Walking In The Dark พลิกตำนานร้าย ป่วนตำนานรัก

ตอนที่ 7 : Chapter 5 : Mr. Confusion

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 535
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 เม.ย. 56

5

Mr. Confusion

           

            เฮือก O_O!

            “ร็อบ!” ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อพี่ชายต่างสายเลือดสุดเสียง หันมองไปรอบห้องหวังว่าจะได้เห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยของคนที่ฉันกำลังตามหา

            แต่ก็ไม่มี... มันป็นเพียงความฝันเท่านั้น...

            ฉันถอนหายใจเสียงดังด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้ฝันอะไรน่ากลัวแบบนี้นะ -*- สภาพโชกเลือดของโรเบิร์ตนั่นมันหมายความว่ายังไงกัน นี่มันลางไม่ดีใช่หรือเปล่า...

            ก๊อกๆๆ

            ขณะที่ฉันกำลังคิดไปต่างๆ นานาก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉันเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วแปลกใจ และมองไปที่นาฬิกาที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงอย่างมึนๆ ...เที่ยงคืนเจ็ดนาที? ใครมาบ้าเคาะประตูตอนนี้เนี่ย ละเมอหรือไง -_-^

            ปังๆๆๆ!

            “...!” ฉันถึงกับสะดุ้งที่จู่ๆ เสียงเคาะธรรมดาก็กลายเป็นทุบประตูเสียงดัง เฮ้ย นี่ถ้าละเมอ มันจะเป็นการละเมอที่รุนแรงมากเลยนะ -O-

ปังๆๆๆๆ!!

และก่อนที่ประตูจะพัง ฉันจึงตัดสินใจสะบัดผ้าห่มออกจากตัว แล้วลุกจากเตียงด้วยความไม่สบอารมณ์ คนที่นี่ไม่รู้จักคำว่ามารยาทกันบ้างหรือไง อย่างน้อยก็ควรจะตระหนักบ้างนะว่าเวลานี้มันเป็นเวลานอนน่ะ -*- ฉันสบถพึมพำกับตัวเองพลางเดินไปเปิดประตู

...แต่ใครมันจะไปคิด ว่าทันทีที่ประตูเปิดออก มันจะ...

แกรก

ซ่า~!

พระ!...เจ้า! =O=;

...

ฉันนิ่งค้างไปหลายวินาที ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง น้ำเย็นจัดถูกสาดเข้ามาเต็มๆ ใบหน้าของฉันจนถึงขั้นทำให้หน้าชาไปชั่วครู่เลยทีเดียว ชุดนอนที่เป็นเสื้อยืดตัวโคร่ง กับกางเกงผ้าขายาวอยู่ในสภาพเปียกโชก มีน้ำหยดติ๋งๆ ราวกับเพิ่งผ่านการซักแล้วไม่ได้บิดหมาด

นี่มัน...อะไรกัน!

“อุ๊บส์! ขอโทษที พอดีฉันคิดว่ายังไม่ตื่น ก็เลย...”

ฉันปาดน้ำเย็นๆ ออกจากหน้าก่อนจะมองยัยแว่นซึ่งฉันจำได้ดีว่าคือยัยเอมี่พูดด้วยท่าทางเสแสร้งแกล้งทำ พร้อมกับปล่อยถังน้ำที่อยู่ในมือทิ้งลงพื้นหน้าตาเฉย

ฉันกำหมัดแน่นอย่างอดกลั้น เหอะๆ...นี่มันไม่ตลกเลยนะ...ไม่ตลกเลย สัก-นิด!

“ยัย...!

“กรี๊ดดด ลิซ่า ช่วยฉันด้วย >.<!” ยัยเอมี่ทำท่าสะดีดสะดิ้งวิ่งเข้าไปหลบหลังผู้หญิงอีกคนทันทีที่ฉันทำท่าจะพุ่งเข้าไปเอาเรื่องหล่อน

ฉันหันไปมองยัยหน้านกหัวขวานที่ทำตัวเป็นป้อมปราการให้ยัยเอมี่อย่างเอาเรื่อง ยัยนี่ใครอีกเนี่ย -_-^ ตัวละครเรื่องนี้มันชักจะเยอะเกินไปแล้วนะ ไม่ต้องโผล่กันมามากก็ได้มั้ง ฉันขี้เกียจจำชื่อตัวประกอบ

“สวัสดี ฉันชื่อลิซ่า เป็นประธานหอ” ยังไม่ทันที่ฉันจะถามอะไร หล่อนก็จัดการแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ

อ่าฮะ...แล้วดันเล่นเป็นตัวประกอบกิตติมศักดิ์เชียวนะ =_=

“แล้วไง” ฉันถามพลางเสยผมที่เปียกขึ้น จนน้ำที่เกาะอยู่แอบกระเด็นไปโดนประธานหอ หล่อนถึงกับผงะและทำท่าขยะแขยง แต่ฉันไม่แคร์

“พวกเธอต้องการอะไร” ฉันขมวดคิ้วกวาดตามองไปรอบๆ

ไม่ได้มีแค่ยัยเอมี่ กับยัยประธานหอที่หน้าตาเหมือนนกหัวขวานนี่เท่านั้นที่มาเยือนหน้าห้องฉันดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ ยังมีนักเรียนหญิงอีกกว่าสิบคนที่ยืนอออยู่ด้านหลังท่าทางเหมือนกับกำลังรอดูละครเวที ซึ่งสาบานได้ว่าฉันไม่ได้คิดจะเปิดแสดง =_=

“เป็นคำถามที่ดี” ยัยประธานหอแสยะยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจิกสายตามองฉัน “ฉันให้เวลาเธอสิบวินาที กรุณาจัดการธุระให้เสร็จ แล้วลงไปหาฉันข้างล่าง”

“ฮะ?” ฉันร้องเสียงหลง แต่แทนที่จะทวนซ้ำหรือช่วยไขความให้กระจ่าง คุณเธอกลับสะบัดผมแตกปลาย เชิดหน้าเดินจากไปอย่างไม่ใยดี เหลือแต่ยัยลิ่วล้อที่ยืนกอดอกทำท่าดัดจริตอยู่ที่หน้าห้องฉัน

“นี่มัน...”

“เก้า”

“ฮะ?”

“แปด”

กรี๊ดดด! ฉันอยากจะกรี๊ดใส่หน้ายัยเอมี่นี่จริงๆ นะ -*-! แต่สิ่งที่ฉันเลือกทำก็คือ การมองหล่อนด้วยสายตาอาฆาต แล้วสะบัดหน้าเดินกลับเข้ามาในห้องอย่างไม่มีทางเลือก (แหงล่ะ ฉันจะทำอะไรได้ ยัยนั่นมีแบ็กอีกเป็นสิบคนเลยนะ =O=!) และเพราะเวลาที่ให้มันมากเกินไปซะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ฉันจึงเลือกเดินไปหยิบแจ็กเก็ตที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ามาสวมไว้ลวกๆ แล้วเดินไปสวมรองเท้าแตะคู่เก่า ก่อนจะออกไปหายัยพวกนั้น โดยไม่ลืมปิดประตูแรงๆ เพื่อให้พวกหล่อนรู้ว่าฉันกำลังไม่พอใจ (ทำได้แค่นี้แหละ ชีวิต =_=)

 ฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากยัยพวกลิ่วล้อที่เดินตามมาด้านหลัง แต่ก็ไม่คิดจะหันกลับไปสนใจ ให้ตายเถอะ คนพวกนี้ไร้สาระชะมัด วันๆ ไม่คิดจะทำอะไรที่มันมีประโยชน์บ้างหรือไง ถึงได้เอาแต่มาคอยนั่งข่มเด็กใหม่อย่างฉันเนี่ย

ฉันสบถพึมพำไปเรื่อยเปื่อยขณะเดินลงมาที่ล็อบบี้ แต่พอลงมาถึง ฉันก็พบว่าขบวนการรบกวนการนอนแห่งสหประชาชาติครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สิบยี่สิบคน แต่มัน...เกือบทั้งหอเลยต่างหาก =_= นี่มันอะไรกัน คนพวกนี้มายืนทำบ้าอะไรอยู่ข้างนอกเนี่ย ไม่คิดจะหลับจะนอนกันบ้างเรอะ!

แต่ดูท่าว่าแต่ละคนก็ไม่ได้ตั้งใจมาเท่าไหร่เลยนะ สังเกตจากคนส่วนใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังยัยประธานหอหน้าตายนี่ ล้วนมีสีหน้างัวเงีย เหมือนเพิ่งถูกบังคับให้ตื่นมาเหมือนกันทั้งนั้น

“อ่ะ นี่ของเธอ” ทันทีที่ฉันมาหยุดตรงหน้า ยัยประธานหอ (หล่อนชื่ออะไรนะ?) ก็ยื่นไฟฉายกระบอกเล็กๆ มาให้

“เอามาให้ทำไม -*-

ยัยประธานหอพยักเพยิดหน้าไปทางยัยเอมี่ ให้หล่อนเป็นคนอธิบาย “มันคือกฎของเรา... เด็กใหม่ทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ จำเป็นจะต้องทำพิธีสาบานตนเป็นเด็กหอผู้ภักดีต่อเซนต์ลูดอล์ฟ”

โอ้ ฟังดูอลังการจัง -_-

“หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นพิธีรับน้องก็ได้”

“อ่าฮะ” ฉันพยักหน้าเนือยๆ ยัยเอมี่เบ้หน้านิดหน่อย ก่อนจะพูดต่อ

“วิธีการก็คือ เด็กใหม่...ซึ่งก็คือเธอ จะต้องเดินเข้าไปในป่าด้านหลังหอนั่น ค้นหารูปปั้นผู้พิทักษ์ให้เจอ และทำการปฏิญาณตนตามข้อความที่เขียนไว้ที่ฐานรูปปั้น จากนั้นก็หยิบตราสัญลักษณ์กลับมา แค่นั้นแหละ ง่ายจะตาย” ยัยเอมี่ยักไหล่ท่าทางสบายๆ

แต่เชื่อมั้ย ว่าอะไรๆ มันคงไม่ง่ายอย่างที่หล่อนว่าหรอก ไม่อย่างนั้นจะแห่กันออกมาทั้งหอทำไม ฉันว่าพวกหล่อนคงจะเตรียมแผนอะไรไว้แกล้งฉันมากกว่า =_=

“และ...ประตูหอจะไม่เปิดจนกว่าเธอจะกลับมาพร้อมตราสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าเธอทำพิธีเสร็จสิ้นแล้ว พูดแค่นี้เข้าใจมั้ย ฉันต้องทวนให้หรือเปล่า” หล่อนเลิกคิ้ว ทำหน้าตาเหมือนจะบอกว่า สมองเล็กๆ อย่างเธอ ฟังรอบเดียวคงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่สินะ อะไรประมาณนั้น

อันที่จริงฉันก็อยากจะให้ยัยนี่อธิบายอีกสักหน่อย ว่าไอ้รูปปั้นนั่นมันอยู่ตรงไหน ตราสัญลักษณ์ที่ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง แต่เพื่อไม่ให้หล่อนได้ใจมากเกินไป และเหยียบย่ำฉันจมดิน ฉันจึงเอื้อมมือไปหยิบไฟฉายจากยัยประธานหอมา และเดินออกมาจากล็อบบี้อย่างไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด

แกรก!

โอ้... เยี่ยม ถึงขั้นล็อกประตูไล่กันเลยสินะ -_-

ฉันหันกลับไปมองหน้าพวกหล่อนนิ่งๆ และเมมหน้าตาแต่ละคนเอาไว้ด้วย จะได้ไปแก้แค้นถูกตัว ก่อนจะสะบัดหน้าเดินไปที่ด้านหลังหอทันที กระบอกไฟฉายที่ถือมาด้วย แทบไม่ช่วยอะไร เพราะแสงมันริบหรี่มากๆ ตอนเปิดต้องเคาะๆ สองสามทีด้วยซ้ำ กว่าจะติด -_-

เอาล่ะ...ก่อนจะดำเนินการทำอะไร ฉันขอสบถออกมาดังๆ หน่อยได้มั้ย จะได้ไม่รู้สึกใกล้บ้ามากไปกว่านี้ -_-^

...

โอเค ถือว่าอนุญาตแล้วนะ

x!!!” ว่าแล้วก็เดินตัดสนามหญ้ากว้างๆ นี่ เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าหลังโรงเรียน โดยไม่ลืมที่จะยกมือขึ้น ชูนิ้วกลางให้ยัยพวกตัวประกอบไร้สาระนั่นที่กำลังยืนกอดอกมองฉันจากหน้าต่างล็อบบี้ ให้พวกหล่อนกรี๊ดเล่นๆ

โอเค อลิซ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น... ถ้าชีวิตเธอจะบัดซบไปตลอด ก็ให้มันรู้กันไปสิ =_=!

 

ยี่สิบนาทีต่อมา

ตุบ

ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ด้วยสภาพเหนื่อยหน่ายและหนาวเหน็บ -_- ให้ตายเถอะ ไอ้ป่านี่มันจะกว้างไปถึงไหนกันล่ะเนี่ย! นี่ฉันเดินมาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ทำไมไม่เห็นมีวี่แววรูปปั้นผู้พิทักษ์บ้าบออะไรนั่นสักทีเลยล่ะ แถมในป่าอากาศเย็นจะตาย เล่นเอาคนที่อยู่ในสภาพตัวเปียกโชกอย่างฉันแทบจะขยับแขนขยับขาไม่ออกเลย =_= นี่ถ้าเป็นไข้ขึ้นมา ฉันไม่ปล่อยยัยพวกนั้นไว้แน่ คอยดูเถอะ

ปึกๆๆ

ฉันเคาะกระบอกไฟฉายในมือรัวๆ เมื่อมันทำท่าว่าจะดับแหล่ไม่ดับแหล่อีกแล้ว ดีจริง -_- ฉันมองกลับไปทางเก่าซึ่งแสงไฟจากหอเริ่มริบหรี่จนแทบมองไม่เห็นแล้ว นี่ฉันเดินเข้ามาลึกขนาดไหนแล้วเนี่ย =_= ดีนะที่หักกิ่งไม้ทำสัญลักษณ์ไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้หลงป่าแหง แต่ว่าถ้าขืนฉันยังเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆ แบบนี้มันก็ไม่แน่ ต้นไม้ในป่านี่มันยิ่งหน้าตาเหมือนกันหมดอยู่ด้วย... โอ๊ยย ให้ตายเถอะ นี่ฉันเข้ามาทำบ้าอะไรในนี้วะเนี่ยยย! (เริ่มไม่ไหวแล้ว -_-*)

แกรบ!

O_O!” ฉันสะดุ้งสุดตัว พร้อมกับสาดไฟฉายไปทางต้นเสียง แต่ก็ไร้ประโยชน์เมื่อไอ้ไฟฉายเฮงซวยนี่มันดันดับไปดื้อๆ

“เฮ้ย!” ฉันร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะเริ่มรัวเคาะไฟฉายกับมือตัวเองไปเรื่อยๆ ด้วยหัวใจที่เต้นรัว

มะ...ไม่เอานะ เมื่อกี้มันเสียงอะไรน่ะ T_T

แกรบ!

“ใครน่ะ!” ฉันตัดสินใจตะโกนถามกลับไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงที่เหมือนกับเสียงฝีเท้านั่นอีกครั้ง พยายามเพ่งมองผ่านความมืดสลัวว่าเจ้าของฝีเท้าหนักๆ แบบนั้นจะเป็นอะไร อย่างน้อยก็ภาวนาขอให้เป็นคน ไม่ใช่เสือ สิงห์ กระทิง แรด หรือสัตว์ร้ายใดๆ ก็ตามที่อาศัยอยู่ในป่ารกๆ นี่

“ถ้าไม่ตอบฉันจะกรี๊ดแล้วนะ” ฉันขู่เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรตอบกลับมา ซึ่งมันช่างเป็นคำขู่ที่ไร้ประโยชน์จริงๆ ถ้าไอ้เจ้าของเสียงฝีเท้านั่นไม่ใช่คนล่ะ มันจะฟังฉันรู้เรื่องได้ยังไงกัน T^T

“...”

หลังจากตะโกนถามและไม่มีคนตอบฉันจึงเปลี่ยนเป็นเงียบเพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ก่อนจะค่อยๆ ก้าวถอยหลัง ให้ห่างจากต้นเสียงช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังขึ้นมา แต่ทว่า...

พลั่ก

“กรี๊ดดด!

ตุบ! ตุบ!

ฉันกรีดร้องขึ้นมาพร้อมกับเสียงอะไรต่อมิอะไรกระทบกันดังมั่วซั่วไปหมด แต่หนึ่งในเสียงนั่นพนันได้เลยว่าต้องมีเสียงก้นฉันที่ลงไปกระแทกพื้นแบบเต็มๆ แน่ ไฟฉายที่อยู่ในมือกระเด็นหลุดไปตอนที่ฉันเสียหลัก และมันก็ไปกระแทกเข้ากับโขดหินที่นั่งอยู่เมื่อกี้จนเกิดแสงสว่างวาบขึ้นมา แต่มันแย่ตรงที่ แสงบ้านั่นมันดันสาดเข้ามาเต็มๆ หน้าฉันนี่แหละ ...ทำไมมันถึงได้ซวยอะไรขนาดนี้เนี่ย -*-!

แกรบ!

เสียงฝีเท้านั่นมันดังใกล้เข้ามาอีกแล้ว ฉันยกมือขึ้นป้องตา และพยายามเพ่งผ่านแสงไฟฉายนี่ไปเพื่อจะดูว่าไอ้ที่กำลังเดินมาหาฉันใช่คนหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่จะได้เตรียมใจตายไว้เลย อย่างน้อยตอนถูกเสือกินจะได้ไม่มีห่วง -_-

แต่แล้วในความโชคร้ายมันก็ยังพอมีโชคดีหลงเหลืออยู่บ้าง เมื่อสิ่งที่ฉันเห็นคือเงาตะคุ่มๆ ของสัตว์สองเท้า ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงคน กำลังเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่เจ้าของร่างสูงนั้นจะก้มลงหยิบไฟฉายที่กำลังสาดแสงแยงตาฉันขึ้นไปถือไว้

“จะกรี๊ดทำไม -*-

=O=?

นี่มัน...

จะเหนือความคาดหมายไปหน่อยมั้ย ถ้าฉันบอกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันนี่...คืออีตาชุน รองประธานนักเรียนท่าทางประหลาดๆ ที่ไม่ยอมพูดกับฉันสักคำคนนั้นน่ะ

“มองอะไร” เขาทำท่าหงุดหงิด พร้อมกับดึงฮู้ดที่สวมหัวอยู่ให้มันต่ำลงมายิ่งกว่าเดิม

“นะ...นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ” ฉันถามด้วยความตกใจระคนแปลกใจ นี่มันเกือบจะตีหนึ่งแล้วนะ มันควรเป็นเวลาที่เขาจะต้องนอนอย่างมีความสุขสิ ไม่มีเหตุผลเลยที่จะมาเดินเซ่ออยู่ในป่ามืดๆ นี่คนเดียว เว้นซะแต่เขาจะถูกปลุกจากยัยพวกงี่เง่านั่น ให้มาทำกิจกรรมไร้สาระแบบฉันเนี่ย -*-

!$#&%**(^” แต่หมอนี่กลับไม่สนใจฉัน เขาเพียงแค่บ่นอะไรพึมพำ ซึ่งค่อนข้างมั่นใจได้ว่ามันไม่ใช่ประโยคที่ใช้ตอบคำถามแน่นอน

และในเมื่อเขาไม่ตอบฉันก็เลยไม่รู้จะพูดอะไรต่อ แค่ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วพยุงตัวเองลุกขึ้น พร้อมกับปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่ตามกางเกงออกพอเป็นพิธี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกรอบ แต่ปรากฏว่าหมอนี่กำลังมองฉันหัวจรดเท้าด้วยสายตาแบบนี้... =_=^

ให้เดานะ เขาคงกำลังคิดว่าฉันไปตกบ่อน้ำที่ไหนมา ถึงได้ตัวเปียกม่อลอกม่อแล่กขนาดนี้แหงๆ

“คือฉัน...”

“อ่ะ”

ฟุ่บ~!

O_O

ตอนที่ฉันกำลังจะอ้าปากอธิบาย จู่ๆ หมอนั่นก็โยนไฟฉายกลับมาให้อย่างไม่บอกไม่กล่าว โชคดีที่ฉันยกมือขึ้นมารับไว้ได้ทัน ก็ลองถ้าไม่ทันดูสิ... เบ้าตาเลยนะนั่นน่ะ =_=;

แล้วพอโยนไฟฉายให้ฉันเสร็จ เขาก็หมุนตัวเดินกลับไปอีกทางหน้าตาเฉย

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวดิ!” ฉันเรียกไว้ พร้อมกับวิ่งเข้าไปหา สาบานได้ว่ายังไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากนั้นเลย แต่พอฉันเข้ามาใกล้ หมอนี่ก็ทำท่าผงะซะอย่างกับฉันจะวิ่งเข้าไปชกหน้าเขางั้นแหละ

“อะ...อะไร” เขาขมวดคิ้วถามพร้อมกับเดินถอยหลังไปสองสามก้าว

เดี๋ยวนะ นี่ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่าเนี่ย -_-^

“นายรู้หรือเปล่าว่ารูปปั้นผู้พิทักษ์อยู่ตรงไหน” ฉันไม่สนใจท่าทางแปลกๆ ของเขาและถามออกมา หวังว่าเขาจะช่วยอะไรได้บ้างล่ะนะ ก็เป็นถึงรองประธานนักเรียนเลยนี่

“รูปปั้นอะไร (วะ) -*-

เอามันออกมาจากวงเล็บก็ได้นะ ฉันไม่ถือ =_= ว่าแต่ ไอ้สีหน้างุนงงแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน

ฉันเดินเข้าไปใกล้ เพื่อจะถามให้ชัดๆ แต่แน่นอนว่าพอฉันเดินหน้าหนึ่งก้าว เขาก็ถอยหลังหนึ่งก้าวเช่นกัน อะไรของหมอนี่เนี่ย บนตัวฉันมันมีอะไรน่ากลัวสิงสู่อยู่เรอะ ทำไมถึงทำท่าระแวงขนาดนั้น

“มะ...ไม่ต้องเข้ามา ฉันได้ยินแล้ว -_-;” ว่าแล้วก็ถอยห่างไปอีกหนึ่งก้าวยาวๆ

เออ เอาเหอะ จะทำอะไรก็ทำ ตะโกนคุยกันก็ได้ ฉันไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่หรอก =_=

“สรุปมันมีจริงมั้ย ไอ้รูปปั้นผู้พิทักษ์เนี่ย” ฉันถาม

“มี” เขาพยักหน้ามึนๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาชี้ไปด้านหลัง “อยู่นู่น =_=/” ฉันเกือบจะดีใจแล้วเชียวที่มีคนบอกทาง แต่พอมองตามมือที่เขาชี้ก็ถึงกับเปลี่ยนสีหน้าแทบไม่ทัน

“แต่นั่นมันทางกลับหอไม่ใช่เหรอ -_-^” แสงไฟจากหอยังส่องมาให้เห็นไกลลิบๆ อยู่เลยนะนั่น

“ฮะ?” เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะมองตามมือตัวเอง และขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก ปากก็บ่นอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ได้ศัพท์

“ตกลงว่านายรู้มั้ยเนี่ย” ฉันเริ่มไม่แน่ใจ ท่าทางหมอนี่ดูเอ๋อๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ

“อยู่นู่น” เขาชี้ไปอีกทาง หน้าตางุ่นง่านเหมือนไม่สบอารมณ์ที่ฉันถาม

แต่...ไอ้ที่ชี้มานี่มันเชื่อได้แน่หรือเปล่า =_=

“แน่ใจนะ?”

“...”

เงียบ -_-; หมายความว่ายังไง

“ไม่รู้ก็บอกไม่รู้สิ จะมาชี้มั่วให้หลงทางทำไม” ฉันเผลอบ่น โดยลืมไปว่าฉันไม่ได้สนิทสนมกับหมอนี่ถึงขั้นที่จะมาพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้เลย แล้วแน่นอนว่าพอโดนบ่น เขาก็เลยโวยใหญ่

“ฉันรู้ก็แล้วกันน่า -O-!

ฉันหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ “งั้นนายพาฉันไปหน่อยสิ”

“ฮะ!?” เขาร้องเสียงหลงจนฉันสะดุ้ง ก่อนจะตระหนักได้ว่าตัวเองควรใช้ประโยคขอร้องในการพูดกับเขาแทน

“ช่วยนำทางหน่อย...ได้มั้ย?” ฉันถามเสียงอ่อน และดูเหมือนมันจะได้ผล เมื่อหมอนี่มีท่าทีกระอักกระอ่วนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ไม่พูด แล้วสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นสบถพึมพำกับตัวเองเหมือนเคย

“ตามมา -*-” ถึงจะทำหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านเหมือนไม่อยากจะช่วย แต่เขาก็ทำตามที่ฉันขออยู่ดี ฉันลอบยิ้มออกมานิดหน่อยที่รู้ว่าตัวเองจะทำภารกิจไร้สาระนี่เสร็จสักที แต่พอฉันจะก้าวขาเดินตามไปอีตาชุนกลับหันมาทำหน้ายุ่งใส่

“เดินห่างๆ ไม่ต้องเข้ามาใกล้มาก -*-

“ฮะ? อะ...เอ่อ โอเค” ฉันพยักหน้าและเว้นระยะห่างอีกนิดหน่อย แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมหมอนี่ถึงตั้งท่ารังเกียจฉันนักหนาก็เถอะ

“...”

“...”

เราสองคนเดินเข้าไปในป่าเรื่อยๆ โดยมีฉันเป็นคนถือไฟฉาย (แต่ไม่ได้เดินนำ?) แอบแปลกใจอยู่เหมือนกันที่หมอนี่เดินดุ่มๆ ไปอย่างมั่นใจ ทั้งๆ ที่แสงไฟฉายจากมือฉันมันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย (แค่ส่องให้ฉันไม่สะดุดก้อนหินตายได้นี่ก็ถือว่าบุญโขแล้วนะ -_-) บรรยากาศตอนนี้เงียบมาก เพราะไม่มีใครพูดอะไร จะมีก็แต่เสียงลมพัดใบไม้ไหวเท่านั้น

ฉันกระชับแจ็กเก็ตเข้าหาตัวด้วยความรู้สึกหนาว พร้อมกับพยายามเร่งฝีเท้าตามชุนให้ทัน โดยต้องเว้นระยะห่างให้เขาไม่รู้สึกว่ามันใกล้เกินไป (ทำไมถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้นะ =_=) แต่ไม่นาน เขาก็เริ่มชะลอฝีเท้าลง และหยุดในที่สุด

“ถึงแล้วเหรอ?”

“อือ”

ฉันพยายามส่องไฟไปข้างหน้าเพื่อมองหาว่ารูปปั้นผู้พิทักษ์มันอยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย นอกจากเนินดินเตี้ยๆ ที่มีหินหน้าตาประหลาดๆ ถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่

โอ้ นี่อย่าบอกนะว่า -O-

“รูปปั้นผู้พิทักษ์ที่ว่า หมายถึง...ไอ้ก้อนหินนั่นน่ะเหรอ” ฉันขึ้นเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ให้ตาย นี่ถ้าฉันเดินมาคนเดียว ไม่มีทางหามันเจอเลยนะเนี่ย เล่นกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวซะขนาดนั้น

“จะทำอะไรก็รีบทำ” ชุนเร่งด้วยน้ำเสียงรำคาญ ฉันเลยเดินเข้าไปใกล้ก้อนหินที่ว่านั่นอย่างรวดเร็ว พอมาดูใกล้ๆ อย่างนี้แล้วฉันก็พบว่ามันไม่ใช่แค่ก้อนหิน แต่เป็นรูปปั้นจริงๆ เพียงแต่มันไม่ใช่รูปปั้นของคนอย่างที่ฉันคิดเท่านั้นเอง ฉันเพ่งมองดีๆ จนรู้ว่ามันคือรูปปั้นของสุนัขต่างหาก สุนัขหน้าตาดุๆ และดูแข็งแรงอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าลำตัวส่วนใหญ่ของมันจะถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่ แต่ก็ไม่ได้ลดความน่าเกรงขามลงไปเลย

ฉันส่องไฟไปที่ฐานของรูปปั้นเพื่อมองหาคำปฏิญาณตนอย่างที่ยัยเอมี่บอก แต่ปรากฏว่าไอ้คำปฏิญาณตนที่ว่านั่นกลับถูกมอสขึ้นคลุมซะจนมองไม่เห็นตัวอักษรแล้ว

“ทำไงดี ฉันอ่านไอ้นี่ไม่ออก” ฉันหันกลับไปถามชุน ที่ยืนพิงต้นไม้รออยู่ เขาเดินเข้ามาใกล้นิดหน่อย ก่อนจะขมวดคิ้วท่าทางจริงจัง

“ข้าแต่หมาป่าผู้พิทักษ์ นามของข้าคือชุน ข้าคือบุตรของท่าน คือเลือดเนื้อของท่าน คือหัวใจของท่าน ...หากท่านมีความประสงค์สิ่งใด ข้าขอน้อมรับ และจะปฏิบัติตามสิ่งนั้น ด้วยชีวิต และดวงวิญญาณของข้า”

=O=

ว้าว... ต้องปรบมือมั้ยเนี่ย

“เปลี่ยนชื่อด้วยล่ะ -_-” เขาบอกนิ่งๆ ก่อนจะเดินกลับไปยืนพิงต้นไม้เหมือนเดิม ในขณะที่ฉันได้แต่มองตามอย่างอึ้งๆ โหย นี่มั่วหรือเปล่าเนี่ย ทำไมท่องได้เป็นชุดๆ แบบนั้นอ่ะ? หมอนี่ไม่ธรรมดาเลยแฮะ

ฉันหันกลับมาที่รูปปั้นอีกครั้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มท่องตามเขา

“ข้าแต่หมาป่าผู้พิทักษ์...”

อะไรต่อนะ ลืม =_=

ฉันหันไปถามชุน แต่หมอนั่นก็ทำหน้าหงุดหงิดใส่ ฉันเลยเบ้หน้าแล้วกลับมาว่าต่ออย่างไม่ค่อยมั่นใจ “นามของข้าคืออลิซ เบรค ข้า...คือหัวใจของท่าน” ฉันเริ่มเสียงเบา มันถูกมั้ยวะเนี่ย -*-

“เลือดเนื้อของข้าขอมอบแด่ท่าน หากท่านประสงค์ ข้าจะทำตาม ด้วยชีวิตและวิญญาณของข้า” บทพูดหลังๆ นี่เสียงฉันเบามากจนกลายเป็นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นทันทีที่ท่องจบ

จะว่าไป ทำไมฉันต้องมานั่งท่องอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ยัยพวกนั้นไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าฉันได้ท่องจริงหรือเปล่า อันที่จริงฉันน่าจะหาสัญลักษณ์อะไรนั่นให้เจอ แล้วก็รีบไปจากที่นี่ซะ มันจะได้จบๆ -*-

ครืนนน!

“กรี๊ด!” ฉันเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาอย่างไม่มีที่มาที่ไป ฉันยกมือขึ้นตะครุบปากตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ดวงดาวยังคงเต็มท้องฟ้า และไม่มีวี่แววของเมฆฝนสักนิดเลยด้วย

เฮ้ยยย นี่มันไม่ตลกเลยนะ...ฉันไม่เล่นนะคะท่านหมาป่า T^T

“เสร็จหรือยัง” ชุนถามเสียงรำคาญ พร้อมกับยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ท่าทางเขาดูสบายๆ ราวกับไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องเหมือนฉันอย่างนั้นแหละ ฉันเบ้หน้าก่อนจะหันไปตอบเขาเสียงสั่นๆ

“ยัง ฉันต้องหาตราสัญลักษณ์อีก” พอได้ยินแบบนั้น เขาก็ทำหน้าเหมือนจะบ่นว่ายุ่งยากจริงโว้ย แต่ก็ไม่วายเดินเข้ามาช่วยหาอยู่ดี เขาอ้อมไปด้านหลังรูปปั้น แล้วลูบๆ คลำๆ ที่ลำตัวของสุนัขสักพัก ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา

“อ่ะ” แล้วหมอนั่นก็โยนมันมาให้ฉันรับได้อย่างพอดิบพอดี

ฉันแบมือออกและพบว่ามันคือวัตถุรูปร่างกลม สีดำสนิท ตรงกลางเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง ซึ่งถ้าฉันดูไม่ผิด มันน่าจะเป็นภาพหมาป่าที่กำลังโก่งคอหอนอยู่ มีตัวอักษรอะไรเขียนไว้ด้วย แต่เพราะมันค่อนข้างมืด และตัวหนังสือก็ยึกยือเกินกว่าที่ฉันจะอ่านออก

“เอ่อ...ขอบคุณ” ฉันเก็บตราสัญลักษณ์ลงในกระเป๋าแจ็กเก็ต แล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับชุน เขาชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะกระแอมเสียงดังพลางดึงฮู้ดลงมาให้ปิดหน้าตัวเองมากขึ้นไปอีก

“กลับได้แล้ว (_ _)

“อืม” ฉันพยักหน้า และรอให้เขาเดินนำ แต่หมอนี่กลับโบกมือไล่ และพูดเสียงอ้อมแอ้ม

“เดินไปก่อน เดี๋ยวฉันตาม”

            “?” ฉันได้แต่มองท่าทางแปลกๆ ของเขาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร หมุนตัวเดินกลับตามที่เขาบอก ฉันได้ยินเสียงชุนถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่อีกสักพักจะมีเสียงฝีเท้าตามหลังมา

            ฉันว่านะ...ในบรรดาคนไม่ปกติของโรงเรียนนี้ หมอนี่นี่แหละที่ไม่ปกติที่สุด มีใครเห็นด้วยมั้ย =_=^

            พรืดดด!

            “โอ๊ะ =O=!” อยู่ดีๆ เท้าของฉันก็เหมือนจะไปเหยียบอะไรลื่นๆ เข้า จึงทำให้เกือบเสียหลักหงายหลัง โชคดีที่มีมือหนาๆ ของอีตาชุนมาคว้าเอาไว้เสียก่อน

            แต่คว้าในที่นี้ก็หมายถึงคว้าจริงๆ อ่ะนะ... คว้าคอเสื้อด้วย =_= ทำให้แทนที่จะอยู่ในอารมณ์โรแมนติกเหมือนพระเอกนางเอกในหนังรัก แต่มันกลับกลายเป็นว่า ฉันอยู่ในสภาพที่...ห้อยต่องแต่ง -___-;

            ฉันหันไปตีหน้ามึนใส่เขา และก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดผิดมหันต์เลยที่ทำแบบนั้น เพราะทันทีที่เราสบตากัน หมอนี่ก็...

            O_O!

            “เฮ้ย!

            ตุบ!

            พระ...เจ้า!

=O=!

ฉันได้แต่นั่งก้นจ้ำเบ้ามองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจสุดขีด ถ้าหมอนี่จะปล่อยให้ฉันหล่นลงก้นกระแทกพื้นแบบนี้แล้วจะจับไว้ตั้งแต่แรกทำไมเนี่ย บ้าเอ๊ย!

“ขะ...ขอโทษ” พอเห็นฉันมองด้วยท่าทีเดือดดาลแบบนั้น เจ้าตัวจึงกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรดี ก่อนจะเอ่ยออกมาสั้นๆ แล้วก้าวยาวๆ ผ่านฉันไปอย่างไม่คิดจะช่วย

นี่น่ะเรอะ ท่าทางการขอโทษที่จริงใจน่ะ -_-+ นี่ถ้าไม่ติดว่าเขามีบุญคุณที่ช่วยฉันหารูปปั้นล่ะก็ ฉันด่ายับไปแล้วนะ หมอนี่เพี้ยนหรือไง ถึงได้ทำตัวประหลาดๆ อยู่ได้

“รอด้วยสิ!” ฉันร้องเรียกพร้อมกับลุกขึ้นปัดใบไม้ออกจากก้นตัวเอง แล้วเร่งฝีเท้าเดินตามเขาไป โชคดีที่คราวนี้เขาไม่ได้เดินเร็วเหมือนตอนขามา เลยทำให้ฉันพอจะตามทันฝีเท้ายาวๆ ของเขาได้บ้าง จะว่าไปหมอนี่ขายาวชะมัดเลยแฮะ =_= ก็เล่นสูงซะขนาดนั้นนี่นะ ฉันว่าเขาน่าจะสูงกว่าเจวานอีกมั้งเนี่ย ตอนเด็กๆ กินอะไรเข้าไป ทำไมถึงได้สูงขนาดนี้

ระหว่างทางที่เดินกลับ ฉันกับชุนก็ไม่ได้คุยอะไรกันเหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะได้มีเพื่อนมาเดินในป่ามืดๆ นี่ล่ะมั้ง เลยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลย -.- ไม่นานเราก็เดินพ้นเขตป่าออกมาจนถึงสนามหญ้าด้านหลังหอ ...สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ พวกของยัยประธานหอที่ฉันคิดว่าคงจะพากันหนีไปนอนหมดแล้ว กลับมายืนรวมตัวกันอยู่ที่สนามหญ้านี่อย่างพร้อมเพรียง

เสียงคุยจอแจที่ดังอยู่ในตอนแรกเงียบลงทันทีที่ฉันเดินเข้ามาใกล้ ทุกสายตาต่างก็มองมาทางฉันด้วยท่าทางแปลกๆ จนฉันรู้สึกเอะใจ

“โอ้มายก็อด...นั่นมัน รองประธานไม่ใช่เหรอ O_O” ใครสักคนพูดขึ้นมาเสียงดังทั้งๆ ที่เรายังอยู่ห่างจากพวกเธอมากกว่าร้อยเมตรเสียอีก คนพวกนั้นมองฉันสลับกับชุนด้วยสีหน้าตกใจอย่างปิดไม่มิด

โอ้...ตายล่ะ ฉันลืมไปเลยว่าหมอนี่เป็นถึงรองประธานนักเรียน แล้วเขาดันเดินออกมาจากป่าพร้อมฉันแบบนี้ มีหวังถูกยัยพวกนี้เข้าใจผิดอีกแหงๆ เลย =_=

“เวรเอ๊ย” ฉันได้ยินเสียงชุนสบถออกมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะหยุดชะงัก และพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์ “ฉันไปนะ”

“อะ...อืม ขอบใจนะ” เขาไม่พูดอะไรต่อ และเดินแยกไปอีกทาง ฉันถอนหายใจแล้วตีหน้านิ่งเดินเข้าไปหายัยพวกนั้นที่ยังมองตามชุนไปเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตา

“นะ...นี่เธอ...ทำไมถึงได้มากับรองประธานได้ล่ะฮะ!” ยัยเอมี่เป็นคนแรกที่โพล่งขึ้นมา ราวกับว่านี่เป็นเรื่องน่าตกใจเสียเต็มประดา

“ก็แค่บังเอิญเจอกันในป่า -_-” ฉันตอบนิ่งๆ ก่อนจะเมินหน้าจากหล่อนไปหาประธานหอแทน

“อ่ะ” ฉันล้วงเอาตราสัญลักษณ์ในกระเป๋าออกมาโยนให้ แล้วเลิกคิ้วถาม “ตอนนี้ฉันคงกลับไปนอนได้แล้วใช่มั้ย”

ยัยประธานหอก้มลงมองตราสัญลักษณ์ในมือด้วยสีหน้าเหมือนไม่ชอบใจนัก ก่อนจะโยนมันกลับมาให้ฉัน

“มันเป็นของเธอ” ว่าแล้วก็เดินจากไปท่ามกลางความงุนงงของฉัน ยัยพวกลิ่วล้อที่ทำท่าเหมือนจะถามอะไรฉันต่อ แต่เมื่อเห็นหัวหน้าเดินสะบัดก้นออกไปแล้ว จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามไป พร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ฉันเดินออกมาจากป่าพร้อมกับชุน

อ่าฮะ...ดูเหมือนข่าวหน้าหนึ่งวันนี้จะมีแต่เรื่องของฉันทั้งนั้นเลยนะ =_= นี่ฉันเป็นพวกชอบหาเรื่อง (เม้าท์) ใส่ตัวหรอกเหรอเนี่ย เพิ่งรู้ -_-^

แต่เอาเถอะ ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะมากังวลเรื่องอะไรทั้งนั้นน่ะแหละ ง่วงนอนจะตายอยู่แล้ว เฮ้อ...ทำไมวันนี้มันถึงได้ยาวนานขนาดนี้ล่ะเนี่ย -_-;

ฉันยืดตัวบิดขี้เกียจนิดหน่อย ก่อนจะเดินเข้าไปในหอ เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ห้องนอนของตัวเอง อ้อ แล้วก็อย่าหาว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ... แต่ถ้าพระเจ้ามีจริงล่ะก็ ช่วยดลบันดาลให้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ของฉันมันราบรื่นกว่านี้หน่อยสิ ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันมันไม่ไหวหรอกนะ ฉันเหนื่อย =_=

โอเค ฉันถือว่าท่านรับปากแล้วนะ ขอบคุณมากค่ะ ฝันดี...

 

วันต่อมา

ฉันค้นพบว่าตัวเองเกลียดเสียงนินทาตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนอยู่เกรดเก้า และเริ่มมีเรื่องกับยัยเจนนิเฟอร์ แต่เพราะฉันไม่ค่อยมีเพื่อน ก็เลยไม่รู้จะไประบายกับใคร ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมานินทาหรือว่าลับหลัง ไม่ชอบสายตาที่มองเหมือนกับว่าฉันเป็นยัยตัวประหลาด หรือทำอะไรผิดแปลกไปจากคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ฉันก็เป็นคนธรรมดา แต่งตัวธรรมดาๆ และใช้ชีวิตอย่างธรรมดา ไม่ได้ตั้งใจจะแหวกแนวอะไร -_- นี่ฉันถือว่าฉันบอกให้พวกคุณรู้แล้วนะว่าฉันคิดยังไง ดังนั้นขอร้องเถอะ ช่วยไปบอกต่อคนทั้งโรงอาหารนี่ที ว่าให้หยุดมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นซะ มันน่ารำคาญ =_=

 ฉันถือถาดอาหารของตัวเอง และมองไปรอบๆ เพื่อหาโต๊ะนั่งทาน แต่มันกลับเต็มไปด้วยนักเรียนมากมาย ที่ต่างก็ส่งสายตาน่าอึดอัดมองมาทางฉัน นี่ข่าวมันแพร่ไปไวมากเลยนะ ขนาดนักเรียนชายที่อยู่คนละหอและไม่น่าจะรู้เรื่องอะไร กลับนั่งคุยกันเรื่องของฉันกับรองประธานนักเรียนประหลาดนั่นเฉยเลย -_-

ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเลือกเดินไปที่โต๊ะด้านในสุดของโรงอาหาร ซึ่งมีเศษอาหารเกะกะอยู่เต็มโต๊ะ จึงไม่มีใครคิดจะมานั่ง ฉันเขี่ยๆ เศษอาหารพวกนั้นออกพอเป็นพิธี ก่อนจะนั่งลงอย่างพยายามไม่คิดอะไร

เจวานไปไหนนะ ทำไมยังไม่มาอีก -_-^ เมื่อเช้าฉันลองโทรเข้าเครื่องเขา แต่ก็ไม่มีคนรับ ก็เลยส่งข้อความไปบอกว่าจะรออยู่ที่โรงอาหาร แต่จนป่านนี้หมอนั่นยังไม่โผล่มาเลย ฉันว่าหมอนั่นคงยังไม่ตื่นแหงๆ เขาน่ะตื่นสายจะตายไป บางวันถึงขั้นไปติดกระดุมเสื้อที่โรงเรียนด้วยซ้ำ (แล้วสาวๆ ก็ได้อานิสงค์ เพราะได้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของหมอนั่น =_=)

ปัง!

            จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมาตบโต๊ะเสียงดังจนฉันที่กำลังจะอ้าปากกัดครัวซองต์ถึงกับชะงัก เงยหน้ามองก็เห็นเอ็มเจกำลังยืนมองหน้าฉันด้วยสีหน้าเดือดดาล

“เธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้!

“ฮะ?” ฉันเลิกคิ้วและวางครัวซองต์ลง “ฉัน...ก็กินอาหารเช้าไง” อะไรของยัยนี่เนี่ย =__=;

x!” แต่แล้วเธอก็สบถออกมาเหมือนกับเหลืออดก่อนจะด่าฉันเป็นชุด “ยัยโง่! ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ที่ฉันหมายถึงคือ ทำไมเธอยังมานั่งทำหน้าสบายใจกินครัวซองต์เห่ยๆ นี่ได้อีก ไม่รู้เลยหรือไง ว่าเพื่อนเธอกำลังแย่น่ะ!

“อะ...ฮะ? อะไรนะ เอาใหม่ซิ ฉันไม่เข้าใจที่เธอพูด เพื่อนฉัน...หมายถึงเจวานน่ะเหรอ?” ฉันขมวดคิ้วถาม เอ็มเจสบถอะไรอีกสักพัก ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาพูดกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง

“ใช่! เจวาน เพื่อนเธอน่ะ หมอนั่นกำลังแย่ มีคนไปเจอเขานอนจมกองเลือดอยู่ในป่า ตอนนี้ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้ว ได้ยินชัดหรือยัง!

“...”

วะ...ว่าไงนะ!?


------------------------------------------------
กลับมาอัพแล้วนะคะ หลังจากหายเงียบไปนาน
ยังมีใครอ่านเรื่องนี้อยู่มั้ยคะ ทำไมมันเงียบเหงาเหลือเกิน U_U
ยังไงถ้ายังอยู่ก็ส่งเสียงกันหน่อยเน้ออออ >_< ฮ่าๆๆๆๆ
เรื่องนี้คิดว่าจะอัพไม่จบนะคะ อยากให้ไปลุ้นตอนจบกันในเล่มเนอะ ^^
คิดว่าอีกไม่นานรูปเล่มก็คงจะออกมาให้ได้เห็นและอุดหนุนกันแล้วค่ะ
ยังไงก็ฝากนัก (ยังหัด) เขียน หน้าใหม่คนนี้ด้วยนะคะ 
ขอบคุณมากๆ ค่า ^^

 

 

 

 




∆ ( คูลิโอ้' ) 。
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #54 ★Ice Rain★ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มีนาคม 2557 / 18:24
    อ่า ชอบๆๆๆ
    #54
    0
  2. #41 Small Heart (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2556 / 03:36
    เจวานผู้น่ารักของเดี๊ยนนนน U_U
    #41
    0
  3. #40 Small Heart (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2556 / 02:49
    หักมุมได้ใจนะค่ะ 
    #40
    0
  4. #32 xiujingggg (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 20:30
    ติดตามอยู่ค่า ชอบเรื่องนี้มาก
    เจวานเป็นพระเอกใช่มั้ย *o*
    #32
    0
  5. #29 PLAY$: (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 เมษายน 2556 / 15:50
    เจวานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
    #29
    0