อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 32 : ก้าวเท้าสู่ตำหนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 400
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    6 ม.ค. 64

ฝ่ายเเม่นางน้อยปิงอี้เฟยใช้มืออันเรียวเล็กขาวกระจ่างใสจับปลายกระบี่ไว้ข้างหนึ่งขณะนัยตาคู่นั้นใต้ผ้าม่านจับจ้องยังหัวหน้ากลุ่มสตรีชุดเเดงตรงข้ามนางที่มองคล้ายจะพุ่งเข้ามาได้ทุกเมื่อ ทั้งสองนางพร้อมเข้าห้ำหั่นกันได้ทุกขณะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดมิซื่อชิงลงมือก่อนการต่อสู้คงมิอาจ หลีกเลี่ยงได้เป็นเเน่ บรรยากาศระหว่างสตรีสองนางช่างดูคล้ายผืนทะเลเเลดูสงบนิ่งเเต่กลับเเฝงเร้น ส่อเค้าเเววก่อพายุใต้ฝุ่นลูกใหญ่ ได้เพียงสะกิดเเค่เล็กน้อยก็อาจจะก่อสงครามขึ้นมาระหว่างทั้งสองฝ่ายเพราะเเผ่นป้ายหยกเป็นเหตุ หงจี้พลันชักสีหน้าจริงจังเมื่อเเลเห็นบรรยากาศมิสู้ดีนักราวกับมีเส้นสายอัสนีบาตก่อร่างสองเส้นปะทะกันระหว่างอากาศจากสตรีทั้งสองนางหากตนมิยื่นมือเข้าขัดขวางคงมิเเคล้วนองโลหิต

ส่วนฝ่ายจ้าวลู่เองก็พลันหุบยิ้มเเสดงท่าทางดูเหี้ยมหาญมิน้อยก่อนจะก้าวเท้ามายืนเคียงข้างปิงอี้เฟย คล้ายดั่งองครักษ์พิทักษ์สาวงาม ถึงเเม้ว่าศัตรูของพวกตนจะเป็นอีกหนึ่งสตรีผู้เลอโฉมเช่นกันก็ตาม

สตรีชุดเเดงนางนั้นคล้ายดั่งพญาหงส์เพลิงในฝูงหงส์สวรรค์พลันทอดถอนหายใจ เพราะนางรู้ดีว่าอีกฝ่ายหาใช่ธรรมดาสามัญดั่งตาเห็นหากกระบี่เล่มนั้นชักออกจากฝักก็หมายถึงนางต้องเผชิญหน้ากับสาวน้อยผู้โหดเหี้ยมในยามลงมือซึ่งนางเองก็มีความมั่นใจเพียง 4 ใน 10 ส่วนหากคิดหมายจะล้มเเม่นางผู้นี้เพียงลำพังโดยมิมีการสอดมือของผู้อื่นจุดจบคงอเนจอนาถทั้งสองฝ่าย

คราก่อนครั้งประมือกันก็มิรู้ผลเเน่ชัดเเต่นางถึงกับต้องยอมรับขั้นขอคารวะซูฮกเลยว่าอีกฝ่ายยังมิได้เอาจริงเพราะสองหนุ่มข้างกายพวกนางต่างเเหย่เท้ากันเข้ามาขัดขวางเสียก่อน

เเถมฝ่ายเด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามเองนั้นก็เก่งกล้ามิใช่เล่นขนาดหงจี้ที่ว่าเเน่ฝีมือทัดเทียมใกล้เคียงนางยังมิอาจเอาชัยเหนืออีกฝ่ายการต่อสู้ที่ว่ามานั้นมันชั่งไม่ต่างจากละครลิงฉากหนึ่งซักนิด เมื่อหงจี้ใช้เพียงหมัดเเละร่างกายเข้าปะทะเด็กหนุ่มผู้นั้นก็มิคิดจะเอาเปรียบ มองดูคล้ายพวกบ้าหยิ่งในศักดิ์ศรีเเต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างสูงโปร่งตรงข้ามนางนั้นมีใบหน้าอันหล่อเหลาให้

ชวนฝันครั้งหลับตายามทิวาราตรีเเถมรอยยิ้มเเละเเววตาที่เปี่ยมล้นด้วยความมั่นอกมั่นใจนั้นยังสลักฝังลึกภายในใจของนางมิใช่น้อย ครานั้นเเม่นางน้อยผู้นี้ที่สุดจะเย็นชาหาใดเปรียบก็คล้ายดั่งภูผาก้อนใหญ่ที่มิอาจก้าวข้ามผ่านโดยง่าย ซึ่งอัฉริยะไร้สังกัดมิทราบที่มาที่ไปทั้งสองคนเบื้องหน้านางก็เป็นยอดยุทธ์รุ่นเยาว์โดยเเท้จริง หากไม่นับเป็นศัตรูกันก็คงจะดีมิน้อย จริงอยู่ดั่งคำว่า เหล่าสัตว์ตายเพราะอาหารคนตายเพราะความโลภคงมิผิดนัก เเต่สำหรับสองอัฉริยะหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเบื้องหน้านางนั้นคล้ายจะไม่เเยเเสเงินทองเลยสักนิดหากมิรวยล้นฟ้าก็เเกล้งเป็นเจ้าเพื่อหลอกผีโดยเเท้ครั้งขอซื้อป้ายหยกขณะเสนอราคาเเม้เเต่นางยังปวดใจเเต่อีกฝ่ายกลับไม่มีเเม้เเวววูบไหวในม่านตาของคนทั้งสองเพียงน้อยนิด

เเม่นางผู้นั้นสวมชุดเเดงสดดั่งเปลวเพลิงนามซูฉีพลางคลี่ยิ้มหวานลดอาการคุกคามลงหลายส่วนก่อนจะเหลือบมองยังร่างของจ้าวลู่ด้วยหางตาพลางเอ่ยปากสงบศึก

"ข้าเเซ่กวางนามซูฉี พบกันคราก่อนต้องขออภัยที่พวกเราล่วงเกินพวกเจ้าเเล้วเเต่กระนั้นก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายเเต่สำหรับคนทางนั้นคงไม่ใช่....."

ซูฉีเอียงหันมองยังอีกทิศทางหนึ่งยังร่างของ ถังมู่ผู้ฉาบใบหน้าเหี้ยมเกียมสาดสายตา อาฆาตเเค้นมองมายังร่างของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยมิวางตาก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้คนทั้งสองเบื้อนหน้านาง

"ดูเหมือนจะมีอีกคนที่มิคิดจะเป็นมิตรกับพวกเจ้าสายตาเเเบบนั้นหากมิคิดจะฉีกเนื้อเถือหนังพวกเจ้าเป็นชิ้นชิ้นก็คงต้องการทัณฑ์ทรมานพวกเจ้าให้ตกตายคามือไม่ผิดเเน่ "

เมื่อจ้าวลู่ได้ฟังความก็รู้สึกกระอักกระอ่วนมิใช่น้อยก่อนจะโบกมือคล้ายมิเเยเเส เเม้เศษเสี้ยวให้ระคายเคืองโสตประสาท

"หากมันคิดจะเคี้ยวเเผ่นหนังเหนียวเนื้อชิ้นก้อนโตเตะเเผ่นเหล็กหนาเเล้วไม่กลัวท้องเเตกตายหรือขาหักพิกลพิการก็เชิญตามใจมันจะปราถนาข้าจ้าวลู่มิเคยเกรงกลัวผู้ใดหากต้องการดับชีพผู้อื่นก็จงคิดเผื่อไว้ว่าตนเองนั้นจะรอดพ้นจากความตายด้วยน้ำมือของอีกฝ่ายหรือไม่!"

จ้าวลู่ประกาศกร้าวมองดูชั่งอหังการหลายส่วนเเถมยังกร้าวร้าวมิใช่น้อยจนชนทั้งหลายถึงกับต้องเหลือบมองกลุ่มของจ้าวลู่ด้วยสายตาหวั่นวิตก เพราะชื่อเสียงของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยนั้นได้มาโดยฝีมือไม่ใช่ใช้โชคช่วยหากไม่มีผลประโยชน์มากพอให้ยอมเเลกชีวิตก็มิมีผู้ใดอยากเเหย่เท้ารนหาที่

จะสวรรค์หรือนรกยังไม่เเน่ชัดเพราะต่างคนต่างมั่นใจในฝีมือของตนเองทั้งสิ้นที่รอดพ้นผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ใช้โชครางเเต่อย่างใดหากเเต่เป็นฝีไม้ลายมือของตนเองทั้งสิ้นที่จัดการกับอุปสรรคข้ามผ่านก้อนหินภูผาสูงชันรอดพ้นความตายจนมายืนเสนอหน้าในที่นี้ ก็หาใช่มีฝีมือธรรมดาสามัญ เเต่อย่างใด

เมื่อเเม่นางซูฉีได้ฟังความของจ้าวลู่ดั่งที่นางหวังก็พลันยกชายเสื้อข้างหนึ่งป้องปากพลางหัวเราะเล็กน้อยสายตาจับจ้องยังใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ไม่มีเเม้เเต่ปรากฏเศษเสี้ยวเเห่งความหวาดกลัวภายในเเววตา ก็พาให้นางรู้สึกถูกชะตาเเอบคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้หากมิบ้าก็กล้าหาญสมชายชาตรี จิตใจเต๋าของเขามิธรรมดาโดยเเท้จนนางยังอดใจไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมอีกฝ่ายภายในใจเเต่พอมองไปยังเเม่นางข้างเคียงก็พลันต้องหดเกร็งนัยตาลงเพราะตอนนี้เเววตาคู่นั้นใต้ผ้าม่านกำลังสาดจิตสังหารดั่งคมมีดเสียดแทงมายังนางจนเริ่มรู้สึกถึงอันตรายรีบเร่งเร้าลมปราณขับไอเย็นประหลาดที่รุกรานเข้ามาภายในโดยมิทันตั้งตัว

ณ ยอดเขาหลินตัน ปรากฏร่างของบุรุษกำลังยืนเป่าขลุ่ยในเเววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นถึงความโศกเศร้าหาใดเปรียบดั่งท่วงทำนองของเพลงที่เป่าขณะเเสงสาดส่องใบหน้าขับร่างให้เเลดูโดดเดี่ยวยิ่งนักยามมองจากเเผ่นหลังของเขา สตรีผู้งดงามในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามก้าวเท้าเดินมาหยุดยืนเคียงข้างกายก่อนจะเหลือบมองออกไปยังท้องฟ้าเฉกเช่นเดียวกันโดยมิคิดกล่าวคำใดเเม้ว่า ณ ตอนนี้นางพึ่งจะฟื้นพลังกลับมาสร้างกายาจากสมบัติวิเศษเเถมราคาที่จ่ายไปก็ถึงกับเเทบทำให้คนลมจับหากมีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้เข้าเเละตอนนี้หลานหลีหมิ่นก็ไม่ได้อยู่ในร่างวิญญาณอีกต่อไปเเต่ก็ยังคงอาศัยอยู่กับหวังอี้ฟานประหนึ่งฉันสามีภรรยาเคียงคู่กัน

ฝ่ายหวังอี้ฟานพลันวางขลุ่ยลงจากปากก่อนจะบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเจือความเศร้าเหงา

" 8 เดือนเเล้วที่สองปีศาจตัวน้อยของพวกเราออกไปผจญภัยสู่โลกภายนอก หลีหมิ่นข้ารู้สึกว่าในช่วงเวลาที่ไม่มีสองเจ้าตัวเเสบมาคอยรังควานมันช่างดูเปลี่ยวเหงาจนจิตใจของข้าไม่สามารถบำเพ็ญต่อไปได้หากมิได้รับข่าวคราวของจ้าวลู่เเละหลานฉีเอ๋อร์ "

ฝ่ายหลานหลีหมิ่นเมื่อได้ฟังความก็พลันฉายเเววตาวูบไหวอันหาได้ยากซึ่งก็คล้ายจะรู้สึกไม่ต่างกันก่อนจะเอียงคอซบไหล่ของหวังอี้ฟานพลางมองออกไปยังผืนฟ้า ณ ที่ห่างไกล

สองอาวุโสทอดสายตามองยังท้องฟ้าด้วยอารมณ์หดหู่คล้ายดั่งบิดามารดาห่วงใยบุตรหญิงชายที่จากไกลอ้อมกอดของพวกตน ภายในกำลังรู้สึกกระวนกระวายมิน้อยเเม้จะมั่นใจในตัวของทั้งสองคนเเต่ก็อดมิได้ที่จะเป็นห่วงเป็นใยผู้เป็นดั่งสองปีศาจตัวน้อยสำหรับเขาเเละนาง

ถังมู่ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันรู้สึกโกรธเเค้นผสมความเดือดดาลเมื่อได้ฟังความจนเเทบกระอักโลหิคสิ้นสติอยู่ร่อมร่อเเถมใบหน้า ณ ตอนนี้ยังเเลดูเหึ้ยมเกียมมิใช่น้อย ก่อนจะชูป้ายหยกขึ้นเร่งเร้าพลังใส่ลงไปก่อร่างสร้างลำเเสงส่องพุ่งกระทบม่านค่ายกลป้องกันส่วนฝ่ายหงจี้ที่ถือครองเเผ่นหยกเช่นกันก็เหลือบมองถังมู่ด้วยหางตาก่อนจะหยิบเเผ่นป้ายหยกออกชูขึ้นเหนือศีรษะพลางสงรอยยิ้มให้กับจ้าวลู่ผู้มีป้ายหยกคนสุดท้าย

จ้าวลู่นัยตาพลันหดเกร็งขณะฉาบใบหน้าจริงจังก่อนจะหยิบเเผ่นป้ายหยกออก ก่อร่างสร้างลำเเสงเฉกเช่นเดียวกัน

ลำเเสงจากเเผ่นป้ายหยกทั้งสามส่องประกายพุ่งเเหวกอากาศกระทบม่านพลังจน สั่นกระเพื่อมวูบไหวก่อนจะสลายตัวลงไป อย่างช้าช้า

ท่ามกลางสายตาจากอัจฉริยะชนทั้งหลายบรรดาเหล่าฝูงชนต่างฉายสีหน้าตื่นเต้นผสมความดุร้ายในดวงตาก่อนจะเหลือบมองซ้ายขวาพากันพุ่งร่างเข้าไปภายในซากโบราณสถานโดยมิต้องรอให้ผู้ใดมาคอยสั่ง ถังมู่เหลือบมองจ้าวลู่ด้วยสายตาอาฆาตเเค้นเป็นครั้งสุดท้ายคล้ายจะบอกความนัยบางอย่างเเต่ก็มิคิดจะเเหวกหญ้าให้งูตื่นก่อนจะนำร่างตนตามติดกลุ่มฝูงชนไป

กลุ่มของจ้าวลู่เมื่อเห็นดังนั้นก็พากันห้อตะบึงเเยกทางกันกลุ่มของหงจี้เเละซูฉี ต่างเเยกตัวออกไปโดยปล่อยให้จ้าวลู่เเละปิงอี้เฟย รั้งท้ายพวกตน เข้าไปภายในตำหนักสวรรค์ซ่อนเร้น 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #29 mrkomkai (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 09:55
    แอบคิดถึงน้องฉี หลายเดือนแล้ว ไรท์เก็บนางมิดมากอ่ะ
    #29
    1
  2. วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 18:52

    เวลาไม่ค่อยลงตัวอันนี้เร่งเเล้วนะครับ ท่าผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัย ณ ที่นี้
    #28
    0