อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 31 : สถานโบราณตำหนักสวรรค์ซ่อนเร้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 513
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    6 ม.ค. 64

ขออนุญาตเปลี่ยนชื่อตัวละครจาก ฝิงอี้เฟย เป็นปิงอี้เฟยนะครับ เพราะไม่ตรงกับที่เขียนไว้ใน สมุดบันทึกร่างต้นฉบับ ช่วยกันเขียนสองคนเเต่กลับจำชื่อตัวละครไม่ได้ซะงั้น

เวลาผ่านไปเเล้วกว่า 5 เดือน หลังจากศึกพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนเริ่มต้นขึ้น นับจากคนหลายหมื่นเหลือไม่ถึง 1 ใน 3 มีบ้างที่ตกตายเพราะทะนงตนเเละก็มีบ้างที่ดันโชคร้ายเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้พบพานตอไม้เเข็งเเผ่นเหล็กหนาที่มิอาจข้ามผ่านสุดท้ายเลือกที่จะยอมจำนนต่อชะตาฟ้าลิขิต หมดสิ้นโอกาศให้ก้าวเดินไปต่อจนใจต้องจำจากลาจรเพื่อรักษาชีวิตโดยมอบคะเเนนที่ตนเก็บสะสมผ่านความเป็นความตายนับครั้งมิถ้วนผ่านความยากลำบากทุกข์เข็ณชนิดเลือดตาเเทบกระเด็นกว่าจะได้มาสักหนึ่งคะเเนนเป็นสินสงครามยกเเด่ผู้อื่นที่เเข็งเเกร่งกว่า เหตุการณ์เช่นนี้หาดูได้ตามพื้นที่ทั่วไปประปลายริมทาง

หลายคนเลือกที่จะตั้งก๊กตั้งพักเเบ่งกลุ่มเกาะกันเหนียวแน่นหนึบหนับ หวังฝ่าวิกฤตข้ามผ่านชะตากรรมร่วมกันเพราะความอ่อนเเอเเละยังมีอีกหลายประการในกลุ่มผู้เยาว์เหล่านี้ที่มองเห็นลู่ทางทำตนออกปล้นดั่งโจรร้ายหมายตาคะเเนนจากผู้อื่นเเทนการออกเเสวงหาด้วยตนเอง เเละก็มีกลุ่มพวกนี้มิใช่น้อยที่ต้องกลายเป็นเหยื่อเสียเองเพราะดันมาเจอเข้ากับกลุ่มของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟย การขโมยไก่ไม่ได้เเถมยังเสียข้าวสารอีกหนึ่งกำมือนั้น ช่างอับโชคโดยเเท้ เพราะจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยนั้นทำตนดั่งพยัคฆ์ตัวเขื่องหลอกหุ้มหนังเเกะ

เเละเเน่นอนว่าหนทางของจ้าวลู่เเม่นางน้อยปิงอี้เฟยนั้นมิได้ง่ายดายสุขสบายนักดั่งโรยปูทางด้วยกลีบกุหลาบบนเส้นทางผืนพรมแดง เฉกเช่นเดียวกับชนทั้งหลายนอกจากต้องประสพพบพานเภทภัยร้ายจากสัตว์อสูรเเล้วก็ยังมีกลุ่มผู้เยาว์ที่ทำตนดั่งกลุ่มโจรร้ายหมายตาปล้นชิงคะเเนนจากกลุ่มสองผู้เยาว์อย่างจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยที่ดันมีคะเเนนสูงล้ำถึงขั้น 7 สีทองอร่ามเรืองรองสะดุดตา มองดูคล้ายเเกะน้อยตัวอ้วนกลมทั้งสองเเต่หารู้ไม่ว่า เเกะน้อยที่ว่านั้น

เเท้ที่จริงเเล้วกลุ่มที่พวกตนหมายตาคือพยัคฆ์ร้ายตัวเขื่องที่หลอกหุ้มหนังเเกะตัวจริงเสียงจริง เเถมบรรดาคะเเนนที่จ้าวลู่เเละเเม่นางน้อยปิงอี้เฟยได้มานั้น 9 ใน 10 ส่วนล้วนเเล้วเเต่ได้จากกลุ่มคนพวกนี้ที่ดันทยอยก้าวเท้าเดินเสนอหน้ากันเข้ามาหาพร้อมใส่พานยกถวายคะเเนนกันถ้วนหน้าเพราะความโหดดิบเถื่อนของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยนั้นหาใช่มีจิตใจดั่งพระโพธิสัตว์ประหนึ่งหน้าตา ไม่นอกจากจะเด็ดขาดหาใดเปรียบเเล้วยังโหดเหี้ยมไร้ความปราณีหากลงมือเเล้วล่ะก็ ขื่นมิตกตายก็พิกลพิการหลายส่วน

ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ก็สร้างชื่อเสียงให้กับจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยมิใช่น้อยโดยมิทันรู้ตัว ฝ่ายจ้าวลู่ถูกขนานนามว่า ปีศาจไร้ใจ เพราะทำตนดั่งพญามังกรเห็นหัวมิเห็นหางครั้งลงมือ ล้วนรวดเร็วฉับไวดั่งสายลมที่พัดมาเเล้วผ่านไปจนผู้เคราะร้ายต่างนอนจมกองโลหิตชนิดสิ้นสภาพในกระบวนท่าเดียว ส่วนฝ่ายหญิงสาวเลอโฉมข้างกายที่สาดใบหน้าเย็นชาตลอดเวลานั้น เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะครั้งนางลงมือมิมีผู้ใดรอดชีวิต จนได้ฉายาว่า บุปผาเหมันต์ซ่อนสังหาร

เเต่ก็ใช่ว่าจะไร้ผู้ใดต่อกร เพราะจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยเองก็มีช่วงเวลายากลำบากเช่นกันที่ดันไปพบพานศัตรูมากฝีมือเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมากกลยุทธหาใดเปรียบ ทั้งสามกลุ่ม เเต่ก็มีหนึ่งคนที่คล้ายจะกลายเป็นศัตรูคู่ฟ้ากับจ้าวลู่ เพราะอีกฝ่ายใช้วิธีการต่ำช้า ด้วยหมอกพิษสะกัดจ้าวลู่ให้ตกที่นั่งลำบาก

จนต้องเรียกใช้พลังจากผนึกจักระโลหิตบรรพกาลภายในร่างเพียงส่วนน้อยเพื่อให้รอดพ้นจากไอหมอกพิษ ก่อนจะเข้าพัวพันประมือกับอีกฝ่ายหมายเเลกชีวิต เเต่อีกฝ่ายก็หาใช่ไก่กาให้เด็กหนุ่มผู้เดือดดาล กระทืบเล่นหมายดับชีพให้จมผืนธรณีโดยง่ายนอกจากจะใช้วิธีการเยี่ยงอย่างสุนัขต่ำช้าเเล้วยังมีจิตใจบิดเบี้ยวพิกลพิการมิใช่น้อย


ครั้งยอมสละเเขนขาดั่งพวกพ้องรับหน้าเป็นดั่งโลกำบังตนหลบเร้นกายหนีรอดไปได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดเเถมยังฉกชิงพืชหญ้าวิญญาณที่เเย่งชิงกันด้วยชีวิตติดไม้ติดมือตนไปด้วยร่างโชกโลหิตเเขนขวาห้อยรุ่งริ่งจากคมกระบี่ไม้ของจ้าวลู่โดยปล่อยให้ลูกสมุนตกตายคามือเด็กหนุ่มเเทนตน

ส่วนฝ่ายปิงอี้เฟยครั้งกลับมาออกไล่ล่าเสริมกำลังเร่งไล่ติดตามศัตรูเเต่ทว่าชั่งน่าประหลาดขณะคมกระบี่มังกรหยกของนางใกล้จะบั่นคอร่างนั้น เขากลับพลันปลดปล่อยเเรงกดดันพลังเกินขอบเขตก่อเกิดจนทำให้สาวน้อยต้องจำใจล่าถอยเพราะมิอาจฝืนกระทำการประมาทลงมือกับอีกฝ่าย

กลุ่มผู้เยาว์ลูกสมุนที่หลบหนีมิทันการนับ 10 ชีวิตต่างตกตายด้วยน้ำมือของจ้าวลู่ก่อนที่เขาจะหันไปมองยังร่างของปีงอี้เฟยที่ปล่อยให้ ถังมู่หลบหนีไปได้ด้วยสายตาเเห่งความประหลาดใจเเต่ก็มิคิดจะไต่ถามหาความ เพราะตนยังมิอาจตัดเเขนของอีกฝ่ายได้เช่นกัน

เเถมพลังจิตที่เเอบใช้ผสมโรงก็มิอาจหยุดยังถังมู่ ผู้มีจิตคิดหลบหนีไว้ได้นอกจากนี้จ้าวลู่ยังรู้สึกว่า ถังมู่ผู้นี้หาใช่ธรรมดาสามัญดั่งตาเห็นไม่

เพราะลำพังกำลังกายของคนผู้นี้หาได้มีกำลังเลิศล้ำครั้งปะมือก็พอรู้สถานการณ์ของอีกฝ่าย

จากการคาดคะเนของจ้าวลู่ต้องมีขุนพลังบางอย่างคอยให้การช่วยเหลือมันผู้นี้อยู่เป็นเเน่เหตุเพราะตอนประมือกัน จ้าวลู่ให้คล้ายรู้สึกว่า อีกฝ่ายยังมิได้เปิดเผยไพ่ลับที่เเอบซ่อนไว้ในเเขนชายเสื้อจนหมดสิ้นขณะประมือกับตน 

หากสู้กันจริงจ้าวลู่คงต้องเรียกใช้จักระโลหิตบรรพกาลเมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ถังมู่จะติดปีกก็คงมิรอดชีวิตคิดหลบหนีไปได้เเต่ทว่า

คงจะเป็นการไม่ดีนักหากหมายคิดจะไล่ตีสุนัขจนตรอกที่คล้ายจะยังมี สมบัติวิเศษบางอย่างซ่อนอยู่ในเเขนเสื้อ เมื่อจบศึกปิงอี้เฟยก็พลันก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ข้างกายจ้าวลู่นัยตาคู่นั้นของนางฉายเเววตาเเห่งความประหลาดใจมิใช่น้อยเเถมดูเหมือนว่านางจะค้นพบบางอย่างจากร่างของถังมู่เเต่ก็มิคิดจะเอยปากบอกกล่าวเเถมยังคงมีใบหน้าเย็นชาเช่นเดิมก่อนจะเหลือบมองเหล่าบรรดาร่างซากศพที่ตกตายด้วยฝีมือพวกตนด้วยความเย็นชามองดูชั่งไร้หัวใจมิคิดจะสงสารก่อนจะเริ่มเเบ่งคะเเนนกันคนล่ะส่วน

ในบรรดาสินสงครามทั้งหมดอาวุธภพสวรรค์ทั้งหลายต่างตกเป็นของเด็กหนุ่มส่วนฝ่ายเด็กสาวก็มิคิดจะอยากได้ใคร่มีของระดับต่ำตมเฉกเช่นจ้าวลู่ผู้ตั้งปณิธานจะเป็นผู้มั่งมีเหนือใต้หล้าครอบครองอาวุธสวรรค์นับหมื่นพันลอยเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างกายหมายเบ่งบารมีเหมือนคราหวังอี้ฟานผู้เป็นเเบบอย่างของเด็กหนุ่ม ในความคิดของนาง ในศึกที่เเท้จริงของเหล่าจอมยุทธ หาได้วัดกันที่อาวุธไม่เเต่กลับวัดกันที่ฝีมือเเละกลยุทธ์กลอุบายล้วนแต่ตัดสินกันเพียงชั่วพริบตา การมีอาวุธมากมายเเล้วจะเอาเวลาใดไปคอยควบคุม เเถมอาวุธพวกนี้ยังเป็นเพียงเศษขยะในสายตานางหากมิใช่อาวุธสานสวรรค์ขั้นสูงหรือยอดเยี่ยมก็อย่าหวังให้นางลดตัวไปแย่งชิงเพราะอาวุธเหล่านี้ ปราศจากจิตวิญญาณศาสตราวุธ ขื่นนำมาใช้ผิดเวลาก็มิต่างจากการขุดหลุมฝังร่างตนเองเพราะต้องคอยเเบ่งสมาธิไปคอยควบคุมมิหนำซ้ำยังต้องต่อสู้ศึกพัวพันกับศัตรูตรงหน้า

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสองร่างก็กำจายลมปราณมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามหมุดหมายเเละตลอดเส้นทางจ้าวลู่เองก็สืบเสาะค้นหาข่าวคราวของหลานฉีเอ๋อร์อยู่ทุกค่ำเช้าเเต่ทว่าก็ไร้ร่องรอยของเเม่พยัคฆ์ตัวน้อย ซึ่งก็ผูกพันธสัญญาโลหิตไว้กับตนหากนางประสพพบภัยร้ายจ้าวลู่ก็จะรู้สึกได้ว่านางอยู่ที่ใดเเต่ทว่าเป็นเวลากว่า 5 เดือนเเล้วที่มิมีสัญญาณใดปรากฏ ภายในใจของจ้าวลู่นั้นหวังให้นางสุขสบายดีไร้รอยขีดข่วนมิเช่นนั้นใครที่กล้ารังเเกนางหากตนรู้เข้าคงมิเเคล้วออกตามติดล่าสังหารมันผู้นั้นยันสุดล่าฟ้าเขียวโดยมิคิดจะไต่ถามหาเหตุผล เพราะขื่นนางได้รับอันตรายขึ้นมาเเล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปพบท่านน้าหญิงของตนกันเล่า สำหรับหลานฉีเอ๋อร์จ้าวลู่มองนางดั่งน้องสาวเเท้เเท้ร่วมสายเลือดโดยมิคิดเป็นอื่นส่วนฝ่ายสาวน้อยหลานฉีเอ๋อร์นั้นจะมองยกตนในสถานะใดเด็กหนุ่มยังมิรู้เเน่ชัด เพราะต่างฝ่ายต่างยังเยาว์วัยโดยมิทราบความรู้สึกของตนเองว่าความรู้สึกที่มีให้กันนั้นคืออะไรกันเเน่ เเม้หลานฉีเอ๋อร์จะบอกกับเด็กหนุ่มว่าเขาเป็นของนางเเต่อยู่ในสถานะใดกันเล่าเพราะฝ่ายจ้าวลู่เองก็มิเคยจะไต่ถาม

เวลาผ่านไปอีก 1 เดือนเต็มสองผู้เยาว์จ้าวลู่เเละเเม่นางน้อยปิงอี้เฟย ก็เดินทางมาถึงสถานโบราณซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นที่ตั้งตำหนักของกลุ่มอิทธิพลระดับ 4 เเต่ ณ บัดนี้กลับมีสภาพทรุดโทรมเป็นอย่างมาก เเถมก็ยังมีสายตานับพันที่จ้องมองมายังจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยในชุดพรางตัวสวมหมวกไม้ไผ่สานติดผ้าม่านสีขาวบาง

เเน่นอนว่าหนึ่งในผู้ถือครองป้ายหยกคือถังมู่ ในความคิดของจ้าวลู่ต้องเป็นมันผู้นั้นที่กล้าปล่อยข่าวหวังใช้ฝูง อัจฉริยะชนรุ่นเยาว์คงหวังวางเเผนการร้าย

สถานโบราณตำหนักสวรรค์ซ่อนเร้นเองก็ถูกขวางทางไว้ด้วยค่ายกลขนาดยักษ์ปกครองรอบด้านซึ่งจ้าวลู่ที่เป็นศิษย์ค่ายกลระดับ 10 พร้อมก้าวข้ามสู่ขั้นอาจารย์ค่ายกลยังมองมิออกว่าค่ายกลนี้อยู่ในระดับใด หลายคนที่คิดจะลองดีเเหย่เท้าหาเสี้ยนต่างตกอยู่ในสภาพ อเนจอนาถร่างโชกโลหิตนอนหายใจโรยรินเพียงเเค่เเตะโดนม่านเเสงของค่ายกลก็โดนโจมตีขั้นถึงเเก่ความตายหากมิมีมิตรสหายคอยช่วยดึงตัวออกมาคงมิเเคล้ว นอนตายกลายเป็นซากศพ

เสียงปรบมือพลันดังขึ้นจากกลุ่มฝูงชนนับพันก่อนจะเเหวกทางให้เห็นร่างอันคุ้นตาของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยพร้อมกับน้ำเสียงสุดเย็นชาเเฝงความอำมหิตมุ่งตรงมายังร่างของจ้าวลู่เป็นพิเศษ ซึ่งก็มิใช่ใครอื่นนอกจากถังมู่อัฉริยะวัยเยาว์ศัตรูคู่เเค้นที่หนีรอดพ้นมือของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟย

"มากันเเล้วรึผู้ถือป้ายหยก ปีศาจไร้ใจเเละเกือบลืม สวัสดีเเม่นางบุปผาเหมันต์ซ่อนสังหาร พวกเจ้ามาช้าเสียจริง ปล่อยให้คนนับพันในที่นี้ต้องหยุดรอพวกเจ้าตั้งหลายวัน "

ฝ่ายถังมู่ฉีกยิ้มกว้างเเต่รอยยิ้มนั้นหาได้มาในสถานะมิตรสหายเเต่มาในฐานะศัตรูตัวฉกาจฝ่ายจ้าวลู่นัยตาพลันปรากฏเเวววูบไหวก่อนจะถอดหมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาพลางฉีกยิ้มเย็นนัยตาฉายเเววเหี้ยมเกียมเอ่ยปากถากถางอีกฝ่ายที่เกือบตกตายเพราะพวกตน

"สุนัขตัวผู้หนีตายมาอยู่ที่นี้เองรึบาดเเผลของฝากจากข้าเป็นเช่นไรบ้างเลียจนหายสนิทเเล้วรึถึงได้มิเกรงกลัว คิดรนหาที่ตายกล้าเสนอหน้ามาพบข้าผู้เเซ่จ้าวอีกครา "

น้ำเสียงของจ้าวลู่มิมีการไว้หน้าอีกฝ่ายเเต่อย่างใด ถังมู่ถึงกับฉาบใบหน้าเหี้ยมเกียมฉีกยิ้มสู้ขณะคิดจะเอ่ยปาก ก็พลันปรากฏร่างบุรุษหนุ่มหนึ่งสาวงามล่มเมืองเเลดูร้อนเเรงดั่งเปลวเพลิงเเหวกเท้าก้าวผ่านฝูงชนมาจากสองทิศทางหยุดอยู่เบื้อนหน้าของจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยพร้อมผู้ติดตามนับสิบคนก่อนจะยกมือคารวะจ้าวลู่เเละปิงอี้เฟยตามลำดับเริ่มจากร่างหอคอยเหล็กผู้มีใบหน้าภาคภูมิ เอ่ยปากกล่าวนำ ส่วนฝ่ายหญิงสาวสะคราญโฉมอีกกลุ่มกลับยืนนิ่งสงบทำเพียงเหลือบมองยังปิงอี้เฟยที่มิยอมถอดหมวกออกมาเผยโฉมหน้าค่าตาเเต่อย่างใดเเถมยังเเลดูเย็นชามิเปลี่ยนเเปลงไปจากตอนประมือกับเเม่นางผู้นี้

"น้องปีศาจไร้ใจครั้งก่อนเรายังมิได้รู้ผลแพ้ชนะกันเลยสนใจประมือกับข้าหงจี้อีกสักยกดีหรือไม่ "

ฝ่ายจ้าวลู่ถึงกับเเข็งค้างก่อนจะคลี่ยิ้มเจื่อนเพราะจดจำได้ว่า ชายหนุ่มผู้นี้มีร่างกายเเข็งเเกร่งเพียงใดในด้าน พละกำลังคราก่อนเมื่อสู้กันกับตนก็ใช้เพียงหมัดผสานหมัดล้วนล้วนวัดกันที่ร่างกายตลอดสามวันสามคืน จนจ้าวลู่ถึงกับขยาดอีกฝ่ายมิใช่น้อย เมื่อหลงคิดว่าตนคือคนบ้าเเล้วเเต่กลับมาเจอคนบ้ากว่าหลายขุมก็พาให้รู้สึกหวาดกลัวหัวใจเต้นมิเป็นส่ำขึ้นมาก่อนจะเอ่ยปากตอบด้วยรอยยิ้มที่มองคล้ายคนเจอยาขม

" คงเป็นการมิดีนักข้ากับท่านสู้กันตลอดสามวันสามคืน ด้วยร่างกายขื่นข้าประมือกับพี่หงจี้อีกรอบมิเเคล้วต้องอดหลับอดนอนเป็นเเน่ "

ฝ่ายหงจี้เมื่อได้ฟังความก็หัวเราะชมชอบชกอกชอบใจพลางใช้หมัดซัดชนเเผ่นอกจ้าวลู่เบาเบาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยมิคิดจะสนสายตาผู้คนนับพันที่มุ่งมาทางพวกตน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #27 omacom2011 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 12:21

    ชักจะเริ่มมันขึ้นมา
    #27
    0