อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 27 : เล็กดั่งเม็ดฝุ่นยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 527
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

จ้าวลู่รนลานวางตนมิถูกเมื่อถูกคำพูดเร่งเร้าจากร่างกระดูกผู้คุ้มดีคุ้มร้ายคล้ายใกล้วิกลจริต

"เร็วเข้าหากเจ้ายังมิอยากตาย! "

คำพูดนั้นช่างฟังดูเผด็จการยิ่งนักหัวใจของจ้าวลู่ถูกบีบคั้นอย่างหนักยิ่งมองดูร่างกระดูกที่ดูเหมือนจะกลายเป็นสีดำสนิทยิ่งทวีความกังวลของเด็กหนุ่ม 

เด็กหนุ่มเร่งจัดท่าทางครั้งพลันหลับตาจมลึกสู่สมาธิเพื่อสัมผัสถึงพลังที่ซ่อนเร้นในกายขณะพยายามคุมจิตใจมิให้ตื่นตระหนก 

ปัง...ปัง....ตูม....

กระเเสมวลอากาศพลันกระจายออกปราณโลหิตโพยพุ่งกลายเป็นเส้นลำเเสงกำจายออกจากร่างของเด็กหนุ่มนัยตาของจ้าวลู่พลันว่างเปล่าราวหุ่นเชิดไร้จิตสำนึกเส้นผมสยายยาวกลายเป็นสีขาวนวลโบกสะบัดไร้ทิศทางมองดูยุ่งเหยิงคล้ายดั่งปีศาจจอมมาร

ทันใดนั้นผืนฟ้าสีฟ้าครามต่างถูกย้อมเป็นสีเเดงโลหิตเหนือน่านฟ้าหลายร้อยลี้ ร่างของจ้าวลู่ลอยขึ้นเหนืออากาศก่อนจะเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงชวนหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจให้ผู้ฟังถึงกับ สะดุ้งเฮือกหวาดผวา เปลวเพลิงนัยตาของร่างโครงกระดูกวูบไหวสัมผัสได้ถึงตัวตนสุดอันตรายที่ฉายร่างเลือนลางอยู่เบื้องหลังจากเด็กหนุ่ม ขณะบนหน้าผากปรากฏสัญลักษณ์รูปดอกบัวก้าวบุปผาสีทองอร่ามส่งรัศมีเรืองรองปรากฏเด่นชัด

" ผู้อาวุโสท่านหมายถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่ "

จ้าวลู่ผายมือซ้ายออกปลดปล่อยเเสงสีเเดงโลหิตขนาดเล็กเท่าฝุ่นละอองกำจายเเสงเจิดจ้าร่างกระดูกพยักหน้าขานรับเเม้นร่างนั้นจะสั่นระริกส่งเสียงกระดูกกระทบกันไม่หยุดหย่อนคล้ายเจอศัตรูตัวฉกาจผู้มิอาจอยู่ร่วมโลกกระบี่ไม้พลันหลุดลอยจากการควบคุมหมุนวนรอบกายด้วยปิติยินดีจ้าวลู่มองดูภาพดั่งกล่าวด้วยความฉงนประหนึ่งกระบี่ไม้เล่มนี้คือองครักษ์พิทักษ์นายผู้เป็นจ้าวเหนือหัวของมัน

ลอยเด่นเคียงข้างกายกำจายแสงสีแสนสีเขียวอ่อนให้ความรู้สึกสบายตาครั้งเเลมอง

เเต่ทว่าไม่ทันที่จ้าวลู่จะลงมือทำประการใด

ก็พลันปรากฏค่ายกลขนาดยักเหนือน่านฟ้าปลดปล่อยเเรงกดทับหมายผลักดันพลังของจ้าวลู่ที่เกินขอบเขตให้บดละเอียดเป็นฝุ่นผงละอองธุลี ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันบิดเบี้ยวจนดูหน้าเกลียดสิ้นบารมี

ร่างกระดูกเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางสะบัดมือส่งบางสิ่งพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงเข้ายังค่ายกลสะกัดพลังปิดการใช้งานชั่วขณะ

ค่ายกลที่ยากจะต้านทานพลันจางหายไปก่อนที่สิ่งนั้นครั้งหลุดออกจากมือของร่างกระดูกจะพุ่งดิ่งกลับมาหาร่างของจ้าวลู่ลอยหยุดนิ่งเหนือศีรษะของเด็กหนุ่ม

ฝ่ายจ้าวลู่ที่ยังไม่ทันได้สติ จักระโลหิตบรรพกาลพลันหลุดออกจากการควบคุมพุ่งทะยานด้วยความเร็วชนิดมองไม่ทันฝังตัวลงไปยังหน้าผากของร่างกระดูก ปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวเกินคณานับยากต้านทาน

ร่างกระดูกที่โดนโจมตีอย่างไม่ทันระวังตัวตามประสงค์พลันสั่นเทิ้มปรากฏรอยเเตกร้าวขณะกรีดร้อง โหยหวนจนผู้ได้ฟังถึงกับต้องหวาดกลัวน้ำเสียงเเห่งความทุกข์ทรมารประหนึ่งตนตกสู่ก้นขุมนรกอเวจีก็มิปาน เเสงสีเเดงโลหิตกำจายออกมาจากรอยเเตกร้าวสว่างไสวเจิดจ้าเหนือนภากาดเผาผลาญ

พุ่งทะยานกลับคืนสู่ร่างของเด็กหนุ่มฝังตัวดำดิ่งซ่อนเร้นเช่นเดิม

จ้าวลู่ ร่วงหล่นจากท้องฟ้าสภาพร่างกายชุ่มโชกด้วยสายธารโลหิตที่ไหลออกมาจากทวารทั้งห้าดูอนาถยิ่งนัก ก่อนจะทรุดเข่าลงกระอักโลหิตออกจากปาก

ความปวดร้าวทั้งหลายทั้งปวงปานเนื้อหนังถูกฉีกขาดทุกอณูรูขุมขนเเผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างขณะจิตใจของจ้าวลู่ใกล้พังทะลายเเก่นโลหิตจากหลานหลีหมิ่นพลันสำเเดงเดชเเผ่พลังของสายเลือดอสูรเทพช่วยประคองลดทอนความเจ็บปวดเจียนตายของเด็กหนุ่มให้ บรรเทาลง 1 ใน 3 ส่วน ส่งเสริมพลังภายในกายเร่งพยายามฟื้นฟู

เนื้อหนังที่รับความเสียหายของเด็กหนุ่มอย่างสุดกำลัง เเก่นโลหิตสายเลือดอสูรเทพของหลานหลีหมิ่นพลันเเตกกระจายเเยกตัวออกเป็นล้านล้านไหลเวียนโลหิตไปตามเส้นสายทั่วทั้งร่างของเด็กหนุ่มขับวิชากายานิรันดร์กาลโดยปริยายจนปรากฏผิวหนังสีทองเเดงปรากฏขึ้นมาขณะบางจุดเเซมสีเงินเท่าขนาดเม็ดถั่วทั่วทั้งร่าง เส้นผมเริ่มกลับมาเป็นสีดำปกติ สยายยาวตกลงยังเเผ่นหลัง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ร่างกระดูกจะเเตกละเอียดกลายเป็นลำเเสงสีขาวโพยพุ่งสู่ท้องฟ้าสีโลหิตจนเเหวกออกเป็นทางเเยกออก ผืนฟ้าสีเเดงฉานเริ่มสูญสลายเจือจางลงทุกขณะพลางถูกเเทนที่โดยสีฟ้าครามดวงตะวันทอเเสงกำจายลอยเด่นค่อยค่อยปรากฏ ตัวขึ้นเหนือน่านฟ้า

จ้าวลู่กระอักโลหิตครั้งเเล้วครั้งเล่านัยตาปรากฏเส้นเลือดฝอยขณะกัดฟันอดรนทนต่อความเจ็บปวดปานร่างกายจะสลายกลายเป็นอณูธุลีฝุ่นละอองเสียงกรีดร้องหลุดลอดผ่านไรฟัน

อ๊า...

ร่างกระดูกพลันสูญสลายหายไปกับสายลม

จ้าวลู่ล้มตัวลงนอนสิ้นสติ ถัดออกมาไม่ไกลนักเหล่าบรรดาจอมยุทธวัยเยาว์ทั้งหลายต่างมองเห็นเหตุการณ์สุดประหลาดเหนือน่านฟ้าหลายคนถึงกับสั่นกลัวยากสงบใจหลายคนฉายเเวววูบวาบ จ้องมองยังทิศทางนั้น ก่อนจะพุ่งทะยานออกตัวไปยังทิศทางที่ต่างกัน

ครั้งคนใจกล้ากล้าได้กล้าเสียต่างมุ่งหน้าไปยังทิศทางของจ้าวลู่หมายสืบเสาะค้นหาเบื้องหลังของเหตุการณ์ประหลาด ส่วนคนที่มีความกล้ามิมากพอต่างพุ่งตรงไปยังใจกลางสนามประลอง

ตะวันตกดินดวงจันทราฉายเเสง จ้าวลู่พลันได้สติขึ้นมาก่อนจะฉายสีหน้าเหี้ยมเกรียม มองยังจุดที่ร่างกระดูกจางหายไป ก่อนจะก้มมองยังบนฝ่ามือตนที่ถือป้ายหยกปรากฏอักษรสลักสีทองว่า ตำหนักสวรรค์ซ่อนเร้น

ทันใดนั้นนัยตาของจ้าวลู่พลันหดเกร็งก่อนจะลุกขึ้นกระโดดยืนท่ามกลางคราบโลหิตเเห้งกรังเหลือบเเลซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าไม่ปรากฏผู้ใดในระยะสายตาก็รู้สึกเบาใจลดการระวังตัวลงหลายส่วนเเม้นว่าความเจ็บปวดรวดร้าวราวถูกไฟไหม้ทั่วทั้งร่างคล้ายอาการเเสบร้อนยังคงอยู่เเต่ก็ไม่ใช่เวลามาเลียเเผลตนเอง ณ ขณะนี้

จ้าวลู่เร่งเร้าพลังอีกครั้งเพื่อออกจากสถานที่เเห่งนี้โดยด่วนเพราะคงเป็นการไม่ดีนักหากมีคนมาประสบพบเจอตนในสถานการณ์เช่นนี้ที่กำลังอ่อนเเอหากเกิดการต่อสู้คงมิเเคล้วจบไม่สวย ขืนฝืนตนอีกครั้งร่างนี้คงเเตกละเอียดเป็นเสี่ยงเสี่ยงเที่ยงเเท้เเน่นอน เเถมป้ายหยกในการครอบครองของตนคงกระตุ้นความโลภของผู้อื่นมิใช่น้อยหากมีคนล่วงรู้เข้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น