อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 28 : เอ่อคือข้าเข้าใจผิดน่ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 568
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

หลังจากจ้าวลู่จากมาก็พลันปรากฏเงาสตรีร่างหนึ่งในชุดผ้าไหมรัดรูปสีดำสนิทสวมหมวกไม้ไผ่สานติดผ้าม่านสีขาวบางมองดูคล้ายหลานฉีเอ๋อร์หลายส่วน

 อยู่ ณ สถานที่นั้น ก่อนที่นางจะก้มตัวลงปาดคราบโลหิตเเห้งกรังของจ้าวลู่ด้วยนิ้วมือเรียวเล็กขาวนวลขึ้นมาพิจารณา พลางขมวดคิ้วเงยหน้าเหลือบมองซ้ายขวาเเต่ก็ไม่ปรากฏร่างผู้ใดในสายตาระยะมองเห็นนอกจากนี้

ยังไม่เหลือร่องรอยให้ติตตามดูท่าว่าอีกฝ่ายเจ้าของคราบโลหิตคงระมัดระวังตัวมิใช่น้อย หากเพียงเเต่กองซากโครงกระดูกเหล่านี้ดูเเปลกตายิ่งนัก

นัยตาของนางใต้ผ้าม่านบางมองทุกสิ่งด้วยความเย็นชาราวดั่งทุกสรรพสิ่งในโลกหล้าไร้เเก่นสารก่อนจะห้อตะบึงไปยังทิศเหนือสู่ปลายทางเมื่อไม่พบสิ่งน่าสนใจ ที่พอจะเหนี่ยวรั้งนางไว้ได้

ฝ่ายจ้าวลู่เองหลังจากหลบออกมาก็พบพานสถานที่เหมาะสมสำหรับการหลบภัยเด็กหนุ่มแทรกตัวยังซอกหินพลางเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าทางร่างกายเเละจิตใจที่ถูกคั้นพลังถึงขีดสุด ดวงตะวันลาลับอับเเสงจันทราฉายส่องสว่างคืนวันเปลี่ยนผ่าน สามราตรีเเห่งการหลับไหล 

ณ ห้วงแห่งความฝันปรากฏเงาสตรีร่างเลือนลางนางกำลังนั่งพับเข่าใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวชายหนุ่มผู้นอนหนุนตักด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขปราศจากความโศกเศร้า ริมฝีปากนั้นขยับไปมาคล้ายอยากจะบอกกล่าวบางสิ่งถึงชายหนุ่มเเต่ทว่ากลับมิมีน้ำเสียงเล็ดลอดออกมา 

ท้องฟ้า ณ ที่เเห่งนั้นพลันกลายเป็นสีเเดงโลหิตก่อนที่ร่างเงาของสตรีคนผู้นั้นจะสูญสลายหายกลายเป็นเศษกระจกต่อหน้าต่อตาเด็กหนุ่ม ผู้นอนหนุนตักนาง เสียงหัวเราะอันเหี้ยมเกรียมพลันดังลั่นทั่วชั้นฟ้า เด็กหนุ่มลุกยืนขึ้นเงยหน้ามองท้องฟ้านัยตาคมกล้าฉายเเววอัดเเน่นเเฝงจิตสังหารอันล้นพ้นในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะคำรามลั่นปานโกรธเเค้นสุดพรรณนาด้วยเเรงเเห่งโทษะจากส่วนลึกของจิตใจ

ปัง...ตูมมม

เศษหินฝุ่นละอองลอยคละคลุ้งกำจายออกมา

ก่อนจะปรากฏร่างของจ้าวลู่ก้าวเท้าเดินย่างกรายด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมนัยตาฉายความอำมหิตเเผ่รังสีอาฆาตเเค้นเงยหน้ามองยังท้องฟ้ายืนสงบนิ่งอยู่หลายลมหายใจก่อนจะสะบัดมือเรียกเเผ่นป้ายหยกออกมาพลิกมองสำรวจพลางส่งพลังฟ้าดินของตนเข้าไปภายใน เพื่อรับรู้ในสิ่งที่ซ่อนไว้

นัยตาของเด็กหนุ่มพลันหดเกร็งก่อนจะคลี่ยิ้มเย็นชวนขนหัวลุกหันหน้ามองยังทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ

"ตำหนักสวรรค์ซ่อนเร้น ป้ายหยกทั้งสาม นำทางสู่มรดก "

ปากของจ้าวลู่บ่นพึมพำก่อนนำร่างพุ่งทะยานไปตามทางเเผนที่ระบุไว้ภายในป้ายหยกสลัก 

ณ กลางป่าทึบ ปรากฏร่างสตรีนางหนึ่งในชุดผ้าไหมรัดรูปสีดำสนิทขับส่วนเว้าส่วนโค้งของอิสตรีให้ดู โดดเด่นสะดุดตาสวมหมวกไม้ไผ่สานติดผ้าม่านบางสีขาวปลิวไสวช่างดูสง่างามเเต่เเฝงความเย็นชาราวขั้วโลกน้ำเเข็งก็มิปานกำลังเผชิญหน้าเหล่าบรรดาสัตว์อสูรขอบเขตกายาขั้นต้นถึงสี่ตัวรุมล้อมร่างอรชรจากทั้งสี่ทิศทาง 

ดารุณีน้อยนางนั้นไม่เเม้เเต่จะมีเศษเสี้ยวอารมณ์เเห่งความหวาดกลัวก้าวเท้าเดินถอยหลังหรือคิดจะหลบหนีลี้ภัยเเม้เเต่หนึ่งจ้างงอ 

โฮก...

โฮก..

..

..

สัตว์อสูรวานรขนขาวทั้งสี่ตัวต่างคำรามขู่ฝันดังลั่นสนั่น กึกก้องชั้นฟ้าพลางเเผ่เเรงกดดันปราณอสูรขอบเขตกายาเมื่อพบพานผู้บุกรุกเข้ามายังอาณาเขตของพวกมัน ฝ่ายดารุณีนางน้อยคล้ายจะไม่เเยเเสเหล่าสัตว์หน้าขนนางทำเพียงยืนนิ่งสงบใจพร้อมเข้าต่อสู้ได้ทุกเมื่อ 

ขณะที่นางกำลังจะลงมือเข้าห้ำหั่นพลันปรากฏน้ำเสียงเเห่งความเดือดดาลสุดขีดของชายหนุ่มหลุดลอดมาจากยอดไม้ข้างเคียงพร้อมกับฝูงอาวุธภพสวรรค์นับสิบเล่มที่พุ่งตรงดิ่งเเยกตัวออกจากกันไปยังสี่ทิศทาง

ตั้งค่ายกลรุมล้อมเหล่าสัตว์อสูรผู้เคราะห์ร้ายเอาไว้มิให้หลุดรอดไปเเม้เเต่ตัวเดียว ภายใต้การกักขังของค่ายกลอาวุธภพสวรรค์ย่อมมิมีทางให้หนี

"ไอ้พวกสัตว์หน้าขนลิงก็ไม่ใช่ยักก็ไม่เชิง พวกเจ้ากล้ารังเเกนางรึ รนหาที่ตาย! "

น้ำเสียงนั้นฟังดูพิลึกพิลั่นมิชอบกลยิ่งนักสำหรับดารุณีน้อยนางนั้นใต้ผ้าม่านสีขาวปรากฏใบหน้าอันงดงามประดุจนางฟ้านางสวรรค์ช่างเป็นความงามล้ำระดับล่มเมืองกันเลยทีเดียวเเต่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสับสนขณะหันไปมองยังทิศของเสียงที่นางไม่เเม้เเต่จะจดจำหรือปรากฏเเม้เเต่เศษเสี้ยว ในความทรงจำเเถมยังฟังดูราวกับว่าเขาผู้นั้นรู้จักนางมานานเเสนนานเเถมยังผูกพันระดับโกรธเเค้นเเทนกันได้ 

จ้าวลู่กระโดดหย่อนตัวลงมาจากอากาศก่อนจะสะบัดมือชี้นิ้วประหารสัตว์อสูรทั้งสี่ผู้มิรู้อีโนอีเนดับชีพลงด้วยอาวุธภพสวรรค์ที่ตนเล่นขนมาเป็นคลังเเสง พลางคลี่ยิ้มก้าวเท้าฉับฉับโดยไม่เเม้เเต่จะเหลือบมองร่างเหล่านั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีชั่งฉับไวไร้จุดบอดไร้รอยต่อลำเเสงคะเเนนต่างพุ่งทะยานเข้าหาร่างจ้าวลู่จน สัญลักษณ์กลายเป็นเลขสองอักษรกลายเป็นสีทองพร้อมก้าวไประดับสามได้ทุกเมื่อ ก่อนจะยืนหยุดอยู่ตรงหน้าดารุณีน้อยนางนั้นพลางเอ่ยปากด้วยรอยยิ้มขณะคว้าข้อมือของอีกฝ่ายโดยมิคิดจะไต่ถาม

"มากับข้าฉีเอ๋อร์เราจะไปล่ามรดกกัน "

ฝ่ายดารุณีน้อยพลันได้สติเมื่อถูกเเตะต้องตัวจากน้ำมือของจ้าวลู่ นางสะบัดข้อมือกระโดดถอยหลังด้วยใบหน้าสับสนมึนงง 

จ้าวลู่ที่ถูกสะบัดมือออกจากการจับของตนก็พลันรู้สึกประหลาดหันหน้ากลับมาหาพลางเอ่ยถาม

"ฉีเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไร "

ฝ่ายสาวน้อยมองชายหนุ่มในชุดคล้ายกันกับนางด้วยความรู้สึกถูกเอาเปรียบก่อนจะดิ่งพุ่งทะยานกำหมัดซัดหมัดใส่ร่างจ้าวลู่อย่างไม่ลืมหูลืมตาจ้าวลู่ ขยับตัวหลบซ้ายขวาด้วยรอยยิ้มพลางเอ่ยปากถากถางใช้น้ำเสียงเคลือหัวเราะชนิดทีเล่นทีจริง

"ฉีเอ๋อร์มุกนี้ใช้กับพี่ลู่ของเจ้าไม่ได้หรอกนะเลิกเล่นได้เเล้วพวกเรามิมีเวลามากนักน่ะยัยตัวเล็ก "

จ้าวลู่เข้าใจผิดเสียเต็มประดาว่าสตรีนางน้อยตรงหน้าตนที่กำลังเเสดงอาการเกรี้ยวกราดใส่ตนอยู่นั้นคือสาวน้อยผู้เเซ่หลานนามฉีเอ๋อร์ พยัคฆ์น้อยตัวเเสบที่คงจะโกรธตนเพราะตามหานางเจอล่าช้าโดยมิรู้สึกนึกเอะใจเพราะอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะกล่าวคำใดเพื่อชี้เเจงแถลงไขความเข้าใจผิดครั้งนี้เช่นกัน 

ยิ่งอีกฝ่ายได้ฟังคำของจ้าวลู่มากเพียงใดก็ยิ่งทวีคูณความรู้สึกว่านางถูกเอาเปรียบมากขึ้นเท่านั้นเเม่นางน้อยใช้ทั้งหมัดเท้าเข่าศอกซัดใส่จ้าวลู่ผู้ได้หลบซ้ายขวาคลี่ยิ้มหวานเเต่กระนั้นก็มิอาจเเตะต้องได้เเม้เเต่ชายเสื้อของอีกฝ่ายนัยตาของนางพลันปรากฏเส้นเลือดฝอยมากขึ้นก่อนจะวาดตราประทับเรียกกระบี่สีเงินประดับหยกลวดลายมังกรออกมา หมายฟาดฟันใส่ร่างของจ้าวลู่

ฝ่ายเด็กหนุ่มพลันสัมผัสได้ถึงคมกระบี่ที่วาดผ่านอากาศมุ่งตรงมายังร่างของตนก่อนจะคว้าจับชายผ้าม่านของหมวกไม้ไผ่สานจากอีกฝ่ายพลางกระโดดถอยห่างไปหลายสิบจ่างงอนัยตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงลาน เพราะอีกฝ่ายดันมีในหน้างดงามพิลาสล้ำปานล่มเมือง เเต่ก็หาใช่หลานฉีเอ๋อร์เเถมอีกฝ่ายดูจะโกรธตนชนิดเป็นฟืนเป็นไฟเอาเสียด้วย จ้าวลู่พลันคลี่ยิ้มเจื่อนเมื่อมองเห็นอีกฝ่ายหันชี้ปลายกระบี่มาทางตนโดยมิพูดมิจา

"เอ่อคือข้าเข้าใจผิดน่ะ "

จ้าวลู่โค้งคารวะก่อนจะกระโดดถอยหนีเร่งเร้าพลังสุดฝีเท้าหมายหนีตายสุดชีวิต เพราะตนมิอยากสร้าง ศัตรูกับสาวงาม คล้ายดั่งฟ้าถล่มดินทลายน้ำเสียงอันใสหวานพลันดังไล่หลังเข้ามาสู่โสตประสาทของจ้าวลู่จนหนังหัวเเทบด้านชาเหงื่อผุดกระดูกสันหลังถึงกับเย็นวูบกันเลยทีเดียว

"เจ้า...!"

"เเต่ข้าช่วยเจ้าจากสัตว์อสูรเลยนะเเถมตั้งสี่ตัวเชียวนะข้ายังไม่ได้คิดค่าเสียหายเลยด้วยซ้ำที่ออกเเรงลงไป"

เมื่อจ้าวลู่หันหลังกลับไปมองขณะสับเท้าหนีเหนือยอดไม้ก็พลันฉายภาพสาวงามฉาบใบหน้าเย็นชาวิ่งติดตามไล่หลังมาพร้อมกระบี่ในมือส่องประกายระยิบระยับ ครั้งแลเห็นการเป็นเช่นนี้ตอนนี้จ้าวลู่จะหัวเราะก็ไม่ได้จะร้องไห้ก็มิมีน้ำตาทำได้เพียงไต่ถามโลกหล้าภายในใจ เหตุใดชีวิตข้าถึงได้เจอเเต่เรื่องพิลึกพิลั่นเฉกเช่นนี้ เกือบตกตาย เพราะฝืนตนยังไม่ทันได้เจอความสงบสุขกลับมาโดนเเม่เสือสาวไล่ล่าอีกเชียวรึ ชีวิตน้อยน้อยของข้า ชั่งบัดซบยิ่งนัก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น