อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 35 : ตบเท้าเสนอหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 366
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

คำพูดของจ้าวลู่คล้ายดั่งประกาศิตจากสวรรค์เหล่าชนทั้งหลายต่างฉาบสีหน้ามืดหม่นนัยตามากมายเกินคณานับต่างจับจ้องยังเเผ่นป้ายหยกที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่บนพื้นระหว่างทั้งสองฝ่ายเเต่ทว่ากลับมิมีผู้ใดกล้าก้าว เท้า ย่างกรายเข้าไปหยิบจับเเตะต้องเเม้เเต่จ่างงอ

เพราะหวั่นเกรงเกิดระเเวงซึ่งกันเเละกันเเถมฝ่ายจ้าวลู่เอง ณ ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากมัจจุราชเเม้จะบีบบังคับอีกฝ่ายได้ด้วยจำนวนเเต่ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันเเน่ชัดว่าจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยจะไม่ย่างเท้าสอดมือเข้ามาฉกชิงในตอนสุดท้าย ซึ่งเหล่าชนทั้งหลายต่างรับรู้กันดีถึงสภาพของจ้าวลู่ที่มองเเลดูคล้ายดั่งคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงเพราะสมบัติวิเศษบางอย่างที่เจ้าตัวงัดออกมาเเสดง 

หากจะกล่าวว่านี่คือพลังที่เเท้จริงของจ้าวลู่ ที่เเสดงออกมาประจักษ์ชัดเบื้องหน้าพวกตนเเล้วล่ะก็มันก็ไม่ต่างอะไรจากคนตาบอดอันมีมุมมองคับแคบยิ่งนักหากมีตาก็ควรรู้ว่า ป้ายหยกชิ้นนี้นั้นไม่ต่างอะไรจากเผือกร้อนหากถืออยู่ในมือตน ณ ตอนนี้คงมิเเคล้วนำภัยมาสู่ตัวหลากหลายประการเเถมสายตาจากรอบด้านเอง

ต่างฉายชัดถึงเเววตาความละโมบมากเพียงใดย่อมรู้กันดี ครั้งจะกล่าวว่าบรรยากาศในตอนนี้เเทบจะทับถมด้วยไอเปลวเพลิงเเห่งความโลภโมโทสันของฝูงชนก็มิผิดนัก

ฝ่ายปิงอี้เฟยนางชักกระบี่ออกจากฝักก่อนจะย่างเท้าก้าวเดินมาหยุดยืนจังก้าเคียงข้างร่างของจ้าวลู่ด้วยสายตาเย็นชาพลางสาดไอจิตสังหารยังกลุ่มฝูงชนด้วยความเดือดดาลสุดขีดหมายห่ำหั่นพวกละโมบโลภมากทั้งหลายให้ตกตายคามือใต้คมกระบี่ 

ซึ่งชนทั้งหลายเองก็ต่างรับรู้ถึงจิตสังหารจากฝ่ายปิงอี้เฟยที่หลุดลอดกำจายผ่านผ้าม่านปกคลุมรอบบริเวณ จนทำให้รู้สึกหวาดเสียวสันหลังมิใช่น้อย เเถมเมื่อมองยังเหนือศีรษะก็พาให้ใจคอรู้สึกมิสู้ดีนัก

หากจากเส้นสายไอปราณประหลาดหลากเส้นสีเเดงโลหิต ซึ่งคนมีตาย่อมรู้ชัดว่าสิ่งนี้หาได้เกิดจากธรรมชาติเเต่ประการใด

จนมิอาจมองข้ามหาไม่สลักสำคัญยิ่งต้องเป็นบางสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งยวดครั้งจะขับความกล้าหาญก้าวเท้าหมายคว้าป้ายหยกมาเป็นของตนก็มิต่างกับประกาศตัวเป็นศัตรูกับคนนับร้อยรอบบริเวณอย่างโจ่งแจ้ง หลายคนต่างเฝ้ารอโอกาศครั้งเกิดความชุลมุนวุ่นวายอาศัยโอกาสคว้าป้ายหยกหลบหนีไป เเต่ความคิดเหล่านี้นั้นเเม้เเต่เด็กน้อยวัยกระเตาะยังรู้ซึงเเล้วใครกันเล่าจะกล้าเปิดฉาก

เเถมสิ่งที่จ้าวลู่เเสดงออกมาทั้งหมดล้วนเเล้วเเต่มีเหตุสาม ประการตามความคิดเห็นของเเม่นางปิงอี้เฟย หนึ่งคือ ประกาศตนว่าหากผู้ใดกล้ายุเเหย่พวกตนก็จงคิดให้จงหนักให้จงดีเพราะอาจมิรอดชีวิตกลับไปได้โดยง่าย ประการที่สองคือ จ้าวลู่ต้องการหยุดนางมิให้กระทำการบูมบามฝืนห่ำหั่นกับคนนับร้อยเพียงลุด้วยโทษะ ประการที่สามคือ เพื่อซื้อเวลากระทำการบางอย่างเพราะปราณโลหิตเหนืออากาศที่ลอยกวนตัวกำจายกลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นสะพรึงพรึงพิฤทธิ์ก็หาใช่ดูไม่สลักสำศัญหากมีตาย่อมประจักษ์เเจ้ง เเผนการครั้งนี้เเม้เเต่นางยังรู้สึกหวาดหวั่นมิใช่น้อยต่อการกระทำของจ้าวลู่ที่วางตนเป็นหมากยอมลำบากเเกล้งเป็นเจ้าเพื่อหลอกผี 

ฝ่ายผู้เยาว์จากสามอาณาจักรที่ลอบเเฝงตัวซ่อนเร้นกายอยู่ในกลุ่มฝูงชนต่างมองเห็นเหตุการทั้งหมดด้วยความอัศจรรย์ใจยิ่งนักถึงความอัจฉริยะภาพของชายหนุ่มผู้นั้นที่พวกตนตามสืบเสาะจับจ้องประเมิน ซึ่งไอเส้นสายก่อร่างลมปราณโลหิตที่กำจายกวนตัวลอยเหนืออากาศนั้นผสมกันถึงสองขุมพลังหนึ่งคือค่ายกลมิผิดเเน่ ส่วนอีกหนึ่งคือคลื่นพลังจิตที่คอยทำหน้าทีบดบังมิให้เห็นเเจ้งถึงตราประทับศิลาค่ายกลอันเกิดจากพลังฟ้าดินของเขาหากคาดคะเนคงมากกว่าร้อยตราถักทอเป็นค่ายกล เเถมเขายังเป็นเซนหมิง(ผู้ใช้พลังจิต) ขั้นต้นอีกด้วย

นอกจากจะเป็นผู้บ่มเพาะทั้งสองขุมพลังเเล้วยังเป็นฉื่อกู(นักวางค่ายกล) ชายหนุ่มผู้นี้ชั่งห่างไกลกับพวกตนราวสวรรค์นรกยันหุบเหวหากมิได้รับคำสั่งเเละคำเตือนจากทั้งสามอาวุโส ก็มิคิดจะสอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขืนเสนอหน้าก็ไม่ต่างจากการประกาศตัวว่าอยู่ฝ่ายน้ำน้อยซึ่งย่อมต้องเเพ้ไฟเป็นธรรมดา ที่ดูคล้ายจะมากมายละลานตาหาใดเปรียบ 

องค์หญิงแคว้นเฉิน นามเฉินเหยาพลันจับจ้องร่างทั้งสองเเหวกกลุ่มฝูงชนด้วยสายตาที่ปรากฏความมิสบอารมณ์หลายส่วน หากนางเเละผู้ติดตามมิยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ทั้งสองกลุ่มที่เป็นดั่งคู่เเข่งเเละศัตรูคงเสนอหน้าออกมาจากที่ซ่อนตัวเสนอตัวเข้าช่วยเหลือเป็นเเน่โอกาสที่จะสานสัมพันธ์สร้างบุญคุณกับอาณาจักรกลุ่มอิทธิพลลึกลับมาถึงเเล้วหากนางมิคิดคว้าไว้ก็คงโง่เต็มทีเเต่ทว่าก่อนที่นางจะลงมือ 

พลันปรากฏร่างนับสิบเเหวกผ่านกลุ่มชนพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูง หยุดยืนอยู่เเถวหน้าสุดของกลุ่มฝูงชนทั้งหลายเหล่าผู้ติดตามต่างหันหน้าไปทางกลุ่มอัฉริยะชนนับร้อยพลางฉายเเววตาบงบอกถึงความมิเป็นมิตรเด่นชัดชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ดูคล้ายบัณฑิตน้อยยกมือคารวะจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟย

เเสดงท่าทีอ่อนน้อมถึงความเป็นมิตรเปี่ยมล้นฉาบรอยยิ้มบนใบหน้าเอ่ยปากสลัดความเงียบงัน ที่กำลังกวนตัวเพราะมือที่สามก้าวเท้าเสนอหน้าเข้ามาสอด

"คารวะ ท่านทั้งสองข้าเเซ่เวยนามเหว่ยกวง ตัวเเทนจากเเคว้นเวย ขอให้ท่านโปรดเก็บป้ายหยกกลับคืนไปเถอะหากผู้ใดกล้าเสนอหน้าหมายเเย่งชิงถ้ามันมิตกตายเพราะพวกข้าก็ตกตายเพราะค่ายกลขั้นพิภพระดับ 3 ของท่านเป็นเเน่ เเม้ข้าจะมิทราบเเน่ชัดด้วยตาเเต่ข้าก็มีสมบัติบางประการใช้ตรวจสอบถึงระดับพลัง "

ตัวเเทนจากทั้งสามอาณาจักรต่างมีสัมผัสอันเฉียบแหลมย่อมพบพานคนมากหน้าหลายตาเเถมว่องไวต่อการสังเกตเห็นเเม้จ้าวลู่จะลงทุนบดบังใช้คลื่นพลังจิตสร้างค่ายกลหลบซ่อนเเต่ก็มิอาจตบตาสมบัติวิเศษในมือของคนจากสามเเคว้นได้โดยง่าย เเต่เมื่อสิ้นคำพูดของเหว่ยกวงไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ผู้นำหญิงจากเเคว้นเฉินก็ปรากฏกายดั่งพญาหงส์เพลิงติดตามมาพร้อมกลุ่มของนางจากฟากฝั่ง มองดูหยิ่งยโสยิ่งนักคล้ายดั่งเเม่หงส์ฟ้าจอมอหังการต่อหน้าฝูงชน

"เหว่ยกวงเจ้าเสนอหน้าออกมาจากหลุมเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้หลายส่วน ตาเฒ่าเวยสงคงสั่งเจ้ามาใช่หรือไม่ "

เเม่นางเฉินเหยาผู้เป็นองค์หญิงเหลือบมองยังชนทั้งหลายที่คล้ายจะตะลึงลานเรียบเรียงเหตุการณ์มิทันครั้งนางสอดเท้าเข้ามาอีกกลุ่ม ก่อนจะหันไปมองทางจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยเปล่งวาจา อันฟังดูพิกล

" พวกท่านหนีข้าไม่พ้นหรอกหากเเต่ข้าก็มิคิดจะเป็นศัตรูกับพวกท่านทั้งสองคนคราก่อนต้องขอบคุณพวกท่านที่ยื่นมือเข้ามาให้การช่วยเหลือ "

เเต่ยังไม่ทันได้สงบจิตก็มีคนอีกกลุ่มสาวเท้ามายืนเสนอหน้าเช่นกัน

"น่าอัศจรรย์ยิ่งนักสองเเคว้นพบปะสุมหัวกันโดยมิคิดเชิญข้าซูเทียนฉางช่างใจร้ายยิ่งนัก "

จ้าวลู่ถึงกับมึนงงใบหน้าเหยเกเเลดูคล้ายคนวิกลจริตหลายส่วนก่อนจะเร่งเก็บพลังภายในร่างเพราะตอนนี้ตนได้พบพานมิตรอย่างมิคาดฝันกลุ่มทั้งสามต่างคารวะตนเเละปิงอี้เฟยดั่งผู้อาวุโสสาวก้าวตบเท้าเสนอหน้าออกตัวมาปกป้องในเวลาเดียวกันด้วยเหตุประการใดมิเเน่ชัด เเต่ก็พอจะมองออกเมื่อเห็นคนจากทั้งสามกลุ่มต่างหันหน้าไปทางกลุ่มฝูงชนด้วยสายตาปานจะกินเลือดกินเนื้อ

ฝ่ายปิงอี้เฟยถึงกับต้องขมวดคิ้วมองใบหน้าของจ้าวลู่คล้ายอยากจะไต่ถามว่านี้มันเรื่องอันใดกัน คนพวกนี้เป็นใครกันใยถึงออกหน้ามาปกป้องเขาเเละนาง ในเวลาเหมาะเจาะคล้ายนัดเเนะกันมาก่อนประหนึ่งมิตรเเท้ยามยากโดยมิหวั่นกลัวต่อเภทภัยนานับประการเบื้องหน้า

ณ มุมมืดของสถานที่เเห่งนี้ปรากฏร่างเลือนลางของชายชราชุดขาวราวกับร่างวิญญาณมองเเลเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มประหลาดก่อนจะสะบัดมือไขว้หลังหายลับตาไปโดยมิมีผู้ใดทันสังเกตเห็น 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น