อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 25 : เเยกจาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 655
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

หลังจากจ้าวลู่เเละหลานฉีเอ๋อร์ปลอมกายด้วยเสื้อผ้าสีดำสนิทรัดรูปสวมหมวกไม้ไผ่สานติดผ้าม่านบางสีขาวบดบังใบหน้าสองผู้เยาว์ก้าวเท้ายืนอยู่ใจกลางจตุรัสท่ามกลางอัจฉริยะชนนับหมื่นที่มองตาละห้อยยังท้องฟ้า

เหนือศีรษะปรากฏ กลุ่มนักพรตในชุดสีสันต่างกัน ลอยเด่นสง่าเเผ่ออร่ากำจายพลังอำนาจของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เบื้อนหน้าสุดสามคน ที่เหล่าบรรดาอัจฉอริยอชนทั้งหลายได้เพียงนอนฝันถวิลหาเเต่สิ้นปัญญาเพราะหวาดกลัวต่อภัยพิบัติฟ้าดิน 

นักพรตที่ลอยตัวอยู่เหนืออากาศท่ามกลางฝูงอัจฉริยะจากทั่วสารทิศสำหรับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เเล้วเหล่าผู้เยาว์วัยกระเตาะเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรเฉกเช่นดั่งหนอนแมลงมดปลวกฝูงหนึ่งลำบากเพียงสะบัดมือชี้นิ้วก็พินาศสูญสิ้นภายในหนึ่งลมหายใจ โดยมิทันได้ปริปากร้องโอดครวญเสียด้วยซ้ำก็กลายเป็นหมอกละอองโลหิต

สำหรับสามนิกาย อัจฉริยะชนเหล่านี้นั้นเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ชั้นดีเเละชั้นเลวผสมปนเปกันไป หลายคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะ ก็มักอายุสั้นสิ้นวาสนาตกตายก่อนวัยอันควรด้วยเหตุนานานับประการ น้อยคนนักที่จะได้เจิดจรัสโดยเเท้จริง ในสนามประลองพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน ที่ถูกผนึกลมปราณ เหลือ 1 ใน 10 ส่วน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการถอดเขี้ยวเล็บของเหล่าพยัคฆ์ร้ายจอมผยองวัยเยาว์ทั้งหลาย สำหรับผู้ที่ถือดีก็ตกตายเป็นธรรมดาของโลก 

คนฉลาดมากเลห์เหลี่ยมเเถมยังต้องอำมหิตเพียงเท่านั้นถึงจะอยู่รอด เเม้นจะบอกว่าเป็นสนามประลอง เเต่ในความเป็นจริงเเล้วก็คือสนามรบนองโลหิตดีดีนี่เอง เหตุเพราะมิมีกฏใดระบุไว้ว่าห้ามสังหารผู้อื่นเพื่อเเย่งชิงคะแนน เเถมคะเเนนที่ว่ามานั้นก็ได้รับจากสิ่งต่างต่างต้องผ่านการสะสมอันยากลำบากมิใช่น้อย เพราะต้องต่อสู้สังหารสัตว์อสูรขอบเขตก่อเกิดหรือกายา ส่วนวิธีที่สองคือการเก็บพวกสมุนไพรเลอล้ำค่านานาชนิดที่หาได้ตามจุดอันตราย ส่วนวิธีที่สามคือ การปล้นชิงจากผู้อื่น โดยเเต่ละคนจะได้รับตราประทับพิเศษบนหน้าผากบงบอกถึงระดับคะแนนเป็นส่วนส่วน ระดับ 1 ถึง 10 ซึ่งผู้เยาว์ทั้งหลาย จะได้รับ คะแนนเบื้องต้นอย่างเท่าเทียม ในระดับ 1 จะเเบ่งเป็นสี ขาว เเละจะสูงขึ้นไปตามลำดับ อาทิเช่น ขาว ฟ้า เหลือง เเดง ทอง เพื่อเลื่อนขั้นต่อไป ส่วนใครหรือผู้ใดจะใช้กลอุบายใดเพื่อเเย่งชิงมาก็ไม่เกี่ยงวิธีการ โดยสามเสาหลักก็มิคิดจะไต่ถามสืบสาวหาความ ขอเพียงคุณสมบัติเพียงพอก็ถือว่าผ่าน ต่อให้คนผู้นั้น วิปลาสก็มิคิดจะใส่ใจหากเข้ามาเเล้วก่อปัญหาให้นิกายก็เพียงเตะ ตูดตัดหางทิ้งก็สิ้นเรื่อง

ในโลกใบนี้นั้นถือกฏป่า ดั่งคำว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก อ่อนเเอตกตาย เเข็งเเกร่งจึงอยู่รอด กำปั้นวัดกำปั้นผู้ใดใหญ่กว่าก็เหยียบหินรองเท้าก้าวขึ้นไป ในโลกนี้ความยุติธรรมมิมีจริงหากตกตายเพราะตนอ่อนเเอ ก็สมควรแล้ว ที่ต้องนอนทอดกายกลายเป็นปุ๋ยให้พืชหญ้า 

นักพรตชุดขาวหนวดเครายาวดูมากประสบการณ์เหลือบมองเบื้องล่างด้วยสายตาเเหล่มคมยังร่างของสองผู้เยาว์ใจกลางฝูงอัจฉริยะชน

นัยตาคู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย จะด้วยเหตุผลกลใดมิเเน่ชัดรอยยิ้มปริศนาปรากฏที่มุมปากอยู่ชั่วขณะจนยากจะสังเกตเห็นก่อนจะกลับมาฉายสีหน้าเย็นชาเเทบจับขั้วหัวใจ ซึ่งเขาผู้นั้นก็มาจากนิกาย วัฏจักร 

ส่วนนักพรตชายในชุดสีดำวัยกลางคนใบหน้าดูดุร้ายยิ่งนักเเถมเเผ่กลิ่นอายความอำมหิตกำจายออกมาทุกขณะโดยมิคิดเเม้เเต่ชายตาเหลือบมองฝูงมดปลวก เบื้องล่างตนเเม้เเต่น้อย ชายผู้นี้มาจาก นิกาย เมฆาหมอก 

ถัดออกมา ก็ปรากฏนักพรตหญิงในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์โบกสะบัดสยายลมกระเเสวายุใบหน้านั้นช่างดูราวกับนางฟ้านางสวรรค์ เปี่ยมล้นด้วยความเมตตาประดุจดั่งนางพระโพธิสัตว์ก็มิปาน 

เเถมเบื้องหลังยังมีนักพรตมากหน้าหลายตาจากสำนักต่างต่างลอยตัวอยู่เบื้องหลังสามผู้เเทนจากนิกายทั้งสามด้วยสายตานิ่งสงบผสมความอิจฉามิน้อย

สามคนสามอารมณ์ บรรยากาศรอบกายนักพรตทั้งสามชั่งต่างกันสุดขั้วราวดังสรวงสวรรค์และขุมนรก ก็มิปาน หนึ่งนักพรตเฒ่าชราจากนิกายวัฏจักรให้อารมณ์สงบนิ่งดั่งสายธารน้ำนิ่งไหลลึกสุดคาดเดายังความคิด ส่วนนิกาย เมฆาหมอกให้ความรู้สึกประหนึ่งขุมนรกทะเลโลหิต ส่วนนักพรตหญิงจากนิกายบุปผาจันทราให้ความรู้สึก ประหนึ่งโลกหล้านั้นงดงามราวเเดนสวรรค์ เพียงเหลือบมอง

จ้าวลู่ใช้มือข้างหนึ่งขยับหมวกบดบังใบหน้า เพราะตนเผลอสพสายตากับนักพรตเฒ่าจากนิกาย วัฏจักร เข้าให้เเล้วส่วนฝ่ายหลานฉีเอ๋อร์นัยตาของนางจับจ้องยังสตรีนางนั้นจากนิกายบุปผาจันทราด้วยความมิสบอารมณ์ เพราะอีกฝ่ายฉีกยิ้มส่งสายตาราวนางฟ้านางสวรรค์ ในความคิดของเเม่นางน้อยผู้เเซ่หลานเเล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการเเหย่รังเเตนเเถมเเตนตัวน้อยยังถือดี ทะลึ่งตาใส่ใต้ผ้าม่านอีกตังหาก เหมือนอีกฝ่ายจะล่วงรู้ถึงสายตาของหลานฉีเอ๋อร์โดยทำเพียงยกชายเสื้อป้องปากมองดูช่างงดงามยิ่งนักด้วยกริยาเช่นนี้ อัฉริยะชนวัยฉกรรจ์ทั้งชายหนุ่มหญิงสาวถึงกับใจละลาย เเทบสิ้นสติพลันกลืนน้ำลายอึกใหญ่กันเป็นทิวเเถว โดยมิทันได้รู้สึกตัว

หลังจากนั้นใบหน้าอันดูโหดชั่วช้าเเฝงความอำมหิตจนหนังหัวของผู้ฟังเเทบด้านชาพลันเปล่งวาจาพลางสะบัดมือ ส่งตราประทับเปิดค่ายกลเเหวกมิติขณะอีกสองนักพรตต่างก็กระทำเฉกเช่นเดียวกันส่งเสริมพลังลงไป 

เมื่อประตูมิติคลายออก ปรากฏหลุมน้ำวนสีดำเบื้องหน้าเปิดออกมาให้เห็นอีกฟากของประตูเหล่าอัฉริยะชนวัยเยาว์ทั้งหลายต่างพลันฉายสีหน้าเคร่งเครียดคล้ายวันนี้คือวันที่ชี้ชะตากรรมว่าตนจะรุ่งโรจน์หรือร่วงหล่นอยู่ที่ชะตาฟ้าลิขิตหลังประตูบานนี้ เมื่อย่างกรายเข้าไป จะภูมิหลังหรือฐานันดรศักดิ์ใดก็มิมีผลจะคิดเบ่งบารมีตระกูลตนคงมิแคล้วตกตายอยู่ดีมิมีสิ่งใดเปลี่ยนหรือช่วยเหลือตนได้นอกจากกำปั้นของตนเองเเล้วที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย

ก็มิมีสิ่งอื่นใดนอกจากนี้อีกเลยหากหวังให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือก็สิ้นคิดเพราะทุกคนก็นับว่าเป็นศัตรูกันโดยปริยาย

สองผู้เยาว์ก้าวเท้าติดตามหลังกลุ่มฝูงชนเข้าไปภายในโดยมิรู้เเน่ชัดถึงชะตาว่าภายในจะมีภัยอันตรายใดรอคอยพวกตนอยู่เบื้องหน้า เเม้นจ้าวลู่จะมั่นใจในพลังของตนเองเเละหลานฉีเอ๋อร์เเต่ก็มิมีสิ่งใดรับประกันว่า จะไม่เตะโดนเเผ่นเหล็กร้อนภายในสนามประลอง การมิมีศัตรูคงจะดีมิน้อยหากหาความสงบสุขได้จ้าวลู่ก็มิอยากรนหาที่ หากมิมีผู้ใดหาเรื่องตน เด็กหนุ่มก็คร้านจะใส่ใจผู้อื่น อาจเพียงเหลือบมองอยู่บ้าง เเต่ก็มิคิดจะช่วยเหลือผู้ใด เพราะเกรงจะโดนลอบกัดจากคนข้างกายตน

จ้าวลู่ฉายสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะจับมือหลานฉีเอ๋อร์เอาไว้เเน่นภายในเเววตาฉายเเวววูบวาบถึงความกังวนมิใช่น้อยส่วนฝ่ายหลานฉีเอ๋อร์ นัยตาของนางกลับเเตกต่างจากเด็กหนุ่มโดยสิ้นเชิง สัญชาตญาณดิบของสัตว์อสูรเริ่มสำเเดงเดชในเเววตาของสาวน้อย ก่อนที่สองผู้เยาว์จะก้าวเท้าหายลับไปภายในประตู

หลังจากนั้น ร่างของจ้าวลู่ก็ปรากฏขึ้นใจกลางผืนป่าขนาบด้วยเสียงจากเหล่าสัตว์ร้ายเป็นระยะระยะ เด็กหนุ่มเหลือบมองซ้ายขวา เมื่อไม่พบร่างของสาวน้อยผู้เเซ่หลานก็พาให้ ใจเริ่มหวั่นวิตกก่อนใบหน้าจะฉายเเววเหี้ยมหาญ ตะโกนลั่น นภากาด เเม้เเต่สัตว์อสูรในผืนป่าเเห่งนี้ยังรู้สึกถึงภัยร้ายมิใช่น้อยในความอำมหิตที่เเฝงมากับน้ำเสียงของจ้าวลู่

"ฉีเอ๋อร์ข้าจะตามหาเจ้า....! "

กรร...

เหล่าสัตว์อสูรปัญญาน้อยนิดต่างพากันหดหัวมิคิดย่างกรายเข้าไปยังทิศทางนั้น 

ปัง...

ร่างของจ้าวลู่พลันระเบิดพลังลมปราณก้าวเท้าเดินหน้าด้วยนัยตาเเหลมคมประดุจอาวุธร้ายหมายดับชีวิตทุกสรรพสิ่งให้สิ้นสูญตามกันไปหากล่วงรู้ว่ามันผู้ใดกล้ารังเเกสาวน้อย ที่เปรียบเสมือนญาติสายโลหิตของเขา

จ้าวลู่สะบัดมือเรียกดาบไม้ปริศนาออกมาจากเเหวนมิติ ก่อนจะดิ่งพุ่งทะยานไปยังทิศเหนือเพื่อเข้ายังใจกลางสนามประลองสุดท้ายอันเป็นจุดมุ่งหมายของทุกผู้ทุกคน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #38 Saowaros5912 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 22:01
    อยากเข้าไปเอามีดปาดคอหลานฉีเอ้อร์ ลำไย จะหวงไรนักหนา (ฉันอินเกินไป)
    #38
    1
  2. #25 สุดใจนายเย็นชา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 21:27

    อัจฉอริยอชน ? ท่านพี่จากน้องเข้าโหมดเ-้ยมเลยรึ
    #25
    1
    • #25-1 Speed ​​of light(จากตอนที่ 25)
      30 พฤศจิกายน 2563 / 21:33
      สรุปความเเปลว่า ชนชั้นนำครับ ส่วนจะโหดหรือไม่ นั้น ไรท์ ก็คิดจะเขียนพระเอกสายกาวอยู่เเล้ว เเต่ความดิบเถื่อนอันนี้ ใส่มากไปอาจขัดแย้งได้ (คนออกเเบบนางเสนอความคิดไว้ว่า ตัวเอกต้องเป็นพวกรักตัวกลัวตาย เเต่ดันมีโหมด เบอร์เซอร์เกอร์ อิอิอิ ประมาณเลือดขึ้นหน้าพี่ฆ่าไม่เลี้ยง )
      #25-1