[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 24 : หลงตะวัน : 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,051
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 182 ครั้ง
    7 ก.ค. 60

หลงตะวัน : 5


ผมกำลังหงุดหงิด... หงุดหงิดมากๆ

เพราะเมื่อวานเย็นดันมีคนดื้อเดินตากฝนไปที่ร้าน แถมยังทนทำงานทั้งคืนโดยไม่บอกให้ผมรู้ เช้ามาก็เลยมีไข้อ่อนๆ จนต้องนอนซมอยู่หอโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เพราะดันมีควิซวันนี้พอดี เป็นห่วงแทบบ้าตายแต่ก็ต้องพยายามจดจ่ออยู่กับกระดาษข้อสอบตรงหน้าเพราะรู้ว่ายิ่งทำเสร็จเร็วเท่าไหร่ ก็จะได้กลับไปหาเร็วเท่านั้น โชคดีที่เป็นตัวนอกที่เนื้อหาไม่ได้เข้มข้นอะไร ตอนเรียนก็เข้าใจอยู่แล้ว เลยไม่ต้องเสียเวลามากมาย

ผมทำควิซเสร็จและออกมาคนแรกของห้อง กำลังจะตรงดิ่งไปยังรถที่จอดอยู่อีกตึก ซึ่งต้องผ่านโรงอาหารกลางของมหาลัยเลยนึกขึ้นได้ว่าควรซื้ออะไรไปให้ไอ้ตี๋กินสักหน่อย เมื่อเช้ากว่าจะบังคับให้ตื่นมาหาอะไรรองท้องก่อนกินยาได้ก็ตั้งนาน ผมว่าตอนนี้มันก็คงยังไม่คิดจะลุกขึ้นมากินมื้อกลางวัน

“ไอ้ซัน!” ได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากไหนสักแห่งหลังจากสั่งข้าวต้มในร้านอาหารตามสั่งและกำลังนั่งรออย่างร้อนรน หันไปมองก็พบว่าเป็นเพื่อนสี่คนของตัวเองที่ยืนเกะกะทำตัวเด่นหราเพราะอยู่ในเสื้อช็อปวิศวะแถมหน้าเหี้ยมกันทั้งฝูง

“หายหัวเลยนะมึงอ่ะ ที่คณะก็ไม่เจอ” ถูกสายตาประณามทันทีที่พวกมันเดินมานั่งล้อมวงโต๊ะเดียวกันทั้งที่ไม่ได้ออกปากชวน

“กูไม่ว่าง” ผมตอบไปแค่นั้น พลางชะเง้อมองว่าข้าวต้มได้หรือยัง แต่เห็นคิวที่ร้านต้องทำแล้วก็ได้แต่ถอนใจ

“ไม่ว่างเชี่ยไร มึงมีเรียนแค่กี่ตัว”

ก็จริงของพวกมัน...ที่บอกว่าไม่ว่างก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ เพราะนอกจากทำงานที่ร้านกาแฟ วันที่ไม่มีเรียนผมก็แทบไม่ได้ออกไปไหน นั่งเขียนเล่มวิจัยอยู่ที่หอไอ้ตี๋ แทนที่จะออกไปจับกลุ่มรวมหัวทำงานกับเพื่อนฝูงเหมือนเดิม

“ไลน์กลุ่มก็ไม่อ่านไม่ตอบนะครับ ค่าตัวแพงจัง”

“เป็นห่าอะไรไม่พอใจใครในกลุ่มก็บอกมา”

ผมหัวเราะ เมื่อไอ้พวกเพื่อเวรเริ่มตีหน้าน้อยใจใส่มาเป็นชุด “ไม่พอใจพ่อมึงสิ กูก็แค่...”

แค่อะไรวะ

“ติดเมีย?” ดันมีคนปากไวคิดแทนให้ในขณะที่ผมชะงัก มองหน้าพวกขี้เสือกเรียงตัวก่อนจะอมยิ้ม

“เออ” ยอมรับทันทีไม่มีอิดออด 

แต่แทนที่จะถูกแซวเหมือนทุกครั้ง เพื่อนผมกลับนิ่งไป หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะส่งหน่วยกล้าตายถามออกมา
                
“ตอนนี้มึงคบใครวะ” เว้นวรรคกลืนน้ำลายทำหน้าลำบากใจ แต่สุดท้ายก็ยอมพูดตรงๆ “ช่วงนี้มีข่าวลือแปลกๆ เกี่ยวกับมึง...”

ผมเดาไว้แล้วแหละว่าเป็นเรื่องอะไร

ผมยังไม่ได้บอกใครในกลุ่มเลยเรื่องที่คบกับไอ้ตี๋ อันที่จริงก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะคบใคร ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องแบบนี้ไอ้พวกหูไวตาไว้นี่จะรู้โดยที่ผมไม่ต้องเป็นฝ่ายพูดเองด้วยซ้ำ

“จริงเหรอวะ?” พอเห็นผมเงียบ พวกมันก็ยิ่งสงสัย ยื่นหน้าเข้ามาอย่างเต็มความเสือก ไร้ความเกรงใจ

ผมหัวเราะ ไม่ได้รู้สึกซีเรียสอะไร คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องบอก แค่มันยังไม่มีโอกาสให้เจอกันครบแก๊งแบบนี้เท่านั้น

“จริง... คนที่กูคบอยู่ตอนนี้เป็นผู้ชาย”

“...” ทุกคนในกลุ่มหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่กอีกครั้ง สีหน้าเหมือนอยากจะถามแต่ไม่รู้ว่าต้องถามอะไร ผมเลยพูดต่อให้

“พวกมึงก็เคยเจอนะ คนที่ทำงานด้วยกันที่ร้านกาแฟอ่ะ” ผมเคยยกพวกไปอ่านหนังสือที่ร้าน แต่ตอนนั้นความสัมพันธ์ของผมกับไอ้ตี๋ยังไม่มาไกลถึงขั้นนี้ พวกมันรู้แค่ว่าพวกผมดูสนิทกันดี แต่คงเดาไม่ออกหรอกว่าภายใต้ความสนิทสนมมันมีอะไรที่มากกว่านั้น

ขนาดผมยังไม่ทันรู้ตัวเลย

“งั้นที่มึงลงทุนทำพาร์ทไทม์ทั้งที่บ้านรวยจะตายห่านี่เพราะคนนั้น?” โดนคำถามนี้ไปผมถึงกับชะงักอีกรอบ 

มันเคยเป็นคำถามที่ตอบยากนะ แต่คราวนี้ผมกลับคิดว่ามันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก

“เออ” ที่เคยลังเลไม่ใช่เพราะตอบไม่ได้ แต่ผมพยายามบ่ายเบี่ยงความจริงที่อยู่ตรงหน้ามาตลอดต่างหาก 

ผมจะทนยืนหลังขดหลังแข็งอยู่หลังเคาน์เตอร์ทำไม ทนเสิร์ฟกาแฟไปทำไม ทั้งที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะเฉียดเข้าใกล้คำว่างานบริการ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากเห็นหน้าทุกวัน อยากอยู่ใกล้จนได้กลิ่นละมุนคล้ายกาแฟหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว

“มึงจริงจัง?”

“จริงจัง” ตอบคำถามโดยไม่ต้องฉุกคิดอีกครั้ง ในเมื่อแน่ใจชัดเจนทุกอย่าง

ผมมองหน้าเพื่อนที่เหมือนไม่รู้จะแสดงปฏิกิริยายังไงกับสิ่งที่เพิ่งรู้ ก่อนจะลุกขึ้นเมื่อป้าร้านข้าวตะโกนเรียกให้ไปเอาข้าวต้มพอดี แต่รู้ว่าจะไปเฉยๆ มันก็กะไร เลยยิ้มให้ไอ้พวกเพื่อนตัวดีก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“กูรู้ว่าพวกมึงตกใจ แต่คนนี้กูจริงจังจริงๆ ว่ะ” ท่าทางของผมอาจดูเหมือนพูดเล่นปกติ แต่พวกมันคงรู้ดีว่าผมกำลังจะสื่ออะไร

“ถ้ารับไม่ได้ก็บอกแล้วกัน กูจะได้รู้ว่าต้องทำยังไง” พูดจบก็เดินไปจ่ายเงิน รับข้าวต้มมาแล้วหันไปยกมือบอกลาพอเป็นพิธี ในขณะที่พวกมันมองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่พอจะเดาออกว่ากำลังคิดอะไร

เดินออกจากโรงอาหารมาได้ไม่นานเสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดัง... เป็นไลน์กลุ่มที่ผมไม่ได้เข้าไปเช็กสักพัก ค้างข้อความที่ยังไม่ได้อ่านไว้เกือบร้อย แต่คราวนี้รู้ว่าหัวข้อที่คุยเป็นเรื่องของตัวเอง ก็เลยเข้าไปอ่านแทบจะทันที

แล้วก็ต้องหลุดขำเมื่อนึกหน้าเจ้าของข้อความที่ผลัดกันส่งมารัวๆ
 

‘มึงจะรีบไปไหนไอ้เหี้ยซัน ไม่คิดจะรอฟังเพื่อนฟังฝูงเลย?’

‘รับไม่ได้พ่อมึงสิ’

‘มึงแค่ชอบผู้ชายนะครับ  ไม่ได้ไปฆ่าใคร จะดึงดราม่าทำเชี่ยอะไร’

‘ว่างเมื่อไหร่พวกกูจะแวะไปแซวถึงร้าน มึงเตรียมใจเลย’
 

อ่านจบผมก็กดส่งสติ๊กเกอร์กวนตีนกลับไป โดนพวกมันแซวต่ออีกนิดหน่อย ก่อนที่บทสนทนาจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องไร้สาระเหมือนเคย ถึงจะบอกว่าไม่ซีเรียสอะไร แต่ก็อดโล่งใจไม่ได้ที่สุดท้ายแล้วทุกคนเข้าใจ ไม่ได้มองผมแปลกไปเพียงเพราะรสนิยมที่เปลี่ยนไป

อันที่จริงคบกันมาตั้งนาน ก็รู้อยู่แล้วแหละว่าพวกมันคงไม่มีปัญหา เพราะแบบนั้นผมเลยมั่นใจที่จะยื่นมือออกไปจับมือไอ้ตี๋ไว้แน่นตั้งแต่แรกโดยไม่ลังเล

 
                


กว่าจะมาถึงหอผมก็ต้องฝ่ามรสุมรถติดเกือบยี่สิบนาที ทั้งที่หอแม่งก็อยู่ห่างแค่ไม่กี่กิโล ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีรถยนต์ไปเพื่ออะไร ขี่อูฐแม่งยังถึงเร็วกว่าอีก จากที่หายหงุดหงิดไปแล้วก็กลับมาหงุดหงิดใหม่ เมื่อยี่สิบนาทีที่ผ่านมาผมติดต่อไอ้ตี๋ไม่ได้เลย โทรก็ไม่ติด ข้อความอะไรก็ไม่ตอบ ถ้าไม่รีบกลับห้องมาจนเห็นว่าโทรศัพท์มันแบตหมดข้างๆ คนตัวเล็กที่นอนซุกผ้าห่มอยู่บนเตียงเฉยๆ ผมคงได้คลั่งตายจริงๆ 

ผมวางถุงข้าวต้มลงบนโต๊ะก่อนจะนั่งบนเตียง ยื่นมือไปอังหน้าผากชื้นเหงื่อ มองใบหน้าคนที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วถอนหายใจหนักๆ ออกมา สารภาพว่าก่อนหน้าส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดคือการที่ไอ้ตี๋ไม่ดูแลตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าป่วยง่าย หงุดหงิดตัวเองที่เอาใจใส่ไม่พอ ถ้ามันไม่สารภาพตอนมีไข้แล้ว ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันตากฝนมา พาลถึงขึ้นหงุดหงิดลมฟ้าลมฝนที่ดันตกไม่เลือกเวลา ทำแฟนผมป่วยซะได้ แต่พอเห็นสีหน้าไร้เดียงสาเจือปนความเหนื่อยล้าทั้งที่ยังหลับอยู่แบบนี้ความหงุดหงิดทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง เหลือแต่ความเป็นห่วงที่เอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ 

ผมถอนหายใจอีกรอบ ก้มลงไปกดจูบบนหน้าผากเบาๆ หวังปลอบประโลมให้คนตัวเล็กคลายความทรมาน แช่ริมฝีปากอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะผละออกมาเมื่อสัมผัสได้ว่าจังหวะหายใจของมันเริ่มเปลี่ยนไป ไอ้ตี๋ขยับนิดหน่อยท่าทางเหมือนกำลังไม่สบายตัว ผมถอยออกมามองหน้าคนหลับใหลที่ส่งเสียงงึมงำในลำคอแต่ยังไม่ลืมตา ตัดสินใจลุกขึ้นถอดเสื้อช็อปที่ใส่อยู่ออกจนร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ก่อนปีนขึ้นเตียงอีกรอบซุกร่างเข้าไปใต้ผ่าห่ม โอบกอด แนบกายลงบนร่างกายที่อุ่นจนร้อนของอีกคน
                
“อื้อ... ซัน?” เสียงครางแหบๆ ดังขึ้นมาทันทีเมื่อผมซุกหน้าลงกับซอกคอ พรมจูบไปทั่วราวกับจะใช้ริมฝีปากตัวเองดูดซับอุณหภูมมิร้อนๆ ออกจากร่างกายที่กำลังอ่อนเพลีย
                
“ตัวยังร้อนอยู่เลย” ผมพึมพำขณะที่ริมฝีปากยังคงจรดอยู่บนผิวเนียน จูบซ้ำไปซ้ำมา พลางคิดในใจว่าถ้าแบ่งไข้มาไว้ที่ผมได้บ้างก็คงดี
                
ผมแข็งแรงนะ เป็นนักกีฬาคณะด้วย ป่วยก็ไม่ทรมานมากหรอก แบ่งมาหน่อยไม่ได้เหรอ
                
“จูบมันใช้ลดไข้ไม่ได้นะครับ” ได้ยินเสียงงัวเงียบ่นพึมพำ ผมเงยหน้าขึ้นไปจนอยู่ในระดับเดียวกัน มองเจ้าของใบหน้าใสที่พยายามจะลืมตาขึ้นมามอง แต่สุดท้ายก็หลับตางอแง
                
“ง่วงอ่ะ ขอหลับต่ออีกห้านาทีได้มั้ยครับ” ผมยิ้มขำกับตาตี่ๆ ที่ลืมไม่ขึ้นอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะยกมือขึ้นมาเช็ดขี้ตาให้จนคนตัวเล็กย่นหน้า พยายามจะเบือนหน้าหนีแต่ผมก็ตามไปเช็ดให้จนหมดอยู่ดี  

“ซัน” คราวนี้ดวงตาเรียวเลยมองค้อนใส่ผมได้ถนัด ผมแกล้งย่นหน้ากลับ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มอีกครั้ง จรดริมฝีปากลงไปที่ขมับแล้วเอ่ยแกมบังคับ

“กินข้าวกินยาก่อนค่อยนอน” 

แน่ล่ะว่าเจ้าตัวทำท่าจะไม่ยอม แต่ผมก็จับให้ลุกขึ้นจนได้ บังคับให้นั่งพิงหัวเตียงรอจนผมเอาข้าวต้มไปใส่ถ้วยให้เสร็จพร้อมเตรียมยาหลังอาหารออกมาวางบนโต๊ะญี่ปุ่นที่ยกขึ้นมากางบนเตียง ในขณะที่ไอ้ตี๋มองผมอยู่ไม่วางตา สีหน้าเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ

“ป้อนมะ?” ผมแกล้งถามไปอย่างนั้น ทั้งที่รู้ว่าคนดื้อคงไม่ยอม

แต่ที่ไหนได้ คนตัวเล็กกว่ากลับไม่ตอบอะไร เพียงขยับเข้ามาใกล้ นั่งชันขาวางคางไว้บนเข่าทั้งสองข้างแล้วอ้าปากรออย่างว่าง่าย ผมเลิกคิ้วประหลาดใจ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา พยายามข่มใจไม่เข้าไปฟัดคนป่วย ทำหน้าที่ตัวเองด้วยการตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าแล้วป้อนให้ 

“คราวนี้ไม่หวานแฮะ” กินไปคำหนึ่งก็เลิกคิ้วทำท่าประหลาดใจ

“แหงสิ ก็ซื้อมา” ผมตอบกลั้วหัวเราะ ป้อนอีกคำ 

นึกถึงข้าวต้มเชื่อมฝีมือตัวเองแล้วรู้สึกอนาถใจหน่อยๆ ตอนนั้นอะไรทำให้มั่นใจว่าจะทำอาหารได้วะ 

“ผมชอบอันเดิมมากกว่า” ว่าพลางตีหน้าซื่อ ผมยิ้มขำอีกรอบพลางป้อนข้าวต้มไอ้ตี๋ไปเรื่อยๆ 

“ไม่ต้องมาเอาใจเลยครับคุณน่ะ” ทำท่าจะยื่นหน้าเข้าจูบ แต่คนที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปากก็ยกมือขึ้นมาดันหน้าผมไว้  

“ห้ามจูบ เดี๋ยวติดไข้” เอ่ยทั้งที่น่าจะรู้ว่าห้ามไม่เคยได้ สุดท้ายผมก็ดึงมือมันลงแล้วฉวยริมฝีปากลงไปเร็วๆ 

คิ้วได้รูปขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบใจ กลืนข้าวต้มที่อยู่ในปากจนหมดก่อนจะเริ่มดุที่ผมไม่ยอมฟัง "ผมจริงจังนะ คราวก่อนไม่ติด แต่คราวนี้อาจจะติดก็ได้" 

"ไม่เป็นไร" ผมเถียง กำลังจะจูบอีกรอบแต่เจ้าตัวก็รีบหนีผมด้วยการซุกหน้าลงกับเข่าโผล่มาแค่ตาตี่ๆ ที่สบตาผมด้วยสายตาที่คล้ายกับกำลังอ้อน

"จะไม่เป็นไรได้ไง” 

“...”

“ถ้าซันป่วย แล้วใครจะดูแลผม"

ชิบหาย นี่มันท่าไม้ตาย  

"แล้วอีกอย่าง...” เว้นวรรคไปนานก่อนจะไผล่หน้าออกมาพร้อมยกมือขึ้นแตะปากผม ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยไปมาคล้ายกับจะช่วยเช็ดพิษไข้ที่อาจถูกส่งผ่านริมฝีปากมา “ตอนนี้ผมไม่มีแรงดูแลซันอ่ะ"

"..."

"รอผมแข็งแรงก่อนแล้วค่อยป่วยได้มั้ยครับ"

“...”

“แล้วผมจะดูแลอย่างดีเลย” 

โอเค กูยอม

ข้อดีเดียวของการที่ไอ้ตี๋ไม่สบายคือการอ้อนที่เลเวลอัพนี่แหละ ให้ตาย  น่ารัก... น่ารักมากจนอดใจไม่ไหวต้องยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มสักที

"งั้นก็รีบหายดิ" 

ขออีกที...

"หายตอนนี้เลย"

อีกที...

"หายเร็วๆๆ" สุดท้ายก็โลภมาก ไล่ริมฝีปากจูบไปทั่วใบหน้า เว้นไว้เพียงริมฝีปากที่ถูกห้ามอย่างจำยอม

"ซันนน" คนถูกแกล้งเรียกชื่อผมอย่างรำคาญ พยายามดันไหล่ผมออกห่าง แต่ผมกลับยิ่งเบียดตัวเข้าไปใกล้ กอดร่างบอบบางไว้ ซุกหน้าลงกับซอกคอขาว แล้วบรรจงฝังจูบลงไปแผ่วเบา 

"หายได้แล้วครับ เป็นห่วงจะแย่แล้ว"




พอกินข้าวกินยาเสร็จไอ้ตี๋ก็หลับปุ๋ยไปอีกรอบ

ผมโทรไปบอกพี่โมพร้อมขอให้ไอ้นายเข้ากะแทนแล้วคืนนี้ก็เลยไม่ต้องไปทำงาน ผมนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ไอ้ตี๋ทั้งวัน พอถึงหัวค่ำก็ปลุกมันขึ้นมากินข้าวกินยา เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้จนมั่นใจแล้วว่าอุณหภูมิร่างกายใกล้จะกลับมาเป็นปกติ จึงปล่อยให้คนป่วยนอนพัก ส่วนตัวเองก็หอบโปรเจ็กต์ที่ยังค้างอยู่ย้ายออกมาทำข้างนอก ใช้ผ้าห่มผืนหนาปูพื้นตรงโต๊ะกระจกหน้าทีวีแล้วนั่งเอนหลังพิงโซฟาเหมือนตอนที่นอนเอกขเนกดูหนังกับไอ้ตี๋

คืนนี้ผมถูกเนรเทศออกมานอนโซฟา เพราะถูกสั่งห้ามไม่ให้นอนกอดเพราะไม่อยากให้ติดไข้ ถึงจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่แต่ก็ไม่คิดจะขัดอะไร ยอมรับแต่โดยดีว่าการปล่อยให้มันพักผ่อนเงียบๆ ดีกว่ามีผมคอยรบกวน 

อาจเพราะการทำงานกะดึกทำให้ต้องนอนเช้าเป็นปกติ คืนนี้ผมเลยไม่ง่วงเท่าไหร่ ทำงานไปเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็เกือบจะตีหนึ่งเข้าไปแล้ว ผมละสายตาจากหน้าจอโน้ตบุ๊ค ยืดแขนบิดขี้เกียจ ตั้งใจว่าจะเข้าไปดูอาการไอ้ตี๋อีกรอบแต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าคนที่ควรนอนอยู่บนเตียงกลับกำลังยืนมองผมอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าครึ่งหนึ่งที่ถูกปิดด้วยหน้ากากอนามัยทำให้ผมนิ่วหน้าถามอย่างงุนงง

“จะไปไหน” คนตัวเล็กส่ายหน้า เดินมานั่งชันเข่าข้างๆ หันหน้ามาทางผมแล้วจ้องนิ่งๆ  

“ไม่นอนเหรอครับ” ถามเสียงอู้อี้เพราะอยู่ใต้หน้ากากอนามัยที่ตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าใส่ทำไม

“ทำงานอยู่อ่ะ” ผมตอบ ขยับเข้าไปใกล้ยกมืออังหน้าผากใสแล้วยิ้มอย่างพอใจ

ตัวไม่ร้อนแล้วว่ะ... แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังวางใจไม่ได้หรอก

“ตื่นมาทำไม” 

“ผมนอนไม่หลับ”

“หือ?” ผมเลิกคิ้ว ตาแม่งปรือขนาดนี้ ดูยังไงก็ง่วงอยู่ชัดๆ คงเป็นเพราะยาที่กินไปนั่นแหะ

“ผมดูทีวีได้มั้ยครับ” ยังไม่ทันได้ถามอะไร คนข้างตัวก็เอ่ยขึ้นมาก่อน “เผื่อดูแล้วจะง่วง” 

“ให้แค่ชั่วโมงเดียวนะ” ผมลังเลอยู่สักพักก็ตามใจ ปล่อยให้คนตัวเล็กกดเปิดทีวีลดเสียงจนเบาสุดในขณะที่ผมก้มหน้าลงทำงานที่ค้างไว้

ทำได้ไม่นานก็ต้องหยุด รู้สึกชัดเจนว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังจ้องผมไม่วางตา ไม่มีวี่แววว่าจะหันไปสนใจทีวีที่ฉายรายการรอบดึกอยู่เลยแม้แต่น้อย ผมขมวดคิ้วมองหน้าเจ้าของดวงตาเรียวอย่างงุนงงก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มขำ

“โชกุน ถ้าจะมานั่งจ้องกันก็กลับไปนอนเลยครับ” ออกคำสั่งเหมือนมันเป็นเด็กเล็กๆ ที่ไม่ยอมนอนกลางวัน

“ทำงานเถอะครับ ผมจะไม่กวน” แต่เจ้าตัวกลับส่ายหัว นั่งกอดเข่าจ้องผมต่อบ่งบอกว่าจะไม่ยอมไป

ดื้ออีกละ

แต่ผมก็ไม่ขัดอะไร ทำเป็นก้มหน้าก้มตาทำงานอีกรอบ แต่สุดท้ายก็หลุดยิ้มออกมา ย่นหน้ามองคนเอาแต่ใจอย่างหมั่นไส้ก่อนจะส่ายหน้าขำๆ ย้ายโน้ตบุ๊คที่อยู่บนตักขึ้นไปวางบนโต๊ะแล้วตบหน้าขาที่ว่างลงสองสามที

“มานี่มา” 

เข้าใจตั้งแต่เมื่อกี้แล้วล่ะว่ามานั่งอยู่ตรงนี้ทำไม แล้วหน้ากากอนามัยนั่นมีไว้ทำไม เพราะงั้นก็เลยอดยิ้มกว้างไม่ได้เมื่อคนตัวเล็กขยับมานั่งแทนที่โน้ตบุ๊คของผม เบี่ยงตัวหันข้างอย่างต้องการหามุมที่จะจ้องหน้ากันได้ถนัด 

"ขอบคุณครับ" เอ่ยพึมพำพร้อมกะพริบตาปริบๆ ผมหัวเราะเบาๆ อีกครั้งพลางฝังจูบลงไปที่กระหม่อม รู้สึกมันเขี้ยวจนแกล้งกอดแน่นๆ ทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยแกมบังคับ

“ทีนี้ก็หลับได้แล้ว” มือข้างหนึ่งยกขึ้นมากดหัวคนตัวเล็กซบอกตัวเองไว้ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมหลับตาอย่างว่าง่าย 

ใช้เวลาไม่นานคนในอ้อมแขนก็นิ่งไป น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาทำให้ผมรู้ว่าเข้าสู่นิทราไปแล้ว ผมยิ้มออกมาอีกครั้ง ตั้งใจจะดึงหน้ากากอนามัยออกให้เพราะกลัวว่าจะหายใจไม่สะดวก แต่แล้วก็ชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ มองใบหน้าคนที่หลับใหลนิ่งๆ นึกถึงคำสั่งห้ามเมื่อกลางวันแล้วเกิดลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ฝืนใจไม่ไหว

มีผ้าปิดปากอยู่นี่ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

คิดขำๆ ก่อนจะแนบริมฝีปากลงไปบนหน้ากากอนามัย ตรงตำแหน่งริมฝีปากพอดิบพอดี กดจูบเนิ่นนานก่อนจะผละออกมาแล้วเอ่ยกระซิบคำเดิมๆ ที่พูดกรอกหูอีกคนยามหลับใหลทุกๆ วัน

เคยได้ยินเหมือนกันว่าการพูดคำว่ารักพร่ำเพรื่อมันทำให้ดูไม่จริงใจ แต่ความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในใจมากมายมันไม่รู้จะเอาไปเก็บตรงไหน... แต่ไม่ได้อยากจะยัดเยียด ไม่อยากเร่งเร้าให้รีบเชื่อใจ คิดแค่ว่าอยากจะพูดมันออกไป ต่อให้อีกคนไม่ได้ยินก็ไม่เป็นไร  

เพราะผมเชื่อว่าการกระทำทุกอย่างที่แสดงออกไป... ก็สื่อความหมายเดียวกัน







--------------------------------------------------------------------
ขออนุญาตสโลว์ไลฟ์อีกตอนนะคะ ;^; 
ทีแรกตั้งใจจะมีอีกซีน แต่รู้สึกว่าค้างความรู้สึกของตอนนี้ไว้ตรงนี้น่าจะดีกว่าอีกแล้วค่ะ แง้งง

เบื่อความหวานของคู่นี้หรือยังคะ อย่าเพิ่งเลี่ยนจนเลิกอ่านนะ อีกนิดเดียวก็จะจบแล้วค่ะ ทนหน่อยๆ (ตบบ่า) 5555
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้นะคะ ดีใจมากๆ ที่หลายคนไม่ทิ้งกันกลางทาง ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย  
ไม่ชอบตรงไหนก็ติได้เสมอเลยนะคะ น้อมรับและพร้อมปรับปรุงค่ะ ^^





B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 182 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #538 Jibangrin (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:00
    อบอุ่นมั่กกกกกก
    #538
    0
  2. #498 metalx (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 12:09
    โชขี้อ้อนหวะ โครตน่ารักเลย
    #498
    0
  3. #483 bybambi (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 14:17
    แง้น่ารักมาก
    อุแง้จาตายแล้วฮือ ;——;
    #483
    0
  4. #471 ppppjih (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 16:34
    ชอบเวลาโชอ้อนอ่า น่ารัก ;///;
    #471
    0
  5. #459 abteeraporn (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 17:29
    เขาอ้อนกันไปมา คนอ่านนี่ยกมือกุมใจ หวานมากกก
    #459
    0
  6. #367 astory (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 01:41
    น่ารักกันมากๆ โชอ้อนน่ารักม้ากกกกกก แม่ยกอย่างเราก็มีความสุข 555555555 อ่านไปเขินไป ชอบมาก ไม่เบื่อเลยกับเรื่องนี้ ฮือๆๆ
    #367
    0
  7. #270 day-life (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 09:27
    ฮืออออ อ่านๆไปแปบๆจบตอนอีกละ เวลาของความสุขมันผ่านไปเร็วจริงๆเลย;____; ตอนนี้โชอ้อนซันหนักมาก โหย ขโมยโชมานอนกอดสักวันได้ไหมมม น่ารักไปล้าววว #หยอกๆ55555
    #270
    0
  8. #203 poommyTY (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 13:30
    โอ้ยยย ชอบตอนนี้ ชอบโชอ้อน ชอบการนอนไม่หลับต้องมานั่งตักให้ซันกอด โอ้ยยยยย อยากให้เค้าหวานๆกันแบบนี้ไปตลอดเลย
    #203
    0
  9. #185 PLOY_MB (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 14:19
    เหม็นความรักของคู่นี้มากกกก
    #185
    0
  10. #180 aumten (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 00:21
    ตายแล้วตายยยเราตายไปแล้ววววว
    ขออีกสักยี่สิบตอน เขินมาก จะบ้าตาย
    #180
    0
  11. #179 kiyotaka45 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 22:15
    น้ำตาลขึ้นสูงมากกกก แต่!! ชอบค่ะ!!!
    #179
    0
  12. #178 mamieweiei (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 18:40
    โง้ยยชอบตอนโชกุนอ้อนนน น่ารักกก
    #178
    0
  13. #177 clickclack (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 12:24
    ไม่เบื่อเลยย ขอหวานๆมาอีกเราพร้อมม
    #177
    0
  14. #176 nekokiru (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 11:58
    โอ้ยยยยเขินโว้ย ทำไมเขาหวานกันอย่างนี้ อินี่เขินแรงอ่านไปบิดไป รักเรื่องนี้จริงๆเลย รักซันรักโช><
    #176
    0
  15. #175 from_mars (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 11:26
    หวานอะไรได้ขนาดนั้น หันไปมองคนข้างๆ ออกไปทำงานยังไม่ลากันเลอออ เชอะะะ ป้าอิจฉาวัยรุ่นนน

    รออ่านต่อจ้า
    #175
    0
  16. #174 wiwie-nmk21 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 08:35
    งื้ออออ ทำไมโชกุนจะต้องอ้อนซันขนาดนี้ด้วยอะ คิดว่าน่ารักมากหรออออ นอนไม่หลับอะไร อยากดูทีสีอะไร แหมมมมม~ อยากอยู่ใกล้ๆ ซันก็พูดมาเถอะ!! แง่งงง อิจฉาง่ะ ><
    #174
    0
  17. #173 UltraPP (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 08:06
    เบื่อ เหม็น ความรักความหลง หายใจเข้าหายใจออกก็ตี๋ เอ๊ะหรืออิจฉา ฮ่าๆ
    #173
    0
  18. #172 chivas1678 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 04:05
    ไม่ชอบ!!! ไม่ชอบที่สุด!!! ไม่ชอบที่มาหวานกันไม่สงสารคนอ่าน ละลายกลายเป็นปุ๋ยไปหมดแล้วเนี่ยเห็นมั้ย!!! อ๊ายยยย อ่านแล้วเขิล!!! >///<
    #172
    0
  19. #171 Butterfly_Angle (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 01:20
    เหม็นความรักที่สุดเลยค่ะ5555555
    #171
    0
  20. #170 natamonING (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 01:15
    เ้ราก็อยากมีโมเม้นแบบนี้บ้่างไรบ้าง หวานแบบนี้ตลอดๆแล้วกัน อย่าทำโชน้อยร้องไห้นะ!! #โสดแล้วพาล
    มีคำผิดอยู่นะคะ ร้อนรนค่ะ
    #170
    0
  21. #168 frong14 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 00:51
    มดกัด 5555
    #168
    0
  22. #167 steal (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 00:43
    ติดเมีย หลงเมีย ฮืออออ อิจฉาไม่ไหวแล้วววววย
    #167
    0