[EverY] Truth or Dare #เกมท้ารัก (Yaoi)

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,748
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 637 ครั้ง
    20 ก.พ. 63





4
  
‘มึงตีค่าสูงไป กูก็แค่ผู้ชายธรรมดา’
   
‘...’

   
เขาต่างหาก ตีค่าธรรมดาสูงไป 
   
คนธรรมดาที่ไหน...จะทำได้ขนาดนี้กัน
   
“ไอ้เต มึงมันเหี้ย!” ผมละสายตาจากร่างสูงที่เพิ่งเดินลงจากเวที ยื่นไม้กลองคืนให้ใครสักคนที่เดินมารับพอดี ก่อนจะถูกพี่เจดพุ่งเข้าใส่เหมือนหมีตัวโตๆ  
   
“เล่นแบบนั้นคือจะฆ่าพวกกูถูกมะ” ทั้งที่รูปประโยคเหมือนจะไม่พอใจ แต่คนพูดกลับยิ้มร่าชัดเจนว่าปลาบปลื้มแค่ไหนกับการแสดง 
   
“แต่มันชิบหาย” แล้วสุดท้ายก็ต้องเอ่ยตามความสัตย์จริง
   
ใช่เลย มันชิบหาย
   
ทั้งที่ไม่ใช่โชว์ยิ่งใหญ่อะไร เป็นแค่งานสังสรรค์ที่จัดขึ้นในคณะ จะว่าเพื่อคลายเครียดหลังมิดเทอมก็ใช่ แต่จุดประสงค์จริงๆ ก็เพื่อให้ศิษย์เก่ากับศิษย์ปัจจุบันได้มาพบหน้ากันมากกว่า มีทั้งพิธีจริงจังตามธรรมเนียมเพื่อต้อนรับน้องปีหนึ่งอย่างเป็นทางการ ต่อด้วยการสังสรรค์ที่ไม่ต่างจากงานเลี้ยงในครอบครัว ตั้งวงกินข้าวเย็นตามสายรหัส มีดนตรีสดจากมือสมัครเล่นอย่างเด็กในคณะที่ฟอร์มวงขึ้นมาตามชั้นปี... เห็นชัดว่ามีคนขี้โกง
   
โทษพระเจ้าแล้วกันที่มือกลองปีสามดันมาป่วยกะทันหัน แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าเช่นกันที่ดันบันดาลคนใหม่ให้พอดี
   
ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นเขา คำตอบง่ายๆ ก็แค่ในที่นี้มันไม่มีใครมีพรสวรรค์พอจะเล่นเครื่องดนตรียากๆ ในเพลงยากๆ ทั้งที่ไม่เคยซ้อมมาด้วยกัน
   
ที่สำคัญคือเขาชอบการเดิมพัน
   
ไม่ล่มไปด้วยกัน ก็ต้องทำให้งานสังสรรค์น่าเบื่อนี่กลายเป็นสวรรค์
   
มันน่าหงุดหงิดที่ทุกคนเห็นว่าเสียงเพลงเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ของงานเลยไม่มีใครจริงจัง เขาว่าอย่างนั้น ผมได้แต่หัวเราะ ประหลาดใจที่เขาให้สาระกับมัน 
   
...แต่นั่นมันก่อนที่ผมจะได้เห็นว่าเขาทำอะไร
   
ผมน่าจะรู้ว่าเตวิชญ์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง... คราวนี้ก็เช่นกัน
   
เขาทำให้ส่วนเล็กๆ ของงานกลายเป็นดาวเด่น ง่ายดาย...เพียงขยับไม้กลองที่ราวกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
   
เรียกโสตประสาทด้วยความหนักแน่น ตรึงสายตาด้วยจังหวะยั่วเย้า ล่อลวงด้วยเทคนิคแพรวพราว ก่อนตลบหลังด้วยความร้อนเร่าเอาแต่ใจ
   
เวทีแสนน่าเบื่อกลับลุกเป็นไฟ... ปลุกทูตสวรรค์ออกมาร่ายรำ   

ไม่ใช่แค่คนฟัง แต่สมาชิกในวงเองก็ตกหลุมพราง ศักยภาพที่ถูกกดไว้ถูกเขาเรียกออกมาเพียงดำดิ่งตามไป คล้ายประชดประชันว่าในเมื่อเรียกให้เขามาคุมจังหวะเขาก็จะคุมให้... แต่ต้องเป็นจังหวะตามใจเขา... เย่อหยิ่ง รั้นร้าย แต่กลับจงใจอะลุ้มอล่วยเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นผู้นำ

ย้ำชัดว่าเขาตีค่าคำว่าธรรมดาสูงไป
   
“ฟอร์มวงกับกูมั้ย” พี่เจดเอ่ยถามน้ำเสียงกระตือรือร้น แต่อีกคนกลับส่ายหน้าตัดความหวัง
   
“ไม่ได้กะจะจริงจัง”
   
ไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินคำตอบนั้น
   
แม้ทุกอย่างที่เขาทำจะเรียกว่าเพอร์เฟ็กต์แค่ไหน ต่อให้เป็นเรื่องที่ใครต่อใครต้องผ่านความพยายามมากมาย แต่เขาเพียงแค่ทำมัน พระเจ้าก็พร้อมดลบันดาลให้ทุกอย่างสำเร็จดั่งใจ เพียงเพื่อให้เขาละทิ้งมัน ง่ายดายด้วยคำว่าไม่ได้อยากจะจริงจัง
   
นั่นแหละเขา เตวิชญ์ผู้ไม่เคยทำอะไรจริงจัง
   
“คำตอบโคตรน่าหมั่นไส้” 
   
ผมหัวเราะแผ่วเบา สนับสนุนคำพูดนั้นในใจ แต่คนได้ยินกลับหันมาเลิกคิ้วใส่ มองหน้าผมด้วยสีหน้าเดาที่เดาออกว่าต้องการอะไร ก่อนจะปลีกตัวออกมาด้วยถ้อยคำสั้นง่าย ได้ใจความ

“จะไปสูดอากาศ” 

ผมเดินตาม ไม่ลืมที่จะตบบ่าพี่เจดเบาๆ เป็นการปลอบใจ
   
“ไม่ได้กะจะจริงจัง?” แกล้งเลิกคิ้วถามเมื่อหยุดฝีเท้า เท้าแขนลงกับราวสะพานเชื่อมตึกไร้ผู้คน แต่ยังคงมองเห็นความวุ่นวายและรับรู้ทุกแสงเสียงของงานกิจกรรมจากไกลๆ

“แค่ทำเพราะอยากทำ” เขายิ้มยียวนพลางยักไหล่ ยิ่งน่าหมั่นไส้เมื่อดวงตาไม่ได้ฉายแววล้อเล่นแต่อย่างใด 

ร่างสูงทิ้งตัวพิงราวสะพานข้างกันพลางยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่หลงเหลือตามกรอบหน้า เรือนผมหนาเปียกชุ่มกระเซอะกระเซิงแต่กลับไม่ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาถูกลดราคา ผมหลุดหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าออกมา เมินสีหน้าประหลาดใจของคนตัวสูงกว่าแล้วเอื้อมมือไปดึงแขนกำยำลงมาเพื่อซับเหงื่อพร้อมจัดผมให้อย่างเต็มใจบริการ
   
“สุภาพบุรุษควรพกผ้าเช็ดหน้าไว้” เอ่ยประโยคที่คิดว่าน่าจะมาจากหนังสักเรื่องด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง เรียกให้คนฟังยิ้มขำ ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องยามผมซับหยดน้ำบนใบหน้า กระทั่งลามลงมาจนถึงลำคอแกร่งที่ชุ่มเหงื่อ ไล้สัมผัสตามลูกกระเดือกสวยที่ขยับแจ่มชัดด้วยจังหวะเชื่องช้า... ชวนให้ลอบกลืนน้ำลายตาม 

หลงกลง่ายดายจนได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ เรียวปากบางยกขึ้นอย่างได้ใจ จึงได้สติดึงตัวเองให้ผละออกมา 

“ปกติแล้วพี่ต้องดึงดันรับมันไป บอกว่าจะเอาไปซักให้เพื่อหาโอกาสเจอกับผมอีก ถูกมั้ย” ยกยิ้มยียวนพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ ในขณะที่เขาหัวเราะอีกครั้งแล้วรับมันยัดใส่กระเป๋ากางเกงไป ก่อนเรียกร้องขออีกสิ่งที่คงเป็นจุดประสงค์หลักของการปลีกตัว

“ขอไฟหน่อย” ผมไม่อิดออดที่จะล้วงออกมาให้ มองเขาดึงซองบุหรี่มากะเทาะมวนหนึ่งคาบไว้ แล้วส่งต่อให้ผมทั้งซอง
   
“ไม่อ่ะ” ผมยักไหล่ “ว่าจะลด” 
   
ไม่สงสัยเลยที่เขาหันมาเลิกคิ้วประหลาดใจ เพราะระยะหลังมานี้มันเป็นคล้ายสัญลักษณ์บางอย่างที่เชื่อมเราไว้ด้วยกัน
   
เตวิชญ์... พิชญะ... กับบุหรี่ยี่ห้อโปรดของพวกเขา
   
...ฟังดูเข้าท่านะ คล้ายอะไรบางอย่างที่จะกลายเป็นภาพจำ
   
แต่คงลงท้ายด้วยโศกนาฏกรรม

“วันก่อนแม่มาหา บอกว่าให้ลดลงบ้าง” ผมเอ่ยเหตุผลที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจริงไหม 
   
“ทำเพื่อแม่ว่างั้น?” ถ้าถามจากสายตาของคนตรงหน้าก็คงได้คำตอบว่ามันไม่จริง
   
“เขาบอกว่าถ้าเลิกได้จะเพิ่มค่าขนมให้น่ะ”
   
“หึ” 
   
“ผมน่ารักใช่มั้ยล่ะ” อวดอ้างพลางยักไหล่ อย่างน้อยเสี้ยวหนึ่งในเหตุผลก็คือการอยากทำตัวเป็นลูกที่ดีสักครั้ง
   
“อือ” 

“...” ไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบรับมันอย่างจริงจัง เลยได้แต่นิ่งค้างมองนิ้วเรียวคีบบุหรี่ที่ไร้ควันออกจากปาก พร้อมกับยกมืออีกข้างมาวางบนหัวผมเบาๆ ไล่จับผมยาวที่พริ้วไหวตามลมทัดหูให้อย่างปัดรำคาญ ก่อนที่สัมผัสร้อนจะลูบไล้มันแผ่วเบา ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องสีเงินของห่วงทั้งสามที่เพิ่งหยิบมาใส่ตามรูที่เจาะไว้ตามแนวใบหูอย่างสนใจ

แต่เพียงไม่นานก็เป็นฝ่ายเรียกร้องความสนใจเสียเองด้วยประกายแวววาวในดวงตา

"มึงน่ารัก..." จ้องลึกเข้ามาคล้ายจะยืนยันว่าเขาเห็นตามนั้นจริง

ไม่เคยพอใจกับคำชมนี้เลยสักครั้ง กระทั่งวันนี้...

“พี่จะเอาไฟอยู่มั้ย” เบี่ยงเบนความสนใจด้วยสิ่งที่เขาร้องขอแต่ไม่ยอมรับมันไป ดวงตาสีรัตติกาลเหลือบมองซิปโป้ในมือผมก่อนจะส่ายหน้า พลิกตัวกลับเอนหลังพิงราวสะพานก่อนจะยิ้มออกมา 

“ถ้ามึงไม่สูบกูก็ไม่”  
   
“...” คำตอบน่าประหลาดใจทำให้เกิดคำถามมากมาย แต่ผมกลับเงียบงัน จนดวงตาสีรัตติกาลหันกลับมามองแล้วยิ้มขำ
   
“ตอนนี้มึงไม่ใช่ผู้สมรู้ร่วมคิด”
   
ไม่แน่ใจนักว่าเข้าใจ จึงไม่ได้เอ่ยอะไร 
   
“กูไม่อยากทำให้อากาศของผู้บริสุทธิ์เป็นพิษ” 
   
“...” แต่สุดท้ายก็หลุดหัวเราะกับสถานะที่เขามอบให้
   
ผู้บริสุทธิ์? ฟังดูไม่ใช่ผมเท่าไหร่ 
   
และคำพูดที่คล้ายจะอ่อนโยนแสนดีนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าจะได้ยินจากปากเขาเช่นกัน 
   
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อที่ผ่านมาผมมักถูกตลบหลังด้วยคำร้ายๆ... ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้ไหมว่าคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของตัวเองทรงอิทธิพลแค่ไหน เช่นเรื่องความทรงจำไร้ค่าที่เขาทิ้งไว้ในหัวผมคราวก่อนนั่นไง 
   
ทำให้ผมขบคิด... ซ้ำไปซ้ำมา หาสาเหตุของความเย็นชา กว่าจะพบว่าเขาจงใจ... 

ความจงใจที่ทำให้ผมเริ่มระแคะระคาย
   
ราวเทพปริศนาที่เวทนาหย่อนคำใบ้เอาไว้... จากที่คิดว่าจำไม่ได้ กลายเป็นก้ำกึ่ง เห็นถึงสัญญาณของบางสิ่งที่ส่งผ่านถ้อยคำ

ไม่มีอะไรรับประกันหรอกว่าผมจะชนะเดิมพันหรือเพียงแค่หลงก้าวตามเกมที่เขาวางไว้... ก็แค่ต้องลองเดินหน้าต่อไป... 

แต่รู้ไหม... ผมจะไม่ยอมแพ้
   
“รู้มั้ยเตวิชญ์” เมื่อคิดดังนั้นเลยเผลอหลุดยิ้มออกมา เรียกเขาโดยไร้สรรพนามนำหน้าอย่างจงใจ
   
เตวิชญ์... เมื่อก่อนผมมักเรียกแบบนี้ตอนที่กำลังหงุดหงิดหรือจริงจัง
   
เขาว่ามันปีนเกลียว แต่ผมก็จับได้ว่าเขาชอบให้เรียกเช่นกัน
   
แม้กระทั่งตอนนี้ที่ดวงตาสีรัตติกาลหันมามองด้วยประกายวาว เหมือนจะถามว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างผมจะเล่นลูกไม้อะไร
   
“ที่พี่พูดว่าอะไรไร้ค่าจะไม่จำ นั่นไม่จริง” ...อันที่จริง ก็แค่อยากบอกให้รู้ไว้เท่านั้นว่าวิธีผลักไสของเขามันใช้ไม่ได้
   
เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่าต้องรับมือยังไง
   
“คนเราเลือกจะจำหรือไม่จำอะไรไม่ได้หรอก สมองเราไม่ได้ทำงานแบบนั้น” ว่าแล้วก็ขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยังคงรอฟังว่าผมกำลังจะพูดอะไร ก่อนจะเอื้อมมือออกไปดึงบุหรี่ระหว่างข้อนิ้วของเขามาใส่ปาก...แล้วจุดไฟ สูดพิษร้ายเข้าปอด... พ่นควัน ก่อนจะป้อนมวนนิโคตินสีขาวนั้นคืนใส่ริมฝีปากบาง

“ดังนั้นต่อให้ไร้ค่าแค่ไหน... ต่อให้อยากลืมแทบตาย...” สบดวงตาสีรัตติกาลพราวระยับที่จ้องมาขณะละเลียดลิ้มพิษตามไป กระทั่งควันสีขาวอ้อยอิ่งเชื่อมเราไว้ด้วยกันอีกครั้ง...

“แต่ความทรงจำนั่นมันก็ยังจะหลอกหลอนพี่อยู่ ถูกมั้ย” 
   
วินาทีนั้นเรากลับมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันโดยสมบูรณ์
    
   




สำหรับพี่เต ความสัมพันธ์คล้ายมีสูตรสำเร็จ... ตายตัว 
   
ล่อลวงด้วยเสน่ห์แสนยั่วเย้า มอมเมาด้วยความลึกลับแสนท้าทาย กว่าจะรู้ตัวก็ถูกตักตวง ล่วงล้ำทุกสิ่งที่ต้องการจนหมดไป จากนั้นถูกถ่วงทิ้งน้ำ จมลึกทะเลไร้ก้น... ไม่อาจขุดแม้สายใยความสัมพันธ์
   
เป็นการถูกทิ้งที่ไม่มีคำว่าหมดรัก... เพราะไม่มีคำว่ารักมาตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ
   
...มันทำให้ผมต้องระแวดระวัง
   
‘ทำไมถึงไม่ให้บอกใครว่าคบกัน’
   
‘ลับๆ ล่อๆ แบบนี้ก็สนุกดีนี่ครับ’ ผมตอบไปแบบนั้นเพื่อให้พี่ที่เลิกคิ้วถามคลี่ยิ้ม
   
อันที่จริงมันเป็นคำโกหก 
   
ผมก็แค่ไม่ต้องการเป็นเหมือนคนพวกนั้น... คนที่พี่ให้โอกาสเปิดเผยความสัมพันธ์ แต่ไม่เคยให้ความสำคัญ
   
ผมเห็นมันมาหลายครั้ง รูปแบบความสัมพันธ์ที่ทุกอย่างอยู่ในกำมือของพี่ฝ่ายเดียว นั่นมันไม่ยุติธรรม ถ้าต้องยืนอยู่กลางแสงไฟ เพื่อรอถูกสลัดทิ้งผมก็ไม่ต้องการ 

ผมรู้ว่าตัวเองพิเศษกว่านั้น และจะพิเศษขึ้นทุกวัน...
   
‘มานี่หน่อย’ 
   
พิสูจน์จากการที่พี่ยิ่งเรียกหา แทนที่จะเริ่มผลักไสตามสูตรสำเร็จที่พี่วางไว้
   
‘ไม่ใช่ตรงนั้น บนตักกูนี่’ จากแค่ได้มอง กลายเป็นเคียงข้าง... 
   
‘ตัวมึงหอมดี’ 

‘...’ กระทั่งใกล้เพียงลมหายใจ
   
‘ขออยู่แบบนี้สักพัก’ 

จะว่าทะเยอทะยานเกินไป หรือเพราะหลงจนหัวปักหัวปำไม่แน่ใจ

‘พี่ขี้อ้อนจัง’
   
รู้แค่ว่าต่อให้ต้องอยู่ในความลับแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไร
   
‘หึ... ก็เพิ่งหัดอ้อนครั้งแรกเหมือนกัน’      
   
อยู่เป็นคนในความลับแบบนี้เรื่อยๆ ...ด้วยความหวัง ว่าสุดท้ายแล้วรูปแบบความสัมพันธ์ที่พี่นิยามไว้มันจะบิดเบี้ยวไป 

และคนที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ข้างกายพี่มีแค่ผม... เพียงหนึ่งเดียว
   
   




“ไหนว่าจะลด” ผมหลุดจากภวังค์หันกลับไปมองเจ้าของเสียงที่เดินมาตอนกำลังจะจุดบุหรี่สูบพอดิบพอดี
   
หัวเราะเบาๆ ไม่คิดยี่หระขณะลนปลายบุหรี่ที่คาบไว้จนติดไฟ “มวนแรกของวัน” 

เขาเลิกคิ้วล้อเลียนพลางยักไหล่ ก่อนจะเดินเข้ามาหา แย่งบุหรี่จากปากผมไป อัดพิษร้ายเข้าปอดเชื่องช้าแล้วปล่อยควัน
   
“เหมือนกัน” 

...กลายเป็นว่าเรากำลังแชร์พิษร้ายมวนเดียวกัน
   
ทฤษฎีผู้สมรู้ร่วมคิดสินะ... ทำแบบนี้อาจจะตายช้าลงคนละครึ่งก็ได้มั้ง
   
ผมคิดขบขัน รับมวนบุหรี่ที่เขายื่นมา สูดควันและยื่นกลับไป ภาพขมุกขมัวของควันบุหรี่ปกคลุมรอบกาย... คล้ายความสัมพันธ์

ไม่มีความชัดเจนอะไรนับจากวันนั้น คำพูดของผมถูกปล่อยผ่าน... ซุกซ่อนไว้ใต้ควันบุหรี่ที่กลับมาเชื่อมเราไว้ด้วยกัน ไม่อาจแตะต้อง เพราะไม่รู้เลยว่าถ้าลองปัดออก ภาพเบื้องหลังควันจะแจ่มชัดหรือหายไป ได้แต่ปล่อยไว้อย่างนั้น... รอโอกาสครั้งใหม่
   
“เอาผ้าเช็ดหน้ามาคืน” หันกลับมามองคนที่ใช้ปากคาบบุหรี่ไว้ เพื่อล้วงกระเป๋าหยิบสิ่งที่ให้ยืมไปมาให้ รับรู้ได้ทันทีว่าผ้าเช็ดหน้าผืนเดิม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
   
อย่างน้อยก็เศษเสี้ยวหนึ่งของกลิ่นที่กลายเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของเขา
   
“เจดบอกว่ามึงโคม่า” อีกฝ่ายทำลายความเงียบ ขณะยื่นมวนบุหรี่ถูกเผาไหม้กว่าครึ่งกลับมา ผมหัวเราะขืนๆ รับมันมาละเลียดควัน... อ้อยอิ่ง แล้วดับทิ้งทั้งที่ปกติคงสูบได้อีกครั้ง 
   
เสียดาย แต่ผมพอใจจะให้มันจบลงด้วยน้ำมือตัวเอง
   
“ทำนองนั้น” รู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร มันเป็นสาเหตุที่ผมตัดสินใจเดินออกมาสูบบุหรี่ครั้งแรกของวัน “อยากดูมั้ย” 
   
ผมถาม แต่ไม่รอให้ตอบอะไร เดินนำเขากลับเข้าไปในสตูดิโอ นั่งลงหน้าโต๊ะเขียนแบบประจำตัว แบบร่างมากมายถูกขีดเขียนลงบนกระดาษไขที่ปูไว้เต็มพื้นที่ ถูกขีดฆ่าในส่วนที่ทิ้ง วงกลมในส่วนที่ดี ...แต่ส่วนใหญ่คือยังไม่ดีพอ
   
ร่างสูงเดินตามมา หลังจากกวาดสายตามองเพื่อนร่วมสตูดิโอที่สภาพร่อแร่ไม่ต่างกันก็ยิ้มขำลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งข้างๆ เป็นโอกาสให้ผมเปิดปากโอดครวญ
   
“โปรเจ็กต์ปรับปรุงย่านคนตาบอด”
   
ผิดเองแหละที่ผมเลือกอะไรที่ยาก ทั้งที่มีตัวเลือกอื่นให้ทำมากมาย แต่การเล่นกับความแตกต่างในระดับที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ผมไม่อยากปล่อยผ่านไป   
   
“ครั้งแรกถูกบอกว่าง่ายเกินไป ต่อมาโดนแก้เพราะดีไซน์จัดเกินไป ครั้งที่สาม โดนตอกหน้าว่าให้ไปทำความเข้าใจยูสเซอร์ใหม่” ผมพร่ำพูดทุกความเหนื่อยใจคล้ายเจอที่ระบาย 

อันที่จริงอาจไม่ใช่บุหรี่ก็ได้ที่ผมต้องการ 
   
“ก็จริง” คนฟังหัวเราะ ผมเลยมองตาขวาง 
   
“ให้มาช่วยนะครับ ไม่ใช่ซ้ำเติม” 
   
อยากจะถามอย่างหน้าไม่อายว่าควรทำไง แต่พอหันมองก็ต้องชะงักไป เมื่อเห็นดวงตาสีรัตติกาลกวาดมองงานที่ขีดเขียนมั่วซั่วของผมอย่างตั้งใจ ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นมา มองหน้าผมอย่างมีเลศนัย
   
“อะไร” สายตาไม่น่าไว้ใจจนต้องเลิกคิ้วถาม ขณะที่เจ้าตัวยกยิ้ม มือข้างหนึ่งยกขึ้นมา เอื้อมผ่านสะโพกไปด้านหลัง ถือวิสาสะล้วงลงกระเป๋ากางเกง

ผมได้แต่เบิกตากว้างอย่างไปไม่เป็น กระทั่งเห็นบางสิ่งที่ติดมือเขามาเลยขมวดคิ้วเป็นเชิงถามว่าจะทำอะไร   
   
“ท้าหรือจริง?” ไม่คิดว่าจะใช่เวลา แต่ผ้าเช็ดหน้าในมือกับสายตาที่มองมาก็ทำให้รู้ว่าเขาจริงจัง

ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาต้องการอะไร ที่แน่ๆ สายตาท้าทายคู่นั้นกำหนดคำตอบของผมไว้
   
“...ท้า” และเขาก็ได้รับคำตอบดั่งใจอย่างง่ายดาย 

   




“นี่มันไม่เข้าท่า” ผมบ่นออกมาเป็นครั้งที่สี่หรือห้านับตั้งแต่ตัดสินใจรับคำท้าที่คิดยังไงก็ไม่เข้าท่าจริงๆ
   
ไอ้การเดินรอบคณะทั้งๆ ที่ถูกปิดตาอยู่เนี่ย
   
ถึงจะมีคนเดินนำแถมอนุญาตให้เกาะบ่าไว้ก็เถอะ ขอเถียงในใจว่ายังไงก็ไม่เข้าท่าอยู่ดี
   
“ไหนว่าต้องทำความเข้าใจยูสเซอร์” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งขบขัน ยังคงพาผมเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ผมไม่แน่ใจว่าคือส่วนไหนของคณะ
   
ทั้งที่มีคนนำทางน่าจะพออุ่นใจ แต่การมองไม่เห็นก็ทำให้อดระแวงไม่ได้ ทุกสิ่งรอบตัวดูไร้ขอบเขตจนน่ากลัว ทุกการเคลื่อนไหวกลับเชื่องช้า การเดินไปข้างหน้ากลายเป็นเรื่องยาก แต่ข้อดีคือมันช่วยกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสส่วนอื่นของผมตื่นตัว
   
ทุกสรรพเสียงรอบกาย กลิ่นที่กระจายชัดในยามกลางคืน สัมผัสจากเท้าที่แม้จะมีรองเท้าผ้าใบห่อหุ้มไว้แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าพื้นที่เหยียบย่างอยู่คืออะไร
   
“ข้างหน้าเป็นบันได” เขาบอกและทำเอาผมชะงัก รั้งไหล่เขาไว้ชั่วขณะ 
   
เกิดลังเลขึ้นมาว่าควรหยุดดีไหม... เพราะอันที่จริงเท่านี้ผมก็พอจะมีไอเดียต่อยอดได้แล้วว่าควรไปต่อยังไง
   
แต่บางทีอาจไม่ใช่ผมก็ได้ที่ต้องตัดสินใจ
   
“ไว้ใจกูมั้ย” 
   
ในเมื่อสุดท้ายถ้าเขาอยากไปต่อ ผมก็ไม่อาจต่อต้านอะไรได้อยู่ดี

"อือ" ตอบไม่ได้เต็มเสียงหรอกว่าไว้ใจ ทว่าคำถามเดียวกลับลบทุกความระแวงออกไปได้ ยอมให้เขานำทางในความมืดต่อไป

อาจเพราะรู้ว่าถึงก้าวพลาดก็จะมีเขารองรับไว้... เป็นความรับผิดชอบของคนที่พาผมมาเสี่ยงอันตราย

“หึ” ในก้าวที่สามผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ 

“ไม่กลัวแล้วหรือไง” น้ำเสียงล้อเลียนทำให้ผมคลี่ยิ้ม เขาคงสังเกตได้จากแรงบีบไหล่ที่ไม่ได้แน่นเกินไปเหมือนที่ผ่านมา ทั้งที่ทางอันตรายกว่าแต่ผมกลับไม่กดดันอะไร  
   
พอได้ก้าวแรก... ก้าวที่สองก็ง่ายดาย สาม... สี่... ตามระยะห่างหนึ่งช่วงไหล่ไปข้างหน้า สม่ำเสมอมั่นคงจนถึงขั้นสุดท้าย
   
พื้นคอนกรีตกลับมาราบเรียบ... ระยะห่างคงที่เมื่ออีกคนหยุดเดินนำ 

และผมจงใจลดมันด้วยการเดินหน้าอีกหนึ่งครั้ง...กะระยะพอดิบพอดีเพียงปลายเท้าชิดหลังเท้า... หน้าอกชิดแผ่นหลัง... จมูกของผมได้กลิ่นหอมของแชมพูและผิวเนื้อที่ท้ายทอยจางๆ ...กระทั่งถูกเปลี่ยนเป็นกลิ่นนิโคตินที่ทิ้งค้างในลมหายใจ 

“รู้มั้ยซีนนี้ยังขาดอะไร” ใบหน้าถูกฝ่ามือร้อนจัดยกขึ้นประคองไว้ แตะเพียงนิดให้เงยหน้าขึ้นให้นิ้วเรียวไล้ตามขอบผ้าปิดตาเชื่องช้า  

...ความมืดบอดย้ำชัดถึงลมหายใจร้อนที่เคลื่อนเข้ามา

“ตามหลักการแล้วมึงควรสะดุดล้มเพื่อให้ปากประกบกัน” ผมยิ้มขำกับหลักการน้ำเน่า ก่อนจะแตะมือที่เพิ่งผละออกลงบนไหล่กว้างอีกครั้ง 

คลำตามผิวเนื้อแน่นตึงขึ้นไป ไล้ผ่านลำคอ สันกราม...และหยุดลงที่แก้มทั้งสองข้าง ประคองไว้เบามือไม่ต่างกัน

มันก็จริงที่ผมพลาดไป... แต่ก็ใช่ว่าจะสร้างซีนใหม่ทดแทนไม่ได้

“ถ้าสะดุดล้มมันคงกระแทกแรงเกินไป” 

“...” 

“ซีนนี้พี่คงต้องทำให้มันนุ่มนวล” 

ไม่ตรงหลักการน้ำเน่า ไม่เข้าข่ายฉากโรแมนติกของหนังรักชั้นดี... 

แค่ริมฝีปากแตะกัน...แต่หวานล้ำเกินจินตนาการ ตอบรับสัมผัสที่เขาป้อนให้ ละเลียดลิ้มรสชาติของนิโคตินปลายลิ้นที่คงไม่ต่างจากยาพิษที่อาบแอปเปิ้ลของสโนว์ไวท์ 

ทว่าไม่จำเป็นต้องถูกแม่มดร้ายล่อลวง... หรือต่อให้มีป้ายเตือนถึงอันตราย ก็ไม่ลังเลที่จะกลืนกินมันลงไปทั้งคำ






----------------------------------------------
จริงๆ พี่เตเป็นคนอ่อนโยนล่ะ -.-

ฝาก #เกมท้ารัก เหมือนเดิมน้า


ปล. ตอนนี้ #เชนตรี วางแผงแล้วนะคะ หนังสือมี 2 เล่มจบ และมีบ็อกซ์เซตด้วยค่ะ
สามารถสั่งซื้อได้จากเว็บของสำนักพิมพ์ (คลิกที่รูปปกด้านล่างได้เลยค่ะ) 
อีกไม่นานคงทยอยวางตามร้านแล้วล่ะ ฝากด้วยนะคะ ^^











   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 637 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,704 ความคิดเห็น

  1. #1702 amana (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 / 19:26
    ถ้าคิดในมุมของพี่เตนี่รู้สึกว่าเจ็บมากกว่าเยอะคะ
    #1,702
    0
  2. #1666 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 00:17
    เขาจะมารักกันยังไงคะ55555555
    #1,666
    0
  3. #1577 pommys (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 20:51
    ฉันเดาไม่ออกจริงๆ
    #1,577
    0
  4. #1550 PaPiz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 08:09
    หรือจริงๆแล้วพิชญ์นั่นแหละที่ความจำเสื่อมม...
    #1,550
    0
  5. #1519 mileyduchess (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 16:05
    พี่เตนังน่ารักนะเอาจริง
    #1,519
    0
  6. #1485 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 21:35
    เดาใจเตไม่ออก
    #1,485
    0
  7. #1466 padcharapa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 15:23
    พึ่งรู้ว่าพี่คือคนเขียนเชนตรีคือชอบเรื่องของเชนตรีมากพอมาเจอเรื่องนี้ก็ชอบเหมือนกันภาษาดีมากค่ะ
    #1,466
    0
  8. #1444 weendy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 22:36
    ตายยยย หวานนนอ่ะ
    #1,444
    0
  9. #1413 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:22
    แฟนทั้งคนจะลืมได้ไงอ่ะ อยากรู้ความคิดของพี่เตบ้างจัง
    #1,413
    0
  10. #1377 fewho_1169 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:42
    หวานแบบอึดอัดๆ
    #1,377
    0
  11. #1285 ananarnaaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 09:16
    เหมือนจะแบบละมุนๆ แต่ก็เหมือนมีเมฆครึ้มลอยอยู่รอบๆตัว แต่ชอบอะไรแบบนี้อะ สนุกดี
    #1,285
    0
  12. #1214 angrymuse (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 19:02
    รอเฉลย ภาษาพรรณาเป็นอัตลักษณ์ดีค่ะ ยังงงๆอยุ่ รอเฉลย
    #1,214
    0
  13. #1085 ฺBedroom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 20:56
    อ่านเเล้วต้องคิดตลอดเวลา เป็นความสัมพันธ์ที่เหมือนความฝัน
    #1,085
    0
  14. #1064 pppeachhh2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 23:53
    ภาษาสวยมากๆเลย รู้สึกดำดิ่งไปกับพิชญ์ ฮื่ออออ ทำไมพี่เตต้องกร๊าวใจเบอร์นี้
    #1,064
    0
  15. #1044 maybee23 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2561 / 11:40
    หน่วงแต่ดีคืออะไรพี่เต55555
    #1,044
    0
  16. #1022 [12GODs ll POSEIDON]AVERY PIE (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 07:34

    ชอบมากกก

    #1,022
    0
  17. #996 filmfilm12123 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 19:32
    ชอบภาษาจัง
    #996
    0
  18. #955 agasep2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 09:44
    เป็นภาษาที่ทำให้รู้จักเหมือนเข้าไปในเรื่อง
    #955
    0
  19. #941 oyoko_yok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 11:31
    มันอันตรายแต่เหมือนกับดักที่ติดเข้าไปแล้วยสกที่นะถอนตัว เอ้ะ หรือไม่อยากถอนเองกันแน่นะ😆
    #941
    0
  20. #923 pim pimmi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 07:18
    มันฟุ้งๆในใจ
    #923
    0
  21. #720 snowontherainyday (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 21:55
    พี่เตละมุนเฉยยยยย
    #720
    0
  22. #627 Devil94 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:32
    เราพยายามจะเข้าถึงพี่เตอยู่นะ
    #627
    0
  23. #606 ` กานต์เก้า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:57
    ชอบสำนวนจังเลยค่ะ แต่คิดแล้วแบบเขียนยากมากแน่ๆเลย
    #606
    0
  24. #579 Sweet Time (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 17:03
    มันยาก มากมากจริงๆ 55555
    #579
    0
  25. #549 ang_9potion (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 20:05
    อ่านแบบไม่มีความไว้ใจใดๆทั้งสิ้นค่ะ
    #549
    0