Walking In The Dark พลิกตำนานร้าย ป่วนตำนานรัก

ตอนที่ 4 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 703
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 ก.พ. 56

2

‘Saint Ludolph’

 

          ฉันยืนมองบ้านสีขาวหลังใหญ่ที่ฉันเคยอาศัยอยู่มาเป็นเวลาเกือบสิบปี พร้อมกับนึกว่าฉันลืมอะไรไว้ที่นี่อีกหรือเปล่า  แต่นึกไปนึกมา...ในบ้านหลังนี้ก็ไม่มีสมบัติอะไรที่มีค่าพอให้ฉันเสียดายนอกจากตัวบ้านที่สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่บุญธรรมฉันที่เสียไปแล้ว ขนาดเฟอร์นิเจอร์ยังแทบไม่มีเหลือเลย เพราะหลังจากที่พ่อกับแม่ตายร็อบก็จัดการนำพวกมันไปขายเพื่อมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้ฉัน โชคดีที่เขาได้ทุนเรียนที่เซนต์ลูดอล์ฟเมื่อสองปีก่อน ตอนเราถังแตกเกือบถึงขีดสุดพอดี เลยทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง แต่ประเด็นคือ ไอ้โรงเรียนที่ฉันเรียนอยู่มันดันเป็นโรงเรียนไฮโซที่มีค่าเทอมแพงหูฉี่นี่สิ แถมโรเบิร์ตยังยืนกรานไม่ให้ฉันย้ายโรงเรียน เพราะคิดว่าถ้าฉันเรียนจบจากโรงเรียนชื่อดังแล้วจะหางานทำหรือเรียนต่อปริญญาตรีได้ง่ายๆ (หมอนั่นหัวโบราณสุดๆ ไปเลย ว่ามั้ย -_-^) ดังนั้นในช่วงหลังๆ ที่เงินเริ่มจะไม่พอใช้ หมอนั่นเลยต้องหาพาร์ทไทม์ทำจนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ฉัน ในขณะที่ฉันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย (ไม่ใช่ว่าช่วยไม่ได้ แต่ผมอนั่นไม่เคยให้ช่วยเลยต่างหาก)

            ฉันเคยคิดนะว่าบางทีเขาคงจะไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ ถ้าหากเขาไม่นับว่าฉันเป็นน้องสาว... ไม่สิ อันที่จริง ครอบครัวฮวอกินส์อาจจะไม่ต้องมาพบกับจุดจบแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ถ้าหากเมื่อสิบปีที่แล้ว ฉันไม่ได้เข้ามาเหยียบในบ้านหลังนี้ ยัยตัวซวยที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่คนรังเกียจ ...ขนาดพ่อกับแม่แท้ๆ ยังทิ้งฉันให้อยู่ที่สถานสงเคราะห์เลยด้วยซ้ำ

            ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมตัวเองถึงได้ถูกทิ้ง แต่หลังจากที่ครอบครัวของโรเบิร์ตรับฉันมาเลี้ยงได้ไม่ถึงปีแล้วฐานะทางการเงินของบ้านก็ย่ำแย่ลงจนเกือบจะล้มละลาย แถมต่อมาไม่นานคุณและคุณนายฮวอกินส์ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่อีก ก็เลยทำให้ฉันเข้าใจแล้วล่ะว่า ที่พ่อกับแม่ทิ้งฉัน มันเป็นเพราะฉันมันคือตัวซวยดีๆ นี่เอง -_- ญาติของโรเบิร์ตต่างก็เห็นด้วยกับทฤษฎีตัวกาลกินีของฉันทั้งนั้น พวกเขาขยาดฉันถึงขั้นไม่สนใจไยดีโรเบิร์ตเลยสักนิด เพียงแค่เขายืนกรานว่าถ้าญาติคนไหนคิดจะพาเขาไปดูแล ก็จะต้องรับฉันไปเลี้ยงดูในฐานะน้องสาวของเขาด้วย   

            เหอะ! ชีวิตฉัน อะไรมันจะดราม่าขนาดนี้เนี่ย นี่ถ้าเอาไปทำเป็นพล็อตละครน้ำเน่าสักเรี่อง คงจะขายดีน่าดู (- -)

            “ก็เข้าใจอ่ะนะว่าอาลัยอาวรณ์ แต่ฉันว่าเราน่าจะขึ้นรถได้แล้วมั้ง”

-_-;” อารมณ์ดราม่าของฉันถูกตีจนแตกกระเจิงไม่มีชิ้นดีทันทีที่อีตาเจวานพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะเซ็ง ฉันตวัดสายตาไม่พอใจส่งไปให้เขาที่กำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงรถโลสลอยส์สุดหรู แต่เจ้าตัวกลับยืดตัวบิดขี้เกียจพร้อมกับเพยิดหน้าไปทางประตูรถที่เปิดรออยู่

            “ไปยังอ่ะ?”

            หมอนี่... กะจะกวนประสาทฉันให้ได้ทุกเวลาเลยใช่มั้ยเนี่ย -_-^

            “ย่ะ!” ฉันกระแทกเสียงใส่อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งในรถหรูที่มารอรับถึงหน้าประตูบ้านด้วยความอนุเคราะห์จากคุณชายเจวาน  อิวานอล์ฟ (แหวะ!)

            แน่นอนว่า สถานที่ที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไป ก็คือโรงเรียนมัธยมปลายเซนซ์ลูดอล์ฟ ...สถานที่ใหม่ ที่ฉันหวังว่าจะได้พบชีวิตใหม่ๆ และที่สำคัญ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้เจอเขาอยู่ที่นั่น...พี่ชายสุดที่รักของฉัน

 

            หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

            นี่ฉันคิดว่าตัวเองกำลังนั่งรถข้ามทวีปซะอีกนะเนี่ย อะไรมันจะไกลขนาดนี้ -_- แน่ล่ะว่าฉันเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง และรับรู้ถึงระยะทางอันแสนไกลจนน่าขยาดของมัน ตอนที่มาคราวก่อนฉันยังแอบทึ่งด้วยซ้ำที่โรเบิร์ตมีความอดทนถึงขนาดเดินทางไปกลับระหว่างที่นี่ กับบ้านของเราได้ทุกอาทิตย์ด้วยรถมอเตอร์ไซด์เก่าๆ ของเขา เป็นฉันนะ แค่นึกว่าตัวเองต้องนั่งแช่อยู่ในรถเกินกว่าครึ่งชั่วโมงก็ขอบายแล้ว =_=

            “ถึงซะที” เจวานอ้าปากหาวพร้อมกับบิดขี้เกียจไปมา ทันทีที่พวกเรามาถึงหอพักซึ่งอยู่ด้านหลังโรงเรียน

            หมอนี่ชอบบิดขี้เกียจจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว มีคนเคยบอกฉันนะว่าการบิดขี้เกียจมันจะทำให้เราเสียบุคลิก แต่กับเจวานฉันไม่ยักรู้สึกอย่างนั้นแฮะ อาจเป็นเพราะบุคลิกของเขามันดูขี้เกียจเหมาะกับการบิดขี้เกียจสุดๆ ล่ะมั้ง มันเลยดูไม่ขัดหูขัดตาอะไร =.=

            “จะให้ผมขนของขึ้นไปไว้ที่ห้องให้เลยมั้ยครับ” บิลลี่ คนขับรถของเจวานเดินเข้าถามหลังจากที่ขนกระเป๋าลงจากรถหมดแล้ว

            “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง ขอบคุณมากนะคะบิลลี่” ฉันหันไปยิ้มแห้งๆ ให้บิลลี่ ไม่ชินเลยแฮะ เวลามีคนมาพูดจาสุภาพด้วยเนี่ย =_= บิลลี่พยักหน้ารับคำก่อนจะหันไปมองเจวานเพื่อรอรับคำสั่งต่อไป ส่วนหมอนั่นก็วางมาดทำเป็นเก๊กขรึมก่อนจะพูดเสียงแข็งใส่เขา

            “กลับบ้านไปเหอะ ผมไม่ต้องการอะไรแล้ว”

            แหม ทำน้ำเสียงได้น่าหมั่นไส้สมกับเป็นคุณชายเอาแต่ใจจริงๆ เลยนะ เพื่อนฉัน -^-

            “งั้นฉันขนของขึ้นไปเก็บก่อนนะ” ฉันบอกและเดินไปยกเป้ของตัวเองขึ้นมาแบกไว้ ส่วนอีกมือก็ถือกระเป๋าอีกใบที่เอาไว้ใส่ของใช้ส่วนตัว ความหนักของกระเป๋าทำให้ฉันแอบเซไปข้างหลังนิดหน่อย แต่โชคดีที่ไม่ถึงกับล้ม

            “ไหวมั้ยเนี่ย -*- เอามานี่ เดี๋ยวช่วยถือ” เจวานทำท่าขัดใจ ก่อนจะเข้ามาแย่งกระเป๋าทั้งสองใบของฉันไปถือเองทั้งๆ ที่บนหลังเขาก็แบกเป้ของตัวเองอยู่  

            “เฮ้ย แต่นี่มันหอหญิงนะ นายจะขึ้นไปได้ยังไง” เขาทำท่าจะเดินเข้าไปในหอ ฉันจึงร้องห้ามไว้ แต่ใช่ว่าหมอนี่จะสนนี่ เขาแค่หันมาทำหน้ารำคาญใส่ ก่อนจะเดินเข้าไปในหอเฉยเลย ฉันเลยได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเดินตามเขาเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้

            หอพักของเซนต์ลูดอล์ฟก็เหมือนหอพักทั่วๆ ไปที่เป็นตึกหน้าตาบ้านๆ สูงประมาณห้าชั้นได้มั้ง มันถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำ ซึ่งออกจะเรียบๆ แต่ก็ดูหรูดี และอืม...ฉันควรจะบรรยายอะไรต่อดีล่ะ ในเมื่อมันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นแค่ตึก...ที่ฉันจะต้องเอาไว้ซุกหัวนอน -_-

            “พวกเธอเป็นนักเรียนที่จะเข้ามาอยู่ใหม่สินะ” ในขณะที่ฉันกำลังแหงนหน้ามองเพดานเพื่อดูว่ามันเขียนรูปอะไรไว้กันแน่ ระหว่างนกฮูกกับนกเพนกวิน จู่ๆ ก็มีเสียงแข็งๆ ดังมาจากมุมหนึ่งของล็อบบี้

ผู้หญิงใส่แว่นท่าทางคงแก่เรียนลุกจากโซฟารับรองและเดินมาหาเราด้วยท่าทางสวย เริด เชิด หยิ่ง ...ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหล่อนต้องทำท่าทางแบบนั้นด้วย ทั้งๆ ที่หล่อนก็ไม่ได้สวย เริด และไม่ควรจะเชิด หรือหยิ่ง =_=

            “ใช่” ฉันตอบ ในขณะที่ยัยแว่นนี่ปรายตามองฉันหัวจรดเท้าอย่างประเมิน ก่อนจะไปหยุดสายตาที่เจวานซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ฉัน แววตาแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

            “หอหญิงห้ามผู้ชายเข้านะ -*-

            นั่นไงล่ะ ฉันว่าแล้วเชียวว่าต้องโดน =_= ฉันหันไปเบ้หน้าใส่เจวาน และโทษว่าเป็นความผิดเขา แต่หมอนี่กลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

            “ฉันแค่จะช่วยขนของขึ้นไปเก็บ” เขาบอกเสียงนิ่ง

            “แต่กฎของหอ...”

            “เธออยู่ชั้นไหนนะ” ยัยแว่นทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมา แต่เจวานกลับเมินหล่อนก่อนจะหันมาถามฉันหน้าตาเฉย

            “ฮะ? เอ่อ...ไม่รู้สิ” ฉันยักไหล่และหันไปขอความเห็นจากยัยแว่นที่สีหน้าเริ่มดูหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ

            “ฉันจะเป็นคนพาไปเอง แต่ไม่ว่ายังไง หอนี้ห้ามผู้ชายขึ้นไปเด็ดขาด” หล่อนว่าพลางขยับแว่นและเชิดหน้าขึ้นอย่างวางมาด ฉันหันกลับไปมองเจวานและเห็นว่าเขากำลังขมวดคิ้วมองยัยนี่ด้วยสีหน้ารำคาญ

            เฮ้ๆ อย่าเพิ่งตีกันสิ ฉันยังไม่อยากมีเรื่องตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเหยียบในโรงเรียนหรอกนะ =_=^

“นายไปเหอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฉันหันไปบอกเจวาน

            ถ้าขืนหมอนี่ยังอยู่ตรงนี้ต่อ มีหวังว่าเขาอาจจะทำให้ฉันถูกเพื่อนร่วมหอพักเกลียดขี้หน้าตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเลยก็ได้ -_-; เจวานมองฉันอย่างชั่งใจนิดหน่อย ก่อนจะยอมวางกระเป๋าของฉันลง

            “แล้วฉันจะมารอที่หน้าหอ”

            “อืม”

            “กรุณาเร็วด้วย ฉันไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวันหรอกนะ” เสียงเร่งของยัยแว่น ทำให้ฉันต้องละสายตาจากเจวาน และหันมาแบกสัมภาระของตัวเองเดินตามหล่อนซึ่งเดินนำลิ่วไปที่บันไดเรียบร้อยแล้ว โดยไม่คิดที่จะมาช่วยฉันถือของเลยสักนิดอ่ะนะ -*- แหม น้ำใจเธอช่างล้นเหลือจริงๆ

            “ห้องพักของเธออยู่ที่ชั้นห้า ซึ่งเป็นชั้นบนสุด”

            “ฮะ” ฉันร้องเสียงหลงและแทบจะปล่อยกระเป๋าที่ถืออยู่ตกบันได

นี่ฉันต้องแบกกระเป๋าหนักเกือบสี่สิบกิโลนี่ขึ้นบันไดไปถึงชั้นห้าเชียวเรอะ =O=  บ้าไปแล้ว

“ถ้างั้น ฉันว่าเราขึ้นลิฟต์ไปดีมั้ย” ฉันเสนอไอเดีย แต่กลับถูกคนตรงหน้าตวัดสายตากลับมามองด้วยท่าทางดูแคลน

            “เธอโง่หรือเปล่า ตั้งแต่เดินมา เธอเห็นลิฟต์สักตัวหรือไง -*-

            “...”

อื้อหือ จุกเลยสิ เจอมุกนี้ =_=

แค่ไม่รู้ว่าที่นี่ไม่มีลิฟต์นี่ถึงขั้นต้องด่าว่าโง่เลยเหรอ นี่ฉันคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่ไล่เจวานออกไปก่อน เพราะเห็นที ถึงไม่มีเขาอยู่ด้วย มันก็มีแนวโน้มสูง (มากๆ) ว่าฉันจะไม่กินเส้นกับยัยเพื่อนร่วมหอคนนี้ซะแล้ว รู้งี้น่าจะให้เขาอยู่ต่อดีกว่า อย่างน้อยฉันก็จะได้ไม่ต้องแบกกระเป๋าหนักๆ นี่ขึ้นชั้นห้าเอง L

แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ฉันจึงจำต้องแบกกระเป๋าทั้งหมดขึ้นบันไดด้วยตัวเองคนเดียว (ย้ำว่า คนเดียว -_-!) ในขณะที่ยัยแว่นจอมเชิดนี่ก็เอาแต่จ้อไม่หยุดตั้งแต่ชั้นแรกจนกระทั่งชั้นสุดท้าย

            “ถึงหอเราจะไม่มีลิฟต์ แต่หอเราก็มีห้องน้ำส่วนตัวในแต่ละห้อง ทำให้ไม่ต้องไปอาบน้ำรวมอย่างหอพักบางโรงเรียน แล้วเรื่องอาหารการกิน เรามีโรงอาหารรวมที่มีแม่ครัวชั้นหนึ่งมาทำมื้อเช้าแล้วก็มื้อเย็นให้ ส่วนมื้อกลางวันเธอก็ไปหากินในโรงอาหารโรงเรียนเอาก็แล้วกัน”

            “...”

            “เวลาปิดหอคือเที่ยงคืน ไม่มีใครสนว่าเธอจะไปทำอะไรมา แต่ถ้าเธอเข้าหอมาหลังจากนี้ ก็เตรียมกางเตนท์นอนกับยุงที่หน้าหอได้เลย”

            “=_=;

            ฉันแบกกระเป๋าขึ้นบันไดมาจนถึงขั้นสุดท้าย พร้อมกับภาวนาให้ยัยนี่เลิกพล่ามสักที อย่างน้อยหล่อนก็ควรจะชายหางตากลับมาแลบ้างว่าสภาพของฉันกำลังย่ำแย่แค่ไหน แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้หยุดพักบ้างอะไรบ้าง ยัยแว่นก็เดินนำลิ่วๆ ไปหยุดอยู่ที่ประตูห้องที่อยู่ด้านในสุด ก่อนจะหันมาส่งสายตามองเหมือนฉันจะด่าฉันว่าเป็นยัยจอมอืดอาด ฉันเลยต้องรีบเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ 

            “นี่ห้องของเธอ” พอฉันมาถึงหล่อนก็ยื่นกุญแจห้องมาให้ “ปกติห้องพักแต่ละห้องจะมีคนพักสองคน แต่กับเธอ ยกให้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับเด็กใหม่ที่ไม่มีใครอยากมาเป็นรูมเมต” ว่าพลางกระตุกมุมปากนิดๆ ราวกับสะใจที่แอบจิกกัดฉันได้

เหอะ ตลกตายล่ะ -*-

            “อ้อ จะว่าไป ฉันลืมแนะนำตัวนี่นะ ฉันชื่อเอมี่” หล่อนทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ ก่อนจะหันมาแนะนำตัว สายไปแล้วมั้ง ฉันจัดการลบใบหน้าเธอออกจากรายการคนที่ฉันอยากรู้จักในโรงเรียนนี้ไปเรียบร้อยแล้วล่ะย่ะ -_-

            “ธุระของฉันหมดแค่นี้ ขอตัวไปเรียนก่อนล่ะ อ้อ แล้วก็ขอย้ำนะ ว่าเธอห้ามพาแฟนขึ้นมาบนนี้เด็ดขาด”

            “เจวานไม่ใช่แฟนฉัน” ถึงคิวฉันพูดสักที หลังจากที่ได้แต่ฟังยัยนี่พล่ามอยู่คนเดียวมานานแสนนาน -_-

            “จะใช่แฟนหรือไม่ก็ช่าง แต่กฎของหอคือห้ามให้ผู้ชายเข้ามาอย่างเด็ดขาด หวังว่าเธอจะฉลาดพอที่จะเข้าใจนะ” หล่อนย้ำอีกครั้งราวกับเห็นฉันเป็นยัยโง่เง่าเต่าตุ่นที่ต้องสื่อสารสักร้อยรอบถึงจะเข้าใจ

            ฉันกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ก่อนจะหันไปเอากุญแจไขประตูห้องแทน ...เอาจริงๆ ฉันว่าฉันรีบเข้าห้องดีกว่า ก่อนจะทนความหมั่นไส้ที่มีต่อยัยแว่นนี่ไม่ไหว และเผลอยกกระเป๋าหนักๆ ในมือฟาดปากหล่อนขึ้นมา แต่พอเห็นฉันไม่มีปากเสียงอะไรด้วยหน่อย ยัยแว่นก็หัวเราะคิกคักอย่างสะใจที่ข่มเด็กใหม่อย่างฉันได้ ก่อนจะเดินจากไป   

ตกลงยัยนั่นไม่ปกติใช่มั้ยเนี่ย? คนอะไรจะดัดจริตได้มากมายขนาดนั้น =_= โชคดีนะที่ฉันเคยรับมือกับคนประเภทนี้จากโรงเรียนเก่ามาเยอะ มันเลยทำให้ความอดทนของฉันมีขีดจำกัดที่สูงอยู่พอสมควร ไม่อย่างนั้นฉันคงจะผลักหล่อนตกบันไดตั้งแต่ชั้นสามไปแล้ว

ตุบ

            ฉันจัดการโยนสัมภาระทั้งหมดเอาไว้บนเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงตามด้วยความเหนื่อย ไอ้การแบกหามนี่ไม่ใช่งานถนัดของฉันเลยนะ แถมยังต้องแบกขึ้นบันไดอีก เหอะๆ...ฆ่ากันดีกว่า -_- แค่ลำพังเดินตัวเปล่าๆ ขึ้นมาฉันยังแทบจะเป็นลมกลางทางเลยด้วยซ้ำ

            ฉันนอนมองเพดานอยู่สักพักจนหายเหนื่อยจึงลุกขึ้นมานั่ง และมองสำรวจไปรอบๆ ห้อง มันเป็นห้องนอนที่ไม่ได้กว้างขวางอะไร แต่ก็อย่างที่ยัยแว่นนั่นบอก ภายในห้องมีห้องน้ำเล็กๆ ที่สามารถใช้ได้ทั้งอาบน้ำและขับถ่าย ...อันที่จริง ฉันนึกว่าตัวเองต้องลงไปอาบน้ำรวมเหมือนที่เคยเห็นในหนังซะอีก แต่โชคดีแล้วล่ะที่มันไม่เป็นแบบนั้น (ฉันไม่อยากจะนึกภาพความวุ่นวายในห้องอาบน้ำรวมหญิงเลย จริงๆ นะ L)

            มาว่ากันที่เรื่องห้องนอนของฉันต่อดีกว่า

            เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ในห้องก็เป็นของธรรมดาๆ ที่หาได้ตามหอพักทั่วไป อย่างพวกโคมไฟ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสืออะไรพวกนี้ แต่ที่ฉันไม่เข้าใจก็คือ...ไอ้ชั้นหนังสือหลังเบ้อเริ่มที่มีหนังสือวางอยู่แน่นเอี้ยดนี่แหละ =_= ใครเป็นคนเอามาวางเนี่ย มันเป็นของที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ฉันจะได้ย้ายมันออก มันคงจะทำให้ห้องกว้างขึ้นมาเยอะ (ต้องเข้าใจนะ ว่าฉันไม่ใช่คนประเภทที่เข้าใกล้คำว่าหนอนหนังสือเลยสักนิด) แล้วนั่นอะไร หนังสือฟิสิกส์เล่มหนายิ่งกว่าพจนานุกรมเนี่ยนะ? ใครมันจะไปอ่านกัน

            ฉันบ่นโน่นติดนี่อยู่ในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือที่ว่า และกวาดสายตามองไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอเล่มไหนน่าสนใจบ้าง อย่างน้อย ถ้าเจอนิยายดีๆ สักเรื่อง มันก็อาจจะช่วยให้ฉันตัดสินใจเก็บไอ้ชั้นนี่ไว้ประดับห้องอยู่แบบนี้ต่อไปก็ได้นะ -.- แต่ดูเหมือนหนังสือบนชั้นจะไม่มีเล่มไหนเตะตาฉันเลยแฮะ ส่วนใหญ่มันเป็นพวกตำราเรียนทั่วๆ ไปที่ฉันไม่คิดจะหยิบขึ้นมาอ่าน ไม่ก็พวกนิทานปรัมปราที่เขียนด้วยภาษาโบราณๆ อ่านยากจะตายชัก

            น่าเบื่อจริงๆ L

            ตุบ!

            ...!!

            ฉันสะดุ้งโหยงและหันขวับไปมองด้านหลังด้วยความตกใจ แต่ก็ยิ่งตกใจมากกว่าเมื่อหันมาแล้วพบว่าไอ้เสียงตุบเมื่อกี้มันเกิดจากการที่หนังสือเล่มหนึ่งร่วงลงมาที่พื้น ทั้งๆ ที่ฉันมั่นใจว่าตัวเองยังไม่ได้เผลอไปชนอะไรเข้าเลยสักนิด ฉันก้มลงมองหนังสือนั่น ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องอย่างหวาดระแวง

            เฮ้ๆ... นี่คงจะไม่ได้มีใคร...หรืออะไร...คิดจะมารับน้องฉันตอนนี้หรอกนะ...ใช่มั้ย =__=; ไม่เอานะ ฉันยังไม่พร้อม อย่างน้อยก็ควรจะให้ฉันหารูมเมตได้สักคนหนึ่งก่อนสิ ถ้าจะโดน ก็จะได้โดนด้วยกัน

            แต่เดี๋ยวนะ ฉันว่าไอ้เหตุการณ์นี้มันคุ้นๆ แปลกๆ แฮะ... มันเหมือนกับ เคยเกิดขึ้นกับฉันมาแล้วครั้งหนึ่ง ไอ้การที่มีหนังสือเล่มหนึ่งตกลงมาโดยที่ฉันไม่ได้ทำอะไรเนี่ย แถมหนังสือนั่นก็มีลักษณะหนาๆ เก่าๆ แบบนี้เลยด้วย นี่ถ้ามีลมแรงๆ พัดเข้ามาด้วย ฉันคงคิดว่านี่เป็นภาพเดจาวูแหงๆ =O=

            แต่มันคงจะไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ในเมื่อหนังสือเล่มที่ว่ามันอยู่ที่ห้องสมุดโรงเรียนเก่าฉันที่ห่างจากที่นี่ตั้งหลายไมล์ และฉันก็ไม่คิดว่าหนังสือเก่าๆ ท่าทางขลังๆ แบบนั้นมันจะหาซื้อได้ง่ายๆ ขนาดที่ใครๆ ก็สามารถมีไว้ในครอบครองได้ และที่สำคัญ ถึงหน้าปกมันจะเป็นสีดำเหมือนกัน แต่ตัวหนังสือที่เขียนในเล่มนั้นมันก็เป็นสีทอง ไม่ใช่เงินแบบนี้ แล้วมันก็ไม่ได้เขียนว่า ตำรารวบรวมสัตว์ร้ายในตำนาน แบบนี้ด้วย ฮ่ะๆ...

            ...

            หา! ตำรารวบรวมสัตว์ร้ายในตำนานเรอะ =O=!

            ฉันแทบจะยื่นหน้าเข้าไปให้ชิดติดตัวหนังสือ เพื่ออ่านให้แน่ใจว่าไอ้ตัวหนังสือหวัดๆ ที่เขียนเอาไว้บนหน้าปก มันอ่านว่าแบบนั้นจริงๆ แต่ก็ต้องถึงกับอ้าปากค้าง เพราะมันคือชื่อหนังสือเดียวกันไม่ผิดแน่...

นี่มัน...ภาพเดจาวูจริงๆ เหรอ?

และด้วยความที่ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะบังเอิญขนาดนั้นจริงๆ ฉันจึงเปิดหนังสือที่อยู่ในมือเพื่อดูคร่าวๆ ก่อนจะพบว่าเนื้อหาข้างในเหมือนไอ้เล่มที่อยู่ในห้องสมุดนั่นเด๊ะๆ เลย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ...มันจะเป็นไปได้ยังไงที่หนังสือชื่อเดียวกัน จะบังเอิญมาหล่นอยู่ตรงหน้าฉันได้ถึงสองครั้งสองคราขนาดนี้

หรือว่า...หนังสือนี่มันมีความพิเศษอะไรงั้นเหรอ?

            อ๊ะจริงสิ จำได้มั้ย ว่าครั้งแรกที่ฉันเจอหนังสือเล่มนี้ ตอนนั้นฉันฝันว่ามีตัวอะไรบางอย่างกินพี่ชายฉันเข้าไป และพอตื่นขึ้นมา ฉันก็พบว่าไอ้ตัวที่ว่านั่นมันมีอยู่ในหนังสือด้วย ตอนนั้นฉันยังฉีกมันกลับมาเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะว่าลืม ฉันเลยยังไม่เคยอ่านมันสักที รู้สึกว่าตอนนั้นฉันจะฉีกกระดาษนั่นมาจากหน้า...

            ...!

            “-O-;;

ใครก็ได้...บอกฉันทีเถอะว่าฉันตาฝาด หรือไม่ฉันก็อาจจะจำอะไรผิดไป... ช่วยบอกฉันทีว่าไอ้หน้ากระดาษที่ฉันฉีกมาจากห้องสมุดคราวที่แล้ว มันไม่ใช่กระดาษหน้าสุดท้าย... ซึ่งเป็นหน้าเดียวกันกับที่ถูกฉีกออกไปแล้ว จากหนังสือที่อยู่ในมือฉันเล่มนี้ =__=;

ฉันขมวดคิ้วมองรอยขาดที่หลงเหลืออยู่ที่หนังสือ ก่อนจะเดินไปที่กระเป๋าใส่ของและหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมา ในนั้นมีกระดาษที่ถูกพับเป็นชิ้นเล็กๆ สอดเอาไว้ ฉันดึงมันออกมาและคลี่ออกเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่างให้แน่ใจ แต่แล้วตาของฉันก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เมื่อลองวางกระดาษที่ฉันฉีกมาลงบนหนังสือส่วนที่ขาดไป และพบว่ารอยขาดทั้งสองรอย...มันพอดีกันราวกับมันเคยถูกเชื่อมอยู่ด้วยกันมาก่อน

ฮ่ะๆ ...ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย -O-; 

หนังสือสองเล่ม ที่มีชื่อเดียวกันตกมาอยู่ตรงหน้าฉันอย่างไม่มีที่มาที่ไป แถมรอยขาดของกระดาษจากหนังสืออีกเล่มที่ฉันฉีก มันดันไปตรงกับรอยขาดของหนังสืออีกเล่มที่ถูกฉีกออกไปเนี่ยนะ? พระเจ้า... นี่มันจะบังเอิญไปแล้วมั้ง =O= และในเมื่ออะไรต่อมิอะไรมันบังเอิญกันขนาดนี้ ฉันก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้ากวาดสายตาอ่านเนื้อความที่อยู่ในกระดาษนั่นอย่างรวดเร็ว เพื่อดูว่า ไอ้กระดาษที่อยู่ในมือแผ่นนี้ มันมีอะไรแอบแฝงอยู่กันแน่

 

คุณเคยได้ยินตำนานเรื่องมนุษย์หมาป่าหรือเปล่า? ...แล้วคุณเชื่อหรือเปล่า ว่ามนุษย์หมาป่ามีอยู่จริง? ...ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านเรื่องที่ผมจะบอกให้จบ แล้วเราลองดูกัน...ว่าคุณยังจะคิดว่าตำนานมนุษย์หมาป่าเป็นเรื่องงมงายอยู่อีกหรือไม่...

Werewolf เป็นมนุษย์ ซึ่งมีความสามารถเปลี่ยนร่างตนเองเป็นหรือคล้ายหมาป่า เพราะถูกมนุษย์หมาป่าตนอื่นกัด หรืออาจเป็นเพราะ...คำสาป มีคำกล่าวหรือตำนานเล่าขานกันมามากมายเกี่ยวกับอสูรกายเหล่านี้ บ้างก็ว่ามนุษย์หมาป่าเป็นปีศาจจำพวกเดียวกับแวมไพร์ ที่กินเลือดเป็นอาหารและพ่ายแพ้ต่อแสงแดด บ้างก็ว่ามนุษย์หมาป่าก็คือมนุษย์ที่มีความผิดปกติทางจิต และคิดไปว่าตัวเองเป็นหมาป่า... แต่คำกล่าวไหนกันล่ะ ที่เป็นความจริง?

เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสูรกายชนิดนี้มีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด แต่สิ่งเดียวที่ทุกตำนาน ทุกเรื่องเล่าขาน ต่างก็เห็นพ้องต้องกันเป็นเสียงเดียวก็คือ ...สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ที่เป็นมนุษย์หมาป่านี้เปิดเผยร่างที่แท้จริงออกมาได้ ก็คือแสง...จากดวงจันทร์ที่เต็มดวง...

ในคืนเดือนเพ็ญที่มีเพียงแสงจากดวงจันทร์สาดส่องอยู่บนท้องฟ้า สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวนี้ จะปรากฏกายขึ้น พร้อมกับสัญชาตญาณแห่งการเป็นผู้ล่า... ด้วยพละกำลังอันมหาศาล ทำให้มันล่าได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์...หรือมนุษย์... แต่ดูเหมือนเหยื่ออันโอชะที่อสูรกายเหล่านี้โปรดปรานมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น...

...หญิงสาววัยแรกรุ่น...

 

ครืดดด~!

พระเจ้า O_O!!

“บ้าเอ๊ย ตกใจหมด -*-!” ฉันสบถออกมาเสียงดัง ก่อนจะล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง ที่จู่ๆ ก็สั่นขึ้นมาเป็นเหตุให้ฉันตกใจจนแทบจะกรี๊ด

ให้ตายเถอะ ใจฉันมันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มนู่นแล้ว =_=

ฉันย่นหน้าพร้อมกับเลื่อนนิ้วเปิดอ่านข้อความที่ส่งเข้ามา ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเมื่อได้เห็นข้อความสั้นๆ ...ที่สั้นสมกับความขี้เกียจของเจ้าของข้อความจริงๆ

 

รออยู่  -  J.’

 

ให้ฉันใบ้มั้ย ว่าไอ้ตัว J. นั่นมันย่อมาจากอะไร -_- ขนาดชื่อตัวเองยังขี้เกียจพิมพ์ให้มันเต็มๆ เลยนะหมอนั่น

ฉันเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเหมือนเดิมโดยไม่คิดจะพิมพ์ตอบอะไรกลับไป นี่ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ยว่านัดกับเขาเอาไว้ ดันมานั่งแช่อยู่ในห้องซะเพลินเลย แต่ที่แย่กว่าคือ ฉันกำลังนั่งอ่านตำนานไร้สาระอยู่

ใช่ มันไร้สาระสุดๆ =_= ฉันนี่มันโง่จริงๆ ที่เผลอไปหลงเชื่อเรื่องบังเอิญเล็กๆ น้อยๆ นั่นจนถึงกับมานั่งอ่านอะไรงมงายแบบนี้ มนุษย์หมาป่าอะไรกัน มันมีจริงซะที่ไหนล่ะ ถ้าฉันเชื่อเรื่องพวกนี้ ก็หมายความว่าไอ้ความฝันที่ฉันฝันเมื่อคราวก่อน เป็นลางบอกเหตุร้ายว่าที่โรเบิร์ตหายตัวไปเพราะถูกมนุษย์หมาป่าเขมือบงั้นสิ?

เหอะๆ ...ตลกเถอะ -_-

ตุบ

ฉันจัดการโยนหนังสือในมือลงไปนอนแอ้งแม้งบนโต๊ะเขียนหนังสืออย่างไม่ไยดี ก่อนจะขยำกระดาษบ้าๆ นั่นทิ้งลงถังขยะด้วย พอเถอะ...ฉันไม่คิดจะอ่านมันต่อหรอกนะ ถ้าใครสนใจเรื่องพรรค์นี้ ก็มาคุ้ยขยะไปแล้วกัน ฉันขอตัวไปหาเพื่อนก่อนดีกว่า

ว่าแล้วฉันก็เดินลงมาหาเจวานที่คงจะรออยู่ด้านหน้าหอตามที่ตกลงกันไว้ หอชายอยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่กี่เมตรเท่านั้น จึงไม่แปลกที่เขาจะใช้เวลาเดินไวกว่าที่คิด ทั้งสองหอถูกกั้นด้วยโรงอาหารรวมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านหลังของหอพักเป็นสนามหญ้ากว้างๆ ที่เอาไว้ทำอะไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วถัดไปก็เป็นป่า ซึ่งฉันมองไม่เห็นว่ามันไปสิ้นสุดตรงไหน แต่ดูท่าว่าจะเป็นป่าที่กว้างน่าดู อันที่จริงตั้งแต่เข้ามาในเขตของโรงเรียน ฉันก็ยังมองไม่เห็นทัศนียภาพอะไรเลยนะ นอกจากป่ากับป่า และป่า จนฉันเริ่มจะสงสัยว่าตัวเองหลุดเข้ามาอยู่ในหนังเรื่องเดอะลอร์ด ออฟ เดอะริง แล้วหรือยังไง =_=

            “ชักช้าจริง”

นี่ก็บ่นตลอด -_-;

            “โทษที” ฉันไม่เถียง เพราะผิดจริง เจวานจึงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระพร้อมกับยืดตัวจากการพิงเสา ก่อนจะบิดขี้เกียจอีกตามเคย (เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วว่าหมอนี่เป็นโรคชอบบิดขี้เกียจตลอดเวลา)

            “แล้วนี่ต้องเอาไงต่อ” ฉันถามพลางมองไปรอบๆ ตอนนี้บริเวณนี้มีแต่เราสองคนเท่านั้น เพราะเป็นวันธรรมดา นักเรียนส่วนใหญ่เลยคงกำลังนั่งเรียนกันอยู่ ไม่มีใครมาเพ่นพ่านอยู่แถวหอพักหรอก นอกจากจะโดดเรียน

            “ก็... ไปรายงานตัว ขอตารางเรียนกับหนังสือ แล้วก็หาที่นอน”

            ไอ้รายงานตัว แล้วก็ขอตารางเรียนกับหนังสือนี่ฉันพอจะเข้าใจนะ แต่ไอ้หาที่นอนนี่... มันใช่แน่เรอะ -O-

            แต่ว่า ก็ถือเป็นไอเดียที่ใช้ได้อยู่อ่ะนะ

            “งั้นก็รีบไปเหอะ ฉันเองก็เมื่อยตัวจะแย่แล้ว”

            พอตัดสินใจได้ดังนั้น ฉันกับเจวานจึงเดินเข้ามาในเขตตึกเรียนซึ่งก็ไม่ได้อยู่ห่างจากโซนหอพักสักเท่าไหร่ ทันทีที่เข้ามาในตึกฉันก็เริ่มจะเห็นนักเรียนคนอื่นๆ เดินไปเดินมาอยู่บ้าง แต่ละคนต่างมองมาที่พวกเราด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะหันไปซุบซิบอะไรกันสักอย่าง ซึ่งฉันไม่ได้สนใจจะฟัง พวกเขาคงจะตกใจที่มีนักเรียนใหม่ย้ายมากะทันหันแบบนี้ล่ะมั้ง อย่าไปสนใจเลย สิ่งที่ควรจะสนใจตอนนี้ก็คือปลายทางของเรามากกว่า ถึงฉันจะรู้อยู่แล้วว่าเรากำลังจะเดินไปห้องวิชาการ แต่ปัญหาก็คือ...ไอ้ห้องที่ว่านี่มันอยู่ตรงส่วนไหนของโรงเรียนนี้ล่ะ =_= และที่สำคัญ คนนำทางก็ดูไม่น่าเชื่อถือเลยซะด้วย

            “นายแน่ใจเหรอว่าเรามาถูกทาง”

            “ไม่รู้”

            ขอบคุณ -_-;

            “นายมีแผนที่ไม่ใช่เหรอ เอาออกมาดูดิ” ฉันบอกอย่างนึกขึ้นได้ เมื่อเช้าบิลลี่ส่งแผนที่โรงเรียนให้เขาก่อนจะมาถึงด้วยซ้ำ ฉันเห็นกับตา

            “หายไปแล้ว”

            =_=” อ่าฮะ...คำตอบสมเป็นเจวานจริงๆ ฉันไม่น่าคาดหวังอะไรจากเขาเลย ให้ตาย -_- แล้วทีนี้จะเอาไงเนี่ย เดินสุ่มหาไปเรื่อยๆ งั้นเรอะ ป้ายเป้ยก็ไม่มีบอก

            “ฉันว่าเราถามคนแถวนี้เอาก็ได้มั้ง ฉันไม่อยากเดินหาทั้งวันหรอกนะ” โรงเรียนกว้างจะตายชัก -_-^

            “ไม่ต้องหรอกน่า ฉันจำได้ว่าไอ้ตึกนั่นมันอยู่ตรงทิศเหนือ”

            “แล้วนายรู้ได้ไงว่าตรงไหนมันทิศเหนือ ฟ้าครึ้มออกขนาดนี้” ฉันถามเซ็งๆ ท้องฟ้าแถวนี้มันครึ้มจริงๆ นะ สงสัยเป็นเพราะมีแต่ป่าล่ะมั้ง สภาพอากาศมันเลยดูอึมครึมแปลกๆ  

            “-*-” เจวานเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีแต่เมฆบดบังดวงอาทิตย์ ก่อนจะหันกลับมาทำหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านใส่ฉัน อะไร ฉันผิดเหรอ ที่ไม่เชื่อถือเซ้นซ์ด้านทิศทางของนายน่ะ

            “เป็นอันว่าฉันจะไปถามทางคนอื่น โอเคนะ”

            ฉันตัดสินใจเองเสร็จสรรพ ก่อนจะมองไปรอบๆ เพื่อหาเหยื่อ แต่ดูเหมือนคนแถวนี้จะรู้นะว่าเด็กใหม่หน้าตาเจี๋ยมเจี้ยม (?) อย่างพวกฉันกำลังต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาเลยพากันหลบสายตากันใหญ่ อย่างกับฉันเป็นตัวประหลาดที่ถ้าใครสบตาด้วยแล้วจะกลายเป็นหิน -_- แต่ใครสนล่ะ คนกำลังหลงทาง ถึงหลบตาฉันก็ไม่แคร์หรอก   

ฉันจัดการล็อกเป้าหมายไปที่ผู้หญิงผมแดงตัวเล็กๆ ที่ยืนเหม่ออยู่ริมระเบียง ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแล้ว และเดินเข้าไปสะกิดเจ้าตัวที่ดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่ามีคนเดินมาอยู่ข้างหลัง แต่ว่าพอผู้หญิงคนนี้หันกลับมาเห็นฉันเท่านั้นแหละ...

            “อย่าเข้ามานะ O_O

            “ฮะ?” ฉันชะงัก ก่อนจะมองซ้ายมองขวาว่าเธอพูดกับคนอื่นอยู่หรือเปล่า แต่รอบๆ นี้ก็ไม่มีใครเลยนอกจากฉัน และเจวานที่ยืนห่างออกไปหลายก้าว “เอ่อ... นี่ฉันไม่ได้จะทำอะไรนะ ฉันแค่...”

            “น่ารังเกียจ! แกมันน่ารังเกียจ!!

            “ฮะ?” มะ...หมายความว่าไงเนี่ย =O=!

            “ออกไปนะ ออกไป! นังคนน่ารังเกียจ กรี๊ดดดด!

O_O!” อยู่ๆ ผู้หญิงตรงหน้าฉันก็กรีดร้องออกมาเสียงดัง จนฉันตกใจ วินาทีนี้ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยนอกจากยืนอึ้ง จนกระทั่งร่างของฉันจะถูกยัยผมแดงนี่ผลักจนเซ ก่อนที่หล่อนจะ...

            เพียะ!

            ...!!

            ตะ...ตบ...

ตบเลยเรอะ O_O!

ฉันอึ้งไปหลายวินาที ก่อนจะยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ และจินตนาการไปว่าตอนนี้คางฉันมันคงเบี้ยวไปแล้ว แต่หลังจากที่มือของฉันแตะลงไปที่แก้มกลับพบว่ามันไม่ได้บวมฉึ่งอย่างที่คิด แถมฉันก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรด้วย และสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็เพราะ...

            “เจฟ” ฉันครางชื่อเจวานออกมาเบาๆ พร้อมกับเงยหน้ามองร่างสูงของเขาที่เข้ามาขวางฝ่ามือของยัยผมแดงเอาไว้ได้ทัน ดีที่เขายกแขนขึ้นมากันไว้ จึงทำให้ไม่ถูกตบเข้าที่หน้า

            -_-

            “…!

            เจวานจ้องหน้ายัยผมแดงนิ่งๆ ด้วยสายตาคมกริบจนหล่อนถึงกับหน้าถอดสี สายตาของเขาน่ากลัวจนทำให้ยัยนี่ไม่กล้ากรี๊ดออกมาด้วยซ้ำ แต่ดีแล้วล่ะที่หล่อนไม่กรี๊ด เพราะแค่เสียงกรี๊ดก่อนหน้านี้ ก็ดังพอที่จะเรียกความสนใจจากนักเรียนที่อยู่แถวนี้ให้มามุงดูเหตุการณ์กับเต็มไปหมดแล้ว เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังระงมพร้อมกับสายตาประณามที่มองมายังฉันกับเจวานราวกับว่าพวกเราเป็นคนผิด ทั้งๆ ที่ความจริงเราเป็นผู้ถูกกระทำแท้ๆ

            “ไปกันเถอะ” เจวานพูดนิ่งๆ ก่อนที่เขาจะหันมาคว้าแขนฉันแล้วพาออกจากบริเวณนี้ทันที

พวกนักเรียนที่มุงกันอยู่ต่างก็หลีกทางให้ แต่หลังจากที่พวกเราเดินผ่านมา พวกเขาก็เริ่มรวมตัวกันซุบซิบนินทาอีกครั้ง ฉันเห็นพวกนักเรียนหญิงเข้าไปประคองยัยผมแดงที่กำลังร้องห่มร้องไห้อย่างกับญาติเสียด้วยท่าทางเห็นใจ ในขณะที่เพื่อนฉันซึ่งถูกทำร้ายร่างกายกลับถูกมองว่าเป็นจำเลยสังคมไปอย่างช่วยไม่ได้  

เฮ้ย...พวกฉันทำอะไรผิดวะเนี่ย ถามจริง -*-

            ตั้งแต่ยัยแว่นดัดจริตที่เจอที่หอแล้วนะ แล้วยังจะมายัยผมแดงโรคจิตนี่อีก คนพวกนี้ต้องการอะไรจากสังคมเนี่ย ไม่เข้าใจ? แต่ถึงจะคับข้องใจแค่ไหน แต่สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่ถอนหายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะมองแขนของเจวานที่ปรากฏรอยฝ่ามือแดงเถือกอย่างเห็นได้ชัด

            “เจ็บมั้ย”

            “ไม่ -_-

            “อยู่กันสองคนแล้ว จะเก๊กทำไมเนี่ย -*- เจ็บก็บอกมาสิว่าเจ็บ” ฉันบ่นอย่างหมั่นไส้ มันใช่เรื่องมั้ยเนี่ยที่ต้องมาโกหก ทั้งๆ ที่เห็นรอยแดงเป็นปื้นขนาดนี้

            “เออ เจ็บ -_-” เขายอมรับในที่สุด ฉันเลยถอนหายใจอีกรอบ

            “เฮ้อ...แล้วดันเซ่อเอาตัวเข้ามาขวางทำไม”

            “หรือเธออยากโดนตบล่ะ -*-

            อา ก็จริงแฮะ ถ้าเขาไม่เข้ามาขวาง มีหวังป่านนี้ฉันคงโดนฝ่ามือพิฆาตนั่นฟาดหน้าจนกรามเคลื่อนไปแล้ว L

            “ยังไงก็ขอบใจละกัน” ฉันบอก ก่อนที่พวกเราจะเดินต่อไป ท่ามกลางสายตาสงสัยและเสียงซุบซิบนินทาจากคนที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์แต่ได้ยินเสียงกรี๊ดบ้านแตกของยัยผมแดงโรคจิตนั่น

            “เดี๋ยวก่อน” แต่ในขณะที่พวกเรากำลังเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จู่ๆ ก็มีคุณป้าคนหนึ่งเดินมาดักหน้าพวกเราเอาไว้ “พวกเธอคือเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายมาวันนี้ใช่มั้ย?”

            “ครับ/ค่ะ” ฉันกับเจวานมองหน้ากันนิดหน่อยก่อนจะตอบพร้อมกันอย่างงงๆ

“โอเค ถ้างั้นตามฉันมา”

“ไปไหนคะ?” ฉันหลุดถามออกมาอย่างอดไม่ได้ คุณป้าที่แต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยหันหน้ากลับมาหรี่ตามองฉันอย่างรำคาญนิดหน่อยก่อนจะจับผมทัดหู และยืดตัวตอบอย่างวางมาด

“ไปพบผอ. ท่านมีเรื่องจะคุยกับพวกเธอ” ว่าจบ คุณป้าก็สะบัดก้นงอนๆ เดินนำพวกเราไปด้วยมาดนางพญา โดยไม่สนใจเลยว่าพวกเราจะเดินตามไปหรือเปล่า

แต่เมื่อกี้ยัยป้านั่นพูดว่าไงนะ ผอ. เรียกพบเหรอ?

ว้าว... นี่มันเร็วกว่าที่คิดเยอะเลยนะ =_= ตอนอยู่โรงเรียนเก่า ฉันเจอไอ้ประโยคนี้ประจำเลย คุณอลิซ  เบรค กรุณาไปพบผู้อำนวยการโรงเรียนด่วน ท่านมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย...และสุดท้ายก็จบลงด้วยการที่ฉันถูกหักคะแนนความประพฤติอย่างน้อยห้าคะแนนทุกที -_- แต่หวังว่าคราวนี้มันจะต่างออกไปนะ ก็ในเมื่อฉันยังไม่ได้ก่อเรื่องอะไรเลยนี่

เอ๊ะ...ไม่สิ อันที่จริงฉันเพิ่งจะก่อเรื่อง (อย่างงงๆ) มาสดๆ ร้อนเลยนี่นา -O- โอ้ พระเจ้า นี่อย่าบอกนะ ว่ายัยผมแดงนั่นเป็นญาติฝ่ายไหนกับผอ. เนี่ย เรื่องมันถึงได้ไปถึงหูท่านเร็วขนาดนี้ ให้ตายเถอะ นี่ฉันเผลอไปเล่นกับลูกคนใหญ่คนโตอีกแล้วเหรอ =O=;

“เธอคิดว่าไง” เจวานหันมาถาม ฉันเลยยักไหล่กลับไปอย่างปลงตก

“ไม่รู้สิ อะไรจะเกิด มันก็คงเกิดนั่นแหละ” แล้วพวกเราสองคนก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างรู้ชะตาตัวเอง

            บอกตามตรงนะ... จนถึงตอนนี้ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉันทำอะไรผิดไปตอนไหน แต่ที่แน่ๆ...ความหวังที่จะมีชีวิตอันสงบสุขในโรงเรียนใหม่ของฉัน มันคงจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันไปตั้งแต่วินาทีนี้แล้วล่ะ -_-;

 

---------------------------------

มาอัพแล้วค่า >.< ช้าไปมากๆ ขอโทษนะคะ T^T

พอดีว่าช่วงที่ผ่านมาติดเรียนและติดสอบ (ทั้งโอเนต ไฟนอล สอบย่อย บลาๆๆ) แทบไม่ได้หายใจหายคอเลย U_U

แต่ตอนนี้ปิดเทอมแล้วค่ะ เพิ่งปัจฉิมวันนี้ (ได้ดอกไม้มาหนึ่งหยิบมือ U_U)

แต่ก็ยังเหลือด่านแกทแพท และด่านโอเน็ตที่มีปัญหาอีก (ชีวิตเด็กแอดนี่ช่างลำบากแท้)

คิดว่าถ้าผ่านพ้นช่วงนี้ไปก็น่าจะอัพได้ถี่ขึ้นน้า แต่ก็ไม่รู้ว่ายังจะมีใครรออ่านหรือเปล่า

แต่ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ ^^


∆ ( คูลิโอ้' ) 。
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #26 PLAY$: (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2556 / 14:31
    ชอบเจวานอ่ะ >/////< 
    #26
    0
  2. #21 LuKtArN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 / 13:36
    ชีวิตนางช่างวุ่นวายยิ่งนัก
    -0-

    มาต่อไวๆนะงับ
    #21
    0
  3. #20 ซากุระ ไอโกะ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 07:53
    สรุปมันเกิดอะไรขึ้นหว่า -O-
    #20
    0