Walking In The Dark พลิกตำนานร้าย ป่วนตำนานรัก

ตอนที่ 10 : Chapter 7 : Casaway...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 691
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 เม.ย. 56



 

7

Casaway....

 

            “ร็อบ นะ...นั่นพี่เหรอ...?” ฉันครางออกมาเบาๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ในขณะที่ร่างสูงเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว

            นี่ฉัน...ฝันเหรอ? หรือมันคือภาพลวงตา ...ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ คือเขา...จริงๆ น่ะเหรอ...?

            “อลิซ” แต่ทันทีที่เสียงนุ่มทุ้มของเขาเรียกชื่อฉันออกมา ฉันก็ไม่ต้องการคำยืนยันใดๆ อีก ฉันยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้องพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดเขาไว้แน่นจนโรเบิร์ตถึงกับผงะ

            “พี่หายไปไหนมาน่ะฮะ! รู้บ้างมั้ยว่าฉันเป็นห่วงจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!” ฉันตวาดใส่เขาทั้งที่ใบหน้ายังคงซุกอยู่กับแผงอกกว้าง น้ำตาแห่งความโล่งใจเริ่มไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

            นี่คือเขา...ใช่เขาจริงๆ

            โรเบิร์ตยังคงไม่พูดอะไร ฉันรู้สึกได้ว่ามือของเขาเลื่อนมาสัมผัสที่ผมของฉันเบาๆ แต่แล้วจู่ๆ มือนั้นก็เปลี่ยนเป็นเลื่อนมาจับไหล่ฉัน พร้อมกับผลักร่างของฉันออก

            “?” ฉันเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเงยหน้ามองโรเบิร์ตที่ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งซะจนน่าแปลกใจ

            “ร็อบ พี่เป็นอะไรหรือเปล่า?”

            “เธอมาที่นี่ทำไม” ฉันยังไม่ทันจะถามจบดี น้ำเสียงจริงจังของโรเบิร์ตก็ถามแทรกขึ้นมาเสียก่อน ฉันชะงักไป ก่อนขมวดคิ้วตอบ

            “ทำไมถามแบบนั้น ฉันก็มาตามหาพี่ไงล่ะ จู่ๆ ก็มาหายตัวไป จะให้ฉันอยู่เฉยๆ งั้นเหรอ” ฉันว่าเสียงเครียด พร้อมกับส่งสายตาคาดโทษเขา ที่ทำให้ฉันว้าวุ่นใจจนแทบจะเป็นบ้าไปแล้วด้วยซ้ำ

            ฉันคิดไปต่างๆ นานากลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป ยิ่งไม่ได้เบาะแสอะไรเลยฉันก็ยิ่งร้อนใจ แต่จู่ๆ เขาก็กลับมา กลับมาโดยที่ไม่เป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ให้ตายเถอะ นี่มันปาฏิหาริย์ใช่มั้ย?

            “ฉันไม่ได้เป็นอะไร” เขาตอบเสียงเรียบ

            “มันก็ใช่ แต่พี่หายตัวไปนะ หายไปโดยไม่ติดต่อมาเลยตั้งหนึ่งเดือน แล้วพี่จะไม่ให้ฉัน...”

            “ได้ยินว่าเธอถูกไล่ออกแล้ว” ยังไม่ทันที่ฉันจะเถียงจบ โรเบิร์ตก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน ฉันชะงัก ก่อนจะหลบสายตา

            “ชะ...ใช่” ตอบเสียงอ้อมแอ้ม รู้สึกผิดขึ้นมาเพราะว่าเขาอุตส่าห์หาเงินมาให้ฉันเรียน แต่ฉันกลับทำเรื่องไร้สาระจนถูกไล่ออกมา นี่มันเท่ากับว่าสิ่งที่เขาทำไปมันสูญเปล่าชัดๆ “ฉันบอกแล้วไงว่าไอ้โรงเรียนไฮโซนั่นมันไม่เหมาะกับฉันสักนิด ฉันถึงย้ายมาที่นี่ไง ให้ฉันเรียนที่นี่เถอะ สาบานเลยว่าฉันจะไม่ก่อปัญหา” ฉันทำหน้าขอร้องอย่างจริงจัง อันที่จริงเราควรจะคุยกันเรื่องที่เขาหายตัวไปนะ แต่ไหงประเด็นมันกลับวกเข้ามาหาเรื่องของฉันซะอย่างนั้น =_=

            “ฉันหาที่เรียนให้ใหม่แล้ว พรุ่งนี้ย้ายออกไปจากที่นี่ซะ”

            “ฮะ?”

            “และช่วงนี้ฉันจะหายไปสักพัก ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันไม่ได้เป็นอะไร” พูดจบเขาก็เดินผ่านร่างฉันไปราวกับหมดธุระที่จะคุยแล้ว ในขณะที่ฉันได้แต่ยืนอึ้งอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้

            “ดะ...เดี๋ยวสิ” ฉันเอื้อมมือไปรั้งแขนข้างหนึ่งของเขาเอาไว้ “หมายความว่ายังไง นี่พี่ไล่ฉันเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วถาม

            “...” โรเบิร์ตเงียบไป เขามองหน้าฉันนิ่งๆ ก่อนจะแกะมือฉันออกจากข้อมือเขาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน

            “ทำตามที่ฉันบอก ไปจากที่นี่ซะ มันไม่ใช่ที่ที่เธอควรมาอยู่” เขาย้ำคำเดิมอีกครั้ง และหมุนตัวเดินกลับไปที่ประตู โดยไม่มีท่าทีสนใจเลยว่าคำพูดของเขามันจะทำร้ายจิตใจของฉันยังไง

            “...” ฉันได้แต่ยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก จนกระทั่งเขากำลังจะเดินไปถึงประตูห้อง ฉันจึงรู้สึกตัวว่านี่มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง...ไม่เลยสักนิด

มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ ...อย่างน้อยเขาก็ควรจะดีใจ...ดีใจที่เห็นฉัน ขอโทษฉันที่เขาทำให้เป็นห่วง หรือไม่ก็ดุด่าว่าฉันก็ได้ที่ทำอะไรลงไปโดยที่ไม่ปรึกษา แต่นี่เขากลับ...

            “ฉันไม่ไป!” ฉันพูดขึ้นมาเสียงดัง พร้อมกับจ้องโรเบิร์ตที่ชะงักไปเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันตอบแบบนั้น

            “ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” ทันทีที่เขาหันมา ฉันก็สบตาเขาด้วยสายตามุ่งมั่น “ต่อให้พี่ไล่ฉันอีกกี่ครั้งฉันก็ไม่ไป ได้ยินมั้ยร็อบ” น้ำเสียงของฉันมันฟังดูแข็งกร้าว แต่แน่นอนว่าฉันพูดมันออกมาด้วยความเจ็บปวด

            ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกผลักไส นี่ฉัน...ทำอะไรผิดงั้นเหรอ?

            โรเบิร์ตสบตากับฉันอยู่อย่างนั้นสักพัก ก่อนที่เขาจะหลบสายตาไปพร้อมกับแววตาที่หม่นแสงลง ราวกับว่าเขากำลังรู้สึกผิดกับอะไรบางอย่าง ก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเรียบเฉยอีกครั้ง

            “อลิซ” เขาเรียกชื่อฉัน

            แต่เขาจะเรียกทำไม ในเมื่อไม่คิดจะอธิบายอะไร ตั้งแต่ที่เห็นหน้ากันเขายังไม่ได้บอกฉันเลยว่าเขาหายไปไหน เขาเป็นยังไงบ้าง หรือถามว่าฉันยังสบายดีอยู่มั้ย แต่สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการไล่ฉัน ไล่ฉันซึ่งๆ หน้าทั้งที่ฉันอยากอยู่กับเขา นี่มันแย่...แย่สุดๆ

            “...”

            “...”

            บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอึมครึม ทั้งฉันและโรเบิร์ตต่างก็ไม่พูดอะไร เรามองหน้ากันนิ่งๆ สื่อสารกันทางสายตา แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อ่านไม่ออกว่าสายตาแบบนั้นของเขามันหมายความว่าอะไร คงพอๆ กับที่เขาเอง ก็คงมองเห็นแต่ความสับสนและงุนงงในแววตาของฉัน

            ปังๆๆๆ!

            เสียงทุบประตูดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันและโรเบิร์ตละสายตาออกจากกัน เรายังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงอะไร และดูเหมือนเจ้าของฝ่ามือที่รัวประตูอยู่ตอนนี้ก็คงจะรู้ตัวว่าไม่มีใครสนใจจึงจัดการผลักประตูที่ฉันไม่ได้ล็อกเข้ามา

            ปัง!

            “ยัยเด็กใหม่! หล่อนกล้าดียังไง...!” เสียงแหลมๆ ที่ฉันจำได้ว่าเป็นเสียงของยัยเอมี่ชะงักไปทันทีที่ประตูเปิดออกมา และพวกหล่อนพบว่าฉันไม่ได้อยู่ในห้องนี้คนเดียว ยัยเอมี่และลูกสมุนถึงกับอ้าปากค้างทันทีที่โรเบิร์ตหันกลับไป

            “คะ...คุณ...” ฉันได้ยินเสียงยัยเอมี่ครางออกมาเบาๆ แต่ก็เงียบไปเหมือนพูดอะไรไม่ออก ไม่กี่วินาทีต่อมายัยประธานหอก็เดินตามขึ้นมา ก่อนจะชะงักไปเหมือนกันที่ได้เห็นร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้า หล่อนมองโรเบิร์ตอย่างงุนงงเล็กน้อย ก่อนเลื่อนสายตามาที่ฉันแล้วเปลี่ยนเป็นแววตาไม่พอใจ

            “นายมาที่นี่ทำไม ไม่รู้หรือไงว่าหอหญิงผู้ชายห้ามเข้าน่ะ” น้ำเสียงและท่าทางที่ใช้พูด ราวกับว่าหล่อนรู้จัก หรือสนิทสนมกับโรเบิร์ตมาก่อนยังไงยังงั้น

            เขาตีหน้านิ่ง มองยัยประธานหอที่ยังคงทำหน้าบูดบึ้ง “ฉันกำลังจะไปแล้ว” พูดจบเขาก็เหลือบสายตากลับมามองฉันก่อนพูดย้ำประโยคที่ทำร้ายจิตใจของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “ไปซะ อย่าให้ฉันเจอหน้าเธอที่นี่อีก” พูดจบเขาก็เดินผ่านยัยพวกนั้นออกกจากห้องไป ในขณะที่ทุกคนได้แต่ยืนอึ้ง แหวกทางให้เขาเดินออกไปอย่างง่ายดาย

            “ร็อบ! เดี๋ยวสิ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ ร็อบ!” ฉันกำลังจะวิ่งตามเขาไป แต่กลับถูกยัยประธานหอขวางหน้าเอาไว้

            “มีอะไร!” ฉันตวาดใส่หล่อนในขณะที่สายตายังคงมองตามแผ่นหลังของโรเบิร์ตที่ห่างไกลออกไปทุกที

            “เธอทำผิดกฎ ถ้าไม่อยากถูกไล่ออกจากหอ ก็รีบกลับเข้าห้องไปซะ” เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ใครจะไปสนใจเรื่องพรรค์นั้นกันล่ะ

            “จะทำอะไรก็ตามใจ” ฉันมองหล่อนตาขวาง ก่อนจะผลักออกให้พ้นทางและรีบวิ่งตามโรเบิร์ตไป แต่พอฉันวิ่งลงบันไดมา ร่างของเขาก็ไม่อยู่ตรงหน้าฉันอีกแล้ว ฉันมองซ้ายมองขวาพร้อมกับวิ่งลงบันไดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงชั้นหนึ่ง ฉันมองไปรอบๆ ล็อบบี้ เดินหาจนทั่ว แต่ปรากฏว่าไม่มีวี่แววของร่างสูงที่ฉันวิ่งตามมาเลย ฉันลองวิ่งออกไปที่นอกหอ แต่ผลก็เหมือนเดิม

            โรเบิร์ตหายไปแล้ว...

 

          นี่น่ะเหรอ เด็กที่เขาเล่ากันว่าเป็นตัวซวยน่ะ?

            ‘ใช่ คิดดูนะ พอเด็กนี่ย้ายเข้ามา บ้านนี้ก็มีแต่เรื่องอัปมงคล ทั้งธุรกิจล้มละลาย แถมไม่นานสามีภรรยาเจ้าของบ้านยังมาประสบอุบัติเหตุตายทั้งคู่อีก นี่มันตัวหายนะชัดๆ

            ‘ตายจริง ถ้าอันตรายขนาดนั้นพวกเราถอยออกมาห่างๆ ดีกว่า

            ‘ดูสายตาที่มองมาสิ อย่างกับพวกสัตว์เดียรัจฉานที่ยังเลี้ยงไม่เชื่องยังไงยังงั้น

            ... เสียงซุบซิบนินทาต่างๆ นานาดังขึ้นมาทันทีที่ฉันปรากฏตัวขึ้นมาหน้าหลุมศพของคุณและคุณนายฮวอกินส์ ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกพวกเขาว่าพ่อหรือแม่ เพราะเรายังไม่ทันได้ผูกพันกันถึงขนาดนั้น และพวกเขาก็ยังไม่ได้จดทะเบียนรับฉันเป็นลูกบุญธรรมอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ

ถึงแม้พิธีศพจะเสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ยังเหลือบรรดาแขกที่มาร่วมงาน และญาติสนิทที่ยังคงร่ำอาลัยกันอยู่ แต่แล้วสายตาเศร้าสร้อยของญาติผู้ใหญ่ กลับเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความอาฆาตแค้นทันทีที่หันมาเห็นฉัน

            ร็อบ! ป้าบอกแล้วไงว่าไม่ให้พานังเด็กนี่เข้ามาในงาน อยากจะให้มีใครในนี้ตายตามพ่อกับแม่ของเธอไปอีกหรือไง!’ หญิงวัยกลางคนที่มีศักดิ์เป็นป้าบุญธรรมของฉันตวาดขึ้นมาเสียงดังจนทำให้ทุกสายตาในงานหันมาหยุดอยู่ที่ฉัน

            แต่ป้าฮะ...

            ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น เอามันออกไปเดี๋ยวนี้ นังตัวซวย!’ น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตวาดใส่ฉันราวกับไม่รู้ว่าฉันเป็นเพียงแค่เด็กอายุเจ็ดขวบ แต่แน่นอนว่าสมองของฉันไม่ใช่แค่เด็ก ฉันรู้และเห็นอะไรมามากกว่าที่เด็กวัยเดียวกันจะได้รู้และได้เห็นเยอะแยะ

            ฉันเงยหน้าขึ้นมองผู้ใหญ่ที่สูงกว่าตัวเองหลายฟุตด้วยสีหน้าแสดงถึงความไม่พอใจอย่างไม่คิดปิดบัง

            ฉันเกลียดคำนี้...คำว่า ตัวซวย เกลียดมาตั้งแต่จำความได้ หรือบางทีฉันอาจจะเกลียดมันมาตั้งแต่เกิดแล้วด้วยซ้ำ

            ...แต่ไม่รู้ทำไม ไอ้คำพูดที่ฉันเกลียดแสนเกลียดนี้ มันกลับตามหลอกหลอนฉันไปทุกที่ซะจนฉันแอบเชื่อว่ามันคือนิยามสำหรับตัวฉันไปแล้ว

            ฉันเดินออกมานอกงาน โดยไม่วายพังเก้าอี้ที่วางอยู่แถวนั้นเป็นการระบายอารมณ์ เรียกเสียงกรี๊ดจากคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ใหญ่ แต่กลับอาฆาตแค้นฉัน เพียงเพราะเหตุผลลมๆ ที่อุปมากันไปเองว่าฉันมันคือตัวซวยที่ไม่ควรเข้าใกล้

            น้ำตาของฉันไหลลงมาช้าๆ ด้วยความเจ็บใจ อัดอั้นตันใจ...หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องร้องไห้กับความรู้สึกแบบนี้ ...ฉันทำผิดเหรอ ฉันผิดใช่มั้ยที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้จนทำให้พวกเขาพบแต่ความวิบัติ เป็นฉันใช่มั้ยที่ทำให้คนดีๆ อย่างพวกเขาสองคนต้องด่วนจากโลกนี้ไป

...อันที่จริง ฉันมันผิดมาตั้งแต่เกิดแล้วสินะ ใช่มั้ย?

            เฮ้! จะไปไหนน่ะ นั่นไม่ใช่ทางกลับบ้านเรานะเสียงโวยวายที่ฉันรู้ดีว่ามันคือเสียงพี่ชายต่างสายเลือดของฉันดังไล่หลังมา ในขณะที่ฉันได้แต่เดินลากเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย

            เมื่อกี้เขาว่ายังไงนะ ทางกลับบ้านงั้นเหรอ? เหอะ...ของพรรค์นั้นน่ะ ฉันเคยมีซะที่ไหน

            เฮ้! ไม่ได้ยินเหรอ เธอกำลังเดินไปผิดทางนะ

            เลิกยุ่งกับฉันซะที ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน!’ ฉันหันกลับไปตวาดใส่เขาอย่างเหลืออด หมอนี่เป็นบ้าไปแล้วหรือไง ทั้งๆ ที่ญาติคนอื่นๆ เชื่อว่าเป็นเพราะฉันครอบครัวของเขาถึงต้องพบกับเรื่องแย่ๆ แต่หมอนี่กลับตีหน้ามึนทำเป็นไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น และพยายามทำตัวสนิทสนมกับฉันซะจนดูน่ารำคาญ

            เขาจ้องหน้าฉัน ก่อนจะเอียงคอถาม ร้องไห้อยู่เหรอ?

            พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ฉันจึงรู้ตัวว่าแก้มทั้งสองข้างของตัวเองล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา จึงรีบเช็ดออกอย่างลวกๆ พร้อมกับตวาดใส่เขาที่เดินเข้ามาใกล้

            อย่าเข้ามานะ! นายอยากตายตามพ่อกับแม่ไปอีกคนหรือไง ฉันยืมคำพูดของป้าเขามาใช้ คำพูดแสนเจ็บปวดที่แม้ฉันเป็นคนพูดเองก็ยังอดเจ็บเองไม่ได้

            เด็กชายผมสีกาแฟตรงหน้าฉันนิ่งไปสักพัก ก่อนจะหัวเราะ...

หัวเราะ งั้นเหรอ...?

            ขำบ้าอะไรฉันถามน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ แต่หมอนี่ก็ยังหัวเราะไม่หยุด ถึงแม้จะพยายามกลั้นขำ แต่ก็ยังเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขาอยู่ดี

            เธอนี่ตลกเขาว่าพลางยิ้มให้ฉัน

            ฉันเนี่ยนะตลก ตลกร้ายล่ะสิไม่ว่า =_=

            ‘เด็กน้อยอย่างเธอจะทำอะไรฉันได้หรือไง เขามองฉันด้วยสายตาท้าทาย ในขณะที่ฉันได้แต่ยืนนิ่งอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แล้วจู่ๆ หมอนี่ก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งอยู่ที่พื้นหญ้าข้างทางอย่างไม่สนใจว่ามันจะทำให้สูทสีดำราคาแพงที่คุณป้าสุดที่รักซื้อให้สกปรก

            เขาเงยหน้า ยิ้มให้ฉัน ถึงใครจะเข้าใจยังไงฉันก็ไม่สนหรอก ใครจะว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ฉันตายก็ช่าง แต่สิ่งที่ฉันรู้คือพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุ พวกท่านแค่รถคว่ำ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นว่าพลางยักไหล่

            ‘...ฉันนิ่งเงียบ สายตาที่เขามองมามันทำให้ฉันรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

            โรเบิร์ตหัวเราะน้อยๆ อีกครั้งราวกับว่าหน้าตาฉันมันมีคำว่าตัวโจ๊กแปะอยู่ แต่ฉันไม่สนใจสีหน้าของเขาแล้ว ฉันสนใจในสิ่งที่เขาพูดมากกว่า

            นี่นาย...ไม่เสียใจเหรอ พ่อกับแม่ของเขาเพิ่งจะมาจากไปนะ แต่ทำไมหมอนี่ถึงยังดูอารมณ์ดีอยู่ได้ล่ะ

            ดวงตาของโรเบิร์ตฉายแววความเศร้าขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆ ให้ฉัน

            มันไม่เกี่ยวกับว่าฉันเสียใจหรือไม่เสียใจหรอก แต่ฉันจะไม่มีทางโทษว่าใครเป็นตัวซวยที่ทำให้ชีวิตฉันแย่ เพราะฉันจะไม่ให้ใครมากำหนดชะตาชีวิตของฉันทั้งนั้น ไม่ว่าเธอ หรือใครๆ ฉันจะกำหนดชีวิตของฉันเองเท่านั้น ได้ยินมั้ย ยัยตัวซวย เขายังคงพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าคำว่าตัวซวยมันไม่มีผลอะไรกับความรู้สึกของฉัน มันไม่ได้ทำให้ฉันโกรธ ไม่ได้ทำให้ฉันอึดอัดหรืออัดอั้นในใจเหมือนที่ผ่านมา แต่ฉันกลับรู้สึก...ประหลาด...มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก จนฉันไม่อาจบรรยายมันออกมาเป็นคำพูดได้เลย

            ในขณะที่ฉันได้แต่ยืนอึ้ง โรเบิร์ตก็ลุกขึ้นจากพื้นหญ้า ปัดกางเกงสองสามทีและหมุนตัวเดินไปอีกทาง ฉันคิดว่าเขาจะกลับไปในงานและทิ้งฉันไว้ที่นี่แน่ แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเท้าของเขาหยุดชะงัก ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับมาพูดกับฉันด้วยสีหน้ากวนประสาท

            เฮ้ มัวยืนงงอะไรอยู่ตรงนั้นล่ะ ไปเถอะ กลับบ้านเราได้แล้ว ยัยเด็กหลงทาง J

            ...

หมอนี่ห่างกับฉันแค่ปีเดียว...ปีเดียวเท่านั้นเอง แต่ทำไมเขาถึงได้ดูเป็นผู้ใหญ่ได้ถึงขนาดนี้ เขาดูอบอุ่น และเหมือนมีแสงสว่างอาบรอบตัวตลอดเวลา รอยยิ้มของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่าต่อให้เจอเรื่องร้ายอะไร แต่ถ้าได้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขและความหวังนี้ ฉันก็ไม่มีทางเสียใจอีกแล้ว

            นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่ามีใครสักคนที่ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย ทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน มันเป็นครั้งแรกที่มีคนพูดคำว่า บ้านกับฉันด้วยน้ำเสียงจริงใจ เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าในโลกนี้มันยังมีแสงสว่างแห่งความหวังอยู่ และมัน...เป็นครั้งแรก ที่น้ำตาของฉันไหลออกมาเพราะความดีใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

            นี่ฉัน...กำลังจะมีไอ้สิ่งที่เรียกว่า บ้านเหมือนคนอื่นเขาแล้วจริงๆ ใช่มั้ย...?

           

            ฉันนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อน นึกถึงครั้งแรกที่ฉันคุยกับร็อบด้วยความสนิทใจ นึกถึงวันที่เป็นจุดเริ่มต้นของพวกเรา ...ตั้งแต่วันนั้นมา เขาก็เหมือนเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตที่ดำมืดของฉันมาตลอด แสงสว่างที่ไม่มีทีท่าว่าจะริบหรี่ แต่แล้วทำไม...ฉันกลับมองไม่เห็นแสงสว่างนั่นจากโรเบิร์ตเมื่อคืนนี้เลย...เขาดูหม่นหมองอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน มันเหมือนกับว่า นั่นไม่ใช่ตัวเขา... สิ่งที่เขาทำเมื่อคืน มันกลับตาลปัตรไปหมด เขาไม่ยิ้มให้ฉันเหมือนทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกัน เขามองฉันด้วยสายตาเย็นชาอย่างที่เขาไม่เคยมอง และที่สำคัญ เขาพยายามผลักไสฉัน...ทั้งๆ ที่เคยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งให้ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

            เคร้ง!!

            ฉันตื่นขึ้นมาจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินเสียงเหมือนถาดอาหารหล่นลงพื้น ก่อนหันไปมองทางต้นเสียง แล้วก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มหน้าขอโทษคนที่เธอเดินชนจนถาดอาหารของเขาร่วง ฉันชะงักทันทีที่เห็นใบหน้าคู่กรณีของเธอคนนั้น ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะที่อยู่ในมุมมืดของตัวเอง เดินเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว

            คนที่กำลังมองเหตุการณ์อยู่ทำหน้างงทันทีที่ฉันเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงนายผมหยิกที่อยู่ตรงหน้าฉันเท่านั้นที่ทำสีหน้าตกใจ ก่อนที่เขาทำท่าเหมือนกับจะเดินหนี

            ใช่แล้ว ผู้ชายคนนี้คือเพื่อนของโรเบิร์ต

            “นายโกหกฉันใช่มั้ย” ฉันโพล่งขึ้นมาเสียงดัง ทำเอานายผมหยิกถึงกับหยุดชะงัก หันมาทำหน้าตาตื่นใส่

            “ธะ...เธอพูดเรื่องอะไร”

            “นายโกหกฉันเรื่องที่ร็อบขโมยของของนายใช่มั้ย เขาไม่ได้ขโมย ไม่ได้หนี และนายก็รู้ใช่มั้ยว่าเขาอยู่ที่ไหน” ฉันส่งสายตาคาดคั้นและดูเหมือนสิ่งที่ฉันคาดไว้มันจะไม่ผิด เมื่อคนตรงหน้าเริ่มมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เขามองฉันอย่างลังเลใจ ก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็งอีกครั้ง

            “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นน่ะแหละ เธอเลิกยุ่งกับฉันได้แล้ว”

            “ขอร้องล่ะ!” ฉันตะโกนขึ้นมาขณะที่เขากำลังจะเดินหนีไป เพื่อนของโรเบิร์ตหันกลับมามองฉันอีกครั้งด้วยสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด

            “ฉันอยากเจอเขา อยากคุยกับเขาอีกสักครั้ง ช่วยฉันหน่อยได้มั้ย” ฉันพูดหน้าตาเคร่งเครียด ไม่บ่อยนักหรอกที่ฉันจะยอมก้มหน้าขอร้องใคร แต่สำหรับเรื่องนี้ฉันทนไม่ได้จริงๆ ฉันอยากคุยกับโรเบิร์ตให้รู้เรื่อง แค่หมอนี่บอกมาว่าเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น

            “มะ...หมอนั่น...”

            “มีอะไรกันงั้นเหรอ J” แต่พอนายผมหยิกทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา จู่ๆ ก็มีผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาในวงสนทนาพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม ผมสีบลอนด์ของเขาสว่างจ้าและโดดเด่นซะจนไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าเป็นใคร

            ลูคัส...เขาเดินเข้ามากอดคอนายผมหยิก พร้อมกับส่งยิ้มให้ฉัน

            “ฉันกำลังคุยธุระกับเขาอยู่” ฉันพูดน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ หมอนี่จะเข้ามาแทรกทำไมกัน ฉันอุตส่าห์เกือบจะได้ข้อมูลอะไรแล้วเชียว

            เขายิ้มทะเล้น “งั้นเหรอ? ก็คุยสิ ตามสบายเลย ^^” เขายักไหล่ทำท่าไม่ยี่หระ ฉันจึงเลิกสนใจลูคัส แล้วหันมารอคำตอบจากเพื่อนของโรเบิร์ตแทน แต่แล้วฉันก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของนายผมหยิกดูเปลี่ยนไป เขาดูตื่นตระหนก และท่าทางเหมือนกับเด็กที่ถูกจับได้ว่ากำลังทำผิดร้ายแรง

            “ฉะ...ฉันไม่มีอะไรจะบอกเธอทั้งนั้นน่ะแหละ จะไปไหนก็ไป” ว่าจบเขาก็เดินไปยืนอยู่ด้านหลังลูคัสที่ยังคงยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ว่าดูยังไงมันก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่

            “หมายความว่ายังไง นี่นาย...!” ฉันกำลังจะเดินเข้าไปคุยกับนายผมหยิกให้รู้เรื่อง แต่ร่างของฉันกลับหยุดอยู่กับที่ เพราะมีใครบางคนมาดึงคอเสื้อด้านหลังของฉันเอาไว้

             ฉันหันกลับไปมอง และพบว่าเจ้าของมือหนาที่รั้งคอเสื้อฉันไว้จนหายใจแทบไม่ออกคือนายประธานนักเรียนอีกคนที่มายืนอยู่ด้านหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เคนเซย์มองหน้าฉันนิ่งๆ ก่อนจะปล่อยมือออก

            “สวัสดี” เขาทักหน้าตาเฉย

อะ...อะไรของหมอนี่เนี่ย =_=;

            ฉันขมวดคิ้วใส่เขาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะกวาดสายตามองไปด้านหลัง เคนเซย์ไม่ได้มาคนเดียว แต่ด้านหลังของเขายังมีอีตาชุนยืนอยู่ด้วย เขากำลังมองฉันอยู่ แต่พอฉันหันกลับไปสบตา หมอนั่นก็สะดุ้งนิดๆ ก่อนจะยกกล่องนมในมือขึ้นมาดูด ทำเป็นเบือนหน้าหนีเหมือนกับไม่สนใจ แต่ก็หันกลับมามองเป็นระยะๆ ดูมีพิรุธสุดๆ

            “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” ฉันละสายตาจากชุนตอนที่ได้ยินเสียงนิ่งๆ ของเคนเซย์เอ่ยขึ้นมา แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดกับฉัน แต่กำลังพูดอยู่กับนายประธานนักเรียนผมบลอนด์ที่ยังคงยืนยิ้มด้วยใบหน้ากวนประสาทนั่นต่างหาก

            ลูคัสยักไหล่ “ก็เอาสิ ฉันเองก็มีเรื่องจะคุยกับแกเหมือนกัน” พูดจบผู้ชายทั้งสี่คนก็ทำท่าว่าจะเดินออกจากโรงอาหารนี่ไปด้วยกัน ในขณะที่ฉันได้แต่ยืนอึ้งเพราะดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ

            “ฮะ...เฮ้ เดี๋ยวสิ พวกนายมีเรื่องจะคุยกันแล้วทำไมต้องลากนายหัวหยิกนั่นไปด้วยล่ะ เขากำลังคุยกับฉันอยู่นะ!” ฉันแหวใส่อย่างไม่ชอบใจที่ถูกเมิน ผู้ชายทั้งสี่คนหันกลับมามองฉันอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหานายผมหยิกที่ได้แต่ยืนทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ

            ฉันคิดว่าลูคัสจะพูดอะไรออกมา แต่เปล่าเลย คนที่พูดคือนายประธานผมดำที่มีท่าทางเย็นชาที่สุดนั่นต่างหาก

            “เธอน่ะ...” เขามองมาที่ฉัน

“?”

“จะออดแล้วนะ ไม่ไปเข้าเรียนหรือไง -_-” พูดจบเขาก็เดินนำทัพผู้ชายหน้าตาดีเดินจากไป และทิ้งให้ฉันได้แต่ยืนอึ้งอยู่ที่เดิม

            ...!

คนพวกนี้... ให้ตายเถอะ! อะไรกันเนี่ย!?

 

            ฉันโกรธคนพวกนั้น โกรธเคนเซย์ โกรธลูคัส ที่เข้ามาขัดขวางไม่ให้ฉันคุยกับเพื่อนของโรเบิร์ต แล้วฉันก็โกรธอีตาชุนด้วยที่เอาแต่ทำหน้ามึนเดินตามคนอื่นเขาไปต้อยๆ โดยที่ไม่คิดจะแย้งอะไรเลย ...และที่สำคัญ ฉันโกรธโรเบิร์ต...โกรธที่สุด ที่เขาทำให้ฉันวุ่นวายใจได้ขนาดนี้ ให้ตายเถอะ นี่ฉันจะบ้าตายขึ้นมาจริงๆ แล้วนะ!

            แต่นักเรียนอย่างฉัน จะทำอะไรได้ในวันที่คนอื่นเขาเข้าเรียนกันถ้วนหน้าแบบนี้ เจวานยังคงนอนอยู่โรงพยาบาลทำให้ฉันไม่มีเพื่อน และฉันก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ถ้าฉันไม่เข้าเรียนเช้านี้ มันจะเท่ากับว่าฉันโดดเรียนไปสามวันรวด =_= อันที่จริงฉันไม่ค่อยซีเรียสเรื่องเรียนหรอก เพราะมันสมองอย่างฉัน เรียนไปมันก็เท่านั้นแหละ ฉันไม่ได้ฉลาดจนได้ทุนเหมือนร็อบ ไม่ได้อัจฉริยะตั้งแต่อยู่ในท้องอย่างเจวาน ฉันมันก็แค่เด็กผู้หญิงธรรมดา ติดจะโง่ๆ เซ่อๆ ด้วยซ้ำ -_-

            ฉันเดินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงห้องเรียน เกรดสิบเอ็ด ห้อง D นี่มัน...เกือบบ๊วยเลยใช่มั้ยเนี่ย =_= พอเห็นท่าทางมึนๆ ของฉัน อาจารย์ที่กำลังสอนอยู่ในคาบโฮมรูมก็เรียกให้เข้าไปในห้อง ในขณะที่คนอื่นๆ นั่งอยู่ในที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

            “เธอคือเด็กใหม่ที่ย้ายมาเมื่อสองวันก่อนสินะ?” อาจารย์ผู้ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยถามหลังจากที่ฉันเดินเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว

            ฉันพยักหน้า ก่อนจะละสายตาจากหน้ามันแผล็บของอาจารย์มองสำรวจเพื่อนรอบๆ ห้อง และถ้าฉันไม่ได้คิดไปเอง ฉันรู้สึกว่า ห้องนี้มันมีบรรยากาศอึมครึมแปลกๆ ยังไงไม่รู้ -_- ฉันกวาดสายตามองไปเรื่อยๆ จนกระทุ่งมาหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลางห้อง สายตาไม่เป็นมิตรของหล่อน แทบจะทิ่มแทงฉันไปทั้งตัวอยู่แล้ว นี่มัน...ยัยผมแดงที่จะตบฉันตั้งแต่วันแรกที่ฉันย้ายเข้ามาเลยนี่ -_-^ จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยนะว่าหล่อนเกลียดชังอะไรฉันนักหนา ทำไมถึงได้ทำหน้าเหมือนกับขยะแขยงฉันซะขนาดนั้น =_=

            “แนะนำตัวสิ” เสียงใหญ่ๆ ของอาจารย์ดังขึ้นมาอีกครั้ง ฉันจึงเลื่อนสายตาออกจากใบหน้าอันไม่เป็นมิตรของยัยผมแดง และเงยหน้าขึ้นพูดแนะนำตัวเองแทน

            “ฉันชื่ออลิซ ฝากตัวด้วย” ฉันพูดแค่นั้นพลางผงกหัวทักทายทุกคนนิดๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครยินดีกับการมาของฉันสักเท่าไหร่ เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นมาทันทีที่ฉันพูดจบ แม้แต่พวกผู้ชายเอง ก็ยังเอาแต่มองหน้าฉันด้วยสีหน้าที่บรรยายไม่ถูก

            “ที่นั่งด้านหลังห้องว่าง เลือกได้ตามสบายเลย” อาจารย์บอกก่อนจะหันกลับไปสนใจกระดานต่อ

            ฉันมองไปยังที่ว่างแถวหลังที่มีเก้าอี้เหลือถึงสี่ที่ ฉันเลือกนั่งเก้าอี้ตรงริมหน้าต่าง และตั้งใจว่าจะจองโต๊ะข้างๆ ไว้ให้เจวานด้วย แต่พอฉันนั่งลงปุ๊บ เสียงนินทากลับดังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            อะไรของคนพวกนี้เนี่ย -*-

            ฉันเลิกสนใจพฤติกรรมประหลาดๆ พวกนั้น เมื่ออาจารย์เริ่มสอน ดูเหมือนว่าที่นี่จะเรียนช้ากว่าโรงเรียนเก่าของฉันสักบทสองบทได้นะ เพราะฉันคุ้นๆ ว่าเรื่องนี้เคยเรียนมาแล้ว ในขณะที่ฉันกำลังพยายามตั้งใจเรียนท่ามกลางการซุบซิบและสายตาแปลกๆ ที่เอาแต่จ้องฉันอย่างไม่สนใจอาจารย์ จู่ๆ ทั้งห้องก็เงียบลง พอหันไปมองที่ประตู ก็พบว่ามีร่างสูงกำลังเดินเข้ามา โดยไม่คิดจะสนใจจะขออนุญาตอาจารย์ที่ยืนพูดอยู่หน้าห้องเลยด้วยซ้ำ แต่ทันทีที่เขาเดินมาถึงท้ายห้อง และมองมาที่โต๊ะติดหน้าต่างที่ฉันนั่งอยู่หมอนั่นกลับชะงัก เหมือนทุกทีที่เห็นหน้าฉัน

            จะมีใครซะอีกล่ะที่มีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่อีตาชุน -_- เขามองหน้าฉันมึนๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวาเหมือนไม่รู้จะทำอะไร

            นี่หมอนี่เรียนห้องนี้งั้นเหรอ? ฉันคิดว่าเขาอยู่เกรดสิบสองเหมือนเคนเซย์กับลูคัสซะอีก ก็หมอนี่เป็นถึงรองประธานนักเรียนเลยนี่ ปกติพวกที่มีตำแหน่งแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรุ่นพี่เกรดสิบสองทั้งนั้น อ่า...เดี๋ยวสิ ถ้าอย่างนั้นเอ็มเจก็ต้องเรียนห้องนี้ด้วยน่ะสิ เพราะยัยนั่นเคยบอกว่าเธอกับชุนเรียนอยู่ห้องเดียวกัน แต่ทำไมฉันไม่เห็นยัยหัวฟูนั่งอยู่ในห้องเลยล่ะ หรือว่าโดดเรียน?

            “ชุน ผมค่อนข้างรู้นะว่าคุณมีตำแหน่งใหญ่โตในโรงเรียน แต่ในเมื่อคุณเข้าเรียนสาย ก็น่าจะกรุณาขออนุญาตผมสักคำ” อาจารย์พูดเหน็บแนมเขา คงเพราะไม่พอใจที่ตัวเองถูกเมินอย่างหน้าตาเฉย แต่แทนที่หมอนี่จะโกรธเหมือนที่พวกบ้าอำนาจถือว่าข้าใหญ่ทำเวลาถูกดุ เขากลับเกาท้ายทอยทำหน้างง ก่อนจะหันไปผงกหัวให้อาจารย์

            “ขอโทษครับ”

            ฉันเห็นอาจารย์ลอบถอนหายใจกับความหน้ามึนของเขา ก่อนโบกมือไล่ให้หมอนี่ไปนั่งที่ซะ เขาเลยค่อยๆ เดินมาด้านหลังห้อง ซึ่งฉันคิดว่าที่นั่งของเขาน่าจะอยู่ในบรรดาโต๊ะสี่ตัวที่ว่างอยู่นี่แหละ แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะบังเอิญถึงขนาดที่...

            “โต๊ะฉัน” เขาพูดเสียงนิ่งหลังจากที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน

            ฉันเงยหน้ามองเขาอย่างงงๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “โทษที ฉันไม่รู้”

            ถึงฉันจะเคยบอกว่าโกรธเขาเรื่องเมื่อเช้านี้ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้งี่เง่าถึงขนาดจะก่อสงครามแย่งที่นั่งในห้องเรียนที่มีแต่คนทำท่าเหมือนจะเกลียดฉันแบบนี้หรอกนะ แต่ตอนที่ฉันกำลังจะย้ายโต๊ะ หมอนี่กลับทำหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด

            “มะ...ไม่ต้อง ไม่ได้ไล่สักหน่อย จะนั่งก็นั่งไปสิ” ฉันขมวดคิ้วงุนงง หมอนี่เลยเอื้อมมือไปหยิบอะไรออกมาจากลิ้นชักโต๊ะด้วยท่าทางระมัดระวัง

            “แค่จะมาหยิบของ (_ _)” ว่าจบเขาก็ถือของที่ว่านั่นเดินไปยังโต๊ะว่างที่อยู่ตัวสุดท้ายของแถว แล้วนั่งลงด้วยสีหน้ามึนๆ ในแบบของเขา

            ฉันเงียบไปสักพักอย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็หย่อนก้นนั่งลงที่เดิมอย่างไม่คิดจะโต้แย้งอะไร ลองก้มมองดูที่ลิ้นชักโต๊ะอีกรอบเผื่อว่าเขาจะลืมอะไรไว้อีก แต่ก็พบว่าในนี้ไม่มีอะไรนอกจากนมกล่องแบบเดียวกับที่ฉันเห็นเมื่อเช้านี้วางอยู่หนึ่งกล่อง ฉันหยิบมันออกมา และยื่นไปให้เขา

            “นี่” ชุนหันกลับมามอง ฉันเลยเพยิดหน้าให้เขารับนมไป แต่หมอนี่กลับทำหน้าแปลกๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปเฉยเลย

            เฮ้ หมายความว่ายังไงเนี่ย =_=

            ฉันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเก็บนมใส่ลิ้นชักเหมือนเดิมและหันไปสนใจอาจารย์ต่อ ไม่ใช่ว่าฉันสนใจเรียน แต่เพราะว่ามันไม่มีอะไรทำต่างหาก ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบส่งข้อความหาเจวาน แต่หมอนั่นก็ไม่ส่งอะไรกลับมา ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง เจวานไม่ชอบโรงพยาบาล ฉันรู้ดีเลยล่ะ แต่ยังไงก็หวังว่าหมอนั่นจะไม่บุ่มบ่ามหนีออกมา จนตัวเองแผลเปิดอีกหรอกนะ -_-

            กริ๊งงง!

            “O_O!” ฉันสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ๆ โทรศัพท์ในมือก็ส่งเสียงขึ้นมาในห้องเรียนเงียบๆ ทุกสายตาต่างมองมาที่ฉันเป็นตาเดียว

            ฉันถึงกับหน้าเสียและกำลังจะกดตัดสาย แต่ทว่าเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอ กลับทำให้ฉันชะงักนิ้วมือไว้ได้ทันเสียก่อน

            โรงพยาบาล...?

            เมื่อวานก่อนที่จะกลับมาที่โรงเรียน ฉันฝากเบอร์โทรไว้ให้กับพยาบาลที่ดูแลเจวาน และกำชับอย่างหนักแน่นว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้โทรมาบอกฉันอย่างเร่งด่วน

            ฉันไม่ลังเลที่จะกดรับ แม้จะถูกสายตาเสียดแทงจากอาจารย์ที่ยืนมองอยู่หน้าห้องก็ตาม

            [คุณอลิซ เบรค หรือเปล่าคะ] เสียงหวานใสถามขึ้นมาทันทีที่ฉันกดรับ

            “ค่ะ” ฉันตอบสั้นๆ พร้อมกับหัวใจที่จู่ๆ ก็เต้นโครมครามขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเอาเสียเลย

            [ไม่ทราบว่าตอนนี้คนไข้ที่ชื่อเจวาน อิวานอล์ฟได้อยู่กับคุณหรือเปล่าคะ] น้ำเสียงนั้นเหมือนกับพยายามพูดให้ฟังดูเหมือนประโยคคำถามธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่านี่คือคำถามที่ร้ายแรง

            “ปะ...เปล่าค่ะ เขายังไม่ได้กลับมา...”

            [...] พอได้ยินฉันตอบกลับไปแบบนั้น ปลายสายก็เงียบไป ฉันจึงถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

            “เกิดอะไรขึ้นคะ?”

            [ไม่ต้องกังวลนะคะ ไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าคนไข้ไม่อยู่ในห้อง ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตามหาอยู่ คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะเจอค่ะ] เจ้าหน้าที่พยายามพูดไม่ให้ฉันรู้สึกกังวล ก่อนจะมีเสียงโวยวายดังแทรกเข้ามาในสาย และเจ้าหน้าที่ก็ตัดบทเพื่อไปจัดการกับเรื่องวุ่นวายนั่น

            [ถ้ายังไงทางโรงพยาบาลจะโทรไปแจ้งความคืบหน้าอีกครั้งนะคะ ขอบคุณมากค่ะ]

            “...” สายถูกตัดไปแล้ว แต่ว่าความกังวลของฉันไม่ได้หายไปด้วยเลย ฉันรู้สึกเหมือนถูกทุบหัวแรงๆ แต่กลับยังไม่สลบ มันอยู่ในอาการมึนเบลอเกินกว่าจะรับรู้อะไร

            อาจารย์เหมือนจะเดินเข้ามาต่อว่าฉันเรื่องที่รับโทรศัพท์ในห้องเรียน แต่ยังไม่ทันที่อาจารย์จะเดินมาถึง ฉันก็ลุกออกจากเก้าอี้ แล้ววิ่งออกจากห้องมาโดยไม่คิดจะบอกอะไรกับใคร

            ฉันวิ่งสุดฝีเท้ามายังหอด้านหลังโรงเรียนพร้อมกับกดโทรหาเจวานเป็นสิบๆ รอบ แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงเครื่องตอบรับอัตโนมัติที่เอาแต่ย้ำเตือนว่าหมายเลขนี้ไม่สามารถติดต่อได้ ฉันเข้าไปในหอชายด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์สะดุ้งอย่างตกใจ

            “นี่เธอ นี่มันหอชาย...”

            “เจวานมาที่นี่หรือเปล่า” ฉันถามแทรกขึ้นมาโดยไม่คิดจะฟังว่ายัยเจ้าหน้าที่หน้าโหดนี่กำลังจะพูดอะไร

            “นะ...นี่...”

            “ฉันถามว่าเจวานมาที่นี่หรือเปล่า! เจวาน อิวานอล์ฟน่ะ เขามาที่นี่ใช่มั้ย!?” ฉันตวาดอีกครั้งจนเจ้าหน้าที่ถึงกับหน้าถอดสี ก่อนจะตอบเสียงตะกุกตะกัก

            “ฉะ...ฉันไม่รู้ วันนี้ยังไม่มีใครเข้ามาที่หอเลย”

            ฉันแทบอยากจะกรี๊ดออกมาตอนที่ได้ยินแบบนั้น แต่ก็ยังคุมสติได้จึงได้แต่สบถออกมากับตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม

            “แล้วเขาอยู่ห้องไหน รู้หรือเปล่า?”

            “มะ...ไม่ รายชื่อนักเรียนในหอพักอยู่ที่ประธานหอ ฉันแค่มีหน้าที่เฝ้าหอเท่านั้นแหละ”

            “บ้าเอ๊ย!” คราวนี้ฉันเผลอสบถออกมาเสียงดังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง

            แล้วแบบนี้ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ห้องไหน ฉันจะไปหาไอ้ประธานหอที่ว่านั่นได้ยังไงกัน พระเจ้า! นี่ท่านจะกลั่นแกล้งฉันไปถึงไหนกันน่ะฮะ บ้าชะมัด!

            ฉันได้แต่กุมขมับอย่างหมดหนทาง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาเป็นเหมือนเดิม หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...

            “ขอกุญแจสำรองห้อง 304 หน่อย” ในขณะที่หัวฉันกำลังปวดตุบๆ อยู่ดีๆ ก็มีใครบางคนเดินมายืนอยู่ข้างๆ และพูดกับเจ้าหน้าที่หอ น้ำเสียงของเขาฟังดูคุ้นเคยจนฉันอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามอง และก็เห็นว่าร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันคืออีตาชุนที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ และพอรู้ตัวว่าฉันมอง เขาก็มองกลับมาด้วยหางตา ก่อนจะสบถพึมพำและขยับเดินหน้าไปหนึ่งก้าว

            “นี่ค่ะ” เจ้าหน้าที่หอยื่นกุญแจมาวางไว้ที่เคาน์เตอร์ ชุนผงกหัวให้ ก่อนจะรับมันมา และเดินผ่านฉันไป แต่เดินไม่กี่ก้าวเขาก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมา

            “ไม่ไปเหรอ”

            “?” ฉันขมวดคิ้วงง ไปไหน?

            ชุนชูกุญแจในมือขึ้นมาก่อนจะบอกด้วยสีหน้ามึนๆ “ห้อง 304 เจวาน อิวานอล์ฟ -_-

            =O=” ไม่ต้องพูดอะไรต่อให้มากความ แค่ได้ยินชื่อนั้นฉันก็รีบเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย แทบจะเดินนำเลยด้วยซ้ำ พอเดินมาถึงห้อง ทันทีที่ชุนเปิดประตูให้ ฉันก็รีบพุ่งเข้าไปพร้อมกับร้องเรียกเจวานทันที

            “เจฟ!

            ...

            แต่ทุกอย่างกลับมีเพียงความว่างเปล่า เจวานไม่ได้อยู่ในห้องอย่างที่คิด สภาพห้องดูเรียบร้อยผิดปกติราวกับว่าไม่เคยมีคนพักทั้งๆ ที่ปกติเจวานไม่ใช่คนสะอาดอะไรขนาดนี้ ฉันมองไปรอบๆ ห้องเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ และมันก็ผิดปกติจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เก็บของ หรือแม้แต่ชั้นวางรองเท้าในห้อง กลับไม่มีอะไรวางอยู่เลย หัวใจของฉันเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้งเมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า ฉันค่อยๆ เอื้อมมือออกไปเปิดมัน พร้อมกับความรู้สึกไม่ดีบางอย่างที่เริ่มประเดประดังเข้ามา

            แอด

            “...” และทันทีที่ประตูตู้เปิดออก ฉันก็แทบหมดสติทั้งที่ยืนอยู่ เพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าฉันคือความว่างเปล่า...ไม่มีเสื้อผ้าสักตัว หรือเศษผ้าสักชิ้นแขวนอยู่ในตู้นี้เลย ราวกับว่าเจ้าของห้อง ได้ขนพวกมันออกไปจนหมดแล้ว

            “นาย...แน่ใจใช่มั้ยว่านี่คือห้องของเจวาน” ฉันถามเสียงเบาโดยที่ยังไม่ละสายตาจากตู้ที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า

            “อืม”

            “ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไม...” ฉันพูดได้แค่นั้นก่อนจะหยุดไป มันเหมือนกับฉันกำลังถูกทุบหัวด้วยของแข็ง ถูกทุบที่เดิมซ้ำๆ จนสติกำลังจะหลุดลอยไป

            “ชุน” ฉันเรียกชื่อของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งที่ไม่เคยเอ่ยชื่อเขาออกมาก่อนเลยสักครั้ง “นี่ฉัน...ถูกทิ้งอีกแล้วใช่มั้ย?” น้ำเสียงของฉันฟังดูแย่...แย่มากซะจนตัวฉันเองยังตกใจ

            นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน คราวที่แล้วก็พี่ชายฉัน คราวนี้ก็เพื่อนฉัน...ใครก็ได้ช่วยบอกทีเถอะ ว่าตอนนี้พระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับชีวิตฉันอยู่

            “หมอนั่นไม่หายไปไหนหรอก เชื่อสิ” ชุนตอบแบบนั้น แต่ฉันไม่เชื่อหรอก ไม่เชื่อเลยสักนิด... ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า มันปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

            ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของชุนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอรู้อีกทีมือของฉันก็กำชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่นโดยที่เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดระแวงหรืออยากถอยหนีเหมือนที่เคยทำ ก่อนที่ฉันจะเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอ

            “ชุน...ช่วยฉันที” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงขอร้องอย่างที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้กับคนที่ไม่สนิทมาก่อน “ช่วยฉันตามหาเขาที...ขอร้องล่ะ”

            “...”

            “...”

            ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ชุนก้มหน้าลงมาสบตาฉันด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงเขาถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเอื้อมมือมาดึงมือของฉันออกจากชายเสื้อ แต่แทนที่จะสะบัดทิ้ง หมอนี่กลับกุมมือของฉันไว้แน่น และลากฉันออกมาจากห้องพร้อมกับพูดประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาฉันได้แต่ปล่อยให้น้ำตาหยดแรกไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

            “อย่าร้อง”

            “ฮึก...อืม...” ฉันยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ พร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างลวกๆ ในขณะที่ชุนเองก็มองตรงไปข้างหน้า ทำเป็นไม่สนใจน้ำตาของฉัน ฉันบีบมือเขาไว้แน่น ในขณะที่เดินตามไปอย่างไม่คิดจะโต้แย้งอะไร

ไม่ว่ายังไง...ไม่ว่ายังไง...ฉันก็ไม่อยากจะถูกใครทิ้งอีกแล้ว...จริงๆ นะ...

 

---------------------------------------

แอบมาอัพรับสงกรานต์ ฮู่เล่ >_<

ตอนนี้คงเป็นตอนสุดท้ายที่จะอัพแล้วนะคะ ถ้าใครอยากอ่านต่อก็อย่าลืมไปติดตามกันในเล่มน้า ออก 19 เมษานี้แล้ววว >_<

รายละเอียดเข้าไปดูในเว็บได้เลยนะคะ คลิกเล้ยยย >> Jamsai Publishing

ใครอ่านแล้วชอบหรือไม่ชอบยังไงก็อย่าลืมเอามาแชร์กันนะคะ makok_num จะได้นำคำติชมไปปรับปรุงในเรื่องต่อๆ ไปเนอะ ^^

 

ปล. ฝากแฟนเพจอีกครั้ง -..- เข้าไปทักทายกันได้นะคะ ไรเตอร์ขี้เหงา >___<
  
makok_num fanpage



 
∆ ( คูลิโอ้' ) 。


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #38 มี่ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 เมษายน 2556 / 01:29
    สนุกมากๆๆๆๆๆชอบมากๆๆๆคะ
    #38
    0