อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 33 : เขียนเสือให้วัวกลัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 427
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

เมื่อเหล่าบรรดาผู้เยาว์กลุ่มเเรกเข้ามาถึงภายในซากโบราณสถานตำหนักสวรรค์ซ่อนเร้น

ครั้งห้อตะบึงเลยผ่านประตูเข้ามาต่างพากันยืนนิ่งอึ้งตะลึงลานกับภาพที่ฉายชัดอยู่เบื้องหน้าพวกตน หลายร้อยร่างห้อตะบึงตามติดมาสมทบกลุ่มชนที่หยุดยืนนิ่งอย่างกระทันหันก่อนจะสพสายตาเเลกกันพลางหันรีหันขวาง

 เพราะสายหมอกควันเส้นสายสีขาวนวลฟ้าครามกำจายหนาเเน่นเเลดูคล้ายคลื่นน้ำทะเลให้ความรู้สึกสบายตายิ่งนักครั้งจ้องมองเเต่กลับเเฝงเร้นเภทภัยจากไอเย็นอันหนาวเหน็บขั้นจับขั้วหัวใจ 

ซึ่งหมอกควันเหล่านี้เปี่ยมล้นด้วยพลังหยินอันเเสนบริสุทธิ์อันหาได้ยากยิ่ง เเละเหล่าบรรดาจอมยุทธรุ่นเยาว์ต่างพากันทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างถ้วนทั่ว หากพวกตนอยู่ขั้นขอบเขตวิญญาณหรือขั้นศักดิ์สิทธิ์สิ่งนี้จะไม่ก่อปัญหาใดใดเเถมมิหนำซ้ำยังส่งผลประโยชน์ในการบำเพ็ญอย่างมหาศาลเกินคณานับคล้ายเจอขุมมหาสมบัติวางเรียงรายส่องประกายระยิบระยับเเต่ทว่าไม่อาจเเตะต้องมันเพียงหนึ่งชุนคล้ายดั่งสวรรค์กลั่นแกล้งพวกตนให้ตกที่นั่งลำบาก 

หากพวกเขาเเละนางอยู่ขั้นกายาก็ว่าไปอย่าง เมื่อทะลวงจุดตาลเถียนก่อร่างสร้างทะเลลมปราณภายในกายทุกอย่างคงง่ายดายขึ้นหลายส่วนเเต่ทว่า ณ ตอนนี้เหล่าบรรดาจอมยุทธรุ่นเยาว์ทั้งหลายนั้นคล้ายดั่งเด็กทารกในเส้นทางของการบ่มเพาะบำเพ็ญเพียร 

ซึ่งก็ทำได้เพียงการสัมผัสหยิบยืมพลังจากฟ้าดินในส่วนน้อยนิดผ่านร่างกายที่คล้ายดั่งเสาอากาศรับสัญญาณจากแหล่งพลังงานรอบตัวเปรียบเทียบเสมือนการไขว่คว้าเพียงเศษฝุ่นที่ลอยตัวในกระเเสอากาศเเละมิอาจมองเห็นพื้นดินใต้ฝ่าเท้าพวกตนได้เเม้เเต่น้อย 

มันก็ไม่ต่างจากคนหลงทางในที่มืดท่ามกลางเเสงสว่างไสวสุดพรรณนารอบกายฉายชัดอยู่เบื้องหน้าเเต่กลับกลายเป็นคนตาบอดมองมิเห็นเเสงเหล่านั้นที่อยู่ห่าง่

ลำบากเพียงเอื้อมมือไขว่คว้าก็ได้มาอย่างง่ายดายไว้ในกำมือหลุดพ้นจากความมืดมิดก้าวสู่เเสงสว่าง 

ฝ่ายถังมู่ที่ห้อตะบึงรุดหน้าแซงกลุ่มผู้เยาว์ทั้งหลายมาอยู่หน้าสุดของเเถวก็พลันฉายสีหน้าตะลึงลานพลางคลี่ยิ้มเเลดูคล้ายคนมากเล่ห์เหลี่ยมมิใช่น้อยก่อนจะหยิบเเผ่นหยกออกมาประกาศกร้าวขณะพุ่งร่างเเหวกม่านคลื่นพลังหยินไปอย่างง่ายดายราวเดินชมสวนดอกไม้หลังบ้านตนมิผิด

"ปีศาจไร้ใจถือครองป้ายหยกหากพวกเจ้ารุมล้อมลงเเรงก็ได้มาโดยง่าย ! "

เมื่อหงจี้เเละซูฉีเร่งเท้าก้าวมาถึงก็สาดสายตาเย็นชาเพราะได้ยินทุกคำพูดต่ำช้าของถังมู่ผู้จากไปพร้อมสหายผู้ติดตามตนนับสิบคน ครั้งเหล่าบรรดาจอมยุทธรุ่นเยาว์ทั้งหลายที่กำลังสาดสายตาเเห่งความละโมบมายังกลุ่มของหงจี้เเละซูฉีที่ดันถือครองเเผ่นป้ายหยกเช่นกันก็พลันสะกดความโลภภายในใจจนหมดสิ้น

เพราะหากมองกลุ่มหงจี้เเละซูฉีพร้อมผู้ติดตามร่วมกันกว่าสามสิบคนเป็นดั่งเเกะน้อยตัวอ้วนกลมก็คงตาบอดมิใช่น้อย ต่างฝ่ายต่างรีบก้าวเท้าเร่งเเหวกทางอย่างไม่รั้งรอให้กลุ่มของหงจี้เเละซูฉีก้าวจากไป

ผ่านในม่านพลังคลื่นหยิน เเถมสายตาของพวกเขาเหล่านั้นที่จับจ้องยังเเผ่นหลังของกลุ่มสองผู้เยาว์ที่จากไปเเล้วก็ยังปรากฏมากด้วยความเสียดายหลายส่วนเเต่ดันมิหาญกล้าลงมือเเย่งชิงป้ายหยกเพราะจำนวนผู้ติดตามของอีกฝ่ายคงมิคิดอยู่เฉยรอให้พวกตนสาวเท้าก้าวเข้ามาฉกปล้นชิงป้ายหยกไปเเน่ ต่างฝ่ายต่างสพสายตากันคล้ายจะบอกเป็นนัยว่ายังเหลือโอกาศอีกครั้ง 

ผู้คนชายหนุ่มหญิงสาวมากกว่าก้าวร้อยชีวิตต่างหันเบนสายตาไปยังปลายทางของประตูทางเข้านัยตาของพวกเขาเเละนางึ

ปรากฏเส้นเลือดฝอยถึงความละโมบเเถมบางรายถึงกับหายใจถี่ยิบเร่งเร้าพลังลมปราณหมายสะกดความตื่นเต้นผสมความหวั่นเกรงในตัวของปีศาจไร้ใจเเละบุปผาเหมันต์ซ่อนสังหารที่ดันโชคร้ายหล่นทับตกเป็นเป้าหมายของพวกตน ว่าจะสมคำร่ำลือจริงหรือไม่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ลังเลใจไม่กล้ากระทำการบูมบาม

เเต่ส่วนใหญ่ล้วนเเล้วเเต่มิคิดจะต่อสู้เข้าเเย่งชิงเเผ่นป้ายหยกที่แลดูคล้ายกับเผือกร้อนหากถือไว้ภายในมือคงมิเเคล้วต้องคอยหวาดระเเวงหัวใจเต้นมิเป็นส่ำเกรงคนจะมาฉกชิงจากมือของพวกตนไปเเถมยังไม่เเน่ว่านอกจากจะรักษาเเผ่นป้ายหยกมิได้เเล้ว

ชีวิตน้อยน้อยของพวกตนก็อาจตกตายเป็นของเเถมเพราะเเผ่นป้ายหยกในมือก็อาจจะเป็นได้ 

ครั้งหยุดคิดเพราะยังไงเสียลำพังเพียงใช้เเค่พลังลมปราณฟ้าดินที่หยิบยืมมาจากรอบตัวคอยห่อหุ้มกายเอาไว้ก็สามารถผ่านพ้นไปได้เช่นกัน

เเต่ทว่าก็อาจจะประสบความลำบากมิใช่น้อยหากคิดจะผ่านพ้นด้วยกำลังเพียงส่วนเดียวเเต่สำหรับป้ายหยกนั้นเเตกต่างออกไปนอกจากนี้ยังจะช่วยให้ผ่านพ้นบททดสอบทั้งหลายอย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเเล้วยังมิเเน่ชัดว่าอาจจะมีสมบัติบางประการรอคอยให้ผู้ถือครองได้ไขว่คว้าไปโดยใช้เเผ่นป้ายหยกเหล่านั้น

ส่วนฝ่ายที่ไม่คิดจะเเย่งชิงเเต่กลับรั้งรออยู่นั้นต่างปรากฏความคิดเห็นเช่นเดียวกันคือต้องการเห็นความสามารถของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยว่าจะสมดั่งคำร่ำลือจริงหรือไม่เเถมพวกตนยังได้เพลิดเพลินไปกับละครฉากนี้อีกด้วย มิหนำซ้ำยังได้ประเมินความสามารถของจอมยุทธรุ่นเยาว์ทั้งหลายว่าพวกตนควรจะไปตอแยอีกฝ่ายหรือไม่อย่างไร

ในภายหลังหากเเลดูว่าความสามารถของพวกตนมิเพียงพอในการประมือกับอีกฝ่ายก็จะหลีกเลี่ยงมิคิดเข้าเเหย่เท้ารนหาที่ตายนับว่าเป็นอีกหนึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ไม่นานนักหลังจากกลุ่มของสองผู้เยาว์จากไปฝ่ายจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยก็ปรากฏกายออกมาโดยมิรู้เเน่ชัดถึงสถานะการณ์ล่อแหลม

ครั้งมองเห็นสายตาของกลุ่มชนที่คล้ายดั่งผู้ล่าจับจ้องเหยื่อเเต่เหยื่อที่ว่ากลับคือพญาอสูรตัวเป้งหาใช่ไก่กาหาได้ริมทางซึ่งจ้าวลู่ก็สัมผัสได้ถึงอันตรายพลันหยุดชะงักเท้าไปชั่วขณะ

ก่อนจะเร่งสาวเท้าต่อโดยมิคิดจะรั้งรอส่วนฝ่ายเเม่นางน้อยปิงอี้เฟยกลับสาดไอเย็นอำมหิตหลุดลอดผ่านผ้าม่านมุ่งตรงยังกลุ่มฝูงชนด้วยจิตคุกคาม หากผู้ใดเข้ามาขวางทางนางมิเเคล้วคมกระบี่ในมือนางที่พร้อมชักออกจากฝักนั้นอาจจะได้ลิ้มรสโลหิตโดยที่นางมิคิดจะไต่ถามถึงเหตุผล ในความคิดของนางมีเพียงสองคำตอบสำหรับมันผู้ใดที่กล้าเสนอหน้าแหย่เท้าเข้ามาขวางทางคือ 1 ขวางข้าเจ้าตาย 2 เสนอหน้าออกมาเจ้าตาย ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดมันผู้นั้นก็ตาย

น้ำเสียงอันนุ่มนวลพลันเปล่งหลุดเเหวกอากาศออกมาจากกลุ่มฝูงชนพร้อมกับร่างของชายหนุ่มผู้สวมชุดผ้าไหมดูหรูหราสีสันฉูดฉาดสะดุดตาผู้พบเห็นมิใช่น้อยคล้ายจะออกมาท่องราตรียามสนธยาในสวนบุปผาใต้เเสงจันทราเเถมยังมิวายขนติดเครื่องประดับประดาประดับกายจนดูเกินเหตุ 

คล้ายพวกเด็กบ้านรวยอวดเบ่งบารมีทั้งคณะผู้ติดตามนับสิบคนตามติดสอยห้อยหลังมองเเลดูชั่งคล้ายชมละครงิ้วก็มิปานขณะจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยกำลังสาวเท้าหมายจะเเหวกผ่านฝูงชนที่ยืนระเกะระกะขวางทางอยู่เบื้องหน้าม่านพลังที่เเม้เเต่ตัวของจ้าวลู่เองยังมิทราบเเน่ชัดว่าคือสิ่งใดก็พลันต้องหยุดฝีเท้าเหลือบมองยังร่างของชายหนุ่มคนนั้นที่ดันกล้าเสนอหน้าออกมาพลางคลี่ยิ้มยกมือคารวะตนเเละปิงอี้เฟย

"คารวะท่านปีศาจไร้ใจเเละเเม่นางบุปผาเหมันต์ซ่อนสังหาร หากพวกท่านทั้งสองคิดจะผ่านทางไปจงจ่ายค่าผ่านทางมาด้วยเเผ่นป้ายหยกในมือพวกท่านเเต่โดยดีมิเช่นนั้นเเล้วพวกข้าอาจจะต้องขออภัยที่ต้องล่วงเกิน! "

คำพูดเเละท่าทางนั้นมองดูชั่งเกรงอกเกรงใจฝ่ายจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยเป็นอย่างยิ่งเเต่ทว่านัยตาคู่นั้นกลับฉายเเวววูบไหวถึงความละโมบซึ่งคนนับร้อยเบื้องหลังก็ปรากฏสายตาเเบบเดียวกันจนถ้ากล่าวว่า หากมีตาก็คงจะเห็นชัดถึงความคิดของคนพวกนี้หากตาบอดซ้ำร้ายคงมิวายต้องสู้กันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ดั่งคำว่าสัตว์ตายเพราะอาหารคนตายเพราะความโลภ

เมื่อปิงอี้เฟยครั้งนางได้ฟังความก็พลันชักกระบี่เพียงเล็กน้อยเผยให้เห็นเเสงเงาเงินจากคมกระบี่ส่องประกายวูบวาบเเต่ไม่ทันได้ชักออกมาทั้งหมดจ้าวลู่ก็ยกมือกดปลายกระบี่ทับมืออันเรียวเล็กของนางก่อนจะส่ายหน้า

ด้วยอาการนิ่งสงบคล้ายมิเเยเเสหรือสลักสำคญความของอีกฝ่ายที่เปล่งหลุดออกมาจากปากส่วนฝ่ายปิงอี้เฟยที่กำลังฉายนัยตาอำมหิตพลันหดเกร็งลดลงหลายส่วนเมื่อเห็นสายตาของจ้าวลู่ที่ปราศจากความกังวลเเม้เเต่เศษส่วนเดียวในเเววตาคู่นั้นเเถมยังหันกลับไปคลี่ยิ้มเย็นสาดดวงตาอันว่างเปล่าดั่งหลุมลึกไร้ก้นให้ชนทั้งหลายที่กำลังกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพราะมิอาจสัมผัสรับรู้ได้ถึงความ กระวนกระวายใจของจ้าวลู่ เเลดูชั่งยโสยิ่งนักคล้ายดั่งพญามังกรมองดูฝูงมดปลวกหนอนแมลงที่กล้าเสนอหน้าขวางทางตนรนหาที่ตายโดยเเท้ก็มิผิดเเม้เเต่น้อย

เมื่อไร้คำตอบจากจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยอีกฝ่ายพลันชักสีหน้าเคร่งขรึมเเต่ขณะกำลังจะอ้าปากเปล่งวาจาใดร่างของจ้าวลู่พลันเลือนหายไปจากจุดเดิม หัวใจของคนทั้งหลายต่างร้องเตือนตะโกนก้องกังวานถึงอันตรายจากส่วนลึกรีบเร่งเร้าพลังปกคลุมร่างกายหมายป้องกันรางมิดีจากการหายตัวไปของจ้าวลู่ภายในเสี้ยววินาที เเถมในบรรยากาศกำลังปกคลุมด้วยปราณโลหิตสีเเดงบางบางตั้งเเต่เมื่อใดมิเเน่ชัดทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะมีเสียงกรีดร้องดังตามมาเมื่อร่างของจ้าวลู่ปรากฏ ณ ที่เดิมขณะถือกระบี่ไม้อาบคราบโลหิตหยดติ๋งติ๋งจากคมกระบี่ในมือข้างหนึ่งสาดนัยตาว่างเปล่าเฉกเช่นเดิมมิเปลี่ยนเเปลงเเม้เเต่น้อยจากครั้งก่อนหน้า

ฉัวะ..ฉัวะ...ฉัวะ......

อ๊าก....

คณะกลุ่มละครลิงต่างหัวขาดกระเด็นกระดอนหลุดลอยเหนืออากาศสาดสายโลหิต ร่างกายสั่นกระตุกระริกระริกขนาดตกตายโดนบั่นคอศีรษะหลุดออกจากร่างทั้งยังมิรู้สึกตัวว่าพวกตนได้ตกตายไปเป็นที่เรียบร้อยขณะจ้าวลู่เอ่ยปากในเวลานั้นร่างที่ปราศจากหัวก็พลันล้มลงนอนกองกับพื้น

ลำคอที่ขาดวิ่นสาดสายโลหิตพุ่งเป็นทางสั่นกระตุกชักดิ้นชักงอเเลดูไม่ต่างไก่ตัวผู้ถูกตัดคอขาดในกระบี่เดียว

จนทุกสายตาที่จับจ้องมองยังร่างที่นอนกองตกตายไร้ลมฉายชัดเบื้องหน้าในม่านตาของทุกผู้คน

ในความคิดของคนทั้งหลายครั้งมองเห็นภาพนี้กับตาตนเองก็

รู้สึกเสียวสันหลังวูบไหวไอเย็นเสียดแทงหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำราวกำลังยืนอยู่ยังปลายขอบหน้าผาหุบเหวก้าวพลาดเพียงครั้ง

คงมิเเคล้วได้มาทิ้งชีวิตในสถานโบราณนอนตายไร้หัวติดร่างเป็นเพื่อนพวกหน้าโง่ที่ดันกล้าเสนอหน้าเเหย่เท้ารนหาที่ตายกลายเป็นหนูลองยา

"มีใครอีกหรือไม่ที่คิดจะขวางทางข้า "

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น