[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 30 : หลงตะวัน : 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,410
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 231 ครั้ง
    8 ส.ค. 60

หลงตะวัน : 11

 

 

ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวใหญ่ หลังแต่งงานพี่ชายกับพี่สาวผมไม่ได้แยกตัวออกไป เพราะตั้งใจกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะอยู่ด้วยกันแบบนี้เรื่อยๆ มันไม่ใช่กฎ ไม่มีใครรั้งให้เราอยู่ด้วยกัน ป๊ากับแม่สร้างบ้านให้เป็นของขวัญแต่งงานทั้งสองครอบครัวด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายทุกคนก็มาสุมหัวกันอยู่ที่บ้านใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา

               

มันถึงได้วุ่นวายแบบนี้ไง

               

“อาซันนน~” เสียงตะโกนเรียกชื่อผมลากยาวตั้งแต่ยังไม่เห็นตัว จนเจ้าตัวแสบวิ่งมาถึงหน้าประตูพุ่งเข้ามากระโดดกอดขาไว้ได้นั่นแหละถึงจะเงียบลง

               

หมับ!

               

“...!

 

พลาดตรงที่คนที่เจ้าตัวเล็กกอดอยู่ดันไม่ใช่ผม...

 

“ว้ายยย ผิดคน” ผมร้องแซว นั่งคุกเข่าเบ้หน้าล้อเลียนใส่หลานชายที่เหวอไปทันทีที่เห็นว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่คนที่ตัวเองตั้งใจ ขณะที่คนถูกกอดมองหน้าเจ้าตัวเล็กอย่างตกใจอยู่สักพัก ก็ย่อตัวลงยิ้มหวานทักทาย

               

“หวัดดีครับ”

               

เจ้าตัวเล็กกะพริบตาปริบๆ มองหน้าไอ้ตี๋เหมือนยังช็อกค้างอยู่หลายวินาที ก่อนจะหันมามองหน้าผมทั้งที่ยังกอดขามันไว้  

 

“อาซัน... ใครอ่ะ” แกล้งกระซิบเบาๆ เหมือนกลัวอีกฝ่ายจะได้ยิน

               

ผมหัวเราะออกมาเสียงดัง แกล้งยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูหลานเหมือนเวลาเราแกล้งแอบเม้าท์คนอื่นๆ ในบ้านกัน “แฟนอา”

               

คราวนี้ตัวแสบถึงกับเบิกตากว้าง มองหน้าผมสลับกับไอ้ตี๋พลางกัดปากเขินๆ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือ เดินถอยหลังออกไปสองสามก้าว แล้วเริ่มวิ่งกลับเข้าไปในบ้านพร้อมเสียงตะโกน

               

“คุณย่า แฟนอาซันมาแล้ว~

               

ทำตัวเป็นทรโข่งบอกข่าวให้คนที่คงจะนั่งรออยู่ข้างในให้รับรู้การมาถึงของพวกเรา ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะหันมามองหน้าคนข้างตัว

               

“เมื่อกี้ชื่อเจ้าภู เป็นลูกพี่ซี พี่ชายคนโต” แนะนำตัวแทนเจ้าตัวเล็กที่แต๊ะอั๋งแฟนผมตั้งแต่แรกเจอ ก่อนจะเอ่ยถึงอีกคนที่ยังไม่เห็นตัว

 

“เดี๋ยวจะเจอลูกพี่แซนด์ พี่สาวคนรองอีกคน ชื่อน้องภา น่ารักมาก ตอนไม่งอแงอ่ะนะ” ผมพูดติดตลก ขณะที่ไอ้ตี๋ยิ้มนิดๆ พยักหน้าเข้าใจ พลางมองตามแผ่นหลังน้อยๆ ที่เพิ่งลับสายตาไปด้วยแววตาคล้ายกับกำลังกังวล

               

เพราะเป็นบ้านตัวเอง ถึงจะไม่ได้กลับมาพักใหญ่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดอะไร เลยไม่ทันคิดว่าคนที่เพิ่งมาครั้งแรกอย่างมันจะรู้สึกประหม่าแค่ไหน โดยเฉพาะเป็นการมาในฐานะแฟนของลูกชายเจ้าของบ้านแบบนี้

               

ยังกะในละครที่ตัวเอกพาลูกสะใภ้เข้าบ้านอะไรแบบนั้นเลยว่ะ

               

“ตื่นเต้นเนอะ” ผมย่นหน้า ทำเป็นว่าตัวเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เอื้อมมือไปจับฝ่ามือชื้นเหงื่อของมันไว้แล้วบีบเบาๆ “ครั้งแรกเลยเนี่ยที่พาแฟนมา”

               

เจ้าของดวงตาเรียวมองผมอย่างประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองมือที่กุมกันไว้ เงยหน้าขึ้นมายิ้มบางๆ ตอบผมด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลง

               

เห็นแบบนั้นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ ไม่วายอยากจะแกล้งให้หายมันเขี้ยวสักที

               

“ขอกำลังใจหน่อย” ว่าจบก็ฉกฉวยริมฝีปากลงไปบนริมฝีปากบางเร็วๆ แล้วผละออกมา

 

“ซะ...ซัน!” เห็นสีหน้าตกใจของคนที่ตั้งตัวไม่ทันก็หลุดหัวเราะ ยกมือที่กุมอยู่ขึ้นมาจูบหนักๆ ลงไปครั้งหนึ่ง ส่งสายตาบอกว่าไม่ต้องกังวล

 

“พร้อมมั้ย?” ผมถาม มองดวงตาเรียวที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตกใจเป็นผ่อนคลาย ส่ายหน้าเอือมๆ เพราะรู้ทันว่าที่ผมแกล้งก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

 

“ครับ” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มตอบพลางพยักหน้าเบาๆ

 

ผมยิ้มกว้างอย่างพอใจ กดจูบลงบนหลังมืออีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะพาคนตัวเล็กเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่มาหลายสิบปี

 

แต่แทนที่จะเจอครอบครัวนั่งอยู่พร้อมหน้า ห้องรับแขกโล่งกว้างกลับไร้เงาของคนอาศัย มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะบ่ายวันอาทิตย์แบบนี้บ้านเรามักจะไปนั่งรวมตัวกันในสวนหลังบ้าน ทำตัวฟรีสไตล์กับวันที่ได้อยู่กันพร้อมหน้า มีปาร์ตี้บ้าง หรือบางครั้งแค่นั่งพูดคุยสัพเพเหระไปตามประสา

 

แต่วันนี้มีวาระพิเศษ มันจึงไม่ใช่บ่ายวันอาทิตย์ธรรมดา เพราะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในบ้านทุกคนเลยดูจะตั้งหน้าตั้งตารอคอย

 

ดูจากในกรุ๊ปไลน์ครอบครัวที่ทุกคนติดตามความเคลื่อนไหวของผมตั้งแต่ยังไม่สตาร์ทรถออกจากเชียงใหม่ก็พอจะเดาได้ แทบทุกชั่วโมงผมต้องคอยให้ไอ้ตี๋พิมพ์ตอบให้ว่าตอนนี้ถึงไหน หรือโชกุนอยากกินอะไร พวกพี่ๆ จะได้เตรียมของว่างไว้ให้ทันทีที่เรามา

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าวันนี้เป็นวาระพิเศษก็คือป๊าลงมือทำมื้อเย็นด้วยตัวเอง ต้องขอบคุณไอ้ตี๋จริงๆ ที่ทำให้เราได้กินอาหารฝีมือเชฟใหญ่ของครอบครัวที่ไม่ได้กินมานาน

 

ป๊าของผมทำอาหารอร่อยมาก ในขณะที่แม่ทำอาหารไม่เป็น ในทางกลับกัน เรื่องบริหารจัดการป๊าไม่ค่อยเก่ง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีแม่ผมคอยจัดการนู่นนี่ตั้งแต่ในบ้าน รวมไปถึงกิจการของครอบครัว เวลาที่มองป๊ากับแม่ หลายครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่า ทั้งสองคนเป็นส่วนเติมเต็มที่ลงตัว เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกันจริงๆ

 

“ชิมหน่อย” พอได้ยินจากแม่บ้านว่าป๊ากับแม่ยังอยู่ในครัว ผมเลยพาไอ้ตี๋มาที่นี่ก่อน ไม่ทันคิดว่าจะเจอช็อตเด็ดตอนที่คุณนายอ้อนขอชิมอาหารจากกระทะที่ป๊ากำลังทำพอดี

 

“เป็นไง?”

 

“อร่อยมาก”

 

“อะแฮ่ม!” สวีทกันจนผมต้องส่งเสียงกระแอมออกไปด้วยความหมั่นไส้ที่ได้เห็นฉากสวีทต่อหน้าต่อตา “ลูกชายมาแล้ว สนใจหน่อยครับ” ผมยิ้มแซว ขณะที่ป๊ากับแม่หันมาเลิกคิ้วมองแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวผมที่ยกมือไหว้ทักทายด้วยท่าทางเกร็งๆ

 

“สวัสดีครับ”

 

“สวัสดีจ้ะ” พอรับไหว้เสร็จ แม่กับป๊าก็หันมามองผมยิ้มๆ แล้วหันไปพยักหน้าใส่กันอย่างมีเลศนัย

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในใจสองคนนี้กำลังแซวผมยกใหญ่ จนผมต้องรีบโวยวายออกไปอย่างร้อนตัว

 

“ห้ามแซว!” รู้สึกทันทีว่าหน้ากับลังเห่อร้อนขึ้นมา จนต้องหลบมายืนด้านหลังไอ้ตี๋ ซุกใบหน้าครึ่งหนึ่งลงบนไหล่คนตัวเล็กกว่าที่ทำหน้าเหรอหราไม่เข้าใจปฏิกิริยาของผมที่อยู่ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมา

 

ตอนก่อนเข้ามายังปลอบไอ้ตี๋ว่าไม่ต้องเกร็งอยู่เลย แล้วไหงตอนนี้มายืนเขินพ่อแม่ตัวเองวะเนี่ยกู

 

“ใครแซว แค่จะบ่นว่ามาช้า” แม่แกล้งทำเป็นยักไหล่ ในขณะที่ป๊าหัวเราะแล้วหันไปทำอาหารที่ทำค้างไว้ ผมเบ้หน้า ไม่เชื่อแต่ไม่ได้แย้งอะไร กลับหันไปโบ้ยใส่อีกคน

 

“โทษคนนี้เลย มัวแต่บอกให้ผมแวะซื้อของฝากให้ป๊ากับคุณนาย มาช้าเลยเห็นมั้ย”

 

“อะ... เอ๊ะ... ผม...” พอถูกโยนความผิดให้ คนที่ได้แต่ยืนเงียบอยู่นานก็ส่งเสียงออกมาอย่างตกใจ ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นมองซ้ายมองขวาอึกอักเหมือนไม่รู้ว่าจะพูดยังไง จนทั้งผมกับแม่หลุดหัวเราะออกมา ในขณะที่ป๊าหันมายิ้มให้อย่างเอ็นดู

 

“น่ารักอ่ะดิ” ได้ทีผมจึงอวยใหญ่ ย้ายมายืนข้างๆ เพื่อมองใบหน้าใสที่ขึ้นสีระเรื่อสบตาผมอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ บีบมือข้างที่ยังกุมกันไว้เบาๆ เพื่อย้ำว่า เห็นมั้ย ไม่มีอะไรต้องกังวล

 

“น่ารักมาก” แม่ว่า พลางเดินเข้ามาลูบหัวลูบไหล่ไอ้ตี๋แล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม “ยินดีต้อนรับนะจ๊ะ โชกุน”

 

เป็นคำพูดธรรมดาที่เหมือนจะปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจของคนที่เอาแต่ยืนเกร็งทำหน้าไม่ถูกอยู่นาน ให้คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา เห็นแบบนี้แล้วผมอยากจะคว้ามากอดสักที ติดตรงที่แม่ผมไวกว่าเลื่อนมือลงมาจับมือบางไว้ แล้วทำท่าจะลากมันออกไป

 

“เดินทางมาเหนื่อยๆ ออกไปนั่งพักที่สวนดีกว่า พี่ๆ รอเจอหน้าน้องโชกุนแย่แล้ว” ผมมองท่าทางเห่อสมาชิกใหม่ของคุณนายแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ทำท่าจะเดินตามออกไป แต่ก็ถูกเชฟใหญ่รั้งไว้เสียก่อน

 

“ซันมาช่วยป๊าทำอาหารนี่มา”

 

“โห่ ป๊า ซันก็อยากไปนั่งที่สวนอ่ะ” ผมโอดครวญ มองตามแม่กับไอ้ตี๋ตาละห้อย แต่ก็ไม่มีใครช่วยอะไร แถมคุณนายยังแกล้งยักไหล่ทำท่าไม่ยี่หระใส่อีกต่างหาก

 

“ช่วยไม่ได้ แฟนซันขโมยลูกมือป๊าไปก่อน ซันก็ต้องมาทำแทน” แต่พอได้ยินเหตุผลที่ป๊าหยิบมาอ้าง ผมก็หลุดหัวเราะอีกครั้ง เดินเข้าไปอยู่หน้าเตาอย่างยอมจำนน

 

รู้ดีว่าที่ป๊าให้ผมอยู่ต่อไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ช่วยจริงๆ แต่คงเพราะมีเรื่องบางอย่างอยากจะคุย

 

“ย้ายของเข้าบ้านเสร็จแล้วใช่มั้ย” ไม่ทันไรก็เอ่ยปากถาม ทั้งที่มือยังหยิบเครื่องปรุงอะไรต่อมิอะไรใส่ลงไปในกระทะไม่หยุด

 

“ครับ”

 

“ของโชกุนด้วยใช่มั้ย” คราวนี้ป๊าหันมาเลิกคิ้วถาม ผมเลยยิ้มแล้วพยักหน้ากลับไป

 

“ครับ ย้ายเข้าไปอยู่ได้สองสามวันแล้ว” เรื่องที่ผมกับไอ้ตี๋จะย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน เป็นที่รู้กันภายในครอบครัวแล้ว ไม่มีใครคัดค้านอะไร แถมป๊ากับแม่ยังพร้อมจะส่งคนมาอำนวยความสะดวกให้ แค่มันบอกว่าขาดเหลืออะไร แต่ไอ้ตี๋ก็ยังเป็นไอ้ตี๋ นอกจากคำขอบคุณมันก็ไม่คิดจะร้องขออะไรอีกด้วยความเกรงใจ

 

หลังจากย้ายของออกจากอพาร์ตเมนต์ผมเสร็จ หลังไฟนอลเราก็ต้องเริ่มเก็บของเตรียมย้ายออกจากหอไอ้ตี๋กันอีกรอบ เหนื่อยกว่าเดิมนิดหน่อยเพราะมีทั้งของผมของไอ้ตี๋ แต่พอย้ายของออกหมดจนเหลือแต่ห้องเปล่าๆ ความรู้สึกที่ฉายชัดขึ้นมาก็คือความใจหายที่เราจะไม่ได้อยู่ที่นั่นกันต่อไป

 

ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ...แต่มันก็มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นภายในห้องเล็กๆ นั่นจนกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าระหว่างเรา

 

จนถึงตอนนี้เรายังไม่ชินกับบ้านหลังใหญ่ โซฟาตัวใหม่ เตียงใหม่ ที่ดูจะกว้างเกินไปเมื่อเทียบกับโซฟาหรือเตียงแคบๆ ที่เราเบียดกันนอนมานาน แต่ถึงอย่างนั้นการได้เห็นหน้าอีกคนเดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน ก็ทำให้อุ่นใจจนลืมไปเลยว่ามันหลังใหญ่แค่ไหน 

 

“แม่บอกว่าซันอยากแต่งงาน” เงียบไปสักพักเพื่อตักอาหารใส่จาน ป๊าก็เอ่ยเรื่องใหม่ขึ้นมา

 

“ครับ” ผมตอบตามตรง เพราะกลับมาครั้งนี้ก็ตั้งใจแล้วว่าจะทำเรื่องนี้ให้เคลียร์

 

ป๊าหันมามองหน้าผม ยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นจานอาหารมาให้ผมไปวางรวมไว้กับจานอื่นๆ แล้วเอ่ยแซว “ใจร้อนเหมือนกันนะเรา”

 

ผมหัวเราะบ้าง ยักไหล่พลางเอ่ยขำๆ “ไม่รู้จะรอไปทำไม”

 

จำได้ดีว่ามันเป็นคำพูดของเวลาเรื่องความรักของตัวเองให้ฟัง พอถึงตอนที่คบกัน หรือแม้กระทั่งตอนตัดสินใจแต่งงาน เหตุผลเดียวสั้นๆ ที่ป๊าให้ คือไม่รู้ว่าจะรอไปทำไม 

 

ผมกับไอ้ตี๋ก็เหมือนกัน... ผมพูดว่าเสียดายกับตัวเองเป็นพันๆ ครั้งที่ไม่ได้เจอมันมาตั้งนาน... และผมก็ไม่อยากจะต้องมานั่งเสียดายแบบนั้นอีก

 

เราต่างรู้ดีว่าระยะเวลาที่เราทำความรู้จักกันมันไม่ใช่ช่วงสั้นๆ เรามองกันและกันมานาน เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น และมั่นใจยิ่งกว่าอะไรว่าอีกฝ่ายคือความสุขของชีวิตที่ตามหามานาน...

 

ดังนั้นถ้าใครบอกว่าผมตัดสินใจเร็วเกินไป ผมขอเถียงขาดใจเลยจริงๆ

 

“แล้วนี่ ครอบครัวโชกุนเขาว่ายังไง” ป๊าเอ่ยถาม พร้อมกับเริ่มทำอาหารจานใหม่ซึ่งผมแทบไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากหยิบวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่เตรียมไว้แล้วยื่นให้

               

“ยังไม่ได้เจอเลยครับ” ผมตอบตามตรง อันที่จริง เรื่องแต่งงานนี่ก็เหมือนจะเป็นแค่ผมที่คิดอยู่ฝ่ายเดียว ยังไม่ได้พูด ไม่ได้บอกอะไรสักอย่างกับไอ้ตี๋ เพราะยังไม่มีจังหวะเวลาที่คิดว่าสมควร

 

แต่แน่ล่ะว่าอีกไม่นาน หัวใจผมมันตะโกนออกมาแล้วว่าไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเสียเปล่าอีกเลยแม้แต่วินาที

 

“กลัวมั้ย” อยู่ๆ ป๊าก็ถามขึ้นมา ราวกับรู้ความคิดในใจ

               

เหตุผลเดียวที่ผมยังไม่พร้อมจะถามเรื่องนี้กับไอ้ตี๋ ก็เพราะยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเอาชนะใจครอบครัวไอ้ตี๋ได้ ไม่รู้จะหยิบยกอะไรมาเป็นหลักประกัน ในเมื่อชีวิตก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

 

“กลัวครับ” ผมพยักหน้า สารภาพออกไปอย่างไม่อาย

 

เกิดมายังไม่เคยกังวลขนาดนี้ คงเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่ไอ้ตี๋รู้ว่าจะต้องมารู้จักครอบครัวผมนั่นแหละ... ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไร จะถูกต่อต้าน หรือทำอะไรไม่ถูกใจมั้ย เป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ออกเลย

 

“แต่ป๊าไม่ต้องห่วงนะ”

 

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน... เชื่อว่าต้องผ่านไปได้ แค่มีไอ้ตี๋คอยกุมมือไว้ อยู่ข้างๆ เหมือนที่ผ่านมาก็พอ

 

“ลูกป๊าไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ อยู่แล้ว”

 

พอได้ยินคำพูดแสนมั่นอกมั่นใจของผม ป๊าก็หัวเราะ เอื้อมมือมาขยี้หัวกันแรงๆ เหมือนทุกครั้งที่ผมพูดถูกใจ

 

“โตเป็นผู้ใหญ่สักทีนะเรา” เอ่ยด้วยแววตาที่ทั้งหมั่นไส้ทั้งภูมิใจ

 

...คงเพราะได้เห็นลูกชายคนเล็กที่เอาแต่ออดอ้อนออเซาะให้คนอื่นตามใจไปวันๆ เริ่มคิดที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

 

               

กว่าป๊าจะทำอาหารเสร็จก็ถึงเวลามื้อเย็นพอดี ผมที่ขี้เกียจเต็มทีเลยมีหน้าที่ไปตามคนในบ้านมากินข้าว ปล่อยให้ป๊ากับแม่บ้านจัดโต๊ะอาหารไป

 

“ไง น้องชาย” ทันทีที่ก้าวผ่านประตูมาคนแรกที่เอ่ยทักทายก็คือพี่แซนด์ที่นั่งคุยอยู่กับพวกผู้หญิงบนโต๊ะจิบน้ำชา ผมพยักหน้ารับกวนๆ ก่อนจะมองเลยพี่ซีกับพี่เขยที่ยืนคุยกันอยู่มุมหนึ่งไปยังสนามหญ้าที่มีผ้าปิ๊กนิกปูไว้ แต่กลับไม่มีใครนั่ง

 

คนสามคนที่ควรจะอยู่บนนั้น กลับลงมานั่งเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าอย่างสนุกสนาน ไม่สนใจเลยสักนิดว่าเนื้อตัวจะมอมแมมกันแค่ไหน

 

“มีคนช่วยเลี้ยงหลานแล้วนะ” ผมหัวเราะออกมากับคำพูดติดตลกของพี่แซนด์

 

เพราะทุกครั้งที่กลับบ้าน ผมหนีไม่พ้นต้องดูแลสองตัวแสบที่คนหนึ่งขี้งอแง ส่วนอีกคนก็ซนจนผมแทบจะเป็นไมเกรนตาย หลานเคยติดผมแจ แต่ท่าทางคราวนี้คงต้องยกตำแหน่งให้อีกคนที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าผม

 

ไม่รู้ว่าเล่นอะไรกัน ถึงได้หัวเราะเสียงดังกันขนาดนั้น สีหน้ามีความสุขซะจนผมอิจฉาเลย

               

“ป๊าให้มาตามไปกินข้าวอ่ะ” ผมเฉไฉเปลี่ยนเรื่องทั้งที่รู้ตัวว่ากำลังยิ้มกว้างจนหน้าบานแค่ไหน แม่กับพี่แซนด์ถึงได้ส่ายหน้าขำๆ ก่อนจะหันไปตามพวกผู้ชาย เจ้าภูพอเห็นว่าพวกผู้ใหญ่แยกย้ายก็รีบวิ่งตามไปอย่างรู้ทันทีว่าได้เวลากินข้าวเย็น ทิ้งน้องสาวไว้ในอ้อมแขนของอีกคนที่เลิกคิ้วประหลาดใจเพราะเพิ่งสังเกตเห็นผม

 

อะไร ไม่ทันไรก็ถูกหลานแย่งความสำคัญซะแล้ว น่าน้อยใจว่ะ

 

“เสร็จแล้วเหรอครับ”  

 

“อืม เหนื่อยมาก ร้อนด้วย” ผมงอแง แต่แทนที่จะเห็นใจกันไอ้ตี๋กลับยิ้มขำ ยกมือข้างที่ไม่ได้อุ้มน้องภาขึ้นมาจัดผมที่ลู่ลงเพราะเหงื่อให้ผมเบาๆ

 

“อยากกินฝีมือซันจะแย่แล้ว”

 

อยากจะแย้งอยู่หรอกว่าผมทำได้แต่ส่งเครื่องปรุงให้ป๊ากับตักใส่จาน แต่พอเห็นสีหน้าแบบนั้นหัวใจมันก็พอโตขึ้นมา อยากจะดึงมาจูบให้หายมันเขี้ยวสักที แต่ก็กลัวว่าจะประเจิดประเจ้อเกินไป เลยต้องแกล้งลูกไม้เฉไฉ ใช้หลานเป็นเครื่องมือ

 

“น้องภา คิดถึงอาซันมั้ย” ถามเจ้าตัวเล็กที่เป็นตัวคั่นอยู่ตรงกลางด้วยสีหน้าไม่ประสีประสา ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้

 

“มาให้อาหอมแก้มหน่อยเร็ว” แตะจมูกลงไปบนแก้มกลมใส...

 

แต่ขณะเดียวกัน ก็จงใจกดริมฝีปากลงไป ในตำแหน่งริมฝีปากของคนอุ้มอย่างพอดิบพอดี

               

 

สำหรับผมมันเป็นเย็นวันอาทิตย์ที่แสนเรียบง่าย เป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าบ้านตามวิธีของครอบครัวเรา มื้อเย็นฝีมือป๊า การหยิบอัลบั้มภาพขึ้นมาเล่าประกอบเรื่องราวน่าตื่นเต้นของคุณนาย เสียงความวุ่นวายของเด็กๆ การผลัดเปลี่ยนหัวข้อสนทนาในวงเล็กๆ ที่มีตั้งแต่เรื่องตลกขบขันไปจนถึงเรื่องจริงจัง

 

ไอ้ตี๋ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการนั่งฟังทุกคนที่แย่งกันหาเรื่องมาคุยกับมันแล้วยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะที่ผมไม่ได้เห็นบ่อยนัก มันหันหน้ามามองผมเป็นระยะเหมือนจะบอกว่าขอบคุณที่พามาซ้ำๆ

 

ความประหม่าในทีแรกอันตรธานหายไป เหลือเพียงความสบายใจ ผ่อนคลายไม่ต่างจากตอนที่เราอยู่ด้วยกันสองคน และถ้าผมไม่ได้อวยครอบครัวตัวเองเกินไป... ผมว่าผมมองเห็นประกายความสุขเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่นั้น ที่ผมเฝ้ามองมานาน       

 

หลังจากนั่งเล่นอยู่สักพัก ป๊าก็เรียกผมกับพี่ซีเข้าไปในห้องทำงาน คุยเรื่องรีสอร์ตที่เชียงใหม่ที่จะให้ผมช่วยดูแล แลกกับบ้านที่ผมกับไอ้ตี๋อยู่ปัจจุบัน ถึงจะไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะรีสอร์ตไม่ได้ใหญ่มาก แถมมีผู้จัดการประจำอยู่แล้ว เอาเข้าจริงเรียกได้ว่าผมแทบไม่ได้ช่วยอะไร แค่ต้องตรวจและเซ็นเอกสารที่สุดท้ายก็ต้องส่งให้พี่ซีเช็กอีกทีอยู่ดี

 

“อ้าวพี่” ผมร้องทักเมื่อกำลังจะเดินกลับห้องตัวเองแล้วเจอพี่สาวกับพี่เขยเดินออกมาพอดี ในอ้อมแขนพี่เขยอุ้มน้องภาที่หลับอุตุอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวบ่งบอกว่าก่อนหน้านี้หลานคงเข้าไปเล่นในห้องผมมา เหมือนทุกครั้งที่ผมกลับบ้าน แล้วหลานๆ จะมาวิ่งซนอยู่กับผมสักพัก อ้อนให้ผมเล่านิทานให้ฟัง ก่อนที่พ่อแม่จะมาอุ้มออกไปหลังจากที่ทั้งสองคนหลับไป

 

“เจ้าภูยังอยู่ในห้องเหรอ” พอคิดได้แบบนั้นผมเลยเอ่ยถาม เริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีบางอย่างขึ้นมาทันที

 

“อืม เห็นว่าคืนนี้จะนอนห้องซัน” พี่แซนด์เอ่ยขำๆ เหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร

 

นั่นไง ผิดไปจากที่กลัวที่ไหน

 

ถึงบางครั้งพี่ซีจะอนุญาตให้เจ้าภูนอนห้องผมได้ แต่ต้องไม่ใช่ครั้งนี้ดิ...

 

วันนี้ทั้งวันผมยังไม่มีเวลาส่วนตัวกับไอ้ตี๋เลยนะครับ เพราะเจ้าตัวแสบที่หันมาติดแฟนผมแจ เรียกหาทุกๆ ห้านาที แถมรายนั้นก็ยังปล่อยให้หลานนัวเนียทั้งหอมทั้งกอดยิ่งกว่าที่ผมได้ทั้งเดือนอีก

 

แต่คืนนี้ผมไม่ยอมหรอก ยังไงก็ต้องทวงตำแหน่งตัวเองคืนให้ได้ คอยดูเลย

 

“น้องภู...” แต่ยังไม่ทันจะเรียกชื่อหลานเต็มคำก็เป็นอันต้องหยุดชะงัก กลืนเสียงตัวเองลงไปขณะที่เจ้าตัวแสบหันมาจุ๊ปากใส่ชี้ไม้ชี้มือไปยังคนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างตัว

 

“ภูเล่านิทานให้อาโชฟัง” พอเห็นหน้าผมก็รีบคุยโวยกใหญ่ ยกนิทานเรื่องโปรดที่ชอบอ้อนให้ผมเล่าให้ฟังก่อนนอนประจำขึ้นมา ผมเดินเข้าไปขยี้หัวหลานอย่างเอ็นดูก่อนจะเอ่ยชม

 

“ทำดีมาก” หันกลับมามองคนตัวเล็กที่นอนหลับอุตุอยู่อีกครั้ง ก่อนจะโน้มตัวลงไปกดจูบลงบนหน้าผากใสเบาๆ

 

กว่าจะนั่งรถมาถึงก็หลายชั่วโมง แถมยังต้องมารับมือกับเจ้าตัววุ่นที่ตามติดไม่ยอมห่าง ไม่แปลกที่มันจะเหนื่อยจนหลับสนิทขนาดนี้

 

“ทำไมอาซันถึงจูบอาโชอ่ะครับ” พอเห็นผมทำแบบนั้น เจ้าตัวเล็กก็เบิกตากว้าง เอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

 

ผมหัวเราะเบาๆ ทิ้งตัวลงนอนข้างหลานคนละฝั่งกับไอ้ตี๋ก่อนจะตอบออกไป

 

“เพราะอาซันรักอาโชไง” ผมไม่รู้ว่าหลานเข้าใจที่ผมพูดมั้ย แต่หลังจากกะพริบตาปริบๆ มองหน้ากันสักพัก เจ้าตัวเล็กก็หันกลับไปกดจูบบนหน้าผากคนที่กำลังหลับบ้างแล้วหันมายิ้มกว้างให้ผม

 

“ผมก็รักอาโชเหมือนกัน” ผมหลุดหัวเราะกับความไร้เดียงสาของเด็กน้อย ก่อนจะแกล้งเบ้หน้าไม่ยอมรับ

 

“อารักมากกว่า” คราวนี้กดริมฝีปากลงไปที่แก้มทั้งสองข้าง ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็ไม่ยอมแพ้ ทำตามบ้างแถมยังทำเป็นจูบเสียงดังข่มผมอีกต่างหาก

 

ผมอมยิ้ม กำลังจะเล่นเกมต่อด้วยการเล็งไปที่ปาก แต่ยังไม่ทันจะได้ยื่นหน้าเข้าไป คนที่กำลังหลับกลับเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาทาบริมฝีปากลงมาเสียเอง

 

จุ๊บ!

 

“...!

 

“นอนได้แล้วครับ” เอ่ยงัวเงียทั้งที่ยังหลับตา อาศัยจังหวะที่ผมยังนิ่งค้างกดจูบลงไปบนหน้าผากหลานครั้งหนึ่ง

 

เป็นสัญญาณสงบศึกที่ได้ผลชะงัด

 

“ฝันดี...” พูดยังไม่ทันจบก็หลับสนิทไปอีกครั้ง ริมฝีปากบางยังคงทิ้งรอยยิ้มไว้จางๆ เหมือนเจ้าตัวกำลังฝันดีอย่างที่ตัวเองว่า

 

ผมกับเจ้าภูมองหน้ากันขำๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากทำเสียงจุ๊ๆ พร้อมกัน ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะมุดตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของคนโปรดคนใหม่ที่สนิทสนมเหมือนรู้จักกันมานาน ไม่นานก็หลับตามกันไปด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ผมมองทั้งสองคนที่กำลังหลับใหล ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเมื่อนึกได้ว่าจนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้อยู่กับไอ้ตี๋ตามลำพัง

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหยิบของที่เตรียมไว้ออกมา แกะและสวมเข้าที่คอของคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบา ถือโอกาสสอดแขนให้หนุน พร้อมกับกอดรวบทั้งอาทั้งหลานที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว ผมมองสิ่งที่เป็นประกายวาวอยู่บนลำคอขาวเนิ่นนานก่อนจะกดจูบลงไป ไล่ริมฝีปากแผ่วเบาขึ้นไปที่ปลายคาง และริมฝีปากอีกครั้ง ทาบหน้าผากลงกับหน้าผาก แตะปลายจมูกเข้ากับปลายจมูกเพื่อสัมผัสไออุ่นของลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยคำที่หาโอกาสพูดมาทั้งวัน

 

“ขอบคุณครับที่มา”


B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 231 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #572 B3erry (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 07:38
    ครอบครัวซันอบอุ่นมากก ไม่แปลกใจเลยที่ซันจะโตมาเป็นแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องวางมาดให้เป็นหนุ่มหล่อเทพบุตรสุดแสนจะเพอร์เฟคอะไรขนาดนั้น แค่เป็นซัน เป็นเจ้าลูกหมากากๆของโชก็พอแล้ว
    #572
    0
  2. #544 Jibangrin (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:30
    เขินตัวแตกแล้วแม่!!
    #544
    0
  3. #437 Theaeaeee (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 01:51
    ใครบอกว่าซันไม่ใช่พระเอกแบบพิมพ์นิยมคะะ แบบนี้ก็น่ารักมาก ไม่ต้องคูลแต่ใส่ใจโชที่สุดดด
    #437
    0
  4. #316 L-co-op (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 10:58
    ขอบคุณครับที่มา โว้ยยยยยย ตัวระเบิดตู้มมม!!
    #316
    0
  5. #305 Sket-D (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 18:19
    โอ๊ยยยยย ตอนนี้เขินมากกกกกก อบอุ่นมากอ่ะ ทำไมโชน่ารักขนาดนี้ โคตรน่ารัก น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากขโมยมากอดสักเดือนนึง //โดนซันถีบ 555555
    #305
    0
  6. #299 noowiwie (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 13:29
    งื้ออออ อบอุ่นมากกกกกกกก ครอบครัวซันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ไม่แปลกใจทำไมซันถึงเป็นคนแบบนี้ รักกกกก >< แต่เราได้กลิ่นคนตกกระป๋อง 1 อัตราค่ะ 5555 โดนหลานขโมยแฟน น่าสงสารซันจริงๆ
    #299
    0
  7. #292 ♡ aunjai ♡ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 10:25
    โดนแย่งเลย ว้ายๆๆๆๆ สมๆๆๆๆๆๆ
    #292
    0
  8. #291 poommyTY (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 09:53
    ละมุนนนนนนนนนนนนนนนนนน

    ฮืออออออ อบอุ่นจังเลย
    #291
    0