อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 6 : เเต่ข้าเลือกเจ้าไอ้เด็กปากมาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,917
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    3 ม.ค. 64

ขณะจ้าวลู่วิ่งทะยานประดุจดั่งปลาได้น้ำบนยอดไม้สายตาสาดส่องมองรอบกายระวิระวังภัยจากสัตว์อสูร

ภายในผืนป่าหลินตัน 

โฮก...

เสียงคำรามดังกึกก้องลั่นชั้นฟ้าสัตว์อสูรใหญ่น้อยต่างพากันตัวสั่นงันงกหวาดกลัวจ้าวลู่ที่กำลังเบิกบานใจราวกับมาเดินเล่นในสวนหลังบ้านพลันตื่นตะลึงมือสั่นระริกความรู้สึกประหลาดยากพบพานปรากฏขึ้นภายในหัวใจเด็กชายผู้มิเคยหวาดกลัวสิ่งใดกำลังสัมผัสถึงมันความกลัวตายเป็นครั้งหนเเรก เขาสบถออกมา

ฟังเพียงเสียงยังมีภัยคุกคามถึงเพียงนี้เชียวรึ

จ้าวลู่สูดอากาศสะกดข่มจิตใจมิให้หวาดกลัวพลางหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะหัวใจสั่นระรัวราวประหนึ่งกรองศึกลั่นเตือนภัยจากอริราชศัตรูพลางหยุดยืนชั่งใจเบ่นสายตาไปยังทิศทางตะวันออก 

ขณะจ้าวลู่เรียบเรียงความคิดอยู่บนกิ่งก้านยอดไม้ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวตามติดมาเป็นระลอกคลื่นผืนดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวฟ้าถล่มดินทลายก็มิปาน

ตูม....ตูม...

กรร...

สัตว์อสูรรอบผืนป่าหลินตันผสานเสียงคำรามลั่นชั้นฟ้า เสียงคำรามดังมาจากทุกทิศทางเข้าสู่โสตประสาทราวกับเป็นการกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของจ้าวลู่ เด็กชายวัยเลือดร้อนขบคิดเเล้วคิดอีก ก่อนจะตัดสินใจครั้งใหญ่กระทำการโดยหารู้ไม่ว่านี้จะกลายเป็นจุดกำเนิดของกุญแจไขความลับทั้งหลายที่หวังอี้ฟานเก็บซ่อนงำไว้โดยตลอดมา

อ๊าก...

เสียงโหยหวนดังประสานชนิดมิมีการหยุดหย่อนท่ามกลางการต่อสู้ที่อาบไปด้วยสายธารโลหิต เศษซากชิ้นส่วนอวัยวะกระจายเกลื่อนพื้นสัตว์อสูรนับร้อยตัวนอนจมกองเลือดชนิดไร้ลมหายใจขณะบางตัวตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาจากคมเขี้ยวของพยัคฆ์เหมันต์

นางจักรพรรดินีผู้เป็นจ้าวเหนือหัวเเห่งสัตว์อสูรทั้งหลายยืนเด่นเป็นสง่าไร้ความหวั่นเกรงต่อสิ่งใดทั้งสิ้นเเม้นภัยจะมาถึงตัวเเล้วก็ตาม

สัตว์อสูรขอบเขตวิญญาณขั้นปลายสามตัวรุมล้อมพยัคฆ์เหมันต์ที่กำลังตกอยู่ในสภาพอนาถขนสีฟ้าสว่างใสเงางามบัดนี้ไม่หลงเหลือความน่าเกรงขามอีกต่อไป ส่วนอีกสามตัวที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้มีสภาพน่าเวทนาพอกันขณะรุมล้อมนี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับพวกกบฏ

สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายวัวผสมกวางจับจ้องยังร่างของพยัคฆ์เหมันต์ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

ส่วนอีกสองตัวซึ่งทำการล้อมจากสองทิศทางเอง

ตัวหนึ่งก็มีรูปร่างคล้ายอสรพิษเกล็ดสีเขียวตัวยักเเต่กลับปรากฏบาดเเผลบาดเวอะหวะเเลดูน่าสมเพชยิ่งเเถม

สัตว์อสูรร่างหมาป่ายักขนสีดำจากอีกทางก็มีเเผลฉกรรจ์ที่ลำคอเป็นรูพรุนชวนให้ดูน่าเวทนา เเน่นอนว่านี้คือราคาของพวกกบฏโดยเเท้

แม้นจ้าวผู้ปกครองจะเก่งกาจแต่ก็ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน

ตัวพยัคฆ์เหมันต์เองก็ไกลหมดเรี่ยวเเรงเต็มทีด้วยลมหายใจที่กำลังโรยรินเเถมขาทั้งสี่นั้นยังประคองร่างอย่างยากลำบากเเต่นัยตากลับดุร้ายปานจะกลืนกินเลือดเนื้อศัตรูทั้งสามให้ตกตายอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตา

ในชนิดมิเปลี่ยนแปลงเเม้นว่าตนจะตกอยู่ในสภาพคล้ายผ้าขี้ริ้วเเต่ความดื้อรั้นโดยกำเนิดเเละพลังใจยังคงประคองร่างนี้อยู่ได้เพราะความห่วงใยในบุตรตรีผู้พึ่งลืมตาดูโลกในฐานะของมารดาย่อมรักบุตรประหนึ่งแก้วตาดวงใจหากนางต้องจ่ายตัวชีวิตก็ยินดี

สายตาของสามสัตว์อสูรขอบเขตวิญญาณกำลังหวาดกลัวในตัวตนของพยัคฆ์เหมันต์

เเววตาเเห่งความลังเลใจปรากฏจากอสรพิษมรกตส่วนอสูรกระทิงเขากวางก้าวเท้าถอยหลังอย่างไม่ทันรู้ตัวขณะหมาป่ากลืนวิญญาณคำรามลั่นเพื่อเรียกสติมิตรสหายผู้กำลังลนลานเเต่ทว่านัยตาของมันเองกำลังเจือปนด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อมองยังซากศพเหล่าลูกน้องที่ชวนกันมาตกตายใต้คมเขี้ยวของพยัคฆ์เหมันต์

ชั้นน้ำเเข็งบางๆปรากฏรอบฝ่าเท้าทั้งสามตัว

รัศมีไอหนาวเหน็บปกคลุมพื้นที่รอบบริเวณอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาดประหนึ่งทัณฑ์สวรรค์

กรร...

พยัคฆ์เหมันต์ในสภาพร่อแร่เจียนตายกลับมีนัยตาคมกล้าราวดั่งจ้าวผู้ปกครองพร้อมลงทัณฑ์กบฏทั้งปวงผู้ริบังอาจกังขาต่อพลังอำนาจของมันครั้งคำรามปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกราวกับพบพานฤดูกาลเหมันต์อันหนาวเหน็บทั้งโหดร้ายป่าเถื่อนพัดมาเยือนกลืนกินพื้นทีทั้งหมด

โฮก....

พายุน้ำเเข็งมวลอากาศปรากฏขึ้นเหนือศีรษะพยัคฆ์เหมันต์เกล็ดหิมะตกลงมาจากฟากฟ้ามีสีขาวดั่งปุยนุ่นเเลงามสะพรั่งเเต่ทว่ากลับกลายเป็นการประหนึ่งย่างเท้าก้าวสู่โลกน้ำเเข็งขณะสัตว์อสูรทั้งสามตนถูกเเช่เเข็งราวกับพวกมันเป็นเพียงประติมากรรมน้ำเเข็งสลักโดยไม่ทันรู้ตัวสายตาของพวกมันทั้งเบิกตากว้างทั้งมิยินยอมทั้งโกรธเเค้นราวกับมิอยากจะเชื่อสายตาว่าพวกตนทั้งสามตัวจะต้องมาตกตายจบชีวิตสิ้นชีวาอย่างน่าอดสู ณ บัดนี้เมื่อบังอาจริท้าทายพลังอำนาจจ้าวเหนือหัวผู้ปกครองพวกตนจักรพรรดินีผู้เหี้ยมโหด

เมื่อทุกอย่างจบลงเสียงคำรามขนาดเล็กจิ๋วพลันดังขึ้นมาจากภายในถ้ำ สัตว์อสูรร่างเล็กคล้ายพยัคฆ์ขนสีฟ้าบกศีรษะปรากฏเขาสีทองอร่ามคล้ายเขาของมังกรหนึ่งคู่เเผ่ไอหนาวเย็นก้าวเท้าเดินตะปุตะเป๋ออกมาจากภายในรังดวงตาคู่นั้นปิดสนิทบงบอกถึงความไร้เดียงสาเพราะพึ่งเเรกเกิด 

พยัคฆ์เหมันต์ที่นัยตาเคยดุร้ายราวยักษ์มารพลันอ่อนโยนขึ้นมาทันใดท่ามกลางกองซากศพเเช่เเข็งของสัตว์อสูรนับร้อยชีวิตที่ดับสูญด้วยคมเขี้ยวจากนางพยัคฆ์เหมันต์ร่างกายอันใหญ่โตกำยำกลับเต็มไปด้วยบาดเเผลฉกรรจ์นับไม่ถ้วนกลิ่นโลหิตลอยกำจายขับร่างนั้นให้ดูมีสง่าราศรีสมฐานะจักรพรรดินีแห่งสัตว์อสูร

สัตว์อสูรตัวน้อยก้าวเท้าทั้งสี่ติดตามกลิ่นของมารดาผู้ให้กำเนิดที่อาบไปด้วยคราบโลหิต มันก้าวเท้าอย่างยากลำบากประหนึ่งว่าหนึ่งก้าวที่เยื้อย่างหนักราวขุนเขาสูงชันซ้ำร้ายยังล้มลุกคลุกคลานเเต่กลับมิย่อท้อพลางคำรามร้องเรียกด้วยเสียงเล็กจิ๋ว

กรร...

คล้ายราวกับว่ามันกำลังส่งเเรงใจให้มารดาผู้ผ่านศึกหนักมาด้วยเสียงคำรามอันเรียวเล็ก ฟังเเลดูไร้พิษสงหากดูเพียงผิวเผินเเต่เมื่อยามนางเติบใหญ่จะเป็นเช่นไรนั้นย่อมประจักษ์ชัดเจนดั่งรอยเท้าของมารดา

จ้าวลู่ที่ซ่อนอยู่ไม่ไกลนักพลันรู้สึกซาบซึ้งกับภาพตรงหน้าเมื่ออสูรตัวน้อยก้าวเท้ามาล้มอยู่เบื้องหน้าฝ่ายมารดาเป็นที่สำเร็จ 

พยัคฆ์เหมันต์ที่อยู่ในสภาพร่อเเร่พลันคำรามลั่นฟ้าเปล่งเสียงดุดันเเม้จะตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเเต่กลับเเผ่กลิ่นอายภัยคุกคามรุนเเรงอีกระลอกคล้ายจะทลายภูผาน้อยใหญ่ให้แหลกลาญเพียงได้ฟัง

"หนูสกปรกเจ้าคิดจะซ่อนตัวอยู่อีกรึหรือจะรอให้ข้าเข้าไปฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ " 

เด็กหนุ่มพลันสะดุ้งตัวโหยงก่อนจะหัวเราะเเห้งๆเเล้วกระโดดลงมาจากต้นไม้ก้าวเดินออกมาพลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเคอะเขินระวิระวังเเล้วโค้งคำนับพยัคฆ์เหมันต์ที่ดูยังไงก็ไม่อาจเป็นภัยต่อตนได้ด้วยสภาพเช่นนั้น ต่อให้จ้าวลู่จะลำพองใจเเต่ก็มิได้โง่พอที่จะมองเพียงผิวเผินเพราะเขามิรู้ว่าพยัคฆ์เหมันต์ต้องการอะไรจากตัวเขากันเเน่ หากเเต่ต้องปฏิบัติตามมารยาทครั้งเมื่อตนบุกรุกบ้านผู้อื่นโดยมิเเจ้งจุดประส่งก็ควรเปิดเผยตัวฉันมิตรดีกว่าการเป็นศัตรู

"ผู้น้อยจ้าวลู่คารวะผู้อาวุโสพยัคฆ์เหมันต์ "

เมื่อพยัคฆ์เหมันต์ได้ฟังคำพูดของจ้าวลู่ที่เเสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนเเละมันยังสัมผัสไม่ได้ถึงเจตนาร้ายจากเด็กหนุ่มนัยตาคู่นั้นพลันลดความดุร้ายลงหลายส่วนเเถมเมื่อนางมองชัดชัดเเล้วว่าเป็นผู้ใดก็จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเเต่นัยตาก็ยังคงมีความสงสัยไม่คลาย

"เจ้ามาทำอะไรในเขตของข้า "

จ้าวลู่ยกมือป้องปากกระแอมไอปั้นหน้าราวเด็กน้อยหลงทาง 

"คือว่าข้าหลงทางน่ะ" 

พยัคฆ์เหมันต์เเยกเขี้ยวตะกุยเล็บกรีดพื้นน้ำเเข็งจนเเตกละเอียด

"เด็กน้อยมากเล่ห์หลงทางในป่าหลินตันเจ้าคิดรึว่าข้าอสูรพยัคฆ์เหมันต์จ้าวปกครองป่าเเห่งนี้นั้นหน้าโง่ขนาดนั้นเชียวรึ" 

"ผู้น้อยมิกล้าปิดบัง" 

จ้าวลู่สูดลมหายใจลึกโค้งคำนับขออภัยก่อนนัยตาจะกลับมาคมกล้าเงยหน้าสบตาพยัคฆ์เหมันต์พลางกล่าวเสียงดังฟังชัดเต็มสองรูหูว่า

"ข้าเเค่สงสัยว่าหน้าตาของท่านเป็นเช่นไรมันจะน่ากลัวเลวทรามเหมือนคำของท่านปู่กล่าวอ้างจริงหรือไม่เเถมผู้น้อยเอง ก็อยากมาดูให้เห็นกับตาน่ะผู้อาวุโส"

พยัคฆ์เหมันต์เเทบล้มทั้งยืนเเต่ก็ยังฝืนประคองตัวเองไว้ได้ขณะอสูรตัวน้อยนอนหลับปุ๋ยบนพื้นน้ำเเข็ง

คำพูดของจ้าวลู่ไม่ต่างจากสายอัสนีบาตฟาดกลางกบาลพยัคฆ์เหมันต์เมื่อนางสัมผัสไม่ได้ถึงคำโกหกจากปากเด็กหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือก

"ปู่เจ้าเป็นใครที่กล้าบอกเจ้าว่าข้าหน้าตาอุบาทว์เช่นนั้น"

จ้าวลู่สะบัดมือไพล่หลังเลียนแบบหวังอี้ฟานพลางกล่าวถึงปู่บุญธรรมของตนอย่างภาคภูมิด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเเถมยังฉีกยิ้มกว้างราวกับหวังอี้ฟานคือผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเสียเต็มประดา

"อ๋อท่านไม่ต้องตกใจน่ะท่านปู่ข้าคือหวังอี้ฟาน พวกเราอาศัยอยู่ใกล้ๆบนเขาลูกนั้นเเหละผู้อาวุโส"

จ้าวลู่ชี้มือชี้ไม้บอกทาง

ต่อมาพยัคฆ์เหมันต์ถึงกับต้องเบิกตากว้างราวกับเจอผีหลอกกลางเเสกๆพลางเเยกเขี้ยวจนเห็นฟัน เมื่อจ้าวลู่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพยัคฆ์เหมันต์ที่คล้ายจะตกตะลึงลานกับชื่อของปู่ตนเขาก็พยักหน้าพร้อมฉีกยิ้มเเทบจะถึงใบหูจนน่าเกลียด

เเต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่คงทนนานนักเพราะคำพูดต่อมาของพยัคฆ์เหมันต์

"ไอ้หนูไอ้เเก่หวังอี้ฟานมันยังไม่ตายอีกรึชั่งหนังหนาเสียจริง" 

จ้าวลู่พลันทำหน้ามุ่ยเพราะไม่รู้ว่าตนควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อเจอคำถามนี้ ก่อนเอ่ยปากบอกลา

"ถ้าไม่มีอะไรเเล้วผู้น้อยขอตัวก่อน "

พยัคฆ์เหมันต์ที่ลมหายใจเริ่มโรยรินชักจะประคองสติไม่อยู่เมื่อเห็นว่าจ้าวลู่กำลังจะหันหลังจากไปมันก็เอ่ยปาก

"ช้าก่อนหนุ่มน้อย ไม่สิลู่เอ๋อร์!"

จ้าวลู่พลันชะงักเท้าเม็ดเหงื่อไหลรินตรงเเผ่นก่อนจะปั้นหน้ายิ้มหวานราวกับตนมาพบพานญาติผู้ใหญ่พลางหันหน้ามาอย่างช้าๆ

"มีอะไรอีกรึท่านผู้อาวุโสที่น่าเคารพยิ่งยิ่งข้าได้มองท่านท่านยิ่งงดงาม"

พยัคฆ์เหมันต์ถึงกับอึ้งเเทบตัวเเข็งก่อนจะเอ่ยปากอย่างยากลำบากพลาง เหลือบมองยังลูกน้อยด้วยความจนใจ เเถมตัวพยัคฆ์เหมันต์เองก็มีเรื่องต้องสะสางกับหวังอี้ฟาน

"หนุ่มน้อยเจ้าอยากได้สัตว์อสูรเป็นเพื่อนสักตนหรือไม่ ?"

เมื่อจ้าวลู่ได้ฟังคำถามนั้นในใจพลันลิงโลดขึ้นมาก่อนจะเชิดหน้าวางท่าราวผู้หลุดพ้นจากโลกหล้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงใสซื่อราวกับว่าในโลกหล้าใบนี้ไม่มีสิ่งใดล่อลวงตนได้

"อันที่จริงข้าก็เคยคิดอยู่นะท่านผู้อาวุโสที่น่าเครพเเต่บนเส้นของข้านั้นเต็มไปโลหิตสัตว์อสูรตัวใดจะติดตามข้ากันทุกสรรพชีวิตล้วนแต่รักชีวิตของตนข้าไม่อาจหวังให้ใครมาทุกข์ทนบนเส้นทางของข้าเเซ่จ้าวนามลู่ผู้นี้ "

พยัคฆ์เหมันต์เเทบจะคลั่งตายอีกรอบเมื่อได้ฟังคำพูดประดุจดั่งผู้สูงส่งเปี่ยมล้นด้วยเมตตาจิตใจประหนึ่งพระโพธิสัตว์จากปากเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของจ้าวลู่ก่อนที่จะรีบระงับโทษะพลางเอ่ยปากเอ่ออ่อตามไปเช่นนั้น เพราะอับจนหนทาง

"ประเสริฐนักชั่งประเสริฐยิ่ง หนุ่มน้อยบุตรของข้าน่าจะคู่ควรกับเด็กหนุ่มผู้ประเสริฐเช่นเจ้านะ" 

จ้าวลู่ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะสะบัดมือเชิดหน้าอีกคราพลางกล่าวปฏิเสธเสียงเเข็ง

"เช่นนั้นไม่ได้หรอกข้าไม่คู่ควรกับทายาทของท่าน้ ผู้น้อยยอมโดดเดี่ยวเดียวดายดีกว่าให้นายน้อยเเห่งป่าหลินตันต้องมาตกละกำลำบากไปกับข้าเเซ่จ้าวนามลู่ "

พยัคฆ์เหมันต์เเทบจะคลั่งตายก่อนที่จะเเหกปากด่าทอจ้าวลู่

"เเต่ข้าเลือกเจ้าไอ้เด็กปากมากผู้ใหญ่ให้ของก็รับๆไปเถอะ!"

เมื่อสิ้นคำพูดนางพลางเปลียนร่างเป็นมนุษย์เเล้วอุ้มลูกน้อยคว้าจับหน้าผากของจ้าวลู่ด้วยฝ่ามือข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ผายมือพลันปรากฏลูกเเก้วสีใสไหลเข้าไปในภายร่างลูกน้อยที่นอนอยู่บนพื้น

โดยไม่สนใบหน้าหน้าเหยเกของจ้าวลู่สักนิด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #2 pefume (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 22:38
    5555สงสารดีไหมเนี่ย
    #2
    1
    • #2-1 Speed ​​of light(จากตอนที่ 6)
      15 พฤศจิกายน 2563 / 06:30
      สมน้ำหน้าจะดีกว่าน่ะครับ
      #2-1