[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 21 : หลงตะวัน : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,494
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 202 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60

หลงตะวัน : 2

                
ดูเหมือนจะมีคนยังไม่ชินที่ต้องมีคนอื่นนอนร่วมเตียง...
                
ทุกเช้าผมมักจะรู้สึกตัวเมื่อพบว่าอ้อมแขนของตัวเองว่างเปล่า ไร้ไออุ่นจากคนที่กกกอดไว้เมื่อคืน ลืมตาขึ้นมาจึงเห็นว่าเจ้าของร่างบอบบางขยับออกไปนอนจ้องผมตาแป๋วเหมือนในเช้าวันนั้นด้วยแววตายากจะเข้าใจ
                
“ทำไมชอบหนีกู” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงียพลางดึงคนตัวเล็กเข้ามาใกล้
                
“เปล่าหนีนะครับ” ได้ยินเสียงตอบพึมพำขณะขยับเข้ามาในอ้อมกอดอย่างว่าง่าย
              
ไม่ต้องรอให้ผมถามหาคำอธิบาย เจ้าของใบหน้าใสก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้าผมอีกครั้ง เอ่ยกระซิบคล้ายกับกำลังบอกตัวเอง
                
“แค่อยากมองให้แน่ใจ... ว่าไม่ได้ฝันไป”
                
ผมหลุดหัวเราะทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ก้มลงกดจูบที่หน้าผาก พลางกอดกระชับอ้อมแขนแน่นแกล้งก่ายขาให้มันกลายร่างเป็นหมอนข้างจำเป็น แล้วเอ่ยถามอย่างขบขันปนเอ็นดู  

“แล้วแบบนี้ไม่ชัดกว่าหรือไง”
                
พอได้คำตอบเป็นการพยักหน้าหงึกหงักผมก็หัวเราะพลางซุกจมูกลงกับกระหม่อม กดจูบ สูดกลิ่นแชมพูบนกลุ่มผมนุ่มที่แสนหลงใหล หลับตาซึมซับกลิ่นกายที่เสพติดซ้ำๆ เพื่อกล่อมตัวเองให้เข้าสู่นิทราอีกครั้ง

แต่ตอนที่กำลังเคลิ้มใกล้จะหลับ ผมกลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยของเหตุการณ์บางอย่าง... คลับคล้ายคลับคลาว่าหลายๆ ครั้งที่ผมมาอาศัยนอนสลบเหมือดอยู่ที่โซฟาหลังเลิกงาน... ก็มักจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วพบว่าไอ้ตี๋กำลังยืนมองผมด้วยสายตาทำนองนี้เหมือนกัน

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ

...แต่ตอนนี้รู้แล้วล่ะว่าไม่ใช่แค่ฝันไป
 
                
ผมกับไอ้ตี๋ตารางเรียนไม่ตรงกัน ข้อนั้นเราต่างรู้ดี
                
เพราะเรียนเก็บหน่วยกิตมาจนเกือบครบแล้ว พอขึ้นปีสี่ผมก็เลยเหลือวิชาที่จำเป็นต้องเรียนอีกแค่สองตัว เป็นโปรเจ็กต์จบกับอีกหนึ่งวิชาเสริมที่ไม่ได้ซีเรียสอะไร ไอ้ตี๋เองก็เหลืออีกสี่ตัวมันเลยเข้ามหาลัยบ่อยกว่าผมที่เข้าคณะอาทิตย์ละไม่กี่ครั้ง
                
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็มักจะตื่นพร้อมมันเป็นประจำ ตั้งแต่ยังไม่ได้คบกัน 

ต่างกันตรงที่...
                
“มองอะไรครับ”
                
คราวนี้ผมไม่ต้องแอบมอง
                
ปกติเวลาที่มาค้างที่ห้องไอ้ตี๋ ผมจะรู้สึกตัวตอนที่มันลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ จัดการนู่นนี่ก่อนออกไปเรียน มันไม่ได้ปลุกผมหรอก แต่ผมแค่ชอบมองจนติดเป็นนิสัย ฟังเสียงการเคลื่อนไหวในห้องจากโซฟารับแขกจนรู้ว่ามันทำอะไรบ้างก่อนออกไป แล้วหลับต่อจนกระทั่งใกล้เวลาเรียนโน่นแหละถึงจะตื่น เพื่อเดินไปที่ครัวแล้วรอดูว่าแต่ละวันเจ้าของห้องจะแปะโน้ตไว้ว่าวันนี้ในครัวมีอะไรให้ผมกิน 
                
เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเพิ่งสังเกตเหมือนกันว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรามาตั้งนาน
                
“มองแฟน” ผมตอบตามตรงแกล้งยิ้มกรุ้มกริ่มหวังแซวให้คนตัวเล็กเขินหน้าแดงสักที
                
แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้นไอ้ตี๋กลับชะงักมือที่กำลังติดกระดุมเสื้อหันมาทำหน้าประหลาดใส่ผมแทน
                
“ต้องออกตัวแรงขนาดนั้น?”
                
ผมหัวเราะเสียงดังกับอาการตีมึนของมันแล้วลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง จ้องอีกคนอยู่อย่างนั้น จนเจ้าของร่างบอบบางหันมามองอย่างไม่ชอบใจทั้งที่หูเปลี่ยนเป็นสีแดง
                
“มันอึดอัดนะครับ”
                
ผมยักไหล่แกล้งอ้าแขนเรียกร้องให้คนตัวเล็กเข้ามาหา “กอดหน่อย”
               
“ไม่เอา เดี๋ยวเสื้อยับ” แล้วก็โดนปฏิเสธแทบจะทันที 
               
“โห่ ตี๋” ผมโอดครวญอย่างไม่จริงจัง ไอ้ตี๋เลยทำหน้าเหม็นเบื่อใส่กันก่อนจะหันไปแต่งตัวต่ออย่างไม่ให้เสียเวลา
                
“แล้วนี่ไปยังไง” ก่อนหน้านี้ผมรู้ว่ามันเดินไปมหาลัย เพราะหออยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เดินประมาณสิบนาทีได้ ก่อนจะนั่งรถรางไฟฟ้าต่อเข้าไปในคณะตัวเอง
                
ผมมองว่ามันลำบาก เลยอาสาไปส่งหลายครั้ง แต่ก็นั่นแหละครับ... คุณตี๋เขาไม่ยอม
                
แต่ตอนนี้สถานะมันเปลี่ยนไปแล้วไง ผมว่าผมสามารถตื๊อไปส่งมันได้โดยอ้างหน้าที่ของแฟนที่แสนดี
                
"เพื่อนมารับครับ”
                
อ้าว...
                
“เพื่อนไหน” ผมขมวดคิ้วทันที ทั้งเซ็งที่อดทำหน้าที่แฟน และข้องใจว่าใครคือเพื่อนไอ้ตี๋
                
“บอกไปก็ไม่รู้จักหรอกครับ” นั่นสิ ผมกับมันรู้จักกันมาตั้งนาน แต่ก็ไม่เคยพาเข้าไปคลุกคลีกับสังคมของกันและกันสักที
                
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่ใส่ใจ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันไง
                
“เคยไปที่ร้านมั้ย?” ผมถามต่อ ตะล่อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
                
“คิดว่าไม่นะครับ”
                
“ผู้หญิงผู้ชาย?” ...นี่แหละประเด็นสำคัญ
                
ไอ้ตี๋หันมาเลิกคิ้วมองนิดหน่อย ก่อนจะตอบคำถาม “ผู้ชายครับ”
                
“งั้นเดี๋ยวไปส่งเอง” ผมว่าพลางลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยืนหน้าตู้เสื้อผ้าข้างไอ้ตี๋ หยิบกางเกงยีนมาใส่
                
เพื่อนผู้ชายไหนวะ ผมไม่ยักรู้ว่ามี ปกติเพื่อนไอ้ตี๋ที่เคยเห็นผ่านๆ ก็มีแต่ผู้หญิง นี่ถึงขั้นมารับไปเรียนด้วยก็คงสนิทพอตัว
                
ใครวะ กูข้องใจ
                
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเขาก็มาถึงแล้ว”
                
“เขานี่ใคร ช่วยเจาะจงกว่านี้หน่อยได้มั้ยตี๋” ผมโพล่งถามออกไป จนคนตัวเล็กหันมาเลิกคิ้วทำหน้างุนงงใส่ แต่แวบเดียวก็เหมือนจะเข้าใจว่าผมเกรี้ยวกราดเรื่องอะไร
                
“นี่เรียกว่าหึงหรือเปล่าครับ?”
                
ผมชะงัก ใบ้แดกไปพักหนึ่งก่อนตีมึน “ปะ...เปล่า”

ใครมันจะไปยอมรับง่ายๆ 
                
“อ๋อ”พอได้ยินแบบนั้น คนตัวเล็กก็พยักหน้า ดวงตาเรียวมองมาเหมือนเข้าใจ “ตกใจหมดเลยครับ คิดว่าถูกหึงเข้าซะแล้ว”

แต่จากคำพูดนี่แม่งไม่ได้เข้าใจอะไรเลย

“ขอโทษนะครับที่เข้าใจผิด” แถมยังสบตาผมด้วยสีหน้าหมาหงอยก่อนอธิบาย “ผมเพิ่งมีแฟนครั้งแรก... เผลอคิดเข้าข้างตัวเองเฉยเลย”

โว้ยย

ใช่มั้ย มันใช่เวลามาทำตัวน่ารักมั้ยล่ะตี๋

“หึง” สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับ พลางรวบตัวมันมากอดไว้อย่างหมั่นไส้

เสื้อยับอะไร ใครจะไปสน

“เป็นใครอ่ะ ทำไมต้องมารับแฟนกู”

“คุณซัน”

“บอกมันเลยว่าเดี๋ยวไปเอง” ผมงอแง ซุกหน้าลงกับไหล่คนตัวเล็กกว่าหวังอ้อนให้ตามใจ

แต่แน่นอนว่าไม่ง่าย

“ไม่ได้ครับ”

ดื้อจังโว้ย แฟนใคร

“ตี๋” ผมเบ้หน้าเมื่อคนในอ้อมกอดผละออกไป แต่ไอ้ตี๋ไม่มีทีท่าว่าจะใจอ่อนเลย

“เขาออกมาแล้วน่ะครับ ยกเลิกตอนนี้เสียมารยาทตาย”

เออ ก็จริง

“แต่ว่า...”

“ซัน” ยังไม่ทันจะเถียงอีกฝ่ายก็เรียกชื่อผมห้วนๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาขยี้หัวผมพร้อมตีเสียงดุไม่จริงจัง “อย่าดื้อสิครับ”

“...” เล่นซะผมไปไม่เป็น

“คราวหน้าค่อยไปส่งนะ” พอเห็นผมนิ่ง มุมปากบางก็ยกยิ้มอย่างได้ใจ มองด้วยสายตาขบขัน แล้วน็อคเอาท์ผมอีกครั้งด้วยการเขย่งตัวขึ้นมาจุ๊บแก้มกันเบาๆ

“...” 

เอาเข้าไป...

“แล้วเจอกันที่ร้านนะครับ”

“...”

ชิบหาย... แพ้ราบคาบอีกแล้วกู



ผมใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่ กว่าจะรู้ตัวว่าตกหลุมพรางเข้าให้อย่างจังเมื่อไอ้ตี๋หายออกจากห้องไป กลับมานั่งหงุดหงิดตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองลืมถามรายละเอียดให้หายข้องใจ เพื่อนไอ้ตี๋เป็นใคร หน้าตายังไง สนิทแค่ไหน มารับไปส่งกันบ่อยแค่ไหนไม่ได้ถามเลยสักอย่าง

แต่ก่อนจะทึ้งผมตัวเองจนหัวล้าน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา โชว์แจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นสีเขียว เป็นข้อความจากคนที่เพิ่งออกจากห้องไป

ลิ้งค์เฟสบุ๊คที่พอกดเข้าไปเป็นโปรไฟล์ของผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่ผมกำลังสงสัยว่าเป็นใคร กวาดสายตาอ่านไทม์ไลน์คร่าวๆ ก็รู้เรื่องทั้งหมดที่ผมกำลังข้องใจ ชื่อ หน้าตา ความสนิทสนมที่ดูจะไม่น่ากังวลอะไรจากรูปหมู่หลายใบที่มันกับไอ้ตี๋ร่วมเฟรมกันแต่ไม่ได้มีท่าทางใกล้ชิดมากมาย 

และที่สำคัญไปกว่านั้น... คือสถานะที่ขึ้นเด่นหราว่ากำลังคบหากับผู้หญิงอีกคนในกลุ่มเดียวกัน

‘มีแฟนแล้ว?’ 

ผมพิมพ์ตอบ เผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว

‘ครับ’ 

‘สบายใจได้แล้วเนอะ’

ไม่นานก็อีกฝ่ายก็ตอบกลับ ซึ่งทำผมยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะแกล้งตีมึน

‘ก็ไม่ได้อะไร’

คราวนี้มันส่งสติ๊กเกอร์กลอกตามา

‘เหรอครับ’ 

ผมหัวเราะขำ แล้วพิมพ์ข้อความไปตามจริง

‘สบายใจโคตร’ 

‘นอนต่อละ’

'ตั้งใจเรียนนะ' 

ไม่ลืมที่จะกดสติ๊กเกอร์กวนตีนปิดท้าย

อีกฝ่ายอ่านแล้ว ก่อนจะหายไปพักหนึ่งจนผมคิดว่ามันคงไม่พิมพ์อะไรตอบกลับมาจึงโยนโทรศัพท์ลงเตียง ทิ้งตัวลงนอนและกำลังจะหลับตา

ติ๊ง~

แต่ว่าเสียงเตือนข้อความก็ดังขึ้นมาอีก ผมหยิบมาดูไม่รู้จะแหกปากยิ้มยังไงให้สมกับความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในใจ

‘มีแซนด์วิชกับนมอยู่ในครัว’

'กินก่อนมันจะชืดเอานะครับ'

เนี่ย... ก็ชอบทำตัวน่ารักแบบเนี้ย

แล้วจะไม่ให้ผมหวงได้ไง

   



วันนี้ผมมีธุระเรื่องโปรเจ็กต์เลยต้องเข้าคณะตั้งแต่บ่าย กว่าจะเลิกก็เล่นเอาเย็น อยากจะกลับหอไปอาบน้ำก่อนไปทำงานแต่คิดว่าคงไม่ทัน เพราะต้องไปรอรับอีกคนเพื่อกินข้าวเย็นก่อนอยู่ดี
   
ผมเช็คเวลาแล้วว่าอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลาเลิกเรียนของไอ้ตี๋ เลยตรงดิ่งจากคณะตัวเองไปที่คณะบริหารทันทีที่เสร็จธุระตัวเอง ไม่ได้บอกล่วงหน้าหรอกว่าจะไปรับ กะว่าจะเซอร์ไพรซ์ แล้วอีกอย่าง ผมพอจะเดาได้ว่าถ้าบอกไปไอ้ตี๋คงไม่ยอมให้ผมไปนั่งแกร่วรอมัน เอาเป็นว่าถ้าใกล้เวลาแล้วค่อยบอกมันแล้วกัน พอถึงตอนนั้นก็คงปฏิเสธอะไรไม่ทันแล้ว
   
เมื่อก่อนผมกับเพื่อนมากินข้าวที่โรงอาหารคณะนี้บ้างตามประสาเด็กวิศวะบ้าเห่อที่พอได้ยินว่าสาวบริหารน่ารักก็ยกโขยงกันมาเสพอาหารตา ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งจุดประสงค์ของตัวเองจะเปลี่ยนไป จากส่องสาวมาเป็นนั่งคอยหนุ่มบริหารหน้าใสแทน
   
คิดแล้วก็ตลกตัวเองเหมือนกัน 

แต่ทำไงได้ ใครใช้ให้ไอ้ตี๋ของผมน่ารักจนห้ามใจไม่ไหวขนาดนั้น
   
ผมเดินอาดๆ เข้ามาใต้ตึกบริหารท่ามกลางสายตามากมายที่มองมาอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าไอ้เด็กวิศวะที่ใส่เสื้อช็อปคณะเด่นหรานี่มันเสนอหน้ามาอยู่ตรงนี้ทำไม แต่ด้วยความหน้าด้านก็เลยไม่ได้สนใจ ผมเดินไปหาที่นั่งว่างๆ ในมุมที่ไม่เตะตาเกินไปก่อนจะไถโทรศัพท์ฆ่าเวลา
   
“พี่ซัน?” แต่นั่งได้สักพักก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อตัวเอง
   
“ครับ?” ผมเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ก็เห็นเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ยิ้มกว้างมองหน้าผมคล้ายกับดีใจ
   
ใครวะ... เหมือนจะคุ้นหน้าแต่จำชื่อไม่ได้
   
“พิมพ์ไงคะ ที่เมื่อก่อนเคยไปที่ร้านบ่อยๆ” ดูเหมือนเธอจะอ่านสีหน้าผมออกถึงได้แนะนำตัวเองพลางนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
   
“อ๋อ ไม่เจอกันนานเลย” ผมนึกตามก่อนจะย้อมพยักหน้าเมื่อจำได้... เลือนราง แต่ก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อก่อนมีลูกค้าประจำหน้าตาแบบนี้จริงๆ
   
“พอดีช่วงหลังพิมพ์ยุ่งๆ น่ะค่ะเลยไม่ค่อยได้ไป แล้วพี่ซันล่ะคะยังทำงานที่ร้านนั้นอยู่มั้ย?” เธอเลิกคิ้ว เอียงคอเล็กน้อยท่าทางสงสัย
   
“ทำๆ สองทุ่มถึงตีสามเหมือนเดิม” ผมยิ้มตอบเหมือนเคย
   
หลายคนชอบบอกว่าท่าทางแบบนี้ของผมมันดูเฟรนด์ลี่เกินไป ถึงจะแค่รู้จักแต่ทุกครั้งที่สนทนากับใครผมก็มักจะพูดจาเหมือนสนิทสนมกันได้ เป็นคล้ายๆ พรสวรรค์ที่ทำให้เข้าสังคมง่ายโดยไม่ต้องพยายาม
   
แต่บางทีมันก็เป็นดาบสองคม ผมรู้ดี
   
“ถ้าว่างเมื่อไหร่พิมพ์จะไปที่ร้านอีกนะคะ กาแฟอร่อยมากเลย” ผมเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้ามีท่าทีเขินอายเล็กน้อยตอนที่พูดออกมา แต่เพราะไม่ได้คิดอะไร จึงหัวเราะกลับไปด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
   
“พูดจาน่ารัก เดี๋ยวคราวหน้าลดราคาให้พิเศษเลย”
   
“แล้วนี่พี่ซันมาคณะพิมพ์ทำไมเหรอคะ หรือว่ามารอใคร” เธอหัวเราะเสียงใสก่อนจะหันซ้ายหันขวาแล้วเปลี่ยนคำถาม 
   
“มารอแฟนอ่ะ” 
   
“แฟน?” สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำตอบของผม ก่อนจะเอ่ยพึมพำ “พี่ซัน... มีแฟนแล้วเหรอคะ?”
   
“อื้ม... อ้าว นั่นไง มาแล้ว” ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังรอลงลิฟต์มาพอดี
   
ทั้งที่มันอยู่เกือบในสุด แถมถูกรายล้อมด้วยคนกลุ่มใหญ่ แต่ผมก็ยังเห็นหน้าตี๋ๆ ของมันเป็นคนแรก ไม่รู้ทำไม 

ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยิ้มกว้างออกมาและกำลังจะให้สัญญาณ แต่ยังไม่ทันได้ตะโกนเรียกหรือยกมือ ไอ้ตี๋ก็หันมาทางนี้พอดี ดวงตาเรียวสองข้างเบิกกว้างขึ้นเล็กๆ เหมือนตกใจ แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นมองหน้าผมสลับกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมด้วยสายตาอ่านยาก ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
   
อะไรวะ? ผมว่ามันเห็นผมแล้วนะ
   
“งั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบผมก็เดินออกจากโต๊ะแล้วสาวเท้าตามคนตัวเล็กออกไปทันที แต่ดูเหมือนไอ้ตี๋จะยิ่งเร่งฝีเท้าหนีปะปนไปกับผู้คน
   
“ตี๋” จนกระทั่งผมตะโกนเรียกพร้อมกับเร่งฝีเท้าจนตามไปคว้าแขนไว้ได้นั่นแหละมันถึงหันกลับมา 

“ไม่เห็นกูเหรอ” ถามออกไปทั้งที่รู้ชัดๆ อยู่แล้วว่าเมื่อกี้ผมสบตากับมัน
   
“คุณซัน...” มันเรียกชื่อผม ท่าทางอึกอักร้อนลน ก่อนจะดึงแขนตัวเองกลับไป 

“มาที่นี่ทำไมครับ” ดวงตาสองข้างมองซ้ายมองขวาเหมือนหวาดระแวง  
   
และผมพอจะรู้แล้วว่ามันกำลังระแวงอะไร เมื่อมองตามแล้วเห็นว่าผู้คนมากมายกำลังมองมาที่เราอย่างให้ความสนใจ 
   
“ที่โด๊ปยาจนถูกหามส่งโรงบาลไง”

“ใช่หลีดคณะที่เคยมีข่าวเรื่องศัลยกรรมป่ะ?” 

“เค้าเป็นเกย์จริงเหรอ?” 

“นั่นแฟนเหรอ?”

“คนนั้นเคยคบกับผู้หญิงไม่ใช่เหรอ?”

“กินกันเองเหรอ?”

เสียงซุบซิบดังขึ้นนั่นยิ่งทำให้ไอ้ตี๋ถอยห่างออกไปในขณะที่ผมเริ่มขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้จะมาสงสัยเรื่องคนอื่นทำไม 

“กูมารับมึง” ผมตอบคำถามไอ้ตี๋ พยายามไม่สนใจเสียงนินทาที่ดังขึ้นราวกับพวกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้

มารยาทไม่มีกันหรือไง

“ไปกินข้าวกัน” พูดจบผมก็คว้ามือมันมาจับไว้อีกครั้ง และคราวนี้ไม่ยอมให้ดึงออกง่ายๆ ก่อนจะลากมันออกมาจากตึกโดยไม่สนใจว่าเสียงนินทาจะดังขึ้นอีกแค่ไหน

จนกระทั่งมาถึงรถผมถึงได้ปล่อยมือ เปิดประตูให้ไอ้ตี๋เข้าไปนั่งข้างคนขับขณะที่ตัวเองเดินอ้อมมานั่งหลังพวงมาลัย ออกรถมาโดยไร้บทสนทนาใดๆ ในหัวผมมีคำถามมากมายประดังเข้ามาอย่างห้ามไม่ได้ และคิดว่าในหัวไอ้ตี๋เองก็คงมีคำถามไม่ต่างกัน 

“ผู้หญิงที่นั่งด้วยนั่น น้องพิมพ์เหรอครับ?” บรรยากาศบนรถเงียบอยู่นาน จนไอ้ตี๋เป็นคนถามขึ้นมาระหว่างติดไฟแดง

“มึงรู้จัก?” ผมหันไปเลิกคิ้วถาม ไอ้ตี๋เลยยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้า

“เป็นลูกค้าประจำที่ร้านนี่ครับ” 

สมกับเป็นไอ้ตี๋ เรื่องใส่ใจลูกค้านี่เป็นที่หนึ่งจริงๆ

“อืม เขาจำกูได้เลยเข้ามาทัก มานั่งคุยเป็นเพื่อนระหว่างรอ”

“เหรอครับ” มันยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตา สีหน้าที่เห็นทำให้ผมเดาไม่ออกว่ามันกำลังคิดอะไร “ผมว่าน้องเขาดูชอบคุณนะครับ”

แต่แล้วประโยคต่อมาของมันก็ทำให้ผมเข้าใจ

“แล้วไง” 

“...”

“กูบอกเขาไปแล้วว่ามาหาแฟน”

เข้าใจแม้กระทั่งสีหน้าตกใจและแววตาหวาดระแวงที่ส่งมาทันทีที่ผมพูดอย่างเจาะจงออกไปอย่างตั้งใจให้เห็นว่าผมไม่แคร์ในสิ่งที่มันกำลังกังวล

ไอ้ตี๋มองหน้าผมนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะทำสีหน้าอ่านยากอีกครั้งพลางเรียกชื่อผมเบาๆ

“คุณซัน”

“...” ไม่รู้ทำไมสัญชาตญาณบางอย่างในตัวผมกำลังเดาว่าประโยคต่อมาไอ้ตี๋จะพูดอะไร

“ถ้าเป็นไปได้... ช่วยอย่าบอกใครอีกได้มั้ยครับ เรื่องที่เราคบกัน”

และมันก็เดาถูกอย่างน่าเจ็บใจ

ผมไม่ตอบในทันที แต่ขมวดคิ้วมองหน้าไอ้ตี๋พักหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีกลับมาจ้องถนนอีกครั้งเมื่อสัญญาณไฟจรจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เหยียบคันเร่งพลางปล่อยให้ความคิดมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัวก่อนหน้านี้ไหลเวียนต่อไป เพื่อหาคำตอบที่มั่นใจ 

ผมว่าผมรู้ว่าไอ้ตี๋กำลังคิดอะไร และรู้ว่าทำไมมันถึงพูดแบบนี้ออกมา มันชัดเจนจะตาย ทั้งสายตาหวาดระแวง และสีหน้าที่คล้ายกับจะเจ็บปวดปนน้อยใจตอนที่มันได้ยินคำพูดของคนเหล่านั้นที่กำลังเอ่ยถึงเรา

ผมว่าผมเข้าใจ... 

“ไม่เอา”

คำตอบมันถึงได้ชัดเจน 

“คุณซัน...”

“กูไม่สนหรอก ว่าใครจะมองเรายังไง”

เพราะรู้ว่ามันคิดอะไร ถึงได้ไม่สามารถยอมให้มันจมอยู่ในความคิดแบบนั้นได้... ไม่สามารถปล่อยให้มันเอาความคิดของคนอื่นมากระทบความรู้สึกตัวเองได้อีก...

“ถ้าจะไม่ให้บอกใครเรื่องที่คบกัน... งั้นไม่คบมันตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าหรือไง” 

และคราวนี้ผมจะเป็นคนกำจัดขยะพวกนั้นออกจากความคิดมันเอง






-----------------------------------------------------
ไม่มีอะไรจะบอก นอกจากรออ่านตอนหน้านะคะ 55555  
จะพยายามมาให้เร็วกว่านี้ค่ะ ฮึบ!
ปล. ช่วงนี้น่าจะอัพดึกแบบนี้ตลอดเพราะว่างแค่เวลาประมาณนี้น่ะค่ะ 
ถ้าใครเฟบไว้แล้วแจ้งเตือนมันรบกวนเวลานอนก็ขอโทษด้วยนะคะ ;^;





B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 202 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #553 ppetchhyt (@ppetchhyt) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 11:16
    หุ้ววว ตอนนี้ซันแบบ พี่ซันมากๆๆๆ
    #553
    0
  2. #535 Jibangrin (@Jibangrin) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:20
    หน่อววววๆๆๆๆ ซันนน!!! โชสู้ๆลูกกกกก
    #535
    0
  3. #478 mamamoon4869 (@natcharissa) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 17:59
    ซันโคตรแคร์
    #478
    0
  4. #266 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 08:39
    อย่าไปแคร์พวกปากหอยปากปูเลยนะโช พวกนั้นก็ดีแต่ปากไปวันๆอ่ะแหละ สนใจแค่คนข้างๆอย่างซันก็พอ
    #266
    0
  5. #149 น้ำพัน (@numpun) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 16:34
    ตี๋อย่าไปสนใจคำคนอื่นสนใจแต่ซันก้พอ มั่นใจในตัวเองนะว่าเรามีดีพอ
    #149
    0
  6. #123 noowiwie (@wiwie-nmk21) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 10:09
    น่าจีปากพงกที่ยุ่งเรื่องของคนอื่นจริงๆ ซันจัดการเลยลูกก!!
    #123
    0
  7. #122 clickclack (@clickclack) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 21:07
    รอๆๆๆๆๆสู้ๆค่ะะ
    #122
    0
  8. #121 ♡ aunjai ♡ (@aumten) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 09:24
    โอ้ยคุณซันนน โอ้ยยยยย ตี๋น่ารักจรืง ตี๋ห้ามงอแงนะ แงง้
    #121
    0
  9. #120 L-co-op (@steal) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 08:39
    พาโชออกมาจากเซฟโซนให้ได้นะเจ้าซัน สู้ๆ!
    #120
    0
  10. #119 Yuki (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 07:49
    จะไม่มีมาม่าใช่มั้ยคะ ฮืออออ กัว พนมมือ
    #119
    0
  11. #118 mamieweiei (@mamieweiei) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 07:04
    น่ารักกกก
    #118
    0
  12. #117 i_am_a_weirdo (@i_am_a_weirdo) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 02:43
    งือออออ ซันเปิดเผยไปเลย อย่ายอม
    #117
    0
  13. #116 muk ka (@ooomukooo) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 01:59
    ฮือๆ กำลังหวาน อย่าเพิ่งต้มมาม่านะ ยังหวานไม่พอเลย 
    คนพวกนี้ก็ชอบเผือกกันจริงๆเลย  ลำไย!!!! 
    #116
    0