อัจฉริยะน้อยตระกูลจ้าว

ตอนที่ 11 : กายานิรันดร์กาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,498
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    3 ม.ค. 64

จ้าวลู่ที่กำลังยืนเหม่อลอยขณะโอบกอดร่างของหลานฉีเอ๋อร์อยู่ในอ้อมเเขนภายในใจกำลังครุ่นคิดถึงภาพการต่อสู้นองโลหิตของบิดาตน ชายผู้นั้นเป็นอัจฉริยะเจิดจรัสประดุจดั่งดาวค้างฟ้าจากเรื่องเล่าของหวังอี้ฟาน ใบหน้าของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งเศษเสี้ยวอารมณ์ใด เเต่ภายนัยตากลับฉายถึงเเววเเห่งความอาฆาตเเค้น หนึ่งชื่อของศัตรูคู่ฟ้าผู้พรากทุกสิ่งไปจากตน พรากชีวิตบิดาตนพรากช่วงเวลาของมารดาไปจากตน พรากชีวิตของเด็กหนุ่ม ที่ควรจะเสวยสุขอยู่บนยอดหอคอยสูงตระหง่าน ศัตรูผู้นั้นอยู่เหนือคนนับล้าน พลังบำเพ็ญเเกร่งกล้า 

เเต่เด็กหนุ่มกลับมีความมั่นใจสูงล้ำความปราถนาเเรกภายในส่วนลึกของจิตใจกำลังกู่ร้อง คือความต้องการอันเเรงกล้า ฆ่าต้องฆ่า ฆ่าจ้าวซือถู น้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียมหลุดรอดผ่านไรฟัน ของหนุ่มน้อย

จ้าวซือถู..

คราว...

หลานฉีเอ๋อร์คำรามเสียงต่ำเนื่องจากเเรงกอดที่รัดเเน่นขึ้นดวงตาคู่ใสชุ่มชื่นคล้ายจะหลั่งน้ำตา จ้าวลู่พลันสั่นเทิ้มรีบวางร่างสัตว์อสูรตัวน้อยพลางก้มตัวลงลูบหัวหลานฉีเอ๋อร์ด้วยความอ่อนโยนใบหน้าเปื้อนยิ้มกล่าววาจา

"ข้าขอโทษฉีเอ๋อร์ "

กรร...

หลานฉีเอ๋อร์ชูคอเงยหน้ามองสพตาด้วยดวงตาคู่ใสคล้ายให้อภัยก่อนจะนำหัวน้อยๆของนางถูไถยังฝ่ามือของจ้าวลู่คล้ายอยากจะกล่าวปลอบประโลมเด็กหนุ่ม ด้วยหัวใจอันใสบริสุทธิ์ของนาง

"เห่อเห่อเห่อ " เสียงหัวเราะอันเรียวเล็กดังแว่วมาสู่โสตประสาทของเด็กหนุ่มก่อนจะปรากฏร่างวิญญาณของหลานหลีหมิ่นเเละหวังอี้ฟานที่เดินก้าวเท้าเคียงคู่กัน

ใบหน้าของคนทั้งสองเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา หลานหลีหมิ่นคลี่ยิ้มเย็นฝ่ามืออันเรียวเล็กสีขาวนวลข้างหนึ่งป้องปากพลางกล่าวอย่างทีเล่นทีจริงเครือหัวเราะขบขัน

"ลูเอ๋อร์เจ้ากล้ารังเเกนางรึ "

เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงพลางหันไปโค้งคำนับสองอาวุโสด้วยสีหน้าลุเเกโทษก่อนจะเร่งเอ่ยปากกล่าวปฏิเสษด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนคล้ายเจอยาขม

"ข้าเปล่าเจตนา น่ะท่านน้าหญิง "

เมื่อหลานหลีหมิ่นได้ฟังนัยตาของนางก็หดเเคบลงก่อนจะหัวเราะออกมาคล้ายไม่ใส่ใจขณะหวังอี้ฟานถึงกับเบ้ปากนัยตากลับฉายเเววชั่วร้ายเขาจดจำทุกคำพูดของจ้าวลู่ได้ทุกเม็ดทุกหน่วย น้ำเสียงนั้นคล้ายนั้นบุตรชายที่เลี้ยงมากับมือควงดาบเเทงทะลุตัดขั้วหัวใจดวงน้อยๆของหวังอี้ฟาน ในชนิดเจ็บหนักกระอักเลือด

หลานฉีเอ๋อร์เห็นท่าไม่ดีจึงก้าวเท้าทั้งสี่ของนางเดินกระปุกกระเป๋มาหยุดยืนขวางทางระหว่างคนทั้งสามก่อนจะเงยหน้ามองมารดาด้วยเเววตาอ้อนวอนพลางคำรามเสียงเรียวเล็กเพราะเกรงว่าหลานหลีหมิ่นจะลงโทษจ้าวลู่เพราะตัวนางเป็นเหตุ 

กรร...

ในหน้าของหลานหลีหมิ่นขะย่นเป็นปมก่อนคลี่ยิ้มอ่อนโยนเหลือบมองยังจ้าวลู่ด้วยสีหน้าจนใจ

"ฉีเอ๋อร์ตัวน้อยนี่เจ้ากล้าขัดขวางข้าเชียว จ้าวลู่เจ้าทำสิ่งใดกับนางกันเด็กผู้นี้ถึงเข้าข้างเจ้า "

หวังอี้ฟานหัวเราะร่าสองมือไพล่หลังกล่าวชมจ้าวลู่อย่างภาคภูมิใจ

หลงคิดว่า เด็กน้อยของตนอยู่กับเสือเฒ่ามานานย่อมได้เรียนรู้ความภาคภูมิเเห่งบุรุษมิใช่น้อย ไม่ทันไรก็กวาดไปหนึ่งเสียเเล้ว

"ลู่เอ๋อร์ สมเเล้วที่ข้าอบรมสั่งสอนเจ้า หมิ่นเอ๋อร์เด็กน้อยของข้าคงได้เรียนรู้ เคล็ดลับกระชากใจนารีเเล้วกระมัง "

หลานหลีหมิ่นหันหน้าไปมองหวังอี้ฟานด้วยอาการตาขวางก่อนจะกล่าวเสียงเย็นคล้ายดั่งใบมีดเเหลมคมที่เจียระไนลับคมมาเป็นอย่างดีจี้ใจดำของหวังอี้ฟาน อย่างจังเเทบกระอักเลือด

"ไร้สาระ สงสัยลู่เอ๋อร์จะได้รับการสังสอนเเบบผิดผิดมาจากเจ้าเสียมากกว่า เคล็ดลับกระชากใจนารีรึ ไอ้คนที่ไม่เคยเเม้เเต่จับชายกระโปรงสตรีกล้าพูดเช่นนั้นด้วยรึ "

หวังอี้ฟานเเทบลมจับพลางคลี่ยิ้มหน้าเจื่อนกระเเอมไอกล่าวปฏิเสธ

"ลู่เอ๋อร์ อย่าไปฟังนาง คู่บำเพ็ญเต๋าเจ้าต้องเลือกด้วยใจหาใช่เก็บหล่นข้างทาง สมัยก่อนเหล่าดารุณีมากมายก่ายกองต่างเสนอตัวเเก่ข้าเเต่เจ้ารู้หรือไม่ ไม่เคยมีสตรีนางใดได้เชยชมข้าเเม้เเต่ขาอ่อนของข้า คนหล่อเหลาประดุจเทพบุตรจุติเช่นข้า ก็มีช่วงเวลายากลำบากเช่นกันสตรีมากมายต้องหลั่งน้ำตาเพราะใบหน้าอันหล่อเหลาของข้าคิดเเล้วก็อนิจจา เฮ้อ...เเต่เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้า ไม่เคยเเตะต้องสตรีเเม้เเต่ชายกระโปรง" 

หวังอี้ฟานกล่าวอย่างภาคภูมิก่อนจะสะบัดมือเงยหน้ามองท้องฟ้านัยตาคล้ายดั่งผู้บรรลุสัจธรรมในโลกหลัา จ้าวลู่ตะลึงลานเล็กน้อยพลางคลี่ยิ้มเจื่อน ขณะหลานฉีเอ๋อร์ เอียงคอด้วยสายตาใคร่รู้ หลานหลีหมิ่นหัวเราะขบขันส่ายหน้าอย่างจนใจเพราะความหลงตัวเองเข้าขั้นวิกฤตของหวังอี้ฟาน ก่อนเปล่งวาจาทำร้ายจิตใจ

"ชิ รู้ได้เช่นไรรึ ข้ารู้จักเจ้าดีกว่าลายมือบนฝ่ามือของข้าเองเสียอีก มีกี่ครั้งกันที่ข้าต้องตะลึงลานเพราะความขี้กลัวของเจ้า เป็นบุรุษเสียเปล่าเเต่กลับใจปลาซิวเรื่องอิฐสตรี "

หวังอี้ฟานเเทบสำลักน้ำลายใบหน้าพลันเหยเกจนน่าเกียด รีบเปลี่ยนเรื่องคุยขืนคุยเรื่องพวกนี้ต่อไปตนคงแทรกแผ่นดินหนีต่อหน้าผู้เยาว์เพราะความอับอายเป็นเเน่ 

"จ้าวลู่ พวกข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า "

หลานหลีหมิ่นพยักหน้าให้กับหวังอี้ฟาน ขณะจ้าวลู่กำลังตั้งใจฟังคำพูดที่จะหลุดจากปากสองอาวุโส

"อีกสามเดือนงานประลองพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนจะเริ่มขึ้น "

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความมึนงงเพราะตนไม่เคยได้ยินเรื่องราวเเบบนี้มาก่อนเเถมฟังดูจากชื่อก็ดูอันตรายพิกล 

"ท่านน้าอี้ฟาน ข้าต้องเข้าร่วมด้วยรึ "

หลานหลีหมิ่นอมยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยปากตอกตะปูปิดฝาโลง 

"เเน่นอนว่าเจ้าต้องเข้าร่วมเเละจะต้องพาฉีเอ๋อร์ไปด้วยกับเจ้าเพราะพวกเจ้ามีชะตาต้องกัน  "

หวังอี้ฟานขมวดคิ้วมุ่นคล้ายอยากเอ่ยปากเเต่ข้อศอกอันเเหลมคมของหลานหลีหมิ่นพลันพุ่งชนกระทุ้งยังซี่โครงช้ายจนต้องหุบปากสนิทไม่กล้าเเม้เเต่จะเสนอหน้า

"งานประลองพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน จัดขึ้นเพราะการใดรึขอรับ ท่านน้าหญิง "

เด็กหนุ่มกล่าวถามด้วยความสงสัยเต็มใบหน้าเเต่ภายในใจกลับกำลังลิงโลดเพราะนั้นก็หมายถึงตนกำลังจะได้ออกไปผจญภัยยังโรงภายนอก เเต่มีรึที่สองผู้อาวุโสมากประสบการณ์จะไม่รู้ความคิดของเด็กน้อยตัวร้ายเพราะเเววตาคู่นั้นกำลัง สั่นกระเพื่อมคล้ายจะหลุดออกจากเบ้าตา สองอาวุโสพยักหน้าให้กันก่อนจะคลี่ยิ้มอธิบายความหมายทั้งหมดเกี่ยวกับงานประลองคัดเลือกเฟ้นหาอัจฉริยะ เข้าสู่ยอดสำนักสามเสาหลักของพิภพมนุษย์ 

ยิ่งจ้าวลู่ได้ฟังก็ยิ่งหน้าหมองคล้ำจากความปิติยินดีเริ่มถูกเเทนที่ด้วยความหวาดกลัว งานประลองพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน ในความคิดเห็นของจ้าวลู่มันก็คือสงครามนองโลหิตของกลุ่มผู้เยาว์โดยเเท้ เมื่อใช้ลมปราณฟ้าดินได้เพียง 1 ส่วนมันจะต่างอะไรกับหมูบนเขียง มือเท้าหามีตาไม่ ตายก็ตายจริง ทุกคนในสนามประลองคือศัตรูคู่แข่ง

 เรื่องเเบบนี้มันไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือ ชีวิตน้อยๆของข้า กำลังก้าวเท้าไปยืนอยู่ขอบหน้าผาเลยนะนั่น 

จ้าวลู่จมดิ่งสู่ภวังค์แห่งความคิดขณะหวังอี้ฟานกล่าวจบก็เอ่ยปากถาม ด้วยน้ำเสียงดุดันสีหน้าจริงจังกว่าครั้งใด 

"ลู่เอ๋อร์เจ้าคิดว่า มีโอกาสเเค่ไหนในการเอาชีวิตรอดภายในสนามรบนองโลหิต ตลอด 1 ปี " 

เด็กหนุ่มนัยตาทอประกายเเรงกล้าเเต่เเขนขากลับทรยศคำพูดโดยสั่นไม่หยุดหย่อนหลานหลีหมิ่นมุมปากพลันยกขึ้นเเทบกลั้นหัวเราะขบขันไม่อยู่ 

"คะคือขะข้า หะหาชะใช่คะคนขะขี้ขลาดตะตาขะขาว ไม่ " 

จ้าวลู่พลันยกกำปั้นสั่นระริกสู้ในตอนนี้ตนคล้ายรู้สึกราวกับว่ากำลังยืนอยู่ขอบหุบเหวนรกโลกันต์เเละพร้อมจะตกลงไปได้ทุกเมื่อ เพราะรู้ดีกว่าเมื่อหวังอี้ฟานเอ่ยปากนั้นก็เท่ากับเป็นคำสั่งแกมบังคับเเละไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ อันที่จริงจ้าวลู่ก็หาใช่กลัวว่าตนจะสู้คนอื่นไม่ได้เเต่ที่เขาหวาดกลัวคือความหิวโหยต่างหาก การอดข้าวหาใช่เรื่องล้อกันเล่น ไม่มีอาหารก็ไม่มีกำลังวังชาเเล้วจะเอาเเรงที่ใดไปสู้ผู้อื่นกันเล่า เเถมที่หน้าวิตกคือ การถูกผนึกลมปราณมันก็ไม่เท่ากับการกลั่นเเกล้งกันเชียวรึ ปลาตายเพราะปาก มนุษย์ตายเพราะความโลภ ในสนามรบกลับมีสถานอารยธรรมโบราณ สมบัติเม็ดยาเคล็ดวิชา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเเต่เป็นของล่อตาล่อใจ ให้คนฆ่ากันได้ ชีวิตน้อยๆของข้าจะเป็นเช่นไรกัน หากโดนผู้อื่นหมายหัว

หวังอี้ฟานรู้จักนิสัยจ้าวลู่ดี เด็กน้อยผู้นี้ไม่ได้เป็นคนขี้ขลาดตาขาวเเต่เป็นคนกลัวความลำบาก ทุกครั้งที่ออกไปโลกภายนอกเด็กน้อยมักพกหาอาหารเป็นภูเขามากก่ายกองเพราะกลัวความอดอยาก

"ฮ่าฮ่า..ลู่เอ๋อร์เเน่นอนว่าข้ากับหมิ่นเอ๋อร์ไม่ปล่อยพวกเจ้าไปตก ละกำลำบากโดยไม่เตรียมพร้อมหรอกน่ะ รับไปซะ "

หวังอี้ฟานโยนกำไลมิติพร้อมก้อนศิลาสีดำ จ้าวลู่รับพวกมันไว้ด้วยสองมือพลางคลี่ยิ้มก่อนจะกล่าวถามถึงก้อนศิลาสีดำทมิฬในมือตน 

"สิ่งนี้คือ อะไรกันท่านน้าอี้ฟาน "

หวังอี้ฟานสะบัดมือไพล่หลังกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางเอ่ยปากใช้น้ำเสียงหวนรำลึกถึงสหายเก่า

"ของดูต่างหน้าบิดาเจ้า ลู่ไห่กวนวิชากายานิรันดร์กาล "

จ้าวลู่พลันตัวสั่นเทอมก่อนจะรีบส่งกระเเสพลังลงไปเพื่อเรียนรู้วิชาด้วยความปิติยินดีเเต่ทว่าใบหน้ายิ้มแย้มกลับหุบลงทันใดเมื่อกระเเสความรู้สึกในเคล็ดวิชาหลั่งไหลเข้ามาสู่โสตประสาท จากรอยยิ้มเเห่งความสุขล้นกลับกลายเป็นความหวาดกลัว มาทดเเทน ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันบิดเบี้ยวเหยเกจนน่าเกลียด ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความร้อนใจ ฝ่ายหลานหลีหมิ่นนั้นนางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลู่ไห่กวนมากนักเลยไม่ได้รู้สึกอะไรกับก้อนศิลาเคล็ดวิชาบนมือของจ้าวลู่ว่าจะวิเศษวิโสมากเพียงใดส่วนหลานฉีเอ๋อร์อสูรน้อยนั้นยิ่งเเล้วใหญ่ นอนฟุบกับพื้นโดยไม่เเม้เเต่จะชายตามองสนใจสิ่งรอบข้าง

"ท่านน้านี่ใช่เคล็ดวิชาจริงรึ "

หวังอี้ฟานพยักหน้าถอนใจพลางเอ่ยปากเสียงสะลด

"เจ้าอย่าได้ดูถูกสุดยอดเคล็ดวิชามารตระกูลลู่เชียวนะ พลังสยบใต้หล้าอยู่ในมือเจ้าเเล้วลู่เอ๋อร์ จงฝึกมันสะภายในสองเดือนข้าจะช่วยเจ้าเอง"

หวังอี้ฟานสาดรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมราวกับเจอเรื่องสนุกสุดหรรษาเด็กหนุ่มพลันหน้าเปลี่ยนสีบอกบุญไม่รับพลางกล่าวเสียงอ่อย

"ท่านน้าข้าไม่ฝึกไม่ได้รึ "

หวังอี้ฟานนัยตาพลันหดลงก่อนเบ้ปากกล่าวตำหนิบิดาจ้าวลู่

"ลู่ไห่กวน บุตรชายเจ้ากำลังจะล่ะทิ้งสุดยอดวิชาที่เจ้าภาคภูมิเสียเเล้ว สิ้นเเล้วกายานิรันดร์กาล "

เมื่อจ้าวลู่ได้ฟังก็พลันเข่าทรุดก่อนจะเงยหน้ามองหวังอี้ฟานที่กำลังสาดยิ้มเย็นใส่ตน ขณะหลานหลีหมิ่นนั่งโอบกอดร่างของหลานฉีเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่เเยเเส น้ำเสียงสั่นเทอมของจ้าวลู่หลุดรอดไรฟันก้มหน้ายอมจำนนต่อโชคชะตา

"วิชามารร้ายโดยเเท้ อาศัยผู้อื่นตบตีเพื่อฝึกตน เคล็ดวิชากายเเบบนี้ คือเส้นทางสู่นรกเที่ยงเเท้เเน่นอน บิดาข้าเป็นคนเช่นไรกัน ถึงทนฝึกวิชาเช่นนี้ได้หน้าชื่นตาบาน "

หวังอี้ฟานยิ้มเย็นพยักหน้าคล้ายเห็นใจเเต่ก็อดไม่ได้ที่จะสมน้ำหน้าพลางกล่าวถึงลู่ไห่กวนด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวปะปนความอิจฉา

" กายานิรันดร์กาลคือสุดยอดวิชากำลังกายสายมารโดยเเท้จริง 1 คนสยบฟ้าเพียงฝ่ามือเดียว หากจ้าวซือถูไม่ใช่กลอุบายมีรึที่บิดาเจ้าจะสิ้นชีพเเถมมิหน่ำซ้ำหากจ้าวซือถูไม่คิดเล่นสกปรกในตอนท้ายจับมารดาเจ้าเเละตัวข้าที่โดนพิษร้ายโดยพวกมันเป็นตัวประกัน มีรึที่เรื่องจะเป็นเช่นทุกวันนี้ "

เมื่อจ้าวลู่เห็นใบหน้าของหวังอี้ฟานที่เปี่ยมล้นด้วยโทษะก็พลันมีนัยตาคมกล้าภายนัยใจพลันกู่ร้องลั่น ต่อให้บุกน้ำลุยไฟหากมีสักเศษเสี้ยวเเห่งความหวังจ้าวลู่ก็พร้อมเเลกชีวิตกับจ้าวซือถู 

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเปล่งออกมาจากลำคอด้วยความเคียดเเค้นเเฝงความกระหายโลหิตจนหวังอี้ฟานเเละหลานหลีหมิ่นต้องหันกลับมามองจ้าวลู่ใหม่เสียเเล้ว 

"ข้าจะฝึกกายานิรันดร์กาล สักวันข้าจะสังหารไอ้ชาติชั่วจ้าวซือถูด้วยมือคู่นี้ด้วยวิชานี้ของบิดาข้า เเทนพวกท่านน้า เเละเพื่อบิดาข้า เลือดต้องล้างด้วยเลือดรอข้าก่อนเถอะ " 

หลานหลีหมิ่นพยักหน้าคลี่ยิ้มขณะหวังอี้ฟานคล้ายมองเห็นร่างของลู่ไห่กวนซ่อนทับร่างของจ้าวลู่ ลูกพยัคฆ์มังกรย่อมเป็นลูกพยัคฆ์มังกรอยู่วันยังค่ำ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น โดยเเท้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #9 สุดใจนายเย็นชา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 22:56
    5555+ หวังอี้ฟาน หล่อประดุจเทพเเต่ดัน-เวอร์จิ้นเนี่ยนะ ร้ายกาจ
    #9
    1
    • #9-1 Speed ​​of light(จากตอนที่ 11)
      18 พฤศจิกายน 2563 / 07:10

      เเฟนพันธุ์แท้ติดตามไรท์ ทุกเรื่อง สุดจริงผู้ชายคนนี้ ข้าน้อยขอคาราวะท่านสุดใจ น้ำตาจิไหล
      #9-1