อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 29 : โชคชะตานำพาเสวนาบรรจบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

ดารุณีนางน้อยกำจายพลังลมปราณฟ้าดินไล่ล่าฟาดเพลงกระบี่ ปลดปล่อยมังกรตัวเขื่องคำรามลั่นชั้นฟ้า ท่วงท่าช่างดูอรชรอ้อนแอ้นยิ่งนักเเต่กลับเเฝงเร้นความดุดันดั่งเเม่กระทิงดุห้อตะบึงเหนือยอดไม้ป่าพงไพร

หมายซัดร่างของเด็กหนุ่มผู้ว่องไวราวลิงกังหลบหลีกซ้ายขวาตลอดคืนท่ามกลางเเสงจันทราสาดส่องสองร่างหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ไล่กวดกันดั่งละครฉากหนึ่งระหว่างสองผู้เยาว์ จ้าวลู่ผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวเขียวคล้ำราวเจอยารสชาติขมเสียเต็มหม้อพลางใช้อาวุธภพสวรรค์กำบังกายเเต่ทว่าความโชคดีของจ้าวลู่คล้ายถูกใช้ไปเสียหมดเเล้วเมื่อมาประสบพบเจอเเม่เสือร้ายตัวน้อยผู้มีกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธพิลึกพิลั่นคมดั่งเพชรเจิดจรัสเเสงยามตะวันเที่ยงตรงลอยเด่นเหนือนภากาด อาวุธภพสวรรค์ขั้นต้นเเละกลางชั่งดูเป็นสิ่งไร้ค่าเสียเต็มประดาเมื่ออยู่เบื้องหน้าเเม่นางผู้นี้ 

มังกรตัวเขื่องที่เกิดจากการผสานหลอมรวมระหว่างคมกระบี่เเละลมปราณกำลังภายในจากเเม่นางน้อยห้อตะบึงบดขยี้อาวุธภพสวรรค์ของจ้าวลู่นับสิบเล่มร่วงหล่นเป็นเศษเล็กเศษน้อยในคราวเดียวช่างเป็นเพลงกระบี่สุดพิศดาลน่ามองดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักเเต่ทว่าหัวใจของเด็กหนุ่มคล้ายดั่งโดนคมมีดบาดลึกมิหนำซ้ำยังชักออกมาจ้วงแทงซ้ำชนิดเรียกได้ว่ามิคิดจะยั้งมือคล้ายโกรธเเค้นกันมาตั้งเเต่ชาติปางก่อนก็มิปาน หัวใจดวงน้อยน้อยของจ้าวลู่พลันเเตก ละเอียดเป็นเสี่ยงเสี่ยงติดตามอาวุธเหล่านั้น เมื่อบารมีที่ตนลงทุนปล้นชิงสั่งสมมาจากกลุ่มการค้าหนานกงพลันมลายสูญสิ้นไปต่อหน้าต่อตา หัวใจดวงน้อยน้อยของจ้าวลู่เเทบจะร่ำไห้เป็นสายเลือดเเต่กลับมิหลั่งน้ำตาสักหยาดหยดรินไหลภายในใจกลับถูกความรู้สึกเครีดแค้นชิงชังเเม่นางน้อยผู้ยิ่งนัก

ครั้งจ้าวลู่กระโจนกายร่อนลงยังโขดหินก่อนจะสะบัดมือเรียกกระบี่ไม้คู่กายเเละชุดเกราะภพสวรรค์นับสิบตัวสวมใส่ซ้อนทับกันเป็นชั้นชั้นมองดูคล้ายมนุษย์เต่าก็มิปานพลางหันหน้ามามองสพตากับดารุณีน้อยผู้ติดตามไล่หลังตนมาด้วยใบหน้าฉาบความเย็นชานัยตาทอประกายฉายเเววชั่วร้ายจนเเม่เสือสาวยังต้องพลันชักสีหน้าเปลี่ยนสีกระชับกระบี่ในมือนางเเน่นขึ้นขณะเร่งเร้าลมปราณปกคลุมร่างกายของนางพร้อมรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนเเปลงไปอย่างฉับพลันเพราะเด็กหนุ่ม


 ณ บัดนี้กำลังฉาบใบหน้าด้วยความเย็นชาเเถมยังดันชี้ปลายกระบี่ไม้ที่ดูหาใช่ธรรมดาสามัญดั่งเปลือกนอกมุ่งหมายมาทางนาง

เหตุเป็นเช่นนี้เพราะนางมิอาจสัมผัสได้ถึงอันตรายใดใดจากกระบี่เล่มนั้นเลยซึ่งอยู่ภายในมือของเด็กหนุ่มเเต่ทว่าสัญชาตญาณกลับร้องเเจ้งเตือนว่าสิ่งนั้นอันตรายยิ่งกว่ากระบี่ในมือของนางที่เป็นอาวุธภพสานสวรรค์ขั้นเซียนเสียอีก

"เจ้าไล่ล่าข้ายันรุ่งสางข้าผู้เเซ่จ้าวนามลู่จะไม่ขอทนข้าจะตีก้นเจ้าให้สาสมกับราคาของอาวุธภพสวรรค์! "

เมื่อสิ้นคำประกาศกร้าวการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มนั้นพลันเปลี่ยนเเปลงไปอย่างฉับพลันราวกับพฤติกรรมก่อนหน้านั้นเป็นเพียงละครลิงหลอกเจ้าก่อนจะชักเท้าก้าวเพียงครั้งเดียวกลับมาปรากฏกายตรงหน้าดารุณีนางน้อยเสียเเล้ว 

ครั้งเขาสะบัดกระบี่ไม้ในมือตนใส่นางเเถมยังดูเด็ดขาดโหดเหี้ยมไร้ความปราณีเเละรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ท่วงท่าควงกระบี่ช่างดูพิศดารยิ่งนักทั้งอ่อนสลับเเข็งบางครั้งบางคราวคล้ายดุดันดั่งพญาราชสีห์ผู้กระหายโลหิตเปรียบดั่งนักรบผู้เจนศึกก้าวผ่านพ้นชะตากรรมเเห่งความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนบางครั้งบางคราวคล้ายดั่งวิหกโผถลาสะบัดปีกโบยบินเหนือนภากาด ช่างมองดูอ่อนโยนสง่างามยากหาใดเปรียบ

จ้าวลู่สะบัดปลายกระบี่ หลุนหลุนใส่ดารุณีนางน้อยตรงหน้าตนส่วนอีกฝ่ายพลันเบิกตากว้างเร่งเร้าพลังกระชับกระบี่วาดกระบวนท่า ปลดปล่อยมังกรตัวเขื่องพุ่งปะทะกับคลื่นลมปราณจากปลายกระบี่ของจ้าวลู่ที่มองดูคล้ายกับภาพของท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ภายในนั้นกักขังทุกสิ่งเเต่กลับมองดูเจริญตาไร้พิษสงใดใดเเต่ทว่าผืนฟ้านั้นกลับเเฝงเร้นด้วยภัยอันตรายอย่างยิ่งยวดในขณะเดียวกัน

คลื่นกระบี่สองสายต่างยันกันไว้ขณะมังกรสีทองอร่ามตาของฝ่ายสาวน้อยผู้เปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจที่ฉาบใบหน้าอันเเสนจะเย็นชาตลอดเวลาพลันสั่นไหวร้องคำรามเสียงลั่นคล้ายมิอาจต้านผืนฟ้าที่เป็นราวกับปากขนาดใหญ่พร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่งกักขังไว้ภายในตนให้รวมเป็นหนึ่งพลันแทรกซึมเข้าไปยังเนื้อหนังทุกอณูรูขุมขนระพรางกายของมังกรตัวเขื่องผู้เเหกร้องคำรามพลางออกเเรงกำลังดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อหลุดพ้นจากการครอบงำของผืนฟ้าเเต่อนิจจา ผืนนภานั้นช่างกว้างใหญ่สุดไพศาลเกินนับประมาณมังกรทั้งหลายล้วนอาศัยผืนฟ้าใบนี้เพื่อลอยเด่นเป็นสง่าแผ่บารมีแกร่งกล้ามิมีครั้งใดที่ผืนฟ้าจะลอยอยู่ใต้ร่างของมังกร เเม้เเต่ราชาผู้เป็นจ้าวเเห่งมังกรยังต้องสยบต่อผืนฟ้าเเล้ววิชาเพลงกระบี่ที่อาศัยการเลียนเเบบมังกรจะอยู่เหนือวิชาเพลงกระบี่ที่ดันถอดเเบบมาจากท้องนภาเช่นนั้นรึ ฝันกลางวันโดยเเท้

ปัง...

คลื่นกระบี่ของจ้าวลู่พลันกลืนกินลมปราณกระบี่ร่างมังกรสีทองของนางจากหัวจรดหางจนหมดสิ้น ฝ่ายดารุณีนางน้อยพลันกระเด็นถอยหลังไปหลายจ้างงอขณะตามติดมาด้วยร่างของจ้าวลู่ผู้สะบัดกระบี่อีกครั้งเข้าปะทะกับกระบี่ของนางผู้กำลังเพลี่ยงพล้ำก่อนจะตวัดปัดกระบี่สีเงินประดับหยกรูปมังกรของนางให้หลุดลอยออกไปจากมือพร้อมฉวยอาศัยโอกาศขณะอีกฝ่ายกำลังตกตะลึงส่งนิ้วชี้เข้าไปจี้สะกัดจุดบนหน้าอกของอีกนางผู้เย็นชาพลางสาดรอยยิ้มสุดเจ้าเลห์เเลดูชั่วร้ายพิกล

ร่างของโฉมสะคราญพลันหยุดนิ่งเเข็งทื่อด้วยความจำใจขณะจ้าวลู่ฉีกยิ้มกว้างพลางพาดกระบี่ไม้ไว้บนหัวไหล่สาวเท้าก้าวเดินวนมองสำรวจเรือนร่างของนางทุกอนูส่วนร่างสาวเจ้าผู้กำลังกัดริมฝีปากเเน่นด้วยความมิยินยอมนัยตาคู่ใสคู่นั้นกำลังมีน้ำตาคลอเบ้าคล้ายจะร่ำไห้ได้ทุกขณะ หากเด็กหนุ่มทำอะไรประหลาดประหลาดกับร่างกายของนางในทางมิชอบ

ฝ่ายจ้าวลู่หัวเราะร่าสะบัดมือเก็บกระบี่กลับเข้าไปภายในเเหวนมิติก้มตัวยื่นหน้าของตนเข้าไปใกล้ใกล้ใบหน้าสาวน้อยพลางสาดรอยยิ้มเย็นจ้องมองนัยตาของอีกฝ่ายที่เริ่มจะเเดงกล่ำ

"ไม่ต้องวิตกกังวลไปหรอกนะสาวน้อยข้าไม่ใช่เลวร้ายต่อสาวงาม "

จ้าวลู่คล้ายดั่งพยัคฆ์ติดปิกสองมือไพล่หลังยักคิ้วหลิ่วตาเมื่อสพโอกาสเเก้เเค้นมีรึที่เด็กหนุ่มผู้โดนสตรีกดขี่ข่มเหงรังแกมาอย่างยาวนานจะปล่อยไปโดยง่ายหากมิคิดกระทำเรื่องพิเรนทร์ใดใด

เด็กหนุ่มผู้ชั่วร้ายคล้ายเด็กเก็บกดพลันยกสองมือขึ้นมาทาบหน้าอกตนก่อนทำมือระริกระรี่คล้ายหนวดหมึกกลั่นแกล้งสาวน้อยผู้ฉายสีหน้าหวาดผวาสุดขีด ก่อนเอ่ยปากยุเเหย่อีกฝ่ายให้ร้อนใจเล่น

"สาวน้อยกระบี่เจ้าก็สวยดีนะ เหอะไอ้ข้าเองก็ชอบสะสมอาวุธภพสวรรค์อาวุธสานสวรรค์เสียด้วยสิ "

ฝ่ายดารุณีนางน้อยผู้เย็นชามาโดยตลอดพลันกลับกลายเป็นสาวน้อยเจ้าน้ำตาสองข้างเเก้มพลันปรากฏหยดน้ำใสใสไหลรินเป็นทางขณะกัดฟันมองดูเเผ่นหลังจ้าวลู่ด้วยความคับเเค้นใจโดยที่มิอาจกระทำการอันใดได้เพื่อขัดขวางอีกฝ่ายที่กำลังสาวเท้าก้าวเข้าไปจับยังปลายกระบี่ที่ปักอยู่บนพื้นด้วยท่าทางร่าเริง

จ้าวลู่หันหน้ามามองด้วยรอยยิ้มเเต่ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับคงอยู่ได้ไม่นานก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังเมื่อมองเห็นฝ่ายสาวงามผู้อ่อนเเอกำลังหลั่งน้ำตาเพราะตนก็พลันรู้สึกตะขิดตะขวงใจขึ้นมาพลางชวนให้รู้สึกว่าตนเป็นคนชั่วชาสามาณขึ้นมา ณ บัดดล ก่อนจะหันกลับไปมองกระบี่เล่มนั้นด้วยสายตาเเห่งความอาลัยอาวรณ์ เเล้วถอนหายใจยาว พลางเหลียวหลังก้าวเท้าฉับฉับไปหยุดอยู่เบื้อนหน้าสาวน้อยผู้กำลังสะอื้นถลึงตาใส่ตนชนิดไม่วางตา

"เอ่อคือว่าอันที่จริงข้าก็ไม่คิดจะยุ่งวุ่นวายอะไรกับกระบี่ที่ดูเป็นของสำคัญสำหรับเจ้าหรอกนะสบายใจเถอะ "

เมื่อฝ่ายสาวน้อยได้ฟังคำก็มีนัยตาอ่อนลงเเต่ก็ยังคงจ้องเขม็งเด็กหนุ่มมิเปลี่ยนเเปลงส่วนฝ่ายจ้าวลู่เองก็มิได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรขนาดนั้นหากตนฉกชิงของวิเศษจากสาวงามคงมิเเคล้วโดนชายหนุ่มทั้งหลายรุมประณามประชาทัณฑ์ตนเป็นเเน่หากล่วงรู้ถึงเรื่องนี้

เเต่การไม่เเก้เเค้นเอาเสียเลยมันก็ไม่ใช่สไตล์ของจ้าวลู่เสียด้วยเพราะยังไงอีกฝ่ายก็เล่นทำลายอาวุธภพสวรรค์ของตนไปมิใช่น้อยเฉกเช่นกัน ขื่นไม่ลงโทษ คงดูเป็นการไม่เคารพกลุ่มการค้าหนานกงผู้ลงทุนลงเเรงออกสืบเสาะแสวงหากันจนเเทบเลือดตาเเทบกระเด็น จ้าวลู่พลันสาดยิ้มหวานก่อนจ้องมองใบหน้าอันงดงามของสาวน้อยด้วยความเจ้าเล่ห์ขณะเอ่ยปากอย่างสุภาพเเต่คำพูดนั้นช่างชั่วร้าย ยิ่งนัก

"อันที่จริงตอนเเรกข้าคิดจะตีก้นเจ้าเป็นการตอบเเทนเเต่พอเห็นสาวงามหลั่งน้ำตาตรงหน้าข้าจ้าวลู่ผู้จะกลายเป็นหนึ่งยอดยุทธ์ในใต้หล้าเบื้องหน้าก็มิคิดจะกระทำการโหดร้ายเช่นนั้นอีกเเต่ทว่า... "

ฝ่ายสาวน้อยถึงกับเบิกตากว้างเมื่อสิ้นคำพูดจ้าวลู่ก็ประกบปากนางในทันที อนิจจาสวรรค์จูบเเรกของสาวน้อยดันถูกจอมวายร้ายอย่างจ้าวลู่ขโมยไปเสียเเล้ว สาวน้อยพยายามขัดขืนสุดกำลังด้วยหัวใจที่ไม่ยินยอมเเต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งของนางริมฝีปากของชายหนุ่มประกบเเน่นใบหน้าอันหล่อเหลาเเต่กลับมากเลห์เพทุบายกำลังหลับตาด้วยความอ่อนโยนนั้นได้ฉายชัดภายในดวงตาของสาวน้อยสัมผัสที่อ่อนโยนจากริมฝีปากของชายหนุ่มนั้นได้ทำให้ร่างกายของนางพลันรู้สึกร้อนรุ่มอย่างรุนเเรงหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะร่างกายผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกไม่รู้ตั้งเเต่เมื่อใดที่นางเผลอหลับตารองรับความรู้สึกประหลาดจากชายหนุ่มผู้ชั่วร้ายเเถมยัง กะล่อนปลิ้นปล้อนเสียเหลือเกิน

จ้าวลู่พลันสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่าหัวใจตนกำลังเต้นไม่เป็นส่ำคล้ายร่างกายกำลังยืนท่ามกลางเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ

ความรู้สึกประหลาดกำลังกวนตัวขึ้นมาก่อนจะเริ่มถอนทิ้งทุกอย่างพลางกระโดดหนีทิ้งระยะห่างจากนางก่อนเอ่ยปากบอกลาในตอนเเรกจ้าวลู่เเค่อยากรู้ว่าการได้จูบกับสตรีมันจะรู้สึกเช่นไรเเต่ ณ บัดนี้หนุ่มน้อยนั้น ได้ตรัสรู้สัจธรรมเป็นที่เรียบร้อย

"ขออภัยข้าเเค่เผลอไปหน่อย อย่าถือสากันเลยคิดเสียว่าเป็นค่าชดเชยสำหรับอาวุธภพสวรรค์ของข้าเเล้วนะ "

คำพูดนั้นช่างฟังดูเข้าข้างตนเองมิใช่น้อยอยู่ฝ่ายเดียว

เมื่อกล่าวจบด้วยอาการหน้าชื่นตาบานเด็กหนุ่มพลันโค้งคำนับสาวน้อยผู้มองตนด้วยสายตาปานจะกินเลือดกินเนื้อครั้งจะจากไปตอนนี้ก็เกรงเเม่นางน้อยจะได้รับอันตรายจากสัตว์ร้าย จ้าวลู่เลยตั้งสมาธิ เริ่มทำมือวาดตราประทับสร้างตราฉือจี้ขึ้นวางค่ายกล ในฐานะที่ตนเป็นศิษย์ค่ายกลขั้น 10 จากการฝึกฝนโดยหวังอี้ฟาน ผู้เข้าถึงขั้นปรมาจารย์ในศาสตร์ค่ายกล ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จ้าวลู่ จะวางค่ายกลระดับ 1-3 ได้อย่างง่ายดาย ราวพลิกฝ่ามือของเพียงมีเวลามากพอให้ตนได้เตรียมการ

ทันใดนั้นในพื้นที่ทั้งหมดครอบคลุมรัศมีกว่า 200 จ่างงอรอบบริเวณพลันปรากฏค่ายกลอำพรางขั้น 2 ขึ้นมาปกคลุมเเม้จะไม่เป็นอันตรายอะไรสำหรับสัตว์อสูรเเละมนุษย์เเต่ก็ช่วยในด้านปิดบังอำพรางพื้นที่มิให้สาวน้อยผู้ขยับตัวไม่ได้ไปสามถึงสี่ชั่วยามนั้นต้องเผชิญอันตรายใดใดอีก อันที่จริงเเล้วจ้าวลู่เองก็สามารถ คลายจุดสะกัดให้นางได้เเต่จะมีสิ่งใดรับประกันว่าตนจะไม่โดนเเม่นางผู้นี้ ควงกระบี่ไล่เเทงกันเล่า หลังจากเล่นล่วงเกินนางไปขนาดนั้น

จ้าวลู่พลันมองร่างสาวน้อยด้วยสายตาอันซับซ้อนส่วนฝ่ายสาวน้อยนางนั้นก็มองร่างของจ้าวลู่ด้วยความรู้สึกประหลาดเเถมภายในใจของนางยังจดจำชื่อของเด็กหนุ่มที่กระทำกับตนได้อย่างขึ้นใจ ไม่รู้ว่าจะเป็นนรกหรือสวรรค์ ที่ชักนำคนทั้งสองให้พบพานกันเเต่เรื่องวุ่นวายนับจากนี้นั้นที่จ้าวลู่ต้องประสพพบเจอ จะมากยิ่งทวีคูณ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #39 Saowaros5912 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 22:33
    แม่นางหลาน ฆ่าท่านทิ้งแน่ท่านลู่
    #39
    1
  2. #26 ket (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 13:02

    อ้าว พี่ลู่ เดี๋ยวโดนน้องฉีจัดการน่ะ

    #26
    0