อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 34 : หนึ่งส่วนทรมานเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

จ้าวลู่ที่ยืนถือกระบี่ไม้สยายเส้นผมยาวปลายปรากฏสีขาวกำจายปะปลายหลุดลอยท่ามกลางอากาศสู่สายตาของทุกผู้ทุกคนดั่งจอมมารผู้ฉาบใบหน้าเย็นชามองเเลดูชนทั้งหลายดั่งมดปลวกวัชพืชริมทางอยู่เบื้องหน้า

นั้นพลันกลืนรสฝาดในลำคอเร่งเก็บอาการพยายามเเสดงความอหังการต่อกลุ่มอัฉริยะชนทั้งหลายทำตนดั่งพยัคฆ์ตัวเขื่องในหมู่ฝูงลูกเเกะ

เเต่ทว่าร่างกายกำลังกรีดร้องสุดกำลังยากจะทานทนหัวใจเต้นมิเป็นส่ำจากความเจ็บปวดเเทบสิ้นสติทั่วทั้งร่างที่ไหลวนผสมผสารความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจ

ในโลกหล้าเเห่งนี้ใครเล่าจะรู้ ท่ามกลางฝูงชนมากหน้าหลายตาเด็กหนุ่มผู้สังหารผู้อื่นโดยมิคิดจะกระพริบตาเเม้เเต่น้อยนั้นทั้งหมดเเล้วล้วนเป็นเพียงการเเสดงเเต่เปลือกนอกที่แสร้งเผยออกมาหมายข่มขู่ชนทั้งหลายที่คล้ายเกินรับมือเพราะมากด้วยจำนวนซึ่งภายในกำลังลนลานประหม่าเพียงใดนั้นใครเล่าจะรู้ได้นอกจากนี้ 

 เสียงหัวใจของเขายังกรีดร้องกึกก้องถึงในทรวง เหตุจากความกลัวตาย หากตนมิฝืนกระทำการตัดหน้าชิงลงมือก่อนพลางเรียกใช้พลังหยิบยืมจากผนึกภายในร่างเเลกจ่ายด้วยราคาที่เเทบจะฆ่าตน

ให้ตกตายอยู่ร่อมร่อจากความเจ็บปวดเเสนสาหัสจนมิอาจฝืนสังขารประคองสติได้เเล้วนั้น

 ซึ่งเเม่นางน้อยข้างกายคงมิเเคล้วก่อสงครามลากตนไปลงนรกยังปรโลกเป็นเเน่ 

เด็กหนุ่มจะหัวเราะก็ไม่ได้จะร่ำไห้ก็มิออกจะบอกก็มิถูกหากคิดจะกล่าวกับนางว่าเราหนีกันเถอะเช่นนั้นหรือ ให้พวกเขาไปเถอะเช่นนั้นหรือ เเล้วนางจะฟังคำไม่ขัดความเช่นนั้นหรือชั่งเพ้อฝันละเมอเพ้อพบโดยแท้ร่วมทางกันมานานจ้าวลู่ย่อมรู้จักนิสัยของนางผู้นี้ดี 

คนที่ยอมตายเเต่จะไม่ยินยอมให้ผู้อื่นเอาเปรียบนาง คนเเบบนั้นน่ากลัวเพียงใด เมื่อเลือดขึ้นหน้าต่อให้บุกน้ำลุยไฟอย่างไรก็ตาม หากนางไม่ตกตายเสียก่อนก็หมายจะลากศัตรูไปเยี่ยมชมปรโลกเป็นเพื่อนตัวอย่างเเน่เเท้

 เเถมความทรงจำประหลาดที่คล้ายดั่งผีสางในโสตประสาทเองที่คอยปรากฏขึ้นมาฉายชัดในความทรงจำก็พาให้หัวใจของเด็กหนุ่มเเทบเเตกละเอียดเป็นส่วนส่วนพยายามหลอมรวมกับมันอยู่ทุกครั้งไปหากจิตใจเต๋ามิแกร่งกล้าพอ

คงมิเเคล้วได้หลงลืมไปเเล้วว่าตนคือผู้ใดกันเเน่ หัวใจของจ้าวลู่กำลังกรีดร้องลนลานดังว่า ชิบหายแล้วเราอาจทนได้อีกนิดหน่อย ไอ้พวกบ้านี้ใยถึงมากล้นด้วยจำนวนละลานตาถึงเพียงนี้ต่อให้มีอีกร้อยชีวิตข้าจ้าวลู่ก็มิคิดจะสู้กับพวกเจ้าหรอก ครานี้ข้ายอมวางเดิมพันหากพวกเจ้ามิถอยหลีกทางต่อให้ร่างข้าจ้าวลู่

ต้อง แหลกลาญละเอียดเป็นหยาดน้ำหยดโลหิตก็จะขอลากพวกเจ้าไปกับข้า จ้าวลู่ หวนคำนึงคิดถึงคำสอนของหวังอี้ฟานท่านน้าผู้ฟูมฟักเลี้ยงตนมาจนเติบใหญ่พร่ำสอนคอยบอกคำ ถึงกฏเหล็กทั้งสาม ในข้อที่ว่าพร้อมใบหน้าของหวังอี้ฟานที่กำลังฉีกยิ้มว่า จงโหดเหี้ยมกับผู้อื่นและตนเอง ซึ่งก็คือหลักการเเห่งหัวใจเต๋าของจ้าวลู่ ที่ยึดถือปฏิบัติหากตนคุมสติมิได้เเล้ว

ประการที่สองครั้งตัวมิอาจฝืนทนต่อเเรงกดดันทั้งหลายได้เเล้วล่ะก็ เเม้เเต่จ้าวลู่เองก็มิอาจคาดเดาได้ว่า ร่างนี้จะทนทานรองรับพลังจากผนึกได้หรือไม่ หรือจะตกตายเพราะมันกันเเน่เเถมไอ้ค่ายกลในสถานที่สนามประลองก็คอยตีกลับพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากผนึกกลับคืนสู่ที่ตั้งของเเหล่งพลังมิให้เกินขอบเขตก่อเกิดซึ่งความรู้สึก ณ ตอนนี้ที่จ้าวลู่ได้รับเพราะฝืนกฏปลดปล่อยพลังเกินขอบเขตก่อเกิดก้าวขึ้นมาสู่กายาขั้นต้นนั้นก็ได้รับเเรงกดทับผลักดันพลังตีย้อนกลับดั่งคมกระบี่นับหมื่นนับพันตัดเเบ่งฉีกร่างเป็นส่วนส่วนอยู่ทุกลมหายใจ ลำพังความรู้สึกที่ได้รับจากการรองรับพลังผนึกในร่างที่เปรียบเสมือนดั่ง ค้อนยักหนักหลายร้อยชั่งทุบบดขยี้กระโหลกศีรษะให้ละเอียดเป็นก้อนละอองธุลีดิน

ตนก็เเทบจะคลั่งตายอยู่เเล้วยิ่งพอบวกกับค่ายกลนี้ก็ไม่ต่างจากภูเขาหินแท่งทึบยกทับบดร่างเลยเเม้เเต่น้อย

ความทรงจำภาพเหตุการณ์ฉายชัดราวละครเบื้องหน้าตนในม่านตาของเด็กหนุ่มยิ่งทวีคูณติดตามมาพร้อมเสียง

ดั่งตนเป็นคนผู้นั้นที่กำลังเผชิญเหตุการณ์โศกนาฏกรรมล้างบางครอบครัว ในร่างของเด็กน้อยวัย 4-5 ขวบปี

ในห้องโถงคล้ายพระราชวังปรากฏซากศพนับร้อยนอนตายกระจายเกลื่อนพื้นราวทะเลโลหิตพร้อมหาดทรายเป็นดั่งองค์ประกอบสร้างจากร่างมนุษย์ผู้สิ้นลมนับร้อย

กลุ่มจอมยุทธชายฉกรรจ์ชุดดำผู้เหี้ยมโหดพร้อมถือกระบี่ในมือละเลงฟาดฟันฆ่าสังหารผู้คนในห้องนั้นเบื้องหน้าของเด็กชายวัย 5 ขวบปี 

ผู้สวมชุดสีขาวเนื้อผ้าชั้นดียืนตัวสั่นเทิ่มมองดูฉากสังหารครอบครัวตนทั้งบิดามารดาเเละคนใต้อานัสต่างนอนทอดกายสู้ตายถวายหัวจนวินาทีสุดท้ายเพื่อซื้อเวลาให้เด็กชายตัวน้อยหนีไปพร้อมสตรีผู้เป็นพี่เลี้ยงนางหนึ่ง

ครั้งเด็กชายมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านซอกหินในที่ซ่อนเเต่กลับมิมีเเม้เเต่หยาดหยดน้ำตาหลั่งรินออกมาขณะสตรีนางนั้นคว้าร่างของเขาสะพายแบกบนไหล่อันเรียวเล็กอ่อนนุ่มของนางกำจายพลังอันน่าหวั่นเกรงห้อตะบึงหลบหนีสู่ประตูทางออก

ขณะหลบหนีภาพซากศพนับร้อยพร้อมกลุ่มฆาตกรต่างฉายชัดในม่านตาของเด็กชาย

เเววตาคู่นั้นมองดูทุกอย่างด้วยว่างเปล่าหัวใจดวงน้อยน้อยซึ่งยังไม่รู้รู้เรื่องรู้ราวเต็มไปด้วยความไร้เดียงสากลับต้องมาประสบพบเจอภาพเหตุการณ์โหดร้ายทารุณ เมื่อใกล้ถึงประตูทางออกเหล่ากลุ่มมือสังหารพลันซัดฝ่ามือเเละคมกระบี่เป็นคลื่นติดตามมาอย่างกระชั้นชิดหมายสังหารคนทั้งสองให้ตกตายไปตามตามกัน 

เเม่นางผู้นั้นพลันกัดฟันคว้าร่างของเด็กชายลงมาจากไหล่สู่อ้อมกอดโดยปล่อยให้เเผ่นหลังรองรับทุกอย่างเอาไว้เพียงลำพังพร้อมฉาบรอยยิ้มบนใบหน้าเเต่นัยตากลับฉายเเววอันโศกเศร้าสุดล้นพ้นให้กับเด็กชายผู้เงยหน้าจ้องมองนางด้วยสายตาคมกล้าคล้ายพญามังกร

ตูม...

ร่างของนางเเตกละเอียดเป็นละอองหมอกโลหิตเบื้องหน้าเด็กชายตัวน้อย

นางตกตายไปต่อหน้าต่อตาโลหิตของนางสาดเทหยาดหยดลงมาปะปลายคล้ายต้องการปลอบประโลมอาบร่างของเด็กชายให้มิต้องหวั่นหวาดต่อเหล่าบรรดามัจจุราชมือสังหารทั้งสิบคนที่กำลังก้าวสามขุมห้อตะบึงมาหมายสังหารเขาผู้มีเนื้อตัวอาบฉาบเสื้อผ้าด้วยหยาดโลหิตให้ตกตายตามไปยังปรโลกพร้อมครอบครัว

ในม่านตามองดูทุกอย่างพลางยืนนิ่งประดุจดั่งก้อนภูผาสูงตระหง่านมิหวั่นเกรงต่อคลื่นลมพายุฟ้าฝนที่สาดซัดกระหนำใส่

ในดวงตาคู่นั้นกลับมิปรากฏเเม้เเต่เศษเสี้ยวเเห่งความหวาดกลัว เเต่ทว่ากลับเปี่ยมล้นด้วยเเววตาเเห่งความ เคียดแค้นชิงชังอันล้นพ้นหาใดเปรียบจ้องถมึงทึงยังร่างทั้งสิบที่ห้อตะบึงเข้ามา เหล่ามือสังหารเมื่อเห็นเเววตาเช่นนั้นจากเด็กชายก็มิคิดจะยั้งมือหรือถอยกลับหากปล่อยไว้ภายภาคหน้าอาจนำภัยมาสู่ตัวคราเขาเติบใหญ่คงมิวายตามล้างเเค้นพวกตนเป็นเเน่ ตัดไม้อย่าไว้ตอ ตัดรากจำต้องถอนโคน วันนี้ปีหน้าหากเด็กน้อยผู้นี้มิสิ้นลม พวกตนคงนอนตายตาไม่หลับอาจครั้งต้องคอยมาระเเวงคราหลับยามนอนทุกค่ำเช้าหวั่นเกรงว่าวันใดจะมีคมกระบี่มาจ่อคอบั่นศีรษะพวกตนให้สิ้นชีพเพื่อระบายความเเค้นครั้งอดีตจากเด็กน้อยผู้นี้

เหล่ามือสังหารต่างปลดปล่อยขบวนท่าก่อร่างสร้างคลื่นลมปราณหลากรูปพุ่งมุ่งตรงมายังร่างของเด็กชายเบื้องหน้า เเต่ทว่าเมื่อห่าฝนลมปราณคมกระบี่จะถึงยังร่างน้อยน้อยที่กำลังมองดูพวกตนโดยปราศจากความหวาดกลัว

ด้วยดวงตาคู่นั้น พลันปรากฏร่างชายชราสวมชุดขาวปล่อยผมยาวถึงเเผ่นหลังสีขาวนวลมองดูคล้ายบัณฑิตมากบารมีสะบัดหลังมือเข้าขวางปลดปล่อยลมปราณก่อร่างเป็นหลังมือขนาดยักพุ่งปะทะกับคลื่นลมปราณรูปร่างต่างต่างนานาของฝ่ายมือสังหารจนบดละเอียดพังทลายไปทั้งหมดเป็นเศษเล็กเศษน้อยในชั่วพริบตาก่อนหลังมือนั้นจะพุ่งฟาดยังร่างทั้งสิบให้กลายเป็นละอองหมอกโลหิตเมื่อครั้งก่อนหน้าที่กระทำกับนางผู้นั้น

ครั้งเขาหันหน้ามามองเด็กชายด้วยสายตาเเห่งความประหลาดใจหลายส่วนเอ่ยปากถามชื่อเสียงเรียงนามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยสุดเย็นชาครั้งได้ฟัง

"เด็กน้อยเจ้าชื่ออะไร ?"

ชายชราผู้ทรงภูมิถามไถ่ด้วยอาการสงบเเต่ในเเววตานั้นปรากฏเเวววูบไหวจนยากจะสังเกตเห็นเมื่อเด็กชายเงยหน้ามองตนด้วยเเววตาที่ดูว่างเปล่าอันไร้ก้นสุดจะหยั่งถึงพร้อมเปล่งวาจาฉาบน้ำเสียงเย็นชายิ่งกว่าเเลดูคล้ายดั่งซากศพดำรงอยู่ด้วยวิญญาณอาฆาตพยาบาท ไม่ปรากฏอารมณ์ใดในดวงตาคู่นั้นนอกจากความเเค้นชิงชังสุดประมาณ

"หรงเปา "

ชายชราพยักหน้าก่อนจะสะบัดมือนำร่างทั้งสองหายไปจากสถานที่เเห่งนั้นผ่านมิติอันว่างเปล่าเด็กชายเหลือบมองยังซากเมืองเบื้องล่างที่กระจายเกลื่อนพื้นไปด้วยซากศพชายหนุ่มหญิงสาวเด็กเล็กคนชราในเสื้อผ้าอาภรณ์ที่แตกต่างกันคละวัยพร้อมทะเลโลหิตที่อาบท่วมทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปเพียงเสี้ยววินาทีเพราะการโบกมืออย่างมิยินดียินร้าย ห่อหุ้มลมปราณ กลืนกินทุกสิ่งให้ถูกฝังกลบด้วยพื้นพสุธาดั่งธรณีสูบ

จ้าวลู่ก้าวเท้าย่างสามขุมขณะจิตใจกำลังดิ้นรนอย่างหนักให้มิหลงลืมตัวตนของตัวเองพลางชี้ปลายกระบี่ด้วยร่างสั่นเทิ้มไปยังกลุ่มฝูงชนเบื้องหน้าที่กำลังละล้าละลังทำตนมิถูกเปล่งวาจาอันเหี้ยมหาญพร้อมโยนของเจ้า ปัญหาลงพื้น โดยมิคิดจะไต่ถามปิงอี้เฟย เเต่ภายในส่วนลึกกำลังหวาดกลัวชนทั้งหลายเเทบฉี่ราดรดกางเกงอยู่รอมร่อ

"จงเปิดทางผู้ใดขวางผู้นั้นตกตาย "

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 20:04
    อัปเเล้วจร้า
    #30
    0