Love Blooms From Within (Kyunta / Binguk/ Nohtaedong)

ตอนที่ 9 : Chapter 09 : Insomnia (Prologue)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    31 ส.ค. 61

::: CHAPTER 09 :::

 

 

#lbfwjbj

 

 

::: INSOMNIA :::

 

 

*

 

 

MAMAMOO : HI HI HA HE HO

 

 

 

 

 

When I met you, my life has no more sorrow

เมื่อผมได้พบคุณ ชีวิตผมก็ไม่มีความโศกเศร้าอีกเลย

 

 

 

เป็นอีกหนึ่งวันที่ค่อนข้างเหนื่อยล้าสำหรับนักศึกษาศิลปะการแสดง เขาได้ขอลาเจ้าของร้านหนังสือไปทำธุระที่มหาลัยเพื่อไปยื่นเอกสารทำเรื่องในมหาลัย คิมแทดงได้ก้าวเข้าสู่ชั้นปีที่สามเช่นเดียวกับบาริสต้าประจำคาเฟ่ร้านตรงข้ามร้านหนังสือเป็นเสมือนบ้านหลังใหม่ของเจ้าตัว


เขาเดินออกมาจากร้านหนังสือแล้วตรงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด ในระหว่างทางที่กำลังจะเดินไปก็ดันสะดุดเข้ากับใครบางคนที่ตัวสูงกว่าเขาพอสมควร


ขอโทษนะครับเอ้าฮยอนบิน?” แทดงมองคนตัวสูงด้วยสีหน้ากึ่งประหลาดใจกึ่งดีใจ


ขอโทษครับเอ้า แทดง!?” ฮยอนบินเองก็ประหลาดใจไม่ต่างกันเมื่อรู้ว่าเพื่อนของตนอยู่ดีๆก็มาอยู่แถวนี้ทำเป็นไงบ้างมึง สบายดีมั้ย


ก็…” แทดงไหวไหล่เหมือนกับว่ามันเป็นปัญหาเรื่องเดิมๆที่เพื่อนตัวสูงรู้ดี “…จะว่าดีก็ดีอ่ะ แต่ก็เจอปัญหาเรื่องเดิมๆว่ะ


อีกแล้วหรอวะ แล้วคราวนี้มึงทำยังไงอ่ะ


กูหนีออกมาเลยเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย


มันรุนแรงมากขนาดนั้นเลยหรอแล้วทำไมมึงถึงไม่โทรหากูล่ะ


กูลืมเบอร์มึงอ่ะดิ…" แทดงพูดออกมาตามจริงอยากโทรหามึงมากเลยนะ แต่ตอนนั้นกูก็โทรหามึงก็ไม่ติด ตอนนั้นก็โทรหาแต่เพื่อนในสาขา ไม่ได้นึกถึงมึงเลย มึงเปลี่ยนเบอร์ใหม่หรอ


เออ เปลี่ยนเบอร์ใหม่พอดี เลยไม่ได้เมมเบอร์ใครเอาไว้เลย ว่าแต่ตอนนี้มึงอาศัยอยู่ที่ไหนอ่ะ?” ฮยอนบินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงในตัวเพื่อนรุ่นเดียวกัน


ร้านหนังสือหัวมุมอ่ะเจ้าตัวตอบแล้วชี้ไปยังซอยเจ็ด ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเขาที่กำลังยืนคุยกับเพื่อนตัวสูงที่ซอยสี่มึงรู้จักป่ะ?”


รู้จักดีเลยแหละ ก็กูทำงานเป็นบาริสต้าเสริมที่คาเฟ่ตรงข้ามอ่ะฮยอนบินยกยิ้มอย่างภูมิใจดีแล้ว ที่มึงอยู่แถวนี้ ที่นี่ค่อนข้างโอเคเลย มีครบแทบทุกอย่างภายในตัว


อืม ก็จริงแหละ เออ กูขอตัวก่อนนะ ต้องไปยื่นเอกสารที่มหาลัยอ่ะแทดงว่าพร้อมกับโบกมือลาเบาๆเจอกัน


เอ้อ เดี๋ยวมึง ที่คณะเค้าไม่เคร่งเรื่องแต่งตัวหรอวะ?” ฮยอนบินถามเมื่อมองเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันใส่ชุดลำลองสุภาพ


จริงๆก็ต้องใส่ชุดนักศึกษาอ่ะ แต่กูอาจจะอ้างว่าย้ายที่อยู่ เลยยังไม่สะดวก


เออ โอเค ถ้ามีปัญหาอะไรมึงก็บอกกูละกันฮยอนบินพยักหน้าเออออตามแต่มึงยังไม่มีเบอร์กูนี่หว่าร่างสูงหยิบกระเป๋าเงินของเจ้าตัวออกแล้วยื่นนามบัตรตัวเองไปให้ในนี้มีเบอร์ใหม่กูอยู่ แอดไว้แล้วโทรมาก็ได้ ไม่ก็คาทกมาก็ได้


เออ ขอบใจมากมึงแล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ร่างสูงก้าวขายาวๆของตนตรงไปยังคาเฟ่ซอยเจ็ดที่เป็นร้านประจำของเขสา ส่วนแทดงก็แยกตัวไปส่งเอกสารของตนที่มหาวิทยาลัยต่อ


เรื่องมันมีอยู่ว่าทั้งสองคนเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ตอนมัธยมต้นแล้วมาแยกห้องกันตอนมัธยมปลาย จนถึงจบมัธยมปลายทั้งสองก็ยังติดต่อกันอยูที่เพราะความสัมพันธ์ที่แน่นเหนียวของความเป็นเพื่อนที่สนิทกันมานานหลายปี พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ดันเข้าคณะเดียวกันแต่คนละสาขา แทดงเป็นคนที่สนใจและรักในการแสดงและการเต้นมากจึงเข้าเรียนต่อในสาขาศิลปะการแสดง ส่วนฮยอนบินก็เข้าเรียนต่อในสาขาภาพยนตร์และภาพนิ่งเพราะชอบถ่ายรูป แต่เอาเข้าจริงๆพวกเขาก็แทบจะไม่ค่อยได้เจอกันหรอก เพราะต่างคนก็ต่างก็ไม่ค่อยว่างกันเสียเท่าไหร่นอกจากจะเจอกันเฉียดๆ แถมเพื่อนร่างสูงก็หนึ่งคนที่รู้เรื่องปัญหาภายในครอบครัวของเขาได้ดีที่สุดคนหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แทดงหนีออกมาค้างบ้านเพื่อนตัวสูงอยู่เป็นสัปดาห์เลยเนื่องจากปัญหางี่เง่าที่เขาทนไม่ได้กับคนที่บ้าน จนถึงปัจจุบันนี้เขาคิดว่าเขาควรจะออกมาแล้วไม่กลับไปยังบ้านของเขาอีก


.


.


.


ไม่ว่าจะหมดหนทางหรือยังไงก็ตาม เขาก็จะไม่กลับไปเด็ดขาด

 

 

 

 

 

“กลับมาแล้วคร้าบ”


เสียงของแทดงดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นมาพอดี มือหนาข้างหนึ่งถือถุงดระดาษสีน้ำตาลแนบลำตัวเข้ามาด้วย


“อาหะ” เจ้าของร้านเช่าหนังสือขานรับโดยไม่ยอมเหลือบไปมองลูกมือของตน


“ทานอะไรยังครับ?” คนพี่ส่ายหน้ากลับมาแทบจะทันทีพร้อมกับที่คนน้องก้มมองดูนาฬิกาข้อมือของตนบอกเวลาบ่ายสองโมง “ทั้งวันนี้ยังไม่ได้กินเลยเหรอครับ?”


“อือ... พอดีเผลอหลับยาวไปหน่อยตอนพักอ่ะ...” คนพี่ขยี้ตาเล็กน้อยภายใต้กรอบแว่น


“ผมซื้อข้าวมาจากมหาลัยอ่ะ กินกันเถอะครับ” คนน้องเอ่ยชวนแล้วเดินตรงไปยังครัว เปิดกล่องข้างผัดกิมจิสีส้มออก ควันของความร้อนของข้างผัดยังลอยออกมาเล็กน้อยส่งกลิ่นหอมออกมา ร่างสูงจัดการเปิดกล่องข้าวผัดทั้งสองกล่องแล้ววางไว้บนโต๊ะทานอาหารในครัว “พี่แทฮยอน มากินข้าวเถอะครับ”


“นายเอามาไว้หน้าคอมได้มั้ยอ่ะ” คนพี่ที่จ้องหน้าจอคอมมาครึ่งค่อนวันเอ่ย


“ไม่เอาสิครับ พี่มาทานในนี้ดีกว่า เดี๋ยวข้าวหกอะไรหกลงคอมพิวเตอร์จะทำยังไงล่ะ” คนน้องเดินมากระตุกมือคนพี่เบาๆให้ผละออกจากหน้าจอคอม กึ่งลากกึ่งจูงคนตัวเล็กให้ลงมานั่งกินดีๆในห้องครัว วางแก้วน้ำดื่มเย็นๆให้แล้วนั่งลงตรงข้ามกัน จ้องมองรอดูคนพี่กินอย่างตั้งอกตั้งใจ


“ข้าวผัดกิมจิหรอ?” คนพี่ถามพลางทำหน้าตาเหมือนกระรอกใส่คนน้อง


“ครับ เป็นร้านประจำผมเลยนะ” คนน้องตอบยิ้มๆอย่างภูมิใจ “ลองชิมดูก่อนก็ได้ครับ”


คนพี่ก้มลงมองข้าวผัดสีส้มตรงหน้ากับควันลอยต่ำๆอยู่ครู่หนึ่งแล้วใช้ช้อนตัดขึ้นมาชิมคำหนึ่งดู ปากเล็กๆเคี้ยวข้าวตุ้ยๆก็ดูน่ารักไปอีกแบบสำหรับแทดง ชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าทางกายภาพที่ดูเหมือนกับเด็กห้าขวบในสายตาของแทดง ทั้งท่าทางการกิน ทั้งขนาดตัวเล็กๆ ทั้งความดื้อเงียบที่ไม่ยอมดูแลปากท้องตัวเองให้ดี


“เป็นไงบ้างครับ?”


“...” เจ้าตัวยังคงเคี้ยวอยู่พักหนึ่งก่อนจะนึกคำตอบออกมา


“...”


“ก็อร่อยดีแหละ”


คนพี่ว่าแล้วตักข้าวผัดเข้าปากอีกคำหนึ่ง ใบหน้าน่ารักมีแววของความสุขเล็กๆปรากฏขึ้นมาจากแววตาภายใต้กรอบแว่น คนน้องที่ลอบมองอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ การที่มองดูใครสักคนมีความสุขอยู่ตรงหน้ามันก็ดีเหมือนกันนะ


“ไม่ต้องรีบกินก็ได้ครับ”


คนน้องเอ่ยแล้วใช้นิ้วมือหยิบเศษข้าวจากมุมปากของคนพี่ขึ้นมาใส่ปากของตน การกระทำที่ไม่ได้คิดอะไรมากของคนน้องกลับทำให้คนพี่รู้สึกแปลกๆขึ้นมาครู่หนึ่ง เหมือนกับพล็อตในนิยายหลายๆเรื่องที่เขาเคยอ่าน ไม่มีใครคนไหนจะทำแบบนี้หรอกนอกจากคนคนนั้นจะเป็นคนรักกัน แต่นี่เขาพึ่งรู้จักกับคนตรงหน้าได้ไม่ถึงสัปดาห์ แถมยังอยู่ในสถานะของเจ้าของบ้านกับผู้อยู่อาศัย/ลูกจ้างกับนายจ้างเสียด้วยซ้ำ


“นี่ มันติดปากฉันไปแล้วนะ ไม่กลัวเรื่องสกปรกหรือไง”


“ไม่นะครับ มันก็แค่มุมปากไม่ใช่หรอ แถมมันก็เป็นของกินอ่ะ ไม่เห็นน่ากลัวเลย” คนน้องกะพริบตาสองสามครั้งทำหน้ามึนเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความใจดีของเจ้าตัวมันทำให้โนแทฮยอนเริ่มคิดไปเอง


.


.


.


คิดไปเอง ว่าเด็กคนนี้เป็นคนร้ายกาจ ทำใจเขาเต้นได้ทั้งๆที่ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน


“กินต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมไปจัดหนังสือต่อ” คนน้องยิ้มแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวผัดกิมจิต่อ ปล่อยให้เขานั่งใจสั่นกับคนตรงหน้าทั้งๆที่วันนี้เขาไม่ได้ดื่มกาแฟ และภาพในหัวที่ยังคงวนเวียนในหัว มันก็ช่างติดตาเขาเหลือเกิน...

 

 

 

 

 

นอนไม่หลับ... นี่คือความคิดของแทฮยอน


ใบหน้าน่ารักและอ่อนเยาว์กว่าอายุของเขาจ้องมองเพดานห้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ นาฬิกาเพดานบอกเวลาตีหนึ่งพอดี เขาชักจะไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขานอนไม่หลับ เพราะเขาเผลองีบไปเกือบสองชั่วโมงในตอนบ่าย หรือเป็นเพราะข้าวผัดกิมจิที่แทดงเอ่ยชมนักชมหนาจะใส่ยาอะไรรึเปล่า พอคิดไปมันก็คงเป็นอะไรที่โคตรไร้สาระ หรือจะเป็นเพราะภาพในหัวที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวกันแน่


พลิกท่านอนไปมาอยู่หลายท่าก็ไม่เจอความสบาย รวมถึงไม่มีวี่แววว่าจะหลับลงง่ายๆ หัวใจดวงน้อยๆเต้นไม่เป็นจังหวะ แถมยังเต้นแรงและถี่มากขึ้นเรื่อยเมื่อภาพในห้วงความคิดยังคงอยู่


“อา! บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยย!!” คนพี่สบถออกมาแล้วลุกขึ้นนั่งพิงเตียงอย่างหัวเสีย มือเล็กยีหัวตัวเองจนเส้นผมไม่เป็นทรง คนน้องที่อาจเป็นสาเหตุหลักที่นอนอยู่บนโซฟาเผลอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงสบถของคนพี่


“เป็นอะไรหรอครับ~” คนน้องตื่นขึ้นงัวเงีย ขยี้ตาเบาๆแล้วมองมายังคนพี่ที่นั่งขมวดคิ้วเป็นปมเพราะนอนไม่หลับเสียที “นอนไม่หลับเหรอครับ”


“อืม...” คนพี่เบะปากแล้วมองด้วยสายตาหงุดหงิดมาที่เขา แทดงอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาคือสาเหตุหลักที่มำให้อีกคนนินไม่หลับรึเปล่า


“เครียดหรอครับ?”


“เปล่า”


“คิดมากรึเปล่าครับ”


“เปล่า!”


“หงุดหงิดรึเปล่า...”


อือ... นอนไม่หลับอ่ะ ไม่รู้ทำไม”


 “งั้นเดี๋ยวผมลงไปหาอะไรให้พี่ดื่มแล้วกัน พี่จะได้นอนหลับ”


คนน้องเอ่ยแล้วเดินลงไปชั้นล่าง หยิบขิงและน้ำผึ้งขึ้นมาพร้อมกับนมในตู้เย็นหนึ่งขวดกลางขึ้นมา อุ่นนมให้อุ่นแล้วเทขิงสับละเอียดลงไปพร้อมกับน้ำผึ้งอีกสี่ช้อนโต๊ะลงในหม้อนมอุ่น เทนมอุ่นสีเหลืองนวลลงในเหยือกแก้วแล้วคนเล็กน้อย นมอุ่นขิงน้ำผึ้งหอมๆสีเหลืองนวลส่งกลิ่นหอมอ่อนๆลอยใกล้เข้ามาในห้องนอนเรื่อยๆจนคนที่นั่งหงุดหงิดอยู่ได้กลิ่นหอมๆของมัน


“พี่...” มือหนายื่นเหยือกแก้วที่มีของเหลวสีเหลืองนวลให้คนที่นอนไม่หลับบนเตียง “ดื่มก่อนนะครับ จะได้หายหงุดหงิด”


“อะไรอ่ะ...” คนพี่มองด้วยความสงสัย แต่หัวคิ้วกลับมันเป็นผม


“นมขิงน้ำผึ้งน่ะครับ ผมไม่รู้ว่าพี่ชอบขิงรึเปล่า เลยใส่มาไม่เยอะเพราะกลัวว่ามันจะฉุนเกินไป ผมเลยใส่น้ำผึ้งไปเยอะหน่อย” คนน้องยื่นให้คนพี่แล้วมองดูคนพี่ดื่มมันที่ละนิดๆ


“อืม ขอบใจ...”


“หงุดหงิดผมเรื่องอะไรหรอครับ บอกผมได้ไหม?”


“...”คนพี่นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย “ไม่มีอะไรแล้วล่ะ... แค่หงุดหงิดเรื่องนอนไม่หลับเฉยๆ”


“ไม่ได้หงุดหงิดเรื่องที่ผมกึ่งบังคับพี่ใช่ไหม”


“เปล่า ไม่ได้หงุดหงิดเรื่องนั้นเลย... แต่ฉันหงุดหงิดเรื่องที่นาย...”


“ครับ?” คนน้องสงสัยเลิกคิ้วขึ้น “ผมทำอะไรหรอครับ?”


“ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก นายไปนอนเถอะ” คนพี่เอ่ยไล่คนน้องให้ไปนอนที่โซฟาของตน วางแก้วเปล่าลงข้างกายแล้วค่อยๆล้มตัวลงนอนตามเดิม


“งั้น... ฝันดีนะครับ”


คนที่ไม่รู้อะไรเลยเอ่ยบอกฝันดีแล้วเดินกลับไปนอนที่โซฟาตัวยาวตามเดิม ไม่นานนักเสียหายใจสม่ำเสมอของคนน้องก็ดังขึ้น คนพี่ที่ยังไม่หลับดีนึกย้อนถึงคำพูดสุดท้ายของอีกคนไปเรื่อย คนเราเขาจะบอกฝันดีกันต้องอยู่ในสถานะไหนกันนะ... นอกจากพ่อแม่ของเขา ก็แทบจะไม่มีใครบอกเขาว่าฝันดีอีกเลยจนกระทั่งเด็กวัยยี่สิบเอ็ดที่นอนอยู่บนโซฟานี่และที่บอกเขาฝันดี นอกจากจะรู้สึกแปลกกับการกระทำเมื่อตอนบ่ายแก่แล้วๆ กลางดึกแบบนี้เขายังต้องรู้สึกใจเต้นกับคำพูดไม่คิดอะไรแบบนี้อีกหรอ...


.


.


.


คำว่าฝันดี... ต้องเป็นคนพิเศษแค่ไหนกัน ถึงจะพูดคำแบบนี้ออกมาได้...

 

 

 

 

 

และสุดท้ายเขาก็นอนไม่หลับอยู่ดี...


คนตัวเล็กนั่งพิงหลังเตียงจ้องมองคนน้องที่นอนหลับสนิทไปแล้ว นั่งคิดทบทวนอะไรไปเรื่อยกับสิ่งที่เจ้าตัวกำลังประสบพบเจอ ทำไมคนเราที่พึ่งรู้จักกันไม่ถึงสัปดาห์ถึงต้องทำดีให้กันขนาดนี้ ทั้งๆที่พวกเขาสองคนเริ่มต้นด้วยสถานะคนแปลกหน้าแท้ๆ แถมเขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างผ่านอะไรมาเยอะพอสมควร มีประสบการณ์จากการอ่านหนังสือมาหลายร้อยหลายพันเล่ม แต่กลับด้อยประสบการณ์กับคนที่เข้ามา ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเก็บตัว แต่เขาแค่รู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไหร่กับการที่ใครก็ไม่รู้มาทำดีด้วย


คำถามมายภายในหัวของเขาค่อยๆผุดขึ้นมาเรื่อยๆเมื่อยิ่งมองคนเด็กกว่าที่นอนอยู่บนโซฟา คนเราต้องรู้จักกันนานแค่ไหนถึงทำดีให้แบบนี้ คนเราต้องรู้จักกันนานแค่ไหนถึงสามารถถึงมองเขาด้วยสายตาและรอยยิ้มที่อบอุ่น ระยะเวลามันสำคัญมากน้อยแค่ไหนกับการที่ใครคนหนึ่งจะชอบใครซักคน... คำตอบพวกนี้ไม่มีใครสามารถตอบได้หรอกนอกจากตัวเขาเอง เพราะถ้าให้ตอบตอนนี้เขาก็คงจะไม่รู้คำตอบในใจของเขาเองอยู่ดี ความสับสนทำให้เขาไม่มั่นใจในตัวเองอีกด้วย

 

 

 

FIN



TALK

ดองมานานเลยนิ พอมีเวลาว่างก็รีบมาปั่นเลย ขอตัวไปทำอย่างอื่นก่อนเด้อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น

  1. #8 Amewa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 20:16
    พึ่งมาตามอ่านรัวๆหลายตอน แต่ละคู่ก็พัฒนาความสัมพันธ์ที่ละน้อย น่ารักมากค่ะ อ่านละอบอุ่นหัวใจ ตอนนี้พี่แทฮยอนก็สับสนน่าดู น้องแทดงนี่อย่าให้ฉันคิดไปเองสิคะ ชัดเจนหน่อย ฮือ
    #8
    0