Walking In The Dark พลิกตำนานร้าย ป่วนตำนานรัก

ตอนที่ 3 : Chapter 1 : Don't leave me here alone...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,013
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ม.ค. 56

1

Don’t leave me here alone…

 

 

            ตึก ตึก ตึก ตึก...

            “ร็อบ! นี่พี่อยู่ตรงไหนกันแน่น่ะฮะ!?” ฉันตะโกนขึ้นมาพร้อมกับหอบจนตัวโยน ให้ตายเถอะ ฉันไม่น่าวิ่งเลย นี่มันเหนื่อยเป็นบ้า =_=;

“ร็อบ!” ฉันตะโกนอีกครั้งพลางใช้สายตาที่คิดว่าแหลมคมสุดๆ มองไปรอบๆ ตัวเพื่อค้นหาอีตาพี่ชายตัวดี ที่ไม่รู้หายหัวไปอยู่ตรงส่วนไหนของสวนสาธารณะนี่ 

ถึงจะชินกับฝีมือการซ่อนแอบชั้นยอดของพี่ชายคนนี้แล้วก็เถอะ แต่นี่มันเกือบจะชั่วโมงแล้วนะที่ฉันยังไม่เห็นแม้แต่เงาของหมอนั่นเลย เขาไม่คิดจะสงสารคนที่ต้องทำหน้าที่หาอย่างฉันบ้างเลยหรือไง -_-^

            “เฮ้ พี่ชาย ออกมาได้แล้วน่า ฉันเลิกเล่นแล้วนะ” ฉันบอกอย่างยอมแพ้ ตอนนี้มันใกล้จะมืดแล้วด้วย แถมไอ้สวนนี่ก็มีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด ถึงจะเข้ามาเล่นบ่อยจนรู้ทุกซอกทุกมุมแล้วก็เถอะ แต่ถ้าต้องเดินอยู่ในนี้คนเดียวตอนกลางคืน มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ

            “ร็อบ!

...

ทุกอย่างก็ยังคงตกอยู่ในความเงียบ

เฮ้ย นี่มันแปลกนะ ปกติถ้าฉันบอกว่ายอมแพ้ เขาก็จะต้องโผล่หน้าออกมาหัวเราะเยาะเย้ยฉันแล้วสิ แต่นี่ทำไม... คงไม่ใช่ว่าหมอนั่นแอบหนีฉันกลับบ้านไปก่อนแล้วหรอกนะ -*-

            “โรเบิร์ต ออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะหนีนายกลับบ้านแล้วนะ!” คราวนี้ฉันตะโกนสุดเสียง พร้อมกับมองไปรอบๆ อีกครั้งเผื่อว่าเขาจะเดินออกมาจากที่ไหนสักแห่ง

แต่ก็ไม่เลย...รอบตัวฉันตอนนี้มีแต่ต้นไม้และความเงียบที่ทำเอาฉันเริ่มจะขนลุก

            “อีตาบ้าเอ๊ย หนีกลับไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย”  

พอรู้ว่าโดนทิ้งแน่แล้ว ฉันจึงสบถออกมาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากสวนธารณะยามเย็นที่ไร้ซึ่งผู้คนนี้ เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน นี่ถ้ากลับไปบ้านแล้วเจออีตาบ้านั่นกำลังนั่งดูทีวีอยู่ล่ะก็ ฉันจะสวดให้ยับเลย โทษฐานที่ทำให้ฉันเสียเวลาตามหาเขามาตั้งเป็นชั่วโมง L

            “อลิซ...”  

            …!?

แต่ในขณะที่ฉันกำลังเดินบ่นกระปอดกระแปดให้ต้นไม้น้อยใหญ่ในสวนสาธารณะฟังเป็นการระบายอารมณ์ จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย เรียกชื่อฉันออกมา และก็รู้ได้โดยไม่ต้องหันไปมองเลยว่า เสียงนั่นเป็นของพี่ชายตัวดีของฉันแน่ๆ

เหอะ ไม่โผล่มาพรุ่งนี้เช้าเลยล่ะ -_-

            “หายไปไหนมะ...!

            O_O!

            ฉันกำลังจะหันกลับมาสวดใส่พี่ชายตัวดีให้หายโมโห แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อหันกลับมาแล้วพบว่า...ไม่มีใครอยู่ตรงนี้เลย...

ฮะ...เฮ้ย แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงเขาดังมาจากทางนี้จริงๆ นะ =O=;

หรือบางทีฉันอาจจะหูแว่วไป? มีคนบอกว่าเวลาอยู่ในป่าตอนกลางคืน เราจะไม่สามารถจับทิศทางของเสียงที่เราได้ยินได้นี่นา บางทีหมอนั่นอาจจะไม่ได้...

“อลิซ”

            ขวับ~!

            คราวนี้ฉันหันไปทันทีที่ได้ยินเสียงของโรเบิร์ต ...แต่ก็ต้องอึ้งอีกรอบ เพราะผลลัพธ์มันยังคงเป็นเหมือนเดิม...ไม่มีใคร หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ตรงนั้น... ทั้งๆ ที่ฉันมั่นใจว่าฉันได้ยินเสียงเขามาจากทางนี้ไม่ผิดแน่...

“ร็อบ นะ...นี่พี่เล่นอะไรน่ะ?” ฉันถามกลับไปท่ามกลางความเงียบ รู้สึกได้เลยว่าเสียงของตัวเองกำลังสั่น ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นมาจนฉันอยากจะร้องไห้ และฉันคงจะร้องออกมาจริงๆ แน่ ถ้าขืนยังอยู่ที่นี่อีกสักนาทีสองนาที

เฮ้ย...แบบนี้มันไม่ตลกแล้วนะ T^T

“บะ...บ้าเอ๊ย ถ้าพี่เล่นแบบนี้ฉันกลับแล้วจริงๆ นะ!” ฉันตะโกนบอก ก่อนจะตัดสินใจรีบจ้ำอ้าวไปข้างหน้า ด้วยหวังว่าจะออกจากสวนนี่ไปอย่างรวดเร็วที่สุด

สารภาพตามตรงเลยว่า ถ้านี่เป็นแผนของโรเบิร์ตที่แกล้งให้ฉันหัวหดล่ะก็ เขาทำสำเร็จแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ฉันโคตรจะกลัวเลย T_T

แกร็บ~!

เฮือก O_O!

“นั่นใครน่ะ!?” ฉันตวัดสายตากลับไปมองตามเสียงที่เหมือนกับมีใครเหยียบกิ่งไม้นั่นทันที ก่อนจะตะโกนถามเสียงดัง

“...”

แต่มันก็เป็นอีกครั้ง ที่ไม่มีใคร หรืออะไร...ส่งเสียงตอบฉันเลย

ฉันเพ่งสายตามองเข้าไปในป่าด้านหน้า ต้นไม้ตรงนั้นค่อนข้างจะหนาทึบพอสมควร บวกกับท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้ว ยิ่งทำให้มองยากเข้าไปใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็พอจะมองเห็น... อะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนออกมาจากความมืดนั่น...

ฉันรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นรัวจนน่าตกใจ ขณะที่สายตาของฉันพยายามจับจ้องไปยังเงาที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ...และไม่นาน เงานั่น ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้มากจนฉันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน...

“โรเบิร์ต!”  ฉันร้องออกมาเสียงดังด้วยความโล่งอก ทันทีที่รู้ว่าไอ้อะไรบางอย่างที่ฉันเห็นนั่น คือพี่ชายของฉันเอง -_-;

ให้ตาย ไอ้เราก็นึกว่าจะมีตัวอะไรโผล่มาซะอีก =_= เล่นเอาใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มโน่น

“พี่หายไปไหนมา เรียกก็ไม่ยอมตอบ รู้มั้ยว่าฉันหาพี่ซะทั่ว เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว L” ฉันบ่นทันทีที่หาตัวเขาเจอ อันที่จริงจะเรียกว่าหาตัวเจอก็ไม่ถูก เพราะเขาออกมาให้ฉันเจอเองต่างหาก -_- แต่ช่างเถอะ เรื่องนั้นมันไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือทำไมหมอนี่ถึงไม่ยอมส่งเสียงตอบฉันมาเลยเกือบชั่วโมง เล่นหายเงียบไปแบบนั้น คนเขาเป็นห่วงนะ -*-

“...”

ทั้งๆ ที่โดนฉันวีนใส่แบบนั้น แต่โรเบิร์ตกลับไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเหมือนทุกครั้งที่เขาจะเข้ามาขยี้หัวฉันจนยุ่งฟู และบ่นว่าฉันทำตัวเหมือนเป็นแม่เขามากขึ้นทุกที คราวนี้เขาเพียงแค่หยุดเดินและมองหน้าฉันนิ่งๆ ...นิ่งเกินไป จนฉันรู้สึกประหลาดใจ

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“...”

“ร็อบ...” ฉันขมวดคิ้วและเดินเข้าไปใกล้เขาด้วยความเป็นห่วง แต่พอฉันขยับโรเบิร์ตกลับส่งเสียงห้าม

“อย่า...” เสียงของเขาแหบพร่า และฟังดูอ่อนแรงอย่างน่าตกใจ

“พระเจ้า ร็อบ เกิดอะไรขึ้นกับพี่ ทำไมเสียงถึงได้เป็นอย่างนั้น O_O” ฉันร้องถามพร้อมกับเดินเข้าไปหาเขา อย่างไม่สนใจเสียงห้าม

“ฉันบอกว่าอย่า!

...!

“ไปซะ... จะไปไหนก็ไป”  

“ระ...ร็อบ...” ฉันได้แต่ครางออกมาเบาๆ พร้อมกับมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ พอเห็นว่าฉันยังคงยืนบื้อไม่ไปตามคำสั่งเขา โรเบิร์ตจึงหันหลังให้ฉันก่อนจะเดินออกไปโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรเลย...

นะ...ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ทำไมเขาถึงได้มีท่าทีอย่างนั้นล่ะ?

“โรเบิร์ต! พี่พูดบ้าอะไรน่ะฮะ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องนะ!!” หลังจากหายช็อค ฉันก็โวยวายเสียงดังพร้อมกับเดินตามแผ่นหลังของโรเบิร์ตไป แต่เพราะฉันขาสั้น หรือเพราะเขาขายาวเกินไปก็ไม่รู้ ในขณะที่ฉันเร่งฝีเท้าสุดตัว แต่กลับตามไม่ทันคนที่เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างโรเบิร์ตเลย แผ่นหลังของเขาค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ จนฉันเริ่มกังวล

ให้ตายเถอะ ถ้าตามไม่ทันขึ้นมาจะทำยังไง ฉันต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ -_-!

ฉันเร่งฝีเท้ามากขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีทีท่าว่าฉันจะเข้าใกล้แผ่นหลังของโรเบิร์ตมากขึ้นเลย

พลั่ก!

“โอ๊ย!” และด้วยความที่สายตาจับจ้องแต่แผ่นหลังของโรเบิร์ต ทำให้ฉันไม่ทันระวัง ฉันจึงเผลอสะดุดก้อนหินที่อยู่แถวนี้เข้าจนล้มลง ฉันก้มลงมองเท้าตัวเองและพบว่าเลือดกำลังไหลออกมาอย่างน่ากลัว ความรู้สึกเจ็บเริ่มถาโถมเข้ามาเมื่อเห็นของเหลวสีแดงจำนวนมากไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

“บ้าเอ๊ย ร็อบ! ช่วยด้วย” ฉันตะโกนเรียก ด้วยหวังว่าโรเบิร์ตจะรีบเข้ามาดูอาการฉันเหมือนเช่นทุกที

และดูเหมือนมันจะได้ผล เพราะเสียงเรียกของฉัน ทำให้เขายอมหยุดฝีเท้าจนได้ วินาทีนั้นฉันรู้สึกโล่งใจ เพราะคิดว่าเขาคงจะเดินกลับมาหาฉันด้วยความเป็นห่วง

แต่ฉันคิดผิดถนัด... เขาไม่ได้หยุด เพราะต้องการจะหันมาช่วยฉัน...

แต่ที่เขาหยุด... เพราะทางข้างหน้ามันไม่สามารถเดินต่อไปได้แล้วต่างหาก...

พระ...เจ้า...

ฉันเบิกตากว้างมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ความตกใจเกินขีดจำกัด ทำให้ฉันลืมความเจ็บปวดจากแผลที่เท้าไปหมดสิ้น

สิ่งที่ฉันเห็น...คือเงา...อีกแล้ว... แต่คราวนี้มันไม่เหมือนเดิม เงาที่อยู่ตรงหน้าฉันมันมีขนาดใหญ่...ใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ใครก็ไม่อาจจินตนาการได้ว่ามันคือเงาของอะไร...แต่ที่ฉันรู้แน่ๆ คือ...มันไม่ใช่เงาของมนุษย์

“โรเบิร์ต! อย่าไปทางนั้น!” สติของฉันกลับมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าจู่ๆ โรเบิร์ตที่ยืนนิ่งอยู่เมื่อครู่ ก็เดินเข้าไปหาเงานั่นอย่างไม่มีทีท่าหวาดกลัวใดๆ ฉันพยุงตัวเองขึ้นมาด้วยความทุลักทุเล เพื่อจะเดินเข้าไปห้ามเขา แต่แล้วก็ต้องล้มลงไปอีกครั้งเพราะความเจ็บปวดที่เล่นงานจนยืนไม่ไหว บ้าเอ๊ย!

“ร็อบ กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ!” ฉันตะโกนเรียกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงของฉันเริ่มสั่นเครือเพราะก้อนอะไรบางอย่างที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ น้ำตาของฉันเริ่มคลอด้วยความหวาดกลัวเกินจะห้ามไหว

เปล่าหรอก ฉันไม่ได้กลัวไอ้เงานั่น... แต่ฉันกลัวว่าโรเบิร์ตจะเป็นอะไรไปต่างหาก ให้ตายเถอะ ทำไมหมอนั่นถึงได้โง่แบบนี้นะ มองไม่เห็นหรือไงว่าตรงหน้าเขามีอะไรอยู่ ยังจะเดินเข้าไปใกล้มันอีก อยากตายหรือไงกัน!

“ระ...” ฉันอยากตะโกนรั้งเขาไว้อีกครั้ง แต่แล้วเสียงของฉันกลับถูกดูดกลืนหายกลับเข้าไปในลำคอทันทีที่เห็นว่าเงานั่นกำลังเคลื่อนไหว...

แกร็บ...แกร็บ...

เสียงต้นไม้ไหว และเสียงบดขยี้กิ่งไม้ที่หล่นอยู่บนพื้นดังขึ้นมาอย่างน่าสะพรึงกลัวเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันขยับเขยื้อนร่างกายของมัน...ร่างกายใหญ่โต ที่กำลังมองมาที่ฉัน...

ฉันรู้สึกขนลุกไปหมด เมื่อเห็นว่าดวงตาเรียวคมคู่มหึมาที่อยู่ตรงหน้า กำลังจ้องเขม็งมาด้วยสายตาที่ไม่อาจบรรยายได้

“ฉันเตือนเธอแล้ว...” เสียงอันแผ่วเบาดังมาจากโรเบิร์ต เขาพูดประโยคนั้นออกมา พลางปรายตามองมาด้วยสายตาที่ทำให้ฉันรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

“ระ...ร็อบ...”

“ลาก่อน อลิซ”

“...”

ฉันได้แต่ยืนอึ้ง และมองพี่ชายที่กำลังเดินเข้าไปใกล้เงาดำมืดขนาดมหึมานั่นอย่างช้าๆ... เพียงเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น ร่างของเขาก็ค่อยๆ ถูกความมืดกลืนกินเข้าไปต่อหน้าต่อตาฉัน

ไม่...ไม่นะ...

“ร็อบ!!!” ฉันตะโกนเรียกชื่อเขาสุดเสียง แต่ทว่ามันไม่ทันซะแล้ว โรเบิร์ตหายไปแล้ว...

ให้ตายเถอะ!... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...

น้ำตาของฉันรื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ขณะที่ในป่าแห่งนี้เหลือเพียงแค่ฉัน กับอสูรกายที่อยู่เบื้องหน้า ความหวาดกลัวเริ่มครอบงำจนฉันคิดอะไรไม่ออก ฉันอยากจะลุกขึ้นและวิ่งหนีทันทีที่เห็นว่าเงานั่นมันกำลังขยับ แต่เพราะหกล้มเมื่อครู่ ทำให้ขาฉันมันขยับไม่ได้เลยสักนิด ฉันได้แต่มองไปที่เงานั่นด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น...มากขึ้นเรื่อยๆ ...

จนในที่สุด ฉันก็สามารถเห็นรูปร่างของมันได้อย่างชัดเจน...

พระ...เจ้า...นะ...นั่นมัน...

 

“กรี๊ดด!!

ตุบ!

ตุบๆๆ!

O_O!

(=(=(=_=)=)=)

-O-?

(=(=(=_=)=)=)...จ้อง~

-__-;;

“ขอโทษนะคะคุณ ที่นี่ห้องสมุด กรุณางดใช้เสียงด้วยค่ะ” หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบอันน่ามึนงงครอบคลุมไปทั่วบริเวณอยู่นาน ในที่สุดหนึ่งในบรรดาเด็กเนิร์ดที่ยืนจ้องตากับฉันอยู่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ก่อนจะก้มลงหยิบหนังสือเล่มหนาเตอะสองสามเล่ม ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของไอ้เสียงตุบๆ เมื่อกี้ขึ้นมาจากพื้น

ฉันยิ้มแห้งๆ ให้พวกหล่อนพร้อมกับหันไปผงกหัวขอโทษขอโพยเหล่าหนอนหนังสือที่ล้วนแต่ชะงักจากการแสวงหาความรู้ เพราะตกใจเสียงกรี๊ดของฉัน ก่อนจะหันกลับมาฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้งด้วยความอับอาย

ให้ตายเถอะ ฉันฝันร้ายอีกแล้ว -_-!

นี่มันเกือบจะเดือนหนึ่งแล้วนะ ที่ฉันฝันร้ายติดต่อกันทุกครั้งที่นอนหลับแบบนี้ เล่นเอาขอบตาฉันคล้ำแข่งกับหมีแพนด้าเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วเนี่ย

 “ผีเข้าหรือไง” ขณะที่ฉันก่นด่าตัวเองในใจ น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ก็ดังมาจากผู้ชายที่นั่งข้างๆ ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกซะจากอีตาเพื่อนสนิทจอมขี้เกียจของฉัน =_=

เจวานขมวดคิ้วถามรอดไรฟัน ในขณะที่หน้าของเขายังคงฟุบลงกับโต๊ะ แสร้งทำเป็นเหมือนว่าตัวเองกำลังหลับไม่รู้เรื่องอยู่ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับยัยบ้าที่กรี๊ดบ้านแตกเมื่อกี้...ซึ่งก็คือฉันเอง =_=

แต่เชื่อเหอะว่ามันไม่เนียนหรอก ใครๆ ในที่นี้ต่างก็รู้ทั้งนั้นว่าพวกเรารู้จักกัน -_- ที่จริงต้องโทษเขานะไอ้เรื่องที่ฉันฝันร้ายจนกรี๊ดลั่นห้องสมุดเนี่ย เพราะหมอนี่เป็นตัวตั้งตัวตี ชวนฉันมางีบในนี้ โดยที่ฉันไม่เต็มใจเลยสักนิด ก็รู้ๆ กันอยู่ ห้องสมุดกับฉัน มันถูกกันซะที่ไหน

“ฉันฝันร้ายอีกแล้ว”

“ฝันถึงหมอนั่นน่ะเหรอ?”

หมอนั่น ที่เจวานหมายถึง ก็คือโรเบิร์ต พี่ชายของฉันนั่นเอง  พี่ชายที่ฉันฝันถึงเมื่อครู่  พี่ชาย...ที่จนป่านนี้ ฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไง...

“อืม” ฉันตอบเจวานพลางยกมือขึ้นมาลูบหน้าด้วยความหนักใจ เปล่าหรอก ฉันไม่ได้หนักใจกับความฝันบ้าบอเมื่อกี้ เพราะจนถึงตอนนี้ฉันก็ลืมมันไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ที่ทำให้ฉันหนักใจมากกว่า คือความจริงที่ฉันกำลังประสบอยู่ต่างหาก...

ความจริงที่ว่า โรเบิร์ตหายตัวไปเดือนหนึ่งแล้ว... หนึ่งเดือนเต็มที่ฉันไม่สามารถติดต่อพี่ชายของฉันได้เลย ไม่ว่าจะทางไหน...

มันไม่แปลกที่เขาจะไม่ได้กลับบ้านบ่อยๆ เพราะโรงเรียนของโรเบิร์ตเป็นโรงเรียนประจำ ดังนั้นเขาจึงต้องอยู่หอพักโรงเรียนในวันปกติ แต่สาบานได้ว่าพอถึงวันหยุด เขาก็จะกลับบ้านทุกครั้งไม่เคยขาดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องแปลกมากที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้กลับบ้านมาให้ฉันเห็นหน้าเลย

ตอนแรกฉันคิดว่าเขาอาจจะแค่ไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อน และไม่สะดวกที่จะโทรมาบอก ฉันเลยค่อนข้างจะใจเย็น แต่หลังจากที่ผ่านไปสองอาทิตย์ ฉันก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี เพราะทุกคืนฉันฝันร้ายตลอด และเหมือนความฝันเหล่านั้น มันจะเป็นลางบอกเหตุให้ฉันรู้ว่า อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นกับโรเบิร์ตก็ได้...  ฉันพยายามโทรหาเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็โทรไม่ติดเลย ส่งอีเมลล์ไปก็ไม่ตอบกลับ จนกระทั่งฉันได้เจอเพื่อนเขาโดยบังเอิญและได้รู้ว่าโรเบิร์ตไม่ได้เข้าเรียนมาเดือนหนึ่งแล้ว และเขาก็ไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องด้วย อันที่จริง...ไม่มีใครเห็นเขาอยู่ในโรงเรียนทั้งเดือนเลยด้วยซ้ำ...

ยอมรับเลยว่าฉันตกใจมากตอนที่รู้เรื่องนี้ เพราะฉันนึกไม่ออกเลยว่าคนอย่างโรเบิร์ตจะหายไปไหนได้ สถานที่ที่เขาไปบ่อยที่สุด ก็มีแค่โรงเรียน  บ้านของเรา แล้วก็ที่ทำงานพิเศษของเขาเท่านั้น แน่นอนว่าฉันรีบแจ้นไปแจ้งตำรวจเรื่องคนหายทันทีที่รู้ความจากเพื่อนเขา ...แต่มันก็ไม่ได้ความคืบหน้าอะไรเลยจนกระทั่งตอนนี้ ฉันเป็นห่วงเขามากจนถึงขั้นบุกไปหาเขาที่โรงเรียนเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะโรงเรียนห้ามบุคคลภายนอกเข้าเด็ดขาด จึงทำให้ฉันไม่ได้เบาะแสอะไรกลับมาอยู่ดี  

“บางทีเธออาจจะเป็นห่วงเขามากเกินไป...”

“ฉันรู้” ฉันหันไปขมวดคิ้วใส่เจวาน “แต่ถ้าพี่ชายนายหายไปทั้งคน นายจะไม่รู้สึกเป็นห่วงเลยหรือไง” ฉันบอกพลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เจวานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะ

“แล้วคราวนี้เธอฝันว่าอะไร”  เขาถามพลางบิดขี้เกียจอย่างไม่เกรงใจเลยว่าแขนยาวๆ ของเขาจะเหวี่ยงไปโดนยัยแว่นที่นั่งอยู่ข้างหลัง -_-

หมอนี่ก็เป็นแบบนี้ประจำแหละ เคยแคร์ใครซะที่ไหน แต่เพราะนิสัยไม่ยี่หระอะไรของเขานี่แหละที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกันได้จนถึงทุกวันนี้ อันที่จริง...เขาเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันเลยด้วยซ้ำ...ก็บอกแล้วไงว่าฉันมันก็แค่ยัยเด็กหลือขอคนหนึ่ง แถมดันมามีเรื่องกับเจ๊ใหญ่อย่างยัยเจนนิเฟอร์นั่นอีก ดังนั้นอย่าว่าแต่เพื่อนเลย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างมดหรือปลวก ก็ยังไม่กล้าจะเดินผ่านฉันเลยด้วยซ้ำ -_-

ฉันยักไหล่พลางส่ายหน้า “ไม่รู้สิ ฉันก็จำไม่ค่อยได้ แต่ตอนสุดท้าย ฉันเห็นตัวอะไรก็ไม่รู้กินเขาเข้าไป...นี่มันลางไม่ดีชัดๆ” ฉันย่นหน้าเมื่อนึกถึงความฝันน่าขนลุกเมื่อกี้ ถึงฉันจะจำรูปร่างหน้าตาของไอ้ตัวที่ว่านั่นไม่ได้ แต่ว่าสายตาคู่นั้นของมันที่จ้องมาที่ฉันยังติดตาอยู่เลย น่ากลัวเป็นบ้า L

“เพ้อเจ้อ” เจวานมองหน้าฉันอย่างไม่เชื่อ “ฉันว่าที่เธอฝันแบบนั้นเพราะเธออ่านไอ้นั่นมากเกินไปมากกว่า ไม่เกี่ยวกับลางร้ายอะไรหรอก”

ไอ้นั่น?

ฉันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ และหันไปมองตามที่เจวานชี้ ก่อนจะพบว่าข้างตัวฉันมีหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งวางอยู่ แต่เท่าที่จำได้ ตั้งแต่เข้ามาฉันยังไม่ได้หยิบหนังสือเล่มไหนขึ้นมาอ่านเลยนะ แค่จะแตะยังไม่คิดเลยด้วยซ้ำ แล้วใครเอาไอ้หนังสือเล่มหนาเตอะนี่มาวางไว้ตรงนี้ล่ะ -_-^ ฉันเอื้อมมือไปหยิบมันมาดู ก่อนจะตัดสินใจวางลงทันที

อื้อหือ...สาบานเถอะว่านี่คือหนังสือไม่ใช่ซากฟอสซิล ฝุ่นเขรอะได้อีก -*-

แต่ถึงแม้มันจะสกปรกแค่ไหน แต่หน้าปกที่แสนจะสะดุดตาด้วยลวดลายประหลาดๆ ก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปอ่านชื่อหนังสือ เพื่อดูว่ามันคือหนังสือเกี่ยวกับอะไร

อะไรเนี่ย... ตำรารวบรวมสัตว์ร้ายในตำนาน ?

จะเป็นหนังสือที่ครีเอทไปนะ -_- คนเราจะอยากรู้เรื่องสัตว์ร้ายในตำนานไปทำไมกัน เอาไว้แต่งแฮรี่พ็อตเตอร์ภาคพิเศษเหรอ? ประหลาดชะมัด

“ไม่ยักรู้ว่าเธอชอบอ่านอะไรพวกนี้ด้วย มิน่าล่ะ ถึงชอบฝันอะไรเพ้อเจ้อบ่อยๆ”

“นี่มันไม่ใช่ของฉันซะหน่อย” ฉันเบ้หน้าใส่เจวาน ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงหนังสือนั่นมาเปิดดูผ่านๆ แต่หนังสือนี่มันฝุ่นเยอะจริงๆ นะ ให้ตายเหอะ -_-^

“เออ ว่าจะถามตั้งนานละ นายจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนเสร็จหรือยัง” ฉันถามโดยที่ตายังคงมองสัตว์ประหลาดในหนังสืออยู่ แต่ละตัวหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวกว่าที่ฉันเคยเห็นในการ์ตูนซะอีกนะเนี่ย

“เรียบร้อยแล้ว”

“แน่ใจ?” ฉันหันกลับมาหรี่ตามองเจวานอย่างไม่ไว้ใจ ไอ้ท่าทางสบายใจเกินไปแบบนี้มันน่าเชื่อซะที่ไหนล่ะ เผลอๆ หมอนี่อาจจะยังไม่ได้จัดการอะไรเลยด้วยซ้ำ คิดถูกหรือคิดผิดก็ไม่รู้ที่ปล่อยให้คนเรื่อยเฉื่อยอย่างเขาจัดการเรื่องสำคัญแบบนี้คนเดียว -_-

“ฉันให้พ่อจัดการให้เรียบร้อยแล้วล่ะน่า อาทิตย์หน้าก็ขนของเข้าไปไว้ที่หอพักได้เลย” เขาบอกสีหน้ารำคาญ คำยืนยันของเจวานทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถ้าหากว่าเรายังลอยชายอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ มีหวังเรียนไม่ทันชาวบ้านเค้าพอดี =_=

แต่ว่ามันก็น่าแปลกนะ ที่โรงเรียนทางนั้นรับเราเข้าเรียนอย่างง่ายดาย แถมไม่ซักประวัติอะไรเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่พวกเราย้ายเข้าไปเรียนกลางเทอม แถมมีประวัติไม่ดีทั้งคู่ด้วย (คะแนนความประพฤติของเจวานโดนหักไปกว่าครึ่ง ส่วนของฉัน...มันติดลบไปตั้งแต่สามวันแรกที่เปิดเทอมแล้ว =_=;) แต่เชื่อเถอะว่าไอ้ประวัติไม่ดีเหล่านั้น มันเกิดจากการใส่ร้ายป้ายสีล้วนๆ ทั้งจากยัยเจนนิเฟอร์ และ...ใครก็ตามที่เหม็นขี้หน้าคนจนๆ อย่างฉัน -_- คนพวกนั้นพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ฉันไม่ต้องอยู่ในโรงเรียนสุดจะไฮโซของพวกเขาให้เป็นราคีอีกต่อไป

ฉันว่า บางครั้งคนรวย ก็ชอบทำอะไรไร้สาระนะ เห็นด้วยมั้ย?

โอเค ฉันว่าฉันหลุดประเด็นและ -_-; อันที่จริงสิ่งที่ฉันจะพูดคือ ฉันแอบงงอยู่เหมือนกันที่เซนต์ลูดอล์ฟรับพวกเราเข้าเรียนกลางเทอม โดยไม่สนใจที่มาที่ไปของพวกเราเลย

แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ เพราะฉันจะได้ทำอะไรๆ ง่ายขึ้นหน่อย... ฉันหมายถึงเรื่องตามหาพี่ชายน่ะ ...เอ๊ะ นี่ฉันบอกไปหรือยังนะว่า เซนต์ลูดอล์ฟ คือโรงเรียนประจำที่โรเบิร์ตเรียนอยู่?

เอาเถอะ ถ้ายังก็ถือว่าบอกไว้ซะตรงนี้เลยละกันนะ -_- ส่วนเหตุผลที่ย้ายไปเรียนที่นั่นก็มีอยู่สองประการหลักๆ คือ หนึ่ง ฉันเพิ่งโดนไล่ออกจากโรงเรียน ประวัติไม่ดี และไม่คิดว่าจะมีโรงเรียนไหนในละแวกนี้จะรับฉันเข้าเรียนแล้วล่ะ ดังนั้นเซนต์ลูดอล์ฟจึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะมันอยู่ห่างจากที่นี่หลายไมล์ และเท่าที่ฉันได้ยินมา ที่นั่นเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะจน รวย ดี เลว ให้ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครมองว่าใครด้อยกว่า ซึ่งฉันว่ามันเจ๋งดี

และประการที่สอง... ข้อนี้สำคัญที่สุด ถือเป็นจุดประสงค์หลักของการย้ายไปเรียนที่นั่นเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ...ฉันจะไปตามหาตัวโรเบิร์ต

มันฟังดูบ้านะ แต่ฉันจะทำจริงๆ ฉันอยากพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าเขายังอยู่รอดปลอดภัยดี และไม่ได้ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ที่ไหน  

“เธอแน่ใจแล้วเหรอว่าจะใช้วิธีนี้จริงๆ บางทีการย้ายไปเรียนที่นั่น อาจจะไม่ทำให้เธอหาตัวโรเบิร์ตเจอก็ได้นะ ถ้าหากว่าเขา...”

“ต้องเจอสิ” ฉันขัดขึ้นมาทันที เพราะไม่อยากฟังข้อสันนิษฐานในแง่ลบของเจวาน “ฉันเชื่อว่าเขาอยู่ที่นั่น และยังมีชีวิตอยู่” ฉันพูดสีหน้าจริงจัง เจวานเลยได้แต่ยักไหล่อย่างไม่รู้จะเถียงอะไร

“แล้วนายล่ะ ตกลงจะย้ายไปกับฉันจริงๆ น่ะเหรอ”  ฉันถามในสิ่งที่สงสัยมานาน ความจริงแล้วเรื่องที่เกิดขึ้น เจวานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยสักนิด ถึงแม้ว่าเขาจะช่วยแก้ต่างให้ฉันจนถูกข้อหาสมรู้ร่วมคิดก็เถอะ แต่ว่าเขาก็โดนโทษแค่ทัณฑ์บน ซึ่งมันเล็กน้อยมากเมื่อพ่อของหมอนี่เป็นถึงผู้อุปถัมภ์โรงเรียน เพราะงั้นต่อให้ถูกทัณฑ์บนสักร้อยครั้ง เขาก็ไม่มีทางโดนไล่ออกหรอก -_- แต่สิ่งที่เจวานเลือกทำกลับเป็นการลาออกจากโรงเรียนพร้อมกับฉัน ทั้งๆ ที่มันไม่จำเป็นเลยสักนิด

“จะต้องให้บอกกี่ครั้งว่าฉันเอาจริง” เขาทำหน้าตาเบื่อหน่ายเหมือนไม่อยากจะพูดเรื่องนี้อีกแล้ว “เธอก็รู้ว่าฉันทนอยู่ในโรงเรียนงี่เง่านี่ได้ก็เพราะเธอ แล้วต่อไปถ้าเธอไม่อยู่แล้ว มันจะไปสนุกอะไรล่ะ จริงมั้ย” เจวานกระตุกยิ้มร้ายกาจให้ฉัน

ที่เขาพูด มันฟังดูเหมือนจะซึ้งนะ แต่ความจริง ฉันว่าหมอนี่แค่ไม่อยากอยู่ในโรงเรียนลูกคุณหนูนี่คนเดียวมากกว่า เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนเยอะไปกว่าฉันสักเท่าไหร่หรอก -_-^

“และที่สำคัญ ภารกิจตามหาพี่ชายของเธอ จะสำเร็จได้ยังไง ถ้าไม่มีผู้ช่วยที่ฉลาดเป็นกรดอย่างฉัน J

“เหอะๆ” ...กล้าพูดเนอะ -_-;

ฉันได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจในความหลงตัวเองของเจวาน ก่อนจะหันกลับมามองหนังสือที่อยู่ในมืออีกครั้ง แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อรู้สึกว่ากระดาษแผ่นสุดท้ายที่ฉันจับอยู่มันหนากว่าปกติ ฉันขมวดคิ้วอย่างงุนงง ก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขยี้เบาๆ ที่มุมหนังสือและพบว่ามันมีกระดาษสองแผ่นแปะติดกันอยู่

สงสัยหนังสือนี่มันจะเก่าเกินไปจริงๆ ด้วยแฮะ เล่นซะหน้ากระดาษติดกันขนาดนี้ น่าจะโละทิ้งได้แล้วมั้ง -_-

“ฉันหิวแล้ว ไปหาอะไรกินกันเหอะ”

ฉันได้ยินเสียงเจวานบ่น แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะกำลังทำการแหกไอ้กระดาษสองแผ่นนี้ให้มันแยกออกจากกัน แต่ว่ามันลำบากพอดูเลย เพราะดูท่าว่ามันจะแปะอยู่แบบนี้มานานจนกระดาษสองแผ่นแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว

แควก

เหวย O_o!

“ทำอะไรของเธอ -*-” เจวานชะโงกหน้าเข้ามาถามทันทีที่ได้ยินเสียงแห่งหายนะที่เกิดจากฝีมือฉัน

เอาแล้วไงล่ะ ยัยอลิซ =_= ฉันหันไปทำหน้าเหยเกใส่เจวานก่อนจะเลื่อนหนังสือเข้ามาใกล้ตัวเพื่อสำรวจความเสียหาย แล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือที่ฉีกขาด ไอ้เสียงแควกเมื่อกี้นี้เกิดจากการที่กระดาษที่ติดกันสองแผ่นนั่นมันแยกออกจากกันเท่านั้น

“ฮู่วว ตกใจหมด คิดว่าจะขาดซะแล้ว”

“หนังสือเก่าขนาดนั้น ถึงขาดไปก็ไม่มีใครสนใจหรอกน่ะ” เจวานว่าพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ในขณะที่ฉันยังคงขมวดคิ้วมองหนังสือที่อยู่ในมือด้วยความอยากรู้อย่างเห็น ก็แหม ไหนๆ มันก็อุตส่าห์แหกออกมาได้ตั้งครึ่งหนึ่งแล้วนี่นา ฉันก็เลยอยากจะแยกมันออกมาอย่างถาวรไปเลย จะได้รู้ด้วยว่าไอ้หน้าที่มันถูกแปะอยู่มันเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร -.-

“เลิกสนใจมันได้แล้ว ไปกินข้าวกันเหอะ” เจวานขยี้ผมฉันฉันยุ่งฟู ก่อนจะเอื้อมมือมาปิดหนังสือในมือฉันด้วยท่าทางรำคาญ

ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเขาตาขวางก่อนจะจิ๊ปากอย่างขัดใจ แต่อย่างอีตานี่หรือจะแคร์ เขาแค่ยักไหล่ และเพยิดหน้าไปที่ประตูทางออก เป็นเชิงถามว่า จะไปหรือเปล่า ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินล้วงกระเป๋าออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบจากฉันเลย

ชิ อีตานี่ เอาแต่ใจเป็นบ้า L

ถึงจะรู้สึกขัดใจแค่ไหนแต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะเดินตามเขาไป แต่ทว่า...

พรึ่บ~!

...!!?

ขณะที่ฉันกำลังเก็บของเพื่อจะตามเจวานไป จู่ๆ ก็มีลมพัดมาจากที่ไหนไม่รู้ แรงมากจนทำให้ผมสีไวน์ที่ปล่อยสยายของฉันถูกพัดจนกระจายปรกหน้าปรกตาไปหมด

โอ๊ยๆๆ อะไรเนี่ย!?

            พรึ่บๆๆ~

            “บ้าเอ๊ย!” ฉันสบถออกมาอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะหันไปมองรอบๆ เพื่อหาว่าไอ้ลมบ้านี่มันพัดมาจากที่ไหน แต่ไม่ว่าจะมองยังไง ฉันก็ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนเป็นแหล่งกำเนิดลมได้เลย รอบๆ ด้านไม่มีหน้าต่างบานไหนเปิดเอาไว้ แถมไม่มีใครเปิดพัดลม หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้มีลมพัดในห้องสมุดอับๆ นี่ได้เลยด้วย

            อะ...อะไรเนี่ย =O=;

            ฉันได้แต่ขมวดคิ้วอย่างงุนงงกับสถานการณ์ประหลาด ในขณะที่กระแสลมได้สงบลงแล้ว ฉันยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งไม่เป็นทรง ก่อนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ... ไม่ปกติอย่างรุนแรงเลยด้วย =_=;;

            หนังสือ ตำรารวบรวมสัตว์ร้ายในตำนาน เล่มหนาเตอะถูกกางออกด้วยสภาพที่น่าประหลาด... ฉันไม่คิดว่ามันจะเปิดออกเพราะแรงลมเมื่อครู่นี้ เพราะปกหนังสือหนาพอที่จะต้านแรงลมจิ๊บจ๊อยนั่นได้สบาย แต่สภาพของหนังสือ มันเหมือนกับ...มีใครจงใจมาเปิดมันเอาไว้ยังไงยังงั้น... แต่สิ่งที่ทำให้ฉันถึงกับอ้าปากค้าง กลับไม่ใช่เรื่องที่ว่าหนังสือเปิดออกมาได้ยังไง แต่เป็นเพราะหน้าที่ถูกเปิดออกต่างหาก...

            มันคือกระดาษหน้าสุดท้ายที่ถูกแปะติดกับกระดาษอีกแผ่น กระดาษสองแผ่นที่ฉันพยายามแงะมันอยู่พักใหญ่แต่ก็ล้มเหลว กลับถูกแรงลมที่พัดมาเพียงเสี้ยววินาทีแยกออกได้อย่างง่ายดาย...

            คำถามคือ...มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?

            ฉันขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบหนังสือนั่นขึ้นมาดู แต่แล้วก็ต้องชะงักไปอีกรอบเมื่อได้เห็นภาพประกอบที่ปรากฏอยู่ในหนังสือหน้านั้น...

            พระเจ้า...O_O

ภาพที่ฉันเห็น...คือดวงตาเรียวคมคู่ใหญ่ที่ปรากฏออกมาท่ามกลางความมืดอันน่าหวาดกลัว...ซึ่งนั่น มันเหมือนกับที่ฉันเห็นในความฝันไม่มีผิด!

“เฮ้ อลิซ! มัวทำอะไรอยู่ ฉันรอนานแล้วนะ” เสียงตะโกนเรียกของเจวาน ทำให้ฉันถึงกับสะดุ้งนิดๆ ก่อนจะหันกลับไปมองเขาด้วยท่าทางมึนๆ

“อะ...อืมๆ กำลังจะไปแล้ว” ฉันตะโกนกลับไปโดยไม่สนใจว่าเสียงของพวกเราจะรบกวนการอ่านหนังสือของใคร เจวานขมวดคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยอมยืนรอต่อ ในขณะที่ฉันหันกลับมามองหนังสือนั่นอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

ฉันมั่นใจว่าฉันไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้...ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเก็บรูปที่อยู่ในหนังสือนี่ไปฝันเป็นตุเป็นตะแบบนั้น

ถ้าอย่างนั้นทำไมภาพนี่มันถึง...

            “อลิซ!

ให้ตายเถอะ!

ฉันสบถในใจอย่างหงุดหงิดเมื่อถูกเจวานเร่งอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจและมองหนังสือนั่นอย่างคิดหนัก อันที่จริงฉันอยากจะอ่านเนื้อความที่เขียนไว้ในหนังสือนี่นะ บางทีไอ้ตัวที่อยู่ในหนังสือ อาจจะเป็นตัวเดียวกับที่อยู่ในฝันของฉันจริงๆ ก็ได้ แต่ว่าวันนี้ฉันต้องไปแล้ว และคงจะไม่มีโอกาสได้เข้ามาในห้องสมุดนี่อีกแน่...ดังนั้น...

(- -  )(  - -)

แควก~!

แหม... ไหนๆ ฉันก็ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนข้อหาเป็นหัวขโมยอยู่แล้วนี่ ยังไงซะ ก็ให้ยัยหัวขโมยคนนี้ได้ทิ้งทวนอาชีพหลักของตัวเองอีกสักครั้งก่อนจากก็แล้วกันนะ :P


 

----------------------------------

Talk Talk Talk.... XD


มาแล้วจ้าตอนที่ 1 ^^
มาช้าไปมั้ย แต่ตั้งใจจะ อัพเรื่องนี้อาทิตย์ละตอนน้า -.-
ยังไงก็ฝากติชมด้วยนะคะ ^^

 

 

∆ ( คูลิโอ้' ) 。
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #55 อยากรู้อยากเห็น (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 15:30
    เซนลูดอฟมาจากเซนบลูตัสในเเฮรี่ปะคะ
    #55
    1
    • #55-1 makok_num(จากตอนที่ 3)
      11 ตุลาคม 2558 / 00:04
      ไม่ใช่ค่า ลูดอล์ฟแปลว่าหมาป่า ^^
      #55-1
  2. #45 Hirasawa_Porm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 เมษายน 2556 / 15:58
    หนูจาติดตามค่าาาาาาาาาา
    #45
    0
  3. #36 SuGar HoNey (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 เมษายน 2556 / 00:09
    สนุกมากเลยคะ ชอบแนวนี้มากเลย
    รีบอัพให้จบเรื่องนะคะ จะรออ่านค้า^O^

    #36
    0
  4. #25 PLAY$: (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 เมษายน 2556 / 14:03
    น่าสนใจมากกกกกกกก จะซื้อมาเก็บไว้
    #25
    0
  5. #23 sarunoth (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 21:56
    ซะงั้น ขอทิ้งทวนอาชีพ... =[]=!!!
    #23
    0
  6. #18 ThePitch (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 / 20:44
    เป็นฝันที่น่ากลัวมากกก TT________TT
    กลัวทั้งร็อบกลัวทั้งเงาา ! 555555 
    อลิซตื่นมาจ้องตากะบรรณารักษ์(?) 
    ฮาาาาาา !! 55555555555
    กรี๊ดดด (?) เจวานนน *0* 
    ออกมาได้ขี้เกียจมาก -.-
    ไม่เป็นไรให้อภัย !! หล่อ(?) 5555555
    อ่านกี่รอบก็ยังระทึกกะฝัน เป็นฝันที่น่ากลัวจริงๆ 55
    และ และ แล้ะะ ! ก็ชอบประโยคสุดท้ายเหมือนเคยย !! 5555
    เป็นอะไรที่อ่านแ้ล้วฮามากกกกกกก !
    อ่านกี่ทีก็ฮาา 555 ตอนนี้ยังขำอ่ะ 555
    มีใครเป็นเหมือนเค้ามั้งงงงงงง 55
    รอตอนต่อไปค้าบบ :))~ 5555555 

    ปอลิง.. คิดถึงไรท์ ! 5555555555555

    #18
    0
  7. #15 LuKtArN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มกราคม 2556 / 20:00

    เอาหนุ่มสุดฮอตมาฝากกกก

    มาตามอ่านนิยายน้องสาววว

    ><

    เป็นความฝันที่ระทึกใจมากก

    55555555555555555555555555


    รีบมาอัพเบยยย

    จุ๊ฟๆๆๆๆๆ


    ปล. ชอบเพลงจุงเบย  จังหวะตื้ดมาก 
    #15
    0