หนึ่งวาสนา สองภพ

ตอนที่ 3 : บทที่2 เด็กน้อยในห่อผ้า 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    1 ธ.ค. 61




บทที่2 เด็กน้อยในห่อผ้า

 


              จากวันแรกที่นางอยู่ในป่าแห่งนี้ก็ผ่านไปได้สามวันแล้ว แต่ล่ะวันที่ผ่านไปมันช่างลำบากเหลือเกินสำหรับนาง เพราะต้องเจอเรื่องราวมากมายถึงแม้นางจะอยู่ในรูปแบบทารกก็ตามที ในวันแรกที่นางรู้ว่าตนเองกลับไปเป็นทารกทำให้นางเศร้าเสียใจและต่อว่าสวรรค์ไม่หยุด

               “ แงงงง.......”   สวรรค์บัดซบ
               ในขณะที่นางกำลังต่อว่าสวรรค์ที่ไร้ยางอายอยู่นั้น นางไม่รู้เลยว่าเสียงของนางที่เป็นเสียงเด็กทารกจะนำความยุ่งยากมากมายมาให้ 
                เพราะขณะที่นางกำลังหลับหูหลับส่งเสียงโวยให้สวรรค์รับรู้ความทุกข์ยากของนางอยู่นั้น นางรู้สึกเหมือนว่าจะมีน้ำอะไรสักอย่างหยดลงมาบนใบหน้าที่เป็นเด็กทารกของนาง ด้วยความที่กำลังโวยวายหาความเป็นธรรมจากสวรรค์อยู่นั้นนางเลยไม่ได้ใส่ใจมันเท่าไรนัก เพราะคิดว่าอาจจะเป็นน้ำลายของตนเองที่กระเด็นออกมา 
                 แต่ขณะนั้นเองน้ำอีกหยดที่หล่นลงมาทำให้นางต้องปัดข้อที่ตนเองสงสัยทิ้งเพราะครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงหยดเล็กๆเหมือนเมื่อครู่แต่เป็นเหมือนน้ำหกลงมาเหมือนมีอะไรกำลังหิวโหยจนเจอของกินที่ถูกใจอดน้ำลายไหลออกมาไม่ได้ 
                  ด้วยความตกใจนางเงียบเสียงลงในทันทีและเบิกตากลมโตของเด็กทารกขึ้นดู  แล้วก็ได้พบกับความซวยอีกครั้งของตนเองเพราะสิ่งที่นางเห็นนั้นคือหมาป่าตัวใหญ่ยืนอยู่เหนือศีรษะ แถมน้ำลายมันยังไหลลงมาอีกด้วย ต่อให้เป็นคนปัญญาอ่อนเจอแบบนี้ผู้ใดจะไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นอาหาร
!  
                   นางยังไม่หายตกใจกับภาพตกหน้าหมาป่าตัวใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะมันก็อ้าปากแยกเขี้ยวที่มีกลิ่นสาบและเศษเนื้อตามซอกฟันออกกว้างเตรียมจะลิ้มรสอาหารอันโอชะที่เป็นร่างของตนเองเสียแล้ว  ตอนนี้นางกลัวจนตัวสั่นนี่ยังไม่ได้เริ่มชีวิตใหม่ก็ต้องมาตายหรือนี่ แถมยังต้องมาตายอนาถแม้แต่เศษกระดูกคงไม่เหลือ  นางที่เป็นเพียงเด็กทารกจะทำอะไรได้นอกจากหลับตากรี้ดร้องขอความช่วยเหลือออกมา
                      ‘แงงงงง!!.....’   ช่วยด้วยย!!
                       แต่นางลืมไปได้อย่างไรเสียงของเด็กทารกจะพูดของความช่วยเหลือได้หรือ งานนี้นางต้องตายแน่ๆ แต่รอด้วยใจลุ่นระทึกอยู่นานกลับไม่รู้สึกเจ็บเหมือนโดนฉีกร่างอย่างที่ควรจะเป็น
                      ด้วยความสงสัยนางเลยลืมตาขึ้นดูอีกครั้งกับพบว่าหมาป่าตัวใหญ่เหนือศีรษะกำลังมองมาที่คอของนางในท่าอ้าปากออกกว้างอวดเขี้ยวแหลมคม ตอนนี้เองที่นางพึ่งสังเกตว่าบริเวณลำคอของนางมีแสงที่เปล่งออกมา เมื่อแสงนั้นขยายใหญ่ขึ้นหมาป่าตัวใหญ่เหนือศีรษะที่อ้าปากค้างเตรียมที่จะกินนางเป็นอาหาร กลับถอยหลังออกไปและวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วจนแทบมองไม่ทันด้วยซ้ำ   นี่มันอะไรกันนางได้แต่กระพริบตาด้วยความสงสัย
                       ‘อ้อใช่แล้ว ท่านเทพได้ให้สร้อยวิเศษข้ามานี่น่าถ้าอย่างนั้นแสงสว่างที่ช่วยชีวิตข้าไว้เมื่อครู่ คงมาจากสร้อยวิเศษเส้นนี้แน่ เฮ้อ
                        นางถอนใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะอย่างน้อยในตอนนี้ตนเองก็ยังไม่ได้กลายเป็นอาหารของหมาป่าตัวใหญ่นั้น และเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้คิดได้ว่าในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโวยวายเพื่อหาความเป็นธรรมแต่ควรคิดหาวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องกลายไปเป็นอาหารของสัตว์ใดต่างหาก
                        ‘แต่ข้าเป็นทารกอยู่แล้วจะทำอะไรได้ แถมตอนนี้ยังอยู่ในป่าคงไม่ง่ายที่จะมีคนมาเห็นและช่วยเหลือได้
                         นางคิดจนปวดหัวจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ยังไม่สามารถที่จะหาวิธีที่ดีได้ ด้วยความเหนื่อยล้า ความตกใจที่ยังไม่หายและด้วยร่างกายของเด็กทารกทำให้นางค่อยๆหลับไปในที่สุด โดยที่นางไม่รู้เลยว่าสร้อยที่เปล่งแสงช่วยชีวิตนางไว้ ได้เปล่งแสงออกมาอีกครั้งและเมื่อแสงหายไปสร้อยไข่มุกที่เคยเป็นสีเขียวมรกตในตอนเช้าตอนนี้กลายเป็นสีฟ้าครามเสียแล้ว


(ต่อค่า)


                      แสงรุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้งพร้อมแสงที่เปล่งออกมาจากสร้อยไข่มุกมรกตครามแล้วจางหายไปสร้อยที่เมื่อคืนนี้เป็นสีครามเปลี่ยนเป็นสีมรกตตามเดิม  แสงในตอนเช้าปลุกทารกน้อยให้ตื่นขึ้นนางค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้วเหม่อมองท้องฟ้าตรงหน้า วันนี้ก็ยังเป็นอีกวันที่นางยังอยู่ที่นี้   จนดวงอาทิตย์ขึ้นตรงกลางศีรษะนางถึงได้รู้ตัวว่าตนเองเหม่อลอยมาเป็นครึ่งวันแล้วและตอนนี้เองนางถึงได้สังเกตว่านางไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย
                      ‘นี่คงเป็นความสามารถอีกอย่างของไข่มุกมรกตครามกระมัง ถึงข้าไม่หิวแต่ก็ร้อนเป็นนะ ถึงจะไม่ร้อนมากเหมือนในยุคปัจจุบันแต่มันก็ร้อนเข้าใจหรือไม่
นางได้แต่บ่นอยู่ในใจไม่กล้าส่งเสียงโวยวายเหมือนเมื่อวานนี้อีก เพราะนางยังไม่อยากกลายเป็นอาหารให้สัตว์ใดอิ่มท้องนะสิ   แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสัตว์ต่างๆแวะเวียนมายังที่ที่นางอยู่เพื่อคอยโอกาสที่จะกินนางให้ได้
                     ‘พวกเจ้าชั่งมีความพยายามกันดีเสียจริง ดูสิจ้องข้าแทบไม่ละสายตาเชียว   
ถึงพวกมันจะเข้าใกล้นางไม่ได้เพราะกลัวพลังของสร้อยไข่มุกมรกตครามก็เถอะ แต่มันก็น่ากลัวมากอยู่ดี

                     ‘คิดดูสิทั้งวันมีสายตาสัตว์ร้ายค่อยจ้องไม่ไปไหน ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว

                       แล้วก็เป็นแบบนี้ทั้งวันจนนางไม่กล้าที่จะหลับตานอน เพราะไม่รู้ว่าพลังของสร้อยไข่มุกมรกตครามจะหมดไปตอนไหน  แต่สุดท้ายนางก็เผลอหลับไปอยู่ดี
                       
                        เช้าที่สามก็ยังเป็นเหมือนสองวันแรกแต่คงดีหน่อยที่ว่าพวกสัตว์ที่จองจะกินนางเป็นอาหารมีจำนวนที่ลดลง
                        ‘พวกมันคงถอดใจแล้วสินะ อยากกินข้าหรือพวกเจ้าไม่มีปัญญาหรอก เหอะ

ในขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้นก็พลันมีเสียงบุรุษดังขึ้นไกลๆ
                        “เอ...ทำไมแถวนี้สัตว์ป่าถึงได้เยอะนัก”
                        เสียงนั้นมาจากชายชุดขาวท่าทางคล้ายหมอชราตามหมู่บ้านที่แบกตะกล้าออกมาหาสมุนไพร
                        นางคิดว่านี่คงเป็นโชคหล่นทับแล้วที่มีคนเดินผ่านมาทางนี้  นางจะทำอย่างไรดีจะปล่อยคนผู้นี้เดินผ่านไปไม่ได้เป็นอันขาด นี้เป็นทางเดียวที่นางจะออกจากป่าแห่งนี้ได้แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นอาหารให้สัตว์พวกนี้อิ่มท้อง คิดสิคิด
                        ‘ใช่สิ เสียงร้องของเด็กทารกต้องดึงดูดความสนใจของคนผู้นี้ได้แน่
คิดได้ดังนั้น นางก็อ้าปากออกกว้างส่งเสียงร้องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินออกมาทันที
                        “แงงงงงงง...........”
                        “เอ..นั้นมันเสียงเด็กไม่ใช่หรือในป่าแบบนี้มีเด็กได้อย่างไร ”
                        ‘มีสิมีข้าอยู่ตรงนี้อย่างไรเล่า
                        “แงงงงงงง”
                        “เป็นเสียงเด็กร้องจริงๆด้วย งั้นก็ลองเดินตามเสียงไปดูเถอะ”
                        เมื่อชายชราคิดได้ดังนั้นก็เดินตามเสียงร้องที่ดังมาเรื่อยๆ ส่วนฝูงสัตว์ที่เคยล้อมนางอยู่นั้นแตกกระเจิงออกไปตั้งแต่เสียงร้องแรกของนางแล้ว   ชายชราเดินมาได้สัก 1 หลี่ ก็เห็นเด็กทารกที่นอนร้องอยู่ในห่อผ้า 
                         “โอ่ ที่แท้ก็เป็นเสียงทารกน้อยนี้เอง ”
                          ชายชรากล่าวเสร็จก็เดินเข้ามาใกล้ร่างทารกของนางแล้วอุ้มขึ้นมาแนบอก
                          ‘ใช่นะสิ ท่านได้โปรดพาข้าออกไปจากป่านี้ด้วยเถิดนะ
                          นางพยายามทำหน้าตาให้น่ารักน่าเอ็นดู  ชายชราผู้นี้จะได้รู้สึกเอ็นดูแล้วพานางออกไป ส่วนชายชรานั้นได้พลิกดูร่างนางในห่อผ้าแล้ว
                           ‘นี่..ดะ..เดี๋ยวก่อนสิ ข้าเป็นสตรีนะเจ้าจะมาเปิดผ้าดูอย่างนี้ได้อย่างไรกัน
จากที่พยายามทำตัวให้น่ารักน่าเอ็นดู ตอนนี้ใบหน้าทารกของนางกลับแดงก่ำไปด้วยโทสะ
                           “อืม...เป็นทารกหญิงตัวน้อย ดูสิหน้าแดงแจ๋เลยเจ้าคงจะร้อนสินะ”
                           ‘ร้อนกับผีนะสิ ตาเฒ่าลามก!’  นางถลึงตากลมโตใส่ชายชรา
                           “ดูสิตาก็กลมโตจริงๆ แล้วบิดามารดาของเจ้าเล่า”
                            ชายชรายิ้มพูดแล้วพยายามมองหาบุพการีทั้งสองของเด็กน้อย แต่ก็ไม่มีและดูเหมือนว่าจะไม่มีแม้แต่ร่องรอยเลยด้วยซ้ำ
                            “เด็กน้อยเหมือนว่าเจ้าจะโดนทิ้งใช่หรือไม่ ในเมื่อวันนี้มีวาสนาได้พบเจ้าตาแก่คนนี้จะเลี้ยงดูเจ้าเองต่อไปนี้เจ้าเป็นศิษย์ของข้า จางหลิ่งเหวิน ฮ่าฮ่า”
                            นางได้แต่เบิ่งตามองดูตาเฒ่าลามกที่หัวเราะอย่างกับคนบ้า แค่มีลูกศิษย์เจ้าต้องดีใจถึงเพียงนี้ด้วยหรือ
                            หลังจากนั้นนางถึงได้รู้ว่าทำไมตาเฒ่าถึงได้ดีใจขนาดนั้นและถ้ารู้ก่อนเป็นตายร้ายดีนางต้องไม่ยอมเป็นศิษย์ชายชรานี้แน่   แต่ก็เป็นเรื่องราวหลังจากนี้ละนะ
                           “ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ของข้าข้าก็จะตั้งชื่อให้เจ้าใหม่ข้าไม่สนใจว่าก่อนหน้านี้เจ้าจะเป็นบุตรของใครมีชื่อว่าอะไร เพราะเมื่อเป็นศิษย์ของข้าก็ต้องใช้ชื่อที่ข้าตั้งให้ ”
ชายชราพูดแล้วมองหน้านางด้วยสายตามาดหมาย 
                              ‘ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกกลัวตาเฒ่านี่แล้วสิ นี่ข้าตัดสินใจถูกใช่หรือไม่
                               นางได้แต่กระพริบตาปริบๆมองตาเฒ่าตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง
                               “โอ่...เด็กน้อยเจ้าอย่ามองข้าแบบนั้น เมื่อครู่ตอนที่ข้าเปิดห่อผ้าออกดู ข้าเห็นว่าเจ้ามีสร้อยไข่มุกอยู่อย่างนั้นเถอะ เจ้าใช้แซ่จางตามข้าส่วนชื่อ อืม.. ลู่จิว ที่แปลว่าหยกแห่งโชคชะตาเป็นอย่างไร ” ชายชรามองหน้าข้าด้วยความภูมิใจในการตั้งชื่อของตนเอง
                                ‘ลู่จิว อืม..ชื่อนี้ไม่เลว เอาเป็นว่าข้าชอบชื่อนี้
                                 ลู่จิวมองตาเฒ่าตรงหน้า แล้วยิ้มออกมาเพื่อบอกว่านางพอใจกับชื่อนี้ถึงนางจะไม่ค่อยชอบชายชรานักแต่ว่าในเมื่อตอนนี้มีแต่ชายชราตรงหน้าที่ช่วยนางได้ นางก็ได้แต่ทำให้ชายชรารักใคร่เอ็นดูนางไปก่อน




           



 *ยังไม่ได้แก้คำผิดน่าเดี๋ยวกลับมาแก้นะคะ
 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #13 monmanon (@monmanon) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 18:13
    สนุกน่าติดตาม
    #13
    1
    • #13-1 หลันเอ๋อ (@oneA7) (จากตอนที่ 3)
      1 ธันวาคม 2561 / 01:23
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ ฝากเอ็นดูไรท์กับหนูลู่จิวด้วยน่า ><
      #13-1
  2. #4 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 05:23

    มาบ่อยๆๆๆนะคะสนุกมากๆๆๆๆ

    #4
    1
    • #4-1 oneA7 (@oneA7) (จากตอนที่ 3)
      19 พฤศจิกายน 2561 / 10:44
      เม้นให้ทุกตอนเลยย ขอบคุณมากเลยนะคะจะพยายามมาทุกวันเลยน่าาอย่าพึ่งทิ้งกันนะคะ ฮ่าๆ
      #4-1