อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 26 : เเม้ตกตายยังมิยินยอมสยบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 604
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

ร่างของจ้าวลู่ ห้อตะบึงเหนือกิ่งไม้ขณะสอดส่องสายตาอันคมกล้าระวีระวังภัยรอบตัว ภายในใจกำลังลอบประเมินสถานการณ์โดยรวมระหว่างทาง บรรยากาศในมิติเเห่งนี้ดูเเปลกประหลาดยิ่งนักเเถมยังให้ความรู้สึกสุดสะอิดสะเอียนเหลือทนจากปราณฟ้าดินที่เบาบางราวกับ ขนปุยนุ่นบนเเผ่นหลังของวัวก้าวตัวเเถมยังผสมปราณประหลาดสุดชั่วร้ายซึ่งเพียงสัมผัสเเค่เล็กน้อยก็กระตุ้น สัญชาตญาณดิบอันป่าเถื่อนจนเเทบคลั่งตายหมายอยากสังหารทำลายล้างทุกสรรพสิ่งให้มลายสูญด้วยมือตนเสียเต็มประดา

กลุ่มหมอกควันสีดำทมิฬลอยตัวคละคลุ้งเป็นเส้นสายจากผืนดินกำจายออกมาไม่หยุดหย่อนปราณประหลาดนี้ คล้ายดั่งรางร้ายเเห่งโลกาวินาศ หากจิตใจมิเเข็งเเกร่งพอคงมิเเคล้วกลายเป็นหุ่นเชิดกระหายโลหิตคิดล้างบางทุกสรรพชีวิตให้พินาศสิ้นเป็นเเน่ ในความคิดของเด็กหนุ่มคงไม่ใช่เรื่องเเปลกนักที่สามเสาหลักยอดสำนัก


ใยถึงได้เลือกสถานที่เเห่งนี้เป็นด่านทดสอบของจอมยุทธวัยเยาว์ นอกจากต้องเหี้ยมโหดเเล้วยังต้องมีจิตใจเเกร่งกล้ามิใช่น้อยกว่าจะไปถึงเส้นชัยยังปลายทางของกองภูเขาโลหิตเเละซากศพ ที่กลายเป็นหินรองเท้าให้เขาเเละนางเดินก้าวข้ามยังเส้นชัย กฏที่ไม่ห้ามการสังหารหรือเเย่งชิงคะเเนนจากผู้อื่นจะว่าต่ำช้าคงมิได้เพราะโลกมันโหดร้ายหากอ่อนเเอก็ตกตายเป็นธรรมดาผู้มีจิตใจเเกร่งกล้าถึงจะฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการก้าวผ่านขีดจำกัดของตนเองสู่เส้นทางของการบำเพ็ญพรต 


หลายคนต้องการอายุขัยที่ยืนยาวราวดั่งตนเป็นอมตะ หลายคนต้องการเป็นยอดคนสยบใต้หล้าด้วยฝ่ามือเเผ่นเท้า หลายคนปรารถนาความมั่งมีศรีสุข นอนอยู่บนกองภูเขาสมบัติเป็นที่นับหน้าถือตาของวงค์ตระกูลเเละชนทั้งหลายเเต่หากปราศจากพลังก็ไม่ต่างจากการ ฝันเฟื่องละเมอเพ้อพบคล้ายเด็กน้อยผู้ไม่รู้จักโลกจมอยู่กับจินตนาการในกะลากลายเป็นคนตาบอดไร้หนทางสนองความต้องการสารฝัน ในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีฟรี หากปราศจากราคาที่ต้องจ่าย การหลับหูหลับตาหาใช่ทางออกสำหรับปัญหาไม่ นอกจากกำปั้นเเละพลังของตนเเล้วก็มิมีสิ่งอื่นให้พึ่งพาได้อีก จะสวรรค์หรือเทพเจ้าก็ไร้ตัวตน นอกจากตนเป็นที่พึ่งเเห่งตน ถึงจะนับได้ว่าเป็นยอดคนโดยเเท้จริง

กระบี่ไม้ในมือของเด็กหนุ่มสั่นไหวเป็นระยะระยะคล้ายมันจะบอกว่าเส้นปราณสีดำทมิฬเหล่านี้ที่กำจายออกมาจากผืนดินเเละตัวมันมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ซึ่งภายในร่างของจ้าวลู่เองก็สั่นไหวขานรับเช่นกัน โดยที่เด็กหนุ่มทำได้เพียงขมวดคิ้วมุ่นใคร่สงสัยเเต่ไร้คำตอบให้แสวงหา 

ตลอดเส้นทางของจ้าวลู่นั้นปราศจากสิ่งมีชีวิต เด็กหนุ่มพบพานเพียงซากประหลักปักพังคล้ายอาคารบ้านเรือนที่เเตกหักสีดำทมิฬคล้ายถูกปนเปื้อนด้วยพลังปราณดั่งกล่าว ดูพิกลยิ่งนักเเถมยังปรากฏร่างกระดูกมนุษย์เเละสัตว์อสูรสีดำทมิฬ เเตกหักจนยากจะเเยกเเยะได้ว่าเป็น กระดูกของสัตว์อสูรหรือมนุษย์กันเเน่หากไม่พบกระโหลกศีรษะที่บงบอกเเล้วจ้าวลู่ก็คงหลงคิดว่าทั้งหมดที่กองพะเนินทับถมเป็นเพียงกระดูกของสัตว์อสูรที่ตกตายด้วยสาเหตุบางประการเเต่เมื่อมีซากกระดูกมนุษย์อยู่ข้างเคียงก็อนุมานสันนิษฐานได้ว่า คงมิเเคล้วเป็นภัยสงครามทำลายล้างจากบางสิ่ง ที่ยากจะต่อกรเพียงลำพัง

จ้าวลู่ก้มตัวนั่งยองลงก่อนจะพนมมือไหว้ซากกระดูกเหล่านั้นที่ตกตายเคียงข้างกันด้วยอาการประหลาดต่างต่างนานาคล้ายเป็นมิตรสหายร่วมรบมากกว่าศัตรูเพราะกระดูกทั้งหมดล้วนหันไปยังทิศทางเดียวกัน 

ในใจของเด็กหนุ่มยิ่งทวีคูณความสงสัยใคร่รู้สงครามชนิดใดที่ทำให้สองเผ่าพันธุ์ที่ขัดเเย้งกันมาอย่างยาวนานครั้งโบราณกาลถึงร่วมใจเป็นหนึ่งสู้ศึกภัยดั่งมิตรสหายตกตายพร้อมกันไปตามตามกันในคราวเดียว


ทันใดนั้นเอง เสียงอันชวนขนหัวลุกพลันดังขึ้นมาท่ามกลางซากโครงกระดูกที่กอง พะเนินกระจายเกลื่อนกลาด นัยตาของเด็กหนุ่มพลันหดเล็กลงเเสดงถึงความตื่นตัวลุกยืนขึ้นหันหน้ามองยังทิศทางหนึ่งบนซากอาคาร ที่คล้ายหอคอยสังเกตการณ์


ร่างกระดูกมนุษย์สีขาวผสมดำย่างเท้าก้าวออกมาเเผ่กำจายรัศมีดุดันเเม้ตกตายเเต่ยังคงเจตจำนงอันเเกร่งกล้า หมายสังหารผู้ลุกล้ำย่างกรายเข้ามาภายในอาณาเขตเเห่งนี้ 


ปัง...


จ้าวลู่เร่งเร้าพลังลมปราณสุดขีดทุกอณูของพลังก่อนจะกระชับกระบี่ไม้ในมือจนเเน่นถนัดสายตาระวีระวังทุกขณะลมหายใจสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากร่างกระดูก ที่ดูจะชั่วร้ายก็ไม่ใช่จะเป็นผีก็ไม่เชิง


นัยตาของร่างกระดูกเป็นดวงไฟสีขาวนวลตาคล้ายไร้จิตสำนึกฉายเเวววูบวาบรูปร่างดั่งเปลวเพลิงทอดสายตาจับจ้องยังร่างของจ้าวลู่พลางเอ่ยปากเล็ดลอดผ่านกระดูกคางเเต่ชั่งหน้าอัศจรรย์เเม้จะไม่มีเนื้อหนังกลับเปล่งเสียงออกมาได้อย่างชัดเจนจนผู้ฟังถึงกับขนหัวลุก 


"ข้าสัมผัสถึงจักระในตัวเจ้าหนุ่มน้อยได้โปรดปลดปล่อยข้าทีก่อนที่ร่างนี้จะกลายเป็นหุ่นเชิดสังหารจากลมปราณอุรุ "

นิ้วที่เหลือเพียงกระดูกสีขาวเเซมสีดำชี้มายังร่างของจ้าวลู่ที่ตั้งการ์ดพร้อมสู้ด้วยนัยตาคมกล้า เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเเววตาฉายถึงอาการตะลึงลานเมื่อได้ฟังขณะร่างกระดูกสั่นเทิ้มคล้ายมิอาจประคองสติ ปากของจ้าวลู่ก็เร่งเร้าเร็วรี่เอ่ยซักถาม

"ผู้อาวุโสท่านเป็นใครกันเหตุใดถึงสัมผัสพลังที่ซ่อนเร้นในกายของผู้เยาว์ได้ขอรับ "

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความนอบน้อมเเต่ก็ยังมิวายยังคงตั้งการ์ดมิเปลี่ยนแปลงพร้อมสู้หากจวนตัวเข้าจริงครานี้หากสู้ไม่ได้ก็หนีสุดฝีเท้า ร่างกระดูกขยับเท้าเข้าไปใกล้เรื่อยเรื่อยส่วนนัยตาเปลวเพลิงคู่นั้นสลับเป็นสีขาวเเละดำ

"เร็วเข้าไม่มีเวลาเหลืออีกเเล้วหากเจ้าไม่อยากตายจงใช้จักระเดี๋ยวนี้ ข้าต่อต้านสะกดพลังอันบ้าคลั่งนี้ไม่ไหวอีกต่อไปเร็วเข้าเรียกมันออกมาเดี๋ยวนี้ "

ใบหน้าของจ้าวลู่เหยเกหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ กี่ครั้งเเล้วที่ตนพบพานเรื่องประหลาดพิลึกพิลั่น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น