Walking In The Dark พลิกตำนานร้าย ป่วนตำนานรัก

ตอนที่ 9 : Chapter 6 : He's back...(?)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 เม.ย. 56

 

6

He’s back... (?)

 

            ฉันอยากจะบีบคอฝ่ายปกครองของโรงเรียนนี้จริงๆ -*- ไม่รู้ว่าจะเข้มงวดอะไรกันนักหนา ทั้งๆ ที่ฉันบอกเหตุผลเป็นร้อยๆ รอบแล้วด้วยซ้ำว่าฉันมีเหตุจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเพราะว่าเพื่อนบาดเจ็บสาหัส แต่คำตอบที่ได้จากอาจารย์หน้าตายก็คือ

            “มีผู้ปกครองมารับหรือเปล่า? ถ้าไม่มีก็หมดสิทธิ์ -_-

            ให้-ตาย-เถอะ!!!

            ฉันแทบจะอาละวาดตรงนั้นให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย โชคดีที่เอ็มเจอยู่ด้วย เธอจึงช่วยฉันด้วยวิธีการอะไรบางอย่าง (ที่ฉันเดาว่ามันคือการข่มขู่) จนกระทั่งพวกเราสามารถออกมาจากโรงเรียนได้ในที่สุด

            เราใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง เพราะเอ็มเจยังขับรถไม่ค่อยแข็งเท่าไหร่ทำให้ขับเร็วมากไม่ได้ แต่ว่าฉันเป็นห่วงเจวานเกินกว่าจะสนใจเรื่องนั้น และฉันคงเครียดกว่านี้ ถ้าไม่ได้รู้จากเอ็มเจว่าเจวานถึงมือหมอทันท่วงทีแน่นอน เพราะเธอเห็นกับตาว่าหมอนั่นถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของเคนเซย์ (หมอนี่เป็นใคร ทำไมมีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว =O=!) คิดดูนะว่าการเดินทางมันลำบากขนาดนี้ แถมโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ในตัวเมืองซึ่งห่างจากที่นี่ตั้งหลายไมล์ อย่างน้อยเร็วสุดก็ต้องใช้เวลาพอสมควรแหละกว่าจะไปถึง แล้วเอ็มเจบอกว่าสภาพเจวานนอนจมกองเลือดอยู่...จมกองเลือดเชียวนะ! ถ้าเดินทางแบบปกติ กว่าจะไปถึงโรงพยาบาล มีความเป็นไปได้สูงมากเลยที่หมอนั่นจะเลือดออกจนหมดตัวตายซะก่อน

            “เจวาน อิวานอล์ฟค่ะ” ฉันพุ่งเข้าไปถามที่เคาน์เตอร์ทันทีที่ลงจากรถ พยาบาลที่ประจำอยู่ถึงกับสะดุ้งก่อนจะละล่ำละลักถาม

            “อะ...อะไรนะคะ?”

            “เจวานค่ะ เจวาน อิวานอล์ฟ เขาบาดเจ็บสาหัส เพิ่งถูกส่งตัวมาเมื่อเช้านี้” ฉันย้ำเสียงดัง รู้เลยว่าตัวเองแสดงสีหน้ากังวลซะจนคุณพยาบาลถึงกับผงะ ก่อนที่เธอจะรีบคีย์ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ แล้วเงยหน้าขึ้นมาบอกฉัน

            “ตอนนี้คนไข้ถูกย้ายตัวไปพักที่ชั้นห้าแล้วค่ะ ห้อง 508” ทันทีที่ฟังจบฉันก็รีบขอบคุณ ก่อนจะวิ่งไปที่ลิฟต์และกดไปที่ชั้นห้าทันที

            หมอนั่นถูกส่งตัวไปห้องพักผู้ป่วยแล้ว แสดงว่าพ้นขีดอันตรายแล้วสินะ แต่ก็ใช่ว่าจะสบายใจได้อยู่ดี จากคำบอกเล่าของเอ็มเจ สภาพของเจวานเหมือนถูกทำร้ายสาหัสมากจนฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าอาการของเขาตอนนี้จะเป็นยังไง

ให้ตายเถอะ หมอนั่นจะทำให้ฉันบ้าจริงๆ แล้วนะ -O-!

            ฉันออกจากลิฟต์และเดินเร็วๆ ไปที่ห้องพักของเจวานตามที่คุณพยาบาลบอก ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปโดยไม่คิดจะสนใจมารยาท

            แต่ว่าสิ่งที่ฉันเห็นมันกลับ...

            “อ้าว มาทำอะไรเนี่ย -_-^” เจวานเลิกคิ้วถามฉัน ในขณะที่มือกำลังง่วนอยู่กับการติดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้าย

            ไม่มีสภาพของคนป่วยที่นอนแน่นิ่ง...

            ไม่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง...

            ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของความเจ็บปวดบนใบหน้าของอีตานี่สักนิด! สีหน้าของเขายังคงแลดูขี้เกียจและกวนประสาทที่สุดในสามโลกเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

นะ...นี่มันอะไรกัน (วะ) เนี่ย =O=!?

            “นะ...ไหนเอ็มเจบอกว่านายบาดเจ็บสาหัส?” ฉันถามตะกุกตะกักอย่างไม่เชื่อสายตา ในหัวมีแต่เครื่องหมายเควสชันมาร์กวิ่งกันให้ว่อนไปหมด

            “เอ็มเจไหน -*-” แต่แทนที่จะได้คำตอบ หมอนี่กลับถามฉันกลับด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายอะไรอีกต่างหาก

            “ก็เอ็มเจที่เป็นผู้หญิงฟัวฟูๆ แต่งตัวประหลาดๆ ไง!” ฉันเผลอตอบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมาถกเถียงกัน ประเด็นจริงๆ ก็คือ ทำไมอีตานี่ถึงมีท่าทีสบายใจเฉิบอยู่แบบนี้ ไม่ได้บาดเจ็บปางตายอยู่เรอะ!

            “อะไร ทำไมทำหน้าเป็นหมางงแบบนั้น -*-

            “ยังมีหน้ามาถามอีก! กะ...ก็เมื่อเช้ามีคนมาบอกฉันว่านายบาดเจ็บสาหัสอยู่ในห้องฉุกเฉิน ฉันก็เลยรีบดิ่งมาที่นี่ แต่...แต่ดูซินี่มันอะไรกัน ไอ้ท่าทางสบายดีของนายนี่มันอะไรกัน ฮะ!” ฉันโวยชุดใหญ่พร้อมกับเดินเข้าไปจับตัวเจวาน

            “...!” แต่แล้วจู่ๆ หมอนี่ก็สะดุ้งตอนที่มือของฉันจับไปโดนที่ลำตัวของเขา แต่เพียงแวบเดียว เขาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งเฉย และดันตัวฉันออกห่าง

            “ไร้สาระน่า ฉันก็แค่เดินไม่ระวัง เลยสะดุดก้อนหินหัวฟาดพื้น มีแผลนิดเดียวเท่านั้นแหละ -*-” เขาขมวดคิ้วพลางเปิดผมที่ปรกหน้าผากให้ดู เผยให้เห็นพลาสเตอร์เล็กๆ ที่แปะอยู่ ฉันขมวดคิ้ว ก่อนจะถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง และจ้องที่แผลของเขาอย่างเคลือบแคลง

            “นายโง่ขนาดนั้นเลยหรือไง” ฉันหรี่ตาถาม เจวานเบ้หน้า

            “เออ ฉันโง่เองแหละ ทีนี้กลับกันได้หรือยัง เหม็นกลิ่นโรงพยาบาลจะตายอยู่แล้ว” เขาเดินมากอดคอฉันและกำลังจะลากออกจากห้องพักผู้ป่วย แต่ติดที่ฉันขืนตัวไว้ซะก่อน

            “ไปได้ แต่ขอฉันพิสูจน์อะไรก่อนนะ”

            “พิสูจน์อะ...โอ๊ย!” ยังไม่ทันทีเจวานจะถามจบ เขาก็เปลี่ยนเป็นร้องขึ้นมาเสียงดัง หลังจากที่ฉันใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่ตัวเขาแรงๆ หนึ่งที เจวานกุมท้องตัวเองพร้อมกับเซไปด้านหลังด้วยสีหน้าเจ็บปวด

            “ยัย...! อ๊า!” เขาทำท่าเหมือนจะด่าอะไร แต่สุดท้ายก็ได้แต่ร้องครางออกมาเสียงดังแทน

            ฉันว่าแล้วเชียว -_-

            ฉันขมวดคิ้วหนัก ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาเขาและพยายามปลดกระดุมเสื้อเขาออก หมอนี่ปัดป้องเป็นการใหญ่แต่ฉันก็จัดการกระชากจนกระดุมเสื้อเขาหลุดออกไปได้ในที่สุด

            และภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ฉันถึงกับพูดไม่ออกด้วยความอึ้ง นะ...นี่มัน...

            “พระเจ้า เจฟ นะ...นี่มันอะไรกันน่ะ” ฉันยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ผ้าพันแผลสีขาวถูกพันจนทั่วลำตัวกำยำของหมอนี่ไปหมด แถมตรงท้องของเขาที่ฉันกระทุ้งศอกใส่เมื่อครู่ก็มีรอยเลือดซึมออกมาอย่างน่ากลัวจนฉันรู้สึกขนลุก

            ฉันได้ยินเจวานถอนหายใจเสียงดัง ก่อนที่เขาจะถอดเสื้อที่ถูกฉันกระชากซะจนกระดุมหลุดลุ่ยออก แล้วเดินไปหยิบแจ็กเกตอีกตัวที่แขวนอยู่ตรงตู้เสื้อผ้ามาสวมไว้และรูดซิปจนสุดไปถึงลำคอ เพื่อปิดบังรอยแผลที่ปรากฏให้เห็นไปทั่วลำตัว

            “กลับกันเถอะ” เขาเดินมาคว้าแขนฉัน แต่ฉันก็รีบสะบัดออกก่อนจะโวยเสียงดัง

            “อย่ามาตีหน้ามึนนะ! นี่มันเรื่องอะไรกัน รอยแผลบ้าๆ พวกนี้มันมาจากไหน มันเกิดเรื่องอะไรกับนายกันแน่น่ะฮะ!” ฉันพูดเสียงดังแทบจะกลายเป็นตะโกน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

ฉันไม่เคยเห็นเขาบาดเจ็บมากมายขนาดนี้... หมอนี่ไม่ใช่พวกอันธพาล ไม่เคยมีเรื่องกับใครจริงจังถึงขั้นชกต่อยเลยด้วยซ้ำ แต่นี่มันอะไรกัน รอยแผลขนาดนี้แม้แต่เด็กอนุบาลดูก็ยังรู้เลยว่ามันเกิดจากการถูกทำร้ายมาอย่างหนักน่ะ!

            แต่ยังไม่ทันที่เจวานจะได้ตอบอะไร ก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับใครอีกคนที่เดินหน้ามึนเข้ามา ก่อนที่เขาจะชะงักไปเมื่อเห็นฉัน

            ชุน? ...ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?

            เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...ฉันว่าฉันพอจะปะติดปะต่ออะไรได้แล้วล่ะ

            “นายใช่มั้ย” ฉันว่าพร้อมกับเดินเข้าไปหาชุนที่ได้แต่ยืนทำหน้างงอยู่ เป็นโอกาสให้ฉันเข้าถึงตัวเขาได้อย่างง่ายดาย “เป็นนายใช่มั้ยที่ทำร้ายเพื่อนฉันน่ะ!” ฉันกำลังจะเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อชุนลงมาถามให้รู้เรื่อง แต่ยังไม่ทันที่มือของฉันจะเอื้อมถึงเขา ก็ถูกเจวานที่อยู่ด้านหลังคว้าตัวเอาไว้เสียก่อน

            “เจฟ ปล่อยนะ! หมอนี่ใช่มั้ยที่ทำร้ายนายน่ะ บอกฉันมาสิ” ฉันถามเจวานอีกครั้งด้วยความเดือดดาล

            เข้าใจแล้วว่าทำไมอีตาชุนนี่ถึงได้โผล่มาช่วยฉันหารูปปั้นผู้พิทักษ์อะไรนั่นได้ ทำไมเขาถึงทำท่าทีประหลาดๆ และพยายามเร่งให้ฉันรีบทำภารกิจให้เสร็จเร็วๆ ...นี่ฉัน... โอ๊ย ยัยโง่เอ๊ย! ทำไมเมื่อคืนถึงได้ไม่เอะใจอะไรเลยนะ แถมยังไปขอบคุณหมอนี่อีก ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนทำร้ายเพื่อนตัวเองแท้ๆ!

            “เฮ้ๆ ใจเย็นก่อนสิ เข้าใจอะไรผิดแล้ว หมอนี่ไม่ใช่คนที่ทำร้ายฉันซะหน่อยนะ” เจวานพยายามห้าม แต่ฉันไม่มีทางเชื่อหรอก

            “โกหก! นายคิดว่าฉันโง่หรือไง ฉันรู้อะไรมากกว่าที่นายคิดนะเจฟ นายถูกทำร้ายในป่า แล้วเมื่อคืนหมอนี่ก็อยู่ในป่านั่นด้วย ฉันเห็นมากับตา แล้วนายจะมาบอกว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน” คราวนี้ฉันหันมาโวยใส่เจวานบ้าง เขาชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับชุนด้วยสายตาแปลกๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            “นายออกไปก่อนเถอะ” เขาบอกกับชุน หมอนั่นพยักหน้ามึนๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างว่าง่าย

            ฉันหันมาถลึงตาใส่เจวานที่ยังคงรั้งเอวฉันไว้ไม่ให้ตามไปทำร้ายหมอนั่น “ทำบ้าอะไรของนาย ฉันยังคุยกับหมอนั่นไม่รู้เรื่องเลยนะ!

            อีตาเจวานถอนหายใจอีกรอบ ก่อนจะปล่อยมือจากเอวฉันแล้วเดินกลับไปนั่งที่เตียง “มีอะไรต้องคุยล่ะ ก็ฉันบอกแล้วว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับหมอนั่น” เขามองหน้าฉันด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ

            “จะไม่เกี่ยวได้ยังไงก็ในเมื่อ...!

            “อลิซ เรื่องนี้เธอไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจมันหรอก” เขาพูดแทรกขึ้นมาทั้งที่ฉันยังว่าไม่จบ

            “ฮะ? หมายความว่ายังไง ไม่ต้องไปใส่ใจ?”

            “ก็หมายความว่าเธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ว่าฉันถูกใครทำร้าย หรือถูกทำร้ายเพราะอะไร ให้เรื่องมันผ่านไปแค่นี้แหละดีแล้ว” เขามองหน้าฉันอย่างจริงจัง แต่แน่นอนว่าฉันไม่เข้าใจ

            “จะให้ทำอย่างนั้นได้ยังไง นายเป็นเพื่อนฉันนะ!” ฉันแหวเสียงดัง เจวานย่นหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

            “เออ เรื่องนั้นฉันรู้แล้วน่ะ ทำไมวันนี้เธอขี้โวยวายจังฮะ ไม่เจ็บคอหรือไง -*-

            ยังจะมาทำเป็นตลกอีกนะอีตานี่ -_-^

            พอเห็นฉันทำหน้าไม่พอใจ เจวานเลยตัดบท “เอาเป็นว่าทำตามที่ฉันบอกก็พอ ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่ต้องไปคาดคั้นถามใครด้วยว่าเขาได้ทำร้ายฉันหรือเปล่า ไม่เห็นเหรอว่าหมอนั่นมันทำหน้าตกใจขนาดไหนตอนที่เธอทำท่าจะพุ่งเข้าไปหาน่ะ น่ากลัวเป็นบ้าเลย”

            “เจฟ!” ฉันแหวเสียงดัง ทำไมอีตานี่ถึงได้มาแว้งกัดฉันแบบนี้ล่ะฮะ ฉันพยายามจะช่วยนะ -*-!

            อันที่จริงฉันก็อยากจะคาดคั้นต่อ แต่สีหน้าจริงจังของเจวานก็ทำให้ฉันถึงกับเงียบไปสักพักอย่างลังเลใจ ถ้าลองหมอนี่บอกว่าจะไม่พูดแล้ว ต่อให้เอาชแลงมาง้างปาก ยังไงซะเขาก็ไม่มีทางปริปากแน่นอน มีทางเดียวคือฉันจะต้องเออออตามเขาไป ทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจ

            “ถ้านายไม่อยากให้ฉันรู้ว่าใครทำร้ายนายฉันก็จะไม่ถาม แต่ว่า บอกหน่อยได้มั้ยว่านายเข้าไปทำอะไรในป่า หรือว่านายเองก็โดนรับน้องเหมือนกัน” ฉันถามเรื่องที่ยังค้างคาใจ หลังจากที่เดินเข้าไปนั่งข้างๆ เขาบนเตียง แต่หมอนี่กลับทำหน้างง

            “รับน้องอะไร?”

            “ก็รับน้องหอ... เอ๊ะ เดี๋ยวสิ พูดแบบนี้แสดงว่านายไม่ได้ทำพิธีรับน้องบ้าบอนั่นงั้นเหรอ? แล้วนายไปทำบ้าอะไรในป่ามืดๆ แบบนั้นน่ะฮะ ประสาทไปแล้วหรือไง -*-!” อาจจะเป็นอย่างที่เจวานว่า วันนี้ฉันโวยวายมากกว่าปกติจริงๆ นะ แต่ก็เป็นเพราะเขาเองนั่นแหละ ทำอะไรบ้าบอทำให้ฉันหงุดหงิดจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

            เจวานเงียบไปสักพัก ก่อนจะเงยหน้ามองฉันด้วยสีหน้าที่แตกต่างออกไป “ฉันไปตามหาเบาะแส เรื่องพี่ชายของเธอ”

            “ฮะ?” ฉันร้องเสียงหลง “ในป่าเนี่ยนะ”

            “ใช่” ฉันคิดว่าเจวานจะอธิบายอะไรต่อ แต่ก็ไม่เลย เขาแค่มองหน้าฉันนิ่งๆ รอดูปฏิกิริยา

            “แล้ว...นายเจออะไรหรือเปล่า” ฉันขมวดคิ้วถาม น้ำเสียงอ่อนลง การพูดถึงพี่ชายที่หายตัวไป ทำให้หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างไม่น่าเชื่อ

            “ไม่” แต่แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงอีกครั้งด้วยคำตอบเพียงพยางค์เดียว ฉันหลบสายตาของเจวาน เพราะกลัวว่าเขาจะมองเห็นความผิดหวังที่คงจะฉายออกมาอย่างชัดเจน

            นั่นสินะ...ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ฉันก็คงจะเจอเขาไปตั้งนานแล้ว

            “ฉันว่าเรื่องนี้...”

            “อันที่จริงเรื่องนี้ฉันเองก็มีแผนอยู่ในใจแล้วเหมือนกัน” ฉันพูดขึ้นมาโดยไม่ทันได้ฟังว่าเมื่อกี้เจวานกำลังจะบอกอะไร ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในขณะที่เจวานเงียบและรอฟัง

            “ฉันอยากสืบเรื่องนี้จากประธานนักเรียนสองคนนั้น” ฉันบอกน้ำเสียงจริงจัง เจวานชะงักไป แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร “ฉันรู้สึกได้ว่าพวกเขารู้อะไร และเชื่อว่าพวกเขาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของโรเบิร์ตแน่ๆ นายเองก็คิดอย่างนั้นใช่มั้ยล่ะ” ฉันถาม

            “อะ...อืม”

            “นั่นแหละ ฉันก็เลยอยากให้นายเข้าไปตีสนิทกับผู้ชายที่ชื่อลูคัสให้หน่อย นายอยู่หอชายนี่ ยังไงก็มีโอกาสใกล้ชิดกับเขามากกว่าฉันอยู่แล้ว ส่วนฉันจะไปสืบเรื่องนี้จากเคนเซย์เอง” ถึงแม้ว่าฉันจะยังนึกไม่ออกก็เถอะว่าฉันจะเข้าใกล้อีตาเคนเซย์นี่ได้ยังไง ในเมื่อฉันยังไม่เคยคุยกับเขาเลย และท่าทางหมอนั่นก็ดูเข้ากับคนง่ายซะขนาดนั้น =_=

            “ให้ฉันตีสนิทกับลูคัสก็พอได้อยู่หรอกนะ แต่เธอไม่มีทางเข้าใกล้เคนเซย์ได้แน่ เชื่อฉันสิ” แต่เจวานกลับทำลายกำลังใจของฉันซะดื้อๆ เขาทำหน้าเหนื่อยใจก่อนจะเสนอแผนในแบบของเขาให้ฟัง

            “ถ้าเธอคิดจะใช้แผนนี้จริงๆ ล่ะก็ ฉันว่าเปลี่ยนเป้าหมายเป็นชุนดีกว่า”

            “อีตาเอ๋อนั่นอ่ะนะ -*-” ฉันโพล่งเสียงดังโดยลืมไปว่าบางทีเจ้าตัวอาจจะกำลังยืนฟังอยู่ที่หน้าห้องก็ได้

            “ใช่” เจวานพยักหน้า “หมอนั่นเป็นรองประธานที่ทำงานให้กับเคนเซย์ และฉันคิดว่าเขาแหละที่สนิทกับเคนเซย์มากที่สุด อย่างน้อยถ้าเคนเซย์ รู้อะไร ก็น่าจะหลุดมาถึงหูเขาบ้าง”

            อา... นายเอ๋อนั่นมีบทบาทสำคัญถึงขนาดนั้นเชียว? ฉันคิดว่าเขาแบกตำแหน่งรองประธานนักเรียนเดินไปไหนมาไหนเพื่ออวดชาวบ้านชาวช่องไปวันๆ ซะอีก -_-^

แต่จะว่าไป ทั้งเขาแล้วก็เคนเซย์ต่างก็มีหน้าตาที่ค่อนไปทางเอเชียทั้งคู่เลยนี่นะ บางทีอาจจะมีสัญชาติเดียวกันก็ได้ ฉันน่าจะแยกออกตั้งแต่แรกแล้วนะว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ...นี่สรุป ฉันโง่จริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย -O-

            “แต่ว่า ถ้าชุนเป็นรองประธานนักเรียนฝ่ายของเคนเซย์ แสดงว่าฝ่ายของลูคัสเองก็มีรองประธานอีกคนหนึ่งน่ะสิ”

            เจวานยักไหล่ “ไม่รู้สิ อาจจะมี”

แต่ถ้ามีจริง ไอ้โรงเรียนนี้มันจะมีตำแหน่งบริหารที่ซับซ้อนเกินไปแล้วมั้ง =_=;

            “ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ นายไปสืบหาเบาะแสจากลูคัส ส่วนฉันจะไปตีสนิทกับอีตาชุนนั่นเอง ตั้งแต่นี้ไป เราคงจะต้องเดินหน้ากับเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที” ฉันบอกหน้าตามุ่งมั่น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ฉันเพิ่งจะวีนใส่อีตาชุนไปนี่หว่า ไม่รู้ว่าหมอนั่นจะเห็นฉันเป็นปีศาจไปแล้วหรือยัง ปกติก็ยิ่งชอบทำท่าเหมือนรังเกียจเดียดฉันท์กันอยู่แล้วด้วย -_-;

            “จะทำอะไรก็ทำเถอะ แต่ตอนนี้ เรียกหมอที เจ็บแผล -_-^” ว่าจบเจวานก็ถอดแจ็กเก็ตออกและโยนมาใส่หน้าฉัน ก่อนจะเอี้ยวตัวขึ้นไปนอนนิ่งบนเตียงหน้าตาเฉย ฉันสังเกตเห็นเลือดที่เริ่มซึมออกมานอกผ้าพันแผลมากขึ้นจึงรีบกดปุ่มฉุกเฉินเรียกเจ้าหน้าที่ทันที

            หมอนี่หัวเราะกับท่าทีร้อนรนของฉันนิดหน่อย แต่เพราะขยับมากเกินไปเลยทำให้เขาเจ็บแผลจนเปลี่ยนสีหน้าเป็นเหยเก ฉันเบ้หน้าอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้

            แล้วทีเมื่อกี้ก็ดันทุรังจะกลับนะ ไม่เจียมสังขารตัวเองเอาซะเลย อีตาบ้านี่ -*-

 

            ฉันปลีกตัวออกมาจากห้องพักผู้ป่วยหลังจากที่หมอและพยาบาลกรูกันเข้ามาดูอาการของเจวาน ทุกคนแตกตื่นกันใหญ่ตอนที่เห็นว่าเขาถอดสายน้ำเกลือออกโดยพลการ แถมยังเอาไปทิ้งถังขยะหน้าตาเฉยอีกต่างหาก (แสบจริงๆ เลยนะหมอนี่ -_-) ฉันได้ยินหมอบอกว่าแผลเปิด เลือดออกมาก เขาก็เลยต้องได้รับการรักษาอีกรอบ แต่ถึงฉันจะเป็นห่วงเพื่อนแค่ไหน ก็ไม่คิดอยากจะเห็นหมอนั่นอยู่ในสภาพเลือดโชกหรอกนะ เพราะงั้นเลยคิดว่าออกมาสูดอากาศข้างนอกดีกว่า

            แต่ในขณะที่ฉันกำลังเดินไปที่ลิฟต์ ฉันก็จ๊ะเอ๋เข้ากับชายร่างสูงที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี

            “อ้าว นาย” ชุนนั่นเอง เขาผงะพร้อมกับถอยหลังออกจากฉันสองสามก้าวด้วยท่าทีหวาดผวา (นี่ท่าจะกลัวฉันมากนะเนี่ย =_=)

            “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก ถึงฉันจะเชื่อฝังใจว่านายเป็นคนทำร้ายเพื่อนฉันก็เถอะ -_-^” ฉันประชดพลางเหลือบมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ชุนเลยเบ้หน้าก่อนยกฮู้ดขึ้นมาสวม เฮ้ย หมอนี่ใส่เสื้อตัวเดิมป่ะเนี่ย? เมื่อวานมันมืดมากฉันเลยไม่ทันได้สังเกต =_=

            ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ และเดินไปที่ลิฟต์ กะว่าจะไปเดินเล่นในสวนข้างล่าง แต่ขณะที่กำลังจะกดลิฟต์กลับถูกเรียกไว้เสียก่อน

            “ดะ...เดี๋ยว!

            และใครจะเรียกล่ะ ถ้าไม่ใช่อีตารองประธานหน้ามึนนี่ ฉันหันกลับไป แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร โทรศัพท์มือถือสีชมพูก็ถูกยื่นมาตรงหน้า

            “อะ...อะไรเนี่ย =O=” ฉันถามอึ้งๆ ถึงจะประหลาดใจสุดๆ ที่หมอนี่ใช้โทรศัพท์มือถือสีชมพูก็เถอะ แต่ที่สงสัยกว่าคือ หมอนี่จะส่งมันมาให้ฉันทำไมต่างหาก

            เขาทำท่ารำคาญ ก่อนจะพูดสั้นๆ “เอ็มเจ (_ _)

            ฉันขมวดคิ้วก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปดูที่หน้าจอ และก็พบว่าเอ็มเจกำลังอยู่ในสายจริงๆ ฉันยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มา และชุนก็รีบปล่อยมืออย่างรวดเร็วทันทีที่ปลายนิ้วเราสัมผัสกัน

            “ว่าไงเอ็มเจ ตอนนี้เธออยู่ไหนน่ะ” ฉันกรอกเสียงลงไป สารภาพตามตรงนะว่าฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเธอมาโรงพยาบาลกับฉันด้วย

            นี่มันเข้าข่ายคนเนรคุณหรือเปล่าเนี่ย =_=

            [ฮัลโหล นั่นอลิซเหรอ? ให้ตายเถอะ! ฉันเครียดกับความซื่อบื้อของหมอนั่นตั้งนานกว่าจะได้คุยกับเธอ ] ทันทีที่ได้ยินเสียงฉัน เอ็มเจก็พ่นคำบ่นออกมาทันที ฉันเหลือบตามองร่างสูงที่เดินมึนๆ ไปยืนเท้าแขนที่ระเบียง พลางคิดว่าอีตาชุนนี่แหละ หมอนั่นที่เอ็มเจพูดถึง

            [ฮัลโหลๆ ยังอยู่มั้ยเนี่ย]

            “อะ อืม อยู่ๆ” ฉันตอบ แม้จะแอบแปลกใจกับเสียงปลายสายที่ดูเหมือนกำลังวุ่นวายอยู่กับอะไรบางอย่าง เอ็มเจสบถพึมพำซึ่งพอจะจับใจความได้คร่าวๆ ว่า เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีกฎหมายห้ามคุยโทรศัพท์ตอนขับรถ

            แต่...ขับรถเหรอ? นี่อย่าบอกนะว่ายัยนั่นดิ่งกลับโรงเรียนไปแล้วน่ะ -O-

            [เออ ฉันจะบอกว่าตอนนี้ฉันกลับโรงเรียนแล้วนะ พอดีมีควิซตอนบ่ายสอง] นั่นไงล่ะ ว่าแล้วเชียว

            นี่เขาเรียนถึงขั้นมีควิซกันแล้วเรอะ แล้วดูฉันสิยังไม่ได้เริ่มอะไรกับใครเขาเลย ดีจริง =_=

            “แต่เธอยังขับรถไม่แข็งเลยนะ จะขับรถกลับคนเดียวได้ยังไง” ฉันถามด้วยความกังวล ตอนขามาเธอยังแทบจะหักเลี้ยวตกถนนอยู่เลย แล้วแบบนี้จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง

            [แต่ฉันก็ขับกลับมาแล้วนี่ยะ และคาดว่าอีกไม่กี่นาทีก็คงจะถึงแล้วด้วย ไม่ต้องมาแช่งให้ฉันขับรถตกถนนตายเลย!] น้ำเสียงของเอ็มเจแฝงไปด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย จนฉันถึงกับอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าจะโดนแหวกลับมาแบบนี้

            อืม... เอาเข้าจริงๆ ฉันก็ยังแอบสงสัยอยู่นะ ว่าทำไมฉันกับยัยนี่ถึงได้แสดงออกอย่างสนิทสนมกันได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเจอกันสองสามครั้ง แถมการเจอกันครั้งแรกก็ไม่ใช่อะไรที่น่าจดจำอีกต่างหาก น่าแปลกใจจริงๆ (-_-)(_ _)

            [ฉันแค่จะโทรมาบอกว่าถ้าเธอจะกลับก็บอกอีตาชุนแล้วกันนะ ฉันบอกหมอนั่นแล้วว่าให้พาเธอกลับด้วย]

            “ฮะ? เดี๋ยวสิ แต่ว่าฉันกับหมอนี่...”

            [อย่าเพิ่งเถียงได้มั้ย ฉันกำลังใช้สมาธิขั้นสูงอยู่นะ!] แต่ยังไม่ทันจะพูดจบฉันก็ถูกแหวใส่อีกรอบ

            “อะ...โอเค” ถึงจะรู้สึกขัดใจ แต่ฉันก็ยังไม่ได้อยากให้ใครตายหรอกนะ =_=

            “แต่ว่า เธอกับชุนรู้จักกันด้วยเหรอ” ฉันถาม ทำไมสรรพนามและคำพูดที่ใช้ถึงได้บ่งบอกว่าพวกเขาเหมือนจะสนิทสนมกันล่ะ

            [ไม่เชิง ฉันเรียนห้องเดียวกับหมอนั่นน่ะ แถมคารินก็รู้จักกับเคนเซย์ด้วย นี่แหละอาวุธลับที่ทำให้พวกฉันไม่ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะคดีวางยาหมา] น้ำเสียงของเธอฟังดูเซ็งๆ นิดหน่อยเมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฉันพยักหน้าเบาๆ

            อา...พวกเธอนี่เส้นใหญ่เหลือเชื่อเลยแฮะ -_-

            “ถ้าอย่างนั้นเธอรู้ใช่หรือเปล่าว่าหมอนี่เป็นคนทำร้ายเจวาน” ฉันพูดเสียงดังอย่างจงใจให้ร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยิน เขาหันมามองฉันนิดหน่อย ก่อนจะหันกลับไปพร้อมกับสบถอะไรพึมพำอยู่คนเดียว

            [เพ้อเจ้ออะไรของเธอเนี่ย เพราะหมอนั่นน่ะแหละ เพื่อนเธอถึงไม่ตาย เขาเป็นคนพาเจวานไปส่งโรงพยาบาลนะ]

            “วะ...ว่าไงนะ?” คำบอกเล่าของเอ็มเจทำให้ฉันถึงกับชะงัก “แต่เมื่อคืนหมอนี่อยู่ในป่านั่นด้วยนะ ฉันเห็นมากับตา ไม่สิ ตอนนั้นฉันเองก็อยู่ในป่ากับเขาด้วยซ้ำ และมันก็ไม่มีเหตุผลเลยที่หมอนี่จะไปอยู่ในป่ามืดๆ แบบนั้นคนเดียว นอกซะจากว่าเขานี่แหละจะเป็นคนที่ทำร้ายเจวาน!” ฉันพูดเสียงดังจนแม้แต่ตัวเองยังตกใจ ฉันเหลือบมองไปยังชุนที่ยังคงยืนหันหลังให้ทำท่าเหมือนไม่สนใจ แต่ก็รู้ว่าจริงๆ แล้วเขากำลังตั้งใจฟังอยู่

            เอ็มเจถึงกับหัวเราะพรืดออกมาทันทีที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้น [ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันอ่ะนะว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไง แต่ที่ฉันได้ยินมาคือ พิธีรับน้องที่เธอเข้าร่วมเมื่อคืนน่ะ ยัยประธานหอวางแผนจะแกล้งให้คนไปดักหลอกผีเธอในป่า กะเอาให้เธอตกใจจนหัวโกร๋นไปเลย]

            อาฮะ แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ

            “แล้ว...?”

            [แล้วจู่ๆ คุณรองประธานก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ และไล่ตะเพิดยัยพวกนั้นกลับไปนอน ทำเอาแผนล่มไม่เป็นท่าเลยไงล่ะ J] เอ็มเจว่าพลางหัวเราะคิกคักราวกับสะใจ ในขณะที่ฉันได้แต่อึ้ง

            ฮะ? คนอย่างหมอนี่เนี่ยนะจะไล่ใครเป็น แถมยังไล่คนที่พยายามจะแกล้งฉันอีกต่างหาก นี่มัน...อะไรเนี่ย?

            “ตะ...แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาบริสุทธิ์สักหน่อย” ฉันยังคงดื้อแพ่ง

            [นี่ ถึงหมอนั่นจะเป็นคนแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนเลวนะยะ อย่าตัดสินคนจากภายนอกสิ]

            “...”

[ฉันรู้จักเขามาก่อนเธอนะ เพราะฉะนั้นฉันรู้ดีว่าหมอนั่นเป็นคนยังไง คนอย่างชุนน่ะ ซื่อบื้อซะจนทำร้ายใครไม่เป็นทั้งนั้นแหละ]

“...” ฉันได้แต่เงียบไม่ตอบอะไร ก่อนจะปลีกตัวออกมาให้ห่างๆ จากชุน เพื่อถามบางอย่าง...บางอย่างที่ฉันโคตรสงสัย

            “แต่หมอนั่นทำตัวประหลาดตลอดเวลาเลยนะ โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าฉัน เขาชอบทำท่าเหมือนหวาดระแวงแปลกๆ ทำตัวเหมือนมีลับลมคมในตลอดเวลา แล้วแบบนี้จะไม่ให้ฉันสงสัยเขาได้ยังไง” ฉันพูดเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบ พร้อมกับเหลือบมองว่าหมอนั่นได้ยินหรือเปล่า แต่เดินออกมาห่างขนาดนี้ก็คงจะได้ยินยากล่ะนะ

            คราวนี้เอ็มเจถึงกับระเบิดหัวเราะ ก่อนจะพูดเสียงดังราวกับนี่เป็นเรื่องตลก [อันนี้เธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจอ่ะนะ แต่จากการที่ฉันรู้จักหมอนั่นมานานพอสมควร ไอ้ท่าทางหวาดระแวงที่เขาทำกับเธอ มันไม่ได้แปลกประหลาดเลยสักนิด นี่มันเป็นพฤติกรรมส่วนตัวของหมอนั่นน่ะ]

            “พฤติกรรมส่วนตัว? หมายความว่าไง”

            [ก็หมายความว่าหมอนั่นเป็นแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนไง ขึ้นอยู่กับว่าจะแสดงอาการมากหรือน้อยเท่านั้นแหละ หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ ชุนเขาเป็นโรคขยาดผู้หญิงน่ะ]

            “ฮะ?”

บ้าไปแล้ว ...นี่มันเข้าขั้นพฤติกรรมประหลาดชัดๆ เลยนะ -O-^

            [ส่วนเหตุผลที่เขาเป็นแบบนั้น ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คารินบอกว่า ชุนไม่ชอบเข้าใกล้ผู้หญิง เพราะพวกผู้หญิงกลิ่นตัวแรง -_-]

            “ฮะ!?” คราวนี้ฉันถึงกับเบิกตากว้าง ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย? ถ้าอย่างนั้นที่เขาพยายามถอยออกห่างฉัน เป็นเพราะฉัน กะ...กลิ่นตัวแรงเนี่ยเรอะ -O-! (ช็อค)

            [อย่าทำเสียงดังมากได้มั้ย ฉันตกใจนะยะ โอ๊ยๆๆ เบรกนี่มันอยู่ทางซ้ายหรือทางขวาวะ บ้าชิบ!] ประโยคหลังเหมือนเอ็มเจจะสบถกับตัวเองมากกว่า

            “เอ่อ...ไหวมั้ย” ฉันถาม แต่ดูเหมือนคนที่อยู่ปลายสายดูจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่

[อลิซ งั้นแค่นี้ก่อนนะ ถนนข้างหน้าโหดมาก ถ้าฉันไม่ขับรถชนต้นสนตายซะก่อนเราคงจะได้เจอกันที่โรงเรียน แค่นี้นะ บาย]

            ว่าจบเอ็มเจก็ตัดสายไป ในขณะที่ฉันก็ได้แต่ยืนอึ้งพร้อมกับใจที่ลุ้นระทึก ยัยนั่นจะไหวมั้ยเนี่ย จากน้ำเสียงฟังดูไม่น่าไว้ใจเลยแฮะ -_-;

            ให้ตาย ตอนขามาทำไมฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลยนะ ทั้งๆ ที่ชีวิตตัวเองเหมือนถูกแขวนเอาไว้บนเส้นด้ายขนาดนั้น =_= นี่มันอันตรายจริงๆ

            “อ่ะ” ฉันยื่นโทรศัพท์ไปให้ชุน แล้วคราวนี้ก็ไม่ต้องรอให้หมอนี่ถอยห่างเหมือนทุกครั้งด้วย แต่เป็นฉันนี่แหละที่เว้นระยะห่างออกมาเอง เลยทำให้ตอนนี้ฉันอยู่ในสภาพที่ยื่นมือออกไปจนสุดแขน ดูแล้วคงจะตลกสุดๆ =_=

            ชุนหันมาทำหน้างงใส่ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือมารับโทรศัพท์กลับไป ตอนปลายนิ้วของเราแตะกัน ฉันก็รีบชักมือกลับทันที ทำให้เขาแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

            “ฉันอาบน้ำทุกวันนะยะ -_-^” ไม่รู้อะไรดลใจ แต่ฉันก็เผลอโพล่งออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ และแน่นอนว่าปฏิกิริยาที่ได้กลับมาก็คือใบหน้ามึนงง ซึ่งทำให้ฉันหงุดหงิดถึงที่สุด

            “ให้ตายเถอะ” ฉันสบถกับตัวเองก่อนจะสะบัดหน้าไปที่ลิฟต์ตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรก แต่พอเข้าไปในลิฟต์ฉันก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดออกไปก่อนประตูจะปิด

            “อ่อ แล้วก็...”

            “?” เขาเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าที่ยังงงไม่หาย

            “โทรศัพท์สีชมพู ไม่เหมาะกับนายเอาซะเลยนะ เลิกใช้เถอะ L

            “ฮะ...เฮ้ย นี่มันไม่ใช่ของฉันนะ เฮ้ย! เดี๋ยวสิ!” ฉันได้ยินเสียงหมอนั่นโวยวายตามมา แต่ว่าประตูลิฟต์ก็ปิดลงซะแล้ว ฉันเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปเห็นเงาของตัวเองผ่านกระจกลิฟต์

            ฉันส่องสำรวจตัวเองอย่างอดไม่ได้ โดยไม่ลืมที่จะยกแขนตัวเองขึ้นมาดมเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจ ถึงจะไม่ได้ใช้น้ำหอมแพงๆ เหมือนคนอื่นเขา แต่ฉันก็อาบน้ำทุกวันจริงๆ นะยะ! แล้วก็มั่นใจด้วยว่ากลิ่นครีมอาบน้ำของฉันมันไม่ได้แรงถึงขั้นจะส่งกลิ่นออกมาเตะจมูกประชากรบนโลกได้ แล้วทำไมหมอนั่นถึง... พยายามออกห่างฉันเพราะฉันกลิ่นตัวแรงเนี่ยนะ!

            โอ๊ยย! เสียเซลฟ์ชะมัด T^T

           

            09.34 P.M.

            สุดท้ายอีตาเจวานก็ถูกบังคับให้นอนโรงพยาบาลจนได้ อันที่จริงหมอบอกว่าอาการของเขาค่อนข้างสาหัสทีเดียว บาดแผลแต่ละที่ล้วนเป็นแผลฉกรรจ์ทั้งนั้น ตอนเข้ามาหมอยังงงเลยว่าหมอนั่นฟื้นตัวเร็วขนาดลุกเดินเหินไปไหนมาไหนแบบนั้นได้ยังไง

ฉันอยากจะอยู่เฝ้าไข้เขาคืนนี้ แต่หมอกลับห้าม เพราะกลัวว่าฉันจะพาเจวานหนีออกจากโรงพยาบาลอีก (เฮ้ย ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ -O-!) สุดท้ายก็เลยอยู่ดูอาการหมอนั่นได้ถึงประมาณสองทุ่ม แน่นอนว่าสารถีส่วนตัวของฉันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจากคุณรองประธานหน้ามึน -_- ตอนแรกฉันคิดว่าเขาหนีกลับโรงเรียนไปแล้วซะอีกนะ แอบคิดอยู่แล้วว่าตัวเองต้องเรียกแท็กซี่ (ที่ไม่รู้จะมีหรือเปล่า) ไป หรือไม่ก็หาโรงแรมอยู่คืนนี้ไปก่อน แต่ปรากฏว่าพอลงมาที่ล็อบบี้ กลับเจออีตาชุนกำลังนั่งทำหน้ามึนฟังคุณยายแก่ๆ กลุ่มหนึ่งเม้าท์อะไรสักอย่างอยู่อย่างออกรสออกชาติ พอเหลือบมาเห็นฉัน เขาก็เลยรีบขอตัวตรงดิ่งมาหาทันทีโดยมีคุณยายพวกนั้นพูดพล่ามคำอำลาที่ไม่รู้จักจบ

เรานั่งอึมครึมกันอยู่ในรถ จนกระทั่งกลับมาถึงหอพักตอนสามทุ่มกว่าๆ ด้วยรถจี๊ปวิลลี่ของคุณรองประธาน บอกตามตรงว่าฉันโคตรจะช็อก เพราะลุคของหมอนี่มันไม่เหมาะกับรถแบบนี้เอาซะเลย ฉันว่าเขาน่าจะขับรถพวก... ไม่สิ หมอนี่น่าจะจัดอยู่ในคนประเภทที่ไม่น่าจะมีรถขับมากกว่า -_- แต่เอาเถอะ การขับรถเท่ๆ แบบนี้ก็ทำให้เขาดูเข้มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งอ่ะนะ

ชุนส่งฉันแค่ที่หน้าหอ ก่อนจะรีบบึ่งรถออกไปเลย เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใคร ซึ่งฉันเห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะฉันเองก็ไม่ได้อยากเพิ่มข่าวลือให้ตัวเองเหมือนกัน

“ไง เด็กใหม่” ทันทีที่ฉันเปิดประตูเข้ามาในล็อบบี้ น้ำเสียงดัดจริตอันเป็นเอกลักษณ์ก็ร้องทักขึ้นมาทันที ฉันหันกลับไปตีหน้าเซ็งใส่ยัยเอมี่ที่ลุกออกมาจากโซฟาซึ่งมีเดอะแก๊งของเธอรวมทั้งยัยประธานหอนั่งอยู่ด้วย

“เธอมาช้าไปครึ่งชั่วโมงเชียวนะ” หล่อนมองนาฬิกาแล้วทำตาโต

“พูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”

“โอ๊ะ O_O อย่ามาทำเป็นไขสือสิจ๊ะสาวน้อย นี่เธอกำลังจะบอกว่าเธอไม่รู้งั้นเหรอว่าคืนนี้จะมีกิจกรรมรับน้องสำหรับเธอน่ะ”

ฉันอ้าปากค้าง ก่อนจะเลิกคิ้วถามอย่างงงสุดขีด “รับน้องบ้าบออะไรอีก เมื่อวานก็รับไปแล้วนี่”

แต่ยัยเอมี่กลับหัวเราะร่า “นั่นก็ใช่ แต่ก็ไม่มีใครบอกสักหน่อย ว่าพิธีรับน้องจะมีได้แค่คืนเดียว อันที่จริง พวกฉันเองคิดไว้แล้วล่ะว่า สำหรับน้องใหม่ที่น่ารักอย่างเธอ เราอาจจะสู้อุตส่าห์บากบั่นจัดกิจกรรมดีๆ นี้ให้ สักเดือน สองเดือน หรือจนกว่า...เราจะพอใจ ^^

ฉันเกลียดรอยยิ้มยัยนี่จริงๆ -_-*

“มีอะไรก็ว่ามาเร็วๆ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ ตอนนี้จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ ฉันเพลียมาก อยากอาบน้ำนอนจะแย่อยู่แล้ว

ยัยเอมี่ส่งรอยยิ้มน่าสะอิดสะเอียนนั่นมาให้ฉันอีกครั้ง

“ดีจังที่เธอเข้าใจอะไรง่ายๆ แต่...เสียใจด้วยนะ พิธีรับน้องของเรามันพังไม่เป็นท่าไปแล้ว เพราะความไร้ความรับผิดชอบของเธอ”

-*-

“และเพราะเธอโดดกิจกรรมเราไปหาผู้ชาย ดังนั้นฉันกับลิซ่า เลยคิดว่าเราควรจะมีบทลงโทษสำหรับเธอนิดหน่อย”

ฉันเคืองมากตอนที่ยัยนี่บอกว่าฉันโดดกิจกรรมไร้สาระนี่ไปหาผู้ชาย แต่ยังไม่ทันจะได้เถียงอะไร ยัยเอมี่ก็ดีดนิ้วเสียงดัง ก่อนที่ลูกสมุนของหล่อนจะเลื่อนโต๊ะที่ข้างบนมีอะไรบางอย่างถูกคลุมผ้าสีดำออกมา

อะไรล่ะนั่นน่ะ -_-^

พรึ่บ!

ไม่ต้องรอให้ฉันเป็นคนถามลูกสมุนหน้าตาเหมือนกอร์กอนของยัยเอมี่ก็สะบัดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นกล่องพลาสติกใสขนาดใหญ่ ที่ภายในบรรจุสัตว์โลกน่ารักอยู่เต็มไปหมด

อ้บบบ!

ใช่ ฉันหมายถึงกบนั่นแหละ -_-

พอเห็นฉันถึงกับผงะถอยหลังไปนิดหน่อย พวกหล่อนก็หัวเราะคิกคักใส่กัน ก่อนที่ยัยเอมี่จะเป็นคนพูดต่อ

“อันที่จริงจะเรียกว่าลงโทษก็ไม่ถูกหรอกนะ เรียกว่าไหว้วานดีกว่า พอดีว่าเรากำลังจะเอากบพวกนี้ไปให้มิสเตอร์แฟรงค์ที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญ ลิซ่า ประธานหอที่น่ารักของเรา ดันเผลอทำสร้อยข้อมือราคาแพงหล่นลงไปในกล่องนั่น และมือของพวกฉันก็สะอาดเกินไปไม่เหมาะกับเชื้อโรคทุกชนิด เพราะฉะนั้น...ช่วยหน่อยนะจ๊ะ ^^+

พูดจบหล่อนกับลูกสมุนก็เดินกลับไปนั่งขนาบข้างยัยประธานหน้าตาเหมือนนกหัวขวานนั่นเหมือนเดิม พร้อมกับส่งสายตาน่าหมั่นไส้มาให้ฉันที่ได้แต่ยืนเหวออยู่หน้ารังกบ

ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจพวกมันหรอกนะ แต่ฉันกำลังคิดว่า คนพวกนี้มีสมองคิดได้แต่เรื่องพวกนี้จริงๆ เหรอเนี่ย =_= คิดบ้างมั้ยว่าตัวเองกำลังทำเรื่องไร้สาระสุดๆ อยู่น่ะ

ฉันถอนหายใจ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้กล่องพลาสติกนั่นอีกนิด ทำท่าเหมือนจะล้วงมือเข้าไป ในขณะที่ยัยพวกนั้นก็ตั้งตาลุ้นกันตัวโก่ง รอสะใจเวลาที่ฉันกรีดร้องด้วยความขยะแขยง ...รู้อะไรมั้ย? ถึงฉันจะย้ายมาจากโรงเรียนไฮโซ มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนกระแดะหรอกนะ -_- แต่แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่ได้อยากให้มือที่สะอาดๆ กว่ามือของยัยพวกนั้นถูกเมือกลื่นๆ จากเจ้าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนี่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแทนที่ฉันจะทำตามสิ่งที่พวกหล่อนต้องการจะเห็น ฉันว่า ฉันขอจบเรื่องนี้ ด้วยวิธีในแบบของฉันเองดีกว่า

โครม!

ฉันย้ายมือที่กำลังจะล้วงเข้าไปในกล่อง ไปไว้ที่ข้างกล่องแทน ก่อนจะออกแรงผลักเต็มที่ จนกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้น เป็นผลให้กบจำนวนมากพร้อมใจกันกระโดดออกมาหาอิสระจากพื้นที่โล่งในล็อบบี้แห่งนี้

และแน่นอน ผลที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ...

“กรี๊ดดดดดดดด! กบ!!!

เหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้น เมื่อผู้หญิงห้าหกคนที่นั่งเรียงหน้าอยู่บนโซฟารับแขก กรีดร้องออกมาพร้อมกันก่อนที่พวกหล่อนจะพากันสะบัดสะบิ้งกระโดดขึ้นไปยืนบนโซฟานุ่มเพื่อหลบหลีกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตาโปนที่พร้อมจะกระโจนใส่ทุกเมื่อ

“บ้าเอ๊ย! ออกไปนะ กรี๊ดดด มันจะกระโดดขึ้นมาบนโซฟาแล้ว TOT!” ยัยเอมี่ร้องเสียงแหลมในขณะที่มือของหล่อนก็เอาแต่เกาะยัยประธานหอที่ได้แต่ยืนอึ้งกับสภาพที่มีแต่กองทัพกบเบื้องหน้า

อา...มันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจซะจริงๆ

ฉันแสยะยิ้มสะใจนิดหน่อย ก่อนจะเดินไปที่กล่องพลาสติกที่ล้มอยู่ แล้วก้มลงหยิบสร้อยข้อมือเส้นเล็กๆ ที่มองยังไงก็ไม่ต่างจากสร้อยข้อมือราคาถูกที่หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องประดับเกรดต่ำขึ้นมาจากพื้น

“เฮ้ ประธานหอ” ฉันตะโกนเรียก ก่อนจะปาสร้อยข้อมือนั่นไปให้ยัยประธานหอที่ถึงกับสะดุ้งหลบด้วยความตกใจ

“คราวหน้าเลิกเล่นอะไรงี่เง่าแบบนี้ซะทีนะ มันน่ารำคาญ” ฉันพูดแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่บันได โดยไม่วายใช้เท้าเขี่ยกบสองสามตัวแถวนั้นให้กระโดดเข้าไปใกล้ยัยพวกที่กำลังกรีดร้องจนเส้นเสียงแทบแตกด้วย

ระหว่างทางที่ขึ้นบันไดไปก็มีนักเรียนหญิงจำนวนมากวิ่งกรูกันลงมาที่ชั้นล่าง เพื่อดูว่าเกิดเรื่องวุ่นวายอะไร แต่หลังจากที่พวกเธอไปถึง เสียงกรีดร้องก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำเอาฉันต้องยกมือขึ้นมาอุดหูตัวเอง ก่อนที่จะถูกมลพิษทางเสียงนั่นทำให้หูหนวกไปซะก่อน

อืม ถ้าไม่นับเรื่องที่เจวานต้องเข้าโรงพยาบาล วันนี้ก็ถือเป็นวันที่สนุกใช้ได้เลยทีเดียวนะ ว่ามั้ย J

ฉันเดินฮัมเพลงมาจนกระทั่งถึงห้องของตัวเอง แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าประตูห้องไม่ได้ถูกล็อกไว้เหมือนตอนที่ฉันออกไป ฉันชั่งใจด้วยความหวาดระแวง กลัวว่านี่จะเป็นแผนการไร้สาระของพวกยัยประธานหอนั่นอีก ก่อนจะคิดได้ว่าถึงจะเป็นแผนของยัยพวกนั้นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอะไรหรอก ดูอย่างการกลั่นแกล้งที่ผ่านมาสิ นั่นไม่ได้เรียกว่า แผนการอันมีสมองเลยสักนิดนะ -_-

แกรก

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันจังตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเองอย่างไม่คิดอะไร

แต่แล้ว...เมื่อประตูถูกเปิดออกจนกว้าง...ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ก็ทำให้ฉันอ้าปากค้าง...

“มาแล้วเหรอ” เสียงนุ่มทุ้มที่ฉันคุ้นเคย ดังมาจากผู้ชายที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงหน้าต่าง

แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้ฉันมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน...

เรือนผมสีกาแฟที่ไม่ได้ผ่านการเซ็ตทรงยังคงยุ่งเหยิงไม่ผิดไปจากที่ฉันเคยเห็น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ฉันเคยอิจฉายังคงไร้ที่ติไม่ต่างจากที่ฉันเคยชื่นชม จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากบางสวยยังคงรักษาเสน่ห์ของมันไม่ต่างจากครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน หากแต่...ดวงตาสีเทาเข้มคมกริบกลับจ้องมองฉันด้วยสายตาที่ไม่อาจบรรยายได้ว่าเขาต้องการจะสื่อสารอะไร

“...” ในขณะที่ฉันได้แต่ยืนอึ้ง ร่างสูงก็ลุกออกมาจากเก้าอี้ตัวเล็กนั่น พร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่ฉันแสนคุ้นเคย ก่อนน้ำเสียงนุ่มทุ้มของเขาจะเอ่ยคำทักทายที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ

“สวัสดี ไม่เจอกันนานเลยนะ...”

นะ...นี่มัน...

ร็อบ!!?

 


 
∆ ( คูลิโอ้' ) 。

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น