[EverY] Truth or Dare #เกมท้ารัก (Yaoi)

ตอนที่ 10 : บทที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 542 ครั้ง
    20 ก.พ. 63


              
9

นานแล้วที่ผมไม่ได้วาดรูปเขา... 
   
นานแล้วที่ไม่ได้มีโอกาสช่วงชิงจังหวะหลับใหล ลากปลายดินสอ... บรรจงวาดสรีระสมบูรณ์แบบลงไปบนสมุดสเกตเล่มเก่า 

เหมือนเมื่อก่อนที่ผมมักจะอาศัยจังหวะที่อีกคนสร้างโลกส่วนตัวทั้งที่อยู่ข้างกันลักลอบวาดรูปเขาเก็บไว้...
   
อืม จะเรียกว่าลักลอบก็คงไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะใช่ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัว
   
ครั้งนี้ก็เช่นกันที่แบบของผมรู้ตัวว่ากำลังถูกวาด ขยับตัวงัวเงียหลุดโพสต์เดิมที่ผมจนงานของผมหยุดชะงัก โชคดีที่องค์ประกอบโดยรวมเสร็จเรียบร้อย เหลือเพียงรอยตำหนิที่เห็นเพียงครั้งก็สามารถจดจำ ลากดินสอพาดผ่านเรือนร่างได้อย่างแม่นยำ
   
คิดอยู่ว่าจากนี้คงลักลอบเติมลวดลายให้มัน... แต่ยังไม่มีภาพในหัวว่าควรทำลายให้ปริแตก หรือผสานรอยแยกด้วยลวดลายใด
   
“อืม...” ผมหยุดความคิดตัวเองไว้ ละสายตาจากกระดาษที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองอ่อนเงยหน้ามองคนขี้เซาที่ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่า... หมดเวลาแห่งการแทะโลมโดยสายตา
   
“ไหนว่าช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับไง” ยอกย้อนคำที่เขาเคยเอ่ยไว้ แต่กลับขัดแย้งตัวเอง เมื่อพาร่างกำยำลงถึงโซฟาตัวใหญ่ก็ดันเข้าสู่ห้วงหลับใหลในเวลาไม่ถึงนาที
   
“กลิ่นมึง...” คล้ายจะมีคำตอบเล็ดลอดออกมา แต่เจ้าของเสียงงัวเงียกลับชะงัก ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วท่าทางงุ่นง่านก่อนลืมตา
   
“หืม?” ผมส่งเสียงประหลาดใจ แอบซุกจมูกลงคอเสื้อสำรวจกลิ่นกายตัวเอง แต่ไม่พบความผิดปกติใดนอกจากกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใช้ประจำ... ไม่ได้เหม็นหรือหอมเป็นพิเศษ แค่กลิ่นทั่วๆ ไป

“หึ” แต่พอผมทำแบบนั้นอีกคนกลับยิ้มขำ ก่อนพลิกตัวตะแคง ซบใบหน้าครึ่งหนึ่งลงกับหมอนที่ผมสละให้เขาหนุนนอนทั้งคืน ใบหน้ายู่ยี่ชวนเอื้อมมือออกไปลูบเรือนผมนุ่มอย่างเผลอตัว

เหมือนในวันวานที่เขานอนหลับบนตักผม และมีท่าทางสบายใจเมื่อผมลูบหัวเขาเบาๆ

"อืม..." ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงเหมือนกันหรือเพราะอะไร เจ้าตัวถึงไม่ปัดมือผมออก แต่กลับหลับตาทำท่าเคลิบเคลิ้มพลางเอ่ยพึมพำ “กี่โมงแล้ว”

“แปด” ตอบขณะยังจ้องใบหน้างุ่นง่านไม่วางตา ในใจกำลังคิดว่าใบหน้างัวเงียยามต้องแดดเช้าของเขาตอนนี้มันน่ารักชะมัด
   
“หิว” 
   
“...” เวลาทำน้ำเสียงกึ่งอ้อนแบบนี้ก็เหมือนกัน
   
แต่ออกจะเป็นการอ้อนที่จริงจังไปสักหน่อยเมื่อดวงตาคู่นั้นกำลังจดจ้องเข้ามาในดวงตา
   
ความลึกลับสีรัตติกาลยังคงทำงานแม้จะเป็นเวลากลางวัน ซ้ำแสงอาทิตย์ยังทำให้มันเปล่งประกายคล้ายจะแผดเผาต่างจากแสงจันทร์นวล
   
“ผมก็หิวเหมือนกัน” เผลอกระซิบตอบไป... แน่นอนว่าคนละความหมาย
   
คนอะไรน่ากินกระทั่งตอนตื่นนอน
   
แต่ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกล ผมก็ลากสติตัวเองกลับมาได้ทัน ผละจากอาหารโอชะตรงหน้าลุกขึ้นไปหาอาหารจริงๆ ที่ครัว
   
“พี่ไปอาบน้ำก่อนก็ได้เดี๋ยวผมทำข้าวเช้าให้กิน” เอ่ยบอกคนที่บิดขี้เกียจตามมา ร่างสูงกว่าเดินไปหยิบขวดน้ำที่ไม่ได้แช่เย็นเปิดดื่มดับกระหาย
   
"..." เสียงกลืนเป็นจังหวะเรียกให้ผมเหลือบสายตาไปมองคนข้างกาย แล้วก็ต้องชะงักเมื่อองศาการเงยหน้าที่พอดิบพอดีกับลูกกระเดือกนูนสวยที่กำลังขยับนั่นชวนให้ลอบกลืนน้ำลายตาม 

แล้วให้ตาย... ไม่รู้ว่าไม่รู้ตัวหรือจงใจ ริมฝีปากบางถึงได้ปล่อยให้น้ำหยดหนึ่งเล็ดลอดออกมา ทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงจากปลายคางไล่ตามลำคอ...กลิ้งผ่านไหปลาร้า ลงมาถึงแผงอกเปลือย...
   
“ดูมึงจะหิวมาก” เผลอใช้สายตาแทะโลมจนกระทั่งเจ้าของร่างกำยำเอ่ยกลั้วหัวเราะ นิ้วแข็งๆ ดีดลงมาบนหน้าผากผมจนดังเปาะ
   
“อืม ก็จริง” ผมยักไหล่ไม่ยี่หระ ยิ้มตอบสู้สายตาที่กำลังเป็นประกายขบขัน

“...” 

"..." เกมจ้องตายามเช้าเร้าใจพอจะทำให้อวัยวะในอกเต้นตุบอย่างไม่อาจห้าม
   
“มีมาม่ากับโจ๊ก” แล้วผมก็เฉไฉอีกครั้ง... ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วยกอาหารสำเร็จรูปที่กำลังจะเป็นมื้อเช้าของเราขึ้นมา แต่แทนที่จะเลือกสักอย่างคิ้วเข้มกลับขมวดเข้าหากัน เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปเปิดตู้เย็น 
   
“มีข้าวมั้ย” หยิบไข่ออกมาสองฟองก่อนจะเอ่ยถาม
   
“มีแต่แบบสำเร็จรูปอ่ะ” ผมว่าพลางเดินไปค้นในตู้เย็นให้ แต่พอจะยื่นให้เขากลับเห็นเจ้าของดวงตาสีรัตติกาลกำลังขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเหมือนจะบ่นว่าวันๆ กินแต่อาหารสำเร็จรูปหรือไง

“ผมชายโสดนี่ครับ” ผมเลยยักไหล่แก้ตัว ก่อนจะอาสาเอาข้าวไปโยนใส่ไมโครเวฟ ลอบหัวเราะกับเสียงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายของอีกคนที่หยิบไข่ออกมาตอกใส่ชามก่อนที่แขนกำยำจะตีไข่เป็นจังหวะน่าฟัง
   
สารภาพว่าการที่ได้เห็นเขายืนทำอาหารในสภาพที่ท่อนบนยังเปลือยเปล่าแบบนี้ยิ่งทำผมใจสั่น ถือเป็นโชคดีแล้วกันที่ผมหาเสื้อให้เขาใส่แทนตัวเก่าที่เลอะดินเลอะน้ำค้างจนต้องซักไม่ได้ นึกแล้วก็ขำตอนที่ร่างสูงพยายามจะยัดตัวเองเข้าไปในเสื้อของผม แต่กล้ามเนื้อกำยำกลับถูกรัดตึงอยู่ในเสื้อยืดที่เล็กกว่าเขาหนึ่งไซส์จนดูตลก ใบหน้าคมงุ่นง่านสุดๆ ตอนที่บ่นว่าผมผอมเกินไป ควรกินให้เยอะกว่านี้แล้วออกกำลังกาย 
   
มันทำให้ผมนึกได้ว่านานๆ ทีเขาก็มีมุมแบบนี้เหมือนกัน มุมน่ารักๆ ใส่ใจ

“พรุ่งนี้พี่เจดเลี้ยงสาย” ผมเกริ่นขึ้นมาพลางแบ่งข้าวสวยที่เวฟเสร็จแล้วลงจานสองใบ
   
“กูไม่ไป” คนที่กำลังง่วนกับการเจียวไข่ในกระทะตอบทันควัน กลิ่นหอมหวนชวนให้หิวไปกันใหญ่ 

“ผมไม่ได้ชวน” ผมเอ่ยกลั้วหัวเราะ พิงสะโพกตรงเคาน์เตอร์ข้างเขาแลบลิ้นเลียเม็ดข้าวที่ติดช้อนพลางจ้องหน้าเขาอย่างยียวน “เพราะถึงพี่ไม่อยาก สุดท้ายผมก็ทำให้พี่ไปจนได้”

คุณพ่อครัวเลิกคิ้วก่อนส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เขาปิดเตาก่อนจะตักไข่เจียวที่สุกกำลังพอดีลงจานใบใหญ่ 

“งั้นมึงคงต้องเลือก” ตอนแรกผมคิดว่ายังไงตัวเองก็ชนะ แต่ดันลืมไปว่าประมาทเขาไม่ได้ “กูยังติดค้างมึงเรื่องมอเตอร์ไซค์”

“...” พอผมทำท่าจะเอาแต่ใจเกินไป อีกฝ่ายถึงได้ดัดหลังผมด้วยข้อต่อรองที่ทำให้ต้องชั่งใจ

“จะไปเลี้ยงสาย หรือหัดขับมอเตอร์ไซค์”

“...”  อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องเล่นตามเกมเขา ยังไงก็มีคราวหน้า แต่รอยยิ้มร้ายๆ บ่งบอกว่าเขาจะไม่ให้โอกาสผมอีกถ้าหากปฏิเสธมัน 
   
“พี่แม่ง...” 
   
โอเค คราวนี้ผมยอมก็ได้
   
พอเห็นผมทำหน้างุ่นง่าน ริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มพอใจ มือหนาเอื้อมมาขยี้ผมไวๆ คล้ายหมั่นไส้ ก่อนจะทิ้งให้ผมจัดโต๊ะอาหารส่วนตัวเองไปดูเสื้อที่ตากไว้ที่ระเบียง
   
โชคร้ายที่มันแห้งพอดี ความคิดที่จะได้ลอบมองกล้ามเนื้อสวยระหว่างกินข้าวจึงเป็นอันต้องพับไป แต่ทดแทนได้ด้วยไข่เจียวฝีมือเขา ไข่เจียวธรรมดาๆ แต่กลับไม่ธรรมดาเมื่อมีอีกคนนั่งอยู่ตรงหน้ากำลังตักข้าวคำโตและบรรจงเป่าก่อนเอาเข้าปาก...
   
น่ารัก
   
“เหมือนเห็นภาพอนาคตลางๆ” ผมเท้าคางมองท่าทางที่ไม่เคยเห็นของอีกคนพลางเอ่ยแซวอย่างอดไม่ได้ 
   
“เพ้อเจ้ออะไร” เขาเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วใส่ น้ำเสียงเหมือนไม่เข้าใจยิ่งทำให้ผมยิ้มกว้างยิ่งกว่าเก่า
   
“สักวันพี่คงได้ตื่นมาทำอาหารให้ผมกินทุกเช้า” ...เหมือนคู่ข้าวใหม่ปลามัน
   
อืม คำนี้เข้าท่าดี
   
“หึ” แต่แทนที่จะปฏิเสธคำหยอดเขากลับยกยิ้มขบขัน “รุกหนักจริงนะ” ดวงตาสีรัตติกาลกลับมาเล่นเกมจ้องตากับผมอีกครั้ง 

“แต่แค่นี้ไม่ทำให้กูเปลี่ยนใจง่ายๆ” น้ำเสียงท้าทายถูกเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมุมปากร้ายกาจที่ผมหลงใหล
   
ผมเงยหน้าขึ้นสบตา ส่งรอยยิ้มที่ทำให้เขารู้ว่าผมก็ไม่ใช่คนที่จะยอมถอยง่ายๆ 
   
“พี่ก็รู้... เรื่องดันทุรังผมไม่เคยแพ้ใคร” 
 


   




เขาเพิ่งมาใหม่คงไม่รู้ว่าการปฏิเสธพี่เจดไม่ใช่เรื่องง่าย 
   
ไอ้พี่เคราแทบจะยกโมเดลทุ่มหัวผมตอนที่บอกว่าวันนี้ไม่ว่าง จะเลื่อนนัดก็สายไปเพราะยังมีคู่สายอีกรหัสที่เคลียร์คิวเตรียมกินกันเต็มที่ตั้งแต่รู้กำหนดการ สุดท้ายผมเลยต้องรับผิดชอบที่ทำให้พี่แกนั่งเหงาด้วยการถูกจองตัวในวันถัดไป
   
มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร เว้นซะแต่มีเงื่อนไขว่าต้องลากตัวน้องปีหนึ่งแสนเอาแต่ใจไปด้วยให้ได้ 
   
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมพี่เจดถึงได้ยึดติดกับเขานัก เพราะปกติเด็กซิ่วหรือพวกไม่รับน้องก็จะถูกรุ่นพี่ปล่อยปละตามยถากรรม ไม่ถือเป็นการแบ่งฝักฝ่ายเสียทีเดียวหรอก... มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรม เพราะการที่พวกเขาไม่มาร่วมกิจกรรม ก็เหมือนเป็นการเลือกสังคมที่ไม่ใช่พวกเราตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละ
   
แต่กับเตวิชญ์คงเป็นข้อยกเว้น... เพราะถึงจะถูกเขาปฏิเสธ ทำเมินใส่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งพี่รหัสปีสามของเราก็ยังเยินยอเขาเข้าขั้นคลั่งไคล้ 
   
เห็นไหม... ใครๆ ก็โดนมนต์ดำของเตวิชญ์ทั้งนั้น
   
เพราะงั้นผมถึงต้องมานั่งลำบากใจ เมื่อโดนมอบหมายให้ลากตัวเขาไปร่วมรับผิดชอบด้วยทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบจะออกมาอีหร็อบไหน
   
“อย่าเหม่อ” เสียงทุ้มตามด้วยเสียงเคาะลงมาบนหมวกกันน็อคเรียกสติผมกลับมาอีกครั้ง นึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่บนยานพาหนะแสนอันตราย
   
“เอานี่ไปใส่” แจ็กเกตตัวโคร่งถูกโยนมาให้ เพราะเห็นว่าเสื้อยืดบางๆ ตัวเดียวคงไม่อาจปกป้องผมได้ ผมรับมาใส่อย่างเต็มใจเพราะไม่อยากเสี่ยงผิวเปิดเพราะวัดถนนเช่นกัน
   
แต่พอจะสตาร์ทรถกลับต้องชะงัก เมื่อร่างสูงที่ควรจะยืนกอดอกรอซ้ำเติมผมเหมือนครั้งก่อนกลับวาดขาขึ้นมาซ้อนหลังกัน
   
“เฮ้ย พี่ไม่ต้อง...”
   
“ปล่อยมึงขับคนเดียวเดี๋ยวก็ลงพุ่มไม้อีก” เขาขัดทันควัน ก่อนจะพยักหน้าให้ผมสตาร์ทรถสักที 
   
“งั้นพี่เอาเสื้อคืนไป” ผมว่า ทำท่าจะถอดแจ็กเกตคืนให้ แต่เจ้าตัวกลับทำหน้าหงุดหงิด เคาะนิ้วลงมาบนหมวกกันน็อกอีกครั้ง
   
“อย่าล้มก็พอ” เหมือนจะแสดงความห่วงใย แต่แท้จริงมันคือคำขู่ให้ผมแบกรับความกดดันไว้ 
   
ถ้าล้ม คนที่เจ็บมากกว่าก็คือเขา และผมไม่มีทางยอมให้เป็นอย่างนั้น
   
“พี่เคยล้มไหม” ความรับผิดชอบที่กำลังแบกรับทำให้ผมตัดสินใจเอ่ยถาม อาจเพราะต้องการความสบายใจว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องเสี่ยงตาย
   
ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะตัดรำคาญด้วยการถือวิสาสะสตาร์ทรถให้ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มแต่ไม่เพียงพอจะกลบเสียงคำตอบที่ดังอยู่ข้างใบหู
   
“เคยสิ” 
   
ได้ยินแบบนั้นแทนที่จะคลายความกดดัน ผมกลับรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งกว่า มโนภาพอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นมา... สันนิษฐานถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ร่างกายของเขาปริแตก... สลักร่องรอยการแยกส่วนไว้บนสรีระสมบูรณ์แบบตลอดกาล
   
   





“เพราะมอเตอร์ไซค์เหรอ” ในที่สุดผมก็ได้จังหวะเอ่ยถาม เมื่อเสร็จสิ้นแบบฝึกหัด ผมพาเราสองคนรอดชีวิตมาจนถึงจุดหมายได้ 
   
สวนสาธารณะกลางมหาวิทยาลัยดูมีชีวิตชีวากว่าคราวก่อนที่ลักลอบมา 
   
แต่แสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าทำให้คนเริ่มบางตา โดยเฉพาะส่วนท้ายบึงที่เรากำลังนั่งอยู่ มีเพียงคนวิ่งผ่านประปราย และอีกไม่นานก็คงเงียบเหงาด้วยไร้แสงที่เพียงพอให้รับประกันว่าจะไม่มีอันตราย
   
“อะไร” น้ำเปล่าเย็นๆ ถูกยื่นมาหลังจากที่อีกฝ่ายหยิบมันไปเปิดฝาให้ 
   
“แผลเป็น” ผมตอบสั้นๆ ยกน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย สายตาลอบสังเกตคนที่นั่งอยู่ข้างกาย เห็นเขาเลิกคิ้วประหลาดใจก่อนที่มุมปากบางจะยกยิ้ม... ก้ำกึ่งระหว่างความขบขันและเย้ยหยัน
   
คงเพราะรู้ว่าไม่อาจปกปิดอีกต่อไป
   
“เก่งนี่” ดวงตาสีรัตติกาลกลับมาประสานขณะเอื้อมมือมารับน้ำที่ผมยื่นคืนให้ คำเฉลยไม่ได้ทำให้ผมโล่งใจ กลับยิ่งเพิ่มความสงสัย
   
“แต่พี่ก็ยังขับมัน” ในใจนึกคาดโทษเจ้ายานพาหนะที่เคยได้ยินคำนิยามว่าเนื้อหุ้มเหล็กแสนอันตราย

ถึงหมวกกันน็อกจะช่วยให้เขารอดตายจากหัวกระแทก แต่เห็นชัดว่ามันไม่อาจปกป้องส่วนอื่นใด
   
“มึงก็เคยจมน้ำ” แต่สีหน้าเชิงตำหนิของผมไม่ได้ทำให้เขาทบทวนข้อเสียนั้นใหม่ กลับหยิบยกเหตุการณ์คล้ายกันขึ้นมายอกย้อนเหมือนจะเตือนว่าเราไม่ต่างกัน “แต่มึงก็ไม่ได้กลัวน้ำถูกมั้ย” 
   
ถ้าผมเป็นเขาก็คงเลือกทำแบบนี้เหมือนกัน... การผิดพลาดหนึ่งครั้งเพียงสอนเราว่าต้องระวังในคราวต่อไป
   
มันคือนัยของการเอาชนะบางสิ่งที่ผมยึดถือมาแต่ไหนแต่ไร
   
ผมหัวเราะ เพราะไม่คิดว่าเขาจะมีชุดความคิดคล้ายกัน 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ่ยถามเพื่อเชื่อมโยงคำถามต่อไป...

มันเกี่ยวกับเวลาสองปีที่พี่หายไปหรือเปล่า... เพราะแบบนั้นถึงไม่มีเวลาบอกลากันใช่ไหม

แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงสายตาที่บ่งบอกว่าผมถามมากเกินไป ฝ่ามือหนาเอื้อมมาวางบนหัวผมแต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นยืน

“ไปเถอะ”

การตัดบทสนทนาดื้อๆ ทำให้ผมต้องเก็บกลืนคำถามที่เหลือไว้ในใจอีกครั้ง ถอนหายใจแล้วลุกขึ้นเดินตามฝีเท้ายาวๆ ก่อนอาศัยจังหวะที่ร่างสูงกำลังจะถึงมอเตอร์ไซค์แย่งกุญแจในมือเขามา 

“ผมขับเอง” เหมือนคนกำลังร้อนวิชา พอขับมาถึงตรงนี้ได้ผมก็อยากผ่านด่านที่มันท้าทายกว่า... 

"..." อีกฝ่ายมองผมนิ่ง สีหน้าเหมือนชั่งใจ เหตุเพราะหนทางกลับมันไม่ง่าย... ทางชันสูงที่เป็นอุปสรรคตอนขามา คงน่าระทึกยิ่งกว่าตอนขาลง เขารู้ดีว่าผมยังไม่แข็งพอจะควบคุมทั้งความเร็วและทิศทางให้มั่นคง ถ้าโชคร้ายก็คงล้ม... 

แต่อย่าดูถูกคนอย่างผมเชียว

“ท้าหรือจริง” สุดท้ายก็เลือกจะทำลายความลังเลของเขาด้วยการเอ่ยคำถาม คนตรงหน้าเพียงยิ้มหน่ายๆ กับความดื้อรั้น ก่อนจะตอบรับความเสี่ยงด้วยการหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวมให้กัน ยอมให้ผมกำชีวิตเขาไว้ในมือ...

ผมรู้ดีว่าจะรักษามันไว้ได้... เหมือนที่เคยรักษาสัญญาที่เขาคงหลงลืมไป






“พร้อมมั้ย...” ยิ่งใกล้ผมก็ยิ่งใจเต้นจนต้องเอ่ยถามอีกคนเพื่อความอุ่นใจ 

ถ้าเขาตอบว่าไม่ผมอาจยอมสละคันบังคับให้เขาเป็นคนขับก็ได้

"หึ" แต่คนที่ควรจะหวั่นใจยิ่งกว่ากลับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโอบแขนข้างหนึ่งไว้รอบเอวผมหลวมๆ ...ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เตรียมพร้อมจะป้องกันผมจากอันตราย 

“มึงทำได้” ไม่อยากจะยอมรับนักหรอกว่าเพียงคำสั้นๆ ของเขากำลังทำให้ผมอุ่นใจ แต่คงปฏิเสธรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินไม่ได้

สุดท้ายผมก็ปลดระวางความหวาดหวั่นตัดสินใจบิดคันเร่งมุ่งตรงไป เร่งความเร็วขึ้นอีกนิดเพื่อความเร้าใจ แต่ไม่เร็วเกินไปจนตัวเองควบคุมไม่ได้ สายตาเห็นความลึกที่ใจประมาณเป็นปากเหวในระยะที่ถ้าคิดจะกลับตัวตอนนี้ก็ไม่ทัน... 

และในที่สุดผมก็พาเราทั้งคู่ดำดิ่งลงไป 

ความวูบไหวในช่องท้องเกิดขึ้นเพียงแวบหนึ่งแล้วหายไป ผมเปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้นขณะปล่อยให้รถทะยานไปตามทางลาดชันที่ทอดยาว เสียงหัวเราะต่อเนื่องคลอเคล้ากับเสียงลมหวีดหวิวที่ปะทะเข้ามา...
   

“หึ...” แต่เสียงหัวเราะเพียงครั้งจากอีกคนกลับเพราะยิ่งกว่า 

“ขอบคุณที่กลับมา” ความวูบไหวชวนใจเต้นรัวไม่ต่างจากตอนที่พาตัวเองพ้นส่วนที่ชันที่สุดเมื่อได้ยินคำขอบคุณที่ยากจะเข้าใจ 

“...”  แต่ผมเลือกปล่อยความสงสัยไปกับสายลมฤดูหนาวชวนให้เย็นเยียบไปทั้งร่าง

ส่วนที่อบอุ่นคงมีเพียงเอวที่ถูกโอบรัด และลำคอ... ที่ถูกคนฉวยโอกาสฝากรอยจุมพิตแผ่วเบา...  

   




ตึก ตึก ตึก

ผมได้ยินเสียงฝีเท้ารัวเร็วของตัวเองดังก้องทั้งที่อยู่ในที่โล่งกว้าง ไล่ตามกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อเดิมโชยชัดในทุกฝีก้าว กระทั่งเห็นเจ้าของแผ่นหลังในชุดนักเรียนคุ้นตาปรากฏอยู่ตรงหน้า... 

หมับ!

และผมก็ไม่อาจยั้งใจไม่เอื้อมมือไปกอดพี่ไว้ได้ 

เสียงหัวใจเต้นรัว... ขอบตาร้อนผ่าวบ่งบอกว่าตลอดมาผมหวาดกลัวและทรมานมากแค่ไหน

หลังจากหายไปเกือบสามอาทิตย์ในที่สุดพี่ก็กลับมา
   
ด้วยสถานะที่ไม่ได้เป็นแม้แต่คนรู้จักในสายตาคนทั่วไปทำให้ผมไม่อาจเปิดปากถามข่าวคราวของพี่กับใคร ต้องอดกลั้นกับเสียงลือต่างๆ นานาที่ไม่อาจพิสูจน์อะไรได้ เฝ้ารอ... เพื่อจะพบอีกครั้ง รอให้พี่เฉลยความจริงให้ผมฟัง
   
‘พี่หายไปไหนมา’ 
   
‘…’ แต่หลังจากเอ่ยคำถามรอบตัวกลับเงียบงัน 

พี่ปล่อยให้ผมกอดแว้แน่นอย่างนั้น พร้อมค่อยๆ ละเลียดควัน กลิ่นนิโคตินที่ยังคละคลุ้งในอากาศราวหมอกพิษ ชวนอึดอัดจนไม่อยากหายใจ
   
‘พิชญ์…’ นานทีเดียวกว่าพี่จะทำลายความเงียบขึ้นมา 
   
ไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับย้อนถามในสิ่งที่ผมไม่รู้ความหมาย
   
‘มึงจะอยู่กับกูไหม’
   
‘…’ ไม่รู้กระทั่งว่าจุดประสงค์ของคำถามนั้นคืออะไร
   
‘อยู่ตลอดไป…’ แต่น้ำเสียงที่พี่ใช้มันทำให้น้ำตาของผมไหลออกมา
   
เจ็บปวด... ทั้งที่ไม่เข้าใจ 
   
‘อืม อยู่สิ’ แน่นอนว่าคำตอบช่างแสนง่ายดาย ผมรัดอ้อมกอดแน่นขึ้นยืนยันว่าจะไม่ไปไหน

...เพราะตอนนั้นผมโง่เกินกว่าจะรู้ว่าตลอดไปไม่มีจริง
   
และคำถามของพี่คือหลุมพราง...
   
สุดท้ายคนที่ขอให้ผมเอ่ยคำมั่น กลับกลายเป็นคนทำลายสัญญานั้นเสียเอง 







จะทำยังไงเมื่อคุณคิดว่าตัวเองบินมาไกล แต่ความจริงแล้วไม่ใช่

ระยะทางหมื่นไมล์เป็นเพียงภาพลวงตาเมื่อคุณพบว่าตัวเองยังก้าวเท้าออกมาไม่พ้นหน้าบ้าน...

มันไม่ใช่คำถาม... แต่ผมกำลังตอกย้ำให้รู้ว่าเกมนี้มันอันตราย

ดังนั้น อย่าไว้ใจความหวัง...
   
“มาช้านะไอ้พิชญ์” เสียงตะโกนทักของพี่เจดแหวกเสียงเพลงชวนปวดหัวขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าผม
   
“เพิ่งตรวจแบบเสร็จอ่ะ” บอกเหตุผลพร้อมแทรกตัวนั่งลงกลางโซฟาตัวใหญ่ ตำแหน่งเดียวที่เหมาะเจาะพอจะจับตามองเขาได้...
   
เจ้าของดวงตาสีรัตติกาลที่นั่งอยู่บนโซฟาแบบเดียวกัน แต่ห่างออกไปในระยะหลายช่วงโต๊ะซึ่งกำลังมองมาที่ผมเช่นกัน กลางวงล้อมของคนที่ผมไม่รู้จัก และใครอีกคนที่ผมไม่รู้จักกำลังแนบชิดร่างสูงในระยะที่เรียกว่าแทบจะเกยอยู่บนตัก
   
คำถามข้อหนึ่งคือทำไมเขาถึงปรากฏตัวอยู่ที่นี่ง่ายๆ และข้อสอง... คนพวกนั้นเป็นใคร
   
“เด็กบริหาร” คำเฉลยสั้นๆ ถูกเอ่ยจากพี่รหัสที่รู้ว่าสายตาผมหยุดอยู่ตรงไหน
   
“กว่าจะลากคอมาได้กูแทบไหว้ เสือกถูกเด็กคณะอื่นหิ้วไปตั้งแต่นาทีแรกอีก ฮอตชิบหาย” พี่เจดพูดติดตลกพลางยื่นแก้วเหล้าที่ผสมแล้วมาให้
   
“อย่าอิจฉาดิ” ผมแกล้งแซวขำๆ พลางรับเครื่องดื่มมาจิบกลบเกลื่อนสายตาที่ถูกดึงดูดไว้ด้วยสีรัตติกาล
   
จากระยะนี้ไกลเกินกว่าจะได้ยินว่าพวกเขากำลังกระซิบกระซาบอะไรกัน แต่ก็ใกล้พอที่ผมจะเห็นดวงตาเรียวคมคู่นั้นได้ชัด... รอยยิ้มมุมปากร้ายกาจก็เช่นกัน
   
เขาจงใจ...
   
จำได้ไหม... เตวิชญ์คือผู้ทำลาย... ความหวังที่ผมเพิ่งคว้าได้ถูกเจ้าของริบคืนเพื่อเหยียบย่ำ ทดสอบว่าผมจะทนความผิดหวังซ้ำๆ ได้นานแค่ไหน
   
นั่นสิ... ผมจะทนได้แค่ไหนกัน
   
“ไม่ยักรู้มาก่อนว่าไอ้เตเป็นไบ คราวก่อนมันคบกับผู้หญิงในรุ่นมึงไม่ใช่?” เสียงที่ไม่คุ้นหูเรียกให้ผมหันมามองข้างตัว ก่อนจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ท่ามกลางคนที่เกือบจะแปลกหน้าเหมือนกัน
   
ทั้งโต๊ะมีเพียงพี่เจดที่ผมสนิท นอกนั้นเป็นเพื่อนต่างคณะของพี่แกที่ผมเคยเจอไม่กี่ครั้ง
   
รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เขารู้จักเตวิชญ์ แถมยังรู้ถึงขั้นว่าเจ้าตัวเคยคบใคร และมันชวนประหลาดใจแค่ไหนที่ตอนนี้เขากำลังคั่วอยู่กับเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มซึ่งไม่ได้มีส่วนคล้ายกับคนที่แล้วแม้แต่นิดเดียว
   
“ก็ไม่แปลกนี่หว่า” พี่เจดเป็นคนตอบขณะหยิบแก้วของผมไปรินเหล้าให้แทนของเดิมที่ไม่รู้หมดไปตอนไหน ผมหันไปเลิกคิ้วมองพี่รหัส รอฟังคำอธิบายที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น
   
“มันก็มีนี่ พวกที่ไม่ได้สนใจว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ขอแค่รักอะไรทำนองนั้น” หลุดหัวเราะกับเหตุผลที่ฟังดูคล้ายนิยายน้ำเน่า แต่ก็อดเห็นด้วยไม่ได้
   
ขอแค่รัก... ก็คงใช่

ผมชนแก้วกับพี่เจดก่อนจะเลิกสนใจบทสทนา หันกลับมาจิบเหล้าและเล่นเกมจ้องตากับคนที่นั่งอยู่คนละโต๊ะอีกครั้ง

"..." 

แต่เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะเมื่อเบือนสายตากลับมาอีกครั้งภาพที่คิดไว้กลับบิดเบือน... กลายเป็นภาพที่เขาหันไปประกบปากกับคนข้างกาย

ให้ตาย... เล่นแรงจริงนะ
   
“แล้วอย่างไอ้เต เซ็กซ์แอพพีลสูงจะตายห่า มีทั้งผู้หญิงผู้ชายจ้องจะกินขนาดนั้น เป็นกูก็ไม่ปิดกั้นเหมือนกันอ่ะ” คำพูดติดตลกของพี่เจดที่เข้าหูมาไม่ได้ทำให้ผมขำอีกต่อไป 
   
“ไอ้สัด แหยงอ่ะ ต่อให้เลือกได้แค่ไหนแต่กับผู้ชายด้วยกันมันก็ไม่ไหวป่ะวะ” ยิ่งคำพูดของคู่สนทนายิ่งทำให้อารมณ์หงุดหงิดปะทุขึ้นมาจนยากจะควบคุม
   
“หึ” ผมหลุดยิ้มหยัน วางแก้วเหล้าที่ว่างเปล่าลงบนโต๊ะพลางหันมองคนปากพล่อยข้างตัว...


“เฮ้ย!” ขัดจังหวะการดื่มของอีกฝ่ายด้วยการดึงแก้วเหล้าในมือเขามากระดกรวดเดียวอย่างถือวิสาสะ แสยะยิ้มให้ใบหน้าเหรอหราก่อนจะยกสะโพกขึ้นจากตำแหน่งตัวเอง... 

พรึ่บ!

พลิกตัวกลับไปคร่อมตักของคนตัวโตกว่าแต่ไม่ได้นั่งลงไป เท้ามือข้างหนึ่งไว้กับโซฟาเพื่อพยุงไม่ให้ร่างกายสัมผัสกัน
 โน้มหน้าเข้าหาช้าๆ... หยุดเพียงให้จิลที่จมูกแตะลงกับปลายจมูกของอีกคนที่หยุดหายใจไปชั่วขณะ

“นะ... น้องพิชญ์...” เรียกเสียงอึกอักหลังจากกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ผมยิ้มตอบก่อนไล่สายตาสำรวจใบหน้าที่เอาเข้าจริงก็จัดว่าหล่อเหลาใช้ได้


การไม่ถูกผลักออกหรือโดนชกหน้าในทันทีทำให้ผมยิ่งได้ใจ คลี่ยิ้มบางพลางมองริมฝีปากที่เผยอออกอย่างอ้ำอึ้งไล่ขึ้นมาถึงดวงตาอีกครั้ง
 
“สีดำ...” จ้องนิ่งนาน จงใจให้การขยับริมฝีปากที่เกือบจะเฉียดกันทำอีกคนนิ่งงัน สายตาหวาดหวั่นระคนสับสนว่าผมต้องการอะไร

ก็แค่อยากรู้ว่าเป็นคนแบบไหน... ถึงได้พูดแบบนั้นออกมา

“ตาพี่...” 

อ่านออกง่ายดายเมื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิททว่าขลาดเขลา ไร้เสน่ห์ลึกลับต่างจากดวงตาสีดำอีกคู่ที่ผมรู้จัก...

“สวยดีนะครับ” เสียงกลืนน้ำลายอีกครั้งทำให้ผมคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะผละออกห่างทิ้งตัวกลับมานั่งที่เดิมพลางเอื้อมมือไปดึงแก้วเหล้าจากพี่เจดที่นิ่งค้างมองการกระทำแสนอุกอาจของผมอย่างตกใจ

“เป็นไงล่ะมึง เจอฤทธิ์น้องรหัสกูเข้าไป ยังแหยงผู้ชายอยู่ไหม” กว่าบทสนทนาจะเริ่มใหม่ก็ตอนที่ผมดื่มหมดแก้วอีกครั้ง ปล่อยให้สายตาตัวเองกลับไปจับจ้องยังตำแหน่งเดิมแต่ก็ต้องชะงักไป

เขาไม่อยู่ตรงนั้น... และการที่อีกคนหายไปพร้อมกันก็เป็นคำตอบง่ายดายว่าเขาหายไปไหน
   
“เฮ้ย ไปไหน” พี่เจดร้องทักทันทีที่ผมลุกขึ้นทั้งที่เพิ่งมาได้ไม่นาน
   
“เดี๋ยวผมจ่ายเอง” รับผิดชอบการเสียมารยาทด้วยการหยิบใบเสร็จไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์โดยไม่คิดอธิบาย พี่เจดเองก็คงเห็นว่าผมอารมณ์ไม่ค่อยดีถึงได้ปล่อยกลับโดยไม่คัดค้านอะไร เพียงหันไปตำหนิเพื่อนคนเดิมที่ทำงานกร่อยโดยไม่รู้ว่าความจริงแล้วผู้ชายคนนั้นไม่เกี่ยวอะไร
   
...ผมแค่เล่นเกมค้างไว้ก็เท่านั้น

   




แกรก~
   
เสียงปลดล็อกดังขึ้นทันทีที่คีย์การ์ดสำรองแตะเข้าเครื่องแสกน ผมผลักประตูเข้าไป แสงไฟห้องรับแขกที่สว่างจ้าบ่งบอกว่ามาถูกที่อย่างไม่ต้องสงสัย
   
แน่นอน... มันคือห้องของเขา ห้องชุดหรูหราที่ผมเคยมาเหยียบเพียงครั้ง... และตอนนี้ก็กำลังถือวิสาสะมาเยือนโดยไม่อนุญาต
   
ผมไม่ใช่ขโมย และคีย์การ์ดนี่ก็ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ... มันคือบทลงโทษจากความพ่ายแพ้ของเขาที่เลือกจะกระโดดน้ำลงไปช่วยผมไว้... ง่ายดาย แค่อนุญาตให้ผมรุกล้ำเข้ามาได้ตามใจ
   
...ไม่คิดว่าจะได้ใช้สิทธิ์เร็วขนาดนี้เหมือนกัน
   
“อ๊ะ...” เสียงร้องแปร่งประหลาดที่เล็ดลอดมาทำให้ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะแสยะยิ้มเมื่อจับทิศทางได้... อันที่จริงก็เดาได้ตั้งแต่เห็นว่าประตูห้องนอนแขกบนชั้นลอยเปิดแง้มไว้...
   
ผมถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไป แสงที่สาดจากห้องรับแขกสว่างพอจะทำให้เห็นกิจกรรมซึ่งไม่ผิดจากที่คาดเท่าไหร่...

ร่างเกือบเปลือยสองร่างที่กำลังเกี่ยวกระหวัดบนเตียงขนาดคิงไซส์ เสียงครางไม่เป็นภาษาจากฝ่ายที่นั่งคร่อมอยู่บนตัก ถูกเล้าโลมจากอีกฝ่ายที่กำลังวุ่นวายอยู่แถวหน้าอกเปลือยเปล่าที่กำลังแอ่นรับ เล็บทั้งห้าจิกลงแผ่นหลังกว้างระบายอารมณ์สวาท 

ทำนองรักแสนเร่าร้อนกำลังจะถูกขับขาน... หากไม่ถูกขัดจังหวะ
   
“พะ...พี่เต” เสียงครางเปลี่ยนเป็นอุทานเมื่อผมผลักประตูเข้าไป 
   
เสียงฝีเท้าและเงาร่างที่ทอดลงบนเตียงคงเพียงพอจะทำให้คนที่กำลังหันหลังให้ล่วงรู้การมาถึงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
   
“...” เจ้าของชื่อไม่ได้เอ่ยตอบอะไร ไม่แม้แต่จะหันกลับมาดูว่าผู้มาเยือนเป็นใคร... 

คงเพราะมันไม่ยากเกินจะเดาได้
   
“...” ความเงียบชวนกระอักกระอ่วนดังคับห้องเมื่อกามกิจถูกระงับทั้งที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เจ้าของร่างเล็กกว่าได้แต่มองหน้าผมสลับกับอีกคนเลิ่กลั่กอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ ยิ่งเมื่อผมก้าวเท้าเข้าไปจนถึงตัว สายตาของเด็กคนนั้นก็ยิ่งกลายเป็นความสับสนเจือหวาดหวั่น
   
ไม่ต้องห่วงหรอก...ผมไม่ได้จะทำอะไร

เป้าหมายของผมไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาที่ริอ่านจะแตะของร้อนอันตราย 
   
คนที่ผมมีธุระด้วยคือเขา... เจ้าของดวงตาสีรัตติกาลที่กำลังส่งคำถามว่าผมคิดจะทำอะไร ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนยกมือข้างที่ไม่ได้ล้วงกระเป๋าขึ้นแตะบ่าหนาที่เปลือยเปล่าพลางโน้มตัวลงไป 

...แกล้งลงโทษคนใจร้ายด้วยการกัดใบหูหนึ่งครั้ง... แล้วเอ่ยกระซิบคำถามแผ่วเบา 

   
“ท้าหรือจริง...”
   
...
   
ขยับปีกอีกครั้ง... ผมจำเป็นต้องบอกให้เขารู้ไว้... ว่าผมจะไม่เล่นบทของตายอีกต่อไป









--------------------------------------------------------------
Baby I’m preying on you tonight
Hunt you down eat you alive
Just like animals...
- Animals -
(Maroon 5)

แด่ความแซ่บของน้องพิชญ์ค่ะ 5555

ฝาก #เกมท้ารัก เช่นเคยนะคะ





   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 542 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,703 ความคิดเห็น

  1. #1671 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 12:41
    ชอบอ่ะ ได้ใจเราไปเลย
    #1,671
    0
  2. #1657 nan-sand (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 22:30
    อ่านตอนนี้แล้ว อุทานออกมา ว่า เ-ี้ยเลยอ่ะจริงๆ แรงงง แรงมากแม่
    #1,657
    0
  3. #1582 pommys (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 11:53
    พิชญ์ทำไม
    #1,582
    0
  4. #1524 mileyduchess (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 01:46
    พี่เตทำไมทำงี้
    #1,524
    0
  5. #1490 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 23:00
    น้องแซ่บมากกก มาท้าได้จังหวะเวอร์
    #1,490
    0
  6. #1455 AuJialin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 14:21
    อ๊ากกกกกกกก น้องฟาดมากกกกกกก
    #1,455
    0
  7. #1448 weendy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 07:13
    แซ่บมากกกกกกก
    #1,448
    0
  8. #1418 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:46
    อหชอบนายเอกแบบนี้ แซ่บๆเริ่ดๆแบบนี้ ปรบมือรัวค่ะ
    #1,418
    0
  9. #1402 Som-O' (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 16:27
    น้องพิชญ์คือ สิบสิบสิบไปเลย ทำดีมสกกก
    #1,402
    0
  10. #1381 fewho_1169 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 08:43
    เอาให้มันกระอักไปเลย
    #1,381
    0
  11. #1362 kray khunkhun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 17:00
    เลิศๆ ไปเลยจ้าาา
    #1,362
    0
  12. #1290 ananarnaaa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 16:24
    ไปให้สุดค่ะน้องพิชญ์ แซ่บๆจุกๆ
    #1,290
    0
  13. #1165 Jibangrin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 21:49
    อย่ายอมมันลูกกกกกกกกก โกรธอิพี่!!!!
    #1,165
    0
  14. #1153 Danwtlese (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 14:42
    พิชญ์หนู อย่ายอมลูก
    #1,153
    0
  15. #1110 beamkd2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 19:54
    ถ้าพิชญ์จะสู้อ่ะก็เอาให้สุดจนไม่ไหว

    พอไม่ไหวเเล้วก็พอหยูดเถอะ
    #1,110
    0
  16. #1090 ฺBedroom (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 21:52
    ตบมือให้พิชญ์ค่าาาาาา และจะตบมากกว่านี้ถ้าหนูถอนตัวจากมนต์เสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ได้
    #1,090
    0
  17. #1069 pppeachhh2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 03:29
    หวังว่าพี่เตจะได้รับผลการกระทำของตัวเองบ้างนะ
    #1,069
    0
  18. #1046 maybee23 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2561 / 12:35
    อีพี่มันทำให้น้องต้องร้าย เพราะถ้าร้ายแล้วจะได้พี่มันมาก็ควรที่จะร้าย หึๆ
    #1,046
    0
  19. #1027 [12GODs ll POSEIDON]AVERY PIE (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 08:45

    แซ่บมากก ฮอตเว่ออ

    #1,027
    0
  20. #1013 reinaria (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 00:17
    น้องพิชญ์ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ให้มันได้อย่างนี้ !!!!!
    #1,013
    0
  21. #990 ppppjih (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 01:49
    น้องพิชญ์!!!
    #990
    0
  22. #975 aommyjung2521 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 / 15:34
    พิชญ์เธอช่างกล้าจริงง
    #975
    0
  23. #968 Jokerfacenan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 18:48
    น้องงพิชชชช โอ้ยยยยใจพรี่สั่น9.9ริกเตอร์ น้องจะทำอย่างนี้ไม่ได้ หัวใจพี่จะวาย >\\\\\\<
    #968
    0
  24. #962 agasep2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 11:26
    โอ้มายก๊อดดด ตอนอ่านเกือบลืมหายใจ แซ่บพริกสิบเม็ดมากก
    #962
    0
  25. #945 oyoko_yok (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 13:52
    omg!!! น้องคะ.ได้ใจมากค่ะลูก
    #945
    0