งานของเขายากมากกว่าเดิมเช่นกัน

 

       แต่เขาไม่มีทางเลือก

 

       ผริตตะวาไม่ใช่คนรับมือง่ายแต่แรก ยอมเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตนเองก็ถือว่ารุกฆาต

 

       แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เขาสงสัย เป็นผู้ใด...ใครกันคือคนวางหมากครั้งนี้ของผริตตะวา เป็นใครกันแน่ที่ผริตตะวาไว้ใจจนยอมมอบสักกะนครให้ดูแล ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องปกติ การทิ้งศูนย์กลางอำนาจทั้งเพิ่งยึดได้เพื่อเดินทางมาที่นี่ย่อมมีความเสี่ยงหลายอย่าง ฉะนั้นคนผู้นี้ต้องได้รับความไว้ใจอย่างสูงสุด มีความใกล้ชิดสนิทสนมเกินกว่าจะไม่เชื่อใจ

 

       เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่เขาสงสัยและอยู่เบื้องหลังผริตตะวา อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยึดสักกะนคร เป็นคนเดียวกับที่ช่วยผริตตะวาวางแผนครองอำนาจมาตั้งแต่เริ่มต้น หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โค่นล้มองค์โลจนะราชมากน้อย เกี่ยวพันกับเหตุปลงพระชนม์พระเจ้าวิเทหะพระองค์ก่อน...องค์สะมิชฌะตุกับบรรดาเชื้อพระวงศ์แห่งมิถิลานครมากน้อย หรือมีส่วนเกี่ยวพันกับนครต่างๆ ในแดนใต้ที่เคยรุกรานมิถิลานครด้วยหรือไม่

 

       คล้ายเห็นคำตอบ แต่กลับขาดบางส่วนที่ช่วยทำให้เห็นภาพชัดยิ่งกว่านี้

 

       เป็นใคร?

 

       เขาควานหามานานแล้ว แต่ไม่เคยได้รับคำตอบสักที ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด พื้นเพจากไหน สืบสาวอย่างไรกลับไม่เคยเข้าถึง ป้องกันตัวแน่นหนา ซึ่งคนผู้นี้มิใช่บิดาของผริตตะวา รายนั้นตายไปนานแล้ว หรือหากยังอยู่ ก็คงมีความสัมพันธ์ต่อกันไม่ดีนัก

 

       และหากฝ่ายนั้นเดินหมากเช่นนี้ ตัวเขาจะรับมืออย่างไร

 

       ขณะที่ขบคิดอยู่นั้น เจ้าตัวเล็กข้างๆ ก็ขยุกขยิก ลุกนั่งอยู่ในท่าเตรียมกราบ แม้เขาไม่มอง ก็รู้ได้ว่าอะเวราต้องจ้องตาแป๋ว จนรู้สึกแปลกๆ ที่เจอเด็กหญิงจ้องเอาๆ แบบนี้

 

       “มองกระไร” พูดเสียงเย็น ติดรำคาญ ไม่มีผู้ใดจ้องเขาแบบที่อะเวราจดจ้อง

 

       เขาไม่หันมอง บอกชัดด้วยกิริยาท่าทางว่าไม่ต้องการการรบกวน จึงขีดเขียนข้อความบนกระดานชนวนในมือ ทั้งที่ในใจลุกลี้ลุกลนอย่างประหลาด ยิ่งจดจำสีหน้าท่าทางของเจ้าตัวเล็กที่เห็นมาตั้งแต่ยังพูดไม่ชัดจนถึงบัดนี้ก็ยิ่งบอกไม่ถูก นั่นไม่ต่างจากแมวตัวน้อยๆ หรือกระต่ายตัวน้อยๆ ขนฟูๆ ตาโตๆ เป็นประกาย ดูน่ารักน่าเอ็นดูเลยเชียวนั่น

 

       ไม่!

 

       เขาจะไม่เอ็นดูผู้ใด ไม่รักใคร่โปรดปรานสิ่งใดไม่ว่ารูปแบบไหน ไม่เมตตาใครจากใจ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด ต้องสูญเสียสิ่งที่ได้รักและผูกพัน

 

       เขายังจำความรู้สึกที่เห็นแมวขนฟูตัวแรกที่ได้รับจากท่านตา ตอนนั้นตื่นเต้นตื่นใจยิ่งนัก เป็นสหายตัวแรกในชีวิต น่ารักและแปลกตาเหลือเกิน ช่างออดอ้อนรู้ความ ขนนุ่มจัด แถบถิ่นนี้ไม่เคยมีให้เห็น เขารักมาก แมวน้อยตัวนั้นมาจากแดนไกล ข้ามอีกฝั่งของมหาสมุทร เป็นหนึ่งในเครื่องเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น พระเจ้าวิเทหะพระราชทานให้ท่านตา และท่านยกให้เขา

 

       ทว่าไม่นานมันก็ตาย ทุรนทุรายอยู่หลายวัน ตายต่อหน้าต่อตา ทั้งที่ไม่มีใครทำร้ายทั้งสิ้น นอนขดนอนดิ้นทรมาน ราวกับจงใจให้เขาได้พบขณะมันเจ็บปวด โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ กระทั่งตายในอ้อมกอด

 

       เขาเสียใจ

 

       หลังจากนั้นราวหนึ่งหนาว เขาได้รับกระต่ายตัวสีขาวขนนุ่มอ้วนพีมาตัวหนึ่ง รักมากยิ่งกว่าสหายตัวแรก แต่เพราะรักมาก มันกลับต้องตายอย่างทรมานยิ่งกว่าแมวตัวนั้น ทุรนทุรายอยู่นับสามสิบทิวาจึงขาดใจ และสุดท้ายก็ตายในอ้อมกอดของเขาเช่นเดิม

 

       เสียใจยิ่งกว่าเสียใจ

 

       เดิมคิดว่าเพราะยังเยาว์ ยากจัดการอารมณ์ความรู้สึก จึงเจ็บปวด ทว่ากลับมีอีกหลายเหตุการณ์ พบเจออีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกัน

 

       กระทั่งท่านครูวัฑฒะโก...ท่านตาแท้ๆ ของเขาได้บอกเล่าเรื่องหนึ่ง

 

       เราเป็นลูกหลานคนทรยศแผ่นดิน บรรพบุรุษเราเห็นแก่ตน ทำลายแผ่นดินเกิด ทำลายความสงบสุขผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นสาปแช่ง เพราะผู้สูญเสียต้องพลัดพรากจากคนรัก ต้องพลัดถิ่น เรือนถูกเผา ลูกหลานคนทรยศเยี่ยงเราจึงต้องรับผลกรรมมิต่างกัน ถูกสาปแช่งให้พบแต่ความวิบัติฉิบหาย มิอาจพบสุขใด สูญสิ้นมิได้สิ้นสุด ยิ่งรักสิ่งใดยิ่งต้องพรากจากสิ่งที่รัก พรากจากด้วยความทรมานยิ่งกว่าคนพวกนั้นนับร้อยเท่าพันทวีเสียงของท่านสั่นเครือ คล้ายรำลึกถึงความสูญเสียที่ผ่านมาของท่านเอง

 

       คำบอกเล่าเหล่านี้ เดิมเขาไม่เคยเชื่อ คิดเพียงว่าเป็นกุศโลบาย หวังให้ทำดี อยู่ในกรอบประพฤติปฏิบัติดี เพราะชีวิตคนก็ต้องพบความสูญเสียพลัดพรากด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่จะเป็นรูปแบบใด

 

       ทว่าสัตว์เลี้ยงตัวแรกที่เขารัก สัตว์เลี้ยงตัวที่สองที่รักยิ่ง ทั้งสองเป็นยิ่งกว่าสหาย เขาไร้ญาติสนิทในวัยเดียวกัน สหายสนิทในสำนักเรียนไม่มี เมื่อได้รับสัตว์เลี้ยงซึ่งนับเป็นเพื่อน จึงรักยิ่งกว่าสิ่งใด แต่สุดท้ายกลับต้องมาตายในอ้อมแขน

 

       จากนั้น...มารดาของเขา สหายในภารกิจของเขา คนที่เขาเริ่มมีใจผูกพันไม่ว่ารูปแบบใด แม้แต่บิดาของเขาเองก็เช่นกัน สุดท้ายล้วนต้องตายต่อหน้า ตายโดยที่เขารู้เห็น แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ หรือรับทราบถึงภัย แต่กลับมาช่วยไม่ทันกาล

 

       ความสูญเสียที่เขาพบเจอ โดยเฉพาะสิ่งอันเป็นที่รักล้วนมีจุดจบในแบบเดียวกันคือตาย...เพื่อให้เขาได้ทรมานใจไม่สิ้นสุด

 

       วันคืนที่ผ่านมา...จากไม่เชื่อก็เริ่มคล้อยตาม มิอาจดูแคลนคำสาปแช่งของผู้คน ว่าช่างร้ายกาจเกินคาดถึง หากมิได้ประสบกับตนเอง

 

       ทว่าในความโชคร้ายยังนับว่ามีเรื่องโชคดีอยู่ สตรีที่เขาเคยมอบหัวใจให้ เธอยังอยู่รอดปลอดภัย แต่ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการถูกลูกธนูของพะลัญจะยิงถึงสองดอก ไม่ได้สติไปหลายวัน

 

       ตอนนั้นเขาอกสั่นขวัญแขวน รู้สึกผิดต่อเธอยิ่งนัก แม้ก่อนเกิดเรื่อง เขาไม่สมหวังในรัก รู้ดีว่ายากร่วมทาง เธอออกเรือนกับบุรุษอีกคนหนึ่ง แม้มิอาจหักใจได้ในเร็ววัน แต่เขายินดีที่เห็นเธอเป็นสุขกับคนที่ดี ยิ่งได้คู่ครองที่ดีเขาก็ดีใจ แค่ห้ามหัวใจที่จะรักไม่ได้ แต่เพราะความรักของเขา สุดท้ายเธอจึงต้องพบเรื่องเช่นนั้น

 

       เขาหวาดกลัว...เขารู้สึกผิด คำบอกเล่าหลอกหลอน เขารู้เพียงว่าตนเป็นต้นเหตุทำให้อีกฝ่ายเกือบตาย เดิมไม่กล้ารักสิ่งใดก็ยิ่งไม่กล้าเป็นเท่าทวี ในวันนี้จึงเหลือเพียงความปรารถนาดีให้แก่อีกฝ่ายเท่านั้น

 

       และโชคดีอีกเรื่องของเขาก็คือท่านตา ท่านเป็นผู้เลี้ยงดูเขาตั้งแต่เกิด ท่านล้มเพราะมีคนทำร้ายจากด้านหลัง มันแฝงตัว แม้พอคาดเดาได้ว่าเป็นคนกลุ่มใด แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ครั้งนั้นท่านเจ็บหนักจนแทบลุกไม่ได้ สภาพของท่านยามเจ็บป่วยทรมานจิตใจผู้ดูแลอย่างเขา ต่อให้วันนี้อาการดีขึ้น แต่ก็ไม่แข็งแรงดังเดิมอีกแล้ว เขารู้ดีกว่าใคร

 

       หลายอย่างผ่านมาให้เผชิญ จากไม่คิดก็ต้องคิด

 

       เขารู้เพียงบรรพบุรุษของเขาทรยศแผ่นดิน แม้ผ่านไปแล้วกว่าห้ารุ่น ตัวเขาเป็นรุ่นที่หก แต่ลูกหลานทุกรุ่นที่ผ่านมาล้วนพบความเจ็บปวดเจ็บช้ำ พบความสูญเสีย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักอย่างทรมานในทุกรูปแบบ ต้องระหกระเหินอยู่ไม่ติดที่ หนักหนากว่าใครจะคาดคิดได้ ที่เป็นสายตรงก็แทบกระอักเลือด สายรองแม้ตั้งหลักปักฐานห่างออกไป สุดท้ายก็สิ้นทั้งโคตรวงศ์อยู่ดี ทางเดียวที่จะพอบรรเทา คือจงรักภักดีแก่แผ่นดินอย่างมีสติปัญญา สร้างคุณประโยชน์แก่แผ่นดินมิถิลา เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองนครที่บรรพบุรุษเคยทำลาย ให้คงความสงบร่มเย็นไว้จงได้ มิฉะนั้นจะพบเหตุการณ์เลวร้ายยิ่งกว่านี้

 

       และพวกเครือญาติสายรองของเขา เขาได้ทราบเรื่องหลังเหตุการณ์วิปโยคในมิถิลานครผ่านไปไม่นาน

 

       พวกสายรองถูกสังหารหมู่

 

       เหตุเกิดช่วงสุสุทโธกับพวกเรืองอำนาจ ไม่นับว่านาน แต่ความเสียหายใหญ่หลวง

 

       พวกสายรองในตระกูลเขากลุ่มสุดท้าย ก่อนตาย...ผู้เฒ่าต้องเห็นลูกหลานถูกย่ำยีต่อหน้าต่อตา ไม่ว่าเด็กหญิง เด็กชาย สตรี ผู้เป็นที่รักของตนต่างตายอย่างอเนจอนาถ ตายอย่างทรมาน ไม่สามารถช่วยเหลือกันและกัน ส่วนผู้ทำความผิดเป็นกลุ่มกองโจรที่เข้าปล้นชาวบ้านแถบรอบนอกมิถิลานคร

 

       ทุกอย่างเป็นเครื่องตอกย้ำคำสาปแช่งที่ถูกถ่ายทอดต่อกันมา จนบัดนี้คนในตระกูลเคยยิ่งใหญ่และเป็นกลุ่มผู้ทรงความรู้กลับเหลือเพียงเขากับท่านตาที่เป็นสายเลือดเดียวกัน

 

       เขาเข้าใจแจ่มแจ้งถึงความรู้สึกของคนสูญเสียสิ่งที่รักว่าเจ็บปวดรุนแรงมากเพียงใด ยังจำวันที่มารดาต้องตายต่อหน้าต่อตาได้เป็นอย่างดี วันนั้นท่านตาของเขาก็อยู่ที่นั่น ต่างกอดร่างไร้วิญญาณนั้น ยังจดจำภาพวันบิดาหันหลังจากไป แม้ท่านยังมีชีวิตอยู่แต่กลับเหมือนไม่มี กลายเป็นคนที่ต่อให้เห็นหน้าก็ต้องทำเป็นไม่รู้จักกัน กระทั่งวันท่านสิ้นใจ คำบอกลาก็สิ้นไร้ ทิ้งไว้เพียงร่างไม่ครบส่วน ไม่อาจกราบไหว้ได้มากไปกว่าฐานะที่แสดงอยู่

 

       ทว่านั่นยิ่งกว่าเฉือนเนื้อ เฉือนหัวใจของเขาทั้งเป็น

 

       เขากลับมาช้าเกินไป ความรู้สึกยามได้เห็นอีกครั้ง...นั่นทำให้ทรงตัวแทบไม่อยู่ ถึงกับเข่าอ่อน ความรู้สึกยามประคองเนื้อหนังเย็นเฉียบและกระด้างจัดยังติดตรึงบนมือกับแขน แม้ตอนนี้ก็ไม่จางหาย ประหนึ่งอุ้มไว้ตลอดเวลา ยากสลัดได้

 

       ตลอดชีวิตที่ผ่านมา...ไม่อาจบรรยายถึงความทรมานที่ได้เผชิญ มันเป็นความขมขื่นเหลือทน ยิ่งชีวิตที่ต้องปกปิดตัวตน ไร้พี่น้องญาติสนิท รักสิ่งใดต้องสูญเสียสิ่งนั้นเสมอ ต้องเจ็บปวดร้าวรานหากผูกพันกับผู้ใดผู้หนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

 

       ไม่อาจใช้ชีวิตดั่งคนทั่วไป

 

       ฉะนั้นเมื่อได้พบกับอะเวรา เขาจึงจงใจห่างเหินแต่แรก ไม่เข้าใกล้ ไม่ยินดียินร้าย แต่ก็อดที่จะแกล้งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เช่นกัน เห็นทีไรก็อดนึกถึงสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ น่ารักน่าถนอมทั้งสองนั่นไม่ได้ทุกที อดนึกถึงเพื่อนรักวัยเยาว์ไม่ได้ทุกครั้ง

 

       เขารู้ดีว่าการปล่อยใจให้รักและผูกพันกับสิ่งใดแล้วต้องพลัดพราก นับเป็นความทรมานอย่างที่สุด ยิ่งเฝ้ารักเฝ้าถนอมแต่กลับกลายเป็นทำร้ายสิ่งที่ตนรักเสียเอง

 

       เด็กคนนี้น่าสงสาร เขาไม่อยากเป็นต้นเหตุ เช่นเดียวกับเป็นต้นเหตุให้คนที่เขารักหรือเคารพต้องตาย

 

       “หินเขียนแหลกคามือแล้วเจ้าข้า” เสียงเด็กน้อยดังทะลุโสต

 

       มือเล็กๆ กำลังแกะมือของเขา ปัดผงก้อนสีขาวลงในขันใส่เครื่องเขียน ใช้แขนเสื้อเช็ดให้ ก้มลงเป่าเศษผงที่ติดอยู่ มือเล็กๆ ปัดซ้ำอีกครั้ง เงยหน้ายิ้มแป้นจนเห็นฟันเกือบครบซี่

 

       เหมือน...เหมือนแมวขนฟูตัวน้อยๆ

 

       เหมือน...กระต่ายแสนซนน่ารักน่าถนอม

 

       เด็กน้อยคนนี้เป็นชีวิตเล็กๆ ที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก แต่ชะตาชีวิตกลับน่าสงสาร...ไม่ต่างจากเขา

 

       ทักขิเณดึงมือกลับ “ขอบใจ”

 

       รอยยิ้มใสซื่อนั้นมอบให้ บนแก้มซ้ายขวาใกล้มุมปากปรากฏรอยบุ๋ม

 

       เขาอยากยิ้มตอบ แต่ต้องหักใจ มอบให้ได้คือความนิ่งเฉย

 

       และยิ่งเห็น ก็ยิ่งเข้าใจหลายสิ่งเป็นอย่างดี

 

       เขาอยู่กับสำนักเรียน บ่มเพาะผู้มีสติปัญญาความสามารถไว้รับใช้บ้านเมือง มองหาและคัดเลือกเด็กทั้งหลายตั้งแต่ยังเยาว์ คนไหนมีแววดี หน่วยก้านดี ย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือ แม้บางทีบิดามารดาของเด็กยังมองไม่ออกด้วยซ้ำไป อาจมีบ้างที่ดูคนผิด แต่นับว่าน้อยนิดหากเทียบกับศิษย์ทั้งหมด

 

       การอยู่ในวังวนเพื่อคัดเลือกเฟ้นหาผู้ทรงปัญญา ซึ่งต้องพร้อมด้วยคุณธรรมในจิตใจ จึงติดความนิยมชมชอบเด็กฉลาดเฉลียวและมีลักษณะเช่นนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น

 

       ครั้นอะเวรามีคุณสมบัติครบถ้วน รู้ความ มากด้วยสติปัญญา แตกฉานทั้งพิชัยสงครามแม้อายุยังน้อยนัก ความจำดีเลิศ กตัญญูรู้คุณ อีกทั้งมองทีไรก็คล้ายเห็นเพื่อนรักตัวน้อยนั่นอีก ต่อให้เขาแสร้งไม่มอง แต่ก็อดใจแอบเหลือบมองไม่ได้ หรือต่อให้เปรียบว่าเดินผ่านไม่เหลียวแล แต่สุดท้ายก็ต้องวกกลับมายืนอยู่ตรงหน้า ขอแวะพูดคุยสักนิดสักหน่อยให้หายคันในหัวใจก็ยังดี ด้วยรู้ว่าคุณค่าของสติปัญญาในตัวบุคคลนั้นมีมูลค่ามหาศาลมากเพียงใด บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองหรือล่มจมก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ทั้งสิ้น ใช่พบกันง่ายๆ หมื่นคนจะพบหนึ่งคนยังยาก

 

       แล้วเจ้าตัวเล็กนี่ยังยิ้มจนแก้มบุ๋มให้อีก มอบรอยยิ้มบริสุทธิ์แก่เขา แม้ไม่สวยงามน่ารักเลิศเลอกว่าผู้ใด ไม่ต้องดีเลิศวิจิตรบรรจงกว่าสิ่งไหน ไม่ต้องเปรียบเทียบกับบุคคลขึ้นหิ้งคนใด ขอแค่เป็นเช่นนี้ เห็นแล้วชื่นใจ สบายใจ อยู่ใกล้แล้วยิ้มได้ ฉลาดเป็นกรด ช่างพูดช่างคุย เป็นสุขเล็กๆ เมื่อเจ้าตัวน้อยคอยวนเวียนเคียงข้าง เขาจึงค้นพบคำตอบของความรู้สึกแปลกๆ เมื่อถูกอะเวราจ้องมองก่อนนั้น

 

       เขากลัว

 

       กลัวมาก

 

       กลัวทุกสิ่ง

 

       กลัวใจตัวเอง

 

       กลัวความโชคร้ายที่เด็กอาจพบเจอไม่ว่าเรื่องใด โดยมีต้นเหตุจากเขา

 

       ยิ่งเด็กน้อยตรงหน้ามีข้อดีให้เห็น เป็นคนที่มหาปราชญ์แห่งแดนเหนือฝากฝังไว้อีก ต่อให้ไม่อยากมอบความเมตตาใดๆ ไม่อยากเอ็นดู แต่ใจลึกๆ กลับรู้สึกผิดและเสียดายความสามารถที่ควรส่งเสริม...ตามนิสัยของเขาที่เห็นผู้มีสติปัญญาดีก็อยากให้ดียิ่งขึ้น มีความสุขเมื่อเห็นเด็กเหล่านั้นเจริญปัญญามากขึ้น มีความสามารถเพิ่มขึ้น เก่งกาจยิ่งขึ้น ซึ่งยากแก้ได้ ครั้นพบอะเวรา จึงยากทิ้งขว้างโดยไม่ทำสิ่งใด ยากมองข้าม ยากปล่อยผ่าน ไม่นับกับที่รับปากไว้อีก แต่จะให้เข้าใกล้ มอบความเอ็นดูเกินขอบเขต เขาก็ไม่ต้องการเช่นกัน

 

       เขาสับสน ยากวางตัว

 

       เขาไม่ใช่คนดีมือสะอาดมาแต่ไหนแต่ไร ฉากหน้างดงามก็จริงอยู่ แต่ฉากหลังไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่ใครเห็น ฆ่าได้...ฆ่า ทรมานเพื่อรีดข้อมูลด้วยวิธีเลวทรามก็ทำประจำ หลอกล่อคนกว่าครึ่งเมืองให้มาติดกับแล้วทำลาย...เขาก็ทำ หากนั่นทำให้งานของเขาบรรลุเป้าหมาย บ้านเมืองของเขาปลอดภัย ชาวมิถิลานครกินอิ่มหลับสบาย ยินดีแบกสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการส่งเสริมผู้อื่นให้ประพฤติปฏิบัติดีก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเช่นกัน ทว่ากับอะเวรา...จะให้เอาชีวิตเด็กคนนี้มาพบจุดจบเลวร้ายเพราะเขาเป็นต้นเหตุ กลับลำบากใจ สำคัญยิ่งคือเขาไม่ต้องการเผชิญคำสาปแช่งเหล่านั้นอีกแล้ว

 

       เป็นเพียงคนรู้จัก อยู่ในฐานะมีเหตุต้องช่วยเหลือเท่านั้น ช่วยได้เท่าที่ช่วยบอกย้ำตนเอง

 

       ครั้นเหลือบเห็นเจ้าตัวเล็ก ในใจที่พยายามบังคับให้สงบนิ่ง กลับเริ่มสับสนอีกระลอกหนึ่ง

 

       เขาควรทำเช่นไร

 

       หากอะเวราขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งคงตัดใจง่าย เช่น...โง่กว่านี้อีกสักหน่อย หรือไม่มีลักษณะเหมือนเจ้าตัวน้อยขนฟูน่ารักทั้งสองนั่น

 

       คุณพระคุณเจ้า!

 

       เขากลัวจริงๆ กลัวจะใจอ่อน กลัวจะเมตตาอะเวราเกินขอบเขตที่ได้ตั้งไว้ กลัวกำแพงที่ป้องกันความรู้สึกใดๆ พังทลาย นั่นอาจทำให้เรื่องยิ่งเลวร้ายลง ชีวิตของเด็กคนหนึ่งอาจพลิกผัน พบจุดจบน่ากลัวเพราะเขา แม้แต่คนผู้นั้นที่ใจแข็งดั่งหินยังไม่อาจละทิ้งอะเวรา แล้วเขาจะนับเป็นตัวอะไรได้ แค่เพียงไม่นานที่รับตัวไว้ดูแล หลายอย่างก็เริ่มส่อแวว ว่าจุดจบของอะเวราอาจไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

 

       หน้าที่คือหน้าที่ รับปากคือรับปาก ไม่มีสิ่งใดให้มากกว่านั้นทั้งสิ้นย้ำเตือนตนเองอีกครั้งหนึ่ง

 

       “นอนพัก เก็บแรงให้มากเถิดเจ้า ศัตรูของเรามาถึงถิ่นแน่แท้” บอกแค่พอได้ยิน บ่ายหน้าไปอีกทาง ไม่มองเด็กหญิง ฉุดรั้งตนเองให้ขบคิดตรึกตรองถึงความน่าจะเป็นเพื่อเตรียมรับมือกับผริตตะวาโดยไว

 

       ทว่าใจลึกๆ ก็ยังวนเวียน

 

       เจ้าตัวเล็กข้างๆ ก็ยังก่อกวนจิตใจ

 

       แต่เขายังหวาดผวา กลัวความสูญเสีย เกลียดชังความเจ็บปวดเมื่อต้องพรากจากไม่ว่าจะรูปแบบไหน รู้ดีว่าความรู้สึกเช่นนั้นน่ากลัวมากเพียงใด ต่อให้พยายามทำใจว่าต้องเผชิญ ยากหลีกพ้น แต่คราใดความสูญเสียโถมซัด เขากลับไม่อาจปล่อยวางความรู้สึก ยากโกหกว่าด้านชา แม้กลบเกลื่อนทางสีหน้าแววตาหรือกิริยาท่าทางทางร่างกายได้แนบเนียนก็จริงอยู่ แต่ในใจนั้นด่าวดิ้น...กระอักโลหิตหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดไปนานแล้ว จะเลิกคิด เลิกหักห้ามความเสียใจอย่างไรกลับไม่อาจทำได้ ไม่อาจลืมความรู้สึกเช่นนั้นได้เร็ววัน

 

       นี่คือจุดอ่อนของเขา

 

- * - * - * - * -

 

       เด็กหญิงมองสหายท่านครู เขานิ่งเงียบ ยากรู้ว่าคิดสิ่งใด แต่จากเหตุการณ์หินเขียนแหลกคามือ คงไม่ใช่เรื่องดีนัก

 

       อะเวรามองตามสายตาของท่านวันทะนะ ไม่พบสิ่งใดนอกจากฝาระเบียงเรือนหลังนี้กับเหล่ายอดไม้เขียวชอุ่มเป็นพุ่มมโหฬาร

 

       เขาคงไม่เหม่อลอยหรือมองอย่างไร้จุดหมายแน่นอน น่าจะกำลังขบคิด หรือเตรียมรับมือคนพวกนั้น เพราะนั่นเป็นทิศเดียวกับที่เรือนหลักตั้งอยู่

 

       “เมื่อดาบพาดคอเจ้า ยามไร้แรงต่อสู้ เจ้าจักทำเยี่ยงไร” เขาถาม แต่ไม่ยอมหันมา

 

       “ทำให้ดีที่สุดเท่านั้นเจ้าข้า”

 

       “ทำให้ดีที่สุดเช่นไร” น้ำเสียงคล้ายรำคาญที่ได้คำตอบไม่ถูกใจ “อย่าได้เอ่ยเยี่ยงผู้มิได้ไตร่ตรอง”

 

       เด็กหญิงหยุดกึก อ้าปากพะงาบๆ ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบไปว่า “ระ...รีบอ้อนวอน ร้องขอชีวิตทันที ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ ขอแค่รอดตาย วันใดเติบใหญ่แข็งแกร่งพอ ค่อยเรียกศักดิ์ศรีคืนแก่ตน ขณะเดียวกันเร่งหาจุดอ่อนศัตรู ฆ่ามันในวันที่มันพลั้งเผลอ ศัตรูตายแล้วย่อมไม่มีผู้ใดเอาเรื่องน่าอายมาพูดอีก ก็นับว่ารักษาเกียรติของตนไว้ได้ มินับว่าขลาดเขลานักเจ้าข้า”

 

       “ดียิ่ง” เขาค่อยๆ หันมา รอยยิ้มนั่นแฝงความห่างเหิน คล้ายไม่รู้จักกัน ประดุจเพชฌฆาต น่ากลัว “หากเบื้องหน้า เจ้ารับใช้นายของเจ้า แต่ต้องเป็นศัตรูกับข้า เจ้าจักทำเช่นไร”

 

       ขนทั่วกายของเธอลุกชัน ค่อยๆ ขยับถอย เมื่อเขาเริ่มขยับตัวเข้ามาหา

 

       อะเวราไม่เคยพบกลิ่นอายเช่นนี้ของเขามาก่อนอำมหิตจนทำให้สะท้านไปหมด เย็นเยือกทั่วแผ่นหลังโดยมิทราบสาเหตุ เร่งคิดถึงสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายอารมณ์แปรเปลี่ยนทันใด

 

       จะเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้หินเขียนแหลกคามือนั่นหรือไม่

 

       แต่เขาจะเสียสติตอนนี้ไม่ได้ เธอยังเล็กนัก จะมีปัญญาอะไรไปต่อสู้กับเขา

 

       “มะ...มิได้” เธอตอบไม่ทันจบประโยค ลำคอก็ถูกรวบไว้ด้วยมือเดียวของสหายท่านครูจนหงายหลัง ถูกกดลงกับพื้น ศีรษะกระแทกหมอน ซึ่งเดิมไม่ได้อยู่ตรงนี้ จึงไม่รู้สึกเจ็บนัก เขาคงจัดการเป็นแน่แท้

 

       แต่เขาทำให้เธอกลัว

 

       หัวใจของเด็กน้อยเต้นแรง รัวเร็ว ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ในศีรษะมีแต่เสียงหึ่งๆ หายใจไม่ออก ลำคอคล้ายถูกของแข็งกด ดีดดิ้นอย่างไรก็ไม่อาจขยับได้

 

       เธอกลัวจนตัวสั่น

 

       เขาเผชิญเรื่องใด ไม่พอใจเรื่องใด เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ น้ำเสียง สีหน้าแววตานี่อีก ไม่ใช่คนที่เธอเคยรู้จัก

 

       เด็กน้อยไอโขลกแต่ไร้เสียง รู้สึกหนาวเยือกถึงแผ่นหลัง หนาวเข้าไปในอก พยายามตีแขนของเขา กลิ่นอายสังหารเช่นนี้ เขาเก็บจนมิดชิดได้อย่างไร ครั้นเปิดเผยก็ทำให้คนหนาวสะท้านได้มากมายถึงเพียงนี้เชียว

 

       เขาเป็นของจริง!’

 

       เธอเชื่อเลยว่าหากเขาคิดจะโหดเหี้ยมขึ้นมา ต้องลงมือน่ากลัวยิ่งกว่าทหารรับจ้างพวกนั้นยามฆ่าศัตรูแน่นอน

 

       “แค่นี้ เจ้าก็ตายโดยมิทันได้ร้องขอแล้ว...อะเวรา”

 

       เธอเชื่อแล้วๆ

 

       โฮ~

 

       เด็กหญิงร้องไห้ดังลั่นเมื่อเขาปล่อยมือ จนต้องรีบยกมือปิดปากตนเองเอาไว้ ไม่กล้าทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดจนอาจกลับมาหักคอเธอจริงๆ เพราะแค่มือข้างเดียวของเขากดไว้ตรงเหนืออกในตอนนี้ เธอก็แทบขยับไม่ได้ ขืนมาครบสองมือ...เธอตายแน่

 

       เขาพูดเสียงเย็น “ขึ้นชื่อว่าศัตรู เป็นอริ ย่อมลงมือทันใด มิปล่อยให้เจ้าได้เอ่ยปากขอชีวิตดอก”

 

       เด็กน้อยสะดุ้งเกร็งเมื่อฝ่ามือสากระคายแนบใบหน้า จนเหมือนมีเปลือกไม้หยาบๆ ถูเบาๆ

 

       เขาเช็ดน้ำตาให้หรอกหรือ

 

       อีกฝ่ายก้มลงมา “ผริตตะวาอยู่ในจวนแห่งนี้” เสียงเบามาก

 

       อะเวราขนลุกชัน ดวงตาเบิกกว้าง ตัวสั่นหนักกว่าเดิม

 

       “ที่เอ่ยย้ำเรื่องเจ้าต้องเป็นปราชญ์ประจำกองทัพ ก็เพื่อให้ผริตตะวาได้ยิน เจ้าจักได้รับการคุ้มครองเมื่อข้าต้องจากไกล แลพวกนั้นคงหาทางทดสอบตัวเจ้า แลตัวข้า ในยามใดยามหนึ่ง เร็วนี้เป็นแน่”

 

       เด็กหญิงพยักหน้าหงึกๆ นอนนิ่งไม่ไหวติง แต่มือยังปิดปาก เกร็งจนแทบปัสสาวะราด

 

       “ทะ...ท่าน ทะ...ทดสอบ อะเวราหรือเจ้าข้า” ให้เสียงลอดนิ้วมือ ถามเพื่อความแน่ใจ

 

       นั่นทำให้โดนดีดหน้าผากหนึ่งที จนต้องลูบป้อยๆ

 

       “ท่านทราบได้เยี่ยงไรเจ้าข้า” ถามเขา เบาจนแทบไม่ได้ยิน

 

       “วันหนึ่ง...เจ้าจักพบคำตอบนี้” ตอบด้วยความดังระดับเดียวกัน

 

       “ให้ความกระจ่างเลย มิได้รึเจ้าข้า”

 

       เขายิ้มให้เล็กน้อย แต่มีความหมายว่าปฏิเสธ “เจ้าจักขอบคุณข้า...ที่มิได้แถลงไข” เขามองไปยังทิศหนึ่ง “ไว้วันใดเจ้าได้คำตอบด้วยตนเอง จักซาบซึ้งต่อข้าเป็นแน่แท้ แลจงเรียนรู้ การอดทนรอคอย การเผชิญความหวาดหวั่น รู้หลบรู้หลีก เป็นพื้นฐานสำคัญของปราชญ์ เจ้าต้องมี...มีให้มาก”

 

       ได้แค่พยักหน้ารับ ไม่มีก็ต้องมีแล้ว

 

       หรือแท้จริง นี่คือความหมายของประโยคเจ้าโชคดี ฤๅโชคร้ายกันแน่ของเขาหรอกหรือ

 

       ท่านวันทะนะถอยไปนั่งที่เดิม

 

       เด็กหญิงเหลือบมองหน้าผากตนเอง ลูบคอไปด้วย ก่อนจะแอบคลานตามไปอยู่ใกล้ๆ ไม่งอแง นอนนิ่งๆ เงียบๆ นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาเขา และนั่นจึงสังเกตเห็นว่าเขาถอนหายใจ ไม่มีกลิ่นอายอำมหิตอีกแล้ว

 

       เธอแอบลูบลำคอ เขามือหนักมาก และเชื่อว่าคงยั้งมือไว้ มิฉะนั้นคงเจ็บกว่านี้

 

       “นี่คงมิใช่โชคดีของอะเวราแล้วเจ้าข้า” บอกเขาไป นึกน้อยใจในโชคชะตา ก่อนนั้นไม่รู้ว่าผริตตะวามาถึง หากรู้สักนิดว่าความหมายของเขาคือเรื่องไหน คงไม่นิ่งนอนใจ

 

       และที่อดน้อยใจไม่ได้ ก็ท่านหมีที่อยู่ข้างๆ เอะอะก็ลงไม้ลงมือกับเธอเรื่อย บอกสอนดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องขุดพฤติกรรมเดิมมาใช้ โชคดีที่ไม่มีไม้อยู่ใกล้มือ มิฉะนั้นเขาคงคว้ามาฟาดเธอรัวๆ แล้วกระมัง

 

       อะเวราเช็ดน้ำตาอีกที ขดตัวแบบเกร็งๆ จะให้ห่างเขาก็รู้สึกไม่ปลอดภัย จำต้องอยู่ใกล้อีกฝ่ายเช่นนี้

 

       ต่างฝ่ายต่างเงียบ

 

       เงียบอยู่นาน

 

       และยังไม่ทันได้ขยับไปไหน เสียงพูดคุยกับเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งก็แว่วมา

 

       “ขออนุญาต เก็บกวาดรอบเรือนเจ้าข้า” เสียงของบ่าวชายดังบอก แฝงไว้ด้วยความเกรงใจอักโข ทั้งที่ประตูเรือนก็ยังปิดไว้ ต้นเสียงบอกชัดว่าไม่อยู่ใกล้สักนิด

 

       คนตัวโตก้มมองเธอ รอยยิ้มที่เห็นตอนนี้ดูร้ายกาจ เจ้าเล่ห์ และดูสมใจไม่น้อย

 

       เขาสมใจเรื่องใด?

 

       “พร้อมรับมือรึไม่...อะเวรา”

 

- * - * - * - * -





   

   

   
   
   
   
 


 ----------------------------------------------------------------------


ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจของผู้เขียน 'สุชาคริยา'

                                           


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

107 ความคิดเห็น